คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2016

นักวิทย์จีนสร้าง “สเปิร์ม” ในห้องแล็บสำเร็จ

ภาพจาก www.bbc.com

ผลการศึกษาทดลองของทีมนักวิจัยชาวจีน ตีพิมพ์ในวารสารเซลล์และเซลล์ต้นกำเนิด แสดงให้เห็นว่า สเปิร์มที่ผลิตขึ้นในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ สามารถใช้เพื่อให้กำเนิดทายาทหนูทดลองที่แข็งแรง สุขภาพดีได้

ทีมนักวิจัยใช้วิธีการนำเซลล์ต้นกำเนิดมาเปลี่ยนให้เป็นสเปิร์ม และนำมาผสมกับไข่เพื่อสร้างลูกหนูที่มีสุขภาพดีขึ้นมา และหนูที่เกิดจากสเปิร์มเหล่านี้สามารถเติบโตไปจนมีทายาทด้วยตนเองตามธรรมชาติได้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากระบุว่า นับเป็นการประสบความสำเร็จที่อาจนำไปสู่การรักษาภาวะเป็นหมันหรือการมีบุตรยากในมนุษย์ได้ และอาจช่วยผู้ชายที่สูญเสียความสามารถในการเจริญพันธุ์ไปจากการรักษาโรคมะเร็ง การติดเชื้อ อาทิ โรคคางทูม หรือความผิดปกติอื่นๆ ที่ทำให้ไม่สามารถผลิตสเปิร์มได้

ทั้งนี้ การผลิตสเปิร์มในอัณฑะนับเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ยาวนานและสลับซับซ้อนมากที่สุดในร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ โดยใช้เวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการทั้งหมดรวมแล้วนานกว่า 1 เดือน ซึ่งจากการทดลองล่าสุดนี้ทำให้เห็นว่า ถึงตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตสเปิร์มขึ้นมาในห้องทดลองได้แล้ว โดยใช้ตัวอ่อนของเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อชนิดใดก็ได้ นำมาผสมกับสารเคมี ฮอร์โมน และเนื้อเยื่อของลูกอัณฑะ

และในการทำให้สเปิร์มสามารถพัฒนาได้อย่างถูกต้อง เซลล์ดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการจัดเรียงดีเอ็นเอใหม่ที่สลับซับซ้อน เรียกว่าไมโอซิส ซึ่งทีมนักวิจัยจากจีนกลุ่มนี้ทำได้ตามมาตรฐานระดับเหรียญทอง แม้ว่าสเปิร์มที่พวกเขาสร้างขึ้นมาจะไม่ได้มีหน้าตาแบบที่มีหัว มีหาง และแหวกว่ายอย่างที่เราคุ้นเคยกันจากตำราเรียนวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่การทำงานก็สมบูรณ์แบบเหมือนสเปิร์มที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ

ที่มา  http://www.matichon.co.th/news/53200

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1048168745247944

อาหารปรุงจากไมโครเวฟ …ไม่อันตราย ??

 

สิ่งประดิษฐ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมนำมาใช้ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากคือ เตาอบไมโครเวฟ (Microwave Oven) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมที่มักจะนำมาใช้ในการเตรียมอาหาร

ในยุคปัจจุบันที่มีแต่ความรีบเร่งในการดำเนินชีวิตในสังคมเมืองโดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานนอกบ้าน โชคดีที่นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์มากขึ้น สิ่งประดิษฐ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมนำมาใช้ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากคือ เตาอบไมโครเวฟ (Microwave Oven) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมที่มักจะนำมาใช้ในการเตรียมอาหาร เนื่องจากว่าสามารถให้ความร้อนแก่อาหารอย่างรวดเร็ว ทำให้ประหยัดพลังงานและเวลาในการปรุงอาหาร

อย่างไรก็ตาม ในโลกอินเตอร์เน็ตกลับยังมีการนำข้อมูลอันตรายจากการใช้เตาอบไมโครเวฟในการอุ่นอาหารมาเผยแพร่ ทั้งยังกล่าวอ้างว่าทำให้อาหารที่เตรียมจากเตาอบไมโครเวฟเสียคุณค่าทางอาหารไป และยังอาจจะทำให้เกิดสารก่อมะเร็งในอาหารได้อีกด้วย

เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ข้อเท็จจริง จากเรื่องที่อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลที่เกิดจากการส่งต่อข้อมูลออนไลน์ดังกล่าว จึงขอนำเอาข้อมูลและเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาแบ่งปันให้ได้พิจารณา ก่อนตัดสินว่า “เตาอบไมโครเวฟ” นั้น คือตัวร้ายตามที่กล่าวอ้างกันหรือไม่

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกับการทำงานของเตาอบไมโครเวฟกันก่อนว่า ความร้อนที่เกิดจากเตาอบไมโครเวฟเกิดจากการทำงานคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งเป็นพลังงานคลื่นความถี่วิทยุชนิดหนึ่งที่ถูกปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดภายในเตาอบวิ่งผ่านเข้าไปในอาหารและเข้าไปทำให้โมเลกุลน้ำในอาหารสั่นไปมา การเสียดสีระหว่างโมเลกุลของน้ำในอาหารนี้เอง ที่ทำให้อุณหภูมิของอาหารสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาหารร้อนหรือสุกตามที่ผู้ใช้ต้องการ

เมื่อกล่าวถึงคลื่นไมโครเวฟ หลายคนอาจจะมีข้อกังวลว่าพลังงานคลื่นไมโครเวฟมีผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่? คำตอบคือ คลื่นไมโครเวฟไม่เป็นอันตรายโดยตรงต่อผู้ใช้แต่อย่างใด หากเตาอบไมโครเวฟที่ใช้นั้นได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีและวัสดุที่ห่อหุ้มภายในเตายังอยู่ในสภาพดี ก็จะไม่มีการรั่วไหลของคลื่นไมโครเวฟออกมา โดยกฎเกณฑ์สากลนั้น ยอมให้มีการรั่วไหลได้เพียงแค่ 5 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร ที่ระยะห่าง 5 เซนติเมตรจากเตา ซึ่งเป็นค่าต่ำกว่าระดับที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เป็นอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น คลื่นที่เกิดจากเตาไมโครเวฟนั้นมีพลังงานต่ำมาก ซึ่งต่างจากรังสีอื่นที่มีพลังงานสูง เช่น รังสีเอ็กซ์ รังสีอัลตร้าไวโอเลตหรือรังสีจากอนุภาคพลังงานสูงอื่น ๆ ซึ่งสามารถทำลายเซลล์ร่างกายของมนุษย์ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้

แม้ว่าเตาไมโครเวฟจะไม่ส่งผลกระทบในแง่สุขภาพดังที่กล่าวมาแล้วก็ตาม หากแต่ผู้ใช้ก็ต้องระมัดระวังอันตรายโดยทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่ได้ระมัดระวังหรือใช้เตาอบไมโครเวฟอย่างไม่ถูกวิธี ส่วนใหญ่มักจะเกิดอันตรายจากความร้อนที่เกิดขึ้นในอาหารนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้เตาไมโครเวฟอาจได้รับอันตรายจากความร้อนลวกมือ หรือปากจากการรีบรับประทานอาหารที่เพิ่งอุ่นด้วยเตาอบไมโครเวฟ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากอาหารที่อุ่นด้วยเตาอบไมโครเวฟ มักจะอมความร้อนไว้ภายในเพราะอาหารที่อุ่นด้วยเตาอบไมโครเวฟจะร้อนจากส่วนใน แล้วจึงแผ่พลังงานความร้อนออกมาด้านนอกและสีของอาหารมักจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ซึ่งต่างจากการปรุงหรืออุ่นอาหารโดยใช้เตาชนิดอื่นที่พลังงานความร้อนจะแผ่จากด้านนอกเข้าไปด้านใน

อีกตัวอย่างที่พบได้บ่อยและควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการใช้เตาอบไมโครเวฟในการต้มน้ำร้อน มักพบการอมความร้อนไว้ในน้ำนั้น มากกว่าที่ตาเรามองเห็น ซึ่งเรียกว่า “ปรากฎการณ์ซุปเปอร์ฮีท” (Super heat) ซึ่งบางท่านอาจจะเคยเห็นปรากฏการณ์นี้มาก่อน เช่น เมื่อต้มน้ำในถ้วยกาแฟด้วยเตาอบไมโครเวฟแล้ว น้ำในถ้วยกาแฟนั้นมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดปรกติได้โดยไม่เกิดฟองอากาศขึ้นในถ้วยนั้น เมื่อนำถ้วยกาแฟออกมาแล้วจะไม่เห็นฟองน้ำเดือด แต่เมื่อใส่ผงกาแฟลงไปจะทำให้เกิดปฏิกิริยากระตุ้นให้น้ำเดือดพลุ่งกระเด็นขึ้นมาจนลวกมือได้

ส่วนในเรื่องของข่าวลือที่ว่า การปรุงอาหารด้วยเตาอบไมโครเวฟจะทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารหรือก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งนั้น ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์นั้นการปรุงอาหารด้วยความร้อนไม่ว่าจะเป็นการใช้เตาอบธรรมดา กระทะ เตาย่าง หรือเตาอบไมโครเวฟ ก็มีผลต่อสารอาหารด้วยกันทั้งนั้น จากผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าถ้าใช้เตาไมโครเวฟอย่างถูกวิธี คุณค่าของอาหารนั้นจะไม่ได้แตกต่างจากการใช้วิธีหุงต้มตามปรกติเลย

จริงๆ แล้วปัจจัยที่ไปทำลายสารอาหารมากที่สุด คือ การใช้เวลาในการปรุงอาหารด้วยความร้อนนานเกินไป ซึ่งการปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ น่าจะเป็นวิธีการปรุงอาหารที่ส่งผลต่อสารอาหารน้อยที่สุดเพราะเป็นการปรุงอาหารที่ใช้เวลาสั้นที่สุด จากการทดลองเอาผักโขมมาประกอบอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ พบว่าปริมาณสารโฟเลตในผักโขมแทบจะไม่ลดลงเลย ขณะที่ถ้าเอาผักโขมไปต้มบนเตาไฟธรรมดาจะมีปริมาณลดลงถึง 77%

นอกจากนี้ ยังพบว่าการใช้คลื่นไมโครเวฟในการลวกอาหารมีประสิทธิภาพในการรักษาวิตามินต่างๆ ที่ละลายน้ำได้ เช่น กรดฟอลิก ไทอามิน และไรโบฟลาวินได้ดีกว่าลวกในน้ำเดือดถึง 3-4 เท่า ยกเว้นแต่ในกรณีของวิตามินซีที่จะสูญเสียมากกว่าการลวกด้วยน้ำเดือด ส่วนในกรณีที่ใช้เตาไมโครเวฟต้มอาหารจนสุกที่อุณหภูมิสูงเกินกว่า 100 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงได้มากกว่าอุณหภูมิการต้มน้ำโดยปรกติ จะทำให้วิตามินบี 12 เสียสภาพได้

ส่วนการศึกษาว่า การอุ่นหรือปรุงอาหารด้วยคลื่นไมโครเวฟ ที่อาจจะก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งในอาหารหรือไม่นั้น มีการศึกษาโดยการนำเอาเบคอน ซึ่งเป็นอาหารที่มักพบการปนเปื้อนของสารก่อมะเร็งที่มีชื่อว่า “สารไนโตรซามีน” (Nitrosamine) มาประกอบอาหารโดยใช้เตาอบไมโครเวฟ พบว่า คลื่นไมโครเวฟไม่ได้ทำให้รูปแบบสารประกอบเคมีในอาหารเปลี่ยนแปลงไปและคลื่นไมโครเวฟไม่ได้ตกค้างในอาหารนั้น อีกทั้งเบคอนที่นำมาประกอบอาหารด้วยไมโครเวฟนั้นมีปริมาณสารไนโตรซามีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย นั่นหมายความว่าสารพิษหรือสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ระหว่างการปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีข้อที่พึงให้ความระมัดระวังในการเลือกใช้ภาชนะบรรจุอาหารในการอุ่นหรือปรุงอาหารด้วยเตาอบไมโครเวฟ ผู้ใช้จะต้องเลือกใช้เฉพาะภาชนะที่สามารถใช้ได้กับเตาอบไมโครเวฟเท่านั้น โดยเฉพาะภาชนะที่เป็นโลหะ ห้ามใช้ภาชนะกระเบื้องที่มีลวดลายของโลหะหรือภาชนะพลาสติกชนิดธรรมดามาใช้กับเตาอบไมโครเวฟ เพราะโลหะจะทำให้เกิดประกายไฟทำให้เตาอบเสียหายได้ ส่วนภาชนะพลาสติกเมื่อถูกความร้อนจะทำให้เกิดการหลอมเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ คงพอจะให้เห็นแล้วว่าการใช้เตาอบไมโครเวฟมีความปลอดภัยต่อสุขภาพของท่านและยังทำให้มีความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตประจำวัน เพียงแต่ผู้บริโภคควรจะต้องมีความระมัดระวังในการใช้งานและบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อให้เครื่องไมโครเวฟนี้ช่วยสร้างความสะดวกและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง.

ที่มา  http://www.dailynews.co.th/article/382519

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1048370205227798

ความเสถียรของลูกข่าง (ไจโร) ใช้ได้ทั้งในอวกาศ และ สมาร์ทโฟน มีคลิป (ความรู้ฟิสิกส์)

นักบินอวกาศเล่นกับลูกข่างบนอวกาศ

1

https://youtu.be/tBpguL-bMbI

Tim Peake demonstrates gyroscope-stabilisation  

         นักบินอวกาศ เล่นกับลูกข่าง ถ้าลูกข่างยังไม่หมุน ลูกข่างจะมีทิศทางการหมุนไม่ค่งที่ ใช้มือปัด จะส่ายไปส่ายมา

         แต่ถ้าลูกข่างหมุนจะมีความเสถียร ทิศทางการหมุนคงที่   ไม่ว่าจะโดนสัมผัสอย่างไรก็ตามทิศทางการหมุนก็จะไม่เปลี่ยน  คุณสมบัติความสเถียรนี้ จึงประยุกต์ไปใช้ในการนำร่องของยานอวกาศ

      เราสามารถใช้คุณสมบัติการไม่เปลี่ยนทิศทางนี้ ประยุกต์เข้ากับ ระบบนำร่องของเครื่องบิน  การเดินเรือ หรือแม้แต่ สมาร์ทโฟน ดังบทความข้างล่าง

Gyro Sensor (Gyroscope Sensor)  ลูกข่างในมือถือ

    Gyro Sensor คือเซ็นเซอร์ที่มีไว้สำหรับตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน โดยเป็นการตรวจจับแบบ 3 แกน(3-Axes) เช่นเดียวกันกับ Accelerator Sensor แต่จะมีความถูกต้อง และแม่นยำมากกว่า เช่นการควบคุมการเล่นเกมส์ต่างๆ โดยเฉพาะเกมส์ที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวในหลายๆ ทิศทาง ที่เห็นได้ชัดก็เช่นบรรดาเกมส์แข่งรถทั้งหลาย หากอาศัย Accelerator Sensor เพียงอย่างเดียว ในบางครั้งการควบคุมก็อาจจะไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ แต่การที่มีGyro Sensor มาเสริม ก็จะทำให้การควบคุมมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ไม่ว่าจะจับถือเครื่องในอิริยาบทแบบใดก็ตาม

ที่มา  http://www.thaimobilecenter.com/article-2557/understanding-sensors-on-mobile-phone-and-smartphone.asp

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1048097421921743

สนใจความรู้ทางฟิสิกส์เรื่องอื่นๆโปรดสมัครกลุ่มฟิสิกส์ราชมงคลได้ที่นี่

 คลิกร่วมกลุ่ม Facebook  ฟิสิกส์ราชมงคลได้ที่นี คลิกครับ

หรือคลิกเป็นแฟนเพจได้ที่นี่

ฟิสิกส์ราชมงคล


คลิกครับผม

หรือ ติดต่อที่

Line ฟิสิกส์ราชมงคล

วิธีการเพิ่มเพื่อน ฟิสิกส์ราชมงคล

 

นักบินอวกาศนาซ่ากลับโลกหลังสร้างประวัติศาสตร์ (นุชรี)

สก็อตต์ เคลลี นักบินอวกาศขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐฯ หรือนาซ่า เตรียมตัวกลับโลกแล้วหลังจากสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศสหรัฐฯที่ใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาตินานที่สุด คิดเป็นเวลาเกือบปี

เคลลี่ เดินทางไปพร้อมกับ มิคเฮล คอร์เนนโค นักบินอวกาศรัสเซีย ทำงานร่วมกับนักบินอวกาศอีก 8 คน โดยมีการนำส่งสิ่งของจำเป็น ซ่อมส่วนต่างๆ และดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกมากมาย

เคลลี่ ยังได้ออกเดินอวกาศอีก 3 ครั้งในบริเวณนอกสถานีอวกาศ กินระยะทาง 400 กิโลเมตรบนโลก และทางคอร์เนนโคเดินไป 1 ครั้ง

“ผมพยายามเดินด้วยความระมัดระวัง มองไปยังความสำเร็จข้างหน้า ไม่มองไปที่จุดจบ” เคลลี่บอกกับผู้สื่อข่าว

“ผมสามารถอยู่ได้อีกเป็น 100 วันเลย และถ้าต้องอยู่อีกเป็นปีผมก็อยู่ได้”

เคลลี่และคอร์เนนโคใช้ชีวิตอยู่บนอวกาศมาประมาณ 340 วัน หรือราวๆ 2 เท่าของภารกิจที่นานที่สุดของนักบินอวกาศสหรัฐฯ และข้อมูลการใช้ชีวิตเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในภารกิจส่งมนุษย์ไปดาวอังคารที่จะต้องใช้ระยะเวลาเดินทางนานถึง 3 ปี

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าเคลลี่ก็เคยมีนักบินอวกาศของรัสเซียที่เคยมีปฏิบัติภารกิจอยู่บนอวกาศนานๆ โดยมีอยู่ถึง 4 คนด้วยกัน แต่ใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศเมียร์ที่ยังประจำการอยู่ในตอนนั้น โดยไฟลต์ที่ยาวสุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นระหว่างเดือนมกราคม 1994 ถึงมีนาคม 1995 โดยวาเลรี โปลยาคอฟ คุณหมอชาวรัสเซีย

“ร่างกายผมยังโอเคดี” เคลลี่ในวัย 52 เผย

หลังจากที่เคลลี่กลับสู่พื้นโลก จะมีการตรวจร่างกาย และนำผลการทดสอบไปเทียบกับมาร์ก เคลลี่ น้องชายฝาแฝดที่เป็นอดีตนักบินอวกาศของนาซ่าด้วย โดยทางนาซ่าจะศึกษาดูการเปลี่ยนแปลงทางยีนเนื่องจากรังสีในที่สูงและการอยู่บนสภาพเแวดล้อมที่มีแรงดึงดูดต่ำ

ก่อนหน้านี้ สก็อตต์ เคลลี่ เคยอยู่บนอวกาศนาน 159 วันบนสถานีอวกาศนานาชาติ และเคยเผยว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการอยู่บนอวกาศคือการต้องจากเพื่อนและครอบครัว

“สถานีอวกาศนั้นมหัศจรรย์จริงๆ” เคลลี่เคยพูดไว้ แต่ในปีต่อมาก็เสริมว่า “มันก็แค่ไม่ปกติล่ะนะ”

“มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ทรมาน ตัวอย่างเช่น ไม่มีน้ำไหล เหมือนกับการอยู่แคมป์ในป่าเป็นปีๆ”

ในสัปดาห์หน้า เคลลี่จะกลับสู่พื้นโลกพร้อมพกับคอร์เนนโค และเซอร์เกย วอลคอฟ นักบินอวกาศ และหลังจากตรวจร่างกาย เคลลี่จะเดินทางไปที่บ้านที่ฮูสตันและเริ่มว่ายน้ำ

อ้างอิง: http://newsdaily.com/2016/02/astronaut-heading-home-next-week-after-record-long-u-s-spaceflight/

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/504401

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1049419938456158

 

​เซลล์ไขมันนั้นมีอายุยืนกว่าเซลล์ปลอดไขมัน..หรือคนอ้วนจะอายุยืนกว่าคนผอม? (นุชรี)

เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความเชื่อมโยงกันระหว่างไขมันในเซลล์และอายุขัยของมัน ซึ่งอาจจะใช้อธิบายความขัดแย้งของโรคอ้วนที่สร้างความสับสนให้แก่นักวิทยาศาสตร์มาเป็นเวลาสิบๆปีว่าทำไมคนอ้วนถึงมีอัตราการตายที่ต่ำที่สุด ในขณะที่คนที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีไขมันน้อยนั้นกลับมีอัตราการตายที่สูงกว่า

งานวิจัยชิ้นใหม่ได้พบว่าเซลล์ยีสต์ที่มีระดับของ triacylglycerol (TAG) สูง – ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของไขมันในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ – นั้นมีอายุขัยที่นานกว่า แต่เมื่อเซลล์นั้นถูกระงับไม่ให้สังเคราะห์ TAG และมีไขมันน้อยลงแล้วมันกลับตายเร็วขึ้น

ทีมวิจัยจาก Michigan State University ยังพบด้วยว่าเซลล์ยีสต์ที่มีไขมันเยอะและมีชีวิตยืนยาวนั้นไม่มีความผิดปกติทางการเจริญเติบโตใดๆ และยังสามารถสืบพันธุ์ได้เหมือนปกติ ซึ่งนี่ถือเป็นวิธีการใหม่ที่ต่างไปจากวิธีการอื่นๆในการยืดอายุขัยของเซลล์ (เช่นการลดแคลอรี่และการลบพันธุกรรม) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้เซลล์อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายหรืออ่อนแอต่อแรงกดดันต่างๆจากสภาพแวดล้อมมากกว่าปกติ

และแน่นอนว่ามันเป็นการก้าวกระโดดจากเซลล์ยีสต์ไปยังเซลล์มนุษย์ แต่นักวิจัยก็คิดว่ามันอาจจะมีความเชื่อมโยงบางอย่างอยู่ก็เป็นได้

“ผ่านการวิเคราะห์อันซับซ้อน พวกเราได้แสดงให้เห็นว่าการผลิตซ้ำของ TAG ที่เพิ่มสูงขึ้นช่วยรักษาอายุขัยเอาไว้ผ่านกลไกลที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับวิธีการควบคุมอายุขัยอื่นๆที่มีร่วมกันทั้งในยีสต์และมนุษย์” ผู้เขียนงานวิจัย Min-Hao Kuo กล่าว “รายงานวิจัยของเรานั้นน่าจะกระตุ้นงานวิจัยใหม่ๆที่มีผลกระทบที่กว้างข้าง ซึ่งรวมไปถึงความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ของมนุษย์ด้วย”

ความขัดแย้งของโรคอ้วนนั้นเป็นทฤษฎีที่กำลังรอการพิสูจน์ว่าการที่เราอ้วนนั้นที่จริงแล้วอาจช่วยป้องกันคนบางกลุ่มและช่วยให้เขามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้ ซึ่งแน่นอนว่าการมีน้ำหนักมากเกินไปนั้นมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพต่างๆมากมาย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ความขัดแย้ง” นั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นนักวิทยาศาสตร์บางคนก็ยังเชื่อว่าไขมันในร่างกายที่มีเกินมานั้นก็มีประโยชน์บางอย่างในบางกรณี

มีบทความจาก New York Times ในปี 2013 ได้อ้างอิงถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่า

“รายงานจากข้อมูลของคนกว่า 3 ล้านคนพบว่าผู้ที่มีดรรชนีมวลกาย (BMI) จัดอยู่ในระดับน้ำหนักเกินนั้นมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ และในขณะที่คนที่เป็นโรคอ้วนนั้นมีความเสี่ยงต่ออัตราเสียชีวิตสูงที่สุดโดยรวม ผู้ที่มีระดับของโรคอ้วนต่ำ (BMI ระหว่าง 30 ถึง 35.9) นั้นไม่ได้มีแนวโน้มในการเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติแต่อย่างใด ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าวนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ชิ้นแรกที่นำเสนอถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวระหว่าง BMI และอัตราการตายก็ตาม แต่ก็นับเป็นรายงานที่มีข้อมูลมากที่สุดและถูกทำอย่างระมัดระวังที่สุด ด้วยการวิเคราะห์งานวิจัยเกือบ 100 ชิ้นงาน”

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่เป็นที่เห็นร่วมกันในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำใหม่งานวิจัยชิ้นนี้ิอาจจะมีคุณค่ามากต่องานวิจัยชิ้นอื่นๆในอนาคต แต่ Kuo เองก็ยอมรับว่าความขัดแย้งของโรคอ้วนนั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์จากหลายๆแขนงต่างก็สับสนด้วยกันทั้งนั้น

งานวิจัยชิ้นดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Plos Genetics

ที่มา : [http://www.sciencealert.com/why-do-obese-people-have-lower-mortality-rates-scientists-discover-that-fat-cells-outlive-lean-ones

นักวิทย์สร้าง “ยุงติดเชื้อ” สู้โรคระบาด(เจตน์พลกฤต)

7180072-3x2-940x627

สำนักข่าว ABC รายงานผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Peter Doherty แห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น  ประเทศออสเตรเลีย เกี่ยวกับการพัฒนาสายพันธุ์ยุงลาย (Aedes aegypti) ภายในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์   ด้วยการทำให้ยุงลายติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Wolbachia สองชนิด ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถลดความเสี่ยงการแพร่กระจายของโรคไข้เลือดออกสู่มนุษย์ได้

ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการเป็นตัวควบคุมทางชีวภาพของแบคทีเรีย Wolbachia ที่มียุงลายชนิดนี้เป็นพาหะ ต่อเชื้อไวรัสชนิดต่าง ๆ รวมถึงเชื้อไวรัสซิกา เชื้อไวรัสชิคุนกุนยา และเชื้อไวรัสไข้เหลือง ซึ่งจากการศึกษาในปีที่ผ่านมาพบว่ายุงลายที่ติดเชื้อแบคทีเรีย Wolbachia สายพันธุ์ wMel สามารถจำกัดการเพิ่มจำนวนของไวรัสก่อโรคในตัวยุงได้

จากการศึกษากับเชื้อไวรัสไข้เลือดออก แสดงให้เห็นว่า เมื่อ “ยุงติดเชื้อ” ไปกัดคนที่เป็นโรคไข้เลือดออก ความสามารถแพร่กระจายของเชื้อไวรัสในเนื้อเยื่อ “ยุงติดเชื้อ” จะถูกจำกัด ด้วยเหตุนี้ ถ้าไม่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกอยู่ที่ต่อมน้ำลายของยุง ยุงก็ไม่สามารถส่งผ่านเชื้อไวรัสไปสู่มนุษย์ได้ อีกทั้งแบคทีเรีย Wolbachia จะถ่ายทอดไปยังยุงตัวเมียรุ่นต่อไปซึ่งนั่นหมายความว่าการติดเชื้อแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายไปยังประชากรยุงได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสพัฒนาความสามารถในการต้านทานต่อแบคทีเรีย Wolbachia ทีมนักวิจัยจึงได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ของยุงลายที่ติดเชื้อด้วยแบคทีเรีย Wolbachia ทั้งสายพันธุ์ wMel และ wAlbB ซึ่งผลจากห้องทดลองชี้ให้เห็นว่า สามารถลดการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสไข้เลือดออกในยุงได้เช่นกัน อีกทั้ง“ยุงติดเชื้อ” เหล่านี้ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้เลือดออกได้ดีกว่ายุงที่ติดเชื้อแบคทีเรียเพียงสายพันธุ์เดียว

โพสโดย เจตน์พลกฤต สุขสวัสดิ์มงคล

ที่มา http://www.abc.net.au/news/2016-02-19/superinfected-mosquitoes-to-fight-dengue-zika-viruses/7180960

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1049432158454936

iPhone 7 คอนเซ็ปต์ล่าสุด! กับนวัตกรรมป้องกันการตกกระแทกด้วยปล่อยก๊าซ CO2 แรงดันสูงสุดล้ำ จะทำเครื่องตกอีกกี่ครั้งก็ไม่ต้องหวั่น!

เรียกได้ว่าช่วงก่อนหน้าที่ iPhone แต่ละรุ่นจะเปิดตัว มักมีเหล่าดีไซน์เนอร์ทั่วโลกทำการออกแบบตัวเครื่องในลักษณะต่างๆ จนบางครั้งความสวยงาม และฟีเจอร์สุดล้ำอีกมากมายที่มาในรูปแบบของภาพคอนเซ็ปต์ทำให้ผู้ชมคิดว่า สมาร์ทโฟนเครื่องเล็กๆ เพียงเครื่องเดียวจะมีความสามารถถึงขั้นนี้จริงหรือ? ล่าสุดมีคลิปวิดีโอคอนเซ็ปต์ iPhone 7 ออกมาอีกครั้ง และคราวนี้มาพร้อมฟีเจอร์ที่ตื่นตาตื่นใจพอสมควรนั่นก็คือ ระบบก๊าซแรงดันสูงที่ป้องกันการตกกระแทกพื้น
11
12
13
14
ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Apple ผ่านการรับรองสิทธิบัตรการผลิตชิ้นส่วนป้องกันการตกกระแทกที่สามารถทำงานโดยอัตโนมัติไว้แล้ว คลิปวิดีโอคอนเซ็ปต์ iPhone 7 ที่เป็นฝีมือของ Sonitdac คลิปนี้ก็น่าจะมีแรงบันดาลใจมาจากสิทธิบัตรดังกล่าว โดยเมื่อตัวเครื่องกำลังร่วงสู่พื้น เซ็นเซอร์ภายในจะทำการวัดความเร็ว และระยะห่างของตัวเครื่องกับพื้นว่าขณะนี้สมาร์ทโฟนกำลังร่วงหล่นอยู่ด้วยความเร็ว และระยะห่างเท่าใด พร้อมทำการคำนวณจังหวะเวลาที่ตัวเครื่องใกล้ตกถึงพื้น จากนั้นจะมีก๊าซแรงดันสูงถูกปล่อยออกมาตามมุมของตัวเครื่องเพื่อชะลอความเร็วในการตก
15
16
17
18
19
รูปแบบของการใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าว ผู้ออกแบบได้สร้างระบบท่อก๊าซภายในตัวเครื่องที่เชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ตรวจจับการตก ซึ่งท่อก๊าซเหล่านี้จะสามารถปล่อยก๊าซแรงดันสูงออกมาได้ตามมุมของตัวเครื่อง และมีที่เติมก๊าซอยู่บริเวณด้านล่าง ซึ่งก๊าซที่ใช้เติมนั้น ผู้ออกแบบกำหนดให้เป็น High Pressure CO2 Gas หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แรงดันสูง เมื่อเสียบเข้ากับจุดเติมก็สามารถเติมก๊าซไว้ใช้งานในกรณีฉุกเฉินได้ทันที

 

Sourcs From Patjaa.com

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1049712255093593

Wi-Fi ชนิดใหม่ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่าและอาจทำให้มือถือของคุณไม่ดับก่อนกลับถึงบ้านได้(ปรัชญาณัชญ์)

ถ้าหากคุณเคยค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเพื่อหาคำแนะนำถึงวิธีการประหยัดแบตเตอรี่บนเครื่องโทรศัพท์ของคุณล่ะก็ คุณจะรู้ว่าอันดับหนึ่งนั้นมักจะเหมือนกันเสมอ: ให้เปลี่ยนเป็นโหมดการบิน หรือ Airplane mode นั่นเอง

ทำไมล่ะ?

Wi-Fi ที่คุณกำลังใช้อยู่นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับมนุษย์ แต่มันก็ใช้พลังงานอย่างมากมายเหลือเกิน ซึ่งข่าวดีก็คือนักวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรในสหรัฐฯได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการขนส่งข้อมูล Wi-Fi ด้วยการใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่าของวิธีดั้งเดิม และน้อยกว่าทางเลือกประหยัดพลังงานอื่นๆเช่น Bluetooth กว่า 1,000 เท่านั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ซึ่งพวกเขาได้เรียกมันว่า Passive Wi-Fi มันเป็นอะไรที่เราต้องการมันในชีวิตเดี๋ยวนี้เลย

“เราอยากจะรู้ว่าเราสามารถส่งข้อมูลผ่าน Wi-Fi ด้วยการแทบไม่ใช้พลังงานเลยได้หรือไม่” Shyam Gollakota ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยจาก University of Washington กล่าว “ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ Passive Wi-Fi ทำ เราสามารถที่จะใช้ Wi-Fi ด้วยพลังงานน้อยกว่าสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ถึง 10,000 เท่า”

Gollakota และทีมของเขาสามารถคิดวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งการส่งผ่านข้อมูล Wi-Fi พลังงานต่ำด้วยการแยกการทำงานทาง digital และ analogue ที่อยู่ในการขนส่งข้อมูลวิทยุออกจากกัน ซึ่งในหลายสิบปีที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพทางด้าน digital ที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลเหล่านี้อย่างมาก และมันก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยทำมา แต่ไม่มีใครไปสนใจในด้านของ analog เท่าไหร่นัก ซึ่งนั่นหมายความว่ามันยังใช้พลังงานในปริมาณมากอยู่นั่นเอง

ดังนั้น แทนที่จะใช้พลังงานมากๆไปกับสัญญาณพวกนี้ Passive Wi-Fi นั้นสามารถที่จะเลือกสะท้อนคลื่นวิทยุที่เข้ามาและสร้างสัญญาณใหม่ขึ้นมาได้ในขณะที่ตัวมันนั้นสามารถดูดซับพลังงานจากสัญญาณที่มันกำลังแปลงสภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับวงจรของตัวเองได้ด้วย

Bryan Lufkin จากเว็บไซต์ Gizmodo ได้อธิบายไว้ว่า

“มีอุปกรณ์ตัวหนึ่งเสียบปลั๊กติดไว้ที่กำแพง – ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ใช้พลังงานเกือบทั้งหมดในกระบวนการนี้ – จะทำหน้าที่ส่งคลื่น analogue ไปยังตัวเซ็นเซอร์ Passive Wi-Fi ซึ่งตัวมันเองนั้นเกือบจะไม่ต้องใช้พลังงานในการทำงานเลย ซึ่งหลังจากนั้นตัวเซ็นเซอร์ก็จะเลือกคลื่นสัญญาณและสะท้อนมันต่อไปด้วยสวิตช์ digital ที่ทำหน้าที่สร้างตัว packet Wi-Fi ขึ้นมาซึ่งมอบ Internet พลังงานต่ำด้วย bit rate ที่มากถึง 11 megabits ต่อวินาทีไปยังอุปกรณ์ต่างๆอย่างเช่นโทรศัพท์ เราเตอร์ และอื่นๆอีกมากมายได้”

ในขณะที่ความเร็วดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ได้เร็วที่สุดในโลก แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก และมันก็ยังมีความเร็วสูงกว่า Bluetooth อยู่มาก ซึ่งเราคงไม่บ่นแน่นอนถ้ามันหมายถึงว่าเราสามารถที่จะกลับไปถึงบ้านได้ก่อนที่มือถือเราจะแบตหมดแล้วดับไป

ในตอนนี้ เทคโนโลยี Passive Wi-Fi นั้นถูกพิสูจน์แล้วภายในตัวมหาวิทยาลัย และมันสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ใช้ Wi-Fi ใดๆก็ได้โดยมีระยะการเชื่อมต่อไกลถึง 30 เมตรและสามารถส่งสัญญาณผ่านทะลุกำแพงได้

“เซ็นเซอร์ของเรานั้นสามารถพูดคุยกับเราเตอร์ มือถือ แทบเล็ต หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆก็ได้ที่มีชิพ Wi-Fi ติดตั้งอยู่ สิ่งที่น่าทึ่งก็คือว่าอุปกรณ์เหล่านี้สามารถถอดรหัส Wi-Fi packet ที่เราสร้างขึ้นมาผ่านการสะท้อนได้ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องการอุปกรณ์พิเศษใดๆเพิ่มเติมเลย”

เทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกให้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 10 การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ในด้านเทคโลยีของปี 2016 โดย MIT Technology Review ซึ่งได้ให้รายงานไว้ว่าอุปกรณ์ Passive Wi-Fi นี้อาจจะใช้ต้นทุนต่ำว่าหนึ่งดอลล่าร์ในการผลิตด้วย

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือเราต้องการอุปกรณ์ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่านี้ และบางทีเทคโนโลยีนี้อาจจะนำพาเราไปถึงจุดนั้นได้ก็เป็นได้

ที่มา : [http://www.sciencealert.com/this-new-type-of-wi-fi-uses-10-000-times-less-power-so-your-phone-won-t-die-all-the-time]

โพสโดย : ปรัชญาณัชญ์  ดวงใจ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1049435755121243

‘ถ้วยอนามัยอัจฉริยะ’ สำหรับวันนั้นของเดือนของสาวๆ (สิ่งประดิษฐ์)

ยุคนี้อะไรๆก็ทำให้ Smart ได้หมด  ไม่ว่าจะเป็นแปรงสีฟัน รองเท้า เสื้อ กำไล ฯลฯ แต่สำหรับสิ่งประดิษฐ์อัจฉริยะชิ้นใหม่ที่จะนำมาบอกเล่ากันนี้ อาจจะฟังดูน่ากลัวนิดๆ  เพราะมันคือ “ถ้วยอนามัยอัจฉริยะ” ค่ะ

looncup

พูดถึง “ถ้วยอนามัย” เชื่อว่าผู้ชายส่วนใหญ่น่าจะไม่รู้จัก และผู้หญิงหลายๆคนก็คงไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีด้วยหรือ จริงๆแล้วถ้วยอนามัยมีไว้ใช้สำหรับรองประจำเดือนของผู้หญิงนั่นเองค่ะ  ปกติบ้านเรา สาวๆจะใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่นกัน  แต่ที่ต่างประเทศเค้าจะนิยมเป็นพวกผ้าอนามัยแบบสอดหรือไม่ก็ถ้วยอนามัยนี่มากกว่า วิธีการใช้งานก็จะพับถ้วยให้เล็กๆแล้วใส่เข้าไปข้างใน…

 

looncup2

มาเข้าเรื่องกันที่เจ้าถ้วยอนามัยอัจฉริยะ LOONCUP นี้กันบ้าง  มันทำมาจากซิลิโคนเหมือนที่ใช้ทำถ้วยอนามัยทั่วไปค่ะ แต่จะมีการฝังแบตเตอรี่และเซ็นเซอร์ไว้ภายในถ้วยซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบน Smartphone สำหรับติดตามดูปริมาณของประจำเดือน และวิเคราะห์สีของประจำเดือน ซึ่งจะบ่งบอกถึงสภาพร่างกายภายในของคุณได้ (สีของประจำเดือนบางครั้งอาจจะเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคบางอย่างค่ะ)

หลังจากใช้งานไปแล้วครั้งหนึ่ง เจ้าถ้วยอนามัยอัจฉริยะนี้ก็จะสามารถคำนวณวันที่รอบเดือนครั้งถัดไปจะมาให้ได้ด้วย และช่วงแจ้งเตือนผู้ใช้งานก่อนถึงวันนั้นของเดือน

https://www.facebook.com/rmutphysics1/posts/1058165687540338

​น่าห่วง! ประชากรครึ่งโลกอาจสายตาสั้นในปี 2050 (นุชรี)

นักวิทยาศาสตร์คาดกันว่าประชากรกว่าครึ่งโลก (ราว ๆ 5 พันล้านคน) จะกลายเป็นคนสายตาสั้นในปี 2050 และหนึ่งในห้า (ประมาณ 1 พันล้านคน) มีความเสี่ยงที่จะพิการทางสายตามากขึ้นหากแนวโน้มในปัจจุบันยังเป็นเช่นนี้อยู่

งานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Ophthalmology โดยเผยว่า ตัวเลขของผู้ที่จะสูญเสียความสามารถในการมองเห็นเนื่องจากสายตาสั้นอย่างหนักจะสูงขึ้นจากปี 2000 ถึง 7 เท่าตัวในปี 2050 และจะเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียความสามารถในการมองเห็นอย่างถาวร (ตาบอด) โดยสิ้นเชิงทั่วโลกในอนาคต

“การอุบัติขึ้นของโรคสายตาสั้นที่มากขึ้นนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมนั้น ซึ่งหลัก ๆ ก็มาจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเนื่องจากการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่น้อยลงและการทำงานที่มากขึ้น” นักวิจัยที่ศูนย์สายตา ไบรเอน โฮลเดน มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย และสถาบันวิจัยสายตาสิงคโปร์เผย

การค้นพบครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ในวงการสาธารณสุข โดยนักวิจัยชี้ว่าในอนาคตควรจะต้องมีการให้บริการดูแลสายตามากขึ้น เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของโรคสายตาสั้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ปี 2000 และควรจะมีวิธีการพัฒนาการรักษาโรคสายตาสั้นและป้องกันไม่ให้เป็นโรคสายตาสั้นอย่างหนัก

“เราจะต้องแน่ใจให้ได้ว่าเด็กของเราได้รับการทดสอบสายตาอย่างสม่ำเสมอโดยผู้เชี่ยวชาญทางสายตา ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรทำทุกปี เพื่อที่ว่าเราจะได้มียุทธศาสตร์ในการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสำหรับคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง” ศาสตราจารย์โควิน ไนโด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสถาบันไบรเอน โฮลเดน เผย

“ในยุทธศาสตร์นี้ควรจะมีการส่งเสริมให้คนทำกิจกรรมกลางแจ้งกันมากขึ้น และใช้เวลาที่อยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้สายตาจ้องให้น้อยลง”

“ยิ่งไปกว่านั้น ควรจะต้องมีวิธีการพัฒนาเลนส์พิเศษและคอนเทกเลนส์หรือยารักษาที่ดีกว่าเดิม และต้องลงทุนวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเยียวยาด้วย”

อ้างอิง: Brien Holden Vision Institute. (2016, February 17). Half the world to be short-sighted by 2050: One billion high myopes globally by 2050. ScienceDaily. Retrieved February 19, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/02/160217113308.htm

งานวิจัย: Brien A. Holden, Timothy R. Fricke, David A. Wilson, Monica Jong, Kovin S. Naidoo, Padmaja Sankaridurg, Tien Y. Wong, Thomas J. Naduvilath, Serge Resnikoff. Global Prevalence of Myopia and High Myopia and Temporal Trends from 2000 through 2050. Ophthalmology, 2016; DOI:10.1016/j.ophtha.2016.01.006

ที่มา  :  http://www.vcharkarn.com/vnews/504347

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1047295958668556