คลังเก็บหมวดหมู่: นัฏชนก ทองดา – คณิน สุทธิพงศ์

ซัลเฟอร์ (กำมะถัน) สารเคมีที่ควรรู้จัก

ซัลเฟอร์ (Sulfur หรือ Sulphur) หรือที่คนไทยเรียกกว่ากำมะถันเป็นธาตุชนิดหนึ่งในตารางธาตุที่มีสัญลักษณ์ S ถือเป็นธาตุที่มีบทบาทหลายส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งบนดิน ในน้ำและในอากาศ โดยในดินจะพบซัลเฟอร์ในรูปของสารประกอบซัลไฟด์หรือซัลเฟต ซัลเฟตในทะเลหรือแหล่งน้ำจะพบซัลเฟอร์ในรูปสารละลายซัลเฟต และในอากาศ จะพบซัลเฟอร์ในรูปของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟต์ (H2S) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)และฝุ่นละอองซัลเฟอร์ [1] และนอกจากนี้ซัลเฟอร์ยังถือเป็นธาตุที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและกระบวนการเมตาบอลิซึมของสิ่งมีชีวิต ลักษณะทางกายภาพของซัลเฟอร์มีลักษณะเป็นผลึกสีเหลืองอัมพัน [2] แสดงรูปที่ 1

รูปที่ 1 ธาตุซัลเฟอร์ (กำมะถัน) ที่มาของภาพ: Uni-bremen[2]

รูปที่ 2 วัฏจักรซัลเฟอร์ (กำมะถัน) ที่มาของภาพ: เจ้าของลิขสิทธิ์: Encyclopædia Britannica Inc. [4]

วัฏจักรการหมุนเวียนของซัลเฟอร์ (กำมะถัน)

Koide และ Goldberg [3] กล่าวว่าซัลเฟอร์ไม่ได้แฝงตัวอยู่แต่เพียงชั้นบรรยากาศเท่านั้นแต่สามารถถ่ายโอนเปลี่ยนเฟสหมุนเวียนมาสู่พื้นโลกได้

วัฏจักรการหมุนเวียนของซัลเฟอร์ในระบบนิเวศแสดงดังรูปที่ 2 [4] จากรูปจะเห็นได้ว่าซัลเฟอร์ได้แฝงตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมหลายแหล่งรอบๆ ตัวเราทั้งบนดิน ในน้ำและอากาศ โดยซัลเฟอร์ที่อยู่บนพื้นผิวโลกเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดคิดเป็น 95% รองลงมาคือแหล่งน้ำคิดเป็น 5% รายละเอียดการหมุนเวียนของซัลเฟอร์ในระบบนิเวศน์สรุป ได้ดังนี้ [5, 6, 7, 8, 9]

  1. 1. พื้นผิวโลก ซัลเฟอร์ที่อยู่บนพื้นผิวโลกแบ่งเป็นชั้นของหินเปลือกโลกและชั้นดิน โดยชั้นของหินเปลือกโลกถือเป็นแหล่งสำคัญของซัลเฟอร์ มีแร่ซัลเฟอร์ที่เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์อยู่เป็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะปล่อยซัลเฟอร์ในรูปของก๊าซ SO2ออกสู่ผิวโลกโดยการระเบิดของภูเขาไฟ การถลุงแร่ ในส่วนของชั้นดิน การสะสมของซัลเฟอร์เกิดจากการใส่ปุ๋ย การชะล้างสารประกอบซัลเฟอร์จากบรรยากาศ โดยซัลเฟอร์ในดินจะเปลี่ยนรูปเป็นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์โดยปฏิกิริยาทางเคมีหรือจุลินทรีย์ต่างๆ โดยส่วนมากซัลเฟอร์ในดินจะอยู่ในรูปของสารประกอบซัลเฟต แต่ถ้าดินที่มีการท่วมขังของน้ำ ซัลเฟอร์จะอยู่ในรูปของซัลไฟด์และจะเปลี่ยนเป็นซัลเฟตได้เมื่อมีการเติมออกซิเจนลงไป เมื่อซัลเฟอร์อยู่ในรูปสารประกอบซัลเฟตบนชั้นดินก็จะง่ายในการชะออกจากดินเนื่องจากสารประกอบซัลเฟตมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีจึงง่ายต่อการชะและระเหยสู่บรรยากาศต่อไป
  2. 2. สิ่งมีชีวิต ซัลเฟอร์เมื่อเข้าสู่สิ่งมีชีวิต จะถูกนำไปใช้ในการสร้างโปรตีน วิตามินหรือสารประกอบอื่นๆ โดยเฉพาะร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุซัลเฟอร์ (Sulfur) ประมาณ 0.25% ของน้ำหนักตัว ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบของกรดอะมิโนในการสร้างเล็บ ผม และผิวหนัง ซึ่งเราจะได้รับซัลเฟอร์ผ่านทางการรับประทานไข่ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ พืช และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ และเมื่อสิ่งมีชีวิตตายจะกลายเป็นสารซัลเฟตและสารประกอบอื่นๆของซัลเฟอร์
  3. 3. บรรยากาศ การสะสมของสารประกอบซัลเฟอร์ในบรรยากาศเกิดจากก๊าซที่เกิดขึ้นหลังการระเบิดของภูเขาไฟ การทำเหมืองถ่านหิน การระเหยของสารประกอบอินทรีย์ของซัลเฟอร์ ก๊าซจากสิ่งมีชีวิตและกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งการอยู่ในบรรยากาศของสารประกอบซัลเฟอร์เหล่านี้ ขึ้นอยู่กับความคงตัวด้านโมเลกุล การออกซิไดซ์
  4. 4. แหล่งน้ำ เมื่อฝนตกก็จะชะสารประกอบซัลเฟอร์ในรูปซัลเฟตที่ละลายได้ดีในน้ำไหลลงสู่แม่น้ำ มหาสมุทร และซัลเฟอร์จะออกจากแหล่งน้ำได้โดยการถูกลมพัดไปกับละลองน้ำหรือการระเหยของก๊าซที่เกิดจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์

จากวัฎจักรการหมุนเวียนซัลเฟอร์ พบว่าซัลเฟอร์และสารประกอบของซัลเฟอร์สะสมในดินเป็นส่วนใหญ่ หลายงานวิจัยได้วิจัยเพื่อหาปริมาณซัลเฟอร์ที่สะสมในดิน ตัวอย่างเช่นงานวิจัยของ Shair และคณะ [10] รายงานว่าวิธีการที่นิยมใช้เช่นการวิเคราะห์หาปริมาณซัลเฟอร์ในดินคือการใช้สารละลายกรดเกลืออ่อนเช่น CaCl2, Ca (H2PO4)2 และ NaHCO3 และจากงานวิจัยของ Shair และคณะ [10] เรื่องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณซัลเฟอร์กับดิน พบว่าซัลเฟอร์ที่สะสมในดินจะสะสมอยู่ในรูปสารประกอบ water-soluble sulfate (S1), adsorbed sulfate (S2), carbonate-occluded sulfate (S3), ester sulfate (S4) และ carbon-bonded sulfur (S5) และจากการวิเคราะห์เชิงปริมาณพบว่าสารประกอบซัลเฟอร์ที่พบในดินเรียงลำดับจากมากที่สุดไปน้อยที่สุดได้ดังนี้ S1>S2>S3>S4>S5 และสารประกอบที่ใช้บ่งชี้สภาพของดินที่มีซัลเฟอร์ได้คือสารประกอบ water-soluble sulfate, adsorbed sulfate

ในกระบวนการทางอุตสาหกรรม ซัลเฟอร์และสารประกอบของซัลเฟอร์ถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยสารประกอบซัลเฟอร์ที่สำคัญนิยมใช้ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และกรดซัลฟูริก (H2SO4) ในอุตสาหกรรมผลิตกระดาษและเส้นใย ก๊าซ SO2ถูกใช้ในกระบวนการฟอกสี และด้วยคุณสมบัติของก๊าซ SO2สามารถฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราได้ จึงนิยมนำก๊าซ SO2มาใช้การถนอมอาหารพวกผลไม้แห้ง เช่นแอปเปิ้ล แอฟริคอท และมะเดื่อ และนอกจากนี้ก๊าซ SO2ยังถูกใช้ในการทำความสะอาดภาชนะที่ใช้ในการหมักชีสและไวน์ ในส่วนของกรดซัลฟูริกนิยมใช้เป็นสารเคมีตั้งต้นในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศสหรัฐประเทศเดียวพบว่า ทุกๆปี ประเทศสหรัฐอเมริกามีการผลิตกรดซัลฟูริกมากกว่า 30 ล้านตัน และด้วยคุณสมบัติการละลายน้ำที่ดีของกรดซัลฟูริก จึงนิยมใช้กรดซัลฟูริกเป็นตัวถูกความชื้น (Dehydrating agent)ในหลายอุตสาหกรรม และแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้กันทุกวันนี้ก็มีการเติมกรดซัลฟูริกลงไปเพื่อช่วยกำจัดออกไซด์ที่เคลือบบนผิวของโลหะ [2]

จากเนื้อหาข้างต้นทำให้คุณทราบถึงแง่ที่ดี การหมุนเวียนและประโยชน์ของซัลเฟอร์ ในบทความต่อไปจะนำเสนอแง่ลบของซัลเฟอร์และสารประกอบของซัลเฟอร์ที่คุณคาดไม่ถึง ว่าภัยร้ายจากสารเคมีได้หมุนเวียนอยู่ใกล้ๆตัวคุณเหมือนกับการหมุนเวียนของซัลเฟอร์ในระบบนิเวศน์ที่คุณเพิ่งอ่านจบไป

รังสีอินฟราเรด รู้ข้อดีข้อเสีย หรือเปล่า

รังสีอินฟราเรด (อังกฤษ: Infrared (IR)) มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า รังสีใต้แดง หรือรังสีความร้อน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่างคลื่นวิทยุและแสงมีความถี่ในช่วง 1011 – 1014 เฮิร์ตซ์ มีความถี่ในช่วงเดียวกับไมโครเวฟ มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่างแสงสีแดงกับคลื่นวิทยุสสารทุกชนิดที่มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -200 องศาเซลเซียสถึง 4,000 องศาเซลเซียส จะปล่อยรังสีอินฟราเรดออกมา คุณสมบัติเฉพาะตัวของรังสีอินฟราเรด เช่น ไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แตกต่างกันก็คือ คุณสมบัติที่ขึ้นอยู่กับความถี่ คือยิ่งความถี่สูงมากขึ้น พลังงานก็สูงขึ้นด้วย ดังนั้น

ในการใช้ประโยชน์ ใช้ในการควบคุมเครื่องใช้ระบบไกล (remote control) สร้างกล้องอินฟราเรดที่สามารถมองเห็นวัตถุในความมืดได้ เช่น อเมริกาสามารถใช้กล้องอินฟราเรดมองเห็นเวียตกงได้ตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม และสัตว์หลายชนิดมีนัยน์ตารับรู้รังสีชนิดนี้ได้ ทำให้มองเห็นหรือล่าเหยื่อได้ในเวลากลางคืน

 

การประยุกต์ใช้อินฟราเรดในชีวิตประจำวัน

กล้องถ่ายรูปใช้กลางคืน และกล้องส่องทางไกลที่ใช้ในเวลากลางคืน แสดงภาพความร้อน เพิ่มความปลอดภัยเวลาขับรถในเวลากลางคืน รีโมทคอนโทรลในเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เป็นอินฟราเรดอีกชนิดหนึ่ง การไล่ล่าทางทหาร มิดไซ ที่ใช้ไล่ล่าเครื่องบินก็เป็นอินฟราเรดอีกชนิดหนึ่ง เครื่องกำเนิดความร้อนทั่วไป เช่นเตาแก๊สอินฟราเรดในครัวเรือน เครื่องกำเนิดความร้อนในห้องซาวด์น่า แผ่นกายภาพบำบัด มีเป็นประคบร้อนอินฟราเรด ปัจจุบันเป็นวิธีการ กายภาพบำบัดที่ปลอดภัยชนิดหนึ่งเช่น ความร้อนอุณหภูมิต่ำมาจากอินฟราเรด สามารถซึมเข้าลึกถึงผิวหนัง 1-1.5นิ้ว ลดอาการปวดหัวเข่า หรือทำให้แผลเรื้อรัง โลหิตหมุนเวียนดีขึ้นจึงทำให้แผลหายเร็ว

ข้อดี

สามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ได้ง่าย ไม่ต้องติดตั้งสัญญาณข้อเสีย

ต้องไม่มีสิ่งใดมากีดขวางเส้นสายตาของทั้งเครื่องรับและเครื่องส่ง ระยะทางในการส่งข้อมูลสั้น

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา

อากาศพลศาสตร์

หัวใจของการออกแบบ

รถยนต์ที่มีค่าเสียดทานอากาศต่ำ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรถที่ดี เพราะการลู่ลมหมายความว่า มันสามารถวิ่งแหวกอากาศได้ดี ต้านทานอากาศน้อย ทำให้รถไปได้เร็ว และประหยัดน้ำมัน

แต่ทว่าอาจจะไม่ดี ก็เพราะว่ารถที่แหวกอากาศได้ดีนั้น อาจจะทรงตัวได้ไม่ดี หรือควบคุมไม่ดีในทางโค้ง แต่มันก็เป็นพื้นฐานการออกแบบโครงสร้างหลักๆ ให้ถูกหลักอากาศพลศาสตร์ไว้ก่อน แล้วจึงออกแบบสปอยเลอร์มาช่วยเพิ่มแรงกด หน้าที่ของ “สปอยเลอร์” คนมักเข้าใจผิดว่ามันมีหน้าที่ “ทำให้ลู่ลมมากขึ้น” แต่ความจริงแล้ว สปอยเลอร์นั้นมีหน้าที่ “สร้างแรงต้านอากาศ” ให้มากขึ้น มันจะสวนทางกับหลักการออกแบบตัวรถที่ต้องการให้ลู่ลม

ถ้าดูรถแข่ง สปอยเลอร์ที่ติดตั้งนั้นมีหน้าที่สร้างแรงต้านอากาศ หรือแรงกดให้มากขึ้น ทำให้การควบคุมรถทำได้มั่นคง และเกาะถนนดีขึ้น นอกจากการทำช่วงล่าง เปลี่ยนล้อและยางแล้ว ก็คือ การติดตั้งสปอยเลอร์ นั่นเอง

การติดตั้งสปอยเลอร์ สามารถเพิ่มแรงกดได้ตามที่ต้องการ ทำให้รถถูกหลักอากาศพลศาสตร์ และการเพิ่มแรงกดให้กับช่วงล่างมากขึ้น โดยทดสอบใน “อุโมงค์ลม” สามารถช่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ประโยชน์ของอุโมงค์ลม

เราจะได้เห็นภาพตัวรถที่มีเส้นสีขาวๆ ไหลพลิ้วไปตามส่วนต่างๆ มันมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกันอย่างไร อุโมงค์ลม คือ ห้องจำลองสถานการณ์การวิ่งจริงของตัวรถ โดยออกแบบและพัฒนาสร้างแรงลมให้เหมือนกับลมที่มาปะทะตัวรถจริง

อุโมงค์ลมใช้ใบพัดขนาดใหญ่ในการสร้างแรงลม แต่ลมที่ผ่านใบพัดนั้นจะเหมือนกับลมที่ผ่านจากพัดลม เป็นลมที่มาในลักษณะของการหมุนควง ไม่เหมือนกับลมที่มาปะทะหน้ารถจริง ที่จะมาในแนวตรง อุโมงค์ลมที่มีประสิทธิภาพจะต้องทำให้ลมผ่านมายังตัวรถ และพุ่งผ่านเป็นเส้นตรง

ดังนั้น เทคโนโลยีการออกแบบอุโมงค์ลม จะต้องมีความเที่ยงตรงแม่นยำสูงมาก เพื่อให้ได้ผลเหมือนกับเวลาวิ่งใช้งานจริง ปัญหาที่เรามักจะเจอกับรถยนต์ เช่น เสียงลมที่แหวกผ่านกระจกมองข้าง หรือลมหมุนวนท้ายรถ ที่ทำให้ละอองน้ำ และฝุ่น มาเกาะที่กระจกมองหลัง อย่างเช่น รถเอสยูวี เป็นต้น

การพัฒนาในอุโมงค์ลม จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ ตัวอย่างเช่น รถกระบะอย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ และมาซดา บีที-50 กระจกมองข้างจะมีขนาดใหญ่มาก แต่เสียงที่ปะทะกระจกในความเร็วสูงนั้น กลับน้อยจนน่าแปลกใจ ซึ่งการออกแบบกระจกมองข้าง ใช้อุโมงค์ลมและเทคโนโลยีเดียวกับการพัฒนารถ ฟอร์มูลา วัน เลยทีเดียว

นอกเหนือจากการออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์แล้ว ยังสามารถใช้ทดสอบและพัฒนาระบบอื่นๆ ได้อีกเช่น ระบบปรับอากาศ, การทดลองเรื่องเสียง ฯลฯ

 

อุโมงค์ลมล้ำสมัย จากแดนโซ

เดนโซ ได้เปิดอุโมงค์ลมที่ทันสมัยที่สุด และได้นำเทคโนโลยีเพื่อการทดสอบสมรรถนะของเครื่องปรับอากาศรถยนต์ ภายใต้การจำลองตัวแปรสิ่งแวดล้อมในรูปแบบของห้องทดสอบอุโมงค์ลม ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแบบมาเพื่อใช้ทดสอบกับรถยนต์ทุกประเภท ด้วยการจำลองสภาพแวดล้อม และสภาพอากาศ ตลอดจนตัวแปรอื่นๆ ที่มีผลต่อสมรรถนะการทำงานของเครื่องปรับอากาศรถยนต์ อาทิ การจำลองอุณหภูมิที่สูงสุดถึง 50 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งถึง -30 องศาเซลเซียส เป็นต้น

ถือเป็นเทคโนโลยีการทดสอบสมรรถนะการทำงานของเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ ที่จะรองรับการทดสอบรถยนต์จากลูกค้าทั่วโลก และช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต และคุณภาพของอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์จากกลุ่มบริษัทเดนโซ ประเทศไทย

ในอนาคต ห้องทดสอบอุโมงค์ลมจะขยายการให้บริการทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์ และทดสอบการปลดปล่อยไอเสีย โดยมุ่งส่งเสริมความปลอดภัยของการใช้รถใช้ถนน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะรองรับความต้องการทดสอบที่หลากหลายและสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้การเปิดตัวห้องทดสอบอุโมงค์ลมนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลักดันไทยให้เป็นฐานการผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อรองรับการเปิดตลาดการค้าเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ที่คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคนี้จะเติบโตค่อนข้างสูง ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างองค์ความรู้ให้แก่บุคลากร ด้วยเหตุนี้ การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

คอมพิวเตอร์ที่เล็กที่สุดในโลก ถือกำเนิดขึ้นแล้ว

48-researchersc

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1964321326966010

หากเราลองมองย้อนไปยังประวัติศาสตร์ของคอมพิวเตอร์ คอมตัวแรกของโลกนั้นมีขนาดใหญ่ราวกับห้องเรียนด้วยน้ำหนักหลายพันกิโลกรัม จากนั้นเมื่อเทคโนโลยีของโลกมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นขนาดของคอมพิวเตอร์ก็มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆจนกลายเป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ก็ได้สร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกขึ้นมาได้สำเร็จ โดยคอมดังกล่าวมีขนาดเฉลี่ยเพียงแค่ 0.3 มิลลิเมตรเท่านั้น

Michigan Micro Mote คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สุดในโลกซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่ประกอบไปด้วยระบบประมวลผลอย่าง CPU และเครื่องรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย เนื่องจากขนาดเพียงแค่ 0.3 มิลลิเมตรนั้นเล็กเกินกว่าจะใส่อุปกรณ์สำคัญหลายอย่างลงไป ดังนั้นในส่วนของการรับส่งข้อมูลจึงใช้การรับส่งสัญญาณด้วยแสงจากภายนอกแทน เนื่องจากหนึ่งในความท้าทายของการออกแบบคอมขนาดเล็กนั้นคือระบบการจ่ายไฟ เพราะมันเล็กเกินกว่าจะใช้ไฟฟ้าแรงดันสูงแบบคอมทั่วไปได้ ดังนั้นทีมนักวิจัยและวิศวกรจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนจึงแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการทำให้ Michigan Micro Mate สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้นเพื่อใช้เองได้จากการได้รับแสงกระตุ้นจากภายนอกด้วยหลักการแบบเดียวกับโซลาร์เซลล์แทน โดยคอมดังกล่าวจะถูกนำไปพัฒนาเป็นเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิในสิ่งมีชีวิตที่สามารถแสดงค่าของอุณหภูมิออกมาได้อย่างแม่นยำ

แม้ว่าในตอนนี้ Michigan Micro Mote ยังขาดอุปกรณ์หลายๆอย่างแบบที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปมี แต่มันก็เป็นการเริ่มต้นของวิทยาการใหม่ๆในวงการคอมพิวเตอร์ ซึ่งในอนาคตคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กจะมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์อย่างแน่นอน
ที่มาและเครดิตภาพ https://techxplore.com/news/2018-06-world-smallest.html
เรียบเรียงโดย @MrVop

ประโยชน์ของเกลือ

“ประโยชน์ของเกลือ…มากกว่าที่คิด

เกลือในทางแผนไทยนิยมใช้เกลือที่ยังไม่ผ่านขบวนการเติมไอโอดีนนะคะ แบบธรรมชาติเลยมาจากนาเกลือใช้ได้ทั้งเกลือสมุทรและเกลือสินเธาว์ค่ะ แต่ถ้าทำยาต้องนำมาสะตุก่อน

เกลือกับการรักษาโรค

1. โรคหวัด เมื่อเป็นจะมีอาการไอไม่หยุด ใช้น้ำเย็นต้มสุกแล้ว 1 ถ้วย ใส่เกลือ 1 ช้อนชา คนให้เกลือละลาย แล้วใช้บ้วนปากล้างคอ ทำเช่นนี้หลาย ๆ ครั้ง สามารถขจัดเสมหะในหลอดลมได้ อาการไอก็ทุเลา

2. จมูกอักเสบ คัด น้ำมูกไหลไม่หยุด จมุกอักเสบเรื้อรัง ใช้น้ำเกลือเจือจางล้าง ใช้ขวดสะอาดใส่น้ำเกลือหยอดเข้าไปในรูจมูก เพราะเกลือมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแก้อักเสบ

3. หากมีอาการคอแห้ง เสียงแหบ ให้ดื่มน้ำผสมเกลือเล็กน้อยจะรู้สึกชุ่มลำคอ

4. เร่งให้อาเจียน กินอาหารมีพิษ ดื่มสุราเกินขนาด อาหารไม่ย่อย ท้องไส้ปั่นป่วน ควรดื่มน้ำเกลือเข้มข้น จะทำให้อาเจียนออกมา

5. เป็นโรคตาแดง มีอาการบวมแดง ขี้ตามาก ใช้ผ้าขนหนูสะอาดห่อเกลือเล็กน้อย แช่ในน้ำอุ่นที่เดือดแล้ว ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตา อาจมีอาการแสบบ้างก็ทนสักครู่ จะรู้สึกดีขึ้น

6. รักษาฟัน ใช้เกลือสีฟัน ทำให้ฟันขาวแข็งแรง ป้องกันฟันผุ

7. หากยุงกัดเป็นตุ่ม ใช้เกลือขยี้บริเวณที่โดนกัด สักครู่จะหายคัน ตุ่มจะยุบ

8. ผิวหนังบวมคัน ใช้เกลือผสมน้ำแล้วทาบริเวณที่คัน จะเห็นผลทันตา

9. ถ้ารู้สึกสมองไม่แจ่มใส ใช้เกลือผสมน้ำอุ่นแล้วใช้อาบ จะรู้สึกสบาย สมองปลอดโปร่ง

10. แก้ตะคริว ใช้เกลือละลายน้ำดื่มแก้ตะคริวได้บางท่านก่อนจะลงว่ายน้ำถ้าได้ดื่มน้ำเกลือก่อนจะช่วยให้ไม่เป็นตะคริว

11. แก้คลื่นไส้ เมาสุรา ใช้เกลือ ๑/๒ ช้อนกาแฟต่อน้ำ ๑ แก้ว ผสมกันแล้วดื่ม อาการคลื่นไส้จะหายไป

12. แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ใช้เกลือละลายน้ำสะอาด ๑ แก้ว ดื่มก่อนเข้านอนหรือตื่นนอนตอนเช้าแก้อาการร้อนในกระหายน้ำได้ผลดี

13 รักษาโรคกระเพาะ ใช้เกลือ ๑ ช้อนชา ละลาย น้ำ ๑ แก้ว กินทุกเช้าหลังจากตื่นนอน ช่วยรักษาโรคกระเพาะได้

14. แก้เป็นลม เอาเกลือทะเลละลายกับน้ำร้อน หรือน้ำเย็นดื่มแก้อาการเป็นลม หน้ามืด วิงเวียน ตาลาย เพราะร่างกายอ่อนเพลียได้ผลดี

15. แก้ถูกยาเบื่อ ใช้เกลือ ๑ ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำอุ่น ๑/๒ แก้ว กินครั้งเดียวกันอาเจียนออกมา

16. แก้แผลปากเปื่อย ใส่เกลือบริเวณแผลแล้วอมไว้ ครั้งแรกจะรู้สึกแสบ ครั้งต่อไปแผลจะหาย

17. แก้เผ็ด ถ้ากินอาหารรสจัด ๆ รู้สึกแสบที่ปากอมเกลือแล้วทิ้งไว้สักครู่ก็จะหาย

เสียงคลื่นความถี่อัลตราโซนิกของปลาโลมา

เสียงคลื่นความถี่อัลตราโซนิกของปลาโลมา เป็นคลื่นความถี่พิเศษที่สามารถปรับคลื่นสมองของมนุษย์ได้ โดยในสมองของมนุษย์มีคลื่นไฟฟ้าอยู่ 4 ระดับ ได้แก่ คลื่นเบต้า มีความถี่ 14-30 เฮิรตซ์ (Hertz หรือ Hz คือ หน่วยความถี่ของเสียงที่มีระดับเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงสูง เสียงต่ำ โดยมีหน่วยความถี่นับเป็นหนึ่งรอบต่อวินาที) เป็นระดับคลื่นความถี่ระดับต้นที่บ่งบอกถึงสภาวะความวุ่นวายใจ สับสน วิตกกังวลและความไม่สงบของจิต คลื่นสมองนี้เกี่ยวพันกิจกรรมกับอารมณ์

ระดับที่สองคือ คลื่นอัลฟ่า มีความถี่ระหว่าง 7-12 เฮิรตซ์ เกี่ยวพันกับสภาวะความเงียบ สภาวะภายใน จิตใจและสภาวะอารมณ์สะท้อนกลับ เป็นคลื่นความถี่ที่อยู่ในภาวะผ่อนคลาย นุ่มนวล สุขสงบและเบิกบานใจ

ระดับที่สามได้แก่ คลื่นธีต้า มีความถี่ระหว่าง 4-6 เฮิรตซ์ อันมีภาวะปฏิกิริยาเคมีในสมองแบบ Twilight state คืออยู่ในภาวะตกภวังค์หรือครึ่งหลับครึ่งตื่น มีความสงบมาก สุขละเอียดและตื่นตัวภายใน

ระดับที่สี่คือ คลื่นเดลต้า มีความถี่ต่ำกว่า 4 เฮิรตซ์ จนถึงระดับคลื่นคอสมิก เป็นระดับภาวะทางจิตที่ดำดิ่ง สุขสงบอย่างลึกซึ้งหรือหลับลึก และในคลื่นความถี่ระดับนี้ถ้าเกิดในระดับการทำสมาธิ จะเกิดการตื่นรู้อันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า การรู้แจ้งแห่งจิตวิญญาณ

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาและค้นพบว่า เสียงของปลาโลมาเป็นคลื่นเสียงชนิดพิเศษที่สามารถปรับความสมดุลของสมองสองซีกของมนุษย์ โดยเฉพาะคลื่นสมองที่มีอยู่ 4 ระดับที่กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้เกิดความสมดุลและผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

การมองเห็น ของนกฮูก​

การมองเห็น ของนกฮูก​

ลักษณะโดดเด่นของนกฮูกคือ ดวงตาที่ใหญ่  นับเป็น 1-5 %ของน้ำหนักตัว  แล้วแต่สปีชีส์  ลักษณะดวงตาบ่งบอกถึงความฉลาดของนกฮูก  ขอบเขตการมองเห็นของมัน คือ สามารถเห็นวัตถุด้วยตาทั้ง 2 ข้างเหมือนกัน ณ เวลาเดียวกัน (binocular vision)  ดังนั้นนกฮูกสามารถมองเห็นได้ 3 มิติ ทั้งความยาว ความกว้าง และความลึก  และยังสามารถคาดคะเนระยะทางได้เท่ากับมนุษย์  การมองเห็นของนกฮูกสามารถมองภาพกว้างถึง 110 องศา และการมองเห็นแบบ binocular vision กว้าง 70 องศา.​

แต่ธรรมชาติเติมเต็มให้พวกมันสามารถหมุนศีรษะได้ 270 องศา ทั้งซ้ายและขวา จากแนวระนาบ  เนื่องจากนกฮูกเป็นสัตว์ที่ตื่นตัวตอนกลางคืน  ตาของพวกมันจึงมีประสิทธิภาพในการรวมแสงและประมวลภาพได้ดี  การมองเห็นเริ่มจาก

Cornea ที่มีขนาดใหญ่และ ขนาดของรูม่านตาหรือ Pupil ที่ควบคุมโดยม่านตา หรือ iris(เยื่อบุสีที่แขวนระหว่าง cornea กับ lens)  เมื่อ Pupil มีขนาดใหญ่ขึ้น  แสงสามารถผ่านเลนส์และ Retina(เนื่อเยื่อที่รับแสง และสร้างเป็นภาพออกมา)