คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2016

30 ปี ‘เชอร์โนบิล’ โรคร้ายยังส่งต่อ-เหยื่อภัยพิบัติถูกทอดทิ้งในเงามืด

(ภาพ: AFP)

เมื่อวันอังคารที่ 26 เม.ย. เป็นวันครบรอบ 30 ปี การระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เชอร์โนบิล ทางเหนือของประเทศยูเครน เมื่อปี 1986 ซึ่งทำให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหลปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และเปลี่ยนมุมมองของโลกที่มีต่อพลังงานนิวเคลียร์ไปตลอดกาล

ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 30 ปี จากหายนะในครั้งนั้น ความรู้สึกหวาดกลัวได้เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ภัยมืดจากผลกระทบของกัมมันตภาพรังสี ยังทำร้ายชีวิตผู้คนที่อาศัยใกล้เมืองเชอร์โนบิล เด็กจำนวนมากเกิดมาพร้อมกับโรคแต่กำเนิด หรือโรคมะเร็งหายาก ขณะที่การปฏิบัติจากภาครัฐทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเริ่มรู้สึกว่า พวกเขาถูกทางการทอดทิ้งแล้ว

เจ้าหน้าที่ของโรงงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล ถือเทียนในพิธีไว้อาลัยแก่เจ้าหน้าที่และพนังงานดับเพลิงที่เสียชีวิตตอนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิด (ภาพ: REUTERS)

จุดเริ่มต้นมหันตภัยนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดในโลก

ภัยพิบัติเชอร์โนบิล เริ่มขึ้นจากการที่วิศวกรทดสอบการทำงานของระบบหล่อเย็น และระบบทำความเย็นฉุกเฉินของแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่การทดสอบล่าช้าจนถึงช่วงกลางคืน ก่อนเกิดแรงดันไอน้ำสูงขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติไม่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขึ้นจนทำให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 หลอมละลาย และเกิดระเบิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันที่ 26 เม.ย. 1986

ผลจากการระเบิด ทำให้เกิดขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีพวยพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศยาวนานถึง 10 วัน ขี้เถ้าปกคลุมทางตะวันตกของสหภาพโซเวียต, ยุโรปตะวันออก, ยุโรปตะวันตก และยุโรปเหนือ พื้นที่กว่า 200,000 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 71% ของประเทศเบลารุส, รัสเซีย และยูเครน ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ทำให้ทางการของทั้ง 3 ประเทศต้องอพยพประชาชนรวมกว่า 336,000 คนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ขณะที่พื้นที่รัศมี 30 กม. รอบโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ถูกประกาศให้เป็นเขตอันตราย (exclusion zone)

เหตุระเบิดครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีหลังเกิดระเบิด จำนวน 31 คน โดยเป็นคนงานภายในโรงงานเชอร์โนบิล ขณะที่ รายงานในการประชุม ‘เชอร์โนบิล ฟอรัม’ ในปี 2005 ระบุว่า ในอนาคตอาจมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับกัมมันตภาพรังสีอีกกว่า 4,000 คน

เมืองปริปยัต ใกล้เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่เกิดระเบิด กลายเป็นเมืองร้างมานาน 30 ปี (ภาพ: AP)

ผลกระทบต่อสุขภาพยังดำเนินมาถึงปัจจุบัน

เป็นประเด็นถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่า กัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนอย่างไร ที่เห็นชัดที่สุดคือการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ ซึ่งหายาก โดยการศึกษาของคณะกรรมการวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติ (UNSCEAR) ในปี 2005 พบว่ามีเด็กและผู้เยาว์ป่วยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์มากถึง 6,000 ราย

UNSCEAR ยังชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าจะเกิดข้อบกพร่องทางพันธุกรรมในระยะยาว โดยพบทารกที่เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในปีแรกๆ หลังเหตุภัยพิบัติเชอร์โนบิล

ในปัจจุบัน แม้ระดับการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในหลายพื้นที่จะลดระดับลงมา แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ยังถูกพบเห็นในประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เขตอันตราย โดย ดร.เรเชล เฟอร์เลย์ กุมารแพทย์ชาวอังกฤษ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ‘สะพานสู่เบลารุส’ (Bridges to Belarus) ระบุว่า เธอเคยทำคลอดหญิงที่สัมผัสกับกัมมันตภาพรังสีหลายรายในเมืองโกเมล ของ เบลารุส และพบว่ามีเด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับความพิการ ทารกคนหนึ่งเกิดมามี 2 หัว

ดร.เฟอร์เลย์ ยังพบด้วยว่า ในหมู่เด็กกว่า 800 คนในเมืองโกเมล ที่มูลนิธิของเธอให้การดูแล กว่าครึ่งป่วยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ ทั้งที่ตลอดชีวิตการทำงานในอังกฤษของเธอ เธอพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์เพียง 2 คนเท่านั้น

ครอบครับของวิคตอเรีย เวโตรวา ในเมืองซาลีชานี ในทางตะวันตกเฉียงใต้ของโรงงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล ลูกของเธอคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งไทรอยด์ (ภาพ: AP)

ด้าน ศาสตราจารย์คอนสแตนติน โลกานอฟสกี จากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งชาติยูเครน ผู้ศึกษากผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีต่อสุขภาพในระยะยาว ก็ออกมาเปิดเผยว่า กัมมันตภาพรังสีมีผลกระทบต่อเซลล์ประสาท

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพิสูจน์แล้วว่าเซลล์ประสาทแบ่งตัว ดังนั้นมันจึงเสี่ยงอันตรายจากกัมมันตภาพรังสีมาก โดยเฉพาะเซลล์ในส่วนฮิปโปแคมปัส และสมองส่วนหน้า ซึ่งทำให้เกิดความบกพร่องต่างๆ เช่น ความบกพร่องทางสติปัญญา, ทางพฤติกรรม, ทางความคิด และทางอารมณ์ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า จนกระทั่งฆ่าตัวตายได้” ศาสตราจารย์โลกานอฟสกี กล่าว

“แน่นอนว่าผู้สะสางสารกัมมันตภาพรังสีขั้นสุดท้าย (ที่เชอร์โนบิล จำนวนกว่า 500,000 คน), ผู้อพยพ, และเด็กๆ ได้รับกัมมันตภาพรังสีในระดับสูงสุด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนเหล่านี้ส่งต่อผลกระทบไปยังลูกของพวกเขา หรือส่งต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน”

มาเรีย อูรูปา หญิงชาวยูเครนวัย 80 ปีผู้อาศัยอยู่ในเขตอันตราย ใกล้โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล (ภาพ: AFP)

30 ปีให้หลัง เหยื่อกลับถูกทิ้งในเงามืด

ขณะเดียวกัน ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดว่าปนเปื้อนรังสีใกล้กับเขตอันตรายในยูเครน ยังคงต้องใช้ชีวิตไปตามอัตภาพอย่างเงียบๆ พร้อมกับปัญหาสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะในเด็ก ซึ่ง ดร.ออคซานา คาดุน หัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลอีวานคอฟ ในยูเครน ซึ่งอยู่ใกล้เขตอันตรายที่สุด ระบุว่า มีเด็กกว่า 4,000 คนในเขตปนเปื้อนมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้คนจำนวนมากจำต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่อันตรายเช่นนี้อย่างไม่มีทางเลือก อย่างเช่นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตที่ 4 ซึ่งถูกประกาศเป็นเขตปนเปื้อนรังสี แต่ไม่มากถึงขนาดต้องอพยพ ผู้คนทำงานในที่ดินเล็กๆ ด้วยมือเปล่า ไม่มีเงินแม้จะซื้ออาหาร ต้องเพาะปลูกอาหารของตัวเอง และปศุสัตว์บนที่ดินที่พวกเขารู้แก่ใจว่าปนเปื้อนรังสี “เราใช้ในสิ่งที่เรามี” นางอันนา โปโกเรโลวา ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนี้กับลูก 2 คน กล่าว

ท่ามกลางปัญหาทางสุขภาพ รวมทั้งปัญหาในด้านสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสี รัฐบาลยูเครนกลับดำเนินการตัดลดเงินทุน และสิทธิ์ประโยชน์สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีในหลายภูมิภาคของประเทศ และจัดประเภทเขตที่เคยถูกจัดให้เป็นเขตปนเปื้อนรังสีใหม่ด้วย

มาตรการเหล่านี้หมายความว่า เหยื่อภัยพิบัติเชอร์โนบิล จะไม่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนอย่างที่เคยได้ เช่น ยา ทุนการศึกษา และค่าเดินทาง โดยรัฐบาลยูเครนซึ่งกำลังประสบปัญหาทางการเงิน และเสี่ยงผิดชำระหนี้ต่างประเทศ อ้างว่าพวกเขาต้องเลือกตัวเลือกที่ยากลำบากเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด แต่ผู้ได้รับผลกระทบหลายคนกลับรู้สึกว่า รัฐบาลพยายามที่จะไม่สนใจสภาพของพวกเขามากกว่า

“เรามีความรู้สึกว่า พวกเขาอยากให้พวกเราตายไปเสียที” นาเดชดา มาคาเรวิช อดีตชาวเมืองปริปยัต ซึ่งตั้งอยู้ใกล้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ที่สุด กล่าว

โดมกักกันขนาดใหญ่เพื่อนำไปครอบปิดเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 จะสร้างเสร็จในปลายปีหน้าซึ่งคาดว่าจะป้องกันรังสีรั่วไหลได้นานถึง 100 ปี (ภาพ: AP)

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/612944

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1093630210701797

‘เคลท์-4เอบี’ โลกที่มี 3 ดวงอาทิตย์

ภาพ-NASA-JPL-Caltech

ทีมวิจัยจากศูนย์ศึกษาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ฮาวาร์ด-สมิธโซเนียน ในสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ผลงานการค้นพบทางดาราศาสตร์ใหม่ในวารสารวิชาการด้านดาราศาสตร์ “ดิ แอสโตรโนมิคอล เจอร์นัล” ฉบับล่าสุด ระบุว่า ระบบดาวเคลท์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเชื่อกันว่าเป็นระบบดาวคู่ หรือไบนารี สตาร์ นั้น แท้จริงแล้วมีดาวฤกษ์อยู่ในระบบถึง 3 ดวง ส่งผลให้ดาวเคราะห์ “เคลท์-4เอบี” ซึ่งทีมวิจัยกำลังศึกษาอยู่นั้นกลายเป็นดาวเคราะห์ในระบบดาวพหุ หรือระบบดาวหลายดวงไปในที่สุด

ระบบดาวที่มีดาวฤกษ์อยู่ภายใน 3 ดวง โดยมีวงโคจรที่เสถียรอยู่ในระบบนั้นตรวจสอบพบได้ค่อนข้างยาก ก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบมาแล้วเพียง 3 ระบบ ทำให้ระบบดาวใหม่นี้เป็นเพียงระบบดาว 3 ดวงที่เป็นที่รู้จักกันเป็นระบบที่ 4 เท่านั้น

ระบบดาวที่ค้นพบใหม่ ซึ่งเดิมเชื่อกันว่าเป็นระบบดาวคู่ เคลท์-เอบี นั้น มีดาวฤกษ์ “เคลท์-เอ” อยู่บริเวณใจกลางทำหน้าที่เหมือนเป็นดวงอาทิตย์ของระบบ ในเวลาเดียวกันก็มี “เคลท์-บี” และ “เคลท์-ซี” เป็นดาวฤกษ์อีก 2 ดวง ซึ่งต่างโคจรอยู่โดยรอบซึ่งกันและกัน โดยใช้เวลาราว 30 ปี จึงโคจรครบ 1 รอบ แต่ขณะเดียวกันดาวฤกษ์ทั้ง 2 ก็เคลื่อนตัวไปตามวงโคจรที่ชัดเจนรอบ “เคลท์-เอ” พร้อมกันไปด้วย โดยประเมินว่าดาวฤกษ์ทั้งสองใช้เวลาประมาณ 4,000 ปี จึงสามารถโคจรรอบ “เคลท์-เอ” ได้หนึ่งรอบ

ระบบดาวเคลท์นั้นนักดาราศาสตร์รู้จักกันมานานหลายปีแล้ว เดิมทีนักดาราศาสตร์ระบุว่า เคลท์-บี และเคลท์-ซี นั้นเป็นดาวฤกษ์ดวงเดียว แต่ทีมวิจัยฮาวาร์ด-สมิธโซเนียน ซึ่งกำลังศึกษาดาวเคราะห์ “เคลท์-4เอบี” ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ในระบบดาวนี้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ซึ่งมีระบบทำงานอัตโนมัติแบบเดียวกับหุ่นยนต์ ใน 2 ทวีปตรวจสอบพบว่าเป็นดาวฤกษ์สองดวงถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกจากกล้องในแอริโซนา อีกครั้งจากกล้องในแอฟริกาใต้

ทีมวิจัยค้นพบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ระหว่างพยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเคราะห์ เคลท์-4เอบี ดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยก๊าซขนาดใกล้เคียงกันกับดาวพฤหัสบดี ซึ่งนับว่ามีขนาดใหญ่มาก แต่กลับโคจรอยู่ในระยะใกล้กับดาวฤกษ์ของระบบมาก โดยใช้เวลาราว 3 วันก็สามารถโคจรรอบดาวฤกษ์ของระบบได้ครบ 1 รอบ ทั้งๆ ที่โดยทฤษฎีแล้ว “เคลท์-4เอบี” ควรจะอยู่ห่างออกมามากกว่านั้น การค้นพบระบบดาวคู่ (เคลท์-บี กับเคลท์-ซี) อยู่ภายในระบบดาวเคลท์ครั้งนี้ทำให้ทีมวิจัยสันนิษฐานว่า ระบบดาวคู่นี้เองที่ส่งอิทธิพลต่อ “เคลท์-4เอบี” ทำให้เข้าไปอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์เคลท์-เอ ที่เป็นดวงอาทิตย์ของระบบมากถึงขนาดนั้น

ทีมวิจัยยังระบุด้วยว่า ถ้าหากเราขึ้นไปยืนอยู่บนพื้นผิวของดาวเคราะห์ เคลท์-4เอบี เราจะเห็นดวงอาทิตย์ของระบบ คือ เคลท์-เอ มีขนาดใหญ่มหึมา ใหญ่กว่าที่เราเห็นดวงอาทิตย์จากพื้นผิวโลกถึง 40 เท่า ในเวลาเดียวกันผู้ที่อยู่บนเคลท์-4เอบี ก็จะมองเห็นดาวฤกษ์อีก 2 ดวงพร้อมกันไปด้วย แต่ในขนาดที่เล็กกว่าและแสงจ้าน้อยกว่า โดยคาดว่าจะไม่สว่างกว่าเราเห็นดวงจันทร์จากพื้นโลกแน่นอน

การค้นพบครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับแวดวงดาราศาสตร์ตรงที่ระบบดาวเคลท์จะกลายเป็นระบบดาวหลายดวงที่อยู่ใกล้โลกเรามากที่สุด มากกว่าระบบดาว 3 ดวงอาทิตย์ระบบอื่นๆ

ส่งผลให้ง่ายต่อการศึกษาทั้งดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ในระบบมากกว่าระบบอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/102123

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1093928244005327

‘สตีเฟน ฮอว์กิ้ง’ ยัน’หลุมดำ’มีทางออก!

(ภาพ-PAT GREENHOUSE/BOSTON GLOBE)

(ภาพ-PAT GREENHOUSE/BOSTON GLOBE)

“สตีเฟน ฮอว์กิ้ง” ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการศึกษาทฤษฎีจักรวาลวิทยา ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ได้รับเชิญไปบรรยายพิเศษว่าด้วยหลุมดำเป็นเวลานาน 1 ชั่วโมง เนื่องในวาระการเปิดศูนย์วิจัยหลุมดำ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยนอกจากนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับสูงผู้นี้จะแสดงทรรศนะว่าด้วยหลุมดำไว้หลายแง่มุมแล้วยังแทรกอารมณ์ขันเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้เป็นระยะๆ อีกด้วย

โดยความเข้าใจทางด้านฟิสิกส์ทั่วไป หลุมดำ เกิดขึ้นจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หมดพลังที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ของตัวเองลง ทำให้ไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงของตัวเองได้จนยุบตัวลงไป ฮอว์กิ้งระบุว่า กว่าตนจะได้ข้อสรุปว่าหลุมดำมีอยู่จริงและสามารถปลดปล่อยอนุภาคต่างๆ ออกมาได้ก็ต้องใช้เวลานานหลายปีมาก ทั้งยังตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เอง ก็ยังกังขาว่าหลุมดำมีอยู่จริงหรือไม่

ศาสตราจารย์ฮอว์กิ้งยืนยันว่า หลุมดำไม่ได้ดำสนิทอย่างชื่อเรียก และถึงแม้ว่าแสงไม่อาจหลุดรอดออกมาจากหลุมดำได้ แต่ตนเชื่อว่าหลุมดำยังมีทางออก ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นช่องทางออกไปสู่อีกจักรวาลหนึ่ง

“หลุมดำไม่ได้เป็นเรือนจำนิรันดร์กาลอย่างที่เราเคยคิดกันก่อนหน้านี้ หลายๆ อย่างสามารถออกมาจากหลุมดำได้ ทั้งที่เป็นการเข้า-ออกจากภายนอก และเป็นไปได้ว่าจะเป็นทางผ่านไปยังอีกจักรวาลหนึ่ง ดังนั้น ถ้าคุณไปติดอยู่ในหลุมดำ ไม่ต้องกลัว อย่ายอมแพ้ ยังคงมีทางออกอยู่” ฮอว์กิ้งกล่าว

“หลุมดำเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดเกินกว่าอะไรๆ ที่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์สามารถฝันถึงได้ แต่เป็นสิ่งที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นแน่นอน” ศาสตราจารย์ฮอว์กิ้งวัย 74 ปีระบุ โดยชี้ว่า หลักฐานแรกสุดและหนักแน่นที่สุดซึ่งพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของหลุมดำก็คือ การค้นพบคลื่นแรงโน้มถ่วงเมื่อเร็วๆ นี้ และมีการเปิดเผยกันออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งยังเปิดเผยด้วยว่า เป็นไปได้ที่หลุมดำอาจมีขนาดใหญ่มหึมา ขนาดเท่ากับระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์ถึงดาวพฤหัสบดี ซึ่งหมายความว่าอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1,600 ล้านกิโลเมตร หรือไม่ก็อาจมีขนาดเล็กมากขนาดเท่ากับภูเขาสักลูกหนึ่งก็ได้

นอกจากนั้นยังแสดงความเชื่อว่า มนุษย์เราสามารถสร้างหลุมดำขนาดจิ๋วขึ้นมาได้ โดยอาศัยเครื่องเร่งอนุภาคเหมือนอย่างที่ติดตั้งอยู่ที่เซิร์น ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกล่าวตลกๆ ว่า คนไหนที่พบวิธีการสร้างหลุมดำควรได้รับรางวัลโนเบลไปครอง

ศาสตราจารย์ฮอว์กิ้งกล่าวว่า ตนให้ความสนใจกับการทำความเข้าใจเรื่องลึกลับอย่างหนึ่งของหลุมดำมาก นั่นคือเรื่องที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสสารถูกดูดเข้าไปภายใน และย้ำว่า ตนไม่เชื่ออีกต่อไปแล้วว่าเนื้อหาของสสารเหล่านั้นจะถูกทำลายในหลุมดำ

“มันเหมือนกับที่เราเผาเอนไซโคลพีเดีย ถ้าคุณเก็บขี้เถ้าทั้งหมดเอาไว้ ก็แสดงว่า ข้อมูลของเอนไซโคลพีเดียไม่ได้หายไป แต่มันอ่านได้ยากกว่าเดิมเท่านั้นเอง” และอุปมาไว้ด้วยว่า หลุมดำเปรียบได้เสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดของจักรวาลนั่นเอง แต่ข้อมูลจำนวนมากมายแค่ไหนถูกเก็บไว้ภายในหลุมดำเป็นความลึกลับที่สุดอยู่ในเวลานี้ และเรากำลังทำงานหนักเพื่อทำความเข้าใจความลึกลับนี้

ศาสตราจารย์ฮอว์กิ้งชี้ด้วยว่า เป็นไปได้ที่สสารซึ่งถูกดูดเข้าไปในหลุมดำจะถูกส่งไปยังอีกจักรวาลหนึ่ง ทำให้มันดูเหมือน “หาย” ไปจากจักรวาลของเรา

“ผมอยากออกเดินทางท่องไปในจักรวาลก็จริง แต่ผมไม่อยากลองเดินทางเข้าไปในหลุมดำหรอก” ฮอว์กิ้งกล่าวติดตลกทิ้งท้าย

ที่มา  http://www.matichon.co.th/news/120848

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1093003724097779

ทำความรู้จักจักรยานไฟฟ้า ‘ออพติไบค์’

(ภาพ-Optibike)

จอห์น เมทริค ประธานสมาคมแดร็กเรซซิ่งไฟฟ้าแห่งชาติ (เอ็นอีดีอาร์เอ) ของสหรัฐอเมริกา ให้นิยามที่แตกต่างระหว่างรถจักรยานไฟฟ้ากับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไว้ว่า จักรยานไฟฟ้าคือรถจักรยานที่ถูกปรับและแปลงให้ใช้ไฟฟ้า (ไม่ว่าจะยังปั่นได้หรือไม่ก็ตาม) ตามสถิติของเอ็นอีดีอาร์เอ ระบุว่า รถจักรยานไฟฟ้าทั่วไปทำความเร็วอยู่ที่ระหว่าง 32-48 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในภาพเป็นจักรยานไฟฟ้า ออพติไบค์ ผลิตโดยบริษัทออพติไบค์ในโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 10 จักรยานไฟฟ้าที่เร็วที่สุดเท่าที่มีอยู่ ออพติไบค์ รุ่น อีลีท ซีรีส์ อาร์ 11 เพิ่งวางจำหน่ายในปี 2016 นี้ ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาด 48 โวลต์ ทำความเร็วเฉลี่ยได้ 25 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ได้ระยะทาง 64 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 52.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แต่เจ้าของสถิติเร็วที่สุดเป็นของ “อีคอร์ทีนา ไฮบริด-2011” ที่สร้างจากโครงเมาเทนไบค์ ทำความเร็วไว้ 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1094224227309062

ท้ามัจจุราช! หนุ่มจีนทำลายสถิติเดินไต่เชือกเส้นเดียว ข้ามหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกสุดในโลก (ชมภาพ) (ความรู้ทางฟิสิกส์ เรื่อง สมดุล)

ท้ามัจจุราช! หนุ่มจีนทำลายสถิติเดินไต่เชือกเส้นเดียว ข้ามหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกสุดในโลก (ชมภาพ)

“จาง เหลียง” หนุ่มจีนวัย 31 ปี สร้างความหวาดเสียวด้วยการไต่เชือกขนาด 2.5 เซนติเมตร ข้าม “ช่องเขาเสือกระโจน” (ภาพไขน่านิวส์ สื่อจีน)

 พีเพิ่ล เดลี่ – หนุ่มจีนวาดลีลาไต่เชือกข้ามแม่น้ำแยงซี ทำลายสถิติการไต่เชือกที่ยาวที่สุดในแดนมังกร

“จาง เหลียง” หนุ่มจีนวัย 31 ปี สร้างความหวาดเสียวด้วยการไต่เชือกขนาด 2.5 เซนติเมตร ข้าม “ช่องเขาเสือกระโจน” (Tiger Leaping Gorge) ซึ่งเป็นช่องหุบเขาเหนือแม่น้ำแยงซีอันเชี่ยวกราก ในเมืองลี่เจียง มณฑลยูนนาน โดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย อาศัยแค่เชือกสลิงผูกติดกับเอวเท่านั้น

รายงานระบุว่า จางใช้เวลาไม่ถึง 6 นาที ในการไต่เชือกข้ามช่องเขาเสือกระโจนระยะทางราว 60 เมตร ทำลายสถิติการไต่เชือกที่ยาวที่สุดในแดนมังกรที่ตัวเขาเองเคยทำไว้

ช่องเขาเสือกระโจนเป็นหนึ่งในหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก ตำนานโบราณเล่าว่า มีเสือตัวหนึ่งหลบหนีการไล่ล่าจากนายพราน โดยกระโดดข้ามแม่น้ำอันเชี่ยวกรากในจุดที่แคบ เป็นที่มาของชื่อของช่องเขาแห่งนี้ 

ท้ามัจจุราช! หนุ่มจีนทำลายสถิติเดินไต่เชือกเส้นเดียว ข้ามหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกสุดในโลก (ชมภาพ)

จางใช้เวลาไม่ถึง 6 นาที ในการไต่เชือกข้ามช่องเขาเสือกระโจนระยะทางราว 60 เมตร (ภาพไขน่านิวส์ สื่อจีน)

ท้ามัจจุราช! หนุ่มจีนทำลายสถิติเดินไต่เชือกเส้นเดียว ข้ามหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกสุดในโลก (ชมภาพ)

ช่องเขาเสือกระโจนเป็นหนึ่งในหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก (ภาพไขน่านิวส์ สื่อจีน)

ท้ามัจจุราช! หนุ่มจีนทำลายสถิติเดินไต่เชือกเส้นเดียว ข้ามหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกสุดในโลก (ชมภาพ)

จางไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย อาศัยแค่เชือกสลิงผูกติดกับเอวเท่านั้น (ภาพไขน่านิวส์ สื่อจีน)

ท้ามัจจุราช! หนุ่มจีนทำลายสถิติเดินไต่เชือกเส้นเดียว ข้ามหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกสุดในโลก (ชมภาพ)

“จาง เหลียง” หนุ่มจีนวัย 31 ปี สร้างความหวาดเสียวด้วยการไต่เชือกขนาด 2.5 เซนติเมตร ข้าม “ช่องเขาเสือกระโจน” (ภาพไขน่านิวส์ สื่อจีน)

ท้ามัจจุราช! หนุ่มจีนทำลายสถิติเดินไต่เชือกเส้นเดียว ข้ามหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกสุดในโลก (ชมภาพ)

จางใช้เวลาไม่ถึง 6 นาที ในการไต่เชือกข้ามช่องเขาเสือกระโจนระยะทางราว 60 เมตร (ภาพไขน่านิวส์ สื่อจีน)

ท้ามัจจุราช! หนุ่มจีนทำลายสถิติเดินไต่เชือกเส้นเดียว ข้ามหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกสุดในโลก (ชมภาพ)

จางไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย อาศัยแค่เชือกสลิงผูกติดกับเอวเท่านั้น (ภาพไขน่านิวส์ สื่อจีน)

ความรู้ทางฟิสิกส์

คุณยื่นแขนออก เมื่อคุณจะพยายาม รักษาสมดุล การทรงตัวคุณสามารถเลื่อนจุดศูนย์ถ่วง อันเนื่องมาจากน้ำหนักตัว เพื่อจะรักษาการทรงตัวได้โดยการยกแขนขึ้นลง ซึ่งจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงไม่เลื่อน พ้นฐานล่างของร่างกาย หรือเท้าของคุณ ซึ่งจะทำให้คุณไม่ล้มลง คุณลองคิดดูซิว่า ทำไมนักไต่เชือกจึงต้องใช้ไม้ยาวๆด้วย

      เสถียรภาพ (Stability) วัตถุที่มีเสถียรภาพจะล้มยาก วัตถุที่มีเสถียรภาพ คือวัตถุที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ รถแข่งถูกสร้าง ให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำมาก โดยให้ตัวรถมีความสูงจากพื้นน้อยที่สุด เพื่อให้ผู้ขับขี่ สามารถรักษาการทรงตัวได้ ถึงแม้จะแล่นเลี้ยว โค้งด้วยความเร็วสูง

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1092669477464537

ปตท.ชี้แจงคลิปไฟลุกไหม้ขณะเติมน้ำมันในปั๊ม คาดไฟฟ้าสถิตจากเด็กปั๊มเพิ่งใช้โทรศัพท์มา (ความรู้ทางฟิสิกส์ ไฟฟ้าสถิต)

ปตท.ชี้แจงคลิปไฟลุกไหม้ขณะเติมน้ำมันในปั๊ม คาดไฟฟ้าสถิตจากเด็กปั๊มเพิ่งใช้โทรศัพท์มา

        ปตท.ชี้แจงคลิปเหตุการณ์ไฟลุกไหม้ขณะเติมน้ำมันในปั๊ม ปตท. และมีการระงับไฟลุกไหม้ได้ทันท่วงที ส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากประกายไฟที่เกิดจากไฟฟ้าสถิตจากพนักงานเติมน้ำมันที่เพิ่งใช้โทรศัพท์มือถือบริเวณตู้จ่ายน้ำมัน

นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ไฟลุกไหม้ขณะเติมน้ำมันจักรยานยนต์ในสถานบริการ ขอชี้แจงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.สาขา อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ ปตท.ได้เข้าระงับเหตุไฟไหม้อย่างทันท่วงทีไม่ให้ลุกลามจนเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ทั้งนี้ จักรยานยนต์คันดังกล่าวสามารถใช้งานได้ตามปกติหลังจากได้รับการดูแลทำความสะอาดแล้ว

สำหรับสาเหตุของการเกิดประกายไฟนั้น สันนิษฐานในเบื้องต้นว่าเกิดจากไฟฟ้าสถิตจากพนักงานเติมน้ำมันที่เพิ่งใช้โทรศัพท์มือถือก่อนเติมน้ำมัน ซึ่งโดยปกติ ปตท.มีการกำหนดมาตรฐานสถานีบริการในการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือบริเวณตู้จ่ายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปตท.จะนำเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นไปบทเรียนเพื่อเพิ่มความกวดขันในการให้บริการของพนักงานหน้าลานของสถานีบริการ และหลังจากการตรวจสอบในรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงต่อไป เพื่อเป็นข้อปฏิบัติพึงระวังความปลอดภัยในการเติมน้ำมันในสถานีบริการ

ทั้งนี้ ปตท.ให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยของทั้งผู้ใช้บริการและพนักงาน โดยได้จัดการอบรมและฝึกซ้อมดับเพลิงเบื้องต้นให้กับเจ้าหน้าที่ ปตท.ที่ปฏิบัติงานในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ทั่วประเทศเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพนักงานฯ สามารถเข้าควบคุมเหตุไฟไหม้ได้อย่างทันท่วงที ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดย ปตท.จะปรับปรุงและรักษามาตรฐานความปลอดภัยเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องต่อไป 

ที่มา  http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9590000043596

ความรู้ทางฟิสิกส์ (ไฟฟ้าสถิต)

 ไฟฟ้าสถิตคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร

      ไฟฟ้าสถิต (Static electricity หรือ Electrostatic Charges)  เป็นปรากฏการณ์ที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุ มีไม่เท่ากันปกติจะแสดงในรูปการดึงดูด,การผลักกันและเกิดประกายไฟ


                ประจุไฟฟ้า  (Charge)
ประจุไฟฟ้าเป็นปริมาณทางไฟฟ้าปริมาณหนึ่งที่กำหนดขึ้นธรรมชาติ ของสสารจะประกอบด้วยหน่วยย่อยๆ  ที่มีลักษณะและ มีสมบัติเหมือนกันที่เรียกว่า อะตอม(atom)ภายในอะตอม จะประกอบด้วยอนุภาคมูลฐาน3ชนิดได้แก่  โปรตอน (proton)  นิวตรอน (neutron) และ อิเล็กตรอน (electron)โดยที่โปรตอนมีประจุไฟฟ้าบวกกับนิวตรอนที่เป็นกลางทางไฟฟ้ารวมกันอยู่เป็นแกนกลางเรียกว่านิวเคลียส (nucleus) ส่วนอิเล็กตรอน มี ประจุ ไฟฟ้าลบ จะอยู่รอบๆนิวเคลียส  

คลิกอ่านต่อครับ

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1093259667405518

ไฟฟ้าสถิตคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร

           ไฟฟ้าสถิต (Static electricity หรือ Electrostatic Charges) 
เป็นปรากฏการณ์ที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุ มีไม่เท่ากันปกติจะแสดงในรูปการดึงดูด,การผลักกันและเกิดประกายไฟ

                ประจุไฟฟ้า  (Charge)
ประจุไฟฟ้าเป็นปริมาณทางไฟฟ้าปริมาณหนึ่งที่กำหนดขึ้นธรรมชาติ ของสสารจะประกอบด้วยหน่วยย่อยๆ  ที่มีลักษณะและ มีสมบัติเหมือนกันที่เรียกว่า อะตอม(atom)ภายในอะตอม จะประกอบด้วยอนุภาคมูลฐาน3ชนิดได้แก่  โปรตอน (proton)  นิวตรอน (neutron) และ อิเล็กตรอน (electron)โดยที่โปรตอนมีประจุไฟฟ้าบวกกับนิวตรอนที่เป็นกลางทางไฟฟ้ารวมกันอยู่เป็นแกนกลางเรียกว่านิวเคลียส (nucleus) ส่วนอิเล็กตรอน มี ประจุ ไฟฟ้าลบ จะอยู่รอบๆนิวเคลียส
ตามปกติวัตถุจะมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า กล่าวคือจะมีประจุไฟฟ้าบวกและประจุไฟฟ้าลบ เท่ากัน เนื่องจากในแต่ละอะตอมจะมีจำนวนอนุภาคโปรตอนและอนุภาคอิเล็กตรอนเท่ากัน  เป็นไปตามกฏการอนุรักษ์ประจุ ( Law of Conservation of Charge ) เมื่อนำวัตถุสองชนิดมาถูกันจะเกิดการถ่ายเทประจุระหว่างวัตถุทั้งสองชนิดทำให้วัตถุหนึ่งมีปริมาณประจุบวกมากกว่าประจุลบ  จึงมีประจุสุทธิเป็นบวก และวัตถุอีกอันหนึ่งมีปริมาณ ประจุลบมากกว่าประจุบวก  จึงมีประจุสุทธิเป็นลบ เราสามารถวัดค่าไฟฟ้าสถิตได้โดยใช้ Static Field Meter โดยหน่วยที่วัดคือ โวลท์

การเกิดไฟฟ้าสถิต
                การที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากันทำให้เกิดแรงดึงดูดเมื่อวัตถุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุต่างชนิดกันหรือเกิดแรงผลักกัน  เมื่อวัสดุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุชนิดเดียวกันเราสามารถสร้างไฟฟ้าสถิตโดยการนำผิวสัมผัสของวัสดุ 2 ชิ้นมาขัดสีกัน  พลังงานที่เกิดจากการขัดสีกันทำให้ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุจะเกิดการแลกเปลี่ยนกัน  โดยจะเกิดกับวัสดุประเภทที่ไม่นำไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ฉนวน ตัวอย่างเช่น ยาง,พลาสติกและแก้ว   สำหรับวัสดุประเภทที่นำไฟฟ้านั้น โอกาสเกิดปรากฏการณ์ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุไม่เท่ากันนั้นยาก  แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้

การถ่ายเทประจุไฟฟ้า (Electrostatic Discharge)
 
คือการถ่ายเทประจุไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  เมื่อประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุ 2  ชนิดไม่เท่ากัน

ตัวอย่างการเกิดไฟฟ้าสถิตและการถ่ายเทประจุไฟฟ้า
เมื่อเราใส่รองเท้าหนังแล้วเดินไปบนพื้นที่ปูด้วยขนสัตว์หรือพรม  เมื่อเดินไปจับลูกบิดประตูจะมีความรู้สึกว่าถูกไฟช๊อต ที่เป็นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ว่า  เกิดประจุไฟฟ้าขึ้นจากการขัดสีของวัตถุ 2 ชนิด วัตถุใดสูญเสียอิเล็คตรอนไปจะมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก  ส่วนวัตถุใดได้รับอิเล็คตรอนมาจะมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ   ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุที่มาขัดสีกัน ร่างกายของคนเราเป็นตัวกลางทางไฟฟ้าที่ดี  เมื่อเราเดินผ่านพื้นที่ปูด้วยขนสัตว์หรือพรม  รองเท้าหนังของเราจะขัดสีกับพื้นขนสัตว์หรือพรม ทำให้อิเล็คตรอนถ่ายเทจากรองเท้าหนังไปยังพื้นพรม เมื่อเราเดินไปเรื่อย ๆ อิเล็คตรอนจะถ่ายเทจากรองเท้าไปยังพื้นมากขึ้น จึงทำให้เรามีประจุไฟฟ้าเป็นบวกกระจายอยู่เต็มตัวเรา เมื่อเราไปจับลูกบิดประตู ซึ่งเป็นโลหะจะทำให้อิเล็คตรอนจากประตูถ่ายเทมายังตัวเรา ทำให้เรารู้สึกว่าคล้าย ๆ ถูกไฟช๊อต  ในลักษณะเดียวกันถ้าเราใส่รองเท้ายาง  รองเท้ายางจะรับอิเล็คตรอนจากผ้าขนสัตว์หรือพรมจะทำให้เรามีประจุไฟฟ้าเป็นลบ  เมื่อเราเข้าไปใกล้และจะจับลูกบิดประตู  จะทำให้อิเล็คตรอนถ่ายเทจากเราไปยังลูกบิดประตู เราจะมีความรู้สึกว่าคล้าย ๆ ถูกไฟช๊อต

ทำไมไฟฟ้าสถิตถึงเป็นปัญหา
ในสภาพแวดล้อมในการทำงานของเรา ไฟฟ้าสถิตเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจ นอกจากไฟฟ้าสถิตจะมีผลต่อคน  เมื่อไปสัมผัสกับวัสดุประเภทตัวนำแล้ว ทำให้รู้สึกสะดุ้งเหมือนถูกไฟช็อตแล้ว   ไฟฟ้าสถิตยังส่งผลต่อกระบวนการในการผลิตด้วย

ปัจจุบันชิ้นงานอิเลคทรอนิคส์นับวันจะมีขนาดเล็กลงและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น  การมีวงจรไฟฟ้ามากมายในขนาดของชิ้นงานที่เล็กลง จะส่งผลให้ชิ้นงานยิ่งไวต่อไฟฟ้าสถิตไฟฟ้าสถิตจะถูกส่งจากคนงานในสายการผลิต  เครื่องมือ และอุปกรณ์อื่นๆ ไปยังชิ้นงานอิเล็คทรอนิคส์  ซึ่งมีผลทำให้คุณสมบัติทางไฟฟ้าของชิ้นงานเหล่านั้นเปลี่ยนไป  อาจจะเป็นการลดคุณภาพลงหรือทำลายชิ้นงาน  มีการศึกษาและพบว่ามากกว่า 50% ของชิ้นงานที่เสียหายล้วนมีผลมาจากไฟฟ้าสถิต

ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับไฟฟ้าสถิต
เพื่อควบคุมไฟฟ้าสถิต  มีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้
1. ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์/เครื่องมืออิเล็คทรอนิคส์
ให้ทนต่อไฟฟ้าสถิต เท่าที่เป็นไปได้
2. ลดหรือขจัดเหตุในการเกิดไฟฟ้าสถิต มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา เช่น
-พื้น / วัสดปูพื้น
– ความชื้นของอากาศในห้อง
– เก้าอี้
- รองเท้า
 - ชุดที่สวมใส่
– วิธีทำความสะอาด
3.สลายไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้น
 วิธีการนี้คือการต่อสายดิน (Grounding) เป็นการถ่ายเทประจุไฟฟ้าที่เกิดขึ้นให้มีศักดิ์เป็นศูนย์ (0)เท่ากับพื้นดิน เราสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องไฟฟ้าสถิตได้โดยการให้พนักงานในสายการผลิตใช้ สายรัดข้อมือ (WristStrap)การใช้กระเบื้องยางปูพื้นชนิด Static Dissipative PVC หรือ Static Conductive PVC


 

ที่มา  http://www.pifloors.com/Default.aspx?pageid=15

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1093007544097397

ไทยร้อนจัดขั้นวิปริต!! นาซาโชว์ภาพดาวเทียม อุณหภูมิสูงสุดในรอบ56ปี

(ขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์ gizmodo.com)

คนไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนสุดๆ ภาพถ่ายดาวเทียมของนาซาแสดงให้เห็นคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมประเทศไทย ในเดือนเมษายน อุณหภูมิสูงสุดถึง 44.4 องศา ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 56 ปี

เว็บไซต์ gizmodo.com เผยแพร่ภาพคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทย โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ชี้ให้เห็น สภาพอากาศของไทยในเดือนเมษายน 2559 ร้อนจัดมาก ถึงแม้ อากาศในเดือนเมษายนของไทยในหลายปีที่ผ่านมา จะร้อนเสมอเพราะเป็นฤดูร้อน แต่เมษายน ปีนี้ แตกต่างไปจากปีที่ผ่านๆ มา อากาศร้อนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศในไทย ช่วงเดือนเมษายน ทะลุกว่า 40 องศาเซลเซียส และสูงสุดถึงขั้น 44.27 องศาเซลเซียส

สำหรับภาพถ่ายดาวเทียม แสดงคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยดังกล่าวของนาซา จัดทำขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมตรวจสอบสภาพอากาศ 2 ดวง คือ เทอร์ราและอาคัวของนาซา ซึ่งแสดงให้เห็น บริเวณประเทศไทยทางภาคกลางตอนบน ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสีเหลือง ซึ่งถือเป็นบริเวณอากาศร้อนจัดที่สุด ขณะที่ประเทศอินเดีย ในภูมิภาคเอเชียใต้ก็มีสีเหลือง คือเป็นประเทศที่มีสภาพอากาศร้อนจัดเช่นกัน ซึ่งจากอากาศที่ร้อนจัดในประเทศไทย ได้สร้างสถิติ อุณหภูมิสูงสุดถึง 44.44 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 56 ปีเลยทีเดียว

ดินแตกระแหง ฝนไม่ตกมานาน

นอกจากนั้นแล้ว จากคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงที่สุดในช่วง 65 ปีที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลไทยได้แจ้งเตือนประชาชนให้ดูแลสุขภาพ ไม่ควรทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงบ่ายที่อากาศร้อนจัด ดื่มน้ำให้มาก และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วย อย่างเช่น ท้องเสีย

ที่มา http://gizmodo.com/thailands-insane-heatwave

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1092593717472113

รัสเซียประเดิมปล่อย “จรวดโซยุซ 2.1” จากศูนย์อวกาศยานแห่งใหม่ของประเทศ (ชมคลิป)

รัสเซียประเดิมปล่อย “จรวดโซยุซ 2.1” จากศูนย์อวกาศยานแห่งใหม่ของประเทศ (ชมคลิป)

       เอเอฟพี – ศูนย์ปล่อยอวกาศยานแห่งใหม่ของแดนหมีขาว “วอสตอชนี คอสโมโดรม” เปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยการประเดิมปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรกในวันนี้ (28 เม.ย.) หลังจากที่ต้องเลื่อนกำหนดการในนาทีสุดท้ายเมื่อ 1 วันก่อน จนประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ถึงกับเอ่ยตำหนิเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ

สำนักงานอวกาศแห่งชาติ “รอสคอสมอส” ของรัสเซีย แถลงว่า จรวดโซยุซ 2.1 ได้นำดาวเทียม 3 ดวงพุ่งทะยานออกจากฐานยิงเมื่อเวลา 11.01 น.ตามเวลาท้องถิ่น (09.01 น.ตามเวลาในไทย) หลังแผนปล่อยจรวดได้ถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนหน้า เนื่องจากพบปัญหาทางเทคนิค

“การส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ขณะนี้ดาวเทียมทั้ง 3 ดวงได้เข้าสู่วงโคจรแล้ว” คำแถลงระบุ

สถานีโทรทัศน์รัสเซียได้เผยแพร่ภาพจรวดโซยุซ 2.1 พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม โดยทางการหมีขาวไม่อนุญาตให้สื่อต่างประเทศเข้าไปทำข่าวภายในศูนย์ปล่อยจรวดแห่งใหม่

 

ประธานาธิบดีปูตินได้เดินทางไปยังวอสตอชนี คอสโมโดรม ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย เพื่อเฝ้าชมการปล่อยจรวดครั้งปฐมฤกษ์นี้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ปูติน ถึงกับเรียกพวกหัวหน้าโครงการอวกาศมาตำหนิอย่างรุนแรง หลังแผนปล่อยจรวดโซยุซ 2.1 ต้องถูกเลื่อนในนาทีสุดท้ายเมื่อวันพุธ (27) ทั้งที่ความล่าช้าลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ทั่วโลก ตัวอย่างเช่น การส่งดาวเทียมของยุโรปจากดินแดนเฟรนช์เกียนาของฝรั่งเศสเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ยังถูกเลื่อนถึง 3 ครั้ง ก่อนจะประสบความสำเร็จเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25)

“ถึงจะล้มเหลวไปบ้าง แต่รัสเซียก็ยังเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของโลกในด้านการส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศ” ปูตินกล่าวต่อที่ประชุมคณะเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์

“แต่การที่เราประสบกับความล้มเหลวบ่อยเกินไปก็เป็นเรื่องที่แย่ ทุกฝ่ายต้องหาวิธีตอบสนองที่เหมาะสมกับเวลา และเป็นมืออาชีพด้วย”ผู้นำหมีขาวย้ำ

ปูตินยกย่องศูนย์ปล่อยอวกาศยาน วอสตอชนี คอสโมโดรม ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคอามูร์ (Amur) ว่าเป็นโครงการก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัสเซียในปัจจุบัน โดยใช้งบประมาณก่อสร้างระหว่าง 300,000-400,000 ล้านรูเบิล

ตั้งแต่ปี 2012 รัสเซียได้จ้างคนงานก่อสร้างราว 10,000 คนตัดถนนยาว 115 กิโลเมตรผ่านภูมิภาคซึ่งกว้างใหญ่และมีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง รวมถึงสร้างทางรถไฟความยาว 125 กิโลเมตร และเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรอยู่ราว 25,000 คน

การสร้างศูนย์ปล่อยอวกาศยานขึ้นในแดนหมีขาวเองจะช่วยลดการพึ่งพาฐานยิงจรวดไบโคนูร์ (Baikonur) ในคาซักสถาน ซึ่งมอสโกต้องจ่ายเงินค่าเช่าถึงปีละ 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,030 ล้านบาท) นับตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย

อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีดมิตรี โรโกซิน ซึ่งกำกับดูแลด้านอวกาศและอุตสาหกรรมกลาโหมของรัสเซีย ยืนยันว่า รัฐบาลจะยังคงใช้ฐานยิงที่ไบโคนูร์เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศจนถึงปี 2023 และการปล่อยจรวดโซยุซ 2.1 ก็จะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวสำหรับ วอสตอชนี คอสโมโดรม ในปี 2016 

รัสเซียประเดิมปล่อย “จรวดโซยุซ 2.1” จากศูนย์อวกาศยานแห่งใหม่ของประเทศ (ชมคลิป)

รัสเซียประเดิมปล่อย “จรวดโซยุซ 2.1” จากศูนย์อวกาศยานแห่งใหม่ของประเทศ (ชมคลิป)

รัสเซียประเดิมปล่อย “จรวดโซยุซ 2.1” จากศูนย์อวกาศยานแห่งใหม่ของประเทศ (ชมคลิป)

รัสเซียประเดิมปล่อย “จรวดโซยุซ 2.1” จากศูนย์อวกาศยานแห่งใหม่ของประเทศ (ชมคลิป)

รัสเซียประเดิมปล่อย “จรวดโซยุซ 2.1” จากศูนย์อวกาศยานแห่งใหม่ของประเทศ (ชมคลิป)

ที่ตั้งของศูนย์ปล่อยอวกาศยานไบโคนูร์ในคาซักสถาน และ วอสตอชนี คอสโมโดรม ในภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย

ที่มา  http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000043067

นักวิจัยค้นพบ ‘ดอกซ์’ ดาวแคระขาว มีออกซิเจน 99.9 เปอร์เซ็นต์

 ทีมนักวิจัยทางด้านดาราศาสตร์ นำโดย เคปเลอร์ เดอ ซูซา โอลิเวียรา จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ ริโอกรานเดโดซุล ในประเทศบราซิล ตีพิมพ์รายงานผลการวิจัยที่นำไปสู่การค้นพบดาวแคระขาวซึ่งมีบรรยากาศประกอบด้วยออกซิเจน 99.9 เปอร์เซ็นต์ ในวารสารวิชาการไซนซ์ เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า ดาวดังกล่าวอยู่ห่างจากโลก 1,200 ปีแสง ในกลุ่มดาว (คอนสเตลเลชั่น) ดราโก และเชื่อว่าเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวฤกษ์ชนิดนี้ที่เต็มไปด้วยออกซิเจน

ดาวแคระขาวเกิดจากดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ยุบตัวลงไปจนมีขนาดใกล้เคียงกับโลก มีความหนาแน่นสูงมาก เกิดขึ้นในช่วงบั้นปลายของอายุขัยของดาวฤกษ์โดยจะเย็นลงและส่องสว่างลดลงอย่างช้าๆ

ดาวแคระขาวที่ค้นพบมีชื่อเป็นทางการว่า “เอสดีเอสเอสเจ124043.01+671034.68” เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “ดอกซ์” ทีมวิจัยที่ค้นพบระบุเอาไว้ในรายงานการค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้ “เซอร์ไพรส์” ในการค้นพบครั้งนี้คือการที่ไม่มีไฮโดรเจน หรือฮีเลียม เป็นส่วนประกอบของบรรยากาศของดาวฤกษ์แคระขาวดวงนี้ การมีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลักส่วนใหญ่ของบรรยากาศของดาวนั้นถือว่าสูงมาก วัดจากสัดส่วนของออกซิเจนที่เป็นองค์ประกอบของบรรยากาศของโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์ของบรรยากาศทั้งหมดเท่านั้น

ในรายงานรายละเอียดของการค้นพบ ทีมของโอลิเวียราระบุเอาไว้ว่า นอกเหนือจากออกซิเจนแล้ว องค์ประกอบของบรรยากาศของดาวแคระขาวดวงนี้ที่มีมากที่สุดรองลงมาก็คือนีออน กับ แม็กนีเซียม อย่างไรก็ตาม สัดส่วนต่อบรรยากาศรวมทั้งหมดของนีออนกับแม็กนีเซียมก็ยังอยู่ในระดับต่ำมาก ทั้งนี้ ในจำนวนดาวแคระขาวที่รู้จักกันแล้วทั้งหมด 32,000 ดวง ดอกซ์เป็นเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่มีองค์ประกอบของบรรยากาศเป็นเช่นนี้ และแม้ว่าการค้นพบดาวแคระขาวดวงนี้จะเป็นการยืนยันทฤษฎีวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ที่ยึดถือกันมานาน แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวิวัฒนาการดังกล่าว เพราะองค์ประกอบที่น่าประหลาดใจของ

ดอกซ์ไม่เข้ากันกับแบบจำลองของทฤษฎีในปัจจุบันที่บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดาวฤกษ์เสื่อมและตายหรือหมดอายุขัยลง

ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่จะวิวัฒนาการไปสู่สภาพของดาวแคระขาว เหมือนกับดอกซ์ ความหนาแน่นที่หลงเหลืออยู่ของดาวฤกษ์จะยุบตัวลง ตามแบบจำลองของทฤษฎีวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ในปัจจุบัน ดาวแคระขาวควรจะประกอบด้วยฮีเลียม คาร์บอน และออกซิเจน โดยมี ไฮโดรเจน และฮีเลียมในปริมาณเล็กน้อยมากลอยตัวอยู่บริเวณพื้นผิว ทำให้การสังเกตองค์ประกอบของดวงดาวคลุมเครือมากขึ้น

นักวิจัยดาราศาสตร์ใช้วิธีการมอง “เส้นสเปคตรัม” หรือแถบสีของแสงจากดวงดาว เพื่อจำแนกองค์ประกอบของบรรยากาศ แต่การพบว่าดอกซ์มีแต่ออกซิเจนเกือบทั้งหมดนั้น แม้แต่โอลิเวียราเองยังยอมรับว่าเป็นเรื่องคาดไม่ถึงและเหลือเชื่อมาก

“เราไม่เคยแม้แต่จะคิดกันมาก่อนว่าจะมีดาวแคระขาวที่มีลักษณะอย่างนี้อยู่ ซึ่งทำให้ดาวทำนองนี้ค้นพบได้ยากมากกว่าปกติ” โอลิเวียรายืนยัน

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1096094133788738