คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2016

Bioo Lite เทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนจากต้นไม้ (วิทยา)

Bioo Lite เทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่น ๆ จากการสังเคราะห์แสงของต้นไม้
Bioo_1          เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 เว็บไซต์ ubergizmo ได้เปิดเผยโครงการ Bioo Lite เทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนรวมทั้งแท็บแล็ตและอุปกรณ์อื่น ๆ ได้จากต้นไม้ ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเป็นเพียงแค่การใส่ก้อนแบตเตอรี่ลงไปในกระถางต้นไม้ แต่แท้จริงแล้วมันล้ำกว่าเยอะ เพราะว่ามันสามารถชาร์จได้โดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ เพียงแค่อุปกรณ์ที่สามารถแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าและจ่ายไฟทางพอร์ต USB ลงไปก็เท่านั้น

Bioo_2

Bioo_3

Bioo_4

Bioo_5

Bioo_6

อย่างไรก็ตามทางผู้คิดค้นได้ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวไม่ส่งผลเสียใด ๆ ต่อต้นไม้ เนื่องจากต้นไม้แค่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงตามกระบวนการธรรมชาติของมันเท่านั้น แต่เราอาศัยการสังเคราะห์ของมันมาใช้ประโยชน์ในการชาร์จแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาธรรมดาชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เหมือนเป็นอีกการใช้พลังงานทดแทนจากธรรมชาตินั่นเอง

ภาพจาก Arkyne Tech

ที่มา http://men.kapook.com/view147017.html

โพสโดย นาย วิทยา ศรีรอต

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1091086264289525

ศูนย์วิจัยประเทศอังกฤษได้สร้างมนุษย์ผสมระหว่างสัตว์กับคนออกมา 155 ตัว? โลกนี้กำลังจะมี "มนุษย์ไฮบริด" เกิดขึ้นจริงๆ (รัฐกาญจน์)

มันจะไปกันใหญ่แล้ว! มีมนุษย์ผสมเกิดขึ้นอยู่บนโลกจริงๆหรอเนี้ย?! ฟังดูแล้วเหมือนพล็อตภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ แต่มันกลับมีอยู่จริงๆนะ

ผ่านการวิเคราะห์โครโมโซมของมนุษย์และลิงชิมแปนซี นักวิจัยพบว่าความแตกต่างระหว่างคนกับพวกลิงมีเพียงแค่ 1.5% มนุษย์และลิงชิมแปนซีอาจจะมีสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดกันมากที่สุดก็เป็นได้?

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐเชื่อว่า การเริ่มต้นของกระบวนการของวิวัฒนาการมนุษย์และลิงชิมแปนซีแตกต่างกัน แต่มนุษย์และลิงชิมแปนซียังคงรักษาความสัมพันธ์ได้ถึง 4 ล้านปี มนุษย์และลิงชิมแปนซียังเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วย แต่คุณเคยคิดบ้างไหมถ้ามนุษย์กับลิงชิมแปนซีผสมกันจะเป็นอย่างไร?

มีข่าวลือว่า ทศวรรษที่ผ่านมาอดีตสหภาพโซเวียตได้มีแผนลับ ที่จะอนุญาตให้ห้องวิจัยสร้างสิ่งมีชีวิตกองกำลังที่มีประสิทธิภาพ สมองเชื่องช้า ไม่มีความเจ็บปวด ไม่จู้จี้จุกจิกและสามารถทำงานหนักได้ ให้การอบรมแบบ “สิ่งมีชีวิตเครื่องจักรสงคราม” นอกจากนี้ยังมีการผสมเทียมระหว่างมนุษย์กับลิงชิมแปนซีหรือกอริลลา โดยใช้สเปิร์มของมนุษย์และลิงชิมแปนซีหรือกอริลลาเพศหญิงในการผสมเทียม และมีการใช้สเปิร์มของลิงชิมแปนซีหรือกอริลลาผสมเทียมให้กับมนุษย์เพศหญิงอีกด้วย

นอกจากนี้ในปี 1929 ยังสร้างฐานลับของลิงชิมแปนซี เพื่อให้ลิงชิมแปนซีที่ตั้งครรภ์มาจากแอฟริกาและให้กำเนิดลูก แต่ระหว่างนั้นพวกมันได้รับโรคประหลาดและต้องตายจากไป หลังจากนั้นสหภาพโซเวียตก็ได้ยุติการวิจัยนี้ลง ในฐานลับมียังสิ่งมีชีวิตไฮบริดได้ถูกทิ้งไว้อีกด้วย
▼หากมนุษย์และลิงชิมแปนซีฟผสมกันจะเป็นอย่างไร?

คนในท้องถิ่นลือกันว่า บนเขาสามารถพบพวก “ลิงที่เหมือนกับคน” ได้ด้วย เป็นไปได้ที่พวกไฮบริดจะวิ่งออกมาจากฐานลับและยังมีชีวิตหลงเหลืออยู่

แต่คิดไม่ถึงเลยว่ารายงานของสื่ออังกฤษในรอบสามปีที่ผ่านมาพบว่าในห้องปฏิบัติการยังได้มีการผลิตตัวอ่อนของมนุษย์ไฮบริดมากกว่า150ชนิด! !

《Daily Mail》มีรายงานว่าชาวอังกฤษได้สร้างตัวอ่อนของมนุษย์ไฮบริดมากถึง155ชนิด
《The Human. Fertilization and Embryology Act》
มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลและมหาวิทยาลัยวอร์วิก สามสถาบันได้ทำการวิจัยและทดลอง แต่เกิดการขาดเงินทุน การทดลองเลยได้รับการยกเลิก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ทราบว่าตัวอ่อนไฮบริด 155 ชนิดที่ได้ผลิตออกมานั้นมาจากห้องปฏิบัติการไหน
หลังจากที่มีข่าวออกมา ยุโรปและสื่ออีกหลายแห่งได้แสดงอาการตกใจ “นิวยอร์กโพสต์” ยังพาดหัวข่าวว่า “ดร. ผลิตมนุษย์ไฮบริด”

สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของอังกฤษกล่าวถึงความกังวลนี้ว่า “Frankenstein ที่น่ากลัว” (Frankenstein เป็นตัวละครจากนักประพันธ์ชาวอังกฤษ Mary Shelley ได้เขียนขึ้นมา Frankenstein ได้ใช้ชิ้นส่วนจากศพต่างๆสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมา ) และออกคำเตือน: “หากรัฐบาลไม่ตั้งค่าการกำกับและดูแลหน่วยงานพวกนี้ ตรวจสอบหน่วยงานพวกนี้อย่างใกล้ชิด ภาพยนตร์เรื่อง ” Planet of the Apes” ก็จะเกิดขึ้นจริง”

นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนอีกว่า “นี่ไม่ใช่ความคืบหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการโหมโรงที่มนุษย์ทำลายตัวเอง!”  แต่ความตั้งใจเดิมของนักวิทยาศาสตร์ที่จะคิดค้นการรักษาใหม่ได้รู้สึก “คับข้องใจ” พวกเขาเชื่อว่าถ้าการทดลองตัวอ่อนมนุษย์และสัตว์ได้ประสบความสำเร็จ อาจจะแก้ปัญหาให้กับผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากก็เป็นได้

มันเป็นจริงหรอที่มนุษย์ไฮบริดได้กำเนิดแล้ว? แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในตอนนี้ได้ก้าวหน้ากว่าทศวรรษที่ผ่านมา แม้แกะโคลนนิ่งยังทำได้! มันเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาได้ว่าต่อไป นักวิทยาศาสตร์จะทำการทดลองอะไรที่แปลกประหลาดอีก!

ที่มา http://world.sayhibeauty.com/2016/04/155_24.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1091070080957810

30 ปี เมืองร้าง เมืองผี เชอร์โนบิล

27 ปีที่ผ่านมา  ภัยพิบัติจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล

สรุปสาระสำคัญ

เช้าวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2529 เกิดอุบัติภัยนิวเคลียร์ครั้งสำคัญในเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในประเทศยูเครน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตในสมัยนั้น มีการปลดปล่อยกัมมันตรังสีขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งนับว่ามีปริมาณมากกว่าการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในจังหวัดฮิโรชิมาและนางาซากิของประเทศญี่ปุ่นนับพัน ๆ เท่า การระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์นี้นับว่าเป็นอุบัติภัยนิวเคลียร์พลเรือนครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังคงส่งผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านพ้นไปเป็นเวลา 27ปีแล้ว

26 เม.ย. 2529 เหตุการณ์ที่ เชอร์โนบิล
26 เมษายน พ.ศ. 2529 เวลา 1.23 น. ในชั่วพริบตา ระบบทดสอบเตาปฏิกรณ์กลายเป็นภัยพิบัติ

การเกิดระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเริ่มจากการทดสอบ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้ทดสอบว่ากังหันไฟฟ้าจะผลิตพลังงานได้เพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ปั๊มหล่อเย็นทำงาน หากเกิดกรณีไฟฟ้าตกในช่วงเวลาก่อนที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลฉุกเฉินจะเริ่มทำงาน ตารางเวลาการทดสอบได้ถูกเลื่อนจากช่วงเวลากลางวันเป็นกลางคืนเนื่องจากต้องการทดสอบว่าเตาปฏิกรณ์จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการในช่วงกลางคืนซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงได้หรือไม่

ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 1.23 น. ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการเข้าเวรในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งระบบรักษาความปลอดภัยถูกปิดโดยเจตนา หลังจากการทดสอบเริ่มขึ้น เตาปฏิกรณ์ก็เริ่มอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถควบคุมได้ แกนเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์ปะทุออกทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ฝาครอบน้ำ หนัก 1,000 ตันที่คลุมอาคารเตาปฏิกรณ์ระเบิดออก อุณหภูมิกว่า 2,000 องศาเซลเซียสทำให้แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลาย แท่งกราไฟต์ที่หุ้มเตาปฏิกรณ์ติดไฟและลุกไหม้เป็นเวลา 9 วัน

File:Chernobyl Nuclear Power Plant.PNG

มีความพยายามในการดับไฟนานหลายวัน และได้มีการสร้าง “โลงหินโบราณ” เพื่อปกคลุมเตาปฏิกรณ์ที่ได้รับความเสียหาย

หลังจากใช้เวลาก่อสร้าง 10 ชั่วโมงเจ้าหน้าที่ก็ละทิ้งพื้นที่โดยทันที จากวันที่ 27 เมษายนถึงวันที่ 5 พฤษภาคม เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบินอยู่เหนือบริเวณที่เกิดการเผาไหม้ เพื่อโปรยตะกั่วปริมาณ 2,400 ตัน และทรายปริมาณ 1,800 ตันลงสู่เปลวไฟที่ลุกโชนเพื่อดูดซับกัมมันตรังสี ความพยายามครั้งนั้นกลับไม่เป็นผลสำเร็จ แต่กลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเนื่องจากเกิดการสะสมของความร้อนภายใต้กองวัสดุที่ทิ้งลงไป อุณหภูมิในเตาปฏิกรณ์พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังมีกัมมันตรังสีพวยพุ่งออกมาจำนวนมาก ในระยะสุดท้ายของการผจญเพลิง แกนเชื้อเพลิงของเตาปฏิกรณ์ถูกทำให้เย็นลงด้วยสารไนโตรเจน กว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมไฟและการปล่อยกัมมันตรังสีไว้ได้ก็ล่วงเลยเข้าวันที่ 6 พฤษภาคมแล้ว

8 เดือนหลังเกิดเหตุระเบิด ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2529 ได้มีการสร้าง “โลงหินโบราณ” หรือสิ่งปกคลุมขนาดใหญ่ที่ทำจากเหล็กกล้าหนัก 7, 000 ตัน และคอนกรีต 410,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อปกคลุมเตาปฏิกรณ์ที่ระเบิด และเพื่อเป็นการหยุดการปลดปล่อยกัมมันตรังสีขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หลังจากเหตุอุบัติภัยนิวเคลียร์ครั้งนี้ผ่านพ้นไป 3 ปี รัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตก็หยุดการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ที่ 5 และ 6 ที่เชอร์โนบิล หลังการเจรจาต่อรองในระดับนานาชาติซึ่งกินเวลามายาวนาน มีมติให้ปิดพื้นที่นั้น ในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2543 นับเป็นเวลา 14 ปีหลังเกิดอุบัติเหตุ


ผลลัพธ์จากอุบัติภัยนิวเคลียร์ที่เกิดจากมนุษย์ครั้งร้ายแรงที่สุดนี้ ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีในวงกว้าง เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐาน รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพระยาว ที่ยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

 

ในแต่ละเดือน เจ้าหน้าที่ เซย์เก อากีโมวิช คราซิคอฟต้องนั่งรถไฟข้ามผืนดินที่ถูกท้ิงร้างใกล้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เชอร์โนบิล 12 ครั้ง เพื่อเข้าไปทำงานในอาคารที่สร้างครอบเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 อาคารหลังนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม   “โลงหินโบราณ”

     ภารกิจหนึ่งของเขาซึ่งมีอยู่มากมายคือการสูบของเหลวปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่ไหลลงไปรวมอยู่ภายในเตาปฏิกรณ์ที่ไหม้ไฟออกมา ของเหลวนี้จะต้องถูกสูบออกมาเมื่อมีฝนหรือหิมะตก
     อาคารครอบหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อนด้วยความตื่นกลัวเนื่องจากหลังจากเตาปฏิกรณ์ระเบิด รังสีได้แพร่กระจายไปสู่บริเวณที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ปัจจุบันอาคารนี้เต็มไปด้วยรอยแตก
     น้ำจะเข้าไปสัมผัสสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในเตาปฏิกรณ์ไม่ได้ สิ่งนั้นคือเชื้อเพลิงที่หลอมละลายและเศษซากปรักต่างๆประมาณ 200 ตัน ซึ่งลุกไหม้ผ่านพื้นลงไปแข็งตัวที่บริเวณหนึ่งเป็นรูปตีนช้าง ก้อนเชื้อเพลิงนี้ยังคงมีกัมมันตภาพรังสีในระดับที่สูงจนนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ บริเวณหลังคาอาคารวัดค่ารังสีได้ประมาณสามเร็มต่อชั่วโมง ที่ระดับนั้น เมื่อสัมผัสเพียง 45 นาที คนงานจะได้รับรังสีถึงขีดจำกัดที่แนะนำให้รับได้ในหนึ่งปี นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่าระดับรังสีสูงสุดใกล้ก้อนเชื้อเพลิงนั้นเท่ากับ 800 เร็มต่อชั่วโมง
     คราซิคอฟซึ่งมีไหล่กว้างและตาสีฟ้าสดใส เป็นคนงานคนหนึ่งที่ดูแลโรงงานนรกแห่งนี้มาเป็นเวลาแปดปีแล้ว เขาจะทำงานที่นี่จนเกษียณ แล้วจะมอบภารกิจแก่อีกคนซึ่งคนนั้นก็จะรับหน้าที่นี้ต่อไปจนเขาเกษียณ เมื่อถามว่าภารกิจนี้จะต่อเนื่องไปอีกนานเท่าใด เขายักไหล่
 “ร้อยปีมั้ง” เขาตอบ “บางทีเมื่อถึงตอนนั้น อาจมีคนประดิษฐ์อะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วก็ได้”
     ขณะที่ธาตุกัมมันตรังสีบางชนิดในเชื้อเพลิงนิวเคลียร์สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ซีเซียมมีค่าครึ่งชีวิต 30 ปี ส่วนสตรอนเชียมมีค่าครึ่งชีวิต 29 ปี นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า กว่าชีวิตและกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจต่างๆจะสามารถหวนกลับมาสู่พื้นที่ได้ จะต้องปล่อยให้ธาตุเหล่านี้สลายตัวไปเป็นเวลาสิบถึง 13 ช่วงครึ่งชีวิต นั่นหมายความว่า พื้นที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีซึ่งรัฐสภายูเครนกำหนดไว้ 38,850 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดประมาณประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะได้รับผลกระทบจากรังสีนานกว่า 300 ปี


Pripyat เคยเป็นที่อยู่อาศัยของประชากร 50,000 คนรวมทั้งแรงงานจากโรงงานเชอร์โนบิลซึ่งอยู่ใกล้เคียง จนกระทั่งหลังการระเบิดของเตาปฏิกรณ์ 36 ชั่วโมง ได้มีการอพยพออกไป โดยบอกพวกเขาว่าจะอพยพไปเพียงสองสามวันเท่านั้น แต่ชาวเมืองก็ไม่ได้กลับมายังที่อาศัยของพวกเขาอีกเลย

ทุกวันนี้เป็นเวลากว่าสองทศวรรษแล้ว ถนนของเมืองรก โรงเรียน อพาทเมนท์ และร้านค้า พังทลายตามกาลเวลา ตั้งแต่ของเล่นในโรงเรียนอนุบาล โฆษณาชวนเชื่อในยุคโซเวียต ที่ถูกลืม การเดินเล่นผ่าน Pripyat ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นฉากหนึ่งในฮอลลีวูด

หนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวอยากเข้าชมที่สุดคือสวนสนุกที่เปิดตัวในในช่วงไม่กี่วันก่อนเกิดการระเบิดของเตาปฏิกรณ์ ชิงช้าสวรรค์ที่ไม่เคยเปิดใช้ซึ่งบัดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่อาจลืมของภัยพิบัติ









ทางยูเครนได้ประกาศการจำกัดการเข้าชม ถึงแม้จะอนุญาติให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ แต่ก็ยกเว้นบริเวณรัศมี 30 กิโลเมตรจากเครื่องปฏิกรณ์ที่ระเบิด

โฆษกรัฐยูเครนกล่าวว่า “การเดินทางไปเยี่ยมชมเชอร์โนบิลจะเปลี่ยนพวกเขา คนจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรตระหนักถึงจากกรณีภัยพิบัตินิวเคลียร์”

ชาวยูเครนบางส่วนที่หวังว่าการให้ความรู้กับบรรดาแฟนคลับฟุตบอลที่มุ่งหน้าสู่ฟุตบอลยูโร 2012 ซึ่งสาธารณรัฐโซเวียตร่วมเป็นเจ้าภาพกับโปแลนด์ โดยหากจะมีผู้สนับสนุนใดที่จัดการเดินทางควบไปยังพื้นที่ที่เคยประสบอุบัติเหตุนิวเคลียร์ของโลกที่เลวร้ายที่สุด ระหว่างรอชมการแข่งขันเพื่อเป็นประสบการณ์





























ภาพถ่ายทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของ David Schindler

ในปี 2011(2554) ครบรอบ 25 ปี (ปีที่ช่างภาพได้ไปถ่ายภาพชุดนี้) 25 ปี  ภายหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่น่าเศร้าสลด บริเวณโดยรอบโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล  ยังคงสภาพเหมือน เมืองร้าง เมืองผี สภาพโดยรอบ ๆ ยังดูน่าสะพึงกลัวและน่าสลดหดหู่ใจ เมื่อมองภาพเหล่านี้  ลองจินตนาการว่า ผู้คนต่างต้องรีบอพยพหนีจากบ้านเกิดเมืองนอน ทิ้งข้าวของส่วนใหญ่ไว้เบื้องหลัง  รวมทั้งบ้านเรือนที่ไม่อาจหวนกลับมาอยู่ได้อีกเลย

หมายเหตุ  ช่วงหลัง 20 ปีเริ่มมีคนลักลอบเข้าไปในเมืองนี้ เพื่อค้นหาทรัพย์สินที่ตกค้าง  ขนไปใช้เองหรือขายในตลาดมืด

ผู้สนใจติดตาม TotallyCoolPix
โดยเฉพาะช่างภาพ David Schindler เดวิด ชินด์เดอร์
ได้เดินทางไปถ่ายภาพต่าง ๆ ที่เชอร์โนบิล
ทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจและน่าเศร้า
จากการมองย้อนกลับไปวันวานในช่วงปี 1986(2529)

 

ในบริเวณใกล้เคียงและเขตยกเว้นยังคงมีหมู่บ้านร้างจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีสภาพที่ดีกว่า Pripyat เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะสามารถเห็นการดำรงชีวิตชนบทแบบโซเวียต โบสถ์ St Michael ในหมู่บ้าน Krasnoe ยังคงมีการใช้สำหรับเป็นที่สวดมนต์โดยเหล่าผู้สูงอายุที่แอบกลับมายังบ้านของพวกเขา
คำเตือน : ระดับรังสีในฝุ่นละอองและมอสที่นี่จะสูงกว่าพื้นที่ปกติดังนั้นจะต้องระมัดระวังในทุกย่างก้าว

แม้จะมีการผ่อนปรนให้เข้าไปเยี่ยมชมยังเชอร์โนบิล แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเห็นเครื่องปฏิกรณ์ที่ระเบิดเพราะระดับรังสียังคงอยู่ในระดับที่สูง จุดสังเกตที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่าง 200 เมตรและเป็นจุดที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีระดับรังสีที่มากเกินไป

ปลาในแม่น้ำ pripyat รอบๆโรงไฟฟ้า มีอยู่จำนวนมาก ปลาดุกตัวใหญ่ๆนี่ยาว 2 เมตรนะครับ
แต่ยังทานไม่ได้ เพราะในกระดูกปลายังพบรังสีที่สุงเกินค่ามาตรฐาน

Tags ที่เกี่ยวข้อง : แปลก, เมืองผีเชอร์โนบิล

คือเรื่องจริง!! ใช้แสงแฟลชส่องพิสูจน์ “นมปลอม-นมจริง” ทำได้จริง! หมอศัลย์ยืนยันแล้ว (ความรู้ทางฟิสิกส์ เรื่องการกระเจิงของแสง)

https://www.facebook.com/20531316728/posts/10154009990506729/

   นายแพทย์กุศล ประวิชไพบูลย์ ศัลยแพทย์ประจำคลินิกศัลยกรรมเฟเชียล คอสเมติก เซอร์เจอรี่ (Facial Cosmetic Surgery) ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม ได้ตอบข้อสงสัยให้หายข้องใจเกี่ยวกับการปิดไฟแล้วใช้แสงแฟลชส่องเต้านมที่ศัลยกรรมแล้วสามารถมองเห็นได้ว่า “นมปลอม” หรือ “นมจริง”

“ตรงนี้สามารถเป็นไปได้ เพราะปัจจุบันนี้ การใส่เต้านมด้วยถุงซิลิโคนจะมีอยู่สองอย่าง คือใส่แบบตื้นกับแบบลึก การใส่แบบตื้นก็คือการใส่เข้าไปในใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งพออยู่ในใต้ชั้นผิวหนัง ถ้าซิลิโคนมีขนาดใหญ่ก็จะทำให้นูนขึ้นมาเยอะ พอนูนขึ้นมาเยอะ ตัวถุงซิลิโคนที่ใช้เสริมเต้านมจะเป็นถุงใส ถ้าปิดไฟแล้วเอาไฟฉายส่องจากด้านใดด้านหนึ่ง ด้านซ้ายหรือด้านขวา ก็จะสามารถมองเห็นคล้ายๆ กับการกระจายแสงซึ่งเป็นไปได้ และน่าจะเห็นได้อย่างในคลิป

“เอาจริงๆ หมอมองว่า ถ้าทำหน้าอกมา ดูภายนอกเราก็รู้แล้วว่าทำมา ไม่เห็นต้องส่องไฟเลย ซึ่งการทำหน้าอกทำแล้วการทำยืดหยุ่น มองดูออกว่าจะไม่ใช่ธรรมชาติเป๊ะ คือถ้าคนธรรมดาที่ไม่คุ้นเคย อาจจะดูไม่ออก แต่ถ้าคนที่อยู่ในวงการหมอหรือหมอเองมองแล้วก็พอจะบอกได้ว่าคนนั้นทำหน้าอกมาหรือเปล่า

“และที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องแสงจากแฟลชโทรศัพท์เท่านั้น เพราะไฟฉายที่แรงๆ หน่อย อย่างไฟฉาย LED ค่อนข้างจะแรง หรืออย่างไฟฉายรุ่นใหม่ๆ ไฟฉายที่ตำรวจทหารใช้กัน ปิดไฟก็ส่องดูรู้ได้ สมมุติว่าถ้าให้นอน ให้นั่งหรือยืนแล้วส่องจากด้านหนึ่ง มันก็จะมีรูปทรง มีเงาแสง ก็จะสว่างให้เห็นโครงเต้านมแล้ว แต่ถ้าไม่ได้ทำหน้าอกแล้วส่องไฟมันก็จะไม่เห็นเรืองแสงเท่า จะไม่มีเงามากเท่ากับการทำหน้าอก เพราะโครงสร้างของเต้านมจะเป็นไขมัน ซึ่งไขมันโดยธรรมชาติมันจะทึบแสงกว่า มันจะเห็นน้อยกว่า ยกเว้นถ้าแสงแรงจริงๆ ก็อาจจะมองเห็น แต่ว่าทึบกว่า 

คือเรื่องจริง!! ใช้แสงแฟลชส่องพิสูจน์ “นมปลอม-นมจริง” ทำได้จริง! หมอศัลย์ยืนยันแล้ว

       “มีการเทสต์ตัวหนึ่งซึ่งเรียกว่า อิลลูมิเนชั่น เทสต์ (Illumination Test) จะไว้ใช้ตรวจดูว่าโพรงจมูกอักเสบหรือไม่ หลักการก็จะคล้ายๆ กัน คือถ้าโพรงจมูกปกติ ตรงแก้มจะเห็นเป็นโพรงอากาศ ถ้าเอาไฟฉายส่องแล้วปิดไฟมืดๆ ก็จะเห็นเป็นเรืองแสง เห็นว่าแสงสามารถทะลุได้ แต่ถ้าเกิดมีหนองอยู่ในโพรงจมูกหรือว่ามีน้ำอยู่ในโพรงอากาศ เป็นไซนัส แสงก็จะผ่านได้น้อยกว่า ทึบกว่า ซึ่งมันก็เหมือนหลักการที่ว่าถ้าแสงผ่านในชั้นไขมัน มันก็จะทึบแสงกว่าแสงที่ผ่านในตัวชั้นของซิลิโคน เจล ซึ่งซิลิโคนเจลส่วนมากจะใสและสามารถส่องเห็น แต่ละบริษัทที่ทำซิลิโคน เขาจะทำมาเป็นถุงซิลิโคน ซึ่งข้างนอกจะเป็นถุงเหนียวแล้วตัวข้างในจะเป็นเจลบรรจุไว้ที่ถุงซึ่งจะเป็นกึ่งของเหลวกึ่งเหนียว จะมีความใส เพราะเขาจะไม่ทำซิลิโคนเป็นสีทึบมา เท่าที่หมอใช้มา จะใสหมด

“โดยรวมแล้ว ไม่ว่าจะทำศัลยกรรมส่วนไหน ไม่ว่าเต้านมหรือจมูก ก็สามารถมองเห็นได้ ถ้าทำจมูกมา แกนที่ใช้ทำจมูกจะเป็นแบบขุ่น แบบทึบหรืออาจจะเป็นแบบสีก็มีซึ่งแกนที่ใช้ทำจมูกจะมีบางส่วนที่เป็นแกนใสก็มี แต่จะเป็นแกนสีทึบ สีน้ำนมเยอะกว่า ต่างจากที่ใช้ทำหน้าอก จะเป็นสีใส ใสในระดับน้องๆ น้ำแข็งเปล่า

“อีกอย่าง ผลของการใส่ซิลิโคนตื้นหรือลึกก็มีผล เพราะถ้าไว้ลึกในชั้นใต้กล้ามเนื้อ มันจะมีกล้ามเนื้อบังอยู่ ซึ่งกล้ามเนื้อจะทึบแสง ส่องไปก็อาจจะเห็นได้ยากกว่า แต่ถ้าวางอยู่บนกล้ามเนื้อจะมีผิวหนังปกคลุมบางๆ ซึ่งคนไข้ที่ทำขนาดค่อนข้างใหญ่ อันนี้จะเห็นได้ชัดกว่า และจากในคลิป ผมคาดว่าเขาก็หน้าจะเสริมในส่วนเนื้อกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ใต้กล้ามเนื้อ อีกอย่างการใส่เสื้อในหรือบราหนาแล้วใส่เสื้อเข้าไปด้วย โอกาสจะส่องเห็นนั้น มีน้อยกว่า

“ทั้งนี้ทั้งนั้น การส่องแฟลชเห็นซิลิโคนดังกล่าวไม่น่าจะมีอันตรายแต่อย่างใด เพราะหากตัวถุงซิลิโคนที่ใช้เป็นวัสดุที่ใช้กันทางการแพทย์มานานแล้ว คือซิลิโคนจะมีตั้งแต่ซิลิโคนเหลวซึ่งใช้บรรจุในถุงทำเต้านม แล้วก็ซิลิโคนนิ่มๆ เหมือนยางตัวนี้ เราจะใช้เสริมจมูก เสริมคาง เสริมอะไรต่างๆ เพราะมันขึ้นรูปได้ เหลาได้ ซึ่งถามว่าอันตรายไหม ผมตอบเลยว่ามันไม่ส่งผลอันตรายต่อเนื้อเยื่ออะไร เพราะว่าเขาใช้ทั่วโลกมานานแล้ว แต่ถ้าเทคนิคการใส่ เราใส่ใหญ่ไป ตื้นไป มันจะสามารถทำให้ผิวหนังบางได้ ซึ่งถ้าผิวหนังบาง เมื่อมีการบาดเจ็บ เช่น เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ต่างๆ แล้วมีกระจกบาด ก็อาจจะไปถึงเนื้อซิลิโคนได้ อย่างไรก็ดี ต่อให้ส่องแฟลชแล้วเห็นเป็นรูปตัวซิลิโคนเลย ก็ไม่ได้มีความอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด เพราะว่าถ้าเราใช้วัสดุซิลิโคนที่ได้มาตรฐาน มีการรับรองจากบริษัทผู้ผลิต ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

“ท้ายนี้ สรุปโดยรวมว่าการทำหน้าอกแล้วปิดไฟใช้แสงแฟลชส่อง เป็นไปได้ว่าสามารถมองเห็นได้จริงๆ แต่ในความเป็นจริง คนทั่วไปก็ไม่ได้มาส่องให้เห็นกันขนาดนั้น และหมอก็ยังไม่เคยทดลองทำนะครับ เพราะก็ไม่รู้ว่าจะส่องไปทำไม (หัวเราะ)” 

ความรู้ทางฟิสิกส์

การกระเจิงของแสง

       การกระเจิงของแสง คือ ปรากฏการณ์ที่แสงกระจัดกระจายไปโดยรอบ เมื่อแสงเดินผ่านผ่านโมเลกุลต่าง ๆ โดยแสง ที่มีความยาวคลื่นน้อยจะสามารถกระเจิงแสงได้ดีกว่าแสงที่มีความยาวคลื่นสูง 

ตัวอย่างการกระเจิงของแสงในสารละลาย 
ปรากฏการณ์ทินดอลล์ เป็นสมบัติอย่างหนึ่งของคอลลอยด์ ซึ่งเกิดจากการกระเจิงแสง (Scattering of light) ของอนุภาคของคอลลอยด์ที่อยู่ในสารละลาย ดังรูป 

รูปแสดงถึงการใช้ไฟฉายส่องผ่านบีกเกอร์ทั้งสอง ทางซ้ายเป็นสารคอลลอยด์และทางขวาเป็นสารละลาย

หมายเหตุ บีกเกอร์ที่ใส่สารละลายจะต้องไม่ดูดกลืนแสงที่ออกจากไฟฉาย

     1. ใน บีกเกอร์ที่ 2 สามารถระบุได้ว่าเป็นสารละลาย เพราะอนุภาคของสารละลาย ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ทำให้แสง สามารถเดินทางผ่านสารละลายได้ตลอด เนื่องจากอนุภาคไม่สามารถที่จะเกิดการกระเจิงแสงได้ ดังนั้น เราจึงไม่เห็น ลำแสง ในสารละลาย

     2. ส่วนใน บีกเกอร์ที่ 1 เป็นคอลลอยด์ เพราะเมื่อฉายแสงผ่านระบบที่เป็นคอลลอยด์ โดยทั่วไปอนุภาคของคอลลอยด์ มีขนาดใหญ่กว่าอนุภาคของสารละลาย ปรากฏว่า เมื่อฉายแสงเข้าไปในระบบที่เป็นคอลลอยด์ อนุภาคของคอลลอยด์ สามารถเกิดการกระเจิงแสงได้ ทำให้เราสามารถมองเห็นลำแสงที่วิ่งผ่านคอลลอยด์ แสงที่วิ่งผ่านสารละลาย จึงมีความเข้มของแสงลดลง ปรากฏการณ์ดังกล่าว เรียกว่า ทินดอลล์ (Tyndall effect)

     จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น  สามารถอธิบายได้ว่า เมื่อฉายแสงเข้าไปในระบบที่เป็นคอลลอยด์ อนุภาคของคอลลอยด์ซึ่งมีขนาดอนุภาค ใกล้เคียงกับความยาวคลื่นแสงที่ตาของคนเรามองเห็น แสงที่ตกกระทบบนอนุภาคของคอลลอยด์จะถูกกระเจิงออก  เราจึงสามารถมองเห็นลำแสงที่ผ่านระบบคอลลอยด์ ดังนั้นในการแยกสารละลายคอลลอยด์ จึงใช้ปรากฏการณ์ทินดอลล์ แยกของผสมที่เป็นสารละลายกับคอลลอยด์ออกจากกัน

     นอกจากนี้แล้วปรากฏการณ์ทินดอลล์ ก็สามารถเกิดขึ้นในธรรมชาติ  และตาคนเราก็สามารถสังเกตเห็นได้ เช่น ปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำ ที่เกิดจากโมเลกุลของละอองน้ำ เกิดการกระเจิงกับแสงอาทิตย์ หลังจากที่ฝนตก หรือ การกระเจิงของฝุ่นในอากาศกับแสงอาทิตย์ ซึ่งทำให้เราทราบว่า แสงเดินทางเป็นเส้นตรง

ที่มา  http://www.cpn1.go.th/media/thonburi/lesson/12_Light/content06.html

เคยสงสัยมั้ย เหตุใดคนเราจึงมีคาง?

14615728551461572871l

เราทุกคนต่างก็มีคาง บางคนมีคางแหลมชัดเจน แต่คางของบางคนอาจไม่ยื่นออกมาอย่างเด่นชัดนัก

เมลิซซ่า โฮเกนบูม ผู้สื่อข่าวบีบีซี บอกว่า คางเป็นเรื่องที่หลายคนถกเถียงว่ามีไว้เพื่อประโยชน์อะไร และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้ใดให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน

เจมส์ แพมพุช จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ในสหรัฐฯ ซึ่งศึกษาเรื่องคางมาหลายปี บอกว่า ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดมนุษย์จึงเป็นสัตว์เพียงชนิด เดียวที่มีคาง โดยคางเป็นส่วนที่ยื่นออกมาของกระดูกขากรรไกรล่าง แม้แต่สัตว์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์อย่าง ลิงชิมแปนซี และลิงไม่มีหางชนิดอื่น ต่างก็มีขากรรไกรที่หุบเข้าไปข้างใน แม้แต่มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ซึ่งเป็นญาติของมนุษย์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วก็ไม่มีคางเช่นกัน และนักวิทยาศาสตร์ใช้ความแตกต่างนี้ในการแยกแยะมนุษย์ยุคปัจจุบันออกจาก บรรพบุรุษมนุษย์อย่างนีแอนเดอร์ทัล

แม้ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดสามารถไขปริศนาเรื่องนี้ได้ แต่ก็มีผู้เสนอทฤษฎีที่โดดเด่น 3 ข้อ โดยข้อแรกเป็นแนวคิดที่ว่า คางอาจช่วยในการเคี้ยวอาหาร โดยผู้ตั้งทฤษฎีนี้บอกว่า เราจำเป็นต้องมีกระดูกเพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อรองรับแรงกดในการเคี้ยว อาหาร แต่แนวคิดนี้ก็ตกไปเมื่อนำมนุษย์ไปเปรียบเทียบกับลิงใหญ่หรือลิงไม่มีหาง ชนิดอื่นที่มีขากรรไกรรูปทรงคล้ายกัน นอกจากนี้ แพมพุช ยังชี้ว่า ทฤษฎีนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเคี้ยวอาหารที่เคี้ยวยาก มาตั้งแต่ต้น และอาหารที่เรากินส่วนใหญ่ค่อนข้างนุ่ม โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงสุก

ส่วนทฤษฎีที่ 2 เชื่อกันว่า คางช่วยในการพูด เพราะลิ้นของคนเราต้องการแรงเสริมจากกระดูกพิเศษใต้ขากรรไกร อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ไม่ได้รับการยอมรับมากนักเพราะคนเราไม่จำเป็นต้องออกแรงมากเวลาพูด ดังนั้นจึงฟังดูไม่สมเหตุสมผลนักว่าทำไมเราจึงต้องการกระดูกพิเศษเพื่อใช้ใน กระบวนการนี้

ทฤษฎีที่ 3 มีแนวคิดว่า คางไม่ได้มีประโยชน์โดยตรงใด ๆ ทว่าเป็นการคัดสรรทางธรรมชาติเพื่อจุดประสงค์ในการดึงดูดเพศตรงข้าม เช่นเดียวกับอุรังอุตังเพศผู้โตเต็มวัยที่มีแผ่นแก้มขนาดใหญ่ หรือ กวางเอลก์เพศผู้ที่มีเขาขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานนี้ถูกแย้งว่า ลักษณะเด่นดังกล่าวมีเฉพาะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น แต่คางเป็นสิ่งที่พบได้ทั้งในมนุษย์ผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งถ้าหากทฤษฎีนี้เป็นจริง มนุษย์จะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่มีลักษณะที่เกิดจากการคัดสรร ทางธรรมชาติดังกล่าวในทั้งสองเพศ

อย่างไรก็ตาม นาธาน โฮลตัน จากมหาวิทยาลัยไอโอวาในสหรัฐฯ ตั้งข้อสันนิษฐานว่า คางอาจเป็นผลพลอยได้มาจากการที่กะโหลกศีรษะของมนุษย์มีขนาดเล็กลงจาก วิวัฒนาการ เช่น กระดูกขากรรไกรล่างของมนุษย์ยุคปัจจุบันมีความแข็งแรงน้อยกว่ามนุษย์โบราณ เพราะเรากินอาหารปรุงสุกที่เคี้ยวง่ายนั่นเอง

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1461572855

รวมสุดยอดคลิปเหตุการณ์เป๊ะ-ปัง จากทั่วโลก ที่ดูแล้วต้องตะลึง!!

ยูทูบ MaximusTV เผยแพร่คลิปวิดีโอรวบรวมความเป๊ะ-ปัง ที่น่าทึ่งสุดๆจากทั่วโลก และเป็นคลิปที่ได้ความสนใจจากชาวเน็ตคลิกเข้ามาชมจำนวนมาก

ไปชมกันเลยว่าสุดยอดแค่ไหน!?

Untitled-1 copy

ส่องบับเบิล เนบิวลา ฉลอง 26 ปี กล้องอวกาศฮับเบิล

 ครบรอบ 26 ปี องค์การการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือ นาซา ส่งกล้องโทรทรรศน์ถ่ายภาพอวกาศ ฮับเบิล สเปซ เทเลสโคป ไปกับกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี ออกจากฐานยิงที่แหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา ไปปฏิบัติภารกิจในอวกาศ เมื่อ 24 เม.ย.2533 นาซ่าเลือกภาพบับเบิล เนบิวลา หรือกลุ่มเมฆหมอกของฝุ่น แก๊ส และพลาสมาในอวกาศลักษณะเป็นฟอง มีชื่อรหัสว่า NGC 7635  เพื่อฉลองวาระนี้

กลุ่มเมฆหมอกของฝุ่น กว้างราว 10 ปีแสง ตั้งอยู่ในกลุ่มดาวคาสซิโอเพีย ค้นพบโดยวิลเลียม เฮอร์เชลในปีค.ศ.1787 หรือพ.ศ.2330 กล้องฮับเบิลเคยถ่ายภาพในพื้นที่บางส่วนของ NGC 7635 มาแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่บันทึกภาพรวมได้ทั้งหมด

ภายในกลุ่มเมฆหมอก มีดาวชื่อ SAO 20575 ขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ราว 10-20 เท่า ก๊าซที่พวยพุ่งออกมาจากดาว เหมือนรัศมีเรืองรองนั้นดันให้วัตถุโดยรอบ ระหว่างดาวต่างๆ เปล่งประกายออกมาเป็นเหมืองฟอง จึงได้ชื่อว่า บับเบิล เนบิวลา แต่ยังต้องศึกษาต่อไปว่าเหตุใดฟองจึงมีลักษณะกลมได้ ทั้งที่ดวงดาวไม่ได้ตั้งอยู่ตรงกลางเนบิวลา

ที่มา  http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1461439154

โรคของหลอดเลือดแดงของหัวใจ (Coronary artery disease)

image00

หัวใจของมนุษย์เป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุดในร่างกาย คือ ทำงานตั้งแต่ยังไม่เกิด ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา และจะไม่มีโอกาสหยุดพักใด ๆ หลังจากเกิดขึ้นมาแล้ว พลังงานที่ได้ก็มาจากหลอดเลือดแดงของหัวใจ หลอดเลือดแดงของหัวใจนี้แยกออกจากหลอดเลือดแดงใหญ่ที่เป็นส่วนที่หัวใจส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายทั้งหมดที่เรียกว่า Aorta และกระจายครอบหัวใจไว้ พร้อมทั้งส่งแขนงต่าง ๆ ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจคล้ายกับเป็นมงกุฏที่ครอบลงไปในหัวใจ จนได้ชื่อว่าหลอดเลือดมงกุฏ (Coronary artery) คล้ายกับชาวนาไทยที่ส่งข้าวไปเลี้ยงคนทั้งประเทศแต่ตนเองอาจมีข้าวที่เลี้ยงตัวเองน้อยนิด

——-
จากหลอดเลือดมงกุฏ ซึ่งแยกเป็นซ้าย ขวา ขนาดก็ประมาณหลอดกาแฟ 3 – 4.5 มิลลิเมตร แตกต่างจากการได้รับพลังงานของสัตว์ชนิดอื่น เช่น พวกสัตว์เลื้อยคลานจะได้รับพลังงานโดยตรงจากเลือดทั้งหมดที่มีอยู่ในห้องของหัวใจ (สัตว์เลื้อยคลานไม่มีหลอดเลือดมงกุฏสำหรับเลี้ยง) เมื่อหลอดเลือดมงกุฏแคบลง ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน (O2) ผลที่ตามมาก็คือ ทำให้เกิดอาการ เช่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอกเมื่อออกกำลังกาย หรือเกิดความเครียด หรือจากการใช้ยา หรือสารกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดภาวะหัวใจวาย หรือการเสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้

——-
สาเหตุที่ทำให้หลอดหัวใจตีบตันเร็วขึ้น มีสาเหตุแบ่งเป็น สาเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้

——-
สาเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น อายุ พันธุกรรม เพศ ซึ่งเพศหญิงจะพบน้อยกว่าเพศชาย หรือพบในอายุที่มากกว่าเพศชาย

——-
สาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ เช่น ไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวานที่ควบคุมได้ดี แรงดันโลหิตสูงที่รักษาให้ถูกต้อง และสม่ำเสมอ การออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ การไม่ให้น้ำหนักตัวที่เกินค่ามาตรฐาน BMI โดยทั่วไป BMI ของคนปกติอยู่ที่ 19 – 25 ในผู้ชายและ 17 – 23 ในผู้หญิง การไม่สูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ (Second hand smoker)

——-
การรักษา การรักษาที่ดีที่สุดคือ การป้องกันอย่าให้เกิดเร็ว โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้ว หรือถ้ามีความสงสัยควรตรวจ Check ร่างกายโดยแพทย์ เพื่อที่จะได้ทราบว่าท่านเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหรือยัง ซึ่งแพทย์จะมีวิธีการตรวจจนได้คำตอบว่าเป็นโรคนี้หรือไม่

——-
การรักษาโดยทั่วไป แพทย์ก็ทำการรักษาโดยให้ยาเพื่อชลอการเกิดหลอดเลือดตีบตันมากขึ้นโดย รักษาที่ต้นเหตุของการเกิด ให้ยาขยายหลอดเลือด ให้ยาที่บังคับไม่ให้หัวใจทำงานหนัก หรือเพิ่มขนาดหลอดเลือด โดยการขยายด้วยบอลลูน และใส่ขดลวด (Balloon angioplasty + stent) หรือทำการต่อหลอดเลือดที่ตีบตันให้ใหม่ (Coronary entries by pass graft) เพื่อทำให้อายุของท่านยืนยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

——-
ผมของย้ำว่าการรักษาไม่สามารถทำให้ท่านหายจากโรคได้ วิธีที่ดีที่สุด คือ ป้องกันอย่าให้เกิดกับท่าน

 

image01

ที่มา   คลิกที่นี่

รู้หรือไม่ “กรดอะมิโนจำเป็น” จำเป็นกว่าที่คิด

เมื่อพูดถึง “กรดอะมิโน” หลายคนอาจไม่รู้จัก ส่วนใหญ่จะรู้จักโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในเรื่องของการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทั้งที่ความจริงแล้ว กรดอะมิโน ก็คือ โปรตีนที่ถูกย่อยให้มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ โดยร่างกายจะดึงกรดอะมิโนมาสร้างเนื้อเยื่อ ฮอร์โมน หรือเอนไซม์ ขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกายแต่ละคน

กรดอะมิโน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ “กรดอะมิโนจำเป็น” มี 8 ชนิด ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น และ“กรดอะมิโนไม่จำเป็น” มี 12 ชนิด ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ หากได้รับกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน

ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ

ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ร่างกายของเราต้องการกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 8 ชนิด เพราะแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน บางชนิดถ้ารวมกลุ่มกับชนิดอื่นจะยิ่งทำหน้าที่ได้ดีกว่าเดิม เช่น ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ลิวซีน (Leucine) วาลีน (Valine) เป็นต้น โดยแต่ละคนมีความต้องการปริมาณของกรดอะมิโนมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอายุและร่างกายว่ากำลังจะสร้างอะไร ยกตัวอย่างคนที่เป็นโรคไต ซึ่งจะถูกจำกัดการบริโภคโปรตีน ทำให้ต้องได้รับกรดอะมิโนจำเป็นบางชนิดมากกว่าคนอื่น”

เมื่อกรดอะมิโนจำเป็นมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเราจึงควรรับประทานอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นเป็นประจำทุกวัน ที่สำคัญเราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย เนื่องจากอาหารแต่ละอย่างมีกรดอะมิโนจำเป็นแต่ละชนิดมากน้อยแตกต่างกัน อาทิ ข้าวมีไลซีน (Lysine) ต่ำ งามีเมไธโอนีน (Methionine) สูง เป็นต้น

เราสามารถได้รับกรดอะมิโนจำเป็นจากอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนทั้ง 8 ชนิด และมีในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับถั่วชนิดอื่น นอกจากนี้ยังมีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งช่วยในการลดคอเลสเทอรอลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากจะรับประทานถั่วเหลืองจากเมล็ดเป็นประจำทุกวันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเครื่องดื่มในรูป “นมถั่วเหลือง” ที่ผลิตจากถั่วเหลืองคุณภาพดี ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัยที่สามารถคงคุณค่าของกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 8 ชนิด จึงเป็นทางเลือกที่ใกล้ตัว สะดวก ประหยัด เหมาะสำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติซึ่งไม่สามารถได้รับกรดอะมิโนจากเนื้อสัตว์ได้ และยังตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่และผู้ที่รักสุขภาพได้เป็นอย่างดี

กรดอะมิโนจำเป็น 8 ชนิด

ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาท ช่วยพัฒนาการเรียนรู้

ลิวซีน (Leucine) กระตุ้นการทำงานสมอง เพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาทแข็งแรง

ไลซีน (Lysine) ซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอ เป็นสารตั้งต้นของแอลคาร์นิทีนที่ช่วยเผาผลาญไขมัน ช่วยให้มีสมาธิ และดูดซึมแคลเซียม จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

เมไธโอนีน (Methionine) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย และช่วยย่อยสลายไขมัน

ฟีนีลอะลานีน (Phenylalanine) เพิ่มความตื่นตัวทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง เสริมความจำ บรรเทาอาการซึมเศร้า และลดความอยากอาหาร

ทรีโอนีน (Threonine) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยเผาผลาญไขมัน มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ในร่างกาย

ทริปโตแฟน (Tryptophan) ลดความเครียดและภาวะซึมเศร้า บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยส่งเสริมการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ

วาลีน (Valine) ช่วยกระตุ้นสมรรถนะของสมองและการประสานงานกันของกล้ามเนื้อ

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1090073917724093

สำเร็จ! ‘โซลาร์ อิมพัลส์2′ บินข้ามแปซิฟิกลงจอดที่แคลิฟอร์เนียแล้ว

เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ ‘โซลาร์ อิมพัลส์2′ บินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกได้สำเร็จและลงจอดที่เมาท์เท่นวิว รัฐแคลิฟอร์เนียได้อย่างปลอดภัย โดยใช้เวลาเกือบ 3 วัน และไม่ใช้น้ำมันแม้แต่หยดเดียว…

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 24 เม.ย.ตามเวลา UTC เบอร์นาร์ด พิคาด นักบินชาวสวิตเซอร์แลนด์ ได้นำเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์ อิมพัลส์ ทู (Solar Impulse 2) ร่อนลงจอดที่เมาท์เท่นวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้สำเร็จ อันเป็นเส้นทางการบินช่วงสุดท้าย ในการบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจากเกาะฮาวาย

เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์ อิมพัลส์ ทู บินเหนือเมืองซานฟรานซิสโก

เครื่องบินที่มีปีกที่มีขนาดความยาวของปีกเท่ากับปีกของเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 747 แต่มีน้ำหนักเบาเท่ากับรถยนต์เอสยูวี ได้บินเหนือสะพานโกลเด้นเกตส์ ในอ่าวซานฟรานซิสโก เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความสำเร็จครั้งสำคัญ อีกทั้งยังแสดงให้ผู้คนในโลกได้เห็นว่า พลังงานสะอาดสามารถใช้งานได้จริง และยังเป็นการย้ำถึงความสำเร็จทางนวัตกรรมการบินอีกด้วย โดยเครื่องบิน โซลาร์ อิมพัลส์2 บินออกจากฮาวายใช้เวลาในการบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกนานเกือบ 3 วัน โดยเครื่องบินลำนี้ไม่มีเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมัน มีเพียงเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และแบตเตอรี่ที่เก็บไฟเพื่อใช้บินในเวลากลางคืนเท่านั้น.

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1089454554452696