คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2016

เทคโนโลยี: ตำรวจเครียด!บริษัทปืนอเมริกันเปิดตัว”ปืนพับ”เลียนแบบสมาร์ทโฟน(กุลณัฐ)

บริษัทปืนอเมริกันเปิดตัว “ปืนพับ” เลียนแบบสมาร์ทโฟน

บริษัทผู้ผลิตปืนในรัฐมินเนโซต้า Ideal Conceal เปิดตัวปืนที่สามารถพับให้ดูเหมือนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ โดยปืนพับรุ่นนี้จะมี 2 ลำกล้อง และสามารถยิงกระสุนขนาด .380 คาริเบอร์

เว็บไซต์ของบริษัทระบุว่า “ปืนพับรุ่นนี้สามารถพรางเข้ากับสภาพแวดล้อมของสังคมทุกวันนี้ได้ดี และยากต่อการถูกตรวจจับ” 

แต่เรื่องนี้กำลังสร้างความกังวลให้กับตำรวจในสหรัฐฯ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ปืนรุ่นนี้ต้องมีใบอนุญาตพกปืนในรัฐใดบ้างหรือไม่?

ทางบริษัทผู้ผลิตบอกว่าจะออกสู่ตลาดปลายปีนี้ในราคาราว $400 หรือราว 14,000 บาท และว่าตอนนี้มีผู้แสดงความสนใจขอซื้อเข้ามาแล้ว 2,500 ราย

บริษัทรถยนต์เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่เชื่อมต่อรถกับเครือข่ายสมาร์ทโฟน

ในงานแสดงรถยนต์นครนิวยอร์ก บริษัทรถยนต์ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับรถยนต์มาแสดงมากมาย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ช่วยให้รถยนต์เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

Ford เปิดตัว Fordpass ซึ่งช่วยให้เจ้าของรถสามารถค้นหาบริการต่างๆได้ รวมถึงที่จอดรถ และยังสามารถใช้สมาร์ทโฟนจ่ายค่าจอดรถได้ทันที

ส่วน General Motors เปิดตัวแอพฯ OnStar RemoteLink ซึ่งช่วยให้เจ้าของรถสั่งเปิด-ปิดรถ และสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน

ที่มา  http://www.voathai.com/content/tech-wrap-30mar16/3262439.html

โพสโดย  นางสาว กุลณัฐ  รัศมีจันทร์

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1074378312626987

 

Wintergatan’s Marble Machine ครีเอทเสียงดนตรีผ่านจินตนาการ

Wintergatan_01

เมื่องานเครื่องดนตรีหลากชนิดหลอมรวมจนกลายเป็น Music Box ที่มีชื่อว่า “Wintergatan’s Marble Machine” โดยกล่องดนตรีไซส์ยักษ์นี้ได้รวมเอาเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบส กลอง และไวบราโฟน ฯลฯ เข้าด้วยกันเป็นเครื่องเดียว ซึ่งความพิเศษของเครื่องดนตรีชนิดใหม่ชิ้นนี้คือ การทำงานด้วยระบบอะนาล็อกจากสองมือของเรา และที่สำคัญใช้ลูกเหล็กกว่า 2,000 ลูกในการกระทบให้เกิดเสียงดนตรี โดยมีคันโยกที่ช่วยให้เราครีเอทเสียงดนตรีได้อย่างใจคิดนั่นเอง สำหรับ Wintergatan’s Marble Machine นั้น เป็น ผลงานสร้างสรรค์ของนักดนตรีชาวสีเดน Martin Molin ส่วนเครื่องดนตรีชิ้นนี้จะเสียงดีและเจ๋งแค่ไหน ตามไปดูกัน!

Wintergatan_02

ภาพ : www.demilked.com

ที่มา  http://www.favforward.com/happening/7616/wintergatans-marble-machine/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1073228182742000

รู้ยัง!!! 7 ประโยชน์จากเปลือกกล้วยที่คนรักสุขภาพไม่ควรพลาด???(ปรัชญาณัชญ์)

gg

กล้วย เป็นพรรณไม้ล้มลุกในสกุล Musa มีหลายชนิดในสกุล บางชนิดก็ออกหน่อแต่ว่าบางชนิดก็ไม่ออกหน่อ ใบแบนยาวใหญ่ ก้านใบตอนล่างเป็นกาบยาวหุ้มห่อซ้อนกันเป็นลำต้น ออกดอกที่ปลายลำต้นเป็น ปลี และมักยาวเป็นงวง มีลูกเป็นหวี ๆ รวมเรียกว่า เครือ พืชบางชนิดมีลำต้นคล้ายปาล์ม ออกใบเรียงกันเป็นแถวทำนองพัดคลี่ คล้ายใบกล้วย เช่น กล้วยพัด (Ravenala madagascariensis) ทว่าความจริงแล้วเป็นพืชในสกุลอื่น ที่มิใช่ทั้งปาล์มและกล้วย

 

1.ใช้ในการกำจัดหูด ใช้เปลือกกล้วยที่มีขนาดใหญ่วางลงบนแผลหูด หลังจากนั้นใช้ผ้าพันแผลบริเวณนั้นเอาไว้ ทำซ้ำหลายๆคืน หูดก็จะค่อยๆหาย

2.กำจัดริ้วรอยและสิว ขั้นตอนนี้สามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที แถมยังมีประสิทธิภาพสูง เพียงแค่ถูผิวของคุณด้วยเปลือกกล้วย ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด

3.ใช้ทำความสะอาด คุณสามารถใช้เปลือกกล้วย ในการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์และรองเท้าของคุณได้ด้วย ซึ่งเปลือกกล้วยจะช่วยให้เครื่องใช้เห ล่านี้ของคุณเหมือนของใหม่ปิ๊งๆเลยล่ะ

4.ใช้ฟอกฟันให้ขาว ใช้ส่วนด้านในของเปลือกกล้วยฟอกไปที่ฟันของคุณ ทำทุกวันติดต่อกันหลายสัปดาห์ คุณก็จะสังเกตเห็นผลลัพธ์ได้ในทันที5.ใช้รักษาแมลงกัดต่อย เปลือกกล้วย นำมาทาตรงบริเวณแผลที่โดนแมลงกัดต่อย ก็จะช่วยรักษาได้
6.ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงิน หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงิน ให้นำเปลือกกล้วยมาถูให้ทั่วแล้วทิ้งไว้ 10 นาที ทำเช่นนี้อาการก็จะค่อยๆดีขึ้น

7.ใช้แทนยาแก้ปวด ใช้เปลือกกล้วยถูบริเวณที่มีอาการปวด เช่น ปวดหลัง , ปวดขา ฯลฯ รอ 10-15 นาที อาการจะทุเลาลง

ที่มา : http://www.howlife.org/blog/226

โพสโดย : ปรัชญาณัชญ์  ดวงใจ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1077869022277916

 

 

 

 

นักวิทยาศาสตร์ตัดเชื้อ HIV ออกจากเซลล์ภูมิคุ้มกันมนุษย์ผ่านเทคนิคใหม่ (ศิริชล)

ด้วยวิธีการแก้ไขพันธุกรรมแบบ CRISPR/Cas9 ที่ถูกผลักดันเป็นอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์ได้สาธิตว่าพวกเขาสามารถแก้ไขนำเอาเชื้อ HIV ออกจาก DNA ของเซลล์ภูมิคุ้มกันมนุษยืได้แล้ว ซึ่งมันสามารถป้องกันไม่ให้เซลล์ที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไขกลับมาติดเชื้อใหม่ได้ด้วย

ถ้าหากคุณยังไม่เคยได้ยินเทคนิคการแก้ไขพันธุกรรม CRISPR/Cas9 ล่ะก็ เตรียมพร้อมที่จะได้ยินเกี่ยวกับมันอีกมากในปีนี้ได้เลย เพราะมันจะปฎิวัติวิธีการรวจสอบและรักษาสาเหตุของโรคทางพันธุกรรมที่มีอยู่ โดยวิธีดังกล่าวสามารถทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถจำกัดจำนวนยีนที่ต้องสนใจลงไปได้จนเหลือเพียงตัวเดียว และทำการตัดแปะส่วนต่างๆของ DNA เพื่อเปลี่ยนการทำงานของมันได้

CRISPR/Cas9 นั้นเป็นสิ่งที่นักวิจัยจากสหราชอาณาจักรได้รับการอนุญาตให้ใช้กับตัวอ่อนมนุษย์ได้แล้วเพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้สามารถคิดค้นวิธีที่จะเพิ่มอัตราความสำเร็จของการปฏิสนธิภายในและลดอัตราการแท้งลง และเป็นสิ่งที่นักวิจัยชาวจีนได้ใช้ในปี 2015 เพื่อดัดแปลงตัวอ่อนมนุษย์อย่างลับๆ

ในช่วงต้นปีนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มใช้ CRISPR/Cas9 และประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการรักษาโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Duchenne muscular dystrophy ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และในตอนนี้มันก็ได้แสดงความเป็นไปได้ในการรักษาเชื้อ HIV ได้ในอนาคตแล้ว

เทคนิคดังกล่าวทำงานโดยนำโปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนกรรไกรไปยังส่วนเป้าหมายของ DNA ในเซลล์ๆหนึ่ง จากนั้นทำให้มันเปลี่ยนสภาพหรือ ‘แก้ไข’ DNA ส่วนนั้น โดย CRISPR นั้นหมายถึงช่วงซ้ำๆช่วงหนึ่งของ DNA ที่ถูกสกัดออกจากมาจาก prokaryote ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียวเหมือนแบคทีเรียซึ่งจับคู่กับเอนไซม์ที่มี RNA เป็นตัวนำทางที่เรียกว่า Cas9

ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการจะแก้ไข DNA ของไวรัสในเซลล์ของมนุษย์ คุณจะต้องมีแบคทีเรียที่จะเข้าไปหาไวรัสและทำการสร้าง RNA ที่เหมือนกับลำดับของ DNA จำลองขึ้นมา โดย RNA นำทางนี้เองจะไปฟักตัวบนเอนไซม์ Cas9 และพวกมันก็จะค้นหาไวรัสที่เหมือนกัน เมื่อพวกมันสามารถค้นหาไวรัสจนเจอแล้ว Cas9 ก็จะทำการเริ่มทำการตัดและทำลายมันเสีย

ผ่านเทคนิคดังกล่าว นักวิจัยจาก Temple University สามารถกำจัด DNA HIV-1 จากกลุ่มยีน T cell ในแลปเพาะเลี้ยงเซลล์มนุษย์ ซึ่งเมื่อเซลล์เหล่านี้ได้สัมผัสกับไวรัสในเวลาต่อมา พวกมันก็ได้รับการป้องกันจากการกลับไปติดเชื้อใหม่อีกด้วย

“การค้นพบดังกล่าวนั้นมีความสำคัญในหลายระดับ” หัวหน้านักวิจัย Kamel Khalili กล่าว “ผลที่ออกมานั้นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของระบบการแก้ไขพันธุกรรมของเราในการกำจัดเชื้อ HIV ออกจาก DNA ของ CD4 T-cell และระงับการแตกตัวของมันอย่างถาวรผ่านการกลายพันธุ์ยีนไวรัส

“นอกเหนือจากนั้น มันยังแสดงให้เห็นว่าระบบดังกล่าวสามารถปกป้องเซลล์จากการกลับมาติดเชื้อใหม่ รวมทั้งการที่เทคโนโลยีนี้ยังปลอดภัยต่อเซลล์และไม่มีผลกระทบใดๆด้วย”

ในขณะที่เทคนิคการแก้ไขพันธุกรรมนั้นได้ถูกทดลองมาก่อนแล้วสำหรับเชื้อ HIV งานชิ้นนี้เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นวิธีที่จะป้องกันการกลับมาติดเชื้อใหม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อความสำเร็จของการรักษาที่สามารถมอบการป้องกันที่ดีขึ้นกว่ายาต้านไวรัสในปัจจุบันได้ เพราะเมื่อคุณเลิกกินยาเหล่านี้ เชื้อ HIV ก็จะกลับมาคุกคาม T-cell อีกครั้งหนึ่งทันที

“ตัวยาต้านไวรัสนั้นสามารถควบคุมการติดเชื้อ HIV ได้ดีมาก” Khalili กล่าว “แต่คนไข้ที่ได้รับการบำบัดด้วยยาต้านไวรัสที่หยุดยานั้นต้องเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของเชื้อ HIV อย่างรวดเร็ว”

ถึงแม้ว่าจะยังมีงานที่ต้องทำอีกมากในการทำให้เทคนิคดังกล่าวพร้อมสำหรับสิ่งที่มากกว่าเซลล์มนุษย์ในจานเพาะเลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแม่นยำในการกระบวนการตัดพันธุกรรมอย่างสมบูรณ์แบบก็ตาม งานชิ้นนี้ก็นับเป็นก้าวแรกที่น่าตื่นเต้น

ผลลัพธ์ได้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports

ที่มา : http://www.sciencealert.com/scientists-have-removed-hiv-dna-from-human-immune-cells-using-new-gene-editing-technique

อ้างอิง : http://www.nature.com/articles/srep22555

โดย : ศิริชล บัวบุญ

รู้ไหมอาหารบางชนิดที่คุณบริโภคเป็นเหตุให้คุณ..ส่งกลิ่น.. (ศิริชล)

 


        บุคลิกภาพ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ของตัวคุณ คุณอาจจะเคยสังเกตว่า ผู้คนในประเทศบางประเทศที่นิยมบริโภคเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน มักมีกลิ่นตัวค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ทั้งนี้เพราะกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ที่ถูกปล่อยออกมาจนถูกเรียกว่า “กลิ่นตัว” นั้น โดยทั่วไปแล้ว “เกิดจากแบคทีเรียที่อาศัยบนผิวหนังของเราทำการย่อยสลายน้ำตาล และโปรตีนที่ถูกขับออกจากเหงื่อทางรูขุมขน” นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากอาหารที่เราบริโภคด้วย แต่อย่างไรก็ตามในระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ก็เป็นต้นเหตุแห่งกลิ่นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหนึ่งตัวการสำคัญคงหนีไม่พ้น อาหาร ที่เราบริโภคไปนั่นเอง และนี่คือ 9 อาหารที่คุณต้องหลีกเลี่ยง เมื่อคุณจะต้องเผชิญกับผู้คนนอกบ้าน

  • 1. เนื้อสัตว์ที่มีสีแดง (Red meat)

ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์เนื้อแดง(สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เช่น หมู หรือ วัว ) ที่เราบริโภคกันทุกวันนั้น จะเป็นสาเหตุของกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้ ในปี 2006 นักวิจัยจากสาธารณรัฐเช็ก ได้เก็บตัวอย่างเหงื่อ จากกลุ่มผู้ชายที่บริโภคเนื้อสัตว์ และ กลุ่มผู้ชายที่บริโภคอาหารมังสวิรัติ จากนั้นให้กลุ่มผู้หญิงระบุว่ากลิ่นใดเหม็น ซึ่งผลการทดลองแสดงให้เห็นผลแตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า กลิ่นตัวของผู้ชายที่บริโภคอาหารมังสวิรัติน่าดึงดูดใจมากกว่าผู้ชายที่บริโภคเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง ดังนั้น หากคุณไม่ได้บริโภคมังสวิรัติเป็นชีวิตจิตใจ ก็สามารถลองลดปริมาณการบริโภคสัตว์เนื้อแดง แล้วหันมากินเนื้อไก่ อาหารทะเล หรือ ผัก บ้าง สลับกันไป

  • 2. เครื่องแกงกะหรี่/ยี่หร่า

แม้ว่าเครื่องแกงรสร้อนแรงจะเป็นที่โปรดปรานของใครหลายๆ คน อาจจะรวมถึงคุณ สำหรับแกงกะหรี่ไก่ กลิ่นไก่นั้นก็ไม่เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับกลิ่นของเครื่องแกงที่มาด้วยกัน รู้หรือไม่ว่ากลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากเครื่องแกงเช่น ใบยี่หร่า นั้นสามารถฝังอยู่ที่รูขุมขนของคุณไปได้หลายวันเลยทีเดียว วิธีแก้คือทานอาหารที่มีกระวานเป็นเครื่องปรุง หรือรับประทานพืชตระกูลขิง จะช่วยขับกลิ่นออกจากรูขุมขนคุณได้ไวยิ่งขึ้น

  • 3. กระเทียม

เป็นที่รู้ดีว่ากระทียมเป็นอาหารที่มีประโยชน์และช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่กระเทียมก็เป็นอาหารที่ทำให้คุณส่งกลิ่นตัวได้เช่นกัน กลิ่นกระเทียมนั้นรุนแรงเหลือร้ายจากสารประกอบที่มีซัลเฟอร์ หรือธาตุกำมะถันอยู่ ในชื่อที่เรียกว่า อัลลิซิน (allicin) ซึ่งจะถูกส่งออกมาเมื่อที่กระเทียมถูกหั่นหรือบด เมื่อเราบริโภคเข้าไป เจ้าอะลิซินนี้จะถูกสลายกลายเป็นสารชนิดอื่นอีกหลายชนิด ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของกองทัพแบคทีเรีย และนี่จึงเป็นสาเหตุของกลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์

  • 4. หน่อไม้ฝรั่ง

อาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร และกลิ่นจางๆ ดูไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากคุณบริโภคหน่อไม้ฝรั่งเข้าไปแล้ว ปัสสาวะของคุณจะส่งกลิ่นเหม็นเมื่อสารประกอบซัลเฟอร์ ที่เรียกว่า เมอร์แคปแทน (mercaptan)ถูกย่อยสลายในระบบทางเดินอาหารและปะปนมากับปัสสาวะของคุณ แต่สำหรับบางคนที่ไม่รู้สึกกว่ามีปัสสาวะกลิ่นเหม็นนั่นอาจเป็นเพราะร่างกายของคุณไม่มีเอนไซม์สำหรับย่อยเจ้าเมอร์แคปแทนนั่นเอง

  • 5. ผักตระกูลกะหล่ำ (บร็อคโคลี่, กะหล่ำปลี, กะหล่ำดาว)

ด้วยสารอาหารจากผักตระกูลกะหล่ำที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ซึ่งช่วยให้ร่างกายกำจัดสารพิษและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง จึงทำให้พวกมันได้รับความนิยมในการบริโภค แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มันอุดมไปด้วยซัลเฟอร์ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอันรุนแรงเมื่อคุณผายลม ราวกับแก๊สไข่เน่าเลยทีเดียว ดังนั้นหากคุณต้องร่วมพิธีการสำคัญๆ พยายามหลีกเลี่ยงพืชจำพวกกะหล่ำไว้ให้จงดี

  • 6. หัวหอม

หลีกเลี่ยงการบริโภคหัวหอม ด้วยสารประกอบซัลเฟอร์ในหัวหอม และน้ำมันในหัวหอมจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดภายหลังการย่อยในระบบย่อยอาหาร จึงสามารถเข้าสู่ปอดและปลดปล่อยออกมาได้ทางลมหายใจ ยิ่งคุณบริโภคหัวหอมมากเท่าไหร่ ปริมาณกลิ่นเหม็นที่คุณปลดปล่อยก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และ”มันจะหมดไปก็ต่อเมื่อเจ้าหัวหอมนี้ออกจากระบบการย่อยอาหาร”ของคุณไปแล้ว

  • 7. อาหารที่มีเส้นใยสูง

อาหารที่มีเส้นใยสูงหรือที่เรียกกันว่าไฟเบอร์ นั้นเป็นอาหารที่นับว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การบริโภคเข้าไปในประมาณที่มากกว่า 5 กรัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนเวลาที่คุณออกกำลังกาย ไม่เพียงแต่จะทำให้เหงื่อของคุณมีกลิ่นเหม็นเท่านั้น แต่ยังจะทำให้คุณเกิดอาการท้องป่องและเกิดแก๊สอีกด้วย เนื่องจากอาหารที่มีเส้นใยสูง ประกอบไปด้วย แก๊สต่างๆ เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และ มีเทน ซึ่งเมื่อผ่านระบบย่อยอาหาร แก๊สเหล่านี้จะถูกปลดปล่อยออกมา ก่อกลิ่นเหม็นสุดทนให้กับคุณ และคนรอบข้าง

  • 8. ทุเรียน

เป็นที่รู้ดีกันว่า ทุเรียน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้นั้นมีกลิ่นรุนแรงเหลือร้าย การที่มันประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน และสารประกอบซัลเฟอร์ ซึ่งเป็นตัวการแห่งกลิ่นอันร้ายกาจ จนมันสามารถทำให้คุณมีกลิ่นปากที่ไม่น่าให้อภัยในทุกสถานการณ์ จน แอนโทนี บอร์เดน(Anthony Bourdain) ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ลมหายใจของคุณจะเหม็นราวกับคุณได้ผ่านการจูบกับคุณยายที่เสียชีวิตไปแล้ว” สยองใช่ไหมคะ

  • 9. กาแฟ

แก้วอุ่นๆ และกลิ่นอันหอมกรุ่น ของกาแฟในยามเช้า อาจจะทำให้เดทคุณล่มสลายไปได้โดยไม่ยากนัก เพราะคาเฟอีนในกาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางของคุณ ส่งผลให้ต่อมเหงื่อของคุณถูกกระตุ้น นอกจากนี้ ด้วยความที่กาแฟมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งทำให้ช่องปากแห้ง และน้ำลายถูกหลั่งออกมาน้อย ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี และพวกมันก็พร้อมที่จะปลดปล่อยสารประกอบซัลเฟอร์เหม็นๆ ออกมากับลมหายใจของคุณ

ถ้าหากคุณกำลังมี “เดท”กับสาวสวยในเสปค หรือ กำลังมีนัดสัมภาษณ์งาน คงไม่ดีแน่ หากคุณพกกลิ่นสาปฉุนๆ ติดตัวไป หรือ “ปล่อยกลิ่นทางลม”(และอาจจะมีเสียงด้วย) ดังนั้น ก่อนที่คุณจะออกไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางฝูงชน พบปะผู้คนมากมาย อาหารทั้ง 9 ชนิดนี้คือสิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ (ก่อนที่มันจะทำให้เดทของคุณล่มสลายไปซะก่อน) แต่อย่างไรก็ตาม อาหารที่กล่าวมานี้ส่วนหนึ่ง มีประโยชน์ต่อร่างกายคุณไม่น้อย ดังนั้นหากคุณไม่ได้ออกไปไหนหรือมื้อเย็นที่คุณรับประทานเองที่บ้าน ก็เป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะบริโภคอาหารเหล่านี้ได้ค่ะ

อ้างอิงจากเว็บไซต์ ณ วันที่ 17/9/57

http://www.foxnews.com/leisure/2012/02/11/10-foods-that-make-smell/

http://spk.onab.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=824:2010-11-06-10-25-32&catid=93:2010-03-17-07-13-38&Itemid=394

http://health.howstuffworks.com/wellness/men/sweating-odor/diet-affect-body-odor.htm

โดย : ศิริชล บัวบุญ

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/varticle/500195

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1078191548912330

นักเรียนทำคะแนนได้ดีขึ้นเมื่อรู้ว่าแม้แต่ไอนสไตน์ก็ต้องพยายามเหมือนกัน (ศิริชล)

ในการทดลองหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มนักเรียนที่รับรู้ถึงความดิ้นรนและการทดลองต่าง ๆ ที่ล้มเหลวของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดบางคนที่เคยมีชีวิตอยู่นั้นสามารถทำคะแนนได้ดีขึ้นกว่าเด็กที่รับรู้เพียงแค่เฉพาะความสำเร็จเท่านั้น

นักวิจัยจาก Columbia University ได้พบว่า การแสดงให้นักเรียนทราบว่าคนอย่างไอนสไตน์หรือมารี กูว์รีนั้นต่างก็มีข้อบกพร่องส่วนบุคคลและด้านสติปัญญา และการที่วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ยากมากนั้นเพียงพอที่จะยกระดับทางการศึกษาของพวกเขาได้

“ในวัฒนธรรมของเรานั้น เรามักจะบอกว่าอย่าไปขู่เด็ก อย่าไปบอกเด็กว่างานมันยากลำบากขนาดไหน พวกเราคิดว่าเด็กนั้นเปราะบางมาก” ผู้นำการวิจัย Xiaodong Lin-Siegler กล่าว และเพิ่มเติมว่านี่เป็นวิธีที่ตรงกันข้ามที่เราควรจะใช้ “บอกความจริงกับพวกเขา พวกเขาแข็งแกร่งพอ”

Lin-Siegler และทีมงานของเธอได้รับสมัครนักเรียนชั้นม.3 และ 4 จำนวน 402 คนจากโรงเรียนมัธยมในพื้นที่ประชากรที่มีรายได้น้อยของเขต Bronx และ Harlem ที่เมืองนิวยอร์คสี่แห่งและแบ่งพวกเขาออกเป็นสามกลุ่ม

กลุ่มที่ถูกควบคุมนั้นได้หนังสือวิทยาศาสตร์ที่มีความยาว 800 คำศัพท์เกี่ยวกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ต่าง ๆ ของ อัลเบิร์ต ไอนไสตน์ มารี กูว์รี หรือไมเคิล ฟาราเดย์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีส่วนรวมสำคัญในด้านแม่เหล็กไฟฟ้าและเคมีไฟฟ้า

ซึ่งแทนที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับความสำเร็จต่าง ๆ ของคนเหล่านี้ นักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดิ้นรนต่าง ๆ ของนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้น เช่นการถูกห้ามไม่ให้เข้ามาในมหาวิทยาลัยเพราะเป็นผู้หญิง หรือหลบหนีจากนาซีเยอรมันเพราะตัวเองเป็นชาวยิว

กลุ่มที่สามนั้นได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดิ้นรนทางปัญญาของพวกเขาแทน เช่นการทดลองที่ล้มเหลวหลายครั้งของมารี กูว์รีและการเปลี่ยนโรงเรียนหลายครั้ง รวมถึงปัญหาการทำให้เพื่อนร่วมงานเชื่อว่าแรงโน้มถ่วงนั้นสามารถเบี่ยงเบนแสงได้ของไอนสไตน์ และวิธีที่ทำให้พวกเขาผ่านปัญหาเหล่านั้นมาได้ด้วย

แทนที่จะตีความการดิ้นรนของอิจฉริยะเหล่านั้นว่าเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าคนธรรมดานั้นคงไม่มีโอกาส ภายหลังจากการทดลองระยะเวลาหกอาทิตย์ นักเรียนผู้ที่เรียนรู้เกี่ยวกับความยากลำบากต่าง ๆ ของนักวิทยาศาสตร์นั้นกลับทำคะแนนได้ดีกว่าผู้ที่เรียนรู้เกี่ยวกับความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนั้นเพียงอย่างเดียว

นักเรียนที่ทำคะแนนได้น้อยที่สุดในกลุ่มที่ต้องอ่านเรื่องความยากลำบากนั้นกลับกลายเป็นว่าได้คะแนนสูงขึ้นมาที่สุดในชั้นด้วย

ที่น่าประหลาดใจก็คือกลุ่มที่ถูกควบคุมให้อ่านเกี่ยวกับความสำเร็จนั้นกลับทำคะแนนได้แย่ลงกว่าก่อนที่พวกเขาจะเข้าร่วมการทดลองครั้งนี้ “นักเรียนที่เรียนรู้เกี่ยวกับความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวนั้นทำคะแนนได้น้อยลง พวกเขาเชื่อว่านักวิทยาศาสต์เหล่านี้มีพรสวรรค์ ซึ่งต่างจากพวกเขา”

“เมื่อเด็กๆคิดว่าไอนสไตน์นั้นมีความอัจฉริยะที่ต่างจากคนอื่น ๆ เมื่อนั้นพวกเขาก็จะคิดว่าพวกเขาคงไม่มีทางเทียบได้” Lin-Siegler อธิบาย “นักเรียนหลาย ๆ คนไม่รู้ว่าความสำเร็จทั้งหมดนั้นต้องใช้เวลายาวนานและมีความล้มเหลวรออยู่อีกมากมาย”

ผลลัพธ์ดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Educational Psychology

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช่นักเรียนแล้ว หรือไม่มีวิชาวิทยาศาสตร์จะให้สอน การวิจัยครั้งนี้ก็มอบความเข้าใจที่น่าสนใจอย่างมากในเรื่องวิธีการที่เราจะกระตุ้นตัวเองให้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ  ไม่ว่าจะเป็นภาษาใหม่ วิธีเขียนโค๊ด หรือเล่นเครื่องดนตรีซักชิ้นหนึ่ง

สติปัญญานั้นเป็นสิ่งที่ดัดแปลงได้ และเราก็ต่อเติมเสริมมันด้วยประสบการณ์ต่าง ๆ แทนการที่จะต้องหยุดอยู่กับสิ่งที่เรามีตอนเกิดมา ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายดาย แต่การเรียนรู้เทคนิคที่ใช้โดยอัจฉริยะคนอื่น ๆ เพื่อก้าวข้ามมันไปก็นับว่าเป็นวิธีที่ดีทีเดียว

ที่มา : [http://www.sciencealert.com/science-students-do-better-when-they-know-einstein-and-curie-also-struggled]

โดย : ศิริชล บัวบุญ

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/504403

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1076928242371994

นักดาราศาสตร์ NASA เผยภาพของดาวหาง P/2016BA14 ดาวหางที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 200ปี (วิทยา)

 29 มีนาคม 2559

ดาวหางP/2016BA14 ที่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 246 ปี ด้วยระยะห่าง 3.5 ล้านกิโลเมตร (2.3 AU) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 เวลา 23.31 นาทีตามเวลาประเทศไทย

as20160329_1_01

ภาพถ่ายดาวหาง P/2016BA14 ด้วยวิธี Radar images โดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ NASA’s Deep Space Network at Goldstone, California
ภาพโดย NASA/JPL-Caltech/GSSR

       สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับดาวหาง P/2016BA 14นอกจากระยะทางที่เข้าใกล้โลกแล้วยังมีประเด็นน่าสนใจอื่นๆอีก ประเด็นแรกคือช่วงก่อนที่ดาวหางดวงนี้จะเข้ามาใกล้โลก นักดาราศาสตร์พบว่ามีดาวหางอีกดวงที่มีวงโคจรคล้ายกันเคลื่อนที่เข้ามาใกล้โลกในช่วงเวลาใกล้เคียงกันคือ 252P/LINEAR ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า นักดาราศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ Denis Denisenko ได้ตั้งสมมติฐานว่าP/2016BA14 อาจเป็นเศษที่แตกออกมาจากดาวหางดวงนี้ก็ได้ นักดาราศาสตร์จึงวางแผนใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ในการศึกษาพวกมันต่อไป

       ประเด็นที่สองคือการที่เราสามารถศึกษาประชากรดาวหางได้ในระยะใกล้ ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะนั้นถือว่ายังมีน้อยมาก การเก็บข้อมูลดาวหางในระยะใกล้ด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่ ต้องรอให้วัตถุเข้ามาใกล้จึงจะสามารถเก็บรายละเอียดของรูปร่างได้ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นถือว่าน้อยมาก  

       นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ Goldstone ในการเก็บข้อมูลเผยให้เห็นรูปร่างภาพดาวหาง P/2016BA14 ช่วงที่เข้าใกล้โลกมากที่สุด จากข้อมูลที่ได้ทำให้สามารถประมาณขนาดของดาวหาง P/2016BA14 ได้ว่ามีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 กิโลเมตร

https://www.youtube.com/watch?list=PLTiv_XWHnOZoFCYPi25rbz5gMM01ZHY-1&v=OVzKlYWSd2U

นิวเคลียสของหางP/2016BA14 ช่วงที่มีระยะห่างจากโลก 4.1-3.6 ล้านกิโลเมตรจากโลก โดยความละเอียด 8 เมตรในหนึ่งพิกเซล

ที่มา NASA’s Jet Propulsion Laboratory

       การเก็บข้อมูลดาวหาง P/201BA14 ยังคงดำเนินต่อไป โดย Vishnu Reddy นักดาราศาสตร์แห่งPlanetary Science Institute ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ NASA Infrared Telescope Facility (IRTF) ในการเก็บข้อมูล เขาพบว่าพื้นผิวของดาวหางดวงนี้สะท้อนแสงได้แค่ร้อยละ 3 ของแสงที่ตกกระทบ พื้นผิวของมันจึงไม่ต่างจากยางมะตอยที่ใช้ทำถนน เพื่อให้ได้ข้อมูลมาดขึ้นจึงต้องศึกษาในช่วงคลื่นอินฟราเรดร่วมด้วย

เรียบเรียงโดย สิทธิพร  เดือนตะคุ
ที่มา http://www.jpl.nasa.gov/news/news.php?feature=6180

โพสโดย นาย วิทยา ศรีรอต

ที่มา http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/2480-p-2016ba14-images

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1072653156132836

 

ไขความลับของแสงไฟในทุกการใช้งาน(พรสวรรค์)

ไขความลับของแสงไฟในทุกการใช้งาน

หน้าตาของบ้านในฝันสำหรับแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามสไตล์และความชอบ แต่คนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับการเลือกโทนสี เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ และของตกแต่งบ้าน จนลืมไปว่าการจัดวางระบบแสงสว่างที่เหมาะเจาะก็มีส่วนช่วยทำให้ทุกมุมของบ้านออกมาอย่างที่คิดไว้

แต่ได้ยินคำว่า ‘การออกแบบแสงไฟ’ ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยากนะ ไม่เชื่อก็ลองดูเทคนิคที่เรารวบรวมมาให้ แล้วจะรู้ว่าทำได้ง่ายกว่าที่คิดและเห็นผลอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องบรรยากาศภายในบ้านและการใช้งาน ที่สำคัญ การเลือกหลอดไฟแบบที่เหมาะสมและจำนวนที่พอดีมีส่วนช่วยให้เราประหยัดด้วยเพราะทำให้เราไม่ต้องใช้หลอดไฟมากเกินไป ทั้งยังไม่ต้องเสี่ยงกับการใช้ไฟเกินจำเป็นอีกด้วย


ขั้นแรกเริ่มจากการเลือกใช้ดวงไฟแต่ละประเภทก่อน เพราะหลอดไฟที่เหมาะสมจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างพื้นที่ที่ต้องการให้แสงสว่างได้อย่างดี เกณฑ์ในการเลือกขึ้นอยู่ทั้งกับพื้นที่และความสูงของห้องด้วย
อย่างเช่นห้องทำงานสูง 2.5 เมตร พื้นที่ประมาณ 15 ตร.ม. จะเหมาะกับหลอด LED 4-5 วัตต์ 10 หลอด แต่ถ้าเป็นหลอด 7-7.5 วัตต์ ใช้เพียง 6 หลอดก็เพียงพอ หรือใช้โคมซาลาเปา LED อาจเพิ่มโคมไฟแขวนเพดานหรือตั้งโต๊ะมาช่วยกระจายแสงสว่าง เพื่อให้อ่านหนังสือหรือทำงานได้สบายตายิ่งขึ้น แต่ต้องดูให้ไปกันได้กับไฟส่วนอื่นของห้องด้วย เพราะจุดประสงค์ในการเลือกไฟในห้องทำงานก็คือการใช้แสงไฟที่ช่วยเสริมให้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้นนั่นเอง


ห้องครัวเป็นห้องที่ถึงแม้ว่าเราอาจจะใช้เวลาในแต่ละวันน้อยกว่าห้องอื่นๆ แต่ใช่ว่าแสงสว่างที่เหมาะสมจะไม่จำเป็นสำหรับห้องนี้ จากหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบธรรมดา อาจเปลี่ยนเป็นหลอดที่อายุการใช้งานนานกว่าอย่างหลอด LED 7-7.5 วัตต์ สัก 8 หลอดสำหรับห้องขนาด 20 ตร.ม. และสูงประมาณ 2.5 เมตร แต่ถ้าห้องครัวบังเอิญอยู่ในมุมที่แสงน้อย สามารถทำให้สว่างขึ้นได้ด้วยการติดตั้ง Track Light หรือไฟหลืบที่เมื่อซ่อนไว้ใต้ตู้ลอยหรือเครื่องดูดควันแล้ว นอกจากจะทำให้ห้องครัวดูโมเดิร์นขึ้นอีกด้วย


ถัดจากห้องครัวก็มาถึงพื้นที่รับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแบบแยกมาเป็นอีกห้องต่างหาก หรือเชื่อมต่อมาจากห้องครัว สิ่งหนึ่งที่จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นอย่างใจ คือ หลอดไฟที่ปรับระดับความสว่างได้ เมื่อเข้าคู่กับโคมไฟห้อยหรือไฟแชนเดอเลียร์งามๆ พร้อมด้วยจานชามเข้าชุดแล้วล่ะก็ ทุกมื้อก็สามารถสร้างบรรยากาศดีๆ ได้ โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปเพื่อดินเนอร์ตามร้านอาหาร

อีกลูกเล่นหนึ่งที่ช่วยทำให้การจัดไฟในห้องครัวน่าสนใจขึ้นก็คือ การเน้นแสงไฟตรงจุดที่เป็นโต๊ะอาหารแทนที่จะให้แสงไฟเท่ากันทั่วห้อง โดยใช้ได้ทั้งโคมซาลาเปาหรือโคมไฟตกแต่ง แต่มีข้อควรระวังเล็กๆ น้อยๆ แสงไฟเฉพาะจุดนั้นจะต้องครอบคลุมทุกที่นั่งของโต๊ะ ไม่ใช่สว่างแต่เฉพาะบนโต๊ะเท่านั้น


ห้องนั่งเล่นก็เป็นอีกห้องที่ก็เป็นอีกห้องที่ไฟหลืบสามารถสร้างลูกเล่นที่มีประโยชน์ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะไฟที่ซ่อนไว้เหนือตู้วางของ ไฟดาวน์ไลท์ในห้องนั่งเล่นที่มีเพดานสูง 2.5 เมตร พื้นที่ 20 ตร.ม. จะลงตัวกับหลอดไฟ LED 9-9.5 วัตต์ ประมาณ 4 หลอด ถ้าเป็นตู้ขนาดใหญ่บานกระจกแก้วขนาดใหญ่ การติดไฟเหนือตู้เพิ่มนั้นนอกจากจะช่วยไฮไลท์ข้าวของที่อยู่ในนั้นแล้ว ยังเป็นไฟแบ็กกราวน์ให้กับห้องด้วยอีกทาง ให้ความรู้สึกอบอุ่นไปอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าอยากได้อารมณ์ซอฟท์ๆ แนะนำไฟติดผนังแสงสีขาวหรือสีที่เข้ากับโทนการตกแต่งห้อง

ไฟที่เหมาะกับการตกแต่งห้องนั่งเล่นนั้นมีให้เลือกหลายชอยส์ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ LED ดาวน์ไลท์, LED Strip Light-RGB, โคมซาลาเปา LED, โคมสปอตไลท์ LED หรือแม้แต่หลอดไฟ LED ธรรมดาตามที่ยกตัวอย่างไป

จากชั้นล่างขึ้นมาชั้นบน อย่ามองข้ามพื้นที่บันไดเชียวนะ เพราะเราสามารถสร้างจุดนำสายตาได้ด้วยการติดตั้งไฟ Strips Light ไว้ด้านใต้หรือด้านข้างของบันได ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านี้นอกจากจะทำให้เห็นทางเดินได้ชัดขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้บ้านดูมีมิติยิ่งขึ้นและไม่จำเจ


มาถึงห้องนอนกันบ้าง การเลือกใช้แสงไฟที่เหมาะสมจะมีส่วนช่วยสร้างผ่อนคลาย ทำให้พักผ่อนได้เต็มที่ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นให้คำนึงถึงพื้นที่และขนาดของห้องเป็นอันดับแรก อย่างเช่นห้องนอนที่เพดานสูงประมาณ 2.5 เมตร ขนาดราว 25 ตร.ม. จะเหมาะกับหลอดไฟ LED 7-7.5 วัตต์จำนวน 4 หลอด ซึ่งทำให้ห้องสว่างกำลังดี ไม่จ้าเกินและไม่มืดไป

ส่วนใหญ่แล้วพื้นที่แต่งตัวมักจะเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ก็ต่อเชื่อมกับห้องนอน ซึ่งไฟที่สว่างกว่าจะเหมาะกับพื้นที่สวนนี้ ขณะที่บริเวณที่แสงจากหลอดไฟตกกระทบเตียงนอน จะเหมาะกับหลอดไฟแบบ Softone ที่ให้อารมณ์ความรู้สึกแบบนุ่มนวล เหมาะแก่การพักผ่อน ซึ่งไฟในห้องนอนทั้งหมดนี้ เราสามารถเลือกให้ลงตัวได้จากโคมซาลาเปา LED, หลอดไฟ LED และแบบ LED Strip-light RGB โดยแมตช์ประเภทของหลอดไฟให้เข้ากับแต่ละส่วนของห้อง


ถ้าไขความลับของการผสมผสานและจัดวางแสงไฟได้เหมาะสมอย่างแล้ว บ้านในฝันของเราก็จะเป็นบ้านที่ครบทั้งประโยชน์ใช้สอย บรรยากาศถูกใจในราคาที่เหมาะสม และมีสไตล์เข้ากับความชอบของเราด้วย

ที่มา: http://home.sanook.com/9089/

โพสโดย: นางสาว พรสวรรค์ สอนเต็ม

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1078480475550104

ปรากฏการณ์เอลนิโญกำลังทำให้โลกขาดน้ำตาล (นุชรี)

ถ้าหากคุณเป็นคนชอบทานน้ำตาล – ซึ่งยอมรับมาเถอะว่าคุณน่าจะชอบ – ปี 2016 นี้จะเป็นปีที่สิ้นเปลือง เพราะว่าปรากฏการณ์เอลนิโญที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำตาลทั่วโลกที่เป็นปัญหาใหญ่กว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้มากทีเดียว

รายงานจาก The Independent ชี้ว่า ราคาน้ำตาลดิบนั้นพุ่งสูงขึ้น 45% ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และนักวิจัยบอกว่าสาเหตุเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนิโญได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่บนโลกที่เป็นแหล่งผลิตน้ำตาลส่วนใหญ่ อีกทั้งอินเดีย ไทย และจีนเองก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งซึ่งส่งผลต่อผลผลิตปีนี้และอาจจะรวมทั้งปีหน้าด้วย

อินเดียซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกได้ประสบกับปริมาณน้ำฝนที่ลดลงซึ่งจำกัดปริมาณการปลูกของชาวนา และยิ่งแย่ไปกว่านั้น พื้นที่ที่ได้รับน้ำฝนอย่างบราซิลเองก็ได้รับน้ำมากไปเกินกว่าที่จะปลูกอ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้หมายความว่าจะไม่มีน้ำตาลเพียงพอที่จะเติมเต็มความต้องการ 4.95 ล้านตันที่คาดการณ์ว่าโลกจะบริโภคในปีนี้ และทาง The Wall Street Journal ได้รายงานว่าความต้องการสารให้ความหวานจากธรรมชาตินั้นถูกคาดการณ์ว่าจะเกินอุปทานที่มีไป 7.6 ล้านตันในฤดูนี่ ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อนไปถึง 2.5 ล้านตัน

แต่ในด้านบวกก็คือ การขาดน้ำตาลในปีนี้ก็มาในช่วงที่น้ำตาลนั้นมีราคาถูกที่สุดในรอบหลายปีเนื่องจากมีการผลิตมากเกินความต้องการ “หลังจากการที่มีน้ำตาลล้นมาต่อเนื่องเป็นเวลาห้าปีที่ทำให้ราคานั้นลงมาต่ำสุดตั้งแต่ปี 2008 คาดว่าอุปทานนั้นจะลดน้อยลงกว่าความต้องการในช่วงปี 2015 – 2016” Rudy Ruitenberg จาก Bloomberg กล่าว

“ความจริงก็คือเรามีน้ำตาลมากเกินไปมาสี่ถึงห้าปีแล้ว ซึ่งเรากำลังจะมองเห็นการขาดน้ำตาลขนาดใหญ่ครั้งแรก” Tim Worledge จาก Platts Agriculture, an independent commodities analysis organisation กล่าวกับ The Wall Street Journal

นอกเหนือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว อะไรที่ทำให้เกิดการขาดแคลนครั้งนี้กันแน่? เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ เราต้องพูดเกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนิโญ ซึ่งหากสรุปโดยง่ายแล้ว มันก็เป็นแค่วงจรของสภาพอากาศเท่านั้น ซึ่ง National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ได้บอกไว้ว่า “เอลนิโญนั้นหมายถึงปฏิสัมพันธ์ขนาดใหญ่ของมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศซึ่งเชื่อมโยงกับช่วงเวลาการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิพื้นผิวทะเลตลอดเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกกลาง”

เวลาที่มันแสดงผลเต็มที่นั้นปรากฏการณ์เอลนิโญจะส่งผลกระทบไปทั่ว ซึ่งสำหรับบางพื้นที่นั้นหมายถึงปริมาณฝนที่มากขึ้น แต่สำหรับบางที่ก็หมายถึึงน้ำฝนที่น้อยลง ซึ่งในปีนี้กับปีที่แล้ววงจรของมันได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ผลิตน้ำตาลของโลกหนักกว่าที่อื่น ซึ่งไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษเลย เป็นแค่เพราะดวงไม่ดีเท่านั้นเอง

ดังนั้นสำหรับในอนาคตข้างหน้าก็ให้เตรียมพร้อมที่จะใช้เงินมากขึ้นเวลาไปซื้อน้ำตาลและหวังว่าอากาศนั้นจะเป็นใจให้กับพื้นที่ผลิตน้ำตาลในปีหน้า

ที่มา: [http://www.sciencealert.com/there-s-a-world-wide-sugar-shortage-happening-right-now-thanks-to-el-nino]

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1074837442581074

 พลาสติกที่เลียนแบบปีกแมลงช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (นุชรี)

พลาสติกชนิดใหม่ที่เลียนแบบผิวของปีกแมลงอาจจะช่วยเหลือมนุษย์ในเรื่องของการมองเห็นได้ มีคนมากกว่า 40,000 คน ในแต่ละปีที่ต้องการการปลูกถ่ายส่วนของดวงตาด้านหน้าที่เรียกว่า “กระจกตา (cornea)” แต่ที่มีผู้บริจาคนั้นไม่สามารถนำใช้ได้เสมอไป อีกทั้งร่างกายของผู้รับบริจาคอาจจะไม่ยอมรับการแทนที่ดวงตาในส่วนนี้จากผู้ที่บริจาคอีกด้วย และแบคทีเรียสามารถเข้าไปติดเชื้อกับวัสดุที่มาทดแทนได้อย่างง่ายดาย

นักวิจัยที่ University of California (UC) ใน Irvine ได้สร้างวัสดุที่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียขึ้นมาซึ่งมีลักษณะเป็นยอดแหลมเล็กๆ กว่าพันอัน ในแต่ละยอดแหลมนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับขนที่มองไม่เห็นบนปีกของแมลงปอ และมีลักษณะคล้ายกับปีกของแมลง โดยที่บริเวณผิวของมันสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิดอีกด้วย ที่ดีไปกว่านั้นคือ ผิวของมันสามารถที่จะจัดรูปให้เป็นส่วนโค้งได้อีกด้วย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับดวงตาของคน

โครงการนี้เกิดขึ้นมาจากนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในสหสาขาได้แบ่งปันความคิดเห็นร่วมกัน Albert Yee ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางด้านวัสดุที่ UC ใน Irvine เขาทำงานทางด้านนาโนเทคโนโลยี ซึ่งในสาขาทางด้านนี้จะทำงานเกี่ยวกับโครงสร้างที่มีระดับน้อยกว่า100/1,000,000เมตร นั่นคือประมาณ 1 ใน 1000 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ โดย Yee เคยสร้างโครงสร้างระดับนาโนเมตรที่ใช้กับชิพของคอมพิวเตอร์ด้วยพอลิเมอร์มาก่อนแล้ว

Yee ได้เรียนรู้ร่วมกับนักวิจัยทางด้านการแพทย์ด้วย ซึ่งต้องการเลียนแบบพื้นผิวของปีกแมลงปอและแมลงวัน แบคทีเรียจะตายเมื่อมันทำการสัมผัสบนพื้นผิวนี้ แบคทีเรียจะถูกทิ่มด้วยยอดแหลมระดับนาโนเมตรบนปีกของพวกมัน

Yee และทีมวิจัยของเขาได้ตัดสินใจที่จะค้นหาว่าความคิดจากงานก่อนหน้านี้อาจจะช่วยสร้างกระจกตาที่ทำจากพลาสติกให้ปราศจากเชื้อแบคทีเรียได้ ทีมวิจัยของเขาได้เลือกพลาสติกที่เรียกว่า PMMA ซึ่งย่อมาจาก polymethylmethacrylate พวกเขาเลือกใช้แม่แบบที่มีหนามแหลมในระดับนาโนเมตร PMMA ที่ได้รับความร้อนจะถูกกดอัดเข้าไปกับแม่แบบ หลังจากนั้น PMMA จะถูกทำให้เย็นตัวลงและมีลักษณะของหนามแหลมระดับนาโนเมตรคล้ายคลึงกับปีกของแมลงปอ ในการทดสอบ ผิวของวัสดุนี้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีผนังเซลล์บางได้เป็นจำนวนมากเช่น E. coli.

แต่กระจกตานั้นมีลักษณะเป็นส่วนโค้ง ไม่ได้เป็นแผ่นเรียบ และพอลิเมอร์ที่แบนนั้นจะถูกทำให้เสียรูปไปเมื่อมันมีลักษณะที่โค้ง ในการที่จะแก้ปัญหานี้ ทีมวิจัยได้ทำการสร้างแม่แบบที่มีลักษณะเป็นส่วนโค้ง เมื่อ PMMA เย็นตัวลงจะออกมาในลักษณะที่เป็นส่วนโค้ง

“พวกเราทำการทดสอบในช่วงแรกเพื่อพิสูจน์ว่ามันสามารถที่จะทำงานเป็นกระจกตาได้จริง” Mary Nora Dickson กล่าว เธอเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ UC และเป็นหนึ่งในทีมวิจัย เธอและนักศึกษาอีกคนก็คือ Elena Liang ได้รายงานการค้นพบของทีมวิจัยไว้เมื่อวันที่ 16 มีนาคมใน ซานดิเอโก้ ที่งานประชุม American Chemical Society

ที่มา:http://www.vcharkarn.com/vnews/504545

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1075513669180118