คลังเก็บหมวดหมู่: จรัส

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book คณิตศาสตร์ 3 เรื่อง เวกเตอร์ในสามมิติ ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ ดูคลิป เรื่องราวของคณิตศาสตร์

large (1)

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book คณิตศาสตร์ 3 เรื่อง เวกเตอร์ในสามมิติ ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ ดูคลิป เรื่องราวของคณิตศาสตร์

คลิกที่นี่ ฟรี

คลิป เรื่องราวของคณิตศาสตร์

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book การเคลื่อนที่ และกฎการเคลื่อนที่ ม.ต้น ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ ดูคลิป ดินแดนแห่งน้ำ กับ แรงโน้มถ่วง

large

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book การเคลื่อนที่ และกฎการเคลื่อนที่ ม.ต้น ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ ดูคลิป ดินแดนแห่งน้ำ กับ แรงโน้มถ่วง

คลิกที่นี่  ฟรี

คลิป  ดินแดนแห่งน้ำ กับ แรงโน้มถ่วง

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 1 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ ดูคลิป ฟิสิกส์รอบตัวเรา

large

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 1 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ ดูคลิป ฟิสิกส์รอบตัวเรา

 คลิกที่นี่

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ภาพลวงตาและสิ่งลวงในชีวิตประจำวัน ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ ดูคลิป ลวงตาที่ดีที่สุดที่เคยมี

large (2)

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ภาพลวงตาและสิ่งลวงในชีวิตประจำวัน  ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ   ดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ดูคลิป ลวงตาที่ดีที่สุดที่เคยมี

 


ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.6 เล่ม 2 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ ดูคลิป อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะพลิกโลก

large (1)

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book  ฟิสิกส์ ม.6 เล่ม 2  ของ   ดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ดูคลิป อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะพลิกโลก

 

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book พลังงานนิวเคลียร์เกิดจากอะไร ทำไมจึงมีพลังงานมหาศาล ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

 

 large

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book พลังงานนิวเคลียร์เกิดจากอะไร ทำไมจึงมีพลังงานมหาศาล ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ  ดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ดูคลิป ประเทศไทยควรมี

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

 

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book พลังงานทางเลือก ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

large

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book พลังงานทางเลือก ของ ผศ.สุชาติ สุภาพดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ดูคลิปอาคารพลังงานลม

 

รู้จัก “หอเอนปิซ่า″ ถ้ากลับมาตั้งตรง จะยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหรือไม่? ความรู้ทางฟิสิกส์

รู้จัก "หอเอนปิซ่า" ถ้ากลับมาตั้งตรง จะยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหรือไม่?

หอเอนปิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนใดไปเยือนอิตาลี ต่างก็ต้องแวะไปถ่ายรูปกับหอเอนเมืองปิซานี้กันทั้งนั้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทำความรู้จักหอเอนปิซ่า

หอเอนเมืองปิซ่า หรือที่มีชื่อเป็นภาษาอิตาลีว่า Torre Pendente di Pisa ที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Piazza del Duomo เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 55.86 เมตร

หอเอนแห่งนี้ เริ่มต้นสร้างตั้งแต่คริสต์ศักราช 1173 เมื่อสร้างไปได้ 3 ชั้น การก่อสร้างก็มีอันต้องยุติลงในปี 1178 เนื่องจากภาวะสงคราม ต่อมาในปี 1275 หอเอนแห่งนี้ก็ได้ถูกก่อสร้างต่อเติมโดยสถาปนิกนามว่า จิโอวานนี ดิ ซิโมเน (Giovanni di Simone) แต่การก่อสร้างก็ถูกหยุดไปอีกครั้งในปี 1284 ด้วยภาวะสงครามเช่นเดิม แต่ในที่สุดหอเอนแห่งนี้ก็สร้างเสร็จในปี 1350 รวมระยะเวลา 175 ปี ต่อมามีการสร้างหอระฆังเพิ่มเติม จึงใช้ระยะเวลารวมถึง 177 ปี

สงสัยว่าทำไมถึงไม่ตั้งตรง?

เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า พื้นดินใต้บริเวณการก่อสร้างหอระฆังนั้นเป็นพื้นดินที่นิ่ม มีลักษณะเป็นดินปนทรายและดินโคลน จนทำให้ยุบตัวลงไปในช่วงของการก่อสร้าง เพราะไม่สามารถรับน้ำหนักของหอคอยได้

แต่วัสดุที่นำมาสร้างหอคอย ได้แก่ หินปูนและปูนขาว ซึ่งมีคุณสมบัติในการโค้งงอและทนต่อแรงต่างๆ ได้ดีกว่าวัสดุประเภทหิน ส่งผลให้หอคอยแห่งนี้ไม่ถล่ม แต่กลับกลายเป็นค่อยๆ เอนลงมาแทน

การไปเที่ยวหอเอนปิซ่า

เมืองปิซ่า อยู่ห่างจากมิลานประมาณ 4 ชั่วโมง หากเดินทางด้วยรถไฟ ส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวมักจะมาแวะที่เมืองนี้เพื่อมาถ่ายภาพกับหอเอน โดยมักจะมีครีเอตภาพแปลกๆ อาทิ ผลักหอ ดันหอ เตะ ถีบ หรือเอาหัวโหม่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะแวะเป็นทางผ่านก่อนไปเที่ยวยังเมืองอื่นๆ

เคยมีผู้ทำนายว่าหอคอยจะล้มลงมาในวันหนึ่ง

ในอดีตเคยมีผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์เอาไว้ว่า วันหนึ่งหอคอยแห่งนี้อาจเกิดการถล่มลงมา เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหอคอยแห่งนี้เอียงเพิ่มขึ้น 1 นิ้วทุก 20 ปี และเป็นไปได้ที่จะพังถล่มหากไม่รีบดำเนินการป้องกันใดๆ

หอเอนจะกลับมาตรง?

ล่าสุดนี้ สำนักข่าวต่างประเทศมีการรายงานว่า “หอเอนเมืองปิซ่า” มีแนวโน้มกลับมาตั้งตรง หลังจากที่ทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญใช้เวลาถึง 17 ปีเพื่อบูรณะหอคอยแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันหอคอยแห่งนี้ได้เคลื่อนตัวกลับมา 4 เซนติเมตรแล้ว

ความรู้ทางฟิสิกส์

เหตุที่ล้ม

                ก่อนจะอธิบายเรื่องนี้ ขอกล่าวถึงการทรงตัวของเทหวัตถุต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของลำตัวมนุษย์ วัตถุจะไม่ล้มคว่ำก็ต่อเมื่อเส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงผ่านฐานของวัตถุนั้น กระบอกที่เอียงในรูป จะต้องล้มลง แต่ถ้าเส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงผ่านฐานของกระบอกแล้ว กระบอกนั้นจะตั้งอยู่ได้โดยไม่ล้มลง

กระบอกนี้ต้องล้มลง เพราะเ้ส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงอยู่นอกฐานของกระบอกนั้น

          การที่หอเอนปิซา (Pisa) ที่มีชื่อเสียง (รูป  ก) และโบโลนยา (Bologna) (รูปที่ ข) หรือหอระฆังเอนในอาร์กฮานเกลสก์ (Arkhangelsk) ไม่ล้มพังลงไป ถึงแม้จะมีโครงสร้างที่เอียงกระเท่เร่อยู่ก็ตาม ก็เหตุผลเดียวกันคือเส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงไม่ได้อยู่นอกฐานนั่นเอง เหตุผลอีกข้อคือฐานตึกของสิ่งดังกล่าวถูกฝังลึกอยู่ใต้พื้นดินมาก

หอเอนเมืองปิซามองในยามค่ำคืน

รูป ก หอเอียงปิซา

 

รูป ข หอเอนโบโลนยา

พายุงวงช้าง 4 ลูกซ้อนกลางทะเลสตูล มองจากหลีเป๊ะเห็นชัดเจน (คลิป) ความรู้ทางฟิสิกส์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พายุงวงช้าง 4 ลูกซ้อนกลางทะเลสตูล มองจากหลีเป๊ะเห็นชัดเจน (คลิป)

หนุ่มแชร์คลิป พายุงวงช้าง เกิด 4 ลูกซ้อนกลางทะเลที่ จ.สตูล มองจากหลีเป๊ะเห็นชัดเจน สร้างความตกใจให้นักท่องเที่ยวอย่างมาก …

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Deaw Erawate Nilsakakul ซึ่งเป็นพนักงานรีสอร์ตบนเกาะหลีเป๊ะ ได้โพสต์คลิปพายุงวงช้าง ได้ก่อตัวขึ้นถึง 4 ลูก ซึ่งก่อตัวนานประมาณ 20 นาที แล้วค่อยๆ สลายตัวไปที่ละลูก สร้างความตกใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

โดยเจ้าของเฟซบุ๊ก บอกว่าตนเองทำงานที่รีสอร์ตบนเกาะหลีเป๊ะ ม.7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.สตูล ในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ตนกำลังให้บริการอาหารแก่นักท่องเที่ยวหน้ารีสอร์ต ตรงหาดซันไรท์ ของเกาะหลีเป๊ะ แล้วหันไปเห็นพอดี จึงถ่ายคลิปไว้

ซึ่งพายุงวงช้างครั้งนี้เกิดขึ้นไกลมาก แต่สามารถมองเห็นได้ จุดที่เกิดพายุน่าจะใกล้กับเกาะตาหลัง และจุดนั้นมองออกไปจะเห็นว่า มีท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่ที่เกาะหลีเป๊ะนั้น ฝนไม่ตก โดยพายุงวงช้างที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นถึง 4 ลูกพร้อมๆ กัน นานประมาณ 20 นาที จากนั้นก็ค่อยๆ สลายตัวแล้วสงบลงไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจเป็นอย่างมาก แต่โชคดีที่จุดเกิดพายุงวงช้าง ห่างจากเกาะหลีเป๊ะไปไกล สำหรับตนเองเคยเห็นพายุง่วงช้างที่ก่อตัวที่ปากบารา อ.ละงู ซึ่งแต่ละครั้งไม่เคยเห็นว่าก่อตัวพร้อมกันมากเช่นนี้ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ก่อตัวพร้อมๆ กัน 4 ลูก และใกล้ๆ กันด้วย.

ขอบคุณภาพ และคลิปจาก เฟซบุ๊ก Deaw Erawate Nilsakakul

ความรู้ทางฟิสิกส์

ทำความรู้จัก พายุงวงช้าง

พายุงวงช้าง

ปรากฏการณ์ “พายุงวงช้าง” มีชื่อที่ถูกต้องคือ “พายุนาคเล่นน้ำ″ หรือ “พวยน้ำ″ (waterspout) หมายถึง ปรากฏการณ์ที่มีลักษณะคล้ายท่อน้ำขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างผืนฟ้าและพื้นน้ำ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากลมพัดวนบิดเป็นเกลียว เห็นได้จากเมฆที่มีลักษณะเป็นลำ หรือเป็นกรวยหัวกลับยื่นลงมาจากฐานของเมฆคิวมูโลนิมบัส (เมฆฝนฟ้าคะนอง) และเห็นได้จากพวยน้ำที่พุ่งขึ้นมาเป็นพุ่ม ประกอบด้วยหยดน้ำพุ่งเป็นฝอยขึ้นจากผิวพื้นทะเล มีลมแรงพัดเข้าหาบริเวณศูนย์กลางของพวยน้ำ ยอดของพวยน้ำอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างไปจากฐาน ทำให้แกนเอียงหรือบิดเบี้ยวแล้วหลุดออกจากกันและสลายตัวไป


ซึ่งการเกิดจะคล้ายกับพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือพื้นน้ำ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า มักเกิดบ่อยๆ บนพื้นน้ำในเขตร้อน ช่วงวงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์นี้กินเวลาไม่นานนักในบางครั้งอาจเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานถึงครึ่งชั่วโมง

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับ ลำแรกของโลก

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับ ลำแรกของโลก – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิจัยและวิศวกรของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) ของสหรัฐฯ สามารถนำต้นแบบของเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยลมไอออน (Ionic wind) ขึ้นทดลองบินได้สำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเครื่องบินไร้เสียงที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

เอ็มไอทีรายงานถึงความสำเร็จดังกล่าว ผ่านบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature โดยระบุว่าเครื่องบินลำนี้จัดเป็นเครื่องบินสถานะของแข็ง (Solid state plane) ลำแรกของโลก ซึ่งสามารถบินไปได้ด้วยโครงร่างที่แข็งทื่อ ไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับเคลื่อนไหวเหมือนกับเครื่องบินโดยทั่วไป แต่อาศัยพลังขับเคลื่อนจากเครื่องขับดันลมไอออน แทนที่จะเป็นเครื่องยนต์ไอพ่นตามปกติ

หลักการทำงานของเครื่องขับดันลมไอออน เป็นไปตามหลักไฟฟ้า-อากาศพลศาสตร์ (Electro-aerodynamics – EAD) โดยขั้วไฟฟ้าความต่างศักย์สูง 40,000 โวลต์ที่ส่วนหัวของเครื่องบิน จะสร้างสนามไฟฟ้าที่ทำให้โมเลกุลของไนโตรเจนในบรรยากาศมีประจุบวก จากนั้นโมเลกุลมีประจุดังกล่าวจะถูกส่งผ่านสายไฟไปยังแพนอากาศ (Aerofoil) ที่ด้านหลังซึ่งกักเก็บประจุลบเอาไว้

ระหว่างที่ประจุบวกเดินทางไปยังด้านหลังของเครื่องบิน มันจะชนเข้ากับโมเลกุลของอากาศที่เป็นกลางทางไฟฟ้า ซึ่งจะผลักให้โมเลกุลของอากาศเหล่านี้เคลื่อนที่ไปด้านหลังด้วยความเร็วสูง จนเกิดเป็นลมไอออนที่ช่วยส่งพลังขับเคลื่อนได้

ในกรณีเครื่องบินต้นแบบของเอ็มไอที ซึ่งมีระยะห่างระหว่างปลายปีกสองข้าง 5 เมตร และมีน้ำหนัก 2.45 กก. สามารถบินไปได้ไกลโดยเฉลี่ย 60 เมตร

เครื่องบินลมไอออน
ต้นแบบ “เครื่องบินสถานะของแข็ง” ของเอ็มไอที สามารถบินไปได้โดยไม่ต้องมีชิ้นส่วนใดขยับเคลื่อนไหว / MIT

ศ. สตีเวน บาร์เรตต์ ผู้นำทีมวิจัยและพัฒนาเครื่องบินดังกล่าวของเอ็มไอทีบอกว่า เครื่องขับดันลมไอออนเป็นแนวคิดที่มีมานานตั้งแต่ทศวรรษ 1920 และองค์การนาซาเคยให้ความสนใจศึกษาเพื่อใช้ในกิจการอวกาศเมื่อราวสิบปีก่อน แต่ท้ายที่สุดได้สรุปว่า ระบบนี้มีศักยภาพสูงในการนำไปใช้กับยานอวกาศ แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะนำมาใช้กับเครื่องบินบนโลก

อย่างไรก็ตาม ศ.บาร์เรตต์ได้นำเอาแนวคิดนี้มาพิจารณาอีกครั้ง โดยได้พัฒนาระบบขับดันลมไอออนสำหรับเครื่องบินตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แม้ในปัจจุบันต้นแบบที่คิดค้นจะยังมีขนาดเล็ก มีกำลังขับดันไม่เท่ากับเครื่องยนต์ไอพ่น และยังไม่สามารถบินได้ในระยะไกลนัก แต่ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าในระยะสั้นจะสามารถพัฒนาให้ใช้เป็นโดรนชนิดบินสูง ซึ่งบินได้อย่างเงียบเชียบติดต่อกันยาวนานเป็นปีเพื่อใช้งานแทนดาวเทียม

ส่วนในระยะยาวนั้น ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้เป็นเครื่องบินขนส่งประหยัดเชื้อเพลิง ทั้งจะไม่ทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งของอุตสาหกรรมการบินในทุกวันนี้