คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2016

Dyson เปิดตัว “เครื่องเป่าผม” ที่ใช้งบพัฒนา 50 ล้านปอนด์นาน 4 ปี

 

Dyson เปิดตัว “เครื่องเป่าผม” ที่ใช้งบพัฒนา 50 ล้านปอนด์นาน 4 ปี

เครื่องเป่าผมไร้ใบพัดที่ถูกระบุว่าใช้เวลาพัฒนานานกว่า 4 ปี

     ไดสัน (Dyson) ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่โด่งดังด้วยสินค้าอย่าง “พัดลมไร้ใบพัด” กำลังจะเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มสินค้าความงาม ด้วยการแจ้งเกิดเครื่องเป่าผมไร้ใบพัดที่ถูกระบุว่า ใช้เวลาพัฒนานานกว่า 4 ปี บนงบประมาณมากกว่า 50 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2.5 พันล้านบาท

เครื่องเป่าผมรุ่นล่าสุดของ Dyson จะใช้ชื่อรุ่นในการทำตลาดว่า “ซูเปอร์โซนิก” (Supersonic) รายงานระบุว่า ซูเปอร์โซนิกเพิ่งเปิดตัวที่ญี่ปุ่นวันนี้ (27 เมษายน 2016) กำหนดการวางจำหน่ายในสิงคโปร์ คือ ไตรมาสที่ 3 ปีนี้

น่าเสียดายที่ยังไม่มีรายละเอียดราคาวางจำหน่ายในสิงคโปร์ หรือตลาดอาเซียน โดยในญี่ปุ่น รายงานระบุว่า ซูเปอร์โซนิก จะจำหน่ายในราคา 45,000 เยน หรือประมาณ 14,300 บาท

เช่นเดียวกับพัดลมเอกลักษณ์ของ Dyson เครื่องเป่าผมซูเปอร์โซนิกจะไม่ติดตั้งใบพัดไว้ภายใน แต่จะเป่าลมด้วยเครื่องยนต์ดิจิตอล ซึ่งถูกฝังบริเวณด้ามจับของเครื่อง ความสำเร็จนี้ทำให้เครื่องเป่ามีจุดขายหลักเรื่องการลดโอกาสที่เส้นผมเข้าไปติดพันภายในมอเตอร์

ซูเปอร์โซนิก จะเปิดให้ผู้ใช้เลือกปากเป่าลมได้ 3 รูปแบบ ทั้งแบบแบนเรียบ หรือแบบพ่นกระจายลม ตัวเครื่องสามารถปรับระดับความร้อนได้ 4 ระดับ โดย 3 ระดับเป็นการตั้งค่าลมร้อน และอีก 1 ระดับเป็นการตั้งค่าลมเย็น

ทั้งหมดนี้ Dyson ยืนยันว่า บริษัทใช้งบประมาณพัฒนามากกว่า 50 ล้านปอนด์ หรือ 2,560 ล้านบาทในการสร้างสรรค์สินค้านี้นานกว่า 4 ปี นอกจากนี้ บริษัทได้ทดสอบกับเส้นผมมนุษย์จริงรวมความยาวมากกว่า 1,010 ไมล์ หรือประมาณ 1,625 กิโลเมตร พร้อมกับเปิดเผยสถิติน่าทึ่งว่า บริษัทได้ใช้เทคโนโลยีมากกว่า 250 สิทธิบัตรในการพัฒนาเครื่องเป่าผมนี้ 

Dyson เปิดตัว “เครื่องเป่าผม” ที่ใช้งบพัฒนา 50 ล้านปอนด์นาน 4 ปี

เครื่องเป่าผมซูเปอร์โซนิกจะไม่ติดตั้งใบพัดไว้ภายใน แต่จะเป่าลมด้วยเครื่องยนต์ดิจิตอลซึ่งถูกฝังบริเวณด้ามจับของเครื่อง

Dyson เปิดตัว “เครื่องเป่าผม” ที่ใช้งบพัฒนา 50 ล้านปอนด์นาน 4 ปี

รายงานระบุว่าซูเปอร์โซนิกจะจำหน่ายในราคา 45,000 เยน หรือประมาณ 14,300 บาท

ที่มา http://manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000042762

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1092328487498636

ทริปท่องอวกาศใกล้เป็นจริง หลังทดสอบ “นิวเชพเพิร์ด” สำเร็จด้วยดี

tec03060459p1

“บลู ออริจิน” บริษัทเอกชนเพื่อการท่องอวกาศของนักธุรกิจอเมริกันชื่อดัง เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของ “อเมซอนดอทคอม” ประสบความสำเร็จในการทดลองจรวดส่ง “นิวเชพเพิร์ด” ที่สามารถบินขึ้นสู่ระดับ “ซับออร์บิทอล” หรือระดับที่สูงเกินกว่าพื้นดิน 100 กิโลเมตรขึ้นไปแล้วร่อนลงมายังฐานปล่อยที่เวสต์ เท็กซัส เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา นับเป็นความสำเร็จครั้งที่ 3 ในการทดลองจรวดนิวเชพเพิร์ดนี้ ซึ่งเป็นโครงการท่องอวกาศเชิงพาณิชย์ โดยสามารถนำผู้โดยสารครั้งละ 6 คนขึ้นสู่ห้วงอวกาศระดับต่ำที่ยังไม่ถึงระดับของวงโคจรรอบโลกและกลับลงสู่พื้นดินได้โดยสวัสดิภาพ และจรวดส่งก็ถูกออกแบบให้กลับสู่ฐานยิงเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกเพื่อลดต้นทุนในการท่องอวกาศลง

ทั้งนี้ บลู ออริจิน แถลงว่า จรวดส่งที่ติดตั้งแคปซูลโดยสาร ถูกยิงขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายนในเวลาที่ไม่มีการเปิดเผย และสามารถร่อนกลับลงมายังฐานยิงได้ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ส่วนแคปซูลโดยสารที่ถูกปล่อยออกจากจรวดส่งและสามารถใช้ระบบบินอัตโนมัติได้ด้วยตัวเอง ก็สามารถร่อนลงสู่พื้นโลกโดยอาศัยร่มชูชีพในพื้นที่ใกล้เคียงและถูกเก็บกลับคืนมาได้สำเร็จเช่นเดียวกัน ทั้งนี้การทดสอบการบินก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกต่อด้วยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

“นิวเชพเพิร์ด” สามารถบินได้แค่ถึงระดับซับออร์บิทอล แต่ยังไม่มีความเร็วพอที่จะนำแคปซูลโดยสารขึ้นสู่ระดับวงโคจรรอบโลกได้ จุดที่ไกลที่สุดจากพื้นโลกที่จรวดส่งของ บลู ออริจิน ทำได้ก็คือ 103.369 กิโลเมตรเท่านั้น

แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้ความฝันที่คนทั่วไปจะสามารถซื้อตั๋วโดยสารท่องอวกาศในระดับดังกล่าวได้ภายในปี 2018 คืบเข้าใกล้ความเป็นจริงไปอีกขั้นแล้ว

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1092058307525654

อียิปต์พบวิหาร “ฟาโรห์สตรี”องค์แรก

ภาพสลักพระนางฮัทเชปซุท ขณะแสดงออกมาเป็นสตรีเพศ แตกต่างจากในยุคหลังที่แสดงเป็นฟาโรห์บุรุษ (ตามแนวเส้นสีแดง)(ภาพ-German Archaeological Institute)

ภาพสลักพระนางฮัทเชปซุท ขณะแสดงออกมาเป็นสตรีเพศ แตกต่างจากในยุคหลังที่แสดงเป็นฟาโรห์บุรุษ (ตามแนวเส้นสีแดง)(ภาพ-German Archaeological Institute)

เมื่อราวกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา กระทรวงกิจการโบราณคดีแห่งอียิปต์ประกาศการค้นพบซากโบราณสถานแห่งหนึ่งบนเกาะอีเลแฟนทีน เกาะในลำน้ำไนล์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองอัสวาน เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศอียิปต์ โดยแท่งหินโบราณจำนวนหลายชิ้นที่ค้นพบมีภาพสลักของราชินี ฮัทเชปซุท ที่นำเสนอออกมาในสภาพเป็นสตรี เชื่อว่าเป็นระยะแรกของการขึ้นครองอำนาจของสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งอียิปต์โบราณรายนี้

ทำให้อาคารที่เชื่อว่าเป็นวิหารย่อยแห่งนี้มีนัยสำคัญเป็นพิเศษในการศึกษาช่วงชีวิตแรกเริ่มของฟาโรห์ ฮัทเชปซุท ซึ่งครองอำนาจตั้งแต่ 1473 ปีก่อนคริสตกาลเรื่อยไปจนถึง 1458 ปีก่อนคริสตกาล ทั้งนี้เนื่องจากในระยะหลังของยุคดังกล่าว ภาพสลักของฮัทเชปซุทถูกนำเสนอออกมาในเครื่องแต่งกายแบบฟาโรห์ผู้ชาย

อย่างไรก็ตามหลังจากฟาโรห์ ฮัทเชปซุท สิ้นพระชนม์ การแสดงออกต่างๆ ถึงฟาโรห์สตรีองค์แรกนี้ถูกลบทำลาย ไม่ว่าจะเป็นภาพสลักหรืออนุสาวรีย์ต่างๆ แล้วทดแทนโดยภาพของกษัตริย์บุรุษเพศแทน คือ ภาพของกษัตริย์ทุตโมสที่ 2 ที่ด่วนสิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้า นักอียิปต์วิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่าผู้ดำเนินการลบล้างการพาดพิงถึงฟาโรห์สตรีผู้นี้คือ ฟาโรห์ ทุตโมสที่ 3 ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นลูกเลี้ยงหรืออาจเป็นหลานของฮัทเชปซุทและได้รับการเชิดชูขึ้นมาเป็นผู้ปกครองควบคู่ไปกับฟาโรห์สตรีผู้นี้นั่้นเอง

เอียน ชอว์ นักอียิปต์วิทยาชื่อดังระบุไว้ว่า เป็นเรื่องยากและผิดปกติมากสำหรับสตรีที่จะก้าวขึ้นมาเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์ ในประวัติศาสตร์อียิปต์สมัยราชวงศ์ (ระหว่าง 3000 ปีก่อนคริสตกาลถึง 332 ปีก่อนคริสตกาล) มีสตรีเพียง 2-3 รายเท่านั้นที่สามารถก้าวขึ้นครองอำนาจเบ็ดเสร็จแบบฟาโรห์ได้ แทนที่จะเป็นการใช้อำนาจในฐานะมเหสีของกษัตริย์ ฮัทเชปซุท เป็นคนแรกที่ทำเช่นนั้นได้

ภาพแสดงการลบทำลายการพาดพิงถึงฟาโรห์ฮัทเชปซุท (ภาพ-German Archaeological Institute)

 

ภาพแสดงการลบทำลายการพาดพิงถึงฟาโรห์ฮัทเชปซุท (ภาพ-German Archaeological Institute)

ฟาโรห์ ฮัทเชปซุท ได้ชื่อว่าเป็นฟาโรห์ผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดผู้หนึ่งในสมัยราชวงศ์ของอียิปต์ วิหารเพื่อบูชาเทพเจ้าต่างๆ รวมทั้งวัดวาอารามจำนวนมากถูกสร้างขึ้นหรือได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ในรัชสมัยของพระนาง ทั้งนี้ มามู้ด อาฟิฟีย์ หัวหน้าแผนกโบราณคดีของกระทรวง เชื่อว่าวิหารที่ค้นพบใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของอาคารหลายแห่งซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เป็นที่รู้จักกันมาก่อน แต่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ในปีนี้โดยทีมสำรวจจากสถาบันโบราณคดีแห่งเยอรมัน

ตัวอาคารซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะสร้างขึ้นสำหรับเป็นวิหารย่อยซึ่งฟาโรห์ ฮัทเชปซุท สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมในเทศกาลเรือศักดิ์สิทธิ์เพื่อบูชาเทพคนุม โดยที่ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า “บาร์คส์” หรือ “เรือศักดิ์สิทธิ์” นี้สามารถนำพาผู้คนไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าหลังความตาย จากสภาพเท่าที่พบเห็น ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นเป็นโถงใหญ่สำหรับเรือศักดิ์สิทธิ์ของเทพคนุมดังกล่าว โดยมีเสาหินขนาดใหญ่เรียงรายอยู่โดยรอบทั้งสี่ด้าน บนเสาหินเหล่านี้มีภาพแกะสลักของเทพคนุมในหลายรูปแบบ รวมทั้งเทพองค์อื่นๆ อาทิ อิมี-เพเรฟ หรือพระผู้สถิตในตำหนัก, เนเบท-เมนิท เทพีแห่งการเทียบท่าเรือ และ มิน-อามุน แห่งนูเบีย เป็นต้น

อาคารแห่งนี้จึงไม่เพียงให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับฟาโรห์ ฮัทเชปซุท เท่านั้น ยังช่วยสร้างความเข้าใจในแง่ของความเชื่อทางศาสนาในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/118908

อังกฤษคิดค้น “แบตเตอรี่พลังฉี่”

11

พลังงานจากปัสสาวะ และออกแบบให้มีต้นทุนต่ำ โดยคาดว่าจะตั้งราคาขายได้เพียง 1-2 ปอนด์ หรือ 50-100 บาทโดยประมาณ

แบตเตอรี่ชีวภาพที่มีขนาด 1 ลูกบาศก์นิ้ว ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้ อาศัยกระบวนการทางชีววิทยาตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียย่อยสลายแล้วเปลี่ยนปัสสาวะให้เป็นกระแสไฟฟ้า ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาคาร์บอนเป็นขั้่วแคโทดหรือขั้วลบ คาร์บอนดังกล่าวสกัดได้จากกลูโคสและโอวัลบูมิน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ได้จากไข่ขาว สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ง่ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและราคาถูกกว่าขั้วแพลทินัมซึ่งใช้กันอยู่ทั่วไป แม้จะยังให้พลังไฟต่ำ แต่ก็มากพอต่อการชาร์จโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้

ทีมวิจัยช่วยกันพัฒนาการออกแบบเพื่อให้ได้พลังงานไฟฟ้าออกมาสูงสุด ด้วยการเพิ่มอีเลคโทรดของแต่ละเซลล์จาก 4 มิลลิเมตรให้เป็น 8 มิลลิเมตร ส่งผลให้ได้พลังไฟเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า เมื่อนำเซลล์มาต่อซ้อนกันก็จะเพิ่มกำลังไฟได้มากขึ้นไปอีก โดยแบตเตอรี่พลังปัสสาวะต้นแบบสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 2 วัตต์ต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากพอที่จะจ่ายเป็นพลังงานให้กับสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง

ทั้งนี้ทางทีมวิจัยกำลังหาหนทางเพิ่มประสิทธิภาพของมันให้สูงขึ้นเพื่อลดขนาดลงต่อไป

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/118915

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1091721620892656

เปิดตำนานคนสองหน้า ผู้มีหน้าปิศาจคอยกระซิบจนต้องฆ่าตัวตาย (รัฐกาญจน์)

ภาพหุ่นขี้ผึ้ง เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก

          เปิดตำนานเรื่องเล่าสยองขวัญของ เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก ชายหนุ่มรูปงามผู้เพียบพร้อม แต่เกิดมาพร้อมใบหน้าปริศนาที่ด้านหลังศีรษะ คอยกระซิบเรื่องราวต่าง ๆ จนเขาต้องฆ่าตัวตาย

เป็นที่รู้กันดีว่า โลกของเรายังมีเรื่องราวประหลาดอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการไขปริศนา และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องเล่าของ เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก (Edward Mordake) ชายหนุ่มชาวอังกฤษที่เกิดมาพร้อมใบหน้าอีกหนึ่งที่อยู่ด้านหลังกะโหลกศีรษะ ใบหน้า มันไม่ใช่เนื้องอกหรือแฝดกินแฝดแน่นอน เพราะใบหน้าที่ว่า สามารถเสดงความรู้สึก พูดคุย กินอาหาร และยังสามารถร้องไห้โฮจนน้ำตาหยดแหมะได้อีกด้วย

อันที่จริงแล้ว เรื่องราวของเอ็ดเวิร์ด มอร์เดก ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานชัดเจนที่พอจะบ่งชี้ได้ว่าเรื่องของเขาเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงตำนานเล่าขานปากต่อปากเท่านั้น แต่มันก็มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ว่าด้วยเรื่องประหลาดบนหลังหัวของเอ็ดเวิร์ด มอร์เดก อยู่เพียง 2 ชิ้น และนั่นก็ทำให้มันกลายเป็นเรื่องลึกลับที่ทรงอิทธิพลต่อคนรุ่นหลังพอควร แม้จะมีแนวโน้มเป็นเพียงแค่ “ตำนาน”เท่านั้น

เรื่องเล่าเกี่ยวกับมอร์เดก ปรากฏครั้งแรกในฐานะเรื่องสั้นของ ชาร์ลส โลติน ฮิลเดรธ (Charles Lotin Hildreth) ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ เดอะ บอสตัน โพสต์  ซึ่งเป็นบทความที่รวบรวมมนุษย์พันธุ์ประหลาดเอาไว้มากมาย โดย ชาร์ลส ก็ได้อ้างว่า ทุกอย่างที่เขาเขียนคือเรื่องจริง ที่อ้างอิงมาจากรายงานในวารสาร รอยัล ไซแอนทิฟิก โซไซที (Royal Scientific Society)

ed2

ภาพหุ่นขี้ผึ้ง เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก

ภายหลัง ในปี 1896 มีสารานุกรมการแพทย์ชื่อ ความผิดปกติและความแปลกประหลาดทางการแพทย์ (Anomalies and Curiosities of Medicine) เขียนโดย จอร์จ เอ็ม. โกลด์ ซึ่งมีการเล่าเรื่องของเอ็ดเวิร์ด มอร์เดก เอาไว้ว่าดังนี้

เอ็ดเวิร์ด มอร์เดก เป็นชายหนุ่มในตระกูลสูงศักดิ์ของอังกฤษ มีหน้าตาหล่อเหลา เฉลียวฉลาด และมีพรสวรรค์ด้านดนตรีอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่น่าเสียดายที่เขาต้องพบกับชะตากรรมสุดเศร้า เพราะเกิดมาพร้อมกับใบหน้าพิเศษ ที่อยู่ด้านหลังศีรษะของเขานั่นเอง

ใบหน้าด้านหลัง ของเอ็ดเวิร์ด ดูอย่างไรก็เป็นใบหน้าของคนจริง ๆ มันชัดเจน และมีสติสัมปชัญญะเป็นของตัวเอง จนถึงขนาดที่สามารถพูดคุย กินอาหาร และร้องไห้ได้เป็นวรรคเป็นเวร เอ็ดเวิร์ดเรียกมันว่า “แฝดปิศาจ”

บ้างก็ว่า แฝดปิศาจของเขาเป็นใบหน้าของผู้ชาย ในขณะที่บางแหล่งบอกว่ามันเป็นใบหน้าของหญิงสาวหน้าตาสะสวย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เอ็ดเวิร์ดก็ไม่เคยได้อยู่เย็นเป็นสุขเหมือนคนปกติทั่วไป เขาเล่าว่า แฝดปิศาจมักจะกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงคล้ายทูตนรก บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ และเรื่องราวชวนขนหัวลุกในทุกคืน

เอ็ดเวิร์ดเคยขอร้องให้แพทย์หลายรายผ่าตัดเอาหน้าปิศาจนี้ออกไปจากชีวิต แม้ว่าตัวจะต้องตายเขาก็ไม่เสียใจ แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยมีแพทย์คนไหนกล้าทำตามที่เขาขอ จนกระทั่งเขาตัดสินใจปลิดชีพตัวเองในวัย 23 ปี พร้อมทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง

ในจดหมายระบุว่า ขอให้นำหน้าปิศาจนี้ออกจากร่างกายของเขา และเผาทำลายมันทิ้งเสีย อย่าให้มันติดไปกับตัวเขาตอนฝังศพ เพราะเขากลัวเหลือเกินว่า มันจะยังคงตั้งหน้าตั้งตา กระซิบกระซาบเรื่องขนพองสยองเกล้าให้เขาฟังในหลุมศพต่อไป… และตามคำขอ ครอบครัวจัดการให้ศพของเอ็ดเวิร์ดถูกฝังไว้ใต้ดินของที่ฝังกลบขยะ โดยไม่มีป้ายหลุมศพ หรือแผ่นหินใด ๆ ที่จารึกชื่อของเขาเลย

ed3

ภาพ เอ็ดเวิร์ด มอร์เดรก จาก American Horror Story

    เรื่องราวของเอ็ดเวิร์ด มอร์เดก กลายเป็นหนึ่งในตำนานสยองขวัญคลาสสิค ที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่มันนำมาซึ่งแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หลายอย่าง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบันเทิง เช่น บทเพลงชื่อ Poor Edward ของ ทอม เวตส์ ในอัลบั้ม Alice และในซีรีส์ American Horror Story : Freak Shows ตอน Edward Mordrake

เชื่อกันว่า อันที่จริงแล้ว เอ็ดเวิร์ดป่วยเป็นโรคชื่อ ไดโปรโซปุส (diprosopus) แปลตามภาษาละตินได้ว่า “คนสองหน้า″ เป็นโรคหายากชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมโดยกำเนิด ขณะที่มนุษย์เริ่มมีพัฒนาการในครรภ์ ร่างกายจะสร้างยีนชื่อ Sonic hedgehog (SHH) ที่ใช้กำหนดรูปร่างลักษณะใบหน้าและสมอง และจะสร้างโปรตีนชื่อเดียวกันในการสร้างอวัยวะต่าง ๆ

หากโปรตีน SHH ถูกสร้างมากเกินไป มันจะสร้างใบหน้าซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งเกิดภาวะไดโปรโซปุส และทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นเด็กสองหน้า แต่หากโปรตีน SHH ถูกสร้างน้อยเกินไป จะนำมาซึ่งภาวะตรงกันข้าม เช่นภาวะไซโคลเปีย (Cyclopia) หรือเด็กตาเดียวนั่นเอง

ที่มา http://hilight.kapook.com/view/135895

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1091414757590009

รัสเซียเคืองแน่! สหรัฐฯข่มขวัญ ส่งบินรบสุดล้ำ F-22 2 ลำมาโรมาเนีย (พิมพ์ลภัส)

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบเอฟ -22 แร็พเตอร์ 2 ลำ ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเครื่องบินรบที่มีความก้าวล้ำมากที่สุดในโลก มายังโรมาเนียเป็นครั้งแรก แถมยังเลือกชัยภูมิประจำการอยู่ที่ริมชายฝั่งทะเลดำ

เมื่อ 26 เม.ย. สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานกองทัพอากาศสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินขับไล่ F-22 แร็พเตอร์ ซึ่งถือเป็นเครื่องรบที่มีความก้าวล้ำมากที่สุดในโลก จำนวน 2 ลำมายังประเทศโรมาเนีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป เป็นครั้งแรกเมื่อ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา และเพียงสองสัปดาห์ หลังจากรัสเซียได้ส่งเครื่องบินรบบินประกบเหนือเรือรบอเมริกันในทะเลบอลติก

เครื่องบิน เอฟ-22 แร็พเตอร์ ทั้ง 2 ลำ ได้ลงจอดที่สนามบินมิฮาอิล โคกอลนิเซียนู ใกล้เมืองคอนแสตนตา ในโรมาเนีย ซึ่งเป็นบริเวณใกล้กับชายฝั่งทะเลดำ ติดชายแดนของประเทศยูเครน คาบสมุทรไครเมีย และซีวาสโตโปล ซึ่งเป็นฐานประจำการของกองเรือรัสเซียในทะเลดำ

ด้านกองทัพอากาศสหรัฐฯ ชี้แจงว่าการส่งเครื่องบินเอฟ -22 จำนวน 2 ลำ ไปยังโรมาเนียในครั้งนี้ เพื่อเข้าร่วมในการซ้อมรบของกองทัพนาโต (องค์กรสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ) อันเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการตอบโต้เร็วที่จะแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพของเครื่องบินรบสหรัฐฯ, นักบิน, ตลอดจนให้การสนับสนุนฐานปฏิบัติการ ขณะเดียวกัน เชื่อกันว่า การที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินขับไล่ เอฟ -22 ไปยังโรมาเนียนั้น ถือเป็นการโชว์ความแข็งแกร่งทางแสนยานุภาพของสหรัฐฯ ชาติพันธมิตรนาโตในทะเลดำ เพื่อหวังข่มขวัญรัสเซียเช่นกัน

ทั้งนี้ เครื่องบินขับไล่ เอฟ -22 แร็พเตอร์ เป็นเครื่องบินรบแบบ 2 เครื่องยนต์ที่สามารถบินหลบเรดาร์ เพราะสามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงถึง 2 เท่า จนยากที่จะถูกตรวจจับโดยเรดาร์ โดยใช้นักบินขับเครื่องบินเพียงคนเดียว มีการติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 20 มม., มิสไซล์หรือขีปนาวุธนำวิถีด้วยเรดาร์ และระเบิดนำวิถีด้วยเรดาร์ ซึ่งสามารถปฏิบัติภารกิจทั้งแบบยิงโจมตีจากอากาศสู่อากาศ และอากาศสู่ภาคพื้น

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/611497

โพสโดย  นางสาวพิมพ์ลภัส  เมืองงาม

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1091418064256345

อาหารเสริมอาจจะไม่มีสารเคมีที่สำคัญแบบที่เราคิดก็ได้ (ทิวากร)

อาหารเสริมอาจจะไม่มีสารเคมีที่สำคัญแบบที่เราคิดก็ได้

อาหารเสริมบางชนิดถูกทำขึ้นในห้องทดลองคล้ายคลึงกับการทำยา ชนิดอื่นๆนั้นอาจจะได้มากจากพืช แต่มันมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างอาหารเสริมเหล่านี้เกี่ยวกับการได้พวกมันมาอย่างไร กลุ่มที่ได้มาจากพืชนั้นดูเหมือนจะดีต่อสุขภาพมากกว่าเพราะว่ามันได้มาจากธรรมชาติ แต่ไม่มีการยืนยันว่า อาหารเสริมที่สกัดออกมาจากพืชนั้นประกอบไปด้วยสารเคมีที่คาดว่าทำให้สุขภาพนั้นดีขึ้น

ถ้าเกิดยานั้นเขียนว่ามันประกอบไปด้วย 200 มิลลิกรัมของสารไอบูโพรเฟนที่ใช้ในการบรรเทาอาการปวด มันควรที่จะมีปริมาณเท่านั้นจริงๆ ถ้าบริษัทขายให้พวกคุณมากกว่าหรือน้อยกว่าปริมาณที่ระบุไว้นั้น พวกเขาจะทำผิดกฏหมายทันที แต่ในกรณีของอาหารเสริมที่ได้มาจากพืชนั้นไม่ได้ประกอบไปด้วยจำนวนของสารเคมีที่ได้นั้นจริงๆ การระบุบนฉลากนั้นจะบอกว่ายาประกอบไปด้วยค่าจำนวนหนึ่งที่ได้มาจากพืชเริ่มต้นแทน ซึ่งพืชเหล่านี้จะมีสารเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ แต่มันมีปัญหาอยู่ก็คือ จำนวนของสารเคมีนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปมาได้เป็นวงกว้างจากพืชต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งและนั่นทำให้แต่ละบรรจุภัณฑ์ของอาหารเสริมนั้นไม่เท่ากัน

พืชนั้นสร้างสารเคมีมากกว่าหนึ่งชนิด เนื่อเยื่อของพวกมันประกอบไปด้วยสารเคมีเป็นจำนวนมาก บางทีอาจจะเกือบถึง 1000 ชนิด และจำนวนของแต่ละชนิดยังเปลี่ยนแปลงไปในระหว่างต้นอีกด้วย แม้ว่ามันจะถูกปลูกขึ้นมาในฟาร์มเดียวกันก็ตาม

สารเคมีในพืชจำนวนมาที่ถูกชี้ว่าเป็นอาหารเสริมนั้นจะเป็นกลุ่มสารเคมีที่ใช้ในการป้องกัน หรือที่เรียกว่าสารกลุ่มแอนไทออกซิแดนท์ ถ้าเกิดพืชมีความเครียดมาก มันอาจจะปล่อยสารกลุ่มนี้ออกมามากเป็นพิเศษ ถ้ามันไม่ได้อยู่ในสภาวะเครียด มันอาจจะผลิตออกมาเพียงเล็กน้อย

ผลไม้และผักจำนวนมากตามธรรมชาติจะมีสีสันที่หลากหลาย อาทิเช่นแครอท ส่วนประกอบที่ให้สีสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอาหารเสริมได้อีกด้วย

จำนวนของสารอาหารในดินยังสามารถส่งผลกระทบต่อสารเคมีในพืชได้อีกด้วย เมื่อสัดส่วนของสารอาหารในดินผิดไป พืชอาจจะไม่สามารถทำการผลิตหรือใช้สารเคมีในการเจริญเติบโตได้ ซึ่งรวมไปถึงสารเคมีที่การศึกษาทางด้านอาหารเสริมแสดงให้เห็นว่ามันมีประโยชน์ต่อมนุษย์

อาหารเสริมอาจจะขาดสารเคมีที่ดีต่อสุขภาพได้

ในการศึกษาหนึ่ง นักวิจัยจาก Geffen School of Medicine ที่ University of California, Los Angeles ได้ทำการศึกษาอาหารเสริมที่บรรจุสารเคมีจากทับทิม นักวิจัยพบว่า การกินผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้ชนิดนี้สามารถที่จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจได้ ข้อดีนี้สามารถตรวจพบได้ทั้งการทดลองในสัตว์และในคน การศึกษาหลายการศึกษาได้ทำการเชื่อมโยงข้อดีของทับทิมกับสารเคมีที่เรียกว่า แทนนิน

แต่ทับทิมสดนั้นแพงมาก มันไม่ได้มีอยู่ตลอดทั้งปี ดังนั้นบริษัททำอาหารเสริมจึงเก็บพวกมันไว้ในแคปซูล เม็ดยา หรือเม็ดยาแบบนิ่ม โดยอ้างว่ามีสารเคมีจากทับทิมอยู่ในนั้น อย่างไรก็ตามการศึกษาของ UCLA พบว่า จากอาหารเสริม 27 ชนิดที่พวกเขาทำการทดสอบ มี 17 ชนิดที่ไม่พบสารแทนนินเลย และมากกว่า 5 ชนิดมีสารแทนนินอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ที่มา:

J. Raloff. “Herbal supplementation can be an empty gesture.” Science News blog. August 25, 2009.

J. Raloff. “Vitamin E shields lungs from smog effects.”Science News blog. March 18, 2009.

S. Gaidos. “Foul play?” Science News for Students. April 9, 2008.

E. Sohn. “The buzz about caffeine.” Science News for Students. September 9, 2007.

J. Raloff. “Food colorings: Pigments make fruits and veggies extra healthful.” Science News. January 8, 2005.

J. Raloff. “A carrot rainbow (with recipe).” Science News blog. November 18, 2004.

J. Raloff. “A forget-me-not dietary supplement?” Science News blog. November 20, 2003.

J. Raloff. “Herbal lottery.” Science News. Vol. 163, June 7, 2003, p. 359.

J. Raloff. “E is for effort from athletes.” Science News blog. May 28, 2002.

J. Raloff. “Health benefits of another vitamin E (gamma tocopherol).” Science News. Vol. 151, April 5, 1997, p. 207.

“Sports Supplements.” TeensHealth.

U.S. Food and Drug Administration. “Questions and answers on dietary supplements.” Updated April 28, 2015.

Original Journal Source: Y. Zhang et al. Absence of pomegranate ellagitannins in the majority of commercial pomegranate extracts: Implications for standardization and quality control. Journal of Agricultural & Food Chemistry. Vol. 57, August 26, 2009, p. 7395. doi: 10.1021/jf9010017.

โพสโดย : ทิวากร  กลิ่นสุคนธ์

การหายใจอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษอาจจะกระตุ้นให้มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ (โสภณ)

การหายใจอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษอาจจะกระตุ้นให้มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้

การศึกษาในหนูทดลองพบว่า มลพิษทางอากาศไม่ได้แค่เพียงส่งผลกระทบต่อปอดเท่านั้น มันยังอาจจะส่งผลกระทบต่อไขมันบริเวณรอบเอวของพวกคุณอีกด้วย

เมืองหลวงของประเทศจีนหรือที่รู้จักกันดีว่า ปักกิ่ง ในบางครั้งจะมีระดับของมลพิษทางอากาศแย่ที่สุดในโลก ในวันที่แย่จริงๆนั้น อากาศสามารถที่จะบรรจุอนุภาคมลพิษขนาดเล็กได้มากกว่า 10 เท่าของที่ WHO ได้กำหนดไว้ว่าปลอดภัยต่อมนุษย์ ในการศึกษาใหม่ หนูทดลองที่ทำการหายใจอากาศเหล่านี้เข้าไปจะมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและสุขภาพโดยรวมไม่ดี เมื่อเทียบกับหนูทดลองที่สูดอากาศหายใจที่บริสุทธิ์กว่า ผลการทดลองแนะให้เห็นว่า การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศสามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการมีน้ำหนักที่มากกว่าปกติได้

และ Loren Wold เพิ่มเติมว่า “มันมีแนวโน้มค่อนข้างสูงมากที่จะเกิดขึ้นเช่นกันกับมนุษย์”

Wold ทำงานให้กับ Ohio State University ที่ Columbus ที่นั่น เขาทำการศึกษาว่า มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อหัวใจอย่างไร เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาในครั้งนี้ แต่เขาพูดว่า มันมีความสอดคล้องกันกับหลายการศึกษาซึ่งแนะว่า มลพิษทางอากาศนั้นมีผลกระทบต่อกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม ซึ่งใช้ในการจัดการอาหารภายในร่างกายสำหรับการสร้างพลังงาน

อากาศที่มีมลพิษนั้นประกอบไปด้วย อนุภาคของเถ้า ฝุ่นและสารเคมีอื่นๆ ในบางครั้ง อนุภาคเหล่านี้มีมากมายจนทำให้เกิดหมอกหนาทึบที่ทำให้การมองเห็นนั้นลดลงได้

การศึกษาก่อนหน้าในกลุ่มเด็กอายุ 18 ปีที่ Southern California พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการจราจรที่ติดขัดกับปริมาณ BMI ที่เพิ่มขึ้นสูง ในกลุ่มพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัดมีแนวโน้มที่จะมีอนุภาคขนาดเล็กเจือปนในอากาศปริมาณสูงเช่นกัน การศึกษาอีกอันหนึ่งค้นพบว่า เมื่อหนูที่กำลังตั้งครรภ์ได้สัมผัสกับควันเสียของเครื่องยนต์ดีเซล ลูกของมันจะมีน้ำหนักมากผิดปกติ และมีอาการอักเสบในบริเวณสมองด้วย

ในการศึกษาใหม่ นักวิจัยได้ทำการทดสอบว่า มลพิษในอากาศของเมืองปักกิ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของหนูทดลองที่ตั้งครรภ์อย่างไร

Jim Zhang เป็นนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ Duke University ใน Durham เขาและทีมวิจัยของเขาได้นำหนูทดลองไปไว้ในกล่องสองกล่องในที่ร่มของเมืองปักกิ่ง พวกเขาทำการปล่อยมลพิษทางอากาศของเมืองปักกิ่งเข้าไปโดยตรงในกล่องใบหนึ่ง ส่วนท่ออากาศของอีกหนึ่งกล่องนั้นจะมีตัวกรองทำหน้าที่ในการกรองอากาศอยู่ ตัวกรองจะทำการกำจัดอนุภาคขนาดใหญ่จากอากาศและประมาณ 2 ใน 3 ของอนุภาคขนาดเล็ก สิ่งนี้จะมีลักษณะคล้ายกับอากาศที่คนทั่วไปสูดหายใจในชนบทของประเทศสหรัฐอเมริกา

หนูทดลองทั้งหมดจะทานอาหารเหมือนกันทั้งชนิดและปริมาณ แต่หลังจากนั้น 19 วัน หนูทดลองที่ตั้งครรภ์ซึ่งหายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไปนั้นจะมีน้ำหนักมากกว่าหนูทดลองที่หายใจอากาศที่ได้รับการกรอง พวกมันยังมีระดับของคลอเรสเตอรอลที่สูงอีกด้วยในกระแสเลือดซึ่งมากกว่ากลุ่มหนูทดลองที่หายใจอากาศที่ได้รับการกรอง

กลุ่มที่หายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไปมีระดับของอาการอักเสบที่สูง ซึ่งเป็นสัญญาณของเนื้อเยื่อที่ได้รับการทำลาย หนูในกลุ่มนี้ยังมีการต่อต้านสารอินซูลินที่สูงด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่าร่างกายของพวกมันไม่ตอบสนองกับสารอินซูลิน ฮอร์โมนที่ช่วยในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน การต่อต้านอินซูลินสามารถทำให้เกิดโรคเบาหวานได้

เมื่อนำผลมารวมกัน อาการนี้ชี้ให้เห็นว่าหนูทดลองมีการพัฒนาการเป็นโรค metabolic syndrome ซึ่งทำให้พวกมันมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน

ในระหว่างการทดลอง หนูที่ตั้งครรภ์จะทำการคลอดลูก ลูกของพวกมันจะอยู่ในกล่องเดียวกันกับที่แม่อยู่ และหนูวัยเด็กที่ได้รับอากาศที่มีมลพิษจะมีน้ำหนักมากกว่าหนูที่เกิดมาจากแม่ที่อาศัยอยู่ในอากาศที่สะอาดกว่า เช่นเดียวกันกับแม่ของมัน ลูกหนูที่เกิดมาจากการหายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไปจะมีอาการอักเสบและการต่อต้านสารอินซูลินด้วย

Zhang และ Wold กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับระดับมลพิษในอากาศสามารถที่จะช่วยให้คนเราจัดการปัญหาความเสี่ยงทางด้านสุขภาพได้ ในวันที่ระดับของมลพิษทางอากาศนั้นสูงมาก พวกเขาแนะนำว่าให้อยู่ในพื้นที่ในร่มถ้าเป็นไปได้ หรืออย่างน้อยให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆในที่แจ้ง

ที่มา:

K. Kowalski. “Tiny air pollutants are big, big killers.” Science News for Students. February 24, 2016.

T. Haelle. “Allergies linked to obesity and heart risks.” Science News for Students. January 5, 2016.

A. Yeager. “Heart damage linked to obesity in kids.” Science News for Students. December 3, 2015.

J. Raloff. Some air pollutants seep through skin. Science News for Students. November 5, 2015.

S. Oosthoek. “Air pollution can mess with our DNA.” Science News for Students. January 22, 2015.

A.P. Stevens. “Nano air pollutants strike a blow to the brain.” Science News for Students. December 17, 2014.

S. Oostoek. “ADHD linked to air pollutants.” Science News for Students. December 5, 2014.

S. Ornes. “Bad for breathing.” Science News for Students. March 8, 2013.

E. Sohn. “Kids now getting ‘adult’ disease: More kids are developing diabetes, and obesity is a major reason why.” Science News for Students. April 24, 2009.

Original Journal Source: Y. Wei et al. Chronic exposure to air pollution particles increases the risk of obesity and metabolic syndrome: Findings from a natural experiment in Beijing. FASEB Journal (Published by the Federation of American Societies for Experimental Biology). Posted early online February 18, 2016. doi: 10.1096/fj.201500142.

โพสโดย : โสภณ ชูแก้ว

การแชทหรือการส่งข้อความในตอนกลางคืนส่งผลต่อการนอนหลับของวัยรุ่นและผลการเรียน (ปรัชญาณัชญ์)

จากผลการศึกษาล่าสุดของมหาวิทยาลัย Rutgers ได้รายงานว่า “หยุดแชทหรือหยุดส่งข้อความไม่ได้ใช่มั้ย” ถ้าคุณเป็นวัยรุ่นแล้วหล่ะก็ นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้ผลการเรียนตกและทำให้รู้สึกง่วงนอนและมักจะหาวตลอดเวลาตอนอยู่ที่โรงเรียนงานวิจัยนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Child Neurology ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกสำหรับการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการแชทหรือการส่งข้อความในตอนกลางคืนของวัยรุ่นอเมริกันเข้ากับสุขภาพการนอนหลับและผลการเรียน

Xue Ming ศาสตราจารย์ด้านระบบประสาทและประสาทวิทยาที่มหาวิทยาลัย Rutgers New Jersey Medical School ได้กล่าวว่า “พวกเราต้องระวังวัยรุ่นที่กำลังใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากเกินไป ที่อาจส่งผลกระทบต่อกลไกทางชีวภาพ วัยรุ่นเหล่านี้มักจะนอนดึกและตื่นสาย ซึ่งเป็นการทำลายจังหวะทางธรรมชาติของร่างกาย ที่ทำให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของพวกเขาลดลง”

The American Academy of Pediatrics รายงานว่าการใช้สื่อกับเด็กในทุกช่วงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ การศึกษามากมายพบว่าเด็กอายุ 8 ถึง 18 ปี ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน

การศึกษาของ Ming เป็นส่วนเล็กๆแต่ถือได้ว่าเป็นหลักฐานที่กำลังจะกลายเป็นสิ่งสำคัญของผลกระทบในเชิงลบของเครื่องมือสื่อสารที่มีผลต่อการนอนหลับและการเรียนรู้ที่โรงเรียน อย่างไรก็ดี Ming กล่าวว่า มันยังมีการศึกษากันน้อยมากที่มุ่งความสนใจไปที่สาเหตุจากการพิมพ์-ส่งข้อความ

“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา Ming ได้สังเกตเห็นว่าคนไข้ที่ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนมากขึ้น จะมีปัญหาในการนอนหลับเพิ่มมากขึ้นด้วย Ming ต้องการแยกประเด็นที่ว่าการพิมพ์ส่งข้อความในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากปิดไฟในห้องนอนแล้วนั้น มันส่งผลต่อปัญหาในการนอนหลับและประสิทธิภาพในการเรียนรู้อย่างไร”

ในการศึกษาของ Ming นั้น Ming ได้ทำการสำรวจนักเรียนมัธยมใน New Jersey ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนรัฐบาลที่อยู่นอกเมืองและในเมือง และนักเรียนโรงเรียนเอกชน รวมทั้งสิ้น 1,537 คน ที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของเกรดเฉลี่ย เพศ ช่วงเวลาในการรับ-ส่งข้อความและการพิมพ์ข้อความในช่วงก่อนหรือหลังปิดไฟเข้านอน

Ming พบว่านักเรียนที่ปิดอุปกรณ์สื่อสารหรือมีการการแชท-ส่งข้อความที่ใช้เวลาน้อยกว่า 30 นาที หลังจากปิดไฟเข้านอนจะมีผลการเรียนดีกว่านักเรียนที่ใช้อุปกรณ์สื่อสารนานกว่า 30 นาที หลังจากปิดไฟ จากการศึกษา Ming พบว่านักเรียนที่พิมพ์-ส่งข้อความในความมืดจะนอนน้อยและรู้สึกเพลียหรือง่วงนอนในระหว่างวันมากกว่ากลุ่มที่หยุดส่งข้อความเมื่อพวกเขาเข้านอน และพวกเขายังพบอีกว่าการพิมพ์ข้อความก่อนที่จะปิดไฟนั้นไม่มีผลต่อการเรียนแต่อย่างใด

Ming กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าจะมีรายงานว่าเด็กผู้หญิงจะพิมพ์-ส่งข้อความและมีอาการง่วงนอนในตอนกลางวันมากกว่าเด็กผู้ชายก็ตาม แต่เด็กผู้หญิงกลับมีผลการเรียนที่ดีกว่า ทั้งนี้เพราะเด็กผู้หญิงจะพิมพ์-ส่งข้อความในช่วงเวลาก่อนปิดไฟเข้านอนเป็นส่วนใหญ่ โดยการปลดปล่อยของแสงสีฟ้า “blue light”จากโทรศัพท์หรือแท็ปเลทจะเข้มขึ้น เมื่ออยู่ภายในห้องมืด แสงความยาวคลื่นสั้นนี้มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออาการง่วงนอนตอนกลางวัน เพราะมันจะไปชะลอการหลั่งเมลาโทนิน ทำให้นอนไม่หลับ ถึงแม้ว่าจะหลับตาลงแล้วก็ตาม” “เมื่อพวกเราปิดไฟลง ร่างกายก็ควรจะเปลี่ยนจากสภาวะตื่นเข้าสู่สภาวะพักผ่อน แต่ถ้าคนที่ยังคงพิมพ์-ส่งข้อความต่อไปจะทำให้สมองยังคงตื่นตัว และเมื่อรวมเข้ากับแสงสีฟ้าที่ถูกปลดปล่อยออกมา มันก็จะสามารถรบกวนจังหวะรอบวัน ช่วงการนอนหลับลึก (Rapid Eye Movement) ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้ การรวบรวมความทรงจำ และการปรับตัวทางสังคมของวัยรุ่น ดังนั้นเมื่อช่วงการนอนหลับลึกถูกชะลอออกไปแต่ระยะเวลาในการพักผ่อนไม่ได้เพิ่มตาม การหลับลึกในขั้น REM จะถูกทำให้หดสั้นลง ซึ่งจะกระทบต่อการเรียนรู้และความทรงจำ”

Ming ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการใช้สื่อในช่วงเย็นถึงหัวค่ำ อาทิเช่น ความสะดวกในการประสานงานของโครงงานวิจัยที่โรงเรียน การอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ที่เพียงพอสำหรับการติวหนังสือสอบ การเพิ่มความพร้อมของโรงเรียน หรือการสร้างระบบที่ส่งเสริมในเรื่องของอารมณ์

Ming ได้แนะนำว่าคุณครูควรตระหนักถึงความต้องการในการนอนหลับของวัยรุ่นและการนำเอาการศึกษาการนอนหลับใส่เข้าไปในหลักสูตร “การนอนไม่ใช่สิ่งที่ไม่จำเป็น แต่มันคือความต้องการทางชีววิทยา เด็กวัยรุ่นควรได้นอนหลับพักผ่อนเป็นระยะเวลา 8 ชั่วโมงครึ่งถึงจะเพียงพอต่อความต้องการ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอได้เป็นประเด็นที่สำคัญในการถกเถียงกันว่า การเลื่อนเวลาโรงเรียนเข้าเป็น 9 โมงหรือไม่”

ที่มา https://www.sciencedaily.com/releases/2016/01/160126162227.htm

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/504727
โพสโดย : ปรัชญาณัชญ์  ดวงใจ

​การติดเกมทำให้สมาธิสั้น (ปรัชญาณัชญ์)

​การติดเกมทำให้สมาธิสั้น

เด็กหนุ่มและชายโสดพึงระวังไว้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าการติดเกมนั้นอาจจะทำให้เป็นโรคสมาธิสั้น หรือหนักๆอาจจะกลายเป็นโรคทางจิตได้เลยทีเดียว

“การติดเกมนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปกับคนหนุ่ม และคนที่ไม่ค่อยจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น” ดร.เซซิลี เชา แอนเดรสเซน นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเบอร์เกน นอร์เวย์เผย

ดร.เชา แอนเดรสเซน เก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมการทดลอง 20,000 คน ตอบคำถามเกี่ยวกับการติดวิดีโอเกม และได้เผยแพร่ผลการวิจัยในวารสารวิชาการ Psychology of Addictive Behaviors ของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน

ผลการวิจัยเผยว่า การติดเกมนั้นมีความสัมพันธ์กับการขาดสมาธิและมีอาการไฮเปอร์ ทำให้เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ และเป็นโรคซึมเศร้าได้

“การติดเกมมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดกลไกการหนี ทำให้เกิดโรคทางจิตเพื่อจะบรรเทาความรู้สึกไม่ดี หรือเพื่อบรรเทาร่างกายที่ไม่ค่อยได้พักผ่อน” ดร.แอนเดรสเซน เผย

“การศึกษาครั้งนี้ชี้ว่า นโยบายป้องกันการพัฒนาเกมในลักษณะทำลายสุขภาพ ควรจะพุ่งเป้ามาที่คนหนุ่มที่มีพฤติกรรมเหล่านี้”

นอกจากนี้ การศึกษาครั้งนี้ยังชี้ว่า การติดวิดีโอเกมและคอมพิวเตอร์เกมนั้นแตกต่างกันในชายและหญิง

“ผู้ชายมักจะติดเกมออนไลน์ การพนัน การดูภาพอนาจาร ได้ง่ายกว่าผู้หญิง ขณะที่ผู้หญิงมักจะติดสังคมออนไลน์ การแชท และการช็อปปิ้งออนไลน์”

ในงานวิจัยชิ้นนี้ นักวิจัยได้ใช้กฎเกณฑ์ 7 ข้อที่จะระบุว่ามีอาการติดเกมหรือไม่ (อ้างจาก Lemmens และคณะ 2009) เริ่มจากให้ประเมินตัวเองในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่”ไม่ได้เล่นเลย” จนถึง”เล่นบ่อยมาก” จากนั้นให้ประเมินตาม”สัญญาณเตือน”อาการติดเกม

* คุณคิดถึงการเล่นเกมทั้งวัน

* คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นเกม

* คุณเล่นเกมเพื่อลืมเรื่องราวในชีวิตจริง

* คนอื่นไม่สามารถบอกให้คุณลดการเล่นเกมได้

* คุณรู้สึกแย่หากเล่นเกมไม่ได้

* คุณเคยทะเลาะกับคนอื่น (เช่น ครอบครัว เพื่อน) เวลาที่คุณเล่นเกม

* คุณละทิ้งการทำกิจกรรมอื่นๆ (เช่น การเรียน การทำงาน กีฬา) เพื่อมาเล่นเกม

หากว่ามีอาการ 4 จาก 7 ข้อนี้หมายถึงว่า คุณติดวิดีโอเกมแล้วและมีผลเสียงต่อสุขภาพ การงาน การเรียน และความสัมพันธ์กับสังคม

“อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ในสังคมก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับวิดีโอเกม และยังควบคุมมันได้อยู่” ดร.อันเดรสเซน เผย

อ้างอิง: University of Bergen. (2016, April 25). Videogame addiction linked to ADHD. ScienceDaily. Retrieved April 25, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/04/160425095529.htm

งานวิจัย: Cecilie Schou Andreassen, Joël Billieux, Mark D. Griffiths, Daria J. Kuss, Zsolt Demetrovics, Elvis Mazzoni, Ståle Pallesen. The relationship between addictive use of social media and video games and symptoms of psychiatric disorders: A large-scale cross-sectional study.. Psychology of Addictive Behaviors, 2016; 30 (2): 252 DOI:10.1037/adb0000160

ภาพจาก: http://familybootcamp.org/

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/504742
โพสโดย : ปรัชญาณัชญ์  ดวงใจ