คลังเก็บรายเดือน: มกราคม 2016

ยลโฉมเรือยอชท์ พลังงานแสงอาทิตย์ ฝีมือคนไทย ลำแรกของโลก (29 จรัส)

เรือยอชท์ลำแรกของโลก ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
เรือยยอชท์ ลำแรกของโลก ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

 

เรือยอชท์ลำแรกของโลก ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

 ยลโฉมเรือยอชท์ลำแรกของโลก ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์โดยฝีมือของคนไทย มีมูลค่า 75 ล้านบาท และสามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ 100%

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2557) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานว่า มีการเปิดตัวเรือ Heliotrope 65 ซึ่งเป็นเรือยอชท์ลำแรกของโลกที่มีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ บริเวณท่าเทียบเรือโอเชี่ยนมารีน่า จ.ชลบุรี โดยเรือยอชท์ลำนี้มีมูลค่า 75 ล้านบาท และเรือยอชท์ลำนี้ยังประกอบด้วยฝีมือคนไทยทั้งลำ และยังถูกตกแต่งด้วยความสวยงามประณีต มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โดยมีห้องนอนที่หรูหรา 4 ห้อง รวมถึงห้องอาบน้ำ ห้องครัว พร้อมทั้งมีอินเทอร์เน็ตอีกด้วย 

ทั้งนี้ นางสาวแคโรไลน์ เลป ชาวโมร็อกโก เจ้าของเรือยอชท์ลำนี้ เล่าว่า ตนมีความฝันว่าอยากจะสร้างเรือยอชท์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมี ต่อมาได้เอาความคิดนี้ไปเสนอกับบริษัทต่อเรือในยุโรปหลายบริษัทแต่ก็ถูกปฏิเสธและบางบริษัทถึงขั้นหัวเราะเยาะใส่ด้วย เพราะมองว่าไร้สาระ 

เรือยอชท์ลำแรกของโลก ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

 

เรือยอชท์ลำแรกของโลก ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

อย่างไรก็ตาม ตนก็ไม่ยอมแพ้ จนกระทั่งมาพบกับคุณฟิลิปเป้ เกอนัต เจ้าของกิจการต่อเรือในประเทศไทย ซึ่งหลังจากที่ตนเสนอความคิดดังกล่าวไป คุณฟิลิปเป้ก็เกิดความสนใจและตกลงที่จะรับจ้างสร้างเรือยอชท์ลำดังกล่าว โดยใช้เวลาสร้าง 3 ปี เป็นเรือยอชท์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ 100% นอกจากนี้ยังไม่มีเสียงรบกวนและไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลอีกด้วย

ด้านนายฟิลิปเป้ เจ้าของโรงงานต่อเรือดังกล่าว บอกว่า ตนอยู่เมืองไทยมานานกว่า 10 ปีแล้ว ส่วนที่ตัดสินใจมาตั้งโรงงานต่อเรือในไทยเพราะประทับใจหลายอย่างที่นี่ โดยเฉพาะการทำงานของคนไทย นอกจากนี้คนในโรงงานตนทุกคนก็เป็นคนไทย และยังทำงานด้วยใจรักในการต่อเรืออีกด้วย  

นายฟิลิปเป้ยังบอกอีกว่า โรงงานต่อเรือในต่างประเทศจะใช้เครื่องจักรเป็นหลักในการทำงาน ซึ่งเครื่องจักรมีความเร็วกว่าก็จริง แต่กลับขาดจิตวิญญาณในการทำงาน และขณะนี้โรงงานของตนยังกำลังสร้างเรือยอร์ชที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ลำที่ 2 อีกด้วย ชื่อว่าเรือ Heliotrope 45 แต่จะมีขนาดเล็กว่าลำแรก

ส่วนคุณพันธ์ศักดิ์ เรืองราษฎร์ ผู้ที่ควบคุมการก่อสร้าง บอกว่า ทุกคนมีความภาคภูมิใจในการทำงานนี้อย่างมาก ซึ่งแต่ละขั้นตอนในการสร้างจะต้องอาศัยความชำนาญอย่างมาก นอกจากนี้คนในโรงงานก็เรียนจบมาจากสาขาการต่อเรือโดยเฉพาะ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่ายังคงขาดแคลนคนงานในสาขาดังกล่าวอยู่ เนื่องจากคนไม่ค่อยสนใจเรียนทางด้านนี้กัน ซึ่งในความเป็นจริงงานต่อเรือนี้เป็นงานที่ได้ค่าตอบแทนสูงมาก

คลิปจาก Youtube

คลิป เรื่องเล่าเช้านี้ เปิดตัวเรือยอร์ชพลังงานแสงอาทิตย์ลำแรกของโลก ฝีมือคนไทย (28 พ.ย.57) โพสต์โดย เรื่องเล่าเช้านี้ บีอีซี-เทโร

ที่มา http://hilight.kapook.com/view/112051

โพสโดย นาย จรัส บุณยธรรมา

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1031520423579443

วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการระเบิดของลูกโป่ง(เจตน์พลกฤต)

https://youtu.be/KdtSN7Zl9WQ

ถ้าคุณรอบรู้พอ คุณจะพบว่ามีวิทยาศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งทุกอย่างในโลกของเรา ซึ่งนั่นรวมถึงการระเบิดของลูกโป่งด้วย และนี่คือความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ …

ภาพที่น่าทึ่งดังต่อไปนี้ เป็นของ Sébastien Moulinet นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งพยายามจะตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นขณะลูกโป่งระเบิด โดยอุปกรณ์ที่ช่วยไขข้อข้องใจในการทดลองนี้มีเพียงแค่กล้อง high-speed และใบมีด

Moulinet และ Mokhtar Adda-Bedia เพื่อนร่วมงานของเขา วิเคราะห์วิธีการที่ลูกโป่งระเบิดกับความสัมพันธ์ของแรงตึงผิวของลูกโป่ง โดยที่แรงตึงผิวนี้จะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของลูกโป่ง พวกเขาพบว่า มันไม่ใช่แค่แรงดันภายในเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความหนาและ ความโค้งของพื้นผิวของลูกโป่งที่มีส่วนทำให้เกิดการแยกออกของพื้นผิวด้วย

การขยายตัวน้อยๆ ทำให้ลูกโป่งระเบิดและแยกออกเป็น 1-2 แนว อย่างไรก็ดี เมื่อการขยายตัวถึงขีดจำกัด นั่นจะปรากฏรอยแยกให้เห็นในหลายแนวซึ่งในบางกรณีมากถึง 40 แนวเลยทีเดียว   Moulinet และ Adda-Bedia คิดว่า หลักการนี้จะเป็นจริงในวัสดุอื่นๆ ด้วยเช่น แก้ว ดังนั้นมันจึงไม่ใช่แค่ของเล่นในงานปาร์ตี้เด็กน้อย แต่มันยังเป็นงานวิจัยที่มีประโยชน์อย่างมาก  “ยิ่งมีความเครียดสูง พลังงานศักย์ยืดหยุ่นจะถูกเก็บไว้ในผิวลูกโป่งมากขึ้น และนั่นจะยิ่งเพิ่มรอยแยกมากขึ้นเมื่อพลังงานนั้นระเบิดออกมา” Moulinet กล่าว  ลูกโป่งถูกสูบลมโดยนักวิจัย และเมื่อลูกโป่งถูกเจาะ

การระเบิดจะเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่ดูคล้ายรูปร่างของปลาหมึกยักษ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อถึงขีดจำกัดของสภาพยืดหยุ่น การฉีกออกของพื้นผิวของลูกโป่งแสดงให้เห็นการกระจายออกตามแนวรัศมีจากจุดเจาะที่แรงดันสูง  การศึกษาของ Moulinet และ Adda-Bedia ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Physical Review Letters    “การแตกกระจายที่เกิดขึ้น เกิดจากพลังงานศักย์ยืดหยุ่นที่ถูกสะสมไว้ในพื้นผิวลูกโป่งถูกปล่อยออกมาเมื่อลูกโป่งโดนเจาะ” นักวิจัยกล่าวสรุป หลักการเหล่านี้อาจนำไปใช้ได้ในข้อมูลของการแตกหักของวัสดุประเภทวัสดุเปราะ (brittle materials) อื่นๆ

 ที่มา  www.sciencealert.com/the-science-behind-a-bursting-balloon

 โพสโดย เจตน์พลกฤต สุขสวัสดิ์มงคล

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1034186863312799 

 

คนที่ฝันแล้วรู้ตัวว่าฝันอยู่คือคนเก่ง(เจตน์พลกฤต)

00100

นักวิจัยพบว่า คนที่รู้ตัวเองว่าหลับอยู่ในขณะที่กำลังฝันนั้นจะมีทักษะการแก้ปัญหาที่ดีกว่าปกติ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลินคอล์น สหราชอาณาจักรเผยว่า คนที่เคยมีประสบการณ์รู้ตัวเองว่ากำลังหลับและฝันอยู่ หรือที่เรียกว่า Lucid Dreaming นั้นมักจะสามารถแก้ไขปัญหาในโลกขณะตื่นได้ดีกว่าคนทั่วไปที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองฝันอยู่จนกว่าจะตื่นขึ้นมา

แนวความคิดเรื่องการรู้ตัวว่าฝันนั้นเริ่มได้รับความสนใจ นับตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Inception เริ่มฉายในโรงภาพยนตร์ในปี 2010 ในเรื่องนี้ ผู้ฝันจะสามารถรับรู้ความไม่สอดคล้องกันในฝันของตัวเองได้ เชื่อกันว่าในโลกความเป็นจริงนั้น มีคนที่ทำเช่นนี้ได้เพราะว่ามีระดับของความรู้ตัวที่สูงกว่าปกติ นั่นคือ สามารถตรวจจับได้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ เพราะว่าเหตุการณ์ในฝันนั้นไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลเท่าไหร่

ความสามารถที่ว่านี้ยังส่งผลต่อโลกความเป็นจริงได้ด้วย นั่นคือ เมื่อต้องทำการแก้ไขปัญหาหาการเชื่อมต่อที่ซ่อนอยู่หรือปัญหาการหาความไม่สอดคล้อง มักจะทำได้ดีเสมอ

งานวิจัยของ ดร.แพทริก บูร์ค นักวิจัยที่คณะจิตวิทยาท่านนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาเป็นหลักเป็นการเกี่ยวกับการหาความสัมพันธ์ระหว่าง Lucid Dreaming และระดับความรู้ตัว

“เชื่อกันว่า สำหรับคนที่ฝันและรู้ตัวว่าฝันในขณะหลับนั้น พวกเขาจะต้องเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในฝันว่ามันเกินจริงไปมาก และพวกเขาก็จะรู้ตัวเองว่าฝันอยู่” ดร.บูร์ค อธิบาย

“ทักษะการรับรู้นี้ก็ยังพบได้ในขณะตื่นอีกด้วย นั่นคือ คนๆ นั้นมีความสามารถในการคิดแก้โจทย์ปัญหาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป”

การศึกษาครั้งนี้ ได้ทำการศึกษาผู้ใหญ่ 68 ราย อายุตั้งแต่ 18-25 ปีที่มีระดับของประสบการณ์รู้ตัวขณะฝันหลากหลาย ตั้งแต่ไม่เคยเลขจนถึงบ่อยระดับ 2-3 ครั้งต่อเดือน จากนั้น ได้ให้แก้ไขปัญหา 30 ข้อเพื่อทดสอบระดับเชาวน์ปัญญา ซึ่งเป็นปัญหาที่จะให้คำมา 3 คำและมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว

คำสั่งคือ ให้รวมคำสามคำเข้าเป็นคำตอบหนึ่งเดียว เช่น “sand” “mile” และ “age” คำตอบที่ถูกต้องคือ “stone”

ผลการศึกษาพบว่า คนที่มีประสบการณ์รู้ตัวว่าฝันอยู่บ่อยๆ นั้นจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดีกว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์ถึง 25 เปอร์เซ็นต์

และงานวิจัยนี้ก็ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Dreaming ของสมาคมจิตวิทยาอเมริกันแล้ว

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/449255

โพสโดย เจตน์พลกฤต สุขสวัสดิ์มงคล

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1031776400220512 

That Dragon, Cancer ชีวิตหลัง “ความตาย” (29 จรัส)

 

คุณคิดว่า ‘ชีวิตหลังความตาย’ นั้น หน้าตาเป็นอย่างไร?
…….
……….
……………
มันอาจจะฟังดูเป็นคำถามที่แปลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันถูกถามระหว่างคนเป็นถึงคนเป็น ที่ยังคงตรากตำกรำชีวิตในมิติของวาระและเทศะที่แตกต่างกัน การจะจินตนาการถึงนิยามของสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นนั้น มันก็ยากที่จะวาดภาพให้แจ่มแจ้งแดงชัดในมโนสำนึกกันสักกี่มากน้อย (และผมคงไม่ขอรบกวนให้ทุกท่านไปลำบากถามไถ่กับร่างทรงหรือตุ๊กตาลูกเทพที่ไหน เพราะคำตอบที่ได้ เชื่อว่าไม่สมควรจะนับเป็นสาระเท่าไรนัก…)
แต่ไม่ว่าคำตอบของแต่ละท่านจะเป็นเช่นใด แต่ผลงานเกมอินดี้ชิ้นใหม่เช่น ‘That Dragon, Cancer’ จาก Numinous Games ก็สามารถนำเสนอประเด็นดังกล่าวได้อย่างตรงไปตรงมา ผ่านงานศิลป์เรียบง่ายสะอาดตา พร้อมเจือด้วยคำถามเกี่ยวกับชีวิตและความตายที่ยังคงค้างคาให้เราคนเป็นได้ขบคิดพิจารณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมากความหมายได้อย่างที่ยากจะหาเกมไหนมาเทียบเคียงในดีกรีเดียวกัน…
แน่นอนว่ามันต้องยากจะหาชิ้นงานใดมาเทียบเคียง…
เพราะนี่คือ ‘อัตชีวประวัติ’ จากประสบการณ์จริงของ Ryan และ Amy Green สองสามีภรรยานักพัฒนา… กับห้วงเวลาสี่ปีที่ต้องทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘ความตาย’ ที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ของมะเร็งสมองระยะสุดท้ายที่เกิดขึ้นกับลูกชายเช่น Joel….
ที่มาที่ไปของโปรเจ็กต์ดังกล่าว เกิดขึ้นจากความต้องการของ Ryan ที่ปรารถนาจะบันทึกความทรงจำที่เขาและภรรยามี ในช่วงเวลานับตั้งแต่ได้รับรู้ถึงอาการป่วยไข้ของ Joel Green ลูกชาย ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น ‘มะเร็งเนื้องอกในสมองระยะสุดท้าย (Atypical Teratoid Rhabdoid Tumor: ATRT)’ ตั้งแต่ช่วงอายุ 12 เดือน อันเป็นอาการเนื้องอกที่หาได้ยากในเด็กวัยแรกเกิด และเชื่อว่าจะมีชีวิตเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่จะเสียชีวิต อันนำไปสู่การเดินทางแห่งชีวิต ความรัก และการเติมเต็มจิตวิญญาณแห่งครอบครัว Green ในตลอดระยะเวลาสี่ปี จนถึงวันที่ Joel จากโลกนี้ไปในวันที่ 13 มีนาคม 2014…

 

Ryan Green หนึ่งในผู้พัฒนาแห่งทีม Numinous Games และ Joel Green ลูกชายคนเล็กในช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่…
และด้วยประสบการณ์ของ Ryan และ Amy ที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรม Digital เป็นทุน ทำให้ทั้งสองเล็งเห็นถึงการใช้พลังของสื่ออย่างวิดีโอเกมส์ ในการนำเสนอประสบการณ์อันเปี่ยมด้วยความหมายครั้งสำคัญนี้ ก่อนจะเปิดการระดมทุนผ่านเว็บไซต์ Kickstarter และได้รับการสนับสนุนจาก Ouya เป็นแม่งานหลัก ช่วยผลักดันให้พวกเขาสามารถสานความตั้งใจจนสำเร็จลุล่วงถึงปลายทาง และพร้อมเข้าชิงรางวัลในสาขาเสียงประกอบยอดเยี่ยมและการบอกเล่าเรื่องราวยอดเยี่ยม มหกรรม Independent Games Festival 2016 ที่กำลังจะมาถึง

 

งานศิลป์สไตล์ ‘ทำน้อย ได้มาก’ แบบ Minimalism ที่บ่งบอกเรื่องราวผ่านไดอะล็อก และภาษากาย สื่อความได้อย่างซื่อตรง เรียบง่าย
ในแง่ของความเป็นวิดีโอเกมส์นั้น That Dragon, Cancer อาจจะไม่สามารถนับได้ว่าเป็นผลงานตามขนบอย่างเต็มรูปแบบ แม้จะดำเนินมาในวิถีทางของเกมแนว Point and Click Adventure ที่สลับไปมาทั้งมุมมองบุคคลที่หนึ่งและสามในแต่ละช่วงเวลา แต่ในทางหนึ่ง ก็ไม่ได้ล่องลอยพาฝันจนหลุดแกนเหมือนเกมแนว Narrative-Based อื่นๆ ตามท้องตลาด แต่เป็นการบอกเล่าถึงช่วงเวลาตลอดระยเวลาสี่ปีที่สองสามีภรรยา Green ต้องต่อสู้ เรียนรู้ และทำใจยอมรับสภาพการที่จะเกิดกับลูกชายตัวน้อย ที่ความตายคือปลายทางอันแน่นอน ชัดเจน…

 

ในยามที่ได้รับฟังระยะเวลาที่เหลือของลูกชายตัวน้อย … ‘ปาฏิหารย์’ อาจจะเป็นสิ่งเดียวสำหรับ Ryan และ Amy ต้องการมากที่สุด…

 

สำหรับคนเป็นแม่ แม้จะรู้ว่าลูกจะมีชีวิตอีกไม่นาน แต่ก็ยากที่จะหักใจยอมรับความพ่ายแพ้โดยง่าย…
ทั้งหมดนั้น เป็นเนื้อหาที่หนักหน่วง และพ่วงด้วยสัมภาระทางความรู้สึกอย่างเต็มเปี่ยม และมีความเสี่ยงที่การนำเสนออันไม่เหมาะสมจะทำให้ทุกสิ่งถูกบิดผันจนมันกลายเป็นสิ่งที่ปราศจากคุณค่า แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ That Dragon, Cancer เนื่องเพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอนั้นคือเรื่อง ‘ที่เกิดขึ้นจริง’ ทำให้สารหลายอย่างที่ถูกนำเสนอออกมา (ทั้งความยินดี ความโศกเศร้า ความเจ็บปวด การยอมรับ) นั้น ดูแจ่มชัด ซื่อตรง และเปิดเปลือยถึงอารมณ์และความรู้สึกอันบริสุทธิ์ รวมถึงการใช้งานศิลป์แบบ Minimalism ที่ไม่ใส่สีหน้าและอารมณ์ หากแต่เลือกที่จะแสดงออกผ่าน Body Language ในแต่ละเหตุการณ์ที่ผสมผสานภาวะแบบกึ่งฝันกึ่งจริง และเจือความแฟนตาซีในระดับที่พอดี ไม่ว่าจะด้วยความยินดีจากการถือกำเนิดของลูกชาย, ความสับสนใจของการพาตัวเข้ารับการบำบัด, ความเศร้าที่มะเร็งร้ายทำลายพัฒนาการของลูกน้อย, ความเจ็บปวดเมื่อรับทราบวาระสุดท้ายที่จะมาถึงก่อนเวลาอันควร, ความปวดร้าวที่ไม่สามารถผ่อนบรรเทาให้กับเจ้าตัวเล็กหลังผ่านกระบวนการ Chemotherapy และการแสวงหาศรัทธาจากอ้อมกอดของศาสนา ก็ช่วยให้ผู้รับชม สามารถทำความเข้าใจกับเรื่องราว และสัมผัสเข้าถึงสารที่ Ryan และ Amy ต้องการจะสื่อไปได้โดยที่ไม่ทันรู้ตัว

 

สภาวะกึ่งจริงกึ่งฝัน คือแนวทางงานศิลป์ที่สองสามีภรรยาเลือกใช้ เพื่อเปรียบดั่งอุปมาสำหรับเหตุการณ์สำคัญในชีวิต
แน่นอนว่า แม้ส่วนตัวจะร้องไห้เป็นเผาเต่ากับการเดินทางของครอบครัว Green แต่การคงอยู่ของชิ้นงานนี้ ใช่ว่าจะปราศจากซึ่งปัญหาหรือข้อติดขัด อย่างที่เรียนไปให้ทราบข้างต้น การปราศจากซึ่ง mechanic หลักที่วิดีโอเกมส์พึงเป็นคืออุปสรรคขั้นต้น ไปจนถึงเสียงติติงจากผู้คนบางส่วนที่มองว่า การนำเอาเรื่องราวเหล่านี้ มาแปลงสารเป็นชิ้นงานเพื่อการพาณิชย์นั้น บั่นทอนและลดคุณค่าของประสบการณ์จนเกือบจะเข้าข่าย ‘เสแสร้ง’ (แต่เมื่อพิจารณาจากการตอบกลับของ Ryan ทาง Twitter ที่มีวุฒิภาวะอย่างยิ่ง และรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุนมูลนิธิเพื่อค้นคว้าและวิจัยโรคมะเร็งนั้น ก็เป็นความชัดเจนที่ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาจะต้องแก้ต่างกันอีก…) แต่ใจหนึ่ง ก็ค่อนข้างยินดีที่ผลงานอย่าง That Dragon, Cancer ชิ้นนี้ ได้มีโอกาสและที่ทางในแวดวงวิดีโอเกมส์บ้าง
เพราะนี่ไม่ใช่หรือ ที่เป็นหลักฐานของสิ่งที่เรียกว่า ‘Interactive Media’ ที่มีคุณค่า?
ผลงานอย่างภาพยนตร์ ดนตรี หรือวรรณกรรม ต่างพัฒนาและมีชิ้นงานที่ช่วยยกระดับความคิดและจิตใจอยู่มากมาย ซึ่งสื่ออย่างวิดีโอเกมส์เองก็มีพลังและคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ช่วยให้มันมีความโดดเด่นแตกต่างออกไป อันเป็นอีกหนึ่งวุฒิภาวะใหม่ ภายใต้เป้าประสงค์และหนทางเดียวกัน การได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตอันยากที่เราจะได้สัมผัสด้วยตนเอง การปลอบประโลมจิตใจของผู้ประสบภาวะเดียวกัน การทำความเข้าใจกับสภาวการณ์บางอย่างที่ช่วยให้เราละเมียดขึ้น ละเอียดอ่อนขึ้น มันคือหนทางอีกสายหนึ่งที่โลกแห่งวิดีโอเกมส์พยายามจะเป็น และไปให้ถึง ซึ่งงานชิ้นนี้ ก็บอกเล่าด้วยความซื่อตรง และเมื่อพิจารณาว่านี่คือการทวนซ้ำประสบการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่เจ็บปวด ก็ต้องนับว่าเป็นความกล้าหาญที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้น

 

และสำหรับประสบการณ์อันเจ็บปวดสำหรับ Ryan และ Amy ครั้งนี้ คงมีแต่เพียงกันและกัน ที่จะช่วยให้ประคองผ่านพ้นไปได้…
อนึ่ง แม้จะสนนราคาที่ไม่สูงมากนัก (315 บาทบนระบบ Steam) แต่ออกตัวกันก่อนว่า That Dragon, Cancer ไม่ใช่ ‘วิดีโอเกมส์’ ในแบบปกติที่เข้าใจ หากแต่เป็นประสบการณ์ Interactive แบบ Narrative-Based ชนิดพิเศษที่อยากจะเชื้อเชิญให้ผู้สนใจ ได้ลองสัมผัสดูสักครั้ง เพราะมันคือหนึ่งในย่างก้าวที่เปี่ยมวุฒิภาวะ เช่นเดียวกับที่เกมอย่าง This war of Mine หรือ Everybody gone to the Rapture ได้เคยฝากไว้อย่างตราตรึง
กลับมาที่คำถามแรกเริ่มในช่วงต้น คุณคิดว่า ‘ชีวิตหลังความตาย’ นั้น เป็นอย่างไร?
อันที่จริง คำตอบของความหมายแห่ง ‘ชีวิตหลังความตาย’ อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาของคนที่ต้องจากไป (ทั้งก่อน และสมควรแก่วาระ…) มากเท่ากับการเป็นธุระของคนที่ยัง ‘มีชีวิตอยู่’ ที่ต้องรับมือกับการสูญเสีย ความรู้สึกโศกเศร้า และการหาหนทางเพื่อบันทึก และจดจำช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพื่อก้าวต่อไป และ That Dragon, Cancer คือหนึ่งในวิธีที่สองสามีภรรยา Green เลือกใช้ เพื่อให้ทุกช่วงโมเมนต์ในการเดินทางครั้งใหญ่ ได้กลายเป็นสิ่งบันดาลใจแก่ผู้คนที่ได้สัมผัส
และแม้ว่าชีวิต ‘หลังความตาย (Afterlife)’ ไม่อาจนิยามได้…

“แต่ชีวิตที่คนเป็นต้องใช้ หลัง ‘ความตาย’ ของผู้เป็นที่รักต่างหาก ที่จะกำหนดสิ่งที่จะถูกเข้าใจของผู้ที่จากไป…ตลอดกาล”

 


“เพราะสิ่งสำคัญหาได้เป็นการมีอยู่ของมังกร (มะเร็ง) ไม่ แต่วางบนความจริงที่มันสามารถถูกสยบยอมได้ต่างหาก…”

 
**ข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์**
อาจารย์แพทย์หญิง อนุสสรา ส่งทอง, รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง กาญจนา โชติเลอศักดิ์. มะเร็งในเด็ก (Pediatric Cancer). สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา. คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. http://www.chulacancer.net/uploads/articles_attc/1437017672.pdf
หมายเหตุ: ภายหลังจากที่ That Dragon, Cancer วางจำหน่ายบนระบบ Ouya ทางบริษัท Razer Inc. ที่ถือสิทธิ์ในระบบดังกล่าว ได้ประกาศว่า จะทำการบริจาครายได้ทั้งหมดจากการขาย ให้แก่สถาบัน Morgan Adams Foundation และ Family House SF ที่มีส่วนในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง และคอยดูแล Joel Green ในตลอดการเดินทางสี่ปีที่ผ่านมา…
หมายเหตุ 2: วันวางจำหน่าย That Dragon, Cancer ระบบพีซีบน Steam คือวันที่ 12 มกราคม 2016 อันเป็นวันครบรอบอายุ 7 ปีของ Joel Green ซึ่ง Ryan Green ผู้พัฒนาและพ่อ ได้เชิญชวนให้ผู้สนับสนุนโปรเจ็กต์ ร่วมกันทาน ‘แพนเค้ก’ เป็นอาหารเย็น อันเป็นอาหารเมนูโปรดของ Joel เพื่อระลึกถึงการจากไป…
หมายเหตุ 3: แม้โรคมะเร็งเนื้องอกในสมอง หรือ ATRT จะไม่พบบ่อยครั้ง แต่แนวโน้มอัตราการเกิดที่ 15-20 เปอร์เซ็นต์ในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี และพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงที่อัตราส่วน 1.5:1 ก็เป็นตัวเลขที่ไม่อาจมองข้าม ถ้าพบเห็นอาการผิดปกติ ควรนำพาลูกหลานเข้าตรวจเพื่อรับการรักษาตามสถาบันการแพทย์และโรงพยาบาลในทันที
หมายเหตุ 4: John Bain หรือที่เหล่านักเล่นเกมรู้จักกันในนาม ‘Totalbiscuit’ ผู้มีผลงาน Channel ในเว็บไซต์ Youtube เอง ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ต้องวางมือ เนื่องจากอาการมะเร็งขั้นสุดท้ายที่ตรวจพบ โดยการดูแลช่องทาง Twitter และ Social Media อื่นๆ จะเป็นหน้าที่ของผู้ช่วย ซึ่งเขาได้บอกผ่านแถลงการณ์ใน Soundcloud ล่าสุดว่า อาจจะไม่สามารถกลับมารับหน้าที่ได้ดังเดิม และจะใช้เวลาช่วงที่เหลืออยู่กับครอบครัวและคนที่เขารัก….

 

ที่มา  http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1453983036

โพสโดย  จรัส บุณยธรรมา