คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2016

กระจ่างสักที!! ว่า “ผงชูรส” ทำมาจากอะไร แล้วทำไมถึงทำให้อาหารอร่อยขึ้นได้ รู้แล้วคุณจะ…(ปรัชญาณัชญ์)

ผงชูรส คือ เครื่องปรุงชนิดหนึ่งที่หลายคนนิยมนำมาใช้เพื่อปรุงอาหารไม่ว่าจะเป็นพวกผัด ต้ม แกง ทอด เชื่อกันว่าจะช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยมากขึ้น แต่เราเคยรู้หรือไม่ว่า ผงชูรสผลิตจากวัตถุดิบอะไรบ้าง เพราะเหตุใดจึงทำให้อาหารอร่อยมากยิ่งขึ้น ไปดูคำตอบพร้อมๆกันเลยจ้า !!!!!

 

ผงชูรสมีองค์ประกอบหลักคือกรดอะมิโน ชื่อว่า “กรดกลูตามิก” หรือ “กลูตาเมต” ผลิตจากอ้อยหรือมันสำปะหลังนำมาหมักให้กลายเป็นกากน้ำตาลโดยมีกระบวนการหมักเช่นเดียวกับการหมักเบียร์ น้ำส้มสายชู กระทั่งตกผลึกเป็นผงสีขาวบริสุทธิ์ สามารถละลายน้ำได้ง่าย และเข้ากับอาหารทุกชนิด

ผงชูรสเป็นสารปรุงแต่งที่ปลอดภัยและเข้าได้ดีกับอาหารที่มีรสเค็มและเปรี้ยว แต่จะมีผลน้อยมากกับอาหารที่มีรสหวานและรสขม โดยปกติการใช้ผงชูรสที่เหมาะสมควรอยู่ในปริมาณเดียวกับกลูตาเมตในธรรมชาติของอาหาร ประมาณ 0.1-0.8 % ของอาหาร หรือประมาณ 1 ช้อนชาต่ออาหารประเภทเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม และอาหารจำพวกผัก ซุปแกงจืดขนาด 1 หม้อ

รู้หรือไม่ผงชูรสมีคุณสมบัติจำกัด

โดยปกติในผงชูรสจะมีคุณสมบัติด้านรสชาติในตัวมันเองด้วย ซึ่งหากเราใช้ในปริมาณที่มากเกินไป ก็ไม่ช่วยให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น เช่นเดียวกับที่เราเติมเกลือมากเกินไป รสชาติอาหารก็จะมีรสเค็มไปจากเดิม ดังนั้นควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ ในแต่ละวันร่างกายของมนุษย์มีความต้องการรับกลูตาเมตจากอาหารประเภทโปรตีนประมาณ 10 กรัม และกลูตาเมตอิสระอีก 1 กรัมต่อวันแต่กลูตาเมตจากการเติมผงชูรสจะอยู่ที่ 1.5 กรัม หรือ 0.1 ช้อนโต๊ะต่อวันเท่านั้น เนื่องจากร่างกายยังมีการสร้างกลูตาเมตอิสระได้เองด้วย

ผงชูรสกับนิวคลีโอไทด์

เราเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมการจับคู่ผักกับเนื้อสัตว์มาประกอบอาหารทำให้มีรสชาติที่อร่อย ยกตัวอย่างเช่น ผัดคะน้ากับปลาเค็ม ผัดคะน้าหมูกรอบ นั่นเป็นเพราะว่าในเนื้อสัตว์หรือพืชจำพวก เห็ดหอม มีสารนิวคลีโอไทด์ประกอบอยู่ จัดอยู่ในกลุ่ม อิโนซเนต (Inosinate) และกัวนิเลต (Guanylate) เมื่อนำมาประกอบเข้ากับกับผงชูรสซึ่งมีกลูตาเมต จึงทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยเพิ่มขึ้นได้

ที่มา : http://www.hotnewshotclip.com/2016/02/blog-post_41.html
โพสโดย : ปรัชญาณัชญ์ ดวงใจ

นักวิทยาศาสตร์ยก 6 เหตุผลไม่ต้องอาบน้ำทุกวัน(ปรัชญาณัชญ์)

6 เหตุผลดีๆที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายบอกว่าไม่ควรอาบน้ำทุกวัน เพราะจะทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น ทำให้ผิวแห้ง

1. คุณไม่ได้สกปรกอะไรมากมาย
ในเมื่อคุณไม่ได้เข้ายิมทุกวัน และไม่ได้ทำงานในโรงงานเกี่ยวกับสารเคมี ดังนั้นก็ไม่มีความจำเป็นว่าคุณจะต้องอาบน้ำทุกวัน เพราะคุณไม่ได้สกปรกอย่างที่่คิด ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซาน ดิเอโกบอกไว้ว่า ผิวหนังของคนเรามีกระบวนการทำความสะอาดในตัวของมันเองอยู่แล้ว

2. ร่างกายคุณต้องการแบคทีเรีย
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังกล่าวไว้ว่า การอาบน้ำทุกวันเป็นการขจัดสิ่งดีๆ อย่างเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้ผิวหนังของคุณมีสุขภาพดีออกไป เนื่องจากแบคทีเรียตัวนี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียตัวร้ายมาทำลายผิวหนัง ดังนั้น ไม่ควรให้ผิวของเราเข้าใกล้สารเคมีที่มีอยู่ในสบู่ แชมพู น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลดูแลต่างๆ เพื่อรักษาแบคทีเรียตัวดีนี้ไว้

3. ผมจะแห้งกรอบ
การสระผมทุกวันจะทำให้น้ำมันที่มีอยู่ในเส้นผมตามธรรมชาติหลุดออก ซึ่งเป็นสาเหตุของผมชี้ฟูไม่เป็นทรง เลยมีผู้รู้แนะนำว่าทางที่ดีควรสระผมให้ได้อาทิตย์ละ 2 ครั้งเท่านั้น ยิ่งถ้าผมของคุณเสีย, อ่อนแอด้วยแล้วไม่ควรสระผมบ่อย

4.ทำให้ผิวแห้ง
อาบน้ำนานด้วยน้ำอุ่น เป็นหนทางทำให้ผิวหนังแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย เพราะน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนจะชะล้างน้ำมันที่มีอยู่บนผิวหนังออกไป ทางที่ดีควรอาบน้ำครั้งละไม่เกิน 10 นาทีดีที่สุด ในกรณีที่ต้องอาบน้ำทุกวัน และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

5. เล็บพังเพราะอาบน้ำร้อน
การอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนทำให้เล็บที่ทำมาจากร้านพังได้ เพราะน้ำอุ่นทำให้เล็บขยายตัว ทำให้สีที่ทาเล็บมาหลุดลอกได้ง่ายมากขึ้น และเล็บของคุณจะอ่อนนุ่มยิ่งขึ้นเมื่อถูกน้ำ และมันก็ทำให้เล็บเปราะ หักง่าย

6. ใช้น้ำสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
ตามองค์การเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ ได้กำหนดค่าเฉลี่ยการใช้น้ำของแต่ละครัวเรือนที่มีสมาชิก 4 คน ไว้ว่าควรใช้น้ำประมาณ 400 แกลลอนต่อวัน ซึ่งน้ำส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อการทำความสะอาด ดังนั้นควรใช้การอาบน้ำแบบฝักบัวจะดีกว่าการอาบน้ำในอ่าง เพราะการอาบน้ำในอ่างนั้นใช้น้ำเปลืองกว่า 3 เท่า

6 เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นอาจทำให้คนขี้เกียจมีความสุขขึ้นบ้างเล็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาปรารถนาอยู่แล้ว และพวกเขาก็จะมีเวลาเพิ่มในการทำกิจกรรมอื่นๆในชีวิต แต่อย่างไรก็ตามควรอาบน้ำให้ได้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

Source : bustle

ขอขอบคุณVoice tv ผู้สนับสนุนเนื้อหา
โพสโดย : ปรัชญาณัชญ์  ดวงใจ

ปัญหาน้ำตาลเทียมในทะเล (ปรัชญาณัชญ์)

สารให้ความหวานเทียมซึ่งเป็นสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะมีปริมาณแคลอรี่น้อยกว่าน้ำตาล แต่นักวิจัยในยุโรปได้ค้นพบปริมาณบางส่วนของน้ำตาลเทียมที่บริเวณชายฝั่งทางทะเลเหนือห้าพื้นที่ด้วยกัน พวกเขาเตือนว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นปัญหาได้ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อมได้

“นี่เป็นหนึ่งในการศึกษาแรกๆ ที่แสดงให้เห็นว่าน้ำตาลเทียมที่พบได้ในที่ห่างไกลจากชายฝั่งซึ่งมีระดับมากพอที่จะทำการตรวจวัดได้” Luca Nizzetto นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ของศูนย์การวิจัย Norwegian Institute for Water Resources ใน Oslo กล่าว

การค้นพบนี้มุ่งไปที่ซูคราโลส และทีมนักวิทยาศาสตร์รู้สึกเป็นกังวลกับสารนี้ เพราะว่ายังไม่ชัดเจนว่าปริมาณซูคราโลสเท่าไหร่ที่เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศของน้ำทะเลถึงจะส่งผลกระทบต่อพืชและสัตว์ได้

ซูคราโลสถูกขายภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Splenda ผู้คนจำนวนมากและบริษัทอาหารใช้ในการเพิ่่มความหวานให้กับของหลายอย่างเช่น ของหวาน ขนมปัง และโซดา ซูคราโลสเป็นของที่ช่วยในการควบคุมน้ำหนักด้วยเพราะว่ามนุษย์เราไม่สามารถที่จะย่อยสลายเพื่อใช้ในการสร้างพลังงานได้ ร่างกายของเราจึงทำการขับมันออกผ่านทางปัสสาวะและอุจจาระ

เมื่อทำการกดชักโครกภายในห้องน้ำ ซูคราโลสจะถูกส่งไปยังโรงงานบำบัดน้ำเสีย โรงงานเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำการกำจัดมลพิษจากน้ำเสีย แต่พวกมันไม่สามารถที่จะทำการกำจัดน้ำตาลเทียมได้ การศึกษาหนึ่งพบว่า อย่างน้อย 98 เปอร์เซ็นต์ของซูคราโลสในน้ำจะผ่านโรงงานบำบัดน้ำเสียออกไปเลย

“ท้ายที่สุด บางส่วนของน้ำตาลเทียมได้ถูกพัดพาเข้าไปในทะเลอีกด้วย” Nizzetto และทีมวิจัยของเขารายงานไว้ การค้นพบของพวกเขาได้ถูกตีพิมพ์ไว้ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Journal of Marine Systems

ทีมวิจัยพบปริมาณบางส่วนของมลพิษที่บริเวณห้าพื้นที่ของทะเลเหนือ พวกเขาพบยาฆ่าแมลง ยา ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และสารเติมแต่งในอาหาร ซูคราโลสเป็นสิ่งที่มีมากที่สุดจากทั้งหมด มันแสดงให้เห็นในทุกๆ ตัวอย่างที่ทำการตรวจสอบ และระดับของซูคราโลสยังมีมากถึง 3-6 เท่าซึ่งมากกว่าสารให้ความหวานอื่นๆ

มันไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าซูคราโลสนั้นอันตรายต่อมนุษย์ แต่มีการศึกษาเพียงเล็กน้อยที่ชี้ให้เห็นว่าน้ำตาลเทียมเหล่านี้อาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับสัตว์และพืชอื่นๆ ได้

การใช้งานซูคราโลสนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นแสดงว่าปริมาณของซูคราโลสในสิ่งแวดล้อมนั้นน่าจะเพิ่มขึ้นไปด้วย สิ่งนี้สร้างความกังวลให้กับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเพราะว่ามีข้อมูลเพียงน้อยนิดที่บอกถึงอันตรายของน้ำตาลเทียมต่อพืชและสัตว์ในระยะยาว ทางที่ดีที่จะทำการหยุดซูคราโลสให้ออกจากสิ่งแวดล้อมได้นั้น คือพวกเราต้องหยุดใช้มัน

ที่มา: https://student.societyforscience.org/article/not-so-sweet-fake-sugar-found-sea

โพสโดย : ปรัชญาณัชญ์  ดวงใจ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1073729429358542

มนุษย์เราควบคุมสายฟ้าได้หรือไม่ (พิมพ์ลภัส)

ฟ้าผ่าฟาดผ่านท้องฟ้าในเวลาอันสั้น แม้เราจะมีสายล่อฟ้าที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ฟ้าผ่าลงมาที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่เส้นทางที่ฟ้าผ่าลงมานั้นก็ยังคงทำนายไม่ได้ แม้แต่ในขั้วไฟฟ้าเล็กๆ การคลายประจุระหว่างขั้วไฟฟ้าก็ยังทำให้เกิดสายฟ้าเป็นรูปโค้งแม้ว่าจุดเริ่มและจุดปลายจะถูกตรึงเอาไว้ ดังนั้น เราจะสามารถควบคุมทางเดินของกระแสไฟฟ้าให้มันวิ่งไปตามทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้หรือไม่

ศาสตราจารย์โรแบร์โต โมรานดอตติ และทีมงานได้ค้นพบวิธีการที่จะล่อให้กระแสไฟฟ้าไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ หรือให้วิ่งอ้อมสิ่งกีดขวางได้ โดยใช้ “เลเซอร์” การค้นพบครั้งสำคัญนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Science Advances แล้ว

งานวิจัยที่ท้าทายนี้ เกิดขึ้นโดยนักวิจัยจากสถาบันพลังงานวัสดุและโทรคมนาคม INRS ประเทศแคนาดา ใช้เลเซอร์ของสถาบันต้นกำเนิดแสงเลเซอร์ขั้นสูง (ALLS) โดยหัวข้อดังกล่าวเป็นงานวิจัยที่มีการศึกษากันมากโดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1970

สายฟ้า เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันมานาน เช่นในเครื่องจักรเผาไหม้ การควบคุมมลภาวะอากาศ การให้แสงสว่าง ทำเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่และเล็ก นอกจากนี้ เราจะสามารถใช้งานสายฟ้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นหากว่าเราสามารถควบคุมเส้นทางของสายฟ้าได้

แมทธีโอ เคลริซี นักวิจัยระดับหลังปริญญาเอกของศาสตราจารย์โมรานดอตติ และทีมงาน เริ่มศึกษาจนได้สาธิตวิธีการสร้างสายประจุไฟฟ้าเคลื่อนตัวเป็นเส้นตรงหรือโค้งเป็นรูปพาราโบรา

ภาพจากการทดลองชี้ว่า รูปร่างของเลเซอร์ที่ต่างกันก็ทำให้สายฟ้านั้นมีคุณสมบัติและเส้นทางที่แตกต่างกัน เมื่อใช้เลเซอร์รวมกันเป็นลำๆ ก็เป็นไปได้ที่จะได้สายฟ้าโค้งเป็นรูปตัว S หรือรูปร่างอื่นๆก็ทำได้เช่นกัน

ในการศึกษาครั้งนี้ ศาสตราจารย์โมรานดอตติ ต้องการศึกษาว่า คุณสมบัติคืนรูปของลำแสงเลเซอร์บางประเภท (เช่น ลำแสง Airy และลำแสง Bessel) จะสามารถใช้ในการทดลองใหม่นี้ได้หรือไม่ โดยคุณสมบัติของลำแสงนี้คือ ความเข้มสูงสุดจะถูกบล็อกโดยเครื่องกีดขวาง แต่สามารถสร้างตัวเองได้ใหม่เมื่อผ่านวัตถุนั้นไปแล้ว

ศาสตราจารย์โมรานดอตติ ได้วางวัตถุระหว่างขั้วไฟฟ้าสองอันและสังเกตว่าสายฟ้านั้นจะกระโดดข้างสิ่งกีดขวางได้โดยไม่ทำลายสิ่งกีดขวาง แล้วกลับมาสู่เส้นทางที่เลเซอร์วางไว้ให้อีกด้านหนึ่งของสิ่งกีดขวาง ได้หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าทำได้

“การค้นพบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสายฟ้าและสายประจุไฟฟ้านี้มีศักยภาพและเปิดมุมมองใหม่ของการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นการพิสูจน์หลักการที่เยี่ยมมาก เป็นการทดลองที่ต้องใช้ระยะทางไม่กี่เซนติเมตร แต่ใช้เลเซอร์พลังงานสูง เครื่องมือทดลองสุดล้ำ และสภาพแวดล้อมวิจัยที่สุดยอดที่ INRS ช่วยเหลือ การได้ทำงานในห้องปฏิบัติการวิจัยที่ล้ำหน้าเช่นนี้จะทำให้นักเรียนและนักวิจัยหลังปริญญาเอกของเราค้นพบหลักการทางวิทยาศาสตร์ในขณะที่ศึกษาอยู่ได้” อีฟ เบแจง รองคณบดีฝ่ายวิจัยและการศึกษาที่ INRS เผย

 

โพสโดย นางสาวพิมพ์ลภัส  เมืองงาม

ที่มา  http://www.vcharkarn.com/vnews/502486

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1071612072903611

เปิดตัว “Electron Superhighway” โครงการผลิตพลังงานสะอาดแบบครอบคลุมทั่วอเมริกา(อนุวัฒน์)

นักวิทยาศาสตร์ตั้งเป้าว่าจะสามารถทำให้อเมริกากลายเป็นประเทศแห่งพลังงานสะอาดภายในไม่ถึง 15 ปีC6CB3061-391D-4AD3-AFE1-D36D09F07E67_w640_r1_s_cx0_cy2_cw0

นักวิทยาศาสตร์ที่สำนักงานด้านมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ ในเมือง Boulder รัฐโคโลราโด้ กล่าวว่าสหรัฐฯ สามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนลงได้เกือบ 80% หากใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีอยู่ในขณะนี้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ตั้งเป้าว่าจะสามารถทำได้ภายใน 15 ปี หากรัฐบาลเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้

รัฐแคนซัสซึ่งอยู่ตอนกลางของสหรัฐ เป็นพื้นที่ที่ลมพัดแรง เหมาะสมต่อการสร้างทุ่งกังหันลมเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากลม ซึ่งในทางทฤษฎีนั้น แถบตอนกลางประเทศของสหรัฐฯที่เรียกว่าแถบ Midwestern สามารถใช้เป็นพื้นที่ผลิตพลังงานลมป้อนเมืองใหญ่ทางฝั่งตะวันออก เช่น นิวยอร์ค บอสตัน และกรุงวอชิงตันได้

แต่อุปสรรคคือยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เพียงพอ สำหรับการจ่ายไฟเป็นระยะทางไกลข้ามประเทศลักษณะนั้นได้ นอกจากนั้นการที่อเมริกามีความกว้างใหญ่ไพศาลตั้งแต่ตะวันตกไปจนถึงตะวันออก ทำให้การคาดการณ์เกี่ยวกับกระแสลมในพื้นที่ต่างๆนั้น มีความไม่แน่นอน

คุณ Alexandar MacDonald นักอุตุนิยมวิทยาที่สำนักงานด้านมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ ผู้ศึกษาการใช้พลังงานจากลมมานานหลายปี บอกว่าเมื่อดูแผนที่ด้านอุตุนิยมวิทยาทั่วประเทศ บางครั้งพบว่ามีลมพัดแรงในพื้นที่หนึ่ง แต่พื้นที่ส่วนที่เหลือกลับไม่มีลมเลย นั้นทำให้การพึ่งพาพลังงานจากลมเป็นแหล่งพลังงานหลักเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นไปได้ยาก

แต่คุณ MacDonald พบว่าการใช้พลังงานลมควบคู่กับพลังงานจากแสงอาทิตย์ ประกอบกับการวางแผนจัดการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในพื้นที่ต่างๆ อย่างเหมาะสม อาจช่วยให้สามารถกระจายการผลิตพลังงานสะอาดไปได้ทั่วสหรัฐฯ

เทคโนโลยีพลังงานสะอาดดังกล่าวล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

การกระจายทุ่งกังหันลมและแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ไปในรัฐต่างๆอย่างทั่วถึง จะช่วยให้ทุกพื้นที่สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้แม้ในวันที่ไม่มีลมพัด หรือวันที่มีเมฆมาก โดยเชื่อมโยงแหล่งผลิตพลังงานต่างๆ นั้นเข้าด้วยกันด้วยเครือข่ายแปลงสัญญาณไฟฟ้ากระแสตรงแรงสูง ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

คุณ Alexandar MacDonald เรียกเครือข่ายนี้ว่า Electron Superhighway หรือทางด่วนสำหรับการจ่ายไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งช่วยให้กระจายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาดไปยังพื้นที่ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานจากฟอสซิล เช่น น้ำมัน หรือ ก๊าซธรรมชาติ มาเป็นตัวสำรอง

คาดว่าด้วยวิธีนี้ จะช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนในสหรัฐฯ ลงได้ถึง 80% ภายในปี ค.ศ. 2030

คุณ Sara Ladislaw นักวิเคราะห์แห่ง Center for Strategic and International Studies เชื่อว่าโครงการที่คุณ Alexandar MacDonald เสนอนี้ สามารถทำได้จริง แต่ปัญหาคืออุตสาหกรรมไฟฟ้าจะพยายามสกัดกั้นโครงการที่ว่านี้ไม่ให้เกิดขึ้น และยังมีความท้าทายอีกมากที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องของกฎเกณฑ์ต่างๆ อุปสรรคทางธุรกิจ ตลอดจนแรงต้านจากชุมชนท้องถิ่นที่ไม่ต้องการให้มีเสาไฟฟ้าแรงสูงขนาด 25 เมตร ซึ่งใช้ในโครงการนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนของตน

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องเสาไฟฟ้าดังกล่าว คุณ Christopher Clack หนึ่งในคณะสำรวจพื้นที่ของคุณ Alexandar MacDonald ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องอยู่เหนือพื้นดิน เพราะสามารถฝังสายไฟแรงสูงขนาด 5 กิกกะวัตต์ให้ลึกลงไปใต้ดินไม่กี่เมตร โดยใช้วิธีฝังไปตามแนวรางรถไฟที่เชื่อมต่อไปยังรัฐต่างๆ คุณ Clack ยังบอกด้วยว่าหัวใจสำคัญของแนวคิดโครงการกระจายพลังงานสะอาดนี้ คือให้เน้นไปที่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในระดับประเทศ มากกว่ารัฐใดรัฐหนึ่ง

คณะทำงานสำนักงานด้านมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติชุดนี้เชื่อว่า หากผู้จัดทำนโยบายพลังงานเห็นดีเห็นงามกับโครงการของพวกตน อเมริกาจะกลายเป็นประเทศแห่งพลังงานสะอาดภายในไม่ถึง 15 ปีข้างหน้า

ที่มา http://www.voathai.com/content/renewable-energy-nation/3243146.html

โพสโดย อนุวัฒน์ สำราญสลุง

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1071624562902362

นักวิจัยฟันธง! Siri และบริการ smart assistant อื่นๆ ยังสมาร์ทไม่พอสำหรับชีวิตจริง(อนุวัฒน์)

บริการทาง smartphone ไม่ได้มีแต่ Siri ใน iPhone เท่านั้น แต่ยังรวมถึง S ของ Samsung และบริการค้นหาข้อมูลออนไลน์ของ Google และ Cortana ของ Microsoft ด้วย8C9D9FFD-3899-4CED-8AE6-A632669EE3B0_w640_r1_s_cx0_cy8_cw0

รายงานที่เพิ่งเผยแพร่ออกมา ระบุว่า บริการช่วยเหลือผู้ใช้ smartphone อย่าง Siri ของ iPhone หรือ Cortana ของ Microsoft ซึ่งจริงๆ แล้ว คือปัญญาประดิษฐ์นั้น ยังสมาร์ทไม่พอสำหรับชีวิตจริง

นักวิจัยให้ความเห็นที่ว่านี้ หลังจากทดลองใช้บริการเหล่านั้นในสภาพวิกฤติของชีวิตจริง และพบว่าคำแนะนำที่ได้รับนั้นไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร

ผู้ที่ใช้ iPhone คงจะคุ้นหูกับเสียงของ Siri ที่พยายามจะให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการหาภาพยนตร์ดูหรือถามผลการแข่งขันกีฬา ไปจนถึงข้อมูลอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิด

แต่บริการทาง smartphone ไม่ได้มีแต่ Siri ใน iPhone ของ Apple เท่านั้น แต่ยังรวมถึง S ของ Samsung และบริการค้นหาข้อมูลออนไลน์ของ Google และ Cortana ของ Microsoft ด้วย

การศึกษาวิจัยความช่วยเหลือที่ผู้ช่วยเสมือนจริง หรือ virtual assistants เหล่านี้สามารถให้ได้นั้น เริ่มต้นขึ้นเมื่อนักจิตวิทยา Adam Miner ของ ศูนย์วิจัย Clinical Excellence ที่มหาวิทยาลัย Stanford สังเกตว่า ทหารผ่านศึกที่ได้รับความกระกระเทือนทางจิตใจอย่างมาก มักจะลังเลไม่รายงานปัญหาที่ตนมีให้นักจิตวิทยาได้รับทราบ

นักจิตวิทยาผู้นี้จึงเกิดความสงสัยว่า ผู้ป่วยทางจิตเหล่านี้จะเล่าปัญหาของตนให้โทรศัพท์มือถือรับฟังหรือไม่

นักจิตวิทยา Adam Miner และเพื่อนร่วมงาน แพทย์หญิง Eleni Linos นักระบาดวิทยาที่มหาวิทยาลัย California วิทยาเขต San Francisco จึงเริ่มกำหนดคำพูดสำหรับเหตุการณ์วิกฤติในชีวิตจริงเพื่อรับฟังคำตอบจากบริการ virtual assistants เหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่น “ดิฉันถูกข่มขืน” แพทย์หญิงผู้นี้บอกว่า ตกใจที่ Siri ไม่สามารถให้คำตอบที่เป็นการช่วยผู้รับเคราะห์ได้ มีแต่ Cortana ที่ให้หมายเลขโทรศัพท์ที่จะโทรไปขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตบริการเหล่านี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า ในขณะที่ผู้คนทั้งโลกพึ่งพาอาศัยอุปกรณ์พกพาที่คุยอวดภูมิปัญญามากขึ้น บริการเหล่านี้จะต้องปรับตัวให้ทันโลกและเข้าใจในความต้องการและปัญหาที่เกี่ยวข้อง

ได้มีการปรึกษาหารือกับศูนย์และเครือข่ายบริการสังคมต่างๆ เพื่อขอคำแนะนำไปปรับปรุงคำตอบที่ virtual assistants เหล่านี้จะเอื้ออำนวยให้แก่ผู้ขอความช่วยเหลือได้ในด้านต่างๆ รวมทั้งผู้ที่คิดจะกระทำอัตวินิบาตกรรม ผู้ที่มีอาการเศร้าซึม หรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพราะมีอาการโรคหัวใจ เหล่านี้เป็นต้น

รายงานฉบับนี้ตีพิมพ์ไว้แล้วในวารสาร JAMA Internal Medicine
แต่เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ ก็อาจจะมีความต้องการความช่วยเหลือในอีกลักษณะหนึ่งได้ด้วย

เช่นเดียวกับ Samantha เสียงของสาว OS ใน Operating System ของคอมพิวเตอร์ที่กลายมาเป็นเพื่อนใจให้กับหนุ่มโดดเดี่ยวเดียวดายในภาพยนตร์เรื่อง “Her” หนังโรแมนติค ระหว่างหนุ่มผู้นี้กับเสียงในคอมพิวเตอร์ ซึ่งจริงๆ แล้ว จะว่า Samantha ทำหน้าที่เป็นนักจิตวิทยา ช่วยให้หนุ่มผู้นี้ได้รู้จักตนเองและมองโลกในแง่มุมใหม่ก็ได้ด้วย

ที่มา http://www.voathai.com/content/hey-siri-nm/3239660.html

โพสโดย อนุวัฒน์ สำราญสลุง

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1073700459361439

ทีมวิจัยญี่ปุ่นค้นพบ “แบคทีเรีย”กินพลาสติก(อนุวัฒน์)

ทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น นำโดย ศาสตราจารย์ โชสุเกะ โยชิดะ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาประยุกต์ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเกียวโต เปิดเผยความสำเร็จในการค้นพบแบคทีเรียที่สามารถทำลายพันธะทางเคมีของพลาสติกชนิดที่มนุษย์นิยมใช้กันมากที่สุดในโลก คือ โพลีเอธีลีน เทเรฟธาเลต (พีอีที) และทำให้พลาสติกแตกตัวเป็นสารเคมี 2 ชนิดที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม

ทีมวิจัยญี่ปุ่นใช้เวลาในการสังเกตศึกษาครั้งนี้ยาวนานถึง 5 ปี โดยเก็บตัวอย่างพลาสติกปนเปื้อนจากแหล่งธรรมชาติมาสังเกตศึกษา ทั้งจากตะกอนในที่ต่างๆ, ในดิน, ในน้ำครำ และเศษพลาสติกจากตะกอนที่ทิ้งจากโรงงานรีไซเคิลขวดพลาสติก จากนั้นนำมาตรวจสอบและคัดกรองจุลชีพชนิดต่างๆ ที่ใช้ฟิล์มพีอีทีเป็นแหล่งอาหาร ในตอนแรกทีมวิจัยพบว่ามีระบบนิเวศของแบคทีเรียจำนวนมากเกิดขึ้นและอาศัยอยู่บนผิวของพลาสติกพีอีที แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่ามีแบคทีเรียเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่สามารถย่อยสลายผิวพลาสติกพีอีทีได้ โดยอาศัยเอ็นไซม์พิเศษ 2 ชนิด เข้าไปทำลายพันธะทางเคมีของพลาสติกพีอีที ทำให้หลงเหลือสารเคมี 2 ชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม คือ เอธีลีน กลีโคล กับ กรดเทเรฟธาเลต

แบคทีเรียดังกล่าวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “ไอดีโอเนลลา ซาไคเอนซิส 201-เอฟ6” แต่กระบวนการย่อยสลายดังกล่าวดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ใช้เวลานานถึง 6 สัปดาห์จึงสามารถย่อยสลายพลาสติกพีอีทีได้ อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์โยชิดะ เชื่อว่ากระบวนการย่อยสลายดังกล่าวสามารถเร่งระยะเวลาได้ โดยอาศัยกระบวนการทางวิศวกรรมโรงงาน ทำนองเดียวกับการใช้แบคทีเรียเพื่อก่อให้เกิดการเน่าเปื่อยสำหรับผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ หรือ การใช้ยีสต์ช่วยในการทำขนมปัง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์โยชิดะยอมรับว่า ทั้งหมดยังเป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นเท่านั้น ตนจึงเผยแพร่การค้นพบครั้งนี้ออกไปเพื่อให้มีการนำไปประยุกต์ใช้อย่างได้ผลในที่สุด

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/72726

โพสโดย  อนุวัฒน์ สำราญสลุง

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1072647362800082

อีก 10 ปี มือถือจะแทนทุกสิ่ง! เจาะเทรนด์ไฮเทค แบบนี้ก็มีด้วย

ส่องเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนล้ำสมัย ไม่ใช่เพียงประโยชน์การสื่อสาร คาดอีก 10 ปี มือถือจะแทนที่บริการและการใช้งานหลากหลายรูปแบบ…

ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับสื่อสารอีกต่อไป เพราะถูกพัฒนาให้สามารถตอบสนองการใช้งานของมนุษย์ในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพียงแค่การอำนวยความสะดวกในการติดต่อ แต่ยังกลายเป็นช่องทางในการใช้บริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ว่าแต่นวัตกรรมประเภทไหนที่บรรดาผู้ใช้มือถือสามารถใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน แทนที่ช่องทางและบริการรูปแบบอื่นๆ โดยมีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่เกิน 10 ปีจากนี้ เราจะได้เห็นการใช้งานจากสมาร์ทโฟนเข้าไปแทนที่บริการรูปแบบเดิมๆ อะไรบ้าง…?

ไม่ต้องพกแล้ว…เครดิตการ์ด
เอาเข้าจริง…ทุกวันนี้เราก็ได้เห็นวิวัฒนาการในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตถูกรวมอยู่บนสมาร์ทโฟนแล้ว ทั้งฝั่งสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์และไอโอเอส กลายเป็นการจับจ่ายด้วยรูปแบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องใช้บัตรพลาสติกอีกต่อไป

มือถือถูกพัฒนาให้ฉลาดขึ้น ตามการใช้งานของมนุษย์

เสมือนรหัสผ่านเคลื่อนที่!
ตั้งแต่สมาร์ทโฟนมีการนำคุณสมบัติสแกนลายนิ้วมือเข้ามาใช้เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย ก็ดูเหมือนจะได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนอาจมีการนำมาใช้ทดแทนบัตรประจำตัว หรือใช้ในลักษณะบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านประจำตัวสำหรับติดต่อหรือดำเนินการด้านต่างๆ ก็เป็นได้

หนังสือเดินทาง ไม่จำเป็นอีกต่อไป
อีกหน่อยเราอาจไม่ต้องถือหนังสือเดินทางในการท่องเที่ยวหรือเดินทาง ในเมื่อสมาร์ทโฟนอาจใช้เป็นอุปกรณ์ในการยืนยันตัวตนของเราได้เป็นอย่างดี ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ

กุญแจ ปลดได้ทุกล็อก
ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่การปลดล็อกเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลบนสมาร์ทโฟน แต่ในอนาคตมือถืออาจกลายเป็นกุญแจสำหรับปลดล็อกประตูบ้าน ประตูรถ ให้เราได้สบายๆ ทีเดียว

โทรศัพท์ ที่ล้ำสมัยยิ่งกว่าปัจจุบัน
ปัจจุบันเราเริ่มเห็นเทรนด์การใช้งานมือถือที่เปลี่ยนไป เพราะการโทรเริ่มลดลง เข้าสู่การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมต่อบริการสื่อสารรูปแบบอื่น ทั้งการส่งข้อความผ่านเครือข่านออนไลน์ การโทรฟรีผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น จึงไม่น่าแปลกใจหากอีก 10 ปีข้างหน้า มือถือจะไม่ได้มีไว้เพื่อประโยชน์ในการโทรศัพท์เป็นหลัก

อีก 10 ปี มือถือจะมีดีไซน์อย่างไร อยากรู้จริง…

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้อีกหลายรูปแบบ ว่าสมาร์ทโฟนเครื่องโปรดของคุณจะเข้ามามีบทบาทแทนที่เรื่องต่างๆ เช่น กลายเป็นจีพีเอสให้ร่างกาย จากความสามารถในการตรวจวัดด้านสุขภาพจนทำให้บริการทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องจำเป็นของคนยุคใหม่, กดมือถือ เพื่อควบคุมแทนการกดสวิตซ์ไฟฟ้า, ใช้มือถือแทนรีโมท เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น, หน้าจอหลายขนาด ทำให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นมากกว่ามือถือ เพราะเป็นได้ทั้งแท็บเล็ต ทีวี หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์พกพา, เป็นเพื่อนเป็นสังคมสำหรับคนรุ่นใหม่ เห็นได้จากปัจจุบันที่สมาร์ทโฟนมีผู้ช่วยอัจฉริยะ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพูดคุยและหาคำตอบได้ง่ายดาย จึงไม่แน่ว่าสังคมในอนาคตจะเต็มไปด้วยมนุษย์อัจฉริยะเหล่านี้หรือไม่

หากให้จินตนาการถึงความสะดวกสบายที่มือถือจะสามารถมอบให้เราในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณคิดออกหรือไม่ เราจะมีมือถือไฮเทคเพียงไหน…?
ที่มา : rl360

http://www.thairath.co.th/content/597098

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1072636942801124

ทำศพแบบใหม่ ‘ไม่ใช้ไฟเผา’ ปลอดมลพิษ-นำร่างกายไปใช้ประโยชน์ต่อได้ (ศิริชล)

สื่อต่างประเทศ เผยแพร่วิธีการฌาปนกิจศพแบบใหม่ ซึ่งไม่ใช้ไฟเผา ไม่มีมลพิษทางอากาศและน้ำ นอกจากนี้ ยังสามารถนำร่างกายของผ้เสียชีวิตไปสร้างประโยชน์ต่อได้

ในกระบวนในการ ฌาปนกิจศพ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดรูปแบบ หรือขั้นตอนดังกล่าวออกมา เพื่อแก้ไขปัญหาการนำทรัพยากรธรรมชาติ มาใช้ในการประกอบพิธี ทั้งนี้ในบางกลุ่มความเชื่อ จากรายงาน ระบุว่า วิธีดังกล่าว เป็นการสร้างผลเสียต่อมลภาวะทางอากาศให้น้อยที่สุด

cats1

โดยวิธีดังกล่าว มีชื่อว่า Promession นวัตกรรมการจัดการศพยุคใหม่ หรือการฌาปนกิจศพแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการศพในรูปแบบสารอินทรีย์ กลายเป็นธาตุสารอาหารให้กับพืช ได้รับการพัฒนา โดย Susanne Wiigh-Mäsak นักชีววิทยาชาวสวีเดน ซึ่งเธอใช้เวลาทบทวนและคิดแนวคิดในเรื่องนี้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ก่อนนำมาเผยแพร่และนำไปใช้งานจริงในหลายประเทศ โดยเธอได้ตั้งศูนย์ Promessa Organic AB ในปี 1997 เพื่อเผยแพร่เกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวนี้

Promession มีขั้นตอน 5 ขั้นตอนดังนี้..

cats

1.แยกศพผู้เสียชีวิต แช่แข็งที่ความเย็นติดลบ -18 ° C ราวหนึ่งถึงสองวัน
2.แช่ศพผู้ตายด้วย ไนโตรเจนเหลว ที่อุณหภูมิ ติดลบ 196 องศาเซลเซียส ให้ร่างกายตกผลึก
3.ใช้การเขย่า สั่นให้ร่างการผู้ตายละลายมีขนาดเล็กลง
4.นำร่างกายของผู้ตายไปแช่แข็งและอบแห้งโดยการ เข้าเตาแบบ Freeze Drying ที่จะจัดการของเหลวในศพให้ระเหิดกลายเป็นไอน้ำ จนเหลือแต่ส่วนที่แข็งและแห้งไม่มีหยดน้ำแล้ว
5.นำมวลศพที่เป็นผงเข้าเครื่องคัดแยกโลหะหนักออกก่อน อาทิ เหล็กดามกระดูก วัสดุอุดฟัน สร้อย แหวน เป็นต้น และผงไปใส่หีบห่อบรรจุหรือไปอัดเป็นก้อนแข็ง

cats2

จากนั้น นำเอาร่างของผู้ตายในรูปแบบผง ฝังใต้พื้นดินลึกไม่เกินกว่า 30-50 เซนติเมตรมวลศพนี้จะย่อยสลายได้หมดในเวลา 6-12 เดือน  ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ซึ่งญาติของผู้ตาย สามารถเลือกพืชมาปลูก แทนตัวผู้ตาย เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ โดยร่างกายผู้ตายจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้กับพืชต่อไป เป็นสัญลักษณ์ของการงอกงาม และชีวิตใหม่หลังความตายต่อไป

อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าว ได้รับความสนใจ ประเทศมากกว่า 60 ประเทศแล้ว ทั้งยังเทคโนโลยีนี้ได้รับการยอมรับ ว่าให้ใช้งานได้ถูกต้องตามกฎหมายแต่อาจมีติดขัดในตัวบทกฎหมาย ในบางรัฐหรือบางประเทศ

ที่มา Promessa-Organic

โพสต์โดย : ศิริชล บัวบุญ

ที่มา : http://news.mthai.com/hot-news/world-news/486345.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1071118456286306

จีไอใช้เสื้อคลุมอภินิหารล่องหน

ขณะนี้ได้มีรายงานข่าวว่า ทหารอเมริกันหน่วยหนึ่ง กำลังทดสอบเสื้อคลุมล่องหนอย่างในภาพยนตร์เรื่อง “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ทำให้ข้าศึกหาตัวไม่พบ อย่างที่บรรดาทหารหาญพากันโห่ร้อง ชื่นชมในอภินิหารไปตามๆกัน ในการทดลอง

ชั้นแรก โดยทหารอเมริกันกองพันปืนเล็กยาวที่ 3 ทดลองแผ่นพรางตัว ซึ่งมีชื่อว่าวาเท็ก เมื่อใช้คลุมตัวและอาวุธยุทธภัณฑ์เมื่อใด จะรอดพ้นจากการตรวจจับด้วยรังสีอินฟราเรดและความร้อน ฝืนผ้ากายสิทธิ์นั้นสามารถที่จะหล่อพับให้มีรูปร่างเข้ากับภูมิประเทศได้ พลทหารที่ได้เข้าร่วมการซ้อมได้เล่าว่า ทหารที่ถูกแบ่งว่าเป็นพวกข้าศึกก็มองหาไม่เจอ แม้ว่าจะค้นหาสักเท่าใด ผืนผ้าคลุมอภินิหารนี้ สร้างโดยสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ และมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ โดยลอกแบบมาจากพวกหมึกต่างๆ ที่สามารถจะเปลี่ยนสีให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไปให้รอดพ้นจากนักล่าได้ โดยใช้เทคนิคของการปรับเปลี่ยนแสง ผืนผ้าแผ่นนั้นจะมีสองด้านไม่เหมือนกัน ด้านหนึ่งจะติดด้วยเซลล์ที่ไวต่อแสงเล็กๆ และกับสีสันโดยรอบ จากนั้นจะมีการส่งสัญญาณไฟฟ้าให้ปรับสีสันให้เข้ากับธรรมชาติใกล้ตัวให้เสร็จในเวลาเพียงแค่ 2-3 นาทีเท่านั้น.

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/596957

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1068931179838367