คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-26 ชนนภา กิจแก้ว โสรยา บุญวงษา เกษราภรณ์ ผ่องแผ้ว

สนามบินที่นครเซี่ยงไฮ้เริ่มใช้การเช็คอินด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า

C5E83D91-26F6-4A83-9994-49AFDF84D86C_w1023_r1_s

ที่ท่าอากาศยานเซี่ยงไฮ้ หงเฉียว เปิดให้มีการเช็คอินอัตโนมัติโดยการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวระบบจดจำใบหน้าในประเทศจีน เรื่องนี้ก่อให้เกิดความกังวลในเรื่อง ของความเป็นส่วนตัว สืบเนื่องมาจากการที่ปักกิ่งพยายามที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกทางด้านนี้

สำนักงานการบินพลเรือนของประเทศจีนเผยว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ หงเฉียว เปิดตัวตู้สำหรับการเช็คอินเที่ยวบินและสัมภาระ ซึ่งยังช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องเนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเข้ามาช่วย

สนามบินหลายๆ แห่งในจีนเริ่มใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้ากันแล้ว เพื่อช่วยให้ระบบตรวจสอบความปลอดภัยดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่ระบบที่เซี่ยงไฮ้เริ่มใช้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นระบบอัตโนมัติ ครบวงจรที่มีใช้เป็นแห่งแรกในประเทศ

นาย Zhang Zheng ผู้จัดการทั่วไปของแผนกบริการภาคพื้นดินสายการบิน Spring Airlines กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศจีนเปิดใช้ระบบเช็คอินอัตโนมัติครบวงจร ซึ่งผู้โดยสารดำเนินการเองทุกขั้นตอน สายการบิน Spring Airlines เป็นสายการบินแรกที่นำระบบนี้ไปใช้ที่สนามบินหงเฉียว และในตอนนี้มีเพียงผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนจีนเท่านั้นที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้

สายการบิน Spring Airlines ให้ข้อมูลว่า 87% ของผู้โดยสาร 5,017 คนที่เดินทางกับสายการบิน ของตนเมื่อวันจันทร์ใช้ตู้บริการตัวเอง ซึ่งสามารถลดเวลาในการเช็คอินเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ครึ่งต่อคนเท่านั้นเอง

ส่วนที่จีนแผ่นดินใหญ่ นำระบบจดจำใบหน้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ระบบ จดจำใบหน้าเพื่อระบุตัวผู้ที่รัฐบาลจับตามองท่ามกลางหมู่ฝูงชน ตลอดจนจับกุมกลุ่มคนที่ไม่ข้ามถนนตรงทางข้าม และรัฐบาลจีนกำลังพยายามพัฒนาระบบข้อมูลกล้องวงจรปิดระดับชาติอีกด้วย

ปัจจุบัน สื่อจีนรายงานข่าวอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับการใช้งานระบบจดจำใบหน้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ร้าน KFC ในเมืองหางโจว ที่อยู่ใกล้ๆ กับนครเซี่ยงไฮ้นำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้เวลาลูกค้าจ่ายเงิน และบางโรงเรียนใช้กล้องตรวจจับใบหน้าเพื่อดูปฏิกิริยาของนักเรียนในชั้นเรียน ขณะที่ตู้เอทีเอ็มหลายร้อยตู้ในมาเก๊าติดตั้งอุปกรณ์จดจำใบหน้าเพื่อลดปัญหาการฟอกเงิน

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในประเทศตามมา ทั้งยังมีกฏข้อบังคับสำหรับรัฐบาลในเรื่องการใช้ข้อมูลทางด้านชีวภาพด้วย

 

ที่มา: https://www.voathai.com/a/check-in-with-facial-recognition-in-shanghai/4620153.html

นักจิตวิทยาอธิบายทฤษฎี ‘ทำไมหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ทำให้คนกลัว!?’

นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาหุ่นยนต์ออกมาทุกรูปร่างเเละขนาด หุ่นยนต์บางตัวน่ารักเเละทำให้คนยิ้ม บางตัวอาจดูเหมือนคนมากเกินไปเเละทำให้หลายคนรู้สึกไม่สะดวกใจ เเม้แต่บรรดานักวิจัยเอง

โจนาธาน แกร็ทช์ ผู้อำนวยการด้านการวิจัยหุ่นยนต์ (Virtual Human Research) ที่สถาบันเทคโนโลยีสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเซาธ์เทิร์น เเคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า เขารู้ดีว่าหุ่นยนต์ทำงานอย่างไรเเละรู้ว่าเป็นเพียงเเค่หุ่นยนต์เท่านั้น เเต่ความที่หุ่นยนต์มีหน้าตาเหมือนมนุษย์มากขึ้น แต่เคลื่อนไหวได้ไม่เหมือนคน จึงทำให้เขารู้สึกแปลกๆ

ความรู้สึกกลัวของคนเราที่เห็นว่าหุ่นยนต์มีหน้าตาเเละรูปร่างเหมือนคนมากขึ้นนี้ เรียกกันว่า “uncanny valley”

ศาสตราจารย์แกร็ทช์ อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เเละจิตวิทยากล่าวว่า มีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับเบื้องหลังของความรู้สึกนี้ อย่างเเรกคือเป็นปฏิกริยาทางชีววิทยาของคนเรา เมื่อสังเกตุเห็นความผิดปกติไม่เหมือนจริงบางอย่างของหุ่นยนต์โดยสัญชาตญาณ

เขากล่าวว่า ในงานวิจัยของเขา เขาศึกษาอารมณ์ของคนเเละการใช้การบ่งบอกทางอารมณ์เป็นตัวช่วยอ่านความรู้สึกของผู้อื่น เเละเขาคิดว่ายิ่งเราพยายามพัฒนาหุ่นยนต์ให้เหมือนคนจริงมากขึ้น คนเราก็จะยิ่งจับผิดหุ่นยนต์มากขึ้นเเละยิ่งสร้างความรู้สึกทางลบมากขึ้น

คำอธิบายที่สอง อาจเป็นเพราะว่า ยิ่งหุ่นยนต์มีหน้าตาเหมือนมนุษย์มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกกลัวว่าความเป็นมนุษย์กำลังถูกคุกคาม

ศาสตราจารย์แกร็ทช์ กล่าวว่า เดิมทีมนุษย์ถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีความฉลาด แต่มาถึงตอนนี้ เราเข้าใจมากขึ้นว่ามีสัตว์จำนวนมากที่สามารถทำสิ่งที่คนเราทำได้ เรารู้ว่าคอมพิวเตอร์มีความฉลาดมากขึ้น จึงเหลือเพียงความรู้สึกทางอารมณ์เท่านั้นที่ทำให้คนเเตกต่าง

แต่ในตอนนี้ หุ่นยนต์เหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้มีความรู้สึกทางอารมณ์ จึงอาจสร้างความรู้สึกกลัวแก่คนเราว่าความเป็นมนุษย์กำลังถูกคุกคาม

ด้าน จอห์น เรบูลา (John Rebula) แห่งศูนย์วิจัยหุ่นยนต์ มหาวิทยาลัยเซาธ์เทิร์น เเคลิฟอร์เนีย กำลังพัฒนาหุ่นยนต์เหมือนคนที่ชื่อว่า Hermes ซึ่งเดินเหินได้เหมือนคนมากขึ้น ดูเป็นธรรมชาติเเละมีความสมดุลมากขึ้น เขากล่าวว่า หน้าตาของหุ่นยนต์ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนเเละดูออกว่าไม่จริง

เขากล่าวว่า ทีมงานมองว่าหุ่นยนต์ที่เหมือนมนุษย์เหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือในการวิจัยที่ทีมงานจะแกะออกเป็นชิ้นๆ เเล้วประกอบกลับเข้าไปใหม่ ซ้ำๆ อย่างนี้ตลอดเวลา จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างใบหน้าหุ่นยนต์ให้เหมือนคนจริงๆ

เเละคนที่ออกแบบหุ่นยนต์ให้ทำงานร่วมกับมนุษย์มักจะระลึกถึงความรู้สึกกลัวตามทฤษฎี “uncanny valley” นี้เสมอเมื่อมาถึงการพัฒนารูปร่างเเละหน้าตาของหุ่นยนต์

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

ที่มา : https://www.voathai.com/a/androids-uncanny-valley/4583659.html

Space X เตรียมแพลนพานักท่องเที่ยวไปบินรอบดวงจันทร์กันแล้ว

14543_1809151522140z

คลิก facebook

นับตั้งแต่ที่ภารกิจยานอพอลโลเดินทางไปยังดวงจันทร์ตั้งแต่ช่วงยุค 70 หลายคนก็หวังว่าจะมีการเดินทางไปที่แห่งนั้นอีกรอบ ซึ่งตอนนี้ความหวังเป็นจริงแล้ว

เพราะ SpaceX ได้เปิดรับจองตั๋วสำหรับเที่ยวบินรอบดวงจันทร์ โดยที่ทางคุณ Elon Musk จะเปิดเผยรายละเอียดของเที่ยวบินแรกว่าใครเป็นผู้โดยสาร รวมถึงเปิดเผยถึงเหตุผลในการเดินทางผ่าน Livestream ในเวลาประมาณ 8 โมงเช้าของวันอังคารที่ 18 ก.ย. (ตามเวลาในบ้านเรา)

โดยแผนนี้จะทำการพานักท่องเที่ยวไปชมดวงจันทร์ แบบส่วนตัว ซึ่งผู้สร้างอย่าง Elon Musk เผยอีกว่า สำหรับยานอวกาศ BFR (Big Falcon Rocket) พร้อมแล้วสำหรับเที่ยวบินระยะสั้น ๆ ซึ่งจะมีการทดสอบเที่ยวบินในสามถึงสี่ปีข้างหน้านี้อีกด้วย

14543_1809171056503s

** BFR หรือ Big Falcon Rocket เป็นระบบยานอวกาศที่รวมส่วนของตัวยาน และจรวดขับดันเอาไว้ในชิ้นเดียว จรวจขับดันสามารถนำมาใช้ซ้ำ และเหมาะสำหรับระบบการเดินทางที่ต้องมีการปล่อยจรวดซ้ำได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมาผู้สร้างอย่าง Elon Musk ได้เปรยๆ ไว้ว่า เราอาจจะได้เห็นมนุษย์สองคนเดินทางไปยังนอกโลกในช่วงปี 2018 แต่เกิดความล่าช้าเนื่องจากเปลี่ยนแผนมาสร้างยาน BFR แทนการเดินทางด้วยแคปซูลอวกาศ Dragon เรามารอลุ้นกันดีกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มไหนจะทุ่มทุนสร้างเดินทางไปยังดวงจันทร์กัน

 

ที่มา: https://news.thaiware.com/14543.html      

มิติใหม่ของการบริจาคเลือด! นักวิทยาศาสตร์พบวิธีเปลี่ยนเลือดทุกกรุ๊ป ให้กลายเป็นกรุ๊ป O

 

นับเป็นหนึ่งข่าวดีของวงการแพทย์ทั่วโลกก็ว่าได้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบหนทางที่อาจนำไปสู่การสร้างกรุ๊ปเลือด O ซึ่งเป็นกรุ๊ปเลือดสากลที่สามารถเข้ากับเลือดทุกกรุ๊ปได้ แถมกุญแจของการค้นพบคำตอบดังกล่าว ก็ดันไปอยู่ในอุจจาระของมนุษย์เรานี่เอง!

ในงานแถลงข่าวของสมาคม American Chemical Society ทีมนักเคมีซึ่งนำโดย Steve Withersจาก University of British Columbia ประกาศว่า พวกเขาสามารถระบุเอนไซม์ที่พบจากแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งมันสามารถเปลี่ยนเลือดกรุ๊ปอื่นๆ ให้กลายมาเป็นกรุ๊ป O ได้

การค้นพบดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อพวกเขาได้เก็บตัวอย่างแบคทีเรียดังกล่าว จากอุจจาระของมนุษย์ ทำการเพาะเลี้ยงเอนไซม์ในห้องแล็บ และทดลองนำเอนไซม์ที่ว่านี้ไปใช้กับเลือดกรุ๊ป A และถ้าทุกสิ่งเป็นไปตามแผน มันเปลี่ยนเลือดดังกล่าวให้กลายเป็นกรุ๊ป O

14379_18082417181134

แนวคิดดังกล่าวนี้ อาศัยหลักการเรื่องของแอนติเจนที่เกาะอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเลือดแต่ละกรุ๊ปจะมีไม่เหมือนกัน หากมีแอนติเจน A จะเป็นกรุ๊ป A, หากมีแอนติเจน B ก็จะเป็นกรุ๊ป B หรือถ้ามีทั้งแอนติเจน A และ B ก็จะเป็นกรุ๊ปเลือด AB

ขณะที่เลือดกรุ๊ป O ก็คือกรุ๊ปที่ไม่มีแอนติเจนใดๆ เลย นั่นหมายความว่า ถ้าเราสามารถนำแอนติเจนออกจากผิวของเม็ดเลือดกรุ๊ปอื่นๆ ได้ ทุกกรุ๊ปเลือดก็จะกลายเป็นกรุ๊ป O

นอกจากนี้ ยังมีการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้เอนไซม์ชนิดอื่นมาประยุกต์ได้ด้วย แต่เอนไซม์ที่เพิ่งค้นพบมีประสิทธิภาพดีกว่าทั้งหมดถึง 30 เท่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องพัฒนาต่อไป ก็คือ การใช้เอนไซม์ให้น้อยลง และได้ผลดียิ่งขึ้น เนื่องจาก เอนไซม์ดังกล่าวเกิดมาจากเชื้อแบคทีเรีย จึงต้องมีการลบร่องรอยของการใช้มันกับเลือด ก่อนที่จะนำเลือดนั้นไปใช้กับมนุษย์ เพื่อไม่ให้ร่างกายตอบสนองแบบเดียวกับการได้รับเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น การใช้เอนไซม์ในปริมาณน้อย จึงทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

ดูเหมือนว่าในที่สุด มนุษย์ก็ได้ค้นพบทางออกของปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการขาดแคลนเลือดแล้ว

ที่มา : https://m.thaiware.com/news/14379.html

นักวิทย์ฯ พลิกตำราวิทยาการ ปลุกชีพพยาธิแช่แข็ง 4.2 หมื่นปี อีกการค้นพบครั้งสำคัญ

          นักวิทยาศาสตร์รัสเซียปลุก พยาธิตัวกลม 2 ตัว อายุ 32,000 ปี และ 42,000 ปี ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง หลังถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน ชี้เป็นการค้นพบครั้งใหญ่ ที่อาจพลิกวงการวิทยาศาสตร์โลก

5c95a709-da4f-44a9-8253-68f2e6fcf851

     หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ การแช่แข็งหยุดเวลา กันมาบ้าง แนวคิดนี้พบเห็นบ่อยครั้งในนิยายหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เช่นการให้ลูกเรือบนยานอวกาศนอนเฉย ๆ ในอุปกรณ์แช่แข็งคล้ายกับการจำศีล ขณะออกเดินทางไปยังกาแล็กซีอันไกลโพ้น สำหรับโลกของความเป็นจริงนั้น ในแวดวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ก็ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก 4 สถาบันวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย ในการนำ พยาธิหนอนตัวกลม (Nematodes) ราว ๆ 300 ตัว มาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ (Cryonics) หรือการแช่แข็งมนุษย์ในบรรดาปรสิตเหล่านี้ มีอยู่ 2 ตัวที่พิเศษไปจากตัวอื่น ๆ แน่นอนว่าพวกมันเป็นสัตว์ในสปีชีส์เดียวกัน รูปร่าง หน้าตาก็เหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่ 2 ตัวนี้แตกต่างไปก็คือ พวกมันมีอายุหลายหมื่นปีแล้วจากการรายงานของเว็บไซต์ไซบีเรียนไทม์ส

     เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า พยาธิหนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ ถูกพบเจอในจุดที่ไม่ห่างจากกันมากนัก ตัวหนึ่งถูกพบในโพรงกระรอกเก่าแก่ บริเวณชั้นหินดูแวนนียาร์ ลุ่มแม่น้ำโคลีมา ไม่ไกลจากอุทยานไพลสโตซีน พื้นที่อนุรักษ์สำหรับศึกษาสิ่งมีชีวิตในยุคน้ำแข็ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐซัคคา หรือยาคูเตีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ส่วนอีกตัวถูกพบเมื่อปี 2558 มันอยู่ในชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือเพอร์มาฟรอสต์ (Permafrost) บริเวณแม่น้ำอลาเซยา ในพื้นที่สาธารณรัฐซัคคา เช่นกัน

     ความน่าทึ่งของหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้คืออายุของพวกมัน โดยพวกมันมีชีวิตอยู่ในช่วงยุคน้ำแข็ง ตัวที่ถูกพบแถว ๆ แม่น้ำโคลีมา มีอายุประมาณ 32,000 ปี และอีกตัวที่พบแถว ๆ แม่น้ำอลาเซยา มีอายุ 41,700 ปี หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าการพบหนอนแช่แข็ง 2 ตัว มันน่าทึ่งตรงไหน และมีความสำคัญอย่างไร คำตอบของข้อสงสัยนี้ก็ได้รับคำตอบ หลังจากที่หนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ถูกส่งมายังห้องแล็บของสถาบันเคมีเชิงฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพดินในกรุงมอสโกทีมนัวิทยาศาสตร์ที่สถาบันนี้ ได้นำหนอนตัวกลม 2 ตัว ที่คาดว่าน่าจะเป็นเพศเมีย ไปใส่ในจานเพาะเชื้อ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พวกมันยังมีชีวิตอยู่ เหมือนทั้ง 2 พวกมันยังไม่ตาย ทั้งทีหลับใหลอยู่นิ่ง ๆ มาเป็นเวลาหลายหมื่นปี

     “เราได้เก็บตัวอย่างสัตว์หลายเซลล์มาจากชั้นดินเยือกแข็งแถบขั้วโลกเหนือ เพื่อนำมาศึกวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ ซึ่งก็คือการแช่แข็งที่คงสภาพเซลล์เนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตได้เป็นระยะเวลานาน พวกเราพบว่าเมื่อนำหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้มาละลายน้ำแข็ง พวกมันก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการมีชีวิต พวกมันเริ่มขยับตัว เริ่มเคลื่อนไหว และกิน” นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ กล่าว

     การค้นพบที่น่าทึ่งนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะมันสามารถนำไปสู่การศึกษาชีวดาราศาสตร์ในแง่มุม ใหม่ ๆ ทั้งการกำเนิดและการวิวัฒนาการ รวมไปถึงการศึกษากระบวนการไครไอนิกส์ ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จากเดิม เพราะโลกได้รับรู้แล้วว่า ไม่ได้มีแค่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเท่านั้นที่สามารถสมบุกสมบันมีชีวิตอยู่เป็นเวลานาน ๆ ได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย สัตว์หลายเซลล์ที่ถูกแช่แข็งหยุดเวลาเอาไว้ ก็ยังรอดชีวิตได้เช่นกัน

ที่มา : https://hilight.kapook.com/view/175906

นักวิทย์ฯ พลิกตำราวิทยาการ ปลุกชีพพยาธิแช่แข็ง 4.2 หมื่นปี อีกการค้นพบครั้งสำคัญ

 

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียปลุก พยาธิตัวกลม 2 ตัว อายุ 32,000 ปี และ 42,000 ปี ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง หลังถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน ชี้เป็นการค้นพบครั้งใหญ่ ที่อาจพลิกวงการวิทยาศาสตร์โลก

หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ การแช่แข็งหยุดเวลา กันมาบ้าง แนวคิดนี้พบเห็นบ่อยครั้งในนิยายหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เช่นการให้ลูกเรือบนยานอวกาศนอนเฉย ๆ ในอุปกรณ์แช่แข็งคล้ายกับการจำศีล ขณะออกเดินทางไปยังกาแล็กซีอันไกลโพ้น สำหรับโลกของความเป็นจริงนั้น ในแวดวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ก็ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก 4 สถาบันวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย ในการนำ พยาธิหนอนตัวกลม (Nematodes) ราว ๆ 300 ตัว มาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ (Cryonics) หรือการแช่แข็งมนุษย์

 

ในบรรดาปรสิตเหล่านี้ มีอยู่ 2 ตัวที่พิเศษไปจากตัวอื่น ๆ แน่นอนว่าพวกมันเป็นสัตว์ในสปีชีส์เดียวกัน รูปร่างหน้าตาก็เหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่ 2 ตัวนี้แตกต่างไปก็คือ พวกมันมีอายุหลายหมื่นปีแล้ว

จากการรายงานของเว็บไซต์ไซบีเรียนไทม์ส เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า พยาธิหนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ ถูกพบเจอในจุดที่ไม่ห่างจากกันมากนัก ตัวหนึ่งถูกพบในโพรงกระรอกเก่าแก่ บริเวณชั้นหินดูแวนนียาร์ ลุ่มแม่น้ำโคลีมา ไม่ไกลจากอุทยานไพลสโตซีน พื้นที่อนุรักษ์สำหรับศึกษาสิ่งมีชีวิตในยุคน้ำแข็ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐซัคคา หรือยาคูเตีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ส่วนอีกตัวถูกพบเมื่อปี 2558 มันอยู่ในชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือเพอร์มาฟรอสต์ (Permafrost) บริเวณแม่น้ำอลาเซยา ในพื้นที่สาธารณรัฐซัคคา เช่นกัน

 

ความน่าทึ่งของหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้คืออายุของพวกมัน โดยพวกมันมีชีวิตอยู่ในช่วงยุคน้ำแข็ง ตัวที่ถูกพบแถว ๆ แม่น้ำโคลีมา มีอายุประมาณ 32,000 ปี และอีกตัวที่พบแถว ๆ แม่น้ำอลาเซยา มีอายุ 41,700 ปี หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าการพบหนอนแช่แข็ง 2 ตัว มันน่าทึ่งตรงไหน และมีความสำคัญอย่างไร คำตอบของข้อสงสัยนี้ก็ได้รับคำตอบ หลังจากที่หนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ถูกส่งมายัง ห้องแล็บของสถาบันเคมีเชิงฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพดิน ในกรุงมอสโก

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันนี้ ได้นำหนอนตัวกลม 2 ตัว ที่คาดว่าน่าจะเป็นเพศเมีย ไปใส่ในจานเพาะเชื้อ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พวกมันยังมีชีวิตอยู่ เหมือนทั้ง 2 พวกมันยังไม่ตาย ทั้งทีหลับใหลอยู่นิ่ง ๆ มาเป็นเวลาหลายหมื่นปี

 

“เราได้เก็บตัวอย่างสัตว์หลายเซลล์มาจากชั้นดินเยือกแข็งแถบขั้วโลกเหนือ เพื่อนำมาศึกวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ ซึ่งก็คือการแช่แข็งที่คงสภาพเซลล์เนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตได้เป็นระยะเวลานาน พวกเราพบว่าเมื่อนำหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้มาละลายน้ำแข็ง พวกมันก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการมีชีวิต พวกมันเริ่มขยับตัว เริ่มเคลื่อนไหว และกิน” นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ กล่าว

 

การค้นพบที่น่าทึ่งนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะมันสามารถนำไปสู่การศึกษาชีวดาราศาสตร์ในแง่มุม ใหม่ ๆ ทั้งการกำเนิดและการวิวัฒนาการ รวมไปถึงการศึกษากระบวนการไครไอนิกส์ ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จากเดิม เพราะโลกได้รับรู้แล้วว่า ไม่ได้มีแค่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเท่านั้นที่สามารถสมบุกสมบันมีชีวิตอยู่เป็นเวลานาน ๆ ได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย สัตว์หลายเซลล์ที่ถูกแช่แข็งหยุดเวลาเอาไว้ ก็ยังรอดชีวิตได้เช่นกัน

 

ภาพจาก siberiantimes.com 



เผยแล้ว ราคาตั๋วเที่ยวบินท่องอวกาศของ Blue Origin ราคาเบาะๆ เพียงประมาณ 6.6 ล้านบาท

14108_18072614383006_70

บรรยากาศในแคปซูลโดยสารของ Blue Origin

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1906343066097170

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งบริษัท Blue Origin ได้เผยราคาค่าตั๋วของเที่ยวบินท่องอวกาศ โดยตั๋วเที่ยวบินนำเที่ยวอวกาศเปิดขายในสองระดับราคาคือ $200,000 (ประมาณ 6.6 ล้านบาท) และ $300,000 (ประมาณ 10 ล้านบาท) โดย Blue Origin เป็นบริษัทอิสระที่คุณ Jeff Bezos เขาก่อตั้งมาเพื่อกิจการด้านการท่องเที่ยวอวกาศโดยเฉพาะ โดยระบบจรวดขับดันแบบ New Shepard ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วยการบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง จะได้รับการติดตั้งส่วนของแคปซูลรองรับผู้โดยสารเข้าไปทางด้านบนจรวด

14108_180726143625Fz_70

        จรวดขับดัน New Shepard ของ Blue Origin ที่สามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง

ภายในแคปซูลทรงกลมมีที่นั่งสำหรับผู้โดยสารจำนวน 6 คน พร้อมบานกระจกกว้างให้ผู้โดยสารได้ดื่มด่ำกับวิวของห้วงอวกาศนอกโลก โดยในเที่ยวบินสั้นๆ นี้ ผู้โดยสารจะได้สัมผัสกับสภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลา 2-3 นาที และได้เห็นขอบความโค้งของโลกอย่างชัดเจน ทำให้เที่ยวบินท่องอวกาศระยะสั้นๆ นี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ยังเชื่อในทฤษฎีที่ว่าโลกของเราแบนราบ และยังเหมาะกับคนที่ชอบโพสต์ภาพเจ๋งๆ ลงโลกโซเชียลด้วย

โดยในเวลานี้ ทาง Blue Origin ประสบความสำเร็จกับเที่ยวบินทดสอบทั้ง 8 เที่ยว โดยมีผู้โดยสารเป็นหุ่นจำลองที่นั่งอยู่ในแคปซูล โดยที่ยังไม่มีคนจริงๆ ขึ้นไปนั่งบนแคปซูลแต่อย่างใด และมีความเป็นไปได้สูงว่าเที่ยวบินที่มีผู้โดยสารเป็นคนจริงๆ จะเกิดขึ้นในปีนี้ ส่วนเที่ยวบินที่มีการรับลูกค้า น่าจะเกิดขึ้นในปี 2019 ซึ่งราคาค่าตั๋วของ Blue Origin นั้นก็อยู่ในระดับเดียวกับบริการท่องอวกาศของ Virgin Galactic ที่วางราคาตั๋วเอาไว้ที่ $250,000 (ประมาณ 8.3 ล้านบาท) และจากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่ามีคนกระเป๋าหนัก แสดงความสนใจบริการท่องอวกาศของ Virgin Galactic แล้วถึง 650 คน

ที่มา : https://m.thaiware.com/news/14108.html

‘แอสตัน มาร์ติน’ จับมือ ‘โรลส์-รอยส์’ สร้าง ‘รถหรูบินได้’

 

6F92A5E6-89B4-41E4-830A-EED29D3BC18D_cx0_cy4_cw0_w1023_r1_s

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1891982954199848

ผู้ผลิตรถหรู แอสตัน มาร์ติน จับมือ โรลส์-รอยส์ สร้างเครื่องบินส่วนตัวที่ทางบริษัทเรียกว่าเป็น “รถหรูบินได้” ด้วยความร่วมมือกับทีมวิศวกรจาก Cranfield University หวังแก้ปัญหารถติดในเมืองกรุง ด้วยเครื่องบินหรูระดับไฮเอนด์

3B09EE9A-DF1B-42D1-884E-EF2257FE1B29_w650_r0_s

เครื่องบินรุ่นคอนเซปต์ที่มีชื่อว่า Volante Vision Concept มี 3 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ทำความเร็วได้สูงสุด 200 ไมล์ต่อชั่วโมง และขึ้นลงในแนวดิ่ง เหมือนกับแท็กซี่โดรนที่ยักษ์ใหญ่ด้านการบินและบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งพยายามแข่งกันพัฒนาขึ้นมา

24DA152F-85DB-416D-94EB-3BC5FA0EDCDA_w650_r0_s

แต่รูปโฉมของเครื่องบินจากแอสตัน มาร์ติน ที่เป็นรถคู่กายของสายลับ 007 เจมส์ บอนด์ มาโดยตลอดนั้น ดูคล้ายกับถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการถ่ายภาพยนตร์มากกว่าการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นายเจมส์ สตีเฟน ผู้บริหารแอสตัน มาร์ติน เปิดเผยว่า ตลาดคมนาคมทางอากาศแบบส่วนบุคคลและขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างมาก แต่เครื่องบินที่อวดโฉมในงาน Farnborough Airshow เป็นเพียงคอนเซปต์เท่านั้น ซึ่งทางบริษัทจะสร้างเครื่องบินต้นแบบขึ้นมาในอีก 2 ปีข้างหน้า

ผู้บริหารแอสตัน มาร์ติน ยังบอกด้วยว่าราคาของเครื่องบินที่เรียกได้ว่าเป็นรถสปอร์ตเหินเวหานี้ จะอยู่ระหว่าง 3-5 ล้านปอนด์ หรือราว 130-220 ล้านบาท

แอสตัน มาร์ติน และโรลส์-รอยส์ ถือเป็นผู้ผลิตยานยนต์ระดับไฮเอนด์ ที่กระโจนเข้าสู่ตลาดแท็กซี่บินได้ ตามหลังบริษัทแอร์บัส อูเบอร์ และกูเกิ้ล โดยไม่นานมานี้ โรลส์-รอยส์ เพิ่งประกาศแผนพัฒนาแท็กซี่บินได้ ซึ่งเป็นคนละโครงการกับเครื่องบินที่พัฒนาร่วมกับแอสตัน มาร์ติน

ที่มา : https://www.voathai.com/a/aston-martin-taxi-plan/4488327.html