คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-26 ชนนภา กิจแก้ว โสรยา บุญวงษา เกษราภรณ์ ผ่องแผ้ว

นักวิทย์ฯ พลิกตำราวิทยาการ ปลุกชีพพยาธิแช่แข็ง 4.2 หมื่นปี อีกการค้นพบครั้งสำคัญ

          นักวิทยาศาสตร์รัสเซียปลุก พยาธิตัวกลม 2 ตัว อายุ 32,000 ปี และ 42,000 ปี ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง หลังถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน ชี้เป็นการค้นพบครั้งใหญ่ ที่อาจพลิกวงการวิทยาศาสตร์โลก

5c95a709-da4f-44a9-8253-68f2e6fcf851

     หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ การแช่แข็งหยุดเวลา กันมาบ้าง แนวคิดนี้พบเห็นบ่อยครั้งในนิยายหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เช่นการให้ลูกเรือบนยานอวกาศนอนเฉย ๆ ในอุปกรณ์แช่แข็งคล้ายกับการจำศีล ขณะออกเดินทางไปยังกาแล็กซีอันไกลโพ้น สำหรับโลกของความเป็นจริงนั้น ในแวดวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ก็ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก 4 สถาบันวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย ในการนำ พยาธิหนอนตัวกลม (Nematodes) ราว ๆ 300 ตัว มาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ (Cryonics) หรือการแช่แข็งมนุษย์ในบรรดาปรสิตเหล่านี้ มีอยู่ 2 ตัวที่พิเศษไปจากตัวอื่น ๆ แน่นอนว่าพวกมันเป็นสัตว์ในสปีชีส์เดียวกัน รูปร่าง หน้าตาก็เหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่ 2 ตัวนี้แตกต่างไปก็คือ พวกมันมีอายุหลายหมื่นปีแล้วจากการรายงานของเว็บไซต์ไซบีเรียนไทม์ส

     เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า พยาธิหนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ ถูกพบเจอในจุดที่ไม่ห่างจากกันมากนัก ตัวหนึ่งถูกพบในโพรงกระรอกเก่าแก่ บริเวณชั้นหินดูแวนนียาร์ ลุ่มแม่น้ำโคลีมา ไม่ไกลจากอุทยานไพลสโตซีน พื้นที่อนุรักษ์สำหรับศึกษาสิ่งมีชีวิตในยุคน้ำแข็ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐซัคคา หรือยาคูเตีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ส่วนอีกตัวถูกพบเมื่อปี 2558 มันอยู่ในชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือเพอร์มาฟรอสต์ (Permafrost) บริเวณแม่น้ำอลาเซยา ในพื้นที่สาธารณรัฐซัคคา เช่นกัน

     ความน่าทึ่งของหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้คืออายุของพวกมัน โดยพวกมันมีชีวิตอยู่ในช่วงยุคน้ำแข็ง ตัวที่ถูกพบแถว ๆ แม่น้ำโคลีมา มีอายุประมาณ 32,000 ปี และอีกตัวที่พบแถว ๆ แม่น้ำอลาเซยา มีอายุ 41,700 ปี หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าการพบหนอนแช่แข็ง 2 ตัว มันน่าทึ่งตรงไหน และมีความสำคัญอย่างไร คำตอบของข้อสงสัยนี้ก็ได้รับคำตอบ หลังจากที่หนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ถูกส่งมายังห้องแล็บของสถาบันเคมีเชิงฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพดินในกรุงมอสโกทีมนัวิทยาศาสตร์ที่สถาบันนี้ ได้นำหนอนตัวกลม 2 ตัว ที่คาดว่าน่าจะเป็นเพศเมีย ไปใส่ในจานเพาะเชื้อ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พวกมันยังมีชีวิตอยู่ เหมือนทั้ง 2 พวกมันยังไม่ตาย ทั้งทีหลับใหลอยู่นิ่ง ๆ มาเป็นเวลาหลายหมื่นปี

     “เราได้เก็บตัวอย่างสัตว์หลายเซลล์มาจากชั้นดินเยือกแข็งแถบขั้วโลกเหนือ เพื่อนำมาศึกวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ ซึ่งก็คือการแช่แข็งที่คงสภาพเซลล์เนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตได้เป็นระยะเวลานาน พวกเราพบว่าเมื่อนำหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้มาละลายน้ำแข็ง พวกมันก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการมีชีวิต พวกมันเริ่มขยับตัว เริ่มเคลื่อนไหว และกิน” นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ กล่าว

     การค้นพบที่น่าทึ่งนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะมันสามารถนำไปสู่การศึกษาชีวดาราศาสตร์ในแง่มุม ใหม่ ๆ ทั้งการกำเนิดและการวิวัฒนาการ รวมไปถึงการศึกษากระบวนการไครไอนิกส์ ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จากเดิม เพราะโลกได้รับรู้แล้วว่า ไม่ได้มีแค่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเท่านั้นที่สามารถสมบุกสมบันมีชีวิตอยู่เป็นเวลานาน ๆ ได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย สัตว์หลายเซลล์ที่ถูกแช่แข็งหยุดเวลาเอาไว้ ก็ยังรอดชีวิตได้เช่นกัน

ที่มา : https://hilight.kapook.com/view/175906

นักวิทย์ฯ พลิกตำราวิทยาการ ปลุกชีพพยาธิแช่แข็ง 4.2 หมื่นปี อีกการค้นพบครั้งสำคัญ

 

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียปลุก พยาธิตัวกลม 2 ตัว อายุ 32,000 ปี และ 42,000 ปี ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง หลังถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน ชี้เป็นการค้นพบครั้งใหญ่ ที่อาจพลิกวงการวิทยาศาสตร์โลก

หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ การแช่แข็งหยุดเวลา กันมาบ้าง แนวคิดนี้พบเห็นบ่อยครั้งในนิยายหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เช่นการให้ลูกเรือบนยานอวกาศนอนเฉย ๆ ในอุปกรณ์แช่แข็งคล้ายกับการจำศีล ขณะออกเดินทางไปยังกาแล็กซีอันไกลโพ้น สำหรับโลกของความเป็นจริงนั้น ในแวดวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ก็ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก 4 สถาบันวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย ในการนำ พยาธิหนอนตัวกลม (Nematodes) ราว ๆ 300 ตัว มาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ (Cryonics) หรือการแช่แข็งมนุษย์

 

ในบรรดาปรสิตเหล่านี้ มีอยู่ 2 ตัวที่พิเศษไปจากตัวอื่น ๆ แน่นอนว่าพวกมันเป็นสัตว์ในสปีชีส์เดียวกัน รูปร่างหน้าตาก็เหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่ 2 ตัวนี้แตกต่างไปก็คือ พวกมันมีอายุหลายหมื่นปีแล้ว

จากการรายงานของเว็บไซต์ไซบีเรียนไทม์ส เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า พยาธิหนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ ถูกพบเจอในจุดที่ไม่ห่างจากกันมากนัก ตัวหนึ่งถูกพบในโพรงกระรอกเก่าแก่ บริเวณชั้นหินดูแวนนียาร์ ลุ่มแม่น้ำโคลีมา ไม่ไกลจากอุทยานไพลสโตซีน พื้นที่อนุรักษ์สำหรับศึกษาสิ่งมีชีวิตในยุคน้ำแข็ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐซัคคา หรือยาคูเตีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ส่วนอีกตัวถูกพบเมื่อปี 2558 มันอยู่ในชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือเพอร์มาฟรอสต์ (Permafrost) บริเวณแม่น้ำอลาเซยา ในพื้นที่สาธารณรัฐซัคคา เช่นกัน

 

ความน่าทึ่งของหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้คืออายุของพวกมัน โดยพวกมันมีชีวิตอยู่ในช่วงยุคน้ำแข็ง ตัวที่ถูกพบแถว ๆ แม่น้ำโคลีมา มีอายุประมาณ 32,000 ปี และอีกตัวที่พบแถว ๆ แม่น้ำอลาเซยา มีอายุ 41,700 ปี หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าการพบหนอนแช่แข็ง 2 ตัว มันน่าทึ่งตรงไหน และมีความสำคัญอย่างไร คำตอบของข้อสงสัยนี้ก็ได้รับคำตอบ หลังจากที่หนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ถูกส่งมายัง ห้องแล็บของสถาบันเคมีเชิงฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพดิน ในกรุงมอสโก

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันนี้ ได้นำหนอนตัวกลม 2 ตัว ที่คาดว่าน่าจะเป็นเพศเมีย ไปใส่ในจานเพาะเชื้อ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พวกมันยังมีชีวิตอยู่ เหมือนทั้ง 2 พวกมันยังไม่ตาย ทั้งทีหลับใหลอยู่นิ่ง ๆ มาเป็นเวลาหลายหมื่นปี

 

“เราได้เก็บตัวอย่างสัตว์หลายเซลล์มาจากชั้นดินเยือกแข็งแถบขั้วโลกเหนือ เพื่อนำมาศึกวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ ซึ่งก็คือการแช่แข็งที่คงสภาพเซลล์เนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตได้เป็นระยะเวลานาน พวกเราพบว่าเมื่อนำหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้มาละลายน้ำแข็ง พวกมันก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการมีชีวิต พวกมันเริ่มขยับตัว เริ่มเคลื่อนไหว และกิน” นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ กล่าว

 

การค้นพบที่น่าทึ่งนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะมันสามารถนำไปสู่การศึกษาชีวดาราศาสตร์ในแง่มุม ใหม่ ๆ ทั้งการกำเนิดและการวิวัฒนาการ รวมไปถึงการศึกษากระบวนการไครไอนิกส์ ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จากเดิม เพราะโลกได้รับรู้แล้วว่า ไม่ได้มีแค่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเท่านั้นที่สามารถสมบุกสมบันมีชีวิตอยู่เป็นเวลานาน ๆ ได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย สัตว์หลายเซลล์ที่ถูกแช่แข็งหยุดเวลาเอาไว้ ก็ยังรอดชีวิตได้เช่นกัน

 

ภาพจาก siberiantimes.com 



เผยแล้ว ราคาตั๋วเที่ยวบินท่องอวกาศของ Blue Origin ราคาเบาะๆ เพียงประมาณ 6.6 ล้านบาท

14108_18072614383006_70

บรรยากาศในแคปซูลโดยสารของ Blue Origin

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1906343066097170

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งบริษัท Blue Origin ได้เผยราคาค่าตั๋วของเที่ยวบินท่องอวกาศ โดยตั๋วเที่ยวบินนำเที่ยวอวกาศเปิดขายในสองระดับราคาคือ $200,000 (ประมาณ 6.6 ล้านบาท) และ $300,000 (ประมาณ 10 ล้านบาท) โดย Blue Origin เป็นบริษัทอิสระที่คุณ Jeff Bezos เขาก่อตั้งมาเพื่อกิจการด้านการท่องเที่ยวอวกาศโดยเฉพาะ โดยระบบจรวดขับดันแบบ New Shepard ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วยการบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง จะได้รับการติดตั้งส่วนของแคปซูลรองรับผู้โดยสารเข้าไปทางด้านบนจรวด

14108_180726143625Fz_70

        จรวดขับดัน New Shepard ของ Blue Origin ที่สามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง

ภายในแคปซูลทรงกลมมีที่นั่งสำหรับผู้โดยสารจำนวน 6 คน พร้อมบานกระจกกว้างให้ผู้โดยสารได้ดื่มด่ำกับวิวของห้วงอวกาศนอกโลก โดยในเที่ยวบินสั้นๆ นี้ ผู้โดยสารจะได้สัมผัสกับสภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลา 2-3 นาที และได้เห็นขอบความโค้งของโลกอย่างชัดเจน ทำให้เที่ยวบินท่องอวกาศระยะสั้นๆ นี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ยังเชื่อในทฤษฎีที่ว่าโลกของเราแบนราบ และยังเหมาะกับคนที่ชอบโพสต์ภาพเจ๋งๆ ลงโลกโซเชียลด้วย

โดยในเวลานี้ ทาง Blue Origin ประสบความสำเร็จกับเที่ยวบินทดสอบทั้ง 8 เที่ยว โดยมีผู้โดยสารเป็นหุ่นจำลองที่นั่งอยู่ในแคปซูล โดยที่ยังไม่มีคนจริงๆ ขึ้นไปนั่งบนแคปซูลแต่อย่างใด และมีความเป็นไปได้สูงว่าเที่ยวบินที่มีผู้โดยสารเป็นคนจริงๆ จะเกิดขึ้นในปีนี้ ส่วนเที่ยวบินที่มีการรับลูกค้า น่าจะเกิดขึ้นในปี 2019 ซึ่งราคาค่าตั๋วของ Blue Origin นั้นก็อยู่ในระดับเดียวกับบริการท่องอวกาศของ Virgin Galactic ที่วางราคาตั๋วเอาไว้ที่ $250,000 (ประมาณ 8.3 ล้านบาท) และจากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่ามีคนกระเป๋าหนัก แสดงความสนใจบริการท่องอวกาศของ Virgin Galactic แล้วถึง 650 คน

ที่มา : https://m.thaiware.com/news/14108.html

‘แอสตัน มาร์ติน’ จับมือ ‘โรลส์-รอยส์’ สร้าง ‘รถหรูบินได้’

 

6F92A5E6-89B4-41E4-830A-EED29D3BC18D_cx0_cy4_cw0_w1023_r1_s

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1891982954199848

ผู้ผลิตรถหรู แอสตัน มาร์ติน จับมือ โรลส์-รอยส์ สร้างเครื่องบินส่วนตัวที่ทางบริษัทเรียกว่าเป็น “รถหรูบินได้” ด้วยความร่วมมือกับทีมวิศวกรจาก Cranfield University หวังแก้ปัญหารถติดในเมืองกรุง ด้วยเครื่องบินหรูระดับไฮเอนด์

3B09EE9A-DF1B-42D1-884E-EF2257FE1B29_w650_r0_s

เครื่องบินรุ่นคอนเซปต์ที่มีชื่อว่า Volante Vision Concept มี 3 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ทำความเร็วได้สูงสุด 200 ไมล์ต่อชั่วโมง และขึ้นลงในแนวดิ่ง เหมือนกับแท็กซี่โดรนที่ยักษ์ใหญ่ด้านการบินและบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งพยายามแข่งกันพัฒนาขึ้นมา

24DA152F-85DB-416D-94EB-3BC5FA0EDCDA_w650_r0_s

แต่รูปโฉมของเครื่องบินจากแอสตัน มาร์ติน ที่เป็นรถคู่กายของสายลับ 007 เจมส์ บอนด์ มาโดยตลอดนั้น ดูคล้ายกับถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการถ่ายภาพยนตร์มากกว่าการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นายเจมส์ สตีเฟน ผู้บริหารแอสตัน มาร์ติน เปิดเผยว่า ตลาดคมนาคมทางอากาศแบบส่วนบุคคลและขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างมาก แต่เครื่องบินที่อวดโฉมในงาน Farnborough Airshow เป็นเพียงคอนเซปต์เท่านั้น ซึ่งทางบริษัทจะสร้างเครื่องบินต้นแบบขึ้นมาในอีก 2 ปีข้างหน้า

ผู้บริหารแอสตัน มาร์ติน ยังบอกด้วยว่าราคาของเครื่องบินที่เรียกได้ว่าเป็นรถสปอร์ตเหินเวหานี้ จะอยู่ระหว่าง 3-5 ล้านปอนด์ หรือราว 130-220 ล้านบาท

แอสตัน มาร์ติน และโรลส์-รอยส์ ถือเป็นผู้ผลิตยานยนต์ระดับไฮเอนด์ ที่กระโจนเข้าสู่ตลาดแท็กซี่บินได้ ตามหลังบริษัทแอร์บัส อูเบอร์ และกูเกิ้ล โดยไม่นานมานี้ โรลส์-รอยส์ เพิ่งประกาศแผนพัฒนาแท็กซี่บินได้ ซึ่งเป็นคนละโครงการกับเครื่องบินที่พัฒนาร่วมกับแอสตัน มาร์ติน

ที่มา : https://www.voathai.com/a/aston-martin-taxi-plan/4488327.html