คลังเก็บหมวดหมู่: จรัส

รู้จัก “หอเอนปิซ่า″ ถ้ากลับมาตั้งตรง จะยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหรือไม่? ความรู้ทางฟิสิกส์

รู้จัก "หอเอนปิซ่า" ถ้ากลับมาตั้งตรง จะยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหรือไม่?

หอเอนปิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนใดไปเยือนอิตาลี ต่างก็ต้องแวะไปถ่ายรูปกับหอเอนเมืองปิซานี้กันทั้งนั้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทำความรู้จักหอเอนปิซ่า

หอเอนเมืองปิซ่า หรือที่มีชื่อเป็นภาษาอิตาลีว่า Torre Pendente di Pisa ที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Piazza del Duomo เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 55.86 เมตร

หอเอนแห่งนี้ เริ่มต้นสร้างตั้งแต่คริสต์ศักราช 1173 เมื่อสร้างไปได้ 3 ชั้น การก่อสร้างก็มีอันต้องยุติลงในปี 1178 เนื่องจากภาวะสงคราม ต่อมาในปี 1275 หอเอนแห่งนี้ก็ได้ถูกก่อสร้างต่อเติมโดยสถาปนิกนามว่า จิโอวานนี ดิ ซิโมเน (Giovanni di Simone) แต่การก่อสร้างก็ถูกหยุดไปอีกครั้งในปี 1284 ด้วยภาวะสงครามเช่นเดิม แต่ในที่สุดหอเอนแห่งนี้ก็สร้างเสร็จในปี 1350 รวมระยะเวลา 175 ปี ต่อมามีการสร้างหอระฆังเพิ่มเติม จึงใช้ระยะเวลารวมถึง 177 ปี

สงสัยว่าทำไมถึงไม่ตั้งตรง?

เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า พื้นดินใต้บริเวณการก่อสร้างหอระฆังนั้นเป็นพื้นดินที่นิ่ม มีลักษณะเป็นดินปนทรายและดินโคลน จนทำให้ยุบตัวลงไปในช่วงของการก่อสร้าง เพราะไม่สามารถรับน้ำหนักของหอคอยได้

แต่วัสดุที่นำมาสร้างหอคอย ได้แก่ หินปูนและปูนขาว ซึ่งมีคุณสมบัติในการโค้งงอและทนต่อแรงต่างๆ ได้ดีกว่าวัสดุประเภทหิน ส่งผลให้หอคอยแห่งนี้ไม่ถล่ม แต่กลับกลายเป็นค่อยๆ เอนลงมาแทน

การไปเที่ยวหอเอนปิซ่า

เมืองปิซ่า อยู่ห่างจากมิลานประมาณ 4 ชั่วโมง หากเดินทางด้วยรถไฟ ส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวมักจะมาแวะที่เมืองนี้เพื่อมาถ่ายภาพกับหอเอน โดยมักจะมีครีเอตภาพแปลกๆ อาทิ ผลักหอ ดันหอ เตะ ถีบ หรือเอาหัวโหม่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะแวะเป็นทางผ่านก่อนไปเที่ยวยังเมืองอื่นๆ

เคยมีผู้ทำนายว่าหอคอยจะล้มลงมาในวันหนึ่ง

ในอดีตเคยมีผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์เอาไว้ว่า วันหนึ่งหอคอยแห่งนี้อาจเกิดการถล่มลงมา เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหอคอยแห่งนี้เอียงเพิ่มขึ้น 1 นิ้วทุก 20 ปี และเป็นไปได้ที่จะพังถล่มหากไม่รีบดำเนินการป้องกันใดๆ

หอเอนจะกลับมาตรง?

ล่าสุดนี้ สำนักข่าวต่างประเทศมีการรายงานว่า “หอเอนเมืองปิซ่า” มีแนวโน้มกลับมาตั้งตรง หลังจากที่ทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญใช้เวลาถึง 17 ปีเพื่อบูรณะหอคอยแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันหอคอยแห่งนี้ได้เคลื่อนตัวกลับมา 4 เซนติเมตรแล้ว

ความรู้ทางฟิสิกส์

เหตุที่ล้ม

                ก่อนจะอธิบายเรื่องนี้ ขอกล่าวถึงการทรงตัวของเทหวัตถุต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของลำตัวมนุษย์ วัตถุจะไม่ล้มคว่ำก็ต่อเมื่อเส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงผ่านฐานของวัตถุนั้น กระบอกที่เอียงในรูป จะต้องล้มลง แต่ถ้าเส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงผ่านฐานของกระบอกแล้ว กระบอกนั้นจะตั้งอยู่ได้โดยไม่ล้มลง

กระบอกนี้ต้องล้มลง เพราะเ้ส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงอยู่นอกฐานของกระบอกนั้น

          การที่หอเอนปิซา (Pisa) ที่มีชื่อเสียง (รูป  ก) และโบโลนยา (Bologna) (รูปที่ ข) หรือหอระฆังเอนในอาร์กฮานเกลสก์ (Arkhangelsk) ไม่ล้มพังลงไป ถึงแม้จะมีโครงสร้างที่เอียงกระเท่เร่อยู่ก็ตาม ก็เหตุผลเดียวกันคือเส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงไม่ได้อยู่นอกฐานนั่นเอง เหตุผลอีกข้อคือฐานตึกของสิ่งดังกล่าวถูกฝังลึกอยู่ใต้พื้นดินมาก

หอเอนเมืองปิซามองในยามค่ำคืน

รูป ก หอเอียงปิซา

 

รูป ข หอเอนโบโลนยา

พายุงวงช้าง 4 ลูกซ้อนกลางทะเลสตูล มองจากหลีเป๊ะเห็นชัดเจน (คลิป) ความรู้ทางฟิสิกส์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พายุงวงช้าง 4 ลูกซ้อนกลางทะเลสตูล มองจากหลีเป๊ะเห็นชัดเจน (คลิป)

หนุ่มแชร์คลิป พายุงวงช้าง เกิด 4 ลูกซ้อนกลางทะเลที่ จ.สตูล มองจากหลีเป๊ะเห็นชัดเจน สร้างความตกใจให้นักท่องเที่ยวอย่างมาก …

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Deaw Erawate Nilsakakul ซึ่งเป็นพนักงานรีสอร์ตบนเกาะหลีเป๊ะ ได้โพสต์คลิปพายุงวงช้าง ได้ก่อตัวขึ้นถึง 4 ลูก ซึ่งก่อตัวนานประมาณ 20 นาที แล้วค่อยๆ สลายตัวไปที่ละลูก สร้างความตกใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

โดยเจ้าของเฟซบุ๊ก บอกว่าตนเองทำงานที่รีสอร์ตบนเกาะหลีเป๊ะ ม.7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.สตูล ในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ตนกำลังให้บริการอาหารแก่นักท่องเที่ยวหน้ารีสอร์ต ตรงหาดซันไรท์ ของเกาะหลีเป๊ะ แล้วหันไปเห็นพอดี จึงถ่ายคลิปไว้

ซึ่งพายุงวงช้างครั้งนี้เกิดขึ้นไกลมาก แต่สามารถมองเห็นได้ จุดที่เกิดพายุน่าจะใกล้กับเกาะตาหลัง และจุดนั้นมองออกไปจะเห็นว่า มีท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่ที่เกาะหลีเป๊ะนั้น ฝนไม่ตก โดยพายุงวงช้างที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นถึง 4 ลูกพร้อมๆ กัน นานประมาณ 20 นาที จากนั้นก็ค่อยๆ สลายตัวแล้วสงบลงไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจเป็นอย่างมาก แต่โชคดีที่จุดเกิดพายุงวงช้าง ห่างจากเกาะหลีเป๊ะไปไกล สำหรับตนเองเคยเห็นพายุง่วงช้างที่ก่อตัวที่ปากบารา อ.ละงู ซึ่งแต่ละครั้งไม่เคยเห็นว่าก่อตัวพร้อมกันมากเช่นนี้ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ก่อตัวพร้อมๆ กัน 4 ลูก และใกล้ๆ กันด้วย.

ขอบคุณภาพ และคลิปจาก เฟซบุ๊ก Deaw Erawate Nilsakakul

ความรู้ทางฟิสิกส์

ทำความรู้จัก พายุงวงช้าง

พายุงวงช้าง

ปรากฏการณ์ “พายุงวงช้าง” มีชื่อที่ถูกต้องคือ “พายุนาคเล่นน้ำ″ หรือ “พวยน้ำ″ (waterspout) หมายถึง ปรากฏการณ์ที่มีลักษณะคล้ายท่อน้ำขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างผืนฟ้าและพื้นน้ำ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากลมพัดวนบิดเป็นเกลียว เห็นได้จากเมฆที่มีลักษณะเป็นลำ หรือเป็นกรวยหัวกลับยื่นลงมาจากฐานของเมฆคิวมูโลนิมบัส (เมฆฝนฟ้าคะนอง) และเห็นได้จากพวยน้ำที่พุ่งขึ้นมาเป็นพุ่ม ประกอบด้วยหยดน้ำพุ่งเป็นฝอยขึ้นจากผิวพื้นทะเล มีลมแรงพัดเข้าหาบริเวณศูนย์กลางของพวยน้ำ ยอดของพวยน้ำอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างไปจากฐาน ทำให้แกนเอียงหรือบิดเบี้ยวแล้วหลุดออกจากกันและสลายตัวไป


ซึ่งการเกิดจะคล้ายกับพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือพื้นน้ำ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า มักเกิดบ่อยๆ บนพื้นน้ำในเขตร้อน ช่วงวงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์นี้กินเวลาไม่นานนักในบางครั้งอาจเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานถึงครึ่งชั่วโมง

10 สุดยอดนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของโลกกับผลงานเด่นและวาทะเด็ด

greatest-inventors-1

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักประดิษฐ์คือผู้ที่สร้างสรรค์ คิดค้น พัฒนา สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้หรือเทคนิคและวิธีการ หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นประโยชน์ซึ่งกลายมาเป็นนวัตกรรมใหม่อันมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนความเป็นอยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การประดิษฐ์ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม แม้ว่านักประดิษฐ์อาจไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกร แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์ก็ต้องมีความรู้พื้นฐานหรือประสบการณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรม ที่สำคัญต้องมีความพยายามและมุ่งมั่นในการสร้างผลงาน ในอดีตที่ผ่านมามีนักประดิษฐ์ชั้นแนวหน้ามากมายที่ได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์มาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย

และต่อไปนี้คือ 10 สุดยอดนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกับผลงานเด่นและวาทะเด็ดของพวกเขา

1. นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)nikola-tesla-1

นิโคลา เทสลา (ค.ศ. 1856 – 1943) เป็นนักประดิษฐ์ นักฟิสิกส์ และวิศวกรไฟฟ้าชาวเซอร์เบียน-อเมริกัน เป็นผู้สร้างนวัตกรรมล้ำยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง สิทธิบัตรของเทสลาและผลงานเชิงทฤษฎีของเขากลายเป็นพื้นฐานของระบบไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้งานทั่วโลกในปัจจุบันได้แก่ ระบบจ่ายกำลังหลายเฟส และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ เป็นผู้ประดิษฐ์และค้นพบเทคโนโลยีใหม่มากมาย เช่น ขดลวดเทสลา (Tesla coil) เครื่องวัดความเร็วติดรถยนต์ เครื่องกระจายเสียงผ่านวิทยุ วิธีการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กเป็นสนามไฟฟ้าซึ่งเป็นที่มาของหน่วยวัดสนามแม่เหล็กเทสลาซึ่งวิศวกรรุ่นหลังตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา นอกจากนี้เขายังได้ศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีล้ำยุคเรื่องการส่งผ่านพลังงานแบบไร้สายหรือเทคโนโลยี wireless ที่ปัจจุบันกำลังเฟื่องฟู

เทสลาเป็นนักประดิษฐ์ยุคเดียวกันเอดิสันแถมยังเป็นคู่แข่งกัน เอดิสันสนับสนุนการใช้ไฟฟ้ากระแสตรงส่วนเทสลาพัฒนาไฟฟ้ากระแสสลับจนถึงกับเกิดสงครามกระแสไฟฟ้า (War of Currents) ซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมในยุคนั้นอย่างมาก เทสลามีแนวคิดล้ำยุคมีจินตนาการก้าวไกลเกินกว่าผู้คนยุคเดียวกันมาก เช่น เขามีแนวคิดจะทำโลกทั้งใบให้เป็นสื่อนำไฟฟ้าเพื่อให้สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปให้คนทุกคนในโลกได้ใช้กระแสไฟฟ้าอย่างเสรี หรือคิดสร้างอาวุธลำแสงมหาประลัยที่มีอานุภาพร้ายแรงขนาดแยกโลกของเราให้แตกออกเป็นสองส่วนได้ จนถูกเรียกว่านักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง (mad scientist) หลังจากเทสลาเสียชีวิต FBI ได้สั่งทุกฝ่ายว่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทสลาต้องถูกจัดการอย่างลับที่สุด และต้องรักษาความลับของสิ่งประดิษฐ์ของเขาให้เป็นความลับตลอดไป นี่คือนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แต่กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่ากับผลงานของเขา เขาคือ ‘อัจฉริยะที่โลกลืม’

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา
– ประดิษฐ์มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ
– ประดิษฐ์หลอดฟลูออเรสเซนต์
– คิดค้นวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย
– คิดค้นรีโมตคอนโทรล

วาทะเด็ด :

– “If your hate could be turned into electricity, it would light up the whole world.” → หากความเกลียดชังของคุณสามารถเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าได้ มันคงจะทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวเลยทีเดียว

– “The scientists of today think deeply instead of clearly. One must be sane to think clearly, but one can think deeply and be quite insane.” → นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้คิดแบบลึกซึ้งแทนที่จะคิดอย่างชัดแจ้ง คนเราต้องมีสติที่จะคิดอย่างชัดแจ้ง แต่ก็สามารถคิดให้ลึกซึ้งและบ้าคลั่งได้

nikola-tesla-2

2. ทอมัส เอดิสัน (Thomas Edison)thomas-edison-1
ทอมัส เอดิสัน (ค.ศ. 1847 – 1931) เป็นยอดนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกชาวอเมริกา ผลงานของเขาหลายชิ้นได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนให้เป็นสังคมสมัยใหม่ เอดิสันเป็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จด้วยความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร เขาแทบจะไม่เคยได้เรียนหนังสือในโรงเรียน แต่ทำการศึกษาค้นคว้าทดลองด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็กจนถึงบั้นปลายของชีวิต เอดิสันสามารถนำเงินที่ได้จากการขายสิทธิบัตรผลงานที่เขาประดิษฐ์ได้ชิ้นแรกมาสร้างโรงงานที่มีห้องปฏิบัติการวิจัยในตัวซึ่งกลายเป็นต้นแบบของโรงงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ด้วยวัยเพียง 23 ปี

แม้ว่าเอดิสันจะไม่ใช่คนแรกที่ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า แต่เขาเป็นผู้ที่คิดค้นพัฒนาหลอดไฟฟ้าที่ใช้งานตามบ้านเรือนได้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านี้เขายังเป็นผู้สร้างโรงจ่ายกระแสไฟฟ้าที่เมืองนิวยอร์ก ลากสายไฟฟ้าไปทั่วเมืองให้ทุกคนมีโอกาสใช้ไฟฟ้าอย่างทั่วถึงกัน และส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เอดิสันเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียง, เครื่องบันทึกภาพเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมาเขาได้นำมารวมกันกลายเป็นเครื่องถ่ายทำภาพยนตร์ เขายังเป็นผู้ประดิษฐ์แบตเตอรี่ เครื่องผสมปูนซิเมนต์ และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆอีกนับพันชิ้น เอดิสันมีสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ภายใต้ชื่อของเขาเป็นจำนวนถึง 1,093 ชิ้น ก่อตั้งบริษัทด้านไฟฟ้าอีกหลายบริษัทรวมทั้งเจเนอรัลอิเล็กทริก (General Electric) บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของโลก

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
– ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียง
– ประดิษฐ์เครื่องถ่ายภาพเคลื่อนไหว
– ประดิษฐ์แบตเตอรี่

วาทะเด็ด :

– “Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration.” → อัจฉริยะเกิดจากแรงบันดาลใจเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ และอีก 99 เปอร์เซ็นต์คือความอุตสาหะ

– “I have not failed. I’ve just found 10,000 ways that won’t work.” → ผมไม่ได้ล้มเหลวนะ ผมเพิ่งจะพบ 10,000 วิธีที่มันใช้ไม่ได้

thomas-edison-2

3. อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell)alexander-graham-bell-1

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ เป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ชาวสกอตแลนด์-อเมริกันผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์และได้รับสิทธิบัตรเป็นคนแรก ผลงานนี้ได้สร้างความเจริญก้าวหน้าในการติดต่อสื่อสารของมนุษย์ชนิดพลิกโลก ทั้งในแง่ความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย จนทำให้โทรศัพท์กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน เบลล์ได้อุทิศเวลาและทุ่มเทความพยายามในการทำวิจัยและทำการทดลองประดิษฐ์เครื่องช่วยฟังเสียงสำหรับคนหูหนวกและการส่งสัญญาณเสียงผ่านเส้นลวดมานานหลายปี ในที่สุดเขาก็สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ในฝันของคนสมัยนั้นได้เป็นผลสำเร็จและได้รับสิทธิบัตรเป็นคนแรกในปี 1876

เบลล์ได้ก่อตั้งบริษัทเอทีแอนด์ที (AT&T Inc.) เพื่อให้บริการระบบโทรศัพท์ที่เขาเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของสหรัฐอเมริกาและของโลก นอกจากนี้เบลล์ยังได้ประดิษฐ์โทรศัพท์แบบไร้สายซึ่งส่งสัญญาณผ่านลำแสงที่เรียกว่า Photophone เขายังเป็นผู้พัฒนาเครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detector) รุ่นแรกๆ รวมทั้งประดิษฐ์เรือไฮโดรฟอยล์ (Hydrofoil) ที่เคยเป็นเจ้าของสถิติโลกความเร็วทางน้ำนาน 2 ทศวรรษอีกด้วย หน่วยวัดระดับความดังของเสียงซึ่งเดิมเรียกว่า Transmission Unit (TU) ได้ถูกปรับเปลี่ยนและเรียกชื่อใหม่เป็นเดซิเบล (Decibel – dB) ตามชื่อของเบลล์เพื่อเป็นเกียรติแก่ยอดนักประดิษฐ์คนเก่งผู้นี้

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์โทรศัพท์

วาทะเด็ด :

– “The achievement of one goal should be the starting point of another.” → ความสำเร็จของเป้าหมายหนึ่งควรเป็นจุดเริ่มต้นของอีกเป้าหมายหนึ่ง

alexander-graham-bell-2

4. สองพี่น้องตระกูลไรต์ (Wright Brothers)wright-brother-1

ออวิลล์ ไรต์ และ วิลเบอร์ ไรต์ เป็นนักบิน วิศวกร และนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้ประดิษฐ์เครื่องบินและนำขึ้นบินสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก สองพี่น้องตระกูลไรต์ที่เรียนจบแค่ชั้นมัธยม ไม่ได้รับประกาศนียบัตรด้วยซ้ำ ใช้เวลาว่างจากอาชีพการเป็นเจ้าของโรงพิมพ์และโรงงานจักรยานมาทำให้ความฝันอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่ต้องการบินไปในอากาศได้อย่างนกมาตลอดหลายศตวรรษกลายเป็นจริง ด้วยความกล้าหาญและมานะพยายามพวกเขาได้ทำการศึกษาอย่างจริงจัง สร้างเครื่องบินต้นแบบหลายรุ่น ทำการทดลองบินนับพันครั้ง ผ่านการล้มเหลวมากมายเสียจนเกือบท้อ จนในที่สุดในปี 1903 พวกเขาก็สามารถนำเครื่องบิน Flyer I ขึ้นบินได้สำเร็จเป็นครั้งแรกด้วยระยะการบินแค่ 37 เมตรในเวลา 12 วินาที

สองพี่น้องตระกูลไรต์ปรับปรุงเครื่องบินของเขาเรื่อยมาจนถึงปี 1905 พวกเขาใช้เครื่องบิน Flyer III บินในอากาศได้ไกลถึง 39 กม.ในเวลา 38 นาที เมื่อรัฐบาลสหรัฐยอมรับและให้พวกเขาจดสิทธิบัตรรวมทั้งยังสั่งซื้อเครื่องบินจากพวกเขา หลังจากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจการบินที่แพร่กระจายไปทั่วโลกและทำให้การเดินทางด้วยเครื่องบินโดยสารเป็นการเดินทางที่รวดเร็วและปลอดภัยที่สุด ออวิลล์และวิลเบอร์ตั้งบริษัทผลิตเครื่องบินและโรงเรียนสอนนักบินซึ่งน่าจะเติบโตเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ แต่น่าเสียดายที่วิลเบอร์ป่วยเป็นไข้ไทฟอยด์เสียชีวิตในปี 1912 ด้วยวัยเพียง 45 ปี ส่วนออวิลล์ซึ่งไม่ถนัดการทำธุรกิจจึงขายบริษัทแล้วไปเป็นคณะกรรมการการบินแห่งชาติ (NACA) ที่ต่อมากลายเป็นองค์การนาซานานถึง 28 ปี

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์เครื่องบิน
– นำเครื่องบินขึ้นบินได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

วาทะเด็ด :

– “If birds can glide for long periods of time, then… why can’t I?” → ถ้านกสามารถเหินบินเป็นเวลานานได้, แล้ว … ทำไมผมถึงจะทำไม่ได้?

wright-brother-2

5. อาร์คิมิดีส (Archimedes)archimedes-1

อาร์คิมิดีส (287- 212 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักฟิสิกส์ และวิศวกรชาวกรีก ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดและเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ อาร์คิมิดีสมีผลงานด้านวิทยาศาสตร์มากมาย เป็นผู้วางรากฐานให้แก่วิชาสถิตยศาสตร์, สถิตยศาสตร์ของไหล และกลศาสตร์ เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องจักรกลหลายชิ้น รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องผ่อนแรงที่ยังใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน งานด้านคณิตศาสตร์อาร์คิมิดีสเป็นผู้คิดวิธีหาพื้นที่และปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิตมากมาย อาร์คิมิดีสแสดงให้เห็นว่าค่า π (pi) มีค่ามากกว่า 223/71 แต่น้อยกว่า 22/7 ตัวเลขหลังนี้ถูกนำมาใช้เป็นค่าประมาณของ π มาตลอดจนถึงปัจจุบัน

เรื่องเล่าที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดเกี่ยวกับอาร์คิมิดีสคือตอนที่เขาค้นพบวิธีหาปริมาตรของมงกุฎทองของพระเจ้าเฮียโรที่ 2 เพื่อพิสูจน์ว่ามีการผสมเงินเข้าไปด้วยหรือไม่ อาร์คิมิดีสค้นพบตอนที่เขากำลังอาบน้ำแล้วสังเกตเห็นว่าระดับน้ำในอ่างเพิ่มสูงขึ้นขณะเขาก้าวลงไป จึงคิดวิธีหาปริมาตรของมงกุฎโดยวิธีแทนที่น้ำได้ ซึ่งนำไปสู่การพิสูจน์ได้ว่ามงกุฏทองมีเงินผสมอยู่จริงๆ ด้วยความตื่นเต้นดีใจอาร์คิมิดีสจึงวิ่งออกไปยังท้องถนนทั้งที่ยังแก้ผ้า แล้วร้องตะโกนว่า “ยูเรก้า!” (ภาษากรีกแปลว่าฉันพบแล้ว)

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์ปั๊มเกลียว (Screw Pump) ที่เรียกกันว่าเกลียวอาร์คิมิดีสซึ่งยังคงใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันสำหรับในการขนถ่ายน้ำ ถ่านหิน และเมล็ดธัญพืช
– ประดิษฐ์เครื่องผ่อนแรงหลายชนิด เช่น คานดีดคานงัด (Law of Lever) และลูกรอกใช้ สำหรับยกของหนักซึ่งยังใช้งานกันอยู่ถึงปัจจุบันเช่นกัน
– คิดค้นสูตรคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการหาพื้นที่และปริมาตรของทรงกลม ทรงกระบอก ทรงกรวย ภาคตัดกรวย ฯลฯ
– คิดค้นกฎของอาร์คิมีดีส (Archimedes Principle) ที่เป็นรากฐานของวิชาสถิตยศาสตร์ของไหลและใช้ในการหาความถ่วงจำเพาะของวัตถุ

วาทะเด็ด :

– “Eureka!” → ฉันพบแล้ว

– “Give me a place to stand, and a lever long enough, and I will move the world.” → หาที่ยืนกับคานงัดที่ยาวพอให้ฉันสิ แล้วฉันจะเคลื่อนโลกให้ดู

archimedes-2

6. เจมส์ วัตต์ (James Watt)james-watt-1

เจมส์ วัตต์ เป็นนักประดิษฐ์และวิศวกรเครื่องกลชาวสกอตแลนด์ผู้พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำจนทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพสูงเป็นต้นแบบให้กับเครื่องยนต์ใช้น้ำมันในปัจจุบัน วัตต์ขวนขวายเรียนรู้เพื่อเป็นนักประดิษฐ์เครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์ เขาได้เป็นผู้ช่วยซ่อมแซมเครื่องมือให้กับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ จนมีโอกาสได้ซ่อมเครื่องจักรไอน้ำของมหาวิทยาลัยรุ่นที่ Thomas Newcomen เป็นผู้ประดิษฐ์ จากนั้นวัตต์ซึ่งสนใจในเรื่องนี้มากอยู่แล้วจึงได้ปรับปรุงและพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำในแบบของเขาเองอยู่นานหลายปีและสร้างเครื่องแรกเสร็จในปี 1776 ซึ่งมันทำงานได้ราบเรียบและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมมาก เครื่องจักรไอน้ำของวัตต์จึงได้รับความนิยมและถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆมากมายจนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้งในประเทศอังกฤษและทั่วโลก

นอกจากวัตต์จะเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำแบบสันดาปแยก (Separate Condenser) ซึ่งทำให้เขาได้รับสิทธิบัตรใบแรกแล้ว เขายังได้ประดิษฐ์เครื่องจักรและอุปกรณ์เสริมที่ทำให้เครื่องจักรไอน้ำมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น อุปกรณ์ควบคุมเครื่องจักรแบบลูกเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Governor) , ระบบเฟืองสุริยะ (Sun and Planet Gear), ข้อต่อประสานสามคาน (Three Bar Linkage), เครื่องจักรตีเหล็ก, เครื่องจักรปั่นฝ้าย ฯลฯ วัตต์ยังเป็นผู้คิดและริเริ่มการใช้หน่วยแรงม้า (Horsepower) สำหรับวัดกำลังของเครื่องจักรที่ยังใช้งานจนถึงปัจจุบัน ชื่อ “วัตต์ (watt – W)” ถูกนำไปใช้เป็นหน่วยของพลังงานเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาในฐานะนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลก

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำแบบสันดาปแยก
– ประดิษฐ์อุปกรณ์เสริมเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักรไอน้ำหลายอย่าง

วาทะเด็ด :

– “A lie can run around the world before the truth can get it’s boots on.” → เรื่องโกหกสามารถแพร่ไปได้ทั่วโลกก่อนที่ความจริงจะเริ่มเผยออกมา

james-watt-2

7. ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee)tim-berners-lee-1

ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี เป็นวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษผู้คิดค้นระบบข้อมูลข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่า World Wide Web (WWW) อันทรงพลังที่ทำให้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เบอร์เนอร์ส-ลีมีแนวคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 1980 แต่มีโอกาสได้ทำจริงในปี 1990 เขานำแนวคิดเรื่อง Hypertext เชื่อมโยงเข้ากับ Transmission Control Protocol (TCP) ซึ่งเป็นโปรโตคอลหลักของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและแนวคิดระบบการตั้งชื่อโดเมน (Domain Name System: DNS) สร้างเป็น WWW โดยเขาได้ออกแบบและสร้างเว็บเบราว์เซอร์ตัวแรกของโลกกับสร้างเว็บเซิร์ฟเวอร์ขึ้น แล้วนำเว็บไซต์แรกของโลกออนไลน์ในปี 1911 หลังจากนั้น WWW ก็ได้รับความนิยมและกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันเบอร์เนอร์ส-ลียังเป็นศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและสถาบัน MIT เขาได้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท World Wide Web Consortium (W3C) เพื่อดูแลการพัฒนา WWW อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทและมีส่วนร่วมในองค์กรสำคัญอีกหลายแห่ง จากผลงานการคิดค้น WWW ที่สร้างความเจริญก้าวหน้าในด้านการค้นหาและการเผยแพร่ความรู้และข้อมูลข่าวสารชนิดเปลี่ยนโลกนี้ ทำให้เขาได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย รวมทั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินโดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษ และได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในบุคคลที่สำคัญที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์คิดค้น World Wide Web

วาทะเด็ด :

– “Innovation is serendipity, so you don’t know what people will make.” → นวัตกรรมคือความโชคดีในความบังเอิญ, ดังนั้นคุณจึงไม่ทราบหรอกว่าผู้คนจะสร้างอะไร

tim-berners-lee-2

8. กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)galileo-galilei-1

กาลิเลโอ กาลิเลอี (ค.ศ. 1564 – 1642) นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นคนแรกที่นำคณิตศาสตร์และการทดลองมาใช้เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติอย่างเป็นระบบอันเป็นรากฐานของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน กาลิเลโอค้นพบและสร้างกฎเพนดูลัม (Pendulum) หรือกฎการแกว่งของนาฬิกาลูกตุ้มที่นำไปสู่การสร้างนาฬิกาให้เที่ยงตรง เขาได้ทดลองปล่อยวัตถุสองอย่างที่มวลไม่เท่ากันจากหอเอนปีซาแต่ตกถึงพื้นพร้อมกันที่ทุกคนจำได้ดี กาลิเลโอประดิษฐ์และพัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้สามารถส่องดูดวงดาวได้อย่างชัดเจน กาลิเลโอพบว่าผิวดวงจันทร์ขรุขระมีภูเขาและหุบเหว พบว่าทางช้างเผือกอัดแน่นไปด้วยดาวฤกษ์จำนวนมาก พบวงแหวนของดาวเสาร์ พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ พบดวงจันทร์บริวารสำคัญของดาวพฤหัสบดี 4 ดวง และจากการเฝ้าสังเกตการณ์ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีนี่เองที่ทำให้กาลิเลโอพิสูจน์ได้ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์

การค้นพบว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์สนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสที่เสนอให้ดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่ดวงอาทิตย์และดาวอื่นๆทั้งหมดโคจรรอบโลกอย่างที่เชื่อกันมานับพันปีได้ทำให้เกิดการต่อต้านจากศาสนจักรเพราะขัดแย้งกับคำสอนในสมัยนั้น กาลิเลโอถูกสั่งห้ามพูดเกี่ยวกับทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส แต่กาลิเลโอยังคงมุ่งมั่นค้นคว้าด้านดาราศาสตร์ต่อไปและมีผลงานเป็นหนังสือออกมาอีก ทำให้เขาถูกต่อต้านอย่างหนัก หนังสือก็ถูกห้ามขายในอิตาลี และตัวเขาถูกกล่าวหาเป็นคนนอกรีตต้องโทษจำคุก ต่อมาเขาถูกบังคับให้กล่าวคำขอโทษเพื่อแลกกับชีวิตและอิสระ แต่ยังถูกควบคุมในบ้านหลังหนึ่งตลอดชีวิต ระหว่างถูกควบคุมตัวเขาก็ยังมีผลงานเขียนหนังสือเล่มสำคัญ กระทั่งช่วงบั้นปลายชีวิตแม้ตาของเขาบอดทั้งสองข้างกาลิเลโอก็ยังทำงานวิจัยต่อไปโดยให้ลูกศิษย์ทำการสังเกตและรายงานผลให้เขาวิเคราะห์ เขาคือนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่โดยแท้

ผลงานเด่น :

– คิดค้นกฎเพนดูลัม
– พิสูจน์ทฤษฎีวัตถุหนักหรือเบาตกถึงพื้นพร้อมกันเสมอ
– พัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนส่องดูดาวได้
– ค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี 4 ดวง
– ค้นพบวงแหวนดาวเสาร์

วาทะเด็ด :

– “We cannot teach people anything, we can only help them discover it within themselves.” → เราไม่สามารถสอนสิ่งใดให้กับใครได้เลย เราทำได้แค่เพียงช่วยให้เขาค้นพบมันด้วยตัวเขาเอง

– “I have never met a man so ignorant that I couldn’t learn something from him.” → ฉันไม่เคยเจอใครที่โง่เขลามากจนฉันไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากเขาได้เลย

galileo-galilei-2

9. โยฮันน์ กูเทนแบร์ก (Johann Gutenberg)johannes-gutenberg-1

โยฮันน์ กูเทนแบร์ก เป็นช่างเหล็ก ช่างทอง และนักประดิษฐ์ชาวเยอรมันผู้พัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติการพิมพ์อันเป็นก้าวสำคัญของการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของมนุษย์ กูเทนแบร์กไม่ได้เพียงแค่ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบกดรุ่นใหม่ที่พัฒนาจากเครื่องอัดแบบเกลียวที่ใช้ทำเหล้าองุ่นเท่านั้น เขายังคิดค้นเทคนิคการนำโลหะผสมมาหล่อเป็นตัวพิมพ์แบบถอดได้ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตตัวพิมพ์ได้รวดเร็วแม่นยำ ต้นทุนต่ำ และทนทาน รวมทั้งการนำหมึกพิมพ์แบบผสมน้ำมันมาใช้ในการพิมพ์หนังสือ กูเทนแบร์กใช้เวลานานหลายปีในการพัฒนาระบบและอุปกรณ์การพิมพ์ของเขาจนสำเร็จในปี 1455 โดยผลงานสำคัญชิ้นแรกเป็นการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิลฉบับกูเทนแบร์กที่มักเรียกกันว่าไบเบิล 42 บรรทัด (42-line Bible) ซึ่งพิมพ์ออกมาราว 180 เล่ม

การพัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ของกูเทนแบร์กส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายทั่วโลก หนังสือถูกผลิตขึ้นมากมายมหาศาล ข่าวสารถูกส่งต่อแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ความรู้ได้รับการเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางก่อให้เกิดการพัฒนาตามมาอย่างต่อเนื่อง คล้ายๆกับการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน แต่น่าเสียดายที่กูเทนแบร์กกลับไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆจากการทุ่มเทต่อสิ่งนี้เลย เนื่องจากเขาได้กู้ยืมเงินจากนายทุนมาทำการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ก่อนที่มันจะสามารถสร้างรายได้เขากลับถูกนายทุนฟ้องเรียกเงินคืนและถูกศาลตัดสินให้กิจการทั้งหมดของเขาตกเป็นของนายทุน ส่วนตัวเขากลายเป็นบุคคลล้มละลาย

ผลงานเด่น :

– พัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์
– ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบกดรุ่นถอดตัวพิมพ์ได้

วาทะเด็ด :

– “God suffers in the multitude of souls whom His word can not reach.” → พระเจ้าทนทุกข์ทรมานในหมู่คนผู้ซึ่งคำพูดของพระองค์ไม่สามารถเข้าถึงได้

johannes-gutenberg-2

10. เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)Leonardo-da-Vinci-00

ดาวินชี เป็นศิลปินชาวอิตาลีผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งยุคเรอเนสซองส์ เริ่มมีผลงานที่ฉายแววความเป็นอัฉริยะด้านศิลปะด้วยการเขียนภาพ Adoration of the Magi ก่อนที่จะออกจากฟลอเรนซ์ไปอยู่ที่เมืองมิลานในปี 1482 ดาวินชี ทำงานอยู่ที่มิลานนานถึง 17 ปี พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมาย รวมทั้ง The Last Supper, Virgin of the Rocks, Lady with an Ermine และ Vitruvian Man ที่เป็นหนึ่งในบรรดาภาพสเก็ตช์อันลือลั่นซึ่งเป็นความสามารถที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากจะมีใครเทียบได้

ปี 1503 ดาวินชี กลับมาอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์อีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้ได้สร้างผลงานภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ‘Mona Lisa’ เขาใช้เวลาในการเขียนภาพสุดพิเศษนี้นานหลายปี ในปี 1515 ดาวินชี เดินทางไปกรุงปารีสเพื่อรับตำแหน่งจิตรกรเอกและวิศวกรของราชสำนักฝรั่งเศส พร้อมกับหิ้วภาพสุดรักสุดหวงที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไปด้วย แล้วไม่ได้กลับมาที่อิตาลีอีกเลย

นอกจากความอัจฉริยะในด้านศิลปะแล้วดาวินชียังได้ศึกษาค้นคว้าด้านวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาสำหรับร่างกายของมนุษย์ และเขายังได้คิดประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตไว้มากมายหลายอย่างด้วยแนวคิดและจินตนาการที่ล้ำหน้าเหนือยุค โดยเขาได้บันทึกไว้เป็นภาพวาดแสดงแนวคิดอย่างละเอียดพร้อมคำอธิบายประกอบ สิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นบางส่วนถูกสร้างขึ้นจริงภายหลังยุคของดาวินชีหลายร้อยปี สิ่งประดิษฐ์จากแนวคิดของดาวินชีที่โดดเด่นได้แก่ หุ่นยนต์ เฮลิคอปเตอร์ ปืนกล รถถัง ตลับลูกปืน ชุดดำน้ำ ฯลฯ ดาวินชีคือสุดยอดอัจฉริยะทั้งวิทย์และศิลป์ตัวจริงหนี่งเดียวของโลก

ผลงานเด่น :

– สร้างสุดยอดภาพเขียนระดับโลกจำนวนมาก
– แนวคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตจำนวนมาก

วาทะเด็ด :

– “Tears come from the heart and not from the brain.” → น้ำตาหลั่งรินออกมาจากหัวใจ ไม่ใช่สมอง

– “Simplicity is the ultimate sophistication.” → ความเรียบง่ายคือที่สุดของความซับซ้อน

da-vinci

ข้อมูลและภาพจาก   biographyonline.net, britannica, wikipedia

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับ ลำแรกของโลก

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับ ลำแรกของโลก – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิจัยและวิศวกรของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) ของสหรัฐฯ สามารถนำต้นแบบของเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยลมไอออน (Ionic wind) ขึ้นทดลองบินได้สำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเครื่องบินไร้เสียงที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

เอ็มไอทีรายงานถึงความสำเร็จดังกล่าว ผ่านบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature โดยระบุว่าเครื่องบินลำนี้จัดเป็นเครื่องบินสถานะของแข็ง (Solid state plane) ลำแรกของโลก ซึ่งสามารถบินไปได้ด้วยโครงร่างที่แข็งทื่อ ไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับเคลื่อนไหวเหมือนกับเครื่องบินโดยทั่วไป แต่อาศัยพลังขับเคลื่อนจากเครื่องขับดันลมไอออน แทนที่จะเป็นเครื่องยนต์ไอพ่นตามปกติ

หลักการทำงานของเครื่องขับดันลมไอออน เป็นไปตามหลักไฟฟ้า-อากาศพลศาสตร์ (Electro-aerodynamics – EAD) โดยขั้วไฟฟ้าความต่างศักย์สูง 40,000 โวลต์ที่ส่วนหัวของเครื่องบิน จะสร้างสนามไฟฟ้าที่ทำให้โมเลกุลของไนโตรเจนในบรรยากาศมีประจุบวก จากนั้นโมเลกุลมีประจุดังกล่าวจะถูกส่งผ่านสายไฟไปยังแพนอากาศ (Aerofoil) ที่ด้านหลังซึ่งกักเก็บประจุลบเอาไว้

ระหว่างที่ประจุบวกเดินทางไปยังด้านหลังของเครื่องบิน มันจะชนเข้ากับโมเลกุลของอากาศที่เป็นกลางทางไฟฟ้า ซึ่งจะผลักให้โมเลกุลของอากาศเหล่านี้เคลื่อนที่ไปด้านหลังด้วยความเร็วสูง จนเกิดเป็นลมไอออนที่ช่วยส่งพลังขับเคลื่อนได้

ในกรณีเครื่องบินต้นแบบของเอ็มไอที ซึ่งมีระยะห่างระหว่างปลายปีกสองข้าง 5 เมตร และมีน้ำหนัก 2.45 กก. สามารถบินไปได้ไกลโดยเฉลี่ย 60 เมตร

เครื่องบินลมไอออน
ต้นแบบ “เครื่องบินสถานะของแข็ง” ของเอ็มไอที สามารถบินไปได้โดยไม่ต้องมีชิ้นส่วนใดขยับเคลื่อนไหว / MIT

ศ. สตีเวน บาร์เรตต์ ผู้นำทีมวิจัยและพัฒนาเครื่องบินดังกล่าวของเอ็มไอทีบอกว่า เครื่องขับดันลมไอออนเป็นแนวคิดที่มีมานานตั้งแต่ทศวรรษ 1920 และองค์การนาซาเคยให้ความสนใจศึกษาเพื่อใช้ในกิจการอวกาศเมื่อราวสิบปีก่อน แต่ท้ายที่สุดได้สรุปว่า ระบบนี้มีศักยภาพสูงในการนำไปใช้กับยานอวกาศ แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะนำมาใช้กับเครื่องบินบนโลก

อย่างไรก็ตาม ศ.บาร์เรตต์ได้นำเอาแนวคิดนี้มาพิจารณาอีกครั้ง โดยได้พัฒนาระบบขับดันลมไอออนสำหรับเครื่องบินตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แม้ในปัจจุบันต้นแบบที่คิดค้นจะยังมีขนาดเล็ก มีกำลังขับดันไม่เท่ากับเครื่องยนต์ไอพ่น และยังไม่สามารถบินได้ในระยะไกลนัก แต่ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าในระยะสั้นจะสามารถพัฒนาให้ใช้เป็นโดรนชนิดบินสูง ซึ่งบินได้อย่างเงียบเชียบติดต่อกันยาวนานเป็นปีเพื่อใช้งานแทนดาวเทียม

ส่วนในระยะยาวนั้น ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้เป็นเครื่องบินขนส่งประหยัดเชื้อเพลิง ทั้งจะไม่ทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งของอุตสาหกรรมการบินในทุกวันนี้

แข็งกว่าที่คิด สาววิ่งกระโดดลงทะเลสาบน้ำแข็ง กระแทกขาหัก! (คลิป)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px


แข็งกว่าที่คิด

แข็งกว่าที่คิด สาววิ่งกระโดดลงทะเลสาบน้ำแข็ง กระแทกขาหัก! (คลิป) (ความรู้ทางฟิสิกส์)

แข็งกว่าที่คิด – วันที่ 21 พ.ย. เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ 360 ของรัสเซียเผยแพร่คลิปสุดโชคร้าย เมื่อสาวสวยกระโดดลงทะเลสาบน้ำแข็ง ในเมืองบาลาชีฮา แคว้นมอสโก ตอนกลางของรัสเซีย แต่คาดไม่ถึงว่าน้ำแข็งบนผิวทะเลสาบจะแข็งมากถึงขนาดนี้ จนเจ้าตัวถึงขั้นขาหักเลยทีเดียว

สาวผู้นี้มีชื่อว่า วิคตอเรีย เผยประสบการณ์กับสถานีโทรทัศน์ 360 ว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 พ.ย. “นี่เป็นครั้งแรกของดิฉันค่ะ ไม่ได้ท้าพนันกับใคร แค่คิดว่าตรงหน้าเป็นน้ำ จึงรีบถอดเสื้อผ้าและกระโดดลงไป ผลที่ได้คือข้อต่อของขาข้างซ้ายหักเลยค่ะ”

คลิปได้รับการเผยแพร่ในยูทูบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งจะเห็นจังหวะหลังจากกระโดดลงไปแล้ว วิคตอเรียก็กระแทกกับผิวน้ำแข็งเข้าที่ขาแล้วหงายท้องไป และผิวน้ำแข็งมีรอยร้าวขนาดใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นและค่อยๆ เดินกลับขึ้นมา

ทั้งนี้ ทะเลสาบน้ำแข็งจะมีน้ำแข็งเกาะตัวบนผิวไม่หนามากนัก ส่วนข้างล่างเป็นจะน้ำปกติ หากคนกระโดดลงไปก็จะทะลุน้ำแข็งที่เกาะตัวแตกออกอย่างง่ายดาย และสามารถแช่น้ำได้ตามปกติ

ฟิสิกส์ เรื่องน้ำแข็ง

C23E93UUoAESOfx

น้ำแข็ง เป็นชื่อเรียกของสภาวะของแข็งของน้ำซึ่งมักอยู่ในรูปของผลึกของน้ำ ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะใสหรือมีสีฟ้าขาวใสปนอยู่ด้วย ขึ้นอยู่กับการมีสิ่งเจือปนในน้ำแข็งนั้น โดยสภาวะปกติน้ำแข็งจะเกิดขึ้นเมื่อน้ำในรูปของเหลวมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส (32 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 273.15 เคลวิน) ที่ความดันปกติ และสามารถแข็งตัวจากสถานะก๊าซโดยไม่ผ่านสถานะของเหลวเลยก็ได้ เช่น ปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งหรือแม่คะนิ้ง

น้ำแข็งในธรรมชาติอยู่ในแหล่งต่างๆ เช่น เกล็ดหิมะลูกเห็บ น้ำแข็งย้อย ธารน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็ง และน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งน้ำแข็งเป็นส่วนสำคัญของสมดุลภูมิอากาศของโลก โดยเฉพาะวัฏจักรของน้ำ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมต่างๆ อีกด้วย ตั้งแต่ การใส่น้ำแข็งในน้ำดื่ม กีฬาฤดูหนาว จนไปถึงประติมากรรมน้ำแข็ง

 

ระทึก! โคมลอยยักษ์ระเบิด หล่นใส่กลางฝูงชน ดวงไฟพุ่งกระจาย คนเจ็บอื้อ (ความรู้ทางฟิสิกส์)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เหตุการณ์สุดระทึกที่ประเทศเมียนมา ในงานเทศกาลตาซองได ซึ่งเป็นเทศกาลโคมลอยยักษ์สุดยิ่งใหญ่ที่จัดต่อเนื่องทุกปีของประเทศเมียนมา ระหว่างนั้นกลับเกิดเหตุการณืระทึก เมื่อโคนยักษืกำลังลอยขึ้นท้องฟ้า จู่ๆ กลับระเบิดและร่วงลงสู่ด้านล่าง ที่มีฝูงชนนับพันคนกำลังยืนอยู่ ทำให้ต่างวิ่งแตกฮือออก ยิ่งไปกว่านั้นคือโคมดังกล่าวเมื่อหล่นลงพื้นกลับระเบิดแตกกระจายพุ่งออกไปทั่วทิศทาง ทำให้ฝูงชนวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

โคมลอยเชิงฟิสิกส์

1384698974-Khom2-o

มีหลักการดังนี้ครับ

……ประการรแรก อากาศมีแรงกดดันในทุกทิศทาง แรงกดนี้มีทั้งแรงกดและแรงผลัก มันจะผลักสิ่งที่เบากว่า
……ประการที่สอง อากาศมีน้ำหนัก อากาศที่มีมวลมากกว่าจะมีแรงกดดันมากกว่าที่พื้นผิวของโลก แรงดึงดูดของโลกจะดึงดูดอากาศไว้ ทำให้อากาศบริเวณพื้นผิวมีมวลมากกว่า มีความหนาแน่นมากกว่า แรงกดดันของอากาศจะมีมากบริเวณที่ห่างออกไปเมือเราจุดโคมไฟ ทำให้อากาศในโคมร้อนขึ้น ทำให้อากาศขยายตัว ในโคมมีปริมาตรที่จำกัด ไม่สามารถขยายตัวตามอากาศได้ จึงทำให้อากาศส่วนหนึ่งหลุดออกจากโคม เพราะฉนั้น ในปริมาตรของโคมเท่าเดิม แต่มีมวลของอากาศน้อยกว่า จึงทำให้มันเบากว่าอากาศรอบๆตัวของมัน มันจึงถูกอากาศรอบๆตัวของมันเข้าแทนที่หรื…

ทำไมโคมที่หนักกว่าอากาศจึงลอยได้ 
……เพราะอากาศเองก็มีน้ำหนักเช่นกัน อากาศที่เต็มอยู่ในโคม มันจะมีน้ำหนักของมันเองบวกกับโคม สมมุติว่า น้ำหนักอากาศในโคมเท่ากับ10(เท่ากับน้ำหนัก ถ้าจะให้โคมลอยได้ต้องทำให้มีน้ำหนักรวม
……เมื่อโคมได้รับความร้อนทำให้อากาศขยายตัว จนมีบางส่วนล้นออกไป ถ้าออกไปมากกว่า5 จะทำให้น้ำหนักรวมต่ำกว่า10 มันจะลอยได้
……ความแตกต่างของมวลอากาศจากด้านบนและด้านล่าง ทำให้เกิดแรงผลักหรือแรงยก ดั่งเช่นอากาศที่ต่างกันทั้งสองด้านของปกเครื่องบิน ใต้ปีกจะมีแรงกดดันมากกว่ามันจึงผลักเครื่องบิน

นักวิจัยพัฒนาอุปกรณ์ใหม่เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์พร้อมกับทำให้อาคารเย็นลง

1542891341033

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ดูเหมือนว่าชาวโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่แก้ไขลำบาก เมื่อโลกกำลังร้อนขึ้นผู้คนก็หันมาใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น พอใช้เครื่องปรับอากาศกันมากมันส่งผลให้โลกร้อนขึ้นไปอีก โลกยิ่งร้อนก็ยิ่งต้องใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น วนเวียนไปอย่างนี้จนมีแนวโน้มว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆคงแย่แน่เพราะมันต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาล ตอนนี้นักวิจัยกำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่อาจช่วยลดปัญหานี้และยังมีของแถมที่มีประโยชน์มากอีกด้วย

ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดนำโดย Shanhui Fan ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าได้พัฒนาระบบทำความเย็นที่สามารถดึงเอาความร้อนออกจากอาคารและส่งออกไปสู่อวกาศด้วยวิธีแผ่รังสีโดยไม่ต้องใช้พลังงานใดช่วยเลยที่เรียกว่า Radiative Cooling System มาหลายปีแล้ว และคราวนี้พวกเขานำเทคโนโลยีที่คิดค้นนั้นมารวมกับแผ่นโซลาร์เซลล์แบบที่ใช้บนหลังคาเพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าและระบายความร้อนให้กับอาคารในเวลาเดียวกัน

“เราสร้างอุปกรณ์ตัวแรกที่ในวันข้างหน้าจะสามารถผลิตพลังงานและประหยัดพลังงานในสถานที่เดียวกันและเวลาเดียวกันด้วยการควบคุมคุณสมบัติสองประการของแสงที่แตกต่างกันอย่างมาก” Fan กล่าว

อุปกรณ์ไฮบริดของ Fan มีลักษณะเป็นเหมือนแผ่นโซลาร์เซลล์ 2 ชั้น ชั้นบนที่สัมผัสกับแสงอาทิตย์ประกอบด้วยวัสดุสารกึ่งตัวนำแบบเดียวกับที่ใช้ในแผ่นโซลาร์เซลล์บนหลังคา ส่วนชั้นล่างทำจากวัสดุที่เปลี่ยนความร้อนของอาคารไปเป็นแสงอินฟราเรดที่ความยาวคลื่นเฉพาะซึ่งสามารถแผ่รังสีผ่านชั้นบรรยากาศไปสู่อวกาศได้โดยตรง

ปกติแล้วชั้นบรรยากาศของโลกเปรียบเสมือนผ้าห่มผืนใหญ่ที่คลุมอยู่รอบโลก ผ้าห่มนี้จะป้องกันไม่ให้ความร้อนออกไปสู่อวกาศที่เยือกเย็นได้ง่ายๆ แต่ผ้าห่มมีรูเล็กๆอยู่และแสงอินฟราเรดที่ความยาวคลื่นเฉพาะเท่านั้นสามารถเล็ดลอดผ่านรูนั้นออกไปได้

ทีมวิจัยได้สร้างอุปกรณ์ต้นแบบเพื่อการทดสอบแนวคิดมีขนาดเท่าแผ่นซีดีติดตั้งบนหลังคาอาคารที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แล้ววัดอุณหภูมิของชั้นบนกับชั้นล่างของอุปกรณ์เปรียบเทียบกับอุณหภูมิของอากาศ ผลปรากฏว่าที่ชั้นบนซึ่งดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบ 24° C ขณะที่ชั้นล่างซึ่งเป็นชั้นระบายความร้อนมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศโดยรอบถึง 29° C ซึ่งนั่นแสดงว่าความร้อนแผ่ขึ้นจากชั้นล่างผ่านชั้นบนไปสู่อวกาศ

radiative-cooling-solar-energy-2

แต่การทดสอบครั้งนี้ยังไม่ได้ทดสอบในเรื่องการผลิตไฟฟ้าเพราะว่าชั้นบนของอุปกรณ์ต้นแบบนี้ไม่มีฟอยล์โลหะซึ่งตามปกติจะมีอยู่ในแผ่นโซลาร์เซลล์ เนื่องจากฟอยล์โลหะเป็นตัวป้องกันไม่ให้แสงอินฟราเรดหนีออกไปได้ ทีมวิจัยกำลังออกแบบโซลาร์เซลล์ที่ไม่จำเป็นต้องมีฟอยล์โลหะเพื่อให้อุปกรณ์นี้ผลิตไฟฟ้าได้พร้อมกับระบายความร้อนของอาคารตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ซึ่งพวกเขามั่นใจว่าจะสามารถทำได้สำเร็จ และเมื่อถึงตอนนั้นมันจะเป็นการปฏิวัติวงการโซลาร์เซลล์บนหลังคาได้เลย

ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดของความร้อนตามธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบสำหรับมนุษย์ที่อาศัยบนโลกมาเนิ่นนาน ในอนาคตเราอาจใช้อวกาศเป็นแหล่งระบายความร้อนตามธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบสำหรับพวกเราก็เป็นได้

ซิลิกาจากซุปเปอร์โนวา สำคัญต่อการสร้างดาวเคราะห์

4DQpjUtzLUwmJZZPFh6jwXlfUCTEQ4xUHS9NC4NrWnBy

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ซิลิกา (silica) คือสารประกอบระหว่างออกไซด์และซิลิกอน เมื่อรวมตัวกันก็จะกลายเป็นสูตรทางเคมีชื่อ SiO2 เปลือกโลกของเรานั้นมีซิลิกาอยู่ประมาณ 60% โดยอยู่ในรูปแบบของแร่ควอตซ์ (quartz) ฉะนั้นซิลิกาจึงเป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ รวมถึงเป็นส่วนประกอบสำคัญในแก้ว มีอยู่ในหินหลายประเภท หรือในทราย ในกรวด และถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมผสมวัสดุก่อสร้างเพื่อทำคอนกรีตสำหรับสร้างถนนหนทางหรืออาคารบ้านเรือน

นอกจากนี้ ซิลิกายังพบได้ทั่วทั้งจักรวาล ในอุกกาบาตที่เกิดขึ้นในระบบสุริยะของเรา โดยหนึ่งในแหล่งที่มาของฝุ่นซิลิกาในจักรวาลคือดาวฤกษ์ที่มีมวลเทียบเท่ากับอาทิตย์ แต่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิงและเกิดการป่องพองขึ้นหลายครั้งจากขนาดเดิมจนกลายเป็นดาวยักษ์แดง แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเผยว่า หลังจากใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือองค์การนาซา วิเคราะห์แสงที่ปล่อยออกมาจากกระจุกดาวขนาดใหญ่ที่ยุบตัวลง ก็สามารถตรวจพบการมีอยู่ของซิลิกาจากเศษซากที่เหลืออยู่ของซุปเปอร์โนวา 2 แห่ง ซึ่งเป็นการระเบิดอย่างรุนแรง ห่างจากโลกของเราประมาณพันล้านปีแสง

นักวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัยฟิสิกส์และดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ในอังกฤษ เผยว่า การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าซิลิกา ที่มาจากซุปเปอร์โนวานั้นมีความสำคัญเพียงพอที่จะกระจายฝุ่นไปทั่วจักรวาล รวมทั้งฝุ่นที่มาจับตัวรวมกันเพื่อก่อเกิดเป็นดาวเคราะห์อย่างโลกนั่นเอง.

อูมัวมัว ส่อแววยานอวกาศเอเลี่ยน แวะโลกครั้งเดียว อีก 2 หมื่นปีออกนอกระบบสุริยะ (คลิป)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อูมัวมัว ส่อแววยานอวกาศเอเลี่ยน แวะโลกครั้งเดียว อีก 2 หมื่นปีออกนอกระบบสุริยะ (คลิป)

 

กลับมาเป็นที่ฮือฮาของชาวโลกอีกครั้ง เมื่อวันที่ 7 พ.ย.61 มีการตีพิมพ์รายงานจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด 2 คนถึง Oumuamua (อูมัวมัว) วัตถุแรกที่มาจากนอกระบบสุริยะ กับการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก ถึงประมาณ 87.3 กม.ต่อวินาที ว่าอาจเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ตามความคิดเห็นของปรมาจารย์ด้านฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาชื่อดังของโลกที่ล่วงลับไปแล้วอย่าง ศาสตราจารย์ สตีเฟน ฮอว์กกิ้ง และทำให้อูมัวมัวเป็นที่สนใจทั่วโลกเมื่อปลายปี พ.ศ.2560ข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับอูมัวมัวมีโอกาสเป็นจริงแค่ไหน อูมัวมัวเคลื่อนที่เร็วได้ด้วยวิธีใด วงการวิทยาศาสตร์ไทยล่ะรู้สึกอย่างไรกับข่าวนี้ ผู้ที่จะมาไขความกระจ่างในวันนี้ คือ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล กูรูและผู้คร่ำหวอดด้านวิทยาศาสตร์ของไทย

อูมัวมัว ส่อแววยานอวกาศเอเลี่ยน แวะโลกครั้งเดียว อีก 2 หมื่นปีออกนอกระบบสุริยะ

โดยคำถามแรกที่คนไทยอยากรู้ที่สุดคงหนีไม่พ้น อูมัวมัวใช่ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว หรือเอเลี่ยนหรือไม่ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ให้ความเห็นว่ามีแนวโน้มเป็นไปได้ที่จะเป็นยานอวกาศ จากมนุษย์ต่างดาว แต่ยังไม่ถือว่าเป็นบทสรุปที่จะรับได้เต็มที่ แต่ปรากฏการณ์ล่าสุดนี้มีประเด็นใหญ่ท่ีน่าสนใจในเหตุผลหนึ่ง ทำไมทีมนักวิจัยจึงสรุปว่าอาจเป็นยานพลังแสงสุริยะของมนุษย์ต่างดาว

ซึ่ง รศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายเพิ่มอย่างเข้าใจง่ายๆ ว่า จากการศึกษามาอย่างละเอียดของข้อมูลของโครงการ Breakthrough Listen นำทีมโดย สตีเฟน ฮอว์กกิ้ง ที่ระบุว่า อูมัวมัว วัตถุแรกที่มาจากนอกระบบสุริยะ โผล่ให้เห็นเมื่อเมื่อกลางเดือนตุลาคม พ.ศ.2560 หลังลงพิมพ์รายงานในวารสารเนเจอร์ ฉบับวันที่ 20 พ.ย. 2560 ก็ทำให้คนทั่วโลกสนใจ ตื่นเต้นกันมาก ถูกยกให้เป็นวัตถุแรกสุดจากนอกระบบสุริยะอย่างแน่นอน

และถูกกำหนดให้เป็นวัตถุประเภทใหม่ คือ Interstellar Object ด้วยทีแรกเข้าใจว่าเป็นดาวหาง แต่ต่อมาหลังศึกษาอย่างละเอียดพบว่าไม่มีลักษณะเป็นแบบดาวหาง จึงสรุปว่าเป็นดาวเคราะห์น้อย และเชื่อว่าเป็นวัตถุที่ไม่อยู่ในระบบสุริยะ มีต้นกำเนิดมาจากนอกระบบสุริยะอย่างแน่นอน และแวะโลกเพียงครั้งเดียว แล้วในที่สุดก็จะเดินทางออกจากระบบสุริยะในอีกประมาณ 2 หมื่นปี โดยจะไม่กลับมาอีก เนื่องจากวิถีการเคลื่อนโคจรของอูมัวมัวเป็นแบบไฮเปอร์โบลา

ไม่พบสัญญาณการสื่อสาร ไม่ได้แปลว่า ไม่ใช่ยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว

อีกทั้งจากความหมายของชื่อ อูมัวมัว ซึ่งเป็นภาษาฮาวาย แปลว่า “ทหารแนวหน้า“ หรือ “หน่วยสอดแนม“ หรือ “ลูกเสือ“ ยิ่งเอื้อให้เข้าใจว่าเบื้องหลังการเดินทางมาเยือนโลกของอูมัวมัวอาจจะมีมนุษย์ต่างดาวหนุนหลังดังที่คอวิทยาศาสตร์ไทยสงสัย ซึ่ง รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ให้เหตุผลไว้

 
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล กูรูและผู้คร่ำหวอดด้านวิทยาศาสตร์ของไทย

ถึงแม้ได้มีการใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่ของกรีนแบงก์ (Green Bank Telescope) สำรวจอูมัวมัวเมื่อกลางเดือน ธ.ค.2560 เพื่อตามล่าหาข้อเท็จจริงว่าเป็นยานอวกาศและมีมนุษย์ต่างดาวอยู่จริงไหม และผลตรวจสอบไม่พบสัญญาณชวนสงสัย เพราะหากมีมนุษย์ต่างดาวจริงจากนอกระบบสุริยะ ก็อาจมีการใช้สัญญาณคล้ายวิทยุในการสื่อสารกัน แต่การสืบหาความจริงก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ และยังเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์โลกต้องวิเคราะห์ต่อไป

“รูปร่างอูมัวมัวยาวประมาณ 400 เมตร กว้าง 40 เมตร คล้ายซิการ์ ถือเป็นรูปร่างที่ไม่ปกติธรรมดาของดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อยทั่วไป แต่รูปร่างจริงๆ ยังไม่ทราบ เนื่องจากมีขนาดเล็ก แม้แต่กล้องโทรทรรศน์ก็จับภาพได้ไม่ละเอียด การตรวจไม่พบสัญญาณการสื่อสาร ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ใช่ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว เพราะสัญญาณนี้อาจหยุดการทำงานไปก็ได้ หรือเป็นสัญญาณชนิดที่กล้องโทรทรรศน์วิทยุของโลกตรวจจับไม่ได้ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

เหตุผล 2 นักวิจัย อูมัวมัวเคลื่อนที่ไว มั่นใจใช่ยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ เล่าต่อว่า Professor Abraham Loeb หัวหน้าแผนกดาราศาสตร์ ของฮาร์วาร์ด กับ Shumuel Bialy นักดาราศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด ผู้เขียนรายงานเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 61 ที่ทำให้อูมัวมัวกลับมาเป็นข่าวคึกโครมอีก เสนอความคิดจากการศึกษาว่า อูมัวมัวมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวจากรูปร่างแบบซิการ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ

และจากความเร็วของการเคลื่อนที่ ซึ่งผิดจากธรรมชาติของวัตถุในระบบสุริยะ เพราะแทนที่อูมัวมัวจะเคลื่อนที่ช้าลงหลังจากเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาแล้ว ดังเช่นดาวหาง แต่กลับมีความเร็วมากขึ้น ซึ่งจะเป็นไปได้ ถ้าผิวของอูมัวมัวบางมาก และรับพลังงานจากโฟตอนของแสงอาทิตย์คล้ายกับเป็นยานเรือใบอวกาศ หรือ Space solar sail

อูมัวมัวเดินทางมาไกลได้เพราะอาจสร้างมาด้วยวัสดุพิเศษ ซึ่งเป็นอะไรไม่รู้ ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ อาจเป็นยานอวกาศที่มนุษย์ต่างดาวสร้างขึ้นมา มันเคลื่อนที่ได้ด้วยแสงอาทิตย์ที่เร็วผิดธรรมชาติที่ไม่ธรรมดา ไม่มีคำอธิบายจากธรรมชาติ และมีผิวบางมากเพียงแค่ 0.3-0.9 มิลลิเมตร ก็คล้ายๆ กับสิ่งที่มนุษย์พยายามจะทำคือ สเปซ โซลาร์ เซลล์ หรือเรือใบอวกาศ ที่ไม่ใช้ลมเป็นตัวพัดขับเคลื่อน แต่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสง คือโฟตอนจากเลเซอร์ เพื่อไปสำรวจดาวอื่นนอกโลก” รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

มนุษย์เปิด war คิดส่งยานจิ๋ว เร็ว 20% ของความเร็วแสง สำรวจมิติที่ 4

ซึ่งสิ่งที่เป็นความพยายามของมนุษย์ครั้งใหม่เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกตามที่ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวไว้คือ โครงการ Breakthrough Starshot ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 59 ที่ได้รับการผลักดันจาก 3 บุคคลสำคัญของโลก คือ สตีเฟน ฮอว์กกิ้ง นักฟิสิกส์ชื่อดังผู้ล่วงลับ ร่วมด้วย มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก และยูริ มิลเนอร์ มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย นักลงทุนผู้สนใจทางวิทยาศาสตร์

*มนุษย์กำลังสร้างยานอวกาศรุ่นจิ๋ว ส่งไปสำรวจนอกโลก*

เป็นการสร้างยานอวกาศขนาดเล็ก Nanocraft มีขนาดไม่กี่เซนติเมตร เล็กกว่า iPhone และมีน้ำหนักเบามากเพียงไม่กี่กรัมจำนวนหลายพันลำ เรียก Star Chip ติดอุปกรณ์ เช่น กล้องและเซนเซอร์ สำรวจสนามแม่เหล็กและอื่นๆ เพื่อใช้ในการสำรวจและขับเคลื่อนด้วยลำแสงเลเซอร์จากโลก ทำหน้าที่เปรียบเสมือนใบของเรือใบ รับแรงผลักจากโฟตอน เดินทางด้วยพลังขับเคลื่อนของลำแสงเลเซอร์ จนเร่งความเร็วในการเดินทางเท่ากับความเร็วประมาณ 20% ของความเร็วแสง

จุดเป้าหมายแรกที่ตั้งไว้ในอีก 25 ปี คือ จะส่ง Star Chip เดินทางไปยังระบบดาวอัลฟา เซนทอรี (Alpha Centauri) ซึ่งเป็นระบบดาวที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด มีระยะห่างเพียง 4.37 ปีแสง และคาดหวังว่าจะส่งภาพและข้อมูลต่างๆ กลับมายังโลกได้ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเดินทางเพียง 20 ปี ถือเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก

เมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยยานอวกาศปกติที่ต้องใช้เวลาประมาณ 30,000 ปี หรือถ้าเป็นยานประเภทอื่น เช่น Voyager 1 จะต้องใช้เวลายาวนานถึง 70,000 ปีทีเดียว จากนั้นก็จะส่งภาพและข้อมูลกลับมายังโลก ซึ่งจะใช้เวลาเพียงประมาณ 4 ปี ซึ่งหลักคิดดังกล่าวนี้เป็นข้อสันนิษฐานว่าอูมัวมัวก็อาจเป็นยานอวกาศที่มนุษย์ต่างดาวสร้างมาสำรวจโลกเช่นกัน

“ระบบดาว Alpha Centauri ประกอบด้วยดาวฤกษ์ 3 ดวง ที่นักดาราศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นดาวที่มีแนวโน้มว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ หรือมนุษย์สามารถเดินทางไปอยู่อาศัยได้ ดาวที่ใกล้โลกที่สุดชื่อ Alpha Centauri อีก 2 ดวงคือ Alpha Centauri เอ และ Alpha Centauri บี อยู่ไกลออกไป ซึ่ง Alpha Centauri บี มีสภาพคล้ายมวลโลกมาก มีขนาดเล็ก” กูรูนักวิทยาศาสตร์ไทยอธิบายตามหลักวิชา

สรุปชัดครั้งสุดท้าย เบื้องหลังยานอูมัวมัว คือ มนุษย์ต่างดาวส่งสำรวจโลก

เมื่ออูมัวมัวที่นักวิทย์โลกจำนวนหนึ่ง เชื่อว่าอาจจะเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวที่ส่งมาเยือนโลก แล้วมนุษย์ต่างดาวเดินทางมาด้วยหรือไม่ ชาวโลกต้องเจออะไรหากมนุษย์ต่างดาวปรากฏตัว ซึ่ง รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ที่มีความเชื่อว่าอูมัวมัวก็อาจเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว แต่ที่มั่นใจคือจะไม่มีมนุษย์ต่างดาวมาด้วยแน่นอน ส่วนอูมัวมัวถูกส่งมาสำรวจโลกอาจด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ ซึ่งมันอาจจะเป็นหนึ่งในยานหลายพันดวงที่มนุษย์ต่างดาวส่งมาสำรวจกาแล็กซี่ เหมือนโครงการ Breakthrough Starshot ที่ตั้งใจส่งยานอวกาศเล็กขนาดจิ๋วไปสำรวจนอกระบบสุริยะอื่นเหมือนที่มนุษย์กำลังทำก็เป็นไปได้

 
มนุษย์ต่างดาว ตามจินตนาการของเจ้าของร้านขายของชำแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

ผมเชื่อว่าอูมัวมัวอาจเป็นยานของมนุษย์ต่างดาวได้ แต่ก็ไม่ฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ และคิดว่ามนุษย์ต่างดาวไม่ได้เดินทางมากับอูมัวมัว เพราะหากว่ามาด้วย น่าจะเป็นยานอวกาศที่ใหญ่มากกว่าอูมัวมัว และไม่มาแบบลับๆ หรือแอบมา เหมือนมนุษย์ที่จะไปเยือนโลกอื่นก็ไม่ได้แอบไป และเตรียมตัวเดินทางนานหลายร้อยปีมาก และถ้ามาจะรู้ตั้งแต่เข้ามาในระบบสุริยะแล้ว ผมเองอยากเห็นมนุษย์ต่างดาวมาโลก หากมาจริงผมเป็นคนหนึ่งที่ยินดีจะไปต้อนรับพวกเขา ผมเชื่อว่าเขาจะมาอย่างมิตรมากกว่า ไม่ใช่ศัตรู มาอย่างมิตรมากกว่าอย่างแน่นอน รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

 
ยานอวกาศที่สหรัฐอเมริกา มนุษย์จำลองขึ้นตามจินตนาการ

อูมัวมัว อาจเป็นวัตถุนอกระบบสุริยะชิ้นแรกที่เป็นหลักฐานบ่งบอกว่าโลกไม่ได้มีมนุษย์อยู่ตามลำพัง มันอาจเป็นวัตถุที่เชื่อม และไขคำตอบให้นักดาราศาสตร์ค้นพบว่าโลกมีมนุษย์ได้ แล้วจะต่างอะไรกับที่ไหนสักแห่งในจักรวาลคงมีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาได้เหมือนกัน.

จีนสร้าง “ดวงอาทิตย์เทียม” ร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริง 6 เท่า

ดวงอาทิตย์เทียมสามารถให้ความร้อนได้สูงกว่าดวงอาทิตย์จริงที่มีความร้อนราว 15 ล้านองศาเซลเซียส ราว 6 เท่า (ภาพเอเอฟพี)

ดวงอาทิตย์เทียมสามารถให้ความร้อนได้สูงกว่าดวงอาทิตย์จริงที่มีความร้อนราว 15 ล้านองศาเซลเซียส ราว 6 เท่า (ภาพเอเอฟพี)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กลุ่มสื่อจีนรายงาน (17 พ.ย.) สถาบันฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์เมืองเหอเฝย (China’s Hefei Institutes of Physical Science) เปิดเผยความสำเร็จในการทดลอง เตาปฏิกรณ์ Experimental Advanced Superconducting Tokamak (EAST) หรือ ดวงอาทิตย์เทียม ซึ่งเป็นเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น โดยสามารถทำให้อิเล็กตรอนมีอุณหภูมิสูงได้ถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 10 วินาทีได้เป็นครั้งแรก

รายงานระบุว่า เตาปฏิกรณ์ดวงอาทิตย์เทียมฯ มีขนาดความสูง 11 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 400 ตัน ตั้งอยู่ในมณฑลอันฮุย สามารถให้ความร้อนได้สูงกว่าดวงอาทิตย์จริงที่มีความร้อนราว 15 ล้านองศาเซลเซียส ราว 6 เท่า

ทีมนักวิจัยโครงการดวงอาทิตย์เทียมระบุว่า พวกเขาต้องการสร้างสภาวะจำลองอุณหภูมิใกล้แกนกลางดวงอาทิตย์ เพื่อนำพลังงานความร้อนมาใช้ประโยชน์

โครงการวิจัยฯ เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามสร้างพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นของจีน ซึ่งเป็นที่มาของพลังงานของดวงอาทิตย์ ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็จะสามารถผลิตพลังงานได้จำนวนมหาศาล

นายว่าน เป่าเหนียน ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า “ดวงอาทิตย์เทียมนี้ก็เหมือนกับเตาอบ อย่างไรก็ดี การจะสร้างพลังงานฟิวชั่นจำเป็นต้องทำให้เตาปฏิกรณ์ร้อนขึ้นหรือทำให้รังสีความร้อนมีความเร็วช้าลง”

จีนซึ่งเป็นเจ้าตลาดพลังงานรายใหญ่ของโลกกำลังหันหางเสือจาก “พลังงานถ่านหิน” ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจมาหลายทศวรรษไปสู่พลังงานประเภทอื่นที่สะอาดมากขึ้น เนื่องจากจีนต้องการเอาชนะสงคราม “มลพิษทางอากาศ” ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสังคม