คลังเก็บหมวดหมู่: จรัส

ทฤษฏีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องอีกครั้งที่ระดับกาแล็กซี่

galaxy-general-relativity-test-1

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1851463168251827

ทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์เป็นทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ มันยังเป็นทฤษฎีที่เข้าใจยากที่สุดและพิสูจน์ความถูกต้องได้ยากที่สุด เมื่อ 99 ปีที่แล้วมีผู้พิสูจน์โดยใช้แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ได้ข้อสรุปว่าความคิดในเรื่องนี้ของไอน์สไตน์ถูกต้อง ทำให้เขากลายเป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก บัดนี้มันได้รับการพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่าถูกต้อง แต่คราวนี้เป็นการทดสอบที่ระดับกาแล็กซี่

ไอน์สไตน์เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไปเมื่อปี 1910 โดยมีแนวคิดว่าจักรวาลหรือเอกภพประกอบขึ้นด้วยมวลและพลังงานซึ่งเป็นตัวกำหนดมิติของกาลอวกาศ (Spacetime) แรงดึงดูดระหว่างมวลเป็นผลจากการโค้งงอของกาลอวกาศที่เกิดจากมวลและพลังงาน ลักษณะคล้ายกับผ้าใบที่โค้งงอบุ๋มลงเมื่อวางลูกโบลิ่ง โดยมีรูปร่างลักษณะเป็นไปตามสมการคณิตศาสตร์อันซับซ้อนที่เขาคิดค้นขึ้น ผลของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปทำให้พบปรากฏการณ์ใหม่อีกหลายอย่าง เช่น แสงเดินทางเป็นเส้นโค้งเมื่อผ่านความโค้งของกาลอวกาศ เวลาช้าลงจากความโน้มถ่วง คลื่นความโน้มถ่วง หลุมดำ ฯลฯ

galaxy-general-relativity-test-2

ในช่วงแรกไม่มีใครเชื่อและเห็นว่าไม่มีประโยชน์เพราะไม่มีการทดลองใดๆมาสนับสนุนคำทำนายของทฤษฎี จนกระทั่งปี 1919 Arthur Eddington ได้พิสูจน์ด้วยการวัดแสงดาวที่ถูกดวงอาทิตย์บดบังขณะเกิดสุริยุปราคาแล้วพบว่าแสงดาวเดินทางเป็นเส้นโค้งที่สอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป หลังจากนั้นมีการทดลองพิสูจน์กันอีกหลายครั้งผลที่ออกมาล้วนสนับสนุนทฤษฎีของไอน์สไตน์ แต่ทั้งหมดเป็นการทดสอบโดยใช้วัตถุที่ใหญ่ขนาดไม่เกินดาวฤกษ์ การทดสอบครั้งล่าสุดทีมงานได้ใช้วัตถุขนาดใหญ่มากๆคือกาแล็กซี่

“ทฤษฎีสัมพัทธภาพทำนายว่าวัตถุขนาดใหญ่ทำให้กาลอวกาศโค้งงอได้” Thomas Collett นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัทกล่าว “นี่หมายถึงว่าเมื่อแสงวิ่งผ่านใกล้กาแล็กซี่หนึ่ง เส้นทางของแสงจะเบี่ยงเบนไป”

ทีมงานใช้กาแล็กซี่ ESO 325-G004 ที่อยู่ห่างออกไปราว 450 ล้านปีแสงในกระจุกดาว Centaurus สำหรับการทดสอบครั้ง ซึ่งกาแล็กซี่นี้ปรากฏอยู่เกือบตรงในแนวสายตาของเราที่มองไปยังกาแล็คซี่ด้านหลังที่ห่างออกไปหลายพันล้านปีแสง ด้วยตำแหน่งแบบนี้ทำให้แสงที่มาจากกาแล็คซี่ด้านหลังจะเดินทางเป็นเส้นโค้งไปตามกาลอวกาศที่ถูกโค้งงอด้วยแรงโน้มถ่วงของกาแล็กซี่ ESO 325-G004 เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “วงแหวนไอน์สไตน์” (Einstein ring) ดังรูปด้านล่าง ลูกศรสีส้มแสดงถึงตำแหน่งปรากฏของแหล่งกำเนิดในสายตาของผู้สังเกต เส้นสีขาวแสดงทิศทางการเดินทางของแสงจากแหล่งกำเนิดมายังผู้สังเกต

galaxy-general-relativity-test-3

“ขนาดรัศมีของวงแหวนจะขึ้นอยู่กับว่ากาลอวกาศถูกโค้งงอโดยกาแล็กซี่ด้านหน้ามากเท่าไร” Collett กล่าว “นี่เป็นลักษณะเดียวกับที่ Eddington ได้ทำเมื่อปี 1919 ความแตกต่างคือแทนที่วัตถุจะเป็นเพียงดาวฤกษ์ดวงเดียวและวัดค่าส่วนโค้งเพียงไม่กี่พันไมล์จากดาวฤกษ์ แต่เราทำมันโดยใช้ทั้งกาแล็กซี่ และวัดค่าส่วนโค้งที่ห่างออกไปถึง 6,000 ปีแสง”

ทีมงานรวมข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ VLT (Very Large Telescope) ที่หอดูดาวท้องฟ้าซีกใต้แห่งยุโรปในประเทศชิลี และกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ขององค์การนาซาเพื่อตรวจสอบว่าแสงถูกทำให้โค้งงอไปมากเท่าไร ผลปรากฏว่ามันเป็นไปตามทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ด้วยค่าความคลาดเคลื่อนราว 9% ซึ่งอยู่ในความคาดหมายของพวกเขา

galaxy-general-relativity-test-4

“นี่คือการทดสอบทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไปนอกระบบสุริยะที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา” Collett กล่าว

นอกจากนี้ Collett ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่าการศึกษาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การยืนยันทฤษฎีของไอน์สไตน์ครั้งสำคัญเท่านั้น แต่มันยังเป็นการตรวจสอบว่าความเข้าใจเรื่องการมีอยู่ของสสารมืดและพลังงานมืดนั้นถูกต้องหรือไม่

แอบ..ตด..กลางสถานีรถไฟฟ้า กล้องถ่ายภาพความร้อนจับภาพได้ (ความรู้ทางฟิสิกส์)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1849961765068634

messageImage_1529717493017

ความรู้ทางฟิสิกส์

กล้องที่ใช้ถ่าย เรียกว่า กล้องอินฟราเรด เป็นกล้องถ่ายความร้อน Infrared Camera catches

http://youtu.be/T1FxI3aVBOs  

Thermal Imaging Camera  (กล้องถ่ายภาพความร้อน)

    ฉากที่หน่วย SWAT บุกจู่โจมอาชญากรในยามค่ำคืน พร้อมอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ทำให้มองในในที่มืดช่วยให้การลั่นไก มีความแม่นยำไปยังเหยื่อเพื่อจบภารกิจอย่างรวดเร็ว การคัดกรองผู้ป่วยที่มีไข้สูงภายในสนามบิน หรือแม้แต่เครื่องจับเท็จ เหล่านี้ล้วนใช้ประโยชน์จาก กล้องถ่ายภาพความร้อน (Thermal Imaging Camera) หรือกล้องอินฟราเรค (infrared camera)

ภาพ Infrared enhancement allows the unit to be used in low or no light situations. ที่มา www.scopes.com

ทำไมอินฟราเรดสามารถตรวจสอบหาความร้อนได้  ก่อนอื่นจังต้องทำความเข้าใจกับรังสีอินฟราเรด ก่อนที่จะเข้าเรื่องกล้องถ่ายภาพความร้อน หรือกล้องอินฟราเรค

อะไรคือรังสีอินฟราเรด
     คลื่นรังสีอินฟราเรด (Infrared (IR)) มีหรือคลื่นรังสีความร้อน หรือรังสีใต้แดง เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งแผ่มาจากดวงอาทิตย์ ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ คือ Sir William Herschel ในปี 1800 จากการทดลองวัดอุณหภูมิของแถบสีต่างๆที่เปล่งออกมาเป็นสีรุ้งจากปริซึม และพบว่าอุณหภูมิความร้อนจะเพิ่มขึ้นตามลำดับและสูงสุดที่แถบสีสีแดง การที่เขาเลื่อนเทอร์โมมิเตอร์จากแถบสีที่ไม่สว่างไปยัง แถบสีสีแดง ซึ่งเป็นแถบสีที่สิ้นสุดของสเปกตรัม และอุณหภูมิสูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งขอบเขตดังกล่าวนี้เรียกว่า “อินฟราเรด” (ของเขตที่ต่ำกว่าแถบสีแดง) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร – 1 มิลลิเมตร ถี่ในช่วง 1011 – 1014 เฮิร์ตซ์ มีคุณสมบัติไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ความถี่ยิ่งสูงมากขึ้น พลังงานก็สูงขึ้นตามไปด้วย เป็นคลื่นที่มีความถี่ถัดจากความถี่ของสีแดงลงมา มนุษย์จึงไม่สามารถมองเห็นรังสีอินฟราเรด แต่สามารถรู้สึกถึงความร้อนได้

ภาพ  Infrared heat is the healing rays of the sun. ที่มา www.beyondbeds.com

    แหล่งกำเนิดของรังสีอินฟราเรดนั้นก็คือความร้อนหรือการแผ่รังสีความร้อน จากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่า Absolute zero( – 273.15 องศาเซลเซียส หรือ 0 องศาเคลวิน) จะมีการแผ่รังสีในย่านอินฟราเรดออกมา แม้แต่น้ำแข็งที่เย็นเฉียบก็ยังแผ่รังสีอินฟราเรดออกมาได้  โดยวัตถุที่ร้อนจะแผ่รังสีออกมามากกว่าวัตถุที่เย็น

การทำงานของถ่ายภาพความร้อน (กล้องอินฟราเรด)

    กล้องถ่ายภาพความร้อนจะมองไม่เห็นภาพจริง แต่มันจะจับพลังงานรังสีอินฟราเรด โดยพลังงานของรังสีอินฟราเรดจะแผ่จากวัตถุส่งผ่านเลนส์ของกล้องถ่ายภาพความร้อน และจะถูกโฟกัสโดยเลนส์ไปยังตัวตรวจจับ  โดยเซนเซอร์จะทำการแปลงรังสีอินฟราเรดให้อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้า และหลังจากนั้นอิเลคทรอนิกส์เซนเซอร์ จะทำการแปลงข้อมูลที่รับมาจากตัวตรวจจับ แสดงผลบนจอภาพได้ ซึ่งวัตถุที่ร้อนกว่าจะแสดงสีสว่างและวัตถุที่เย็นกว่าจะแสดงสีมืดกว่า

คลิกค่ะ

เครื่องดักจับแมลงวันโดยไม่ต้องใช้วิธีการฆ่า

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1849937128404431

https://www.facebook.com/interestingengineering/videos/1932196433516718/ electric-fly-trap-device 1

         เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาให้หมุนช้า กวาดแมลงวันเข้าไปในที่เก็บที่อยู่ด้านล่าง  ใช้เหยื่อล่อที่เป็นของเหลวหวานจากผลไม้สุก

electric-fly-trap-device 2 เครื่องดักจับแมลงวัน

electric-fly-trap-device 3

electric-fly-trap-device 4

แมลงวันกำลังกินเหยื่อ

electric-fly-trap-device 5

ค่อยๆกวาดพวกแมลงวันลงไป

electric-fly-trap-device 6

ที่เก็บแมลงวันด้านล่าง

นักวิจัยคิดค้นสูตรคอนกรีตใหม่ไม่ใช้ปูนซิเมนต์ แต่ใช้ ‘เถ้าลอย’ ของเสียจากโรงไฟฟ้าแทน

fly-ash-concrete-1

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1848330885231722

การผลิตปูนซิเมนต์เป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยมลพิษโดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นรองแค่การขนส่งและการผลิตไฟฟ้า แต่มันเป็นวัสดุก่อสร้างที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งซึ่งใช้งานกันมานานนับพันปี โดยที่ยังไม่มีวัสดุอื่นใดมาทดแทนมันได้ แต่ตอนนี้นักวิจัยได้คิดค้นวัสดุผสมตัวใหม่โดยมีเถ้าลอย (Fly Ash) ที่เป็นของเสียจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นวัสดุหลัก สามารถนำมาใช้แทนปูนซิเมนต์ได้ พร้อมกับช่วยลดของเสียของโรงไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน

เถ้าลอยเป็นของเสียที่เป็นผลพลอยได้ในขบวนการเผาถ่านหินของโรงไฟฟ้า เถ้าลอยส่วนใหญ่ถูกนำไปถมที่หรือกลบฝัง ต่อมาเมื่อราวสามสิบปีก่อนเริ่มมีการนำเถ้าลอยมาใช้แทนปูนซิเมนต์ เพราะเถ้าลอยบางชนิดมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความแข็งแรงของคอนกรีตและช่วยให้คอนกรีตมีความคงทนมากขึ้น รวมทั้งช่วยลดความร้อนในปฏิกิริยาของปูนซิเมนต์ในคอนกรีตได้ด้วย และโรงไฟฟ้าได้มีการควบคุมคุณภาพของเถ้าลอยให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น

การใช้เถ้าลอยทดแทนปูนซิเมนต์ได้รับความนิยมมากเพราะนอกจากทำให้คอนกรีตมีคุณสมบัติที่ดีแล้ว ที่สำคัญมันช่วยลดต้นทุนการผลิตคอนกรีตลงได้มาก แต่ปริมาณของเถ้าลอยที่ใช้ทดแทนปูนซิเมนต์จะจำกัดอยู่ที่ราว 10 – 20% และใช้ได้เฉพาะเถ้าลอยชนิด F (Class F) เท่านั้น มิฉะนั้นผลเสียจะมีมากกว่าผลดี รวมทั้งมันยังต้องใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำจากโซเดียมอีกด้วยซึ่งมันจะไปเพิ่มต้นทุนและไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม

“การทดแทนปูนซิเมนต์ด้วยเถ้าลอยในสัดส่วน 5 – 20% มีส่วนช่วยลดมลพิษทำให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่วัสดุสำคัญในส่วนผสมยังคงเป็นปูนซิเมนต์อยู่ดี” Rouzbeh Shahsavari หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “และในท้ายที่สุดมันอาจจะแพงกว่าปูนซิเมนต์”

ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยไรซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เทคนิคการวิเคราะห์ของทากูชิ (Taguchi analysis) ในการค้นหาสูตรของวัสดุผสมใหม่ที่จะนำมาใช้แทนปูนซิเมนต์และเทคนิคในการผสมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แล้วพวกเขาก็ได้สิ่งที่ต้องการเป็นส่วนผสมของเถ้าลอยราว 80%, ตัวเร่งปฏิกิริยาทำจากโซเดียม 5%, ส่วนที่เหลือเป็นผงนาโนซิลิกาและแคลเซียมออกไซด์หรือปูนขาว ส่วนผสมใหม่นี้ไม่มีปูนซิเมนต์เป็นส่วนประกอบเลย

fly-ash-concrete-2

หัวใจสำคัญของส่วนผสมนี้คือชนิดของเถ้าลอย ส่วนใหญ่เถ้าลอยที่ถูกนำมาใช้จะเป็นเถ้าลอยชนิด F ซึ่งมีปริมาณซิลิคอนและอะลูมิเนียมสูง แต่ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยไรซ์กลับใช้เถ้าลอยชนิด C ซึ่งมีปริมาณแคลเซียมสูงกว่า

“งานส่วนใหญ่ในอดีตมักจะเลือกใช้เถ้าลอยชนิด F ที่ได้มาจากการเผาถ่านหินแอนทราไซต์หรือถ่านหินบิทูมินัสในโรงไฟฟ้าและมีปริมาณแคลเซียมต่ำ” Shahsavari กล่าว “แต่ทั่วโลกมีการใช้ถ่านหินคุณภาพที่ต่ำกว่า เช่น ลิกไนท์หรือซับทูมินัส การเผาพวกมันได้เถ้าลอยชนิด C ที่มีปริมาณแคลเซียมสูงซึ่งทำปฏิกิริยาได้ยากกว่า งานของเราได้เปิดเส้นทางสายใหม่ที่สามารถนำเถ้าลอยชนิด C ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่ำ เพื่อนำไปสู่การผลิตคอนกรีตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

จากการทดสอบคอนกรีตที่ทำมาจากส่วนผสมของเถ้าลอยชนิดใหม่นี้ปรากฏว่าได้กำลังอัดที่อายุ 7 วันเท่ากับ 16.18 MPa หรือประมาณ 165 กก./ตร.ซม. ซึ่งมีค่าใกล้เคีียงกับคอนกรีตที่ทำจากปูนซิเมนต์

จากผลในขั้นต้นถือว่าวัสดุผสมตัวใหม่นี้มีแนวโน้มที่ดีมากสำหรับการผลิตคอนกรีตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยที่มีความแข็งแรงพอๆกับคอนกรีตแบบเดิมที่ใช้ปูนซิเมนต์ ทีมวิจัยยังบอกว่าพวกเขาจะทำการตรวจสอบคุณสมบัติของวัสดุใหม่นี้ต่อไป รวมทั้งพฤติกรรมในระยะยาว การหดตัว และความทนทาน

นาทีระทึก ตูบสู้สุดใจ ดิ้นรนหนีตาย เหลือมยักษ์เลื้อยเขมือบ (คลิป) (ความรู้ เรื่อง งูเหลือม)

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1847089772022500/

 เป็นคลิปการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตให้รอด ของทั้งหมา ทั้ง งูเหลือม ตัวยักษ์ โดยพบว่า คลิปดังกล่าวได้รับการแชร์อย่างหนักในกลุ่มต่างๆ ซึ่งพบว่า งูเหลือมตัวขนาดใหญ่กำลังรัดเจ้าตูบตัวหนึ่ง ที่ดูแล้วเหมือนไม่น่าจะรอดจากการจู่โจมครั้งนี้เป็นอย่างแน่

โดยคลิปดังกล่าวเห็นได้ว่า มีผู้ชาย 3-4 คน พยายามจะเข้าช่วยเจ้าตูบสีดำ โดยที่มีเพื่อนของมันเห่าอยู่ข้างๆ สภาพของเจ้าตูบ ดูคล้ายจะหมดแรงจากการโดนรัดอย่างแน่น

จนทุกคนรวมพลังงัดแล้วดึงหางของเจ้างูยักษ์ แต่พบว่า งูกัดเจ้าตูบแน่นจนแทบเอาไม่ออก แต่สุดท้ายทุกคนก็ช่วยเจ้าตูบออกมาได้อย่างปลอดภัย ส่วนงูก็ปลอดภัยและต่างคนต่างไป เรียกว่าเป็นคลิประทึกอีกคลิปเลยทีเดียว 

คลิกที่นี่ เพื่อชมคลิป สู้สุดใจ

ความรู้เรื่องงูเหลือม

1529567858087

       งูเหลือม (อังกฤษ: Reticulated python; ชื่อวิทยาศาสตร์: Python reticulatus) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นงูขนาดใหญ่ ลำตัวยาวเฉลี่ยประมาณ 3.5-6 เมตร จัดเป็นงูที่ยาวที่สุดของโลกซึ่งตัวที่ยาวที่สุดยาวถึง 9.6 เมตร ถูกจับได้เมื่อปี ค.ศ. 1917 ที่ เกาะซีลิเบท เป็นหมู่เกาะแห่งหนึ่งในมาเลเซีย โดยมีความยาวกว่างูอนาคอนดา (Eunectes murinus) ที่พบในทวีปอเมริกาใต้ แต่มีน้ำหนักน้อยกว่า อาจจะหนักน้อยกว่างูอนาคอนดาได้ถึงครึ่งเท่าตัว

FreeStyle Libre Pro ใครที่เป็นเบาหวาน ต่อไปคุณจะเช็คระดับน้ำตาลได้สะดวกโดยไม่ต้อง เจาะเลือดด้วยเครื่อง FreeStyle Libre Pro เพียงแค่ติดไว้ที่ผิวหนังเท่านั้น

FreeStyle Libre Pro

FreeStyle Libre Pro

ก่อนนี้ใครที่ใช้เครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดนั้นจะต้องเจ็บตัวทุกครั้ง เพราะเราต้องใช้เข็ดจิ้มที่นิ้วเพื่อเอาตัวอย่างเลือดไปตรวจสอบด้วยเครื่องพกพา แต่ต่อไปมันจะกลายเป็นวิธีล้าหลัง เมื่อทาง Food and Drug Administration ของอเมริกาได้ทำการอนุมัติอุปกรณ์ตัวใหม่สำหรับช่วยสอดส่องเบาหวานได้ง่ายและสะดวกขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเจาะเลือด เพียงแค่เรานำเซนเซอร์ไปติดกับผิวหนังที่ส่วนแขนด้านบน โดยมันจะคอยวัดน้ำตาลให้ทุก 15 นาที จากนั้นอยากรู้เมื่อไหร่ก็เอาเครื่องมาแตะข้อมูลก็จะแสดงบนหน้าจอให้รู้ทันที มันมาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำทำให้ใช้งานได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องห่วงอะไร

แต่ข้อเสียก็มีนะเนื่องจากตัวเซนเซอร์ต้องทำการเก็บข้อมูลก่อนดังนั้นเราต้องติดกับตัวไว้เป็นเวลา 12 ชั่วโมงก่อนถึงจะเริ่มใช้งานตรวจอย่างต่อเนื่องได้ นอกจากนั้นตัวเซนเซอร์นั้นมีอายุใช้งานแค่ 10 วันเท่านั้น เมื่อครบกำหนดก็จะต้องทำการเปลี่ยนตัวใหม่แทน นอกจากนั้นคนที่จะใช้งานด้แนะนำว่าต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทางแพทย์เองก็มีเครื่องมือสำหรับดาวน์โหลดข้อมูลจากเครื่องเพื่อนำมาใช้ประกอบการรักษาให้ง่ายขึ้น

‘กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ’ วิ่งตามเจ้าของได้เอง ไม่ต้องกลัวหาย แถมเป็นแบตสำรองในตัว

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1845086882222789

ovis-suitcase-1

มาแล้วจ้ากระเป๋าเดินทางในฝันของนักเดินทางขาประจำทั้งหลาย ไม่ว่าท่านจะเป็นนักธุรกิจหรือนักท่องเที่ยวที่ต้องเดินทางไกลบ่อยๆ การลากกระเป๋าเดินทางหนักอึ้งจากสนามบินไปยังที่พักเป็นภารกิจที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับหลายคน แต่ตอนนี้คุณมีทางเลือกใหม่ที่ไม่ต้องลากกระเป๋าให้เมื่อยตุ้มอีกต่อไปแล้ว กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ Ovis จากบริษัท ForwardX Robotics ที่สามารถวิ่งตามเจ้าของได้เองพร้อมให้คุณจับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้ว

Ovis เป็นกระเป๋าเดินทางทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แข็งแรงทานทาน กันน้ำได้ มีมอเตอร์ 2 ตัวสำหรับขับเคลื่อนล้อ พร้อมกับกล้องอีกหลายตัว ที่สำคัญมันมีชิป Qualcomm Snapdragon ใช้ในการจัดการการทำงานของอัลกอริทึมแบบ AI ที่เป็นตัวควบคุมการเคลื่อนที่ตามเจ้าของและหลบหลีกสิ่งกีดขวาง

ovis-suitcase-3

กระเป๋าเดินทางสุดไฮเทคใบนี้สามารถติดตามเจ้าของ คอยอยู่ด้านขวามือของเจ้าของอยู่ตลอดเวลาขณะที่เจ้าของเดินผ่านสนามบินหรือตามถนนหนทาง มันสามารถวิ่งได้เร็วถึง 10 กม./ชม. คนทั่วไปเดินเร็วๆก็แค่ 5 – 6 กม./ชม. ดังนั้นมันจึงตามทันได้สบาย มันยังสามารถแยกแยะสิ่งกีดขวางอย่างเช่นคนหรืออย่างอื่นได้และหลบหลีกด้วยตัวมันเอง โดยที่เจ้าของไม่ต้องคอยกังวลกับมันเลย

หากเจ้าของอยู่ห่างมันเกิน 2 เมตร สายรัดบนข้อมือเจ้าของที่ทำงานผ่านบลูธูทจะคอยบอกเตือน และหากมันถูกขโมยหรือหายไปจริงๆ เจ้าของสามารถใช้แอพในสมาร์ทโฟนเปิดหาตำแหน่งของมันได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที

ovis-suitcase-2

แบตเตอรี่ลิเธียม-ไออน 96 Wh ถอดออกได้ของ Ovis สามารถใช้ในการเดินทางได้ไกล 20 กม. แอพในสมาร์ทโฟนจะเตือนเมื่อแบตเตอรี่เหลือ 20% สำหรับการชาร์จไฟแบตเตอรี่จนเต็มจะใช้เวลาน้อยกว่า 4 ชม. และแบตเตอรี่ของ Ovis ยังสามารถใช้ชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์พกพาผ่านทางพอร์ต USB ที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพบนกระเป๋า ถ้าแบตเตอรี่หมดหรือเมื่อใดก็ได้ เจ้าของสามารถกลับไปใช้งานแบบธรรมดาอย่างง่ายๆได้ทันทีเหมือนกับกระเป๋าเดินทางทั่วไป

กระเป๋าเดินทาง Ovis มีขนาด 38 x 55 x 22 ซม. หนักน้อยกว่า 4.5 กก. ออกแบบภายนอกภายในอย่างสวยงาม หากคุณสนใจเป็นเจ้าของสามารถจองได้ใน Indiegogo ในราคาใบละ 329 ดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะส่งของได้ราวเดือนธันวาคม 2018 ส่วนราคาขายปลีกปกติจะอยู่ที่ 799 ดอลลาร์สหรัฐ

ชมการใช้งานกระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ Ovis ได้ในวิดีโอด้านล่าง

น้ำแข็งที่ทวีปแอนตาร์กติกาละลายเร็วกว่าเดิม 3 เท่านับจากปี 2012

antarctic-ice-loss-1

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1845103182221159

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากกว่า 40 องค์กรทั่วโลกเสร็จสิ้นการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งที่ทวีปแอนตาร์กติกาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแล้ว และก็เป็นไปตามคาดผลลัพธ์ที่ออกมาน่าวิตกต่ออนาคตของโลกอย่างยิ่ง อัตราการละลายของน้ำแข็งนับจากปี 2012 เป็นต้นมาสูงกว่าอัตราการละลายที่ค่อนข้างคงที่ในช่วง 25 ปีก่อนถึง 3 เท่า และนั่นก็ส่งผลทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าเดิม 3 เท่าตามไปด้วย

การประเมินผลครั้งล่าสุดนี้มีนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมด้วย 84 คน จากกว่า 40 สถาบัน ใช้ข้อมูลจากการสำรวจทางดาวเทียมศึกษาการเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติการะหว่างปี 1992 ถึงปี 2017 และผลของมันต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ก่อนปี 2012 น้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกาลดปริมาณลงในอัตราค่อนข้างคงที่ราว 83.8 พันล้านตันต่อปี หลังจากนั้นปริมาณน้ำแข็งที่สูญหายไปก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตรา 241.1 พันล้านตันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า

น้ำแข็งที่ละลายหายไปนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของน้ำทะเล ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นักวิจัยบอกว่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมานับจากปี 1992 ถึงปี 2017 ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมาทั้งหมดราว 7.6 มิลลิเมตร แต่เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนนั้นคือ 3 มิลลิเมตรเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีหลังสุดระหว่างปี 2012 ถึงปี 2017 คำนวณดูแล้ว 5 ปีหลังนี้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าเดิมราว 3 เท่าด้วยเช่นกัน

antarctic-ice-loss-2

“เราสงสัยกันมานานแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกจะส่งผลกระทบต่อแผ่นน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้” Andrew Shepherd หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยกล่าว “หลังจากดาวเทียมสำรวจถูกส่งขึ้นไปแล้วทำให้เราสามารถติดตามการละลายของน้ำแข็งและผลของมันที่มีต่อระดับน้ำทะเลได้อย่างมั่นใจ จากการวิเคราะห์ของเราน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกาสูญหายไปรวดเร็วขึ้นในช่วงทศวรรษหลังสุด และเป็นเหตุให้ระดับน้ำทะเลในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าเมื่อ 25 ปีก่อน”

antarctic-ice-loss-3

ทวีปแอนตาร์กติกาฝั่งตะวันตกคือบริเวณที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากปี 2012 เป็นต้นมามีน้ำแข็งละลายด้วยอัตรา 175.3 พันล้านตันต่อปี จากเดิมที่มีอัตราการละลายราว 58.4 พันล้านตันต่อปีในช่วงทศวรรษ 1990 ส่วนที่บริเวณ Antarctic Peninsula ทางตอนเหนือก็มีอัตราการละลายเพิ่มขึ้น 27.6 พันล้านตันต่อปีเริ่มจากปี 2001 รวมทั้งภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่แตกหลุดจากหิ้งน้ำแข็ง Larsen C เมื่อปีที่แล้วด้วย

น่าสนใจที่ทางฝั่งตะวันออกกลับมีปริมาณน้ำแข็งเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยราว 5.5 พันล้านตันต่อปี แต่น่าเสียดายที่มันเป็นปริมาณเพียงนิดเดียวเมื่อเทียบกับน้ำแข็งส่วนอื่นทั้งหมดของทวีปที่กำลังละลายหายไปอย่างรวดเร็ว

“ข้อมูลจากดาวเทียมได้ให้ภาพโดยรวมของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นของทวีปแอนตาร์กติกา” Pippa Whitehouse นักวิจัยอีกคนหนึ่งกล่าว “บันทึกข้อมูลดาวเทียมช่วยให้เราสามารถระบุบริเวณที่มีการสูญเสียน้ำแข็งอย่างต่อเนื่องนานกว่าทศวรรษ ชิ้นต่อไปในการไขปริศนาคือการทำความเข้าใจในกระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งเราจะต้องเฝ้าสังเกตแผ่นน้ำแข็งอย่างใกล้ชิดต่อไป แต่เราก็จำเป็นต้องมองย้อนกลับและพยายามทำความเข้าใจว่าแผ่นน้ำแข็งตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาศในอดีตอย่างไรด้วย”

ฟิสิกส์สนุก (ภาพลวงตา optical illusion)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1843737629024381


คลิกค่ะ

คลิกค่ะ

ความหมายของภาพลวงตา (Optical illusion)

        ภาพลวงตา (Optical illusion) หมายถึง ภาพที่หลอกตาให้มองเห็นและรับรู้ผิดพลาดไปจากความเป็นจริง ส่วนใหญ่สายตาจะรับรู้ผิดพลาดเกี่ยวกับรูปทรง ขนาด และสี  ในบางครั้งตาของคนเราก็ไม่ได้เห็นสิ่งที่เป็นอยู่จริงเสมอไปและสามารถถูกหลอกได้ง่าย ตาและสมองของคนเราจะทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดมาก โดยตาทำหน้าที่รับภาพเข้ามา ส่วนสมองทำหน้าที่ประมวลผลและวิเคราะห์ว่าภาพที่รับเข้ามาเป็นภาพอะไร มีสีอะไร เป็นภาพเคลื่อนไหวหรือภาพนิ่ง เมื่อแสงจากวัตถุกระทบกับเลนส์ตาจะเกิดการหักเหและเกิดเป็นภาพจริงบริเวณจอตา(retina) และจอตาก็จะดูดซับและแปลงภาพให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งต่อไปยังสมอง

สาเหตุของการเกิดภาพลวงตา

สาเหตุที่คนเราเห็นภาพลวงตานั้นมาจากวิวัฒนาการของสมองด้านการประมวลผลภาพ หากสมองใช้เวลานานมากเกินไปในการประมวลผลภาพอาจจะทำให้เกิดผลเสียขึ้นได้ เช่น ถ้าเราขับรถอยู่และสมองต้องประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นทุก ๆ ครั้ง กว่าจะรับรู้ว่ามันคืออะไรและควรทำอย่างไร ก็คงจะขับรถชนมันไปก่อนแล้ว สมองจึงต้องใช้วิธีลัดทุกวิธีที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาให้เร็วที่สุด มันจึงเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นเข้ากับสมมติฐานจากประสบการณ์ประกอบเป็นสิ่งที่เรารับรู้ สาเหตุของการเกิดภาพลวงตาพอสรุปได้ดังนี้

  1. เกิดจากความสามารถในการกวาดสายตาในแนวดิ่งและแนวราบไม่เท่ากัน
  2. เกิดจากตา 2 ข้าง ส่งข้อมูลที่แตกต่างกันไปยังสมอง
  3. เกิดจากการเติมสิ่งหนึ่งสิ่งใด (Embeddedness)
  4. เกิดจากการเกิดมุมหรือ การตัดกันของเส้น (Angle of Intersection Lines)
  5. เกิดจากการเปรียบเทียบ หรือขนาดสัมพัทธ์ (Relative Size)
  6. เกิดจากสิ่งแวดล้อม
  7. เกิดจากการมองภาพด้วยนัยน์ตาทั้งสองข้าง
  8. เกิดจากเซลล์ประสาทตามีขีดจำกัดในการรับรู้
  9. เกิดจากสมบัติของแสง เช่น ภาพลวงตาที่เกิดจากการสะท้อนของแสง ทำให้ภาพมีขนาดใหญ่กว่าวัตถุของจริง

ภาพแบบลวงตา

      ภาพลวงตาตาราง (Grid illusion) เป็นภาพลวงตาชนิดหนึ่ง คิดค้นโดย ลูดิมาร์ เฮอร์มันน์ ในปี พ.ศ. 2413 มีลักษณะเป็นตารางที่มีพื้นสีดำและเส้นขอบสีขาว เมื่อมองภาพนี้จะเห็นจุดสีเทาบริเวณจุดตัดของเส้นขอบ แต่จุดดังกล่าวจะหายไปเมื่อมองไปที่จุดนั้น

      ห้องเอมส์ (Ames room) เป็นห้องที่สร้างขึ้นสำหรับสร้างภาพลวงตา คิดคันโดย อเด็มเบิร์ต เอมส์ ในปี พ.ศ. 2489 ห้องเอมส์เมื่อมองจากด้านหน้าจะดูเหมือนเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก แต่ที่จริงแล้วเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู และด้านที่ลึกกว่าจะสร้างให้มีขนาดใหญ่กว่า
      ลูกบาศก์เนกเกอร์ (อังกฤษ: Necker cube) เป็นภาพลวงตาชนิดหนึ่ง คิดค้นโดย ลุยส์ อัลเบิร์ต เนกเกอร์ นักผลิกศาสตร์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ ใน พ.ศ. 2375 เป็นภาพโครงสร้างของลูกบาศก์ ภาพนี้สามารถมองให้ด้านหน้าของลูกบาศก์เป็นด้านหน้าหรือด้านหลังของภาพก็ได้
      ภาพลวงตาสีเดียวกัน (Same color illusion) เป็นภาพลวงตาชนิดหนึ่ง คิดค้นโดย เอ็ดเวิร์ด เอช อเดลสัน ในปี พ.ศ. 2538 มีลักษณะเป็นตารางหมากรุก ช่อง A จะดูเหมือนว่ามีสีเข้มกว่าช่อง B แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่อง A และช่อง B มีสีเดียวกัน

      ภาพลวงตาปอนโซ (Ponzo illusion) เป็นภาพลวงตาเชิงเรขาคณิต ที่ค้นพบโดยนักจิตวิทยาชาวอิตาลีชื่อว่า มาริโอ ปอนโซ (ค.ศ. 1882-1960) ในปี ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2456)[1] เขาเสนอว่า ใจมนุษย์ตัดสินขนาดของวัตถุโดยอาศัยพื้นหลัง เขาสนับสนุนความคิดนี้โดยวาดเส้นตรงยาวเท่ากันสองเส้น ผ่านเส้นสองเส้นที่เบนเข้าหากัน คล้ายกับทางรถไฟ เส้นด้านบนจะดูยาวกว่าเพราะว่า เราแปลผลของเส้นที่เบนเข้าหากันตามหลักทัศนมิติว่า เป็นเส้นขนานกันที่ถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ ตามระยะทาง ดังนั้นเราจึงแปลผลเหมือนกับว่า เส้นบนนั้นอยู่ไกลกว่า และจึงเห็นมันว่ายาวกว่า คือในมุมมอง 3 มิติแล้ว วัตถุที่ไกลกว่าต้องมีความยาวมากกว่าวัตถุที่ใกล้กว่า เพื่อที่จะมีความยาวเท่ากันปรากฏบนเรตินา      แจกันรูบิน (อังกฤษ: Rubin vase) เป็นภาพลวงตาชนิดหนึ่ง คิดคันขึ้นประมาณ พ.ศ. 2458 โดย เอ็ดการ์ รูบิน นักจิตวิทยาชาวเดนมาร์ก เป็นภาพแจกันที่ด้านข้างสองด้านเป็นรูปใบหน้าคน

 

                             
      ภาพลวงตาแซนเดอร์ (Sander illusion) เป็นภาพลวงตาชนิดหนึ่ง คิดค้นโดย ฟรีดริช แซนเดอร์ นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ในปี พ.ศ. 2469 เป็นภาพสี่เหลี่ยมด้านขนานสองรูป ที่เส้นทแยงมุมดูเหมือนว่ายาวไม่เท่ากัน แต่ความจริงแล้วทั้งสองเส้นมีความยาวเท่ากัน
      ภาพลวงตาผนังร้านกาแฟ (Café wall illusion) เป็นภาพลวงตาชนิดหนึ่ง คิดค้นโดย ริชาร์ด เกรกอรี เป็นภาพของตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เส้นของในแนวนอนทุกเส้นขนานกัน แต่จากสีในภาพ ทำให้ดูเหมือนเส้นตรงแต่ละเส้นเอนไปมา แต่พอเขยิบเส้นนิดเดียวก็ตรง
      ภาพลวงตาแจสตรอล (Jastrow illusion) เป็นภาพลวงตาชนิดหนึ่ง คิดค้นโดย โจเซฟ แจสตรอล นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ. 2432 เป็นภาพชิ้นส่วนสองชิ้นที่มีขนาดเท่ากัน แต่ชิ้นล่างจะดูมีขนาดใหญ่กว่าชิ้นบน

      ภาพลวงตาวุนต์ (Wundt illusion) เป็นภาพลวงตาชนิดหนึ่ง คิดค้นโดย วิลเฮล์ม วุนต์ นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน เป็นภาพเส้นตรงในแนวตั้งสองเส้นที่ขนานกัน แต่ฉากหลังทำให้ดูเหมือนเส้นตรงทั้งสองเส้นบีบเข้าหากัน

อ้างอิง
ภาพลวงตา กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ทำไมเราต้องเห็นภาพลวงตา