คลังเก็บรายเดือน: พฤษภาคม 2016

ปฏิวัติการสื่อสาร! จีนเตรียมส่งดาวเทียมควอนตัมดวงแรกของโลก โดยกลุ่ม 13

ปฏิวัติการสื่อสาร! จีนเตรียมส่งดาวเทียมควอนตัมดวงแรกของโลก

         คณะ นักวิทยาศาสตร์จีนกำลังจะเป็นชาติแรกในโลกที่สามารถพัฒนาดาวเทียมสื่อสารส่ง ข้อมูลรหัสจากอวกาศในระบบควอนตัม ซึ่งไม่สามารถจารกรรมลักลอบถอดรหัส และกล่าวได้ว่าโครงการนี้คือการปฏิวัติการสื่อสารของโลก (ภาพซินหวา)

        ไชน่าเดลี รายงาน (30 พ.ค.) ว่าสถาบันวิทยาศาสตร์จีนเตรียมส่งดาวเทียมสื่อสารควอนตัมดวงแรกของโลก ในเดือนกรกฎาคมนี้

รายงานข่าวกล่าวว่า จีนกำลังจะเป็นชาติแรกในโลกที่สามารถพัฒนาดาวเทียมสื่อสารควอนตัม ส่งข้อมูลรหัสจากอวกาศซึ่งไม่สามารถจารกรรมลักลอบถอดรหัสได้ โดยขณะนี้นักวิทยาศาสตร์จีนกำลังติดตั้งระบบในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับการส่ง ขึ้นสู่อวกาศ และกล่าวได้ว่าโครงการนี้คือการปฏิวัติการสื่อสารของโลก

ทั้งนี้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือโฟตอน (photon) มีพลังงานสูงมากและมีช่วงคลื่นสั้นมากไม่สามารถแยกออกหรือทำซ้ำ ซึ่งหมายความว่าหากใครพยายามถอดรหัสเจาะข้อมูล สัญญาณจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและตรวจจับรับรู้ได้

นักวิทยาศาสตร์จีนต่างมีความหวังว่าเทคโนโลยีใหม่นี้จะปกป้องระบบ สารสนเทศสำหรับโลกไซเบอร์ในอนาคตได้มากขึ้นถึงร้อยละ 120 และมีแผนที่จะใช้ดาวเทียมควอนตัมครอบคลุมการสื่อสารทั่วโลกภายในปี 2030

สำหรับภาคพื้นดินนั้น จีนยังได้สร้างเครือข่ายระบบสื่อสารควอนตัมของตนเองเพื่อใช้ในภารกิจด้านความมั่นคงและป้องกันประเทศ

ทั้งนี้ ดาวเทียมควอนตัมดวงแรกนี้ นักวิทยาศาสตร์จีนใช้เวลาพัฒนานานกว่า 5 ปี และอยู่ในขั้นตอนเตรียมขนส่งไปยังศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนเพื่อส่งขึ้นสู่อวกาศในเดือนกรกฎาคม

เครดิต:หน้าแรกผู้จัดการ Online | ข่าวประจำวัน | วิทยาการ – เทคโนโลยี 

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1113047718760046

เยี่ยม ! ญี่ปุ่นสร้างแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำขนาดใหญ่เสร็จเรียบร้อย โดยกลุ่ม 13

11-1

แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ

บริษัทเคียวเซร่า (Kyocera) สร้างแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำสำเร็จ ผลิตกระแสไฟฟ้าที่ครอบคลุมได้เกือบพันครัวเรือนต่อปี

เว็บไซต์ gizmag มีรายงานว่า เคียวเซร่า บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดัง สร้างแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

โดยในรายงานดังกล่าวระบุว่า การสร้างแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำครั้งนี้เป็นการร่วมทุนของบริษัทเคียวเซร่าและ Century Tokyo Leasing Corporation ซึ่งสร้างขึ้น 2 แห่งคือสระน้ำนิชิฮิระและฮิกาชิฮิระ ณ จังหวัดเฮียวโกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 3,300 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานไฟฟ้าได้ประมาณ 920 ครัวเรือน

11-2

นอกจากนี้ แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำยังมีความปลอดภัยในการผลิตกระแสไฟฟ้าสูง ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เดียวกับโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะเมื่อปี 2011 รวมถึงสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดบนหลังคาด้วย อีกทั้งยังใช้โครงสร้างเป็นพลาสติกชนิดพิเศษที่เรียกว่า โพลีเอทิลีน สามารถทนแรงของพายุไต้ฝุ่นได้ดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางเคียวเซร่ามีแผนที่จะสร้างแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำขนาดใหญ่กว่าเดิมที่ เขื่อนยามากุระ ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 15,635 เมกะวัตต์ต่อปีเลยทีเดียว

ที่มา : http://www.gizmag.com/floating-solar-power-plant/37156/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1113045315426953

‘ซุปเปอร์แฟลร์’ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิต? โดยจรัส

นักดาราศาสตร์มีข้อขัดแย้งในเชิงทฤษฎีมานานแล้ว เรียกกันว่า “เฟนท์ ยัง ซัน พาราดอกซ์” ซึ่งวลาดิเมียร์ ไอรัปเพเชียน นักวิทยาศาสตร์สุริยะ จากศูนย์การบินอวกาศกอดดาร์ดขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) สหรัฐอเมริกา อธิบายไว้ว่า เป็นข้อขัดแย้งเรื่องกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกเมื่อราว 4,000 ล้านปีก่อน เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว ดวงอาทิตย์มีพลังงานเพียงแค่ 70% ของพลังงานที่มีอยู่ในเวลานี้ แต่ทำไมถึงสร้างความอบอุ่นให้กับโลกได้ดีและนานพอต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้

งานวิจัยใหม่เกี่ยวกับดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ หรือ “เอ็กโซแพลเนท” ของทีมวิจัยที่นำโดยไอรัปเพเชียนโดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ อาจเป็นคำตอบที่ไขปริศนาขัดแย้งดังกล่าวได้

เคปเลอร์แสดงให้เห็นว่า ดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบดาวบางระบบ ซึ่งคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์เมื่อหลายพันล้านปีก่อนนี้กล่าวคือยังเป็นดาวอายุยังน้อย เพียงสองสามล้านปี (เทียบกับอายุของดวงอาทิตย์ 4.6 ล้านปี) แต่มีกิจกรรมเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก มีการระเบิดของแฟลร์ หรือการระเบิดรังสี กับการปลดปล่อยมวลโคโรนา (ซีเอ็มอี) หรือกลุ่มก้อนของเมฆพลาสมาที่มีความร้อนจัดเกิดขึ้นถี่ยิบ

ระดับกิจกรรมดังกล่าวเมื่อเทียบกับดาวฤกษ์อายุมากๆ แล้ว มีมากกว่าหลายเท่า ตัวอย่างเช่น ดวงอาทิตย์ เกิดการระเบิดที่เรียกว่า “ซุปเปอร์แฟลร์” ดังกล่าวนี้ประมาณ 1 ครั้ง ทุกๆ 100 ปี แต่ดาวฤกษ์อายุน้อยที่ตรวจสอบบางครั้งเกิดการระเบิดของมหาพายุสุริยะขึ้นวันละมากถึง 100 ครั้ง เป็นต้น

ซึ่งนำไปสู่แนวคิดตามทฤษฎีกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกแนวใหม่ของทีมวิจัยของไอรัปเพเชียน ซึ่งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า ดวงอาทิตย์เมื่อ 4,000 ล้านปีก่อนก็เกิดการระเบิดของซุปเปอร์แฟลร์บ่อยครั้งเช่นเดียวกับดาวฤกษ์อายุยังน้อยทั้งหลายที่สังเกตพบในเวลานี้ และพายุสุริยะขนาดมหึมาที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี่เองที่เป็นหัวใจในการทำให้โลกมีความอบอุ่นเพียงพอ จนกลายเป็นเหตุปัจจัยสำคัญของการเกิดสิ่งมีชีวิตโดยอ้อมในเวลาต่อมา

ตามทฤษฎีดังกล่าว ซุปเปอร์แฟลร์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้โลกอุ่นขึ้นในทางอ้อม เพราะไปเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในบรรยากาศของโลก ซึ่งเชื่อกันว่าเมื่อ 4,000 ล้านปีนั้น 90% ของบรรยากาศโลกคือ โมเลกุลาร์ไนโตรเจน (หรือไนโตรเจนอนินทรีย์ ซึ่งมีไนโตรเจน 2 อะตอมรวมตัวเข้าด้วยกัน ในปัจจุบันโมเลกุลาร์ไนโตรเจนมีสัดส่วนเป็น 78% ของอากาศบนโลก)

มหาพายุสุริยะที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ในเวลานั้นจะส่งอนุภาคมีประจุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงแทรกผ่านบรรยากาศโลกมาได้มากและลึกกว่าทุกวันนี้ เหตุเพราะในเวลานั้นสนามแม่เหล็กโลกที่เป็นตัวสะท้อนอนุภาคเหล่านั้นในทุกวันนี้ยังอ่อนแรงกว่าในเวลานี้มาก อนุภาคเหล่านี้จะทำให้โมเลกุลของไนโตรเจนอะตอมคู่ แตกตัวเป็นไนโตรเจนอะตอมเดี่ยว

“ไนโตรเจนอะตอมเดี่ยว” มีความสำคัญเพราะมันเป็นตัวการทำให้ โมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ แตกตัวออกเป็นคาร์บอนมอนอกไซด์ กับอะตอมของออกซิเจน

ไนโตรเจนอะตอมเดี่ยวกับออกซิเจนที่ล่องลอยเป็นอิสระนี้ ในที่สุดจะรวมตัวกันเป็นไนตรัสออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกที่มีอานุภาพมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300 เท่า ทำให้ผิวโลกอุ่นขึ้น น้ำคงสภาพเป็นของเหลวยาวนาน เอื้อต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิต

ทีมวิจัยยังเชื่อว่าอนุภาคที่มีประจุจากดวงอาทิตย์ดังกล่าวอาจเป็นแหล่งที่มาของพลังงานซึ่งจำเป็นต่อการเปลี่ยนโมเลกุลทั่วไปให้กลายเป็นสารประกอบอินทรีย์เชิงซ้อน อาทิ ดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ ที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งตัวเราด้วยนั่นเอง

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/154576

ทานเกลือน้อยไปไม่ดีต่อสุขภาพ โดยกลุ่ม 12

22519c0e423ea8e2a897309d8f20c199แม้การควบคุมการทานเกลือนั้นจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ล่าสุด นักวิจัยพบว่า การทานเกลือน้อยไปอาจจะไม่ได้ดีต่อสุขภาพ และตรงกันข้าม การจะทำให้มีโอกาสเป็นโรคทางเดินโลหิตมากขึ้น โอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่ทานเกลือในปริมาณเฉลี่ยด้วยซ้ำ

อันที่จริงแล้ว คนที่น่าจะเป็นห่วงและต้องลดการบริโภคโซเดียมนั้นคือกลุ่มที่คนเป็นโรคความดันโลหิตสูงและมีนิสัยชอบทานเกลือเป็นประจำอยู่แล้วต่างหาก

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ และสถาบันสุขภาพแฮมิลตัน แคนาดา ใช้ข้อมูลจากคน 130,000 คน จาก 49 ประเทศ เจาะจงไปที่การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคโซเดียม (เกลือ) กับการเสียชีวิต การเป็นโรคหัวใจ การเป็นโรคลมชัก เปรียบระหว่างคนที่มีความดันโลหิตสูงและความดันโลหิตปกติ

นักวิจัยพบว่า ไม่ว่าคนจะมีความดันโลหิตสูงหรือปกติ การทานเกลือน้อยไปนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการที่เป็นโรคหัวใจ ลมชัก และการเสียชีวิตมากกว่าการทานเกลือในระดับปกติ

“การค้นพบครั้งนี้นับว่าสำคัญกับคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยข้อมูลของเราอาจจะบอกว่าคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอาจจะต้องลดปริมาณการทานเกลือ แต่ก็ไม่ควรจะลดลงมาจนถึงระดับที่ต่ำเกินไป” รองศาสตราจารย์ แอนดรูว์ เมนเต นักวิจัยเผย

“การค้นพบของเราครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญ เพราะว่าอันที่จริงแล้ว การรณรงค์ให้ทานเกลือน้อยลงนั้นควรจะรณรงค์เฉพาะกับกลุ่มที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่บริโภคเกลือในปริมาณสูงอยู่แล้วมากกว่า″

ปัจจุบัน คนในประเทศแคนาดาทานเกลือกันอยู่ที่ประมาณ 3.5 ถึง 4 กรัมต่อวัน และมักจะได้รับคำแนะนำให้ลดการทานเกลือลงมาเหลือ 2.3 กรัมต่อไป ซึ่งมีคนทำได้อยู่ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก

ก่อนหน้านี้เคยมีการศึกษาพบว่า การได้รับโซเดียมน้อยไปนั้นทำให้ความเสี่ยงจะเป็นโรคหัวใจ หรือเสียชีวิตมากขึ้นเมื่อเทียบกับการทานเกลือในปริมาณปกติ แม้ว่าการทานเกลือจะทำให้ความดันเลือดลดลงจริง

การศึกษาครั้งนี้จึงช่วยชี้ให้เห็นชัดว่า ไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่ก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างการทานเกลือต่ำ (น้อยกว่า 3 กรัมต่อวัน) กับความเสี่ยงของการเป็นโรค ยังคงเดิมอยู่ดี

และยังเป็นการชี้ด้วยว่า การลดปริมาณการทานเกลือนั้นทำได้ก็จริง แต่หากน้อยเกินไปก็อาจจะเป็นอันตรายได้

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาประชากรทั่วโลก มีเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและบริโภคเกลือในปริมาณสูง (เกินกว่า 6 กรัมต่อวัน)

และ รองศาสตราจารย์เมนเต ได้ชี้ว่า ประชากรส่วนใหญ่ในแคนาดา และในหลายประเทศนั้นบริโภคเกลือในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว

“การได้รับโซเดียมน้อยๆช่วยลดความดันเลือดได้จริงเมื่อเทียบกับการรับในปริมาณเฉลี่ย แต่ก็มีผลกระทบต่างๆด้านลบตามมา เช่น ฮอร์โมนบางอย่างมีมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี จริงๆแล้ว สิ่งที่ควรถามไม่ใช่ว่าความดันโลหิตจะลดลงหรือไม่หากลดการทานเกลือลง แต่ควรจะถามว่าหากลดการทานเกลือลงแล้ว มันดีต่อสุขภาพจริงๆหรือไม่”

อ้างอิง: McMaster University. (2016, May 21). Low-salt diets may not be beneficial for all, study suggests: Salt reduction only important in some people with high blood pressure. ScienceDaily. Retrieved May 30, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/05/160521071410.htm

งานวิจัย: Andrew Mente et al. Associations of urinary sodium excretion with cardiovascular events in individuals with and without hypertension: a pooled analysis of data from four studies. The Lancet, 2016 DOI:10.1016/S0140-6736(16)30467-6

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504979

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1114298168635001

ทำไมเราไม่กักเก็บพลังงานจากฟ้าผ่ามาใช้ โดยกลุ่มที่ 19

ทำไมเราไม่กักเก็บพลังงานจากฟ้าผ่ามาใช้ แทนที่จะสร้างเขื่อน เผาถ่านหิน หรือโรงงานนิวเคลียร์ ***

ถ้าพลังงานไฟฟ้ามันมากขนาดนี้ นะ ทำไมเราไม่หาทางกักเก็บไว้ใช้ พลังงานก็สะอาดและยั่งยืน แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า เออ ในหนัง Back to the future ดร. Brown มันก็ใช้คอนเซ็ปนี้นี่นา  พอผมลองหาข้อมูลเพิ่ม ก็พบว่ามีคนพยายามทำอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ปี 1990

แม้ว่าฟ้าผ่า 1 ครั้งจะมีพลังงานมากมาย เฉลี่ยประมาณ 5 พันล้าน จูลส์ หรือประมาณ น้ำมันดีเซล 145 ลิตร (บ้านหลังนึงใช้ไฟฟ้าได้เป็นเดือน) พลังงานนี้ลงที่พื้นที่เล็กมากและในเวลาแป๊บเดียว (1/1000 วินาที) ทำให้ลำบากมากต่อการจับมันไว้ จับได้แล้วต้องเก็บได้อย่างเสถียรทันที ไม่ระเบิดจากฟ้าผ่า ซึ่งยากเช่นกัน… มีคนเสนอว่า น่าจะเอาพลังงานพวกนี้ไปต้มน้ำได้ หรือแปลงเป็นพลังงานความร้อนหรือกล

เทคโนฯที่ว่าจะต้องเก็บเกี่ยวพลังงานสูงนี้อย่างไวมาก … แต่พลังงานที่เปลี่ยนไปมาในการผ่าแต่ละครั้ง ยังทำให้การเก็บเกี่ยวไฟฟ้าแบบนี้ลำบาก พลังงานมากไป มันก็จะทำลายตัวเครื่องเก็บกัก พลังงานน้อยไป ก็อาจไม่ work … นอกจากนี้แล้ว แน่นอนว่า ฟ้าผ่ามันลงค่อนข้างมั่ว ทำนายได้ยาก (ยกเว้น ดร. Brown ที่รู้อยู่แล้วว่า ผ่าตรงไหนเวลาไหน เพราะกลับไปอดีต) และ มันก็ยากอีกด้วยที่จะเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่า เป็นพันๆ โวลต์ ให้เป็น 220 หรือ 110 โวลต์ ที่ใช้ในบ้าน

ทั้งนี้ ปี 2007 บริษัท พลังงานทางเลือก ชื่อ Alternate Energy Holdings, Inc. ของอเมริกา ได้ทดลองเก็บกักพลังงานจากฟ้าผ่า ซึ่งดีไซน์ของระบบ บริษัทได้ซื้อมาจาก นักประดิษฐ์ชื่อ Steve LeRoy ชาวอิลลินอยส์ ผู้พบว่าเขาสามารถเปลี่ยนพลังงานที่เก็บมาจาก ฟ้าผ่าจำลอง (รูป 3) และเอามาใช้กับหลอดไฟ (60 W) ได้นาน 20 นาที … วิธีของเขา/บริษัท จะมีหอคอย ระบบเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าที่ผ่าลง และตัวเก็บประจุ แต่ทว่าเมื่อใช้กับ สถานการณ์จริง บริษัทบอกว่า “ไม่สามารถทำให้มัน work ได้” แต่ CEO ก็แนะว่า หากมีเงินและเวลา อาจจะทำได้สักวัน

ในฝ่าย ดร. Martin Uman แห่งมหาลัยรัฐฟลอริด้า ซึ่งเป็น 1 ในผู้นำโลกด้านฟ้าผ่า กล่าวว่า ขณะที่พลังงานของฟ้าผ่าในพายุฝนรุนแรงทั้งคืนอาจเทียบได้กับ ระเบิดนิวเคลียร์ แต่การจะกักเก็บมันไว้นั้นน่าจะสิ้นหวัง … ทั้งนี้ ท่านนี้อายุ 77 ปีแล้ว ผมว่าคนรุ่นใหม่ไฟแรงอาจมีไอเดียและความหวังมากกว่า แต่ปัญหาหลักก็ยังคือ ในการไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ไหน มันจะผ่า

และที่สำคัญ องค์กร Physics.org กล่าวว่า พลังงานที่อยู่ในฟ้าผ่า มันจะค่อยๆหายไป (disperse) ในรูปของความร้อน (ทำให้อากาศรอบๆมันร้อนขึ้น) ขณะที่ลงมายังพื้นผิวโลก ดังนั้น หอคอยที่จะใช้ดังบริษัทข้างต้น จะเก็บกระแสไฟฟ้าได้แค่ส่วนเล็กน้อยแค่นั้น

วิธีที่ง่ายกว่าก็คือ การเก็บเกี่ยวปะจุในอากาศโดยตรง ก่อนที่มันจะกลายตัวเป็นฟ้าผ่า ใน scale การทดลองขนาดเล็ก มีคนทำมาแล้ว เช่น การใช้ว่าวของ Benjamin Franklin แต่ทว่า การที่จะสะสมปะจุมากมายในอากาศให้พอเอามาใช้ ต้องใช้เครื่องเก็บขนาดใหญ่มาก และก็ค่อนข้างยากที่จะเอากระแสไฟฟ้าเป็นพันๆโวลต์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ดีๆ

ล่าสุด ดร. Fernando Galembeck แห่ง มหาลัย Campinas in Brazil พรีเซ้นงานวิจัยที่ การประชุมเคมีอเมริกา เขาพบว่า จากการทดลอง หยดน้ำในอากาศนั้นสามารถเก็บเกี่ยวปะจุมาได้เวลาไปชนกับฝุ่นละอองในอากาศที่ มีปะจุอยู่ (รูป 5) และยังสะสมและส่งปะจุต่อไปยังวัตถุอื่นได้ด้วย …เขาจึงแนะนำว่าวิธีนี้อาจทำให้เก็บเกี่ยวไฟฟ้า (hygroelectricity) จากอากาศในพื้นที่ๆมีความชื้นในอากาศสูง เช่น เขตร้อนชื้น (อย่างไทย หรือรัฐฟลอริด้า) ทีมของเขาได้ทดสอบเพื่มเติมแล้วว่า โลหะชนิดไหนที่จะเอามาเก็บเกี่ยวปะจุจากหยดน้ำในอากาศ …. งานของเขาคงยังอีกนานมากกว่าจะใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่น่าจะเป็นก้าวแรกที่ดี เพราะเป็นการเก็บเกี่ยวปะจุในอากาศโดยตรง

ดูๆไม่ค่อยมีหวังนัก กับศาสตร์ด้านนี้ แต่เราได้รู้แล้วว่า ทำไมเทคโนฯ ไม่เน้นด้านนี้อย่างที่ ดร. Brown เคยได้ทำไว้ (ในหนัง)

ดร. ไพโรจน์ ฉัตรอนันทเวช

ที่มา https://www.facebook.com/ElectricalRm/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1114601521937999

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน! โดยกลุ่ม 8

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

เคยสงสัยกันไหมครับว่า โบราณสถานเก่าแก่บางแห่งบนโลกนั้น มีอายุอานามมานับพันๆ ปี แต่ทำไมลักษณะสถาปัตยกรรมช่างดูยิ่งใหญ่อลังการ และมีโครงสร้างซับซ้อนจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นฝีมือของคนในยุคโบราณ แม้จะมีผู้คิดค้นทฤษฎีน่าเชื่อถือออกมามากมาย แต่สุดท้ายก็เหมือนจะกลายเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า หากไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ ก็อาจเป็นเรื่องของสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาเหนือกว่าเราจากดาวดวงอื่น ที่เราเรียก ‘มนุษย์ต่างดาว’ นั่นเอง

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

ทฤษฎีเรื่องสิ่งมีชีวิตจากต่างพิภพนั้น เป็นหนึ่งในความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน บางส่วนก็ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่จากหลักฐานที่นักโบราณคดีได้ค้นพบในสถานที่ต่างๆ ก็พอจะทำให้เชื่อได้ว่าเราอาจไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในจักรวาลนี้ ต่อไปนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวจากรอบโลก ที่มีความเชื่อ และหลักฐานว่ามนุษย์ต่างดาวอาจเคยมาเยือนโลกของเราจริง ดังต่อไปนี้ครับ

1. Crop Circles วงกลมประหลาดกลางทุ่ง

สถานที่ : พบหลายแห่งในประเทศแถบยุโรป ตามทุ่งข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ห์ ถั่วเหลือง ฯลฯ

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

Crop Circles ถูกพบครั้งแรกในปี 1678 ประเทศอังกฤษ วงกลมประหลาดที่เกิดจากต้นพืชนั้นล้มลงโดยที่ก้านจะไม่หักเลยซะทีเดียว แต่จะงอลงมาประมาณหนึ่งนิ้วจากพื้นดิน กินอาณาเขตกว้างกระจายไปทั่วทุ่ง เมื่อมองจากมุมสูงจึงจะเห็นเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่มีความสลับซับซ้อน ถึงปัจจุบันนี้มีรายงานการพบ Crop Circles กว่า 10,000 ครั้ง ส่วนใหญ่เกิดทางภาคใต้ และ 90 เปอร์เซนต์อยู่ในรัศมี 50 ไมล์จากสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) Crop Circles ในยุคแรกๆ มักเป็นรูปทรงกลมหรือวงกลมกับวงแหวน แต่ในยุคหลังจากปี 1990 เป็นต้นมา ขนาด และรูปแบบของมันจะเริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

ในช่วงแรกมีรายงานจากแหล่งข่าวต่างๆ ในอังกฤษกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า Crop Circles เกิดขึ้นจากฝีมือของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ในท้ายที่สุดเรื่องราวก็ถูกเปิดเผยว่า เรื่องนี้เป็นเพียงความพยายามที่จะปิดข่าวลือเรื่องมนุษย์ต่างดาวของกระทรวงความมั่นคงประเทศอังกฤษเอง กระทั่งปี 2000 มีกลุ่มที่เรียกตนเองว่าCirclemakers ออกมาเปิดเผยตนเองว่าเป็นผู้สร้าง Crop Circles ที่วิจิตรพิสดารหลายสิบแห่งทางภาคใต้ของอังกฤษมากว่า 11 ปี ปัจจุบันจึงมีผลการศึกษาว่า ร้อยละ 80 ของ Crop Circles เป็นฝีมือของมนุษย์เอง ส่วนที่เหลือนั้นยังเป็นปริศนา ทฤษฎีหลายทฤษฎีถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตอบคำถามนี้ มันอาจเป็นข้อความ หรือภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่างมนุษย์ต่างดาว หรืออาจเป็นแค่วงกลมที่สร้างขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจก็เป็นได้

2. Ancient Cave ภาพวาดโบราณในถ้ำหิน

สถานที่ : ตามถ้ำโบราณหลายแห่ง ทั่วโลก

ศิลปะโบราณอายุราวหลายพันปี ที่ชวนให้เชื่อว่ามนุษย์สมัยก่อนเคยติดต่อกับเทพเจ้า หรือผู้ที่มาจากฟากฟ้า สิ่งที่น่าแปลกคือภาพเขียนเหล่านี้มีปรากฏอยู่ทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น
พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

ภาพเขียนจานบินและมนุษยต์ต่างดาวที่ทะเลทราย ซาฮาร่า อายุประมาณ 6000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

CC : Graeme Churchard

ภาพวาดตามผนังของชนเผ่าอบอริจินที่เมือง Kimberly อายุประมาณ 5,000 ปีก่อน

3. The Bermuda Triangle สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา น่านน้ำอาถรรพ์

สถานที่ : มหาสมุทรแอตแลนติคภาคตะวันตก ไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา และเปอร์โตริโก

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

อาณาเขตลึกลับที่ปัจจุบันยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า เหตุใดทุกสิ่งที่ผ่านไปบริเวณนั้นจึงได้หายสาบสูญไป เสมือนไม่ได้มีตัวตนอยู่บนโลกนี้ นักวิทยาศาสตร์ นักสมุทรวิทยา และผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ต่างก็พยายามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น หนึ่งในทฤษฎีที่ใช้อธิบายก็คือ เป็นไปได้ว่าอาจมีมนุษย์ต่างดาวหรือมนุษย์ที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรบริเวณนั้นต้องการขโมยเรือหรือเครื่องบิน และสิ่งมีชีวิตลงไปใต้มหาสมุทรเพื่อศึกษาหรือทดลองบางอย่าง ข้อสันนิษฐานนี้ก็สอดคล้องกับรายงานที่ว่า มีผู้พบเห็นจานบินลึกลับร่อนไปร่อนมาเหนือสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าอยู่หลายครั้ง

คลิกเพื่ออ่าน —> สามเหลี่ยม เบอร์มิวดา The Bermuda Triangle ไขปริศนา น่านน้ำอาถรรพ์ หรือแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ?

4. Easter Island ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอีสเตอร์ 

สถานที่ : เกาะอีสเตอร์ มหาสมุทรแปซิฟิค, ชิลี

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

เกาะปริศนาโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร แต่กลับมีรูปสลักหินลึกลับขนาดมหึมากว่า 800 รูป เรียงรายอยู่เต็มเกาะที่ไม่มีคนอยู่อาศัย มีผู้อธิบายว่าเป็ฝีมือของชาวพื้นเมือง โพลีนีเซียน ที่เข้ามาตั้งรกรากในปี ค.ศ. 400 แต่ด้วยวิวัฒนาการในอดีตนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะลากหินหนัก 75 ตัน มาตั้งตามชายฝั่งได้

คลิกเพื่ออ่าน —> ไขปริศนา รูปปั้นโมอาย เกาะอีสเตอร์ ความลึกลับที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน
5. Sacsayhuaman กำแพงหิน ป้อมปราการยักษ์

สถานที่ : เมืองคัซโค, เปรู

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

เมื่อนึกถึงโบราณสถานในเปรู ส่วนใหญ่คงนึกถึงนครสาบสูญ Macchu Picchu แต่ยังมีอีกสถานที่ที่สร้างความฉงนได้มากกว่ามหานครบนภูเขา นั่นคือ Sacsayhuaman (แซคไซวามาน) กำแพงหินประหลาดที่ขนาดใหญ่โตมโหฬาร แต่ละก้อนสูงกว่า 6 เมตร ยาวสุด 400 เมตร คาดว่าสร้างในช่วงปีค.ศ. 900-1200
พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

ความพิเศษของมันก็คือ หินแต่ละก้อนมีรอยตัดที่ปราณีตราวกับตัดด้วยเครื่องมือทันสมัย นักวิจัยส่วนมากเชื่อว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นป้อมปราการ แต่คำถามก็คือ วิธีการสร้าง และการขนย้ายหินปูนหนักราว 200 ตัน มายังหุบเขานั้น คนโบราณเขาทำได้อย่างไร?

 

6. Stonehenge กลุ่มหินปริศนาแห่งอังกฤษ

สถานที่ : ทุ่งราบซัลลิสเบอร์รี่ ตอนใต้ของอังกฤษ

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

สโตนเฮนจ์ ตั้งอยู่กลาง ‘ทุ่งราบซัลลิสเบอร์รี่’ มีจำนวนแท่งหินทั้งหมด 112 ก้อน ตั้งเรียงเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง และวางเรียงในลักษณะที่ต่างกัน ทั้งวางนอน วางพาดกัน และวางตั้งขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณอายุของหินกลุ่มนี้ พบว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ 3,000–2,000 ปีก่อนคริสตกาล

เรื่องน่าสนใจคือ หินแต่ละก้อนแต่ละชั้นนั้นมีอายุไม่เท่ากัน และถูกนำมาจากต่างสถานที่ ต่างยุคกัน บริเวณที่ราบดังกล่าวไม่มีก้อนหินขนาดมหึมานี้อยู่เลย ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือมาจาก ‘ทุ่งมาร์ลโบโร’ ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร คำถามคือ สมัยนั้นไม่น่ามีเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงนำหินมาขัด แต่งให้มีความเหลี่ยม ความมน มีสลัก และเดือยซึ่งจะทำให้หินพาดกันได้อย่างพอดี ว่ากันว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลก โดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการสร้าง บ้างก็ว่าเป็นผลงานศิลปะของยักษ์ในยุคก่อน

คลิกเพื่ออ่าน —> ไขปริศนา ลึกลับ สโตนเฮนจ์ กลุ่มหินปริศนา สร้างมาเพื่ออะไร?

7. Nazca Lines ลายเส้นขนาดยักษ์ สร้างขึ้นเพื่อให้มองลงมาจากฟ้า

สถานที่ : ที่ราบนาซก้า, เปรู
พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

ลายเส้นลึกลับกลางทะเลทรายนาซคา ประเทศเปรู ลักษณะมีการขีดเน้นอย่างจงใจและประณีต ขนาดใหญ่โตถึง 200เมตร และรูปทั้งหมดครอบคลุมเนื้อที่กว่า 500 ตารางกิโลเมตร ท้าทายแดด ลม ฝน เป็นเวลากว่าสองพันปี มีตั้งแต่ภาพวาดง่ายๆ อย่างรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป จนถึงภาพสัตว์ประเภทต่างๆ ทั้งนก ปลาวาฬ ลิง แมงมุม นกฮัมมิ่งเบิร์ด (ซึ่งที่เปรูไม่มีนกชนิดนี้) คาดอายุประมาณ 100 ปีก่อนคริสตกาล
พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

มนุษย์อวกาศ?

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

แม้จะเป็นลายเส้นง่ายๆ แต่ต้องใช้เวลา และการวางแผนอย่างมาก เพราะจะต้องมองให้เห็นชัดเจนจากท้องฟ้า มองจากพื้นดินจะเห็นเป็นเพียงคลองหรือถนนเท่านั้น บางเส้นลากยาวไปไกลพาดข้ามภูเขา ปัจจุบันยังคงเป็นปริศนาว่า เหตุใดชาวนาซคาจึงต้องทุ่มเทวาดภาพสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทั้งๆ ที่ตัวเองไม่อาจมองเห็นได้

คลิกเพื่ออ่าน —> ปริศนา ลายเส้นโบราณ nazca อารยธรรมสาบสูญแห่งเปรู สาร์นจากมนุษย์สู่ต่างดาว 
8. Dendera Temple สิ่งประดิษฐ์ผิดยุค

สถานที่ : เมืองเดนเดร่า, อียิปต์
พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

ภายในวิหารเดนเดรา ของชาวไอยคุปต์ ประเทศอียิปต์ ปรากฏภาพสลักของสิ่งที่ไม่น่าจะมีในสมัยนั้น นั่นคือ ‘หลอดไฟฟ้า′ ทั้งๆ ที่กว่าเราจะมีหลอดไฟใช้ ก็หลังจากที่โธมัส อัลวา เอดิสัน เขาค้นพบนั่นแหละ

 

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

ในภาพสลักยังมีรูปของตัวเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกด้วย สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ยังไปสอดคล้องกับเรื่องที่ว่า ภายในพีระมิดไม่มีคราบเขม่าควันไฟใดๆ เลย ทั้งที่ภายในนั้นมืดมาก และยากต่อการสร้าง หรือวาดภาพในที่มืดทึบขนาดนั้น ถึงอย่างไรก็ตาม หากนี่ไม่ใช่วิทยาการอันก้าวหน้าแล้ว ภาพสลักนี้อาจมีความหมายอย่างอื่นในเชิงสัญลักษณ์ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลอดไฟเลยก็ได้
9. Pyramids of Giza มหาพีระมิดเมืองกิซา

สถานที่ : เมืองกิซ่า, อียิปต์
พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

บนโลกใบนี้มีพีระมิดถูกสร้างขึ้นมามายหลายประเทศ กระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งที่คนในสมัยก่อนไม่น่ามีการเดินทางไปมาหาสู่กัน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันได้ง่ายๆ แต่พีระมิดที่โด่งดังที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าของโลกเพียงหนึ่งเดียวที่คงสภาพสมบูรณ์มาถึงยุคปัจจุบัน ก็คือ พีระมิดแห่งเมืองกิซ่า นั่นเอง
พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

พีระมิดแห่งเมืองกิซ่า สร้างมาประมาณ 4,500 ปีมาแล้ว สร้างด้วยหินทรายตัดเป็นแท่ง หนักประมาณก้อนละ 2 ตัน มากกว่า 2 ล้านก้อน บางก้อนหนักถึง 16 ตัน ซ้อนกันไปเรื่อยๆ จึงทำให้มันมีความคงทน เชื่อกันว่าอยู่ได้นานถึง 5,000 ปี แม้จะถูกใช้เป็นสุสานฝังพระศพของฟาโรห์ แต่ความลับมากมายของมันก็ยังไม่ถูกไขกระจ่าง ทั้งเรื่องวิธีการสร้างที่ดูแล้วล้ำหน้ากว่าผู้คนในสมัยนั้นมาก และทิศทางที่กลุ่มพีระมิดหันหน้าไปทางกลุ่มดาวโอไรออน คล้ายกับว่าจะบอกถึงทิศทางของดวงดาวนอกโลก

พิสูจน์ สถานที่ลึกลับ รอบโลก มนุษย์ต่างดาว เคยมาเยือน

ที่มา http://travel.truelife.com/detail/41671

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1113037588761059

พัฒนายารักษาอาการเจ็ตแล็ก โดยกลุ่ม 4

นักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นออกแบบโมเลกุลใหม่ที่สามารถปรับเปลี่ยนวงจรนาฬิกาชีวภาพในร่างกายได้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การพัฒนายาเพื่อการรักษาอาการ”เจ็ตแล็ก”และปรับปรุงคุณภาพการนอนสำหรับผู้มีปัญหาทางด้านการนอนหลับได้

การนั่งเครื่องบินข้ามเขตเวลาอาจจะทำให้นักเดินทางรู้สึกไม่เคยชินกับเวลาใหม่ ที่เรียกว่าอาการ เจ็ตแล็ก หรือการทำงานกะกลางคืนอย่างไม่สม่ำเสมอก็ทำให้วงจรนาฬิกาชีวภาพในร่างกายในควบคุมวัฏจักรการหลับตื่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน ล่าสุด นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนาโกยา ประสบความสำเร็จในขั้นแรกในการสังเคราะห์โมเลกุลที่ทำให้วงจรนาฬิกาชีวภาพสั้นลงได้ และโมเลกุลนี้ก็ทำงานกับ”นาฬิกาโปรตีน”ของเราที่ชื่อว่า CRY โดยตรง

สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่รวมทั้งมนุษย์จะมีนาฬิกาชนิดนี้ที่จะมีรอบอยู่ที่ 24 ชั่วโมง ควบคุมการหลับการตื่นและระบบเมตาบอลิซึมต่างๆ หากวงจรนี้ถูกรบกวนจากอาการเจ็ตแล็ก การนอนไม่หลับ หรืออื่นๆ จะมีผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ทั้งต่อระบบทางเดินโลหิต ระบบต่อมน้ำเหลือ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท และอาจมีอาการข้างเคียงตามมาได้ด้วย อย่างเช่นความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคทางจิต และอื่นๆ

โดยพื้นฐานแล้ว นาฬิกาชีวภาพในร่างกายเราจะถูกควบคุมโดยโปรตีน 4 ตัว โดยเมื่อโปรตีนสองตัวที่ชื่อ CLOCK และ BMAL1 รวมตัวกัน จะทำให้เกิดการสร้างโปรตีนที่ชื่อ PER และ CRY ต่อมา เมื่อโปรตีน ชื่อ PER และ CRY มีมากขึ้น ก็จะไประงับโปรตีน CLOCK และ BMAL1 เป็นอันครบวงจรพอดี

วงจรการกระตุ้น การสร้าง และการระงับนี้เกิดขึ้นใช้เวลา 1 วันพอดี และถูกควบคุมโดยสารประกอบที่ชื่อ FBXL3 ซึ่งจะไปทำให้ CRY เกิดการเสื่อมโดยใช้เอนไซม์ของเซลล์

เมื่อปี 2012 นักวิจัยได้ค้นพบโมเลกุลที่ชื่อ KL001 ที่สามารถทำให้วงจรนาฬิกาชีวภาพสั้นลงได้ โดยโมเลกุล KL001 นี้จะไปแข่งกับสารประกอบ FBXL3 ในตำแหน่งเดียวกันบนโปรตีน CRY ในการทำให้โปรตีน CRY เสื่อมสภาพช้าลงได้

images

ล่าสุด นักวิจัยที่นาโกยาได้ศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างของ KL001 และสามารถเตรียมและสังเคราะห์โมเลกุลที่คล้ายกับ KL001 ขึ้นมาได้เป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็นโมเลกุลที่จะทำให้นาฬิกาชีวภาพสั้นลงได้

นับว่าเป็นโมเลกุลแห่งอนาคตเลยทีเดียว โดยทาง ทาคาชิ โยชิมุระ นักวิจัยในการศึกษาครั้งนี้เผยว่า “เราหวังว่าเราจะสามารถใช้วิธีการทางสังเคราะห์ทางเคมีในการสร้างโมเลกุลที่ควบคุมวงจรชีภาพของสัตว์ได้ และก็หวังว่าโมเลกุลนี้จะทำให้เราเข้าใจกลไกนาฬิกาชีวภาพได้มากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์ในทางการแพทย์ การผลิตอาหาร ต่อไปอย่างแน่นอน”

อ้างอิง: Institute of Transformative Bio-Molecules (WPI-ITbM), Nagoya University. (2016, May 29). Jet lag? Newly synthesized molecules turn back biological clock. ScienceDaily. Retrieved May 30, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/05/160529175837.htm

ภาพจาก: news247.info

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/504978

 

 

อัลกอริทึมที่รับรู้อารมณ์คนได้จากสีหน้า โดยกลุ่ม 4

จะดีแค่ไหน หากว่าสักวันหนึ่งเรามีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถรับรู้ได้ว่าเรากำลังมีความสุข โกรธ หรือแสดงออกถึงอารมณ์อื่นๆ วันนั้นเราอาจจะมีเกมคอมพิวเตอร์ที่สนุกและรับมือกับอารมณ์ของเราได้มากขึ้น

การตรวจจับอารมณ์จากสีหน้าอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินความจริงอีกต่อไป เมื่อล่าสุด นักวิจัยของเวียดนาม ร่วมมือกับทางเกาหลีใต้ สามารถพัฒนาระบบที่ตรวจจับอารมณ์ได้แม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์ และได้รายงานการค้นพบนี้ในวารสารวิชาการ International Journal of Computational Vision and Robotics แล้ว

เช ฮยุง-อิล แห่งมหาวิทยาลัยซูงซิล เกาหลีใต้ ร่วมมือกับ นาน ธี เชา, อัน ฮัว ทอน ธัท แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม นครโฮจิมินห์ พัฒนาระบบนี้ขึ้นมา โดยอธิบายว่าสามารถตรวจจับอารมณ์ของผู้เล่นในขณะที่เล่นวิดีโอเกมได้ ซึ่งอาจจะนำไปต่อยอดเช่น ถ่ายทอดอารมณ์ให้กับอวาตาร์ หรือส่งต่อข้อมูลอารมณ์ให้กับคนอื่น ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ในการเรียนการศึกษาได้ด้วย

ทีมวิจัยพัฒนาระบบให้ง่าย ทำงานได้รวดเร็ว แต่สามารถรู้จักอารมณ์ของใบหน้าทดสอบหลายพันใบหน้าได้แม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์

โดยหลักการแล้ว ระบบจะประมวลผลดูตำแหน่งของคิ้ว การเปิดตา รูปร่างของปาก และปัจจัยอื่น ๆ แล้วนำไปเชื่อมโยงกับอารมณ์พื้นฐานของคน ได้แก่ โกรธ รังเกียจ กลัว สนุก เศร้า ตกใจ และใบหน้าธรรมชาติ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถทำงานได้กับภาพความละเอียดต่ำ ถึงระดับแค่ 48 ตารางพิกเซลก็สามารถรู้จำอารมณ์ได้

การรู้จำการแสดงออกทางสีหน้าเป็นหัวข้อวิจัยที่ได้รับความนิยมในหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจุบันเราได้เห็นอุปกรณ์ต่าง ๆมากมายที่มีความล้ำสมัยมากขึ้นในระบบการสื่อสาร การสร้างแอนิเมชัน และเกมคอมพิวเตอร์

“เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้เล่นเกมได้ ผู้เล่นอาจจะเจอกับเกมที่แตกต่างออกไป ทำให้เกมนั้นน่าสนใจมากขึ้น”

อ้างอิง: Inderscience Publishers. (2016, April 27). Emotion detector: Facial expression recognition to improve learning, gaming. ScienceDaily. Retrieved April 30, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/04/160427103627.htm

งานวิจัย: Nhan Thi Cao, An Hoa Ton-That, Hyung-Il Choi. An effective facial expression recognition approach for intelligent game systems. Int. J. Computational Vision and Robotics, 2016

ภาพจาก: techradar.com

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/504778

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1116582028406615

โทรศัพท์อนาคต เป็นรอยสักแปะติด โดยกลุ่ม 15

 

image

นับจากนี้อีกเพียงไม่กี่วัน ที่เราจะได้มีโอกาสใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีขนาดเล็กนิดเดียว ขนาดเท่าดวงตราไปรษณีย์ ใช้ติดแปะไว้ตามลำตัว เหมือนกับเป็นแผ่นลอกรอยสัก เนื่องจากว่าได้มีการประดิษฐ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่บางเฉียบ และสามารถดัดงอได้ใช้ติดกับผิวหนังได้

อุปกรณ์เหล่านี้ แม้ว่าจะเล็กจนมองแทบไม่เห็น แต่สามารถทำงานได้ไม่แพ้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา ซ้ำยังไม่มีสายไฟหรือแหล่งกำเนิดไฟให้เกะกะอีกด้วย มันจะเป็นการเปิดยุคใหม่ของสินค้าอุปโภคบริโภคอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเทคโนโลยีอันนี้สามารถที่เอาไปใช้ ในอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงการปฏิบัติการลับทางทหาร

ตัวการของระบบอิเล็กทรอนิกส์แปะติดตามตัว เนื่องจากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ดัดงอได้ และยังคงทำงานได้ ไม่ว่าเมื่อจะงอมันหรือปล่อยให้มันเหยียดยาว วงจรนี้มีขนาดเท่ากับดวงตราไปรษณีย์ แล้วยังบางยิ่งกว่าเส้นผมแนบติดกับผิวหนัง ด้วยพลังไฟฟ้าสถิต

ความก้าวหน้าทางด้านนี้ ทำให้ศาสตราจารย์วิชาวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ถึงกับออกปากว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับอวัยวะทางด้านชีววิทยา กำลังก้าวเข้ามาใกล้จนแทบจะดูไม่ออกแล้ว.

ที่มาโดย http://www.thairath.co.th/content/628383

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1112724388792379

นักวิทย์จีนสร้างสเปิร์มเทียม เทคนิคใหม่ ท้องได้ไม่ต้องง้อเพศชาย กลุ่มที่ 22

สเปิร์มใหม่ ท้องได้โดยไม่ง้อเพศชาย

 

นักวิทยาศาสตร์จีนเผย ค้นพบวิธีการตั้งท้องแบบใหม่โดยไม่ต้องง้อเพศชาย ด้วยการสร้างสเปิร์มเทียมที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลอง

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 เว็บไซต์มิเรอร์ของอังกฤษ  เปิดเผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากประเทศจีนได้อ้างว่า พวกเขาเพิ่งประสบความสำเร็จในการทดลองให้หนูเพศเมียสามารถตั้งท้องได้ โดยไม่ต้องพึ่งอสุจิจากเพศชาย ด้วยการสร้างสเปิร์มเทียมขึ้นมา

โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองฉีดอสุจิเทียมเหล่านี้เข้าสู่ตัวหนูทดลองตัวเมีย ผลปรากฏว่าหนูตั้งท้อง และให้กำเนิดครอกลูกหนูที่มีสุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังอ้างว่า การทดลองสเต็มเซลล์ของพวกเขาอาจปูทางไปสู่การรักษาโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอสุจิของเพศชายได้ในอนาคต

แต่ด้านนักวิทยาศาสตร์จากประเทศอังกฤษ ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวด้วยความเป็นห่วง เพราะเซลล์สเปิร์มเทียมของนักวิทยาศาสตร์จีน ที่มีชื่อเรียกว่า สเปอร์มาทิดส์ (spermatids) ซึ่งมีกรรมวิธีการทำโดยเปลี่ยนแปลงมาจากสเปอร์มาโทไซต์ระยะที่สอง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงต่อไปเป็นตัวอสุจินั้น เป็นเซลล์ที่ไม่มีหางและไม่สามารถว่ายน้ำได้ นอกจากนี้ การทำสเปอร์มาทิดส์ในสหราชอาณาจักร โดยมีจุดประสงค์เพื่อการตั้งครรภ์นั้น ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

 

สเปิร์มใหม่ ท้องได้โดยไม่ง้อเพศชาย

 

อย่างไรก็ดี ด้าน ดร.เจียห่าว ซา จากมหาวิทยาลัยการแพทย์หนานจิง ซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัย ได้กล่าวว่า ถ้ามีข้อพิสูจน์แล้วว่ากรรมวิธีสเปอร์มาทิดส์นั้นปลอดภัยและใช้ได้ผลกับมนุษย์ ทีมงานอาจพัฒนาต่อยอดมันไปจนถึงขั้นที่สามารถผลิตอสุจิที่สมบูรณ์สำหรับการผสมเทียม หรือการทำเด็กหลอดแก้ว และจะช่วยเหลือคู่รักที่ประสบปัญหาเป็นหมัน ยิ่งไปกว่านั้น อาจช่วยให้หญิงสาวสามารถมีบุตรได้โดยไม่ต้องพึ่งอสุจิจริงจากเพศชาย

ส่วนวิธีการคร่าว ๆ ในการสร้างสเปิร์มเทียมที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้น เริ่มต้นด้วยการนำสเต็มเซลล์ที่ได้จากตัวอ่อนของหนู มาแช่ในสารเคมีหลากหลายชนิด จนกระทั่งมันพัฒนาเป็นไพรมอร์เดียล เจอร์มเซลล์ (primordial germ cell) ซึ่งเป็นเซลล์เริ่มแรกที่จะพัฒนาไปเป็นอสุจิ

ต่อจากนั้น ก็จะนำเจอร์มเซลล์มาอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบเซลล์ลูกอัณฑะและฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) และจึงนำสเปอร์มาทิดส์ฉีดเข้าไปในรังไข่ของหนูทดลองเพศเมีย เซลล์ที่ถูกฉีดเข้าไปภายในก็จะเจริญเติบโตขึ้นเป็นตัวอ่อนตามปกติ

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/133408

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1112728715458613