คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-5 อภินันท์ เกษระกำ วีรวัฒน์ สืบสาย ภูวนัย ขัตติยะ

อะไรคือสาเหตุของผมร่วง?

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ผมร่วง

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1933677003363776

อาการผมร่วงถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรชีวภาพของเส้นผม แต่เมื่อปัญหาผมร่วงรุนแรงผิดปกติ เราจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง?

คนเราเกิดมาพร้อมกับผมราว 100,000 เส้น และตามปกติผมจะร่วงวันละประมาณ 100 เส้น หากผมร่วงมากเกินไปก็อาจสร้างความเครียดได้

เส้นผมคนเรางอกและหลุดร่วงเป็นวงจร ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วง

  1. ช่วงการเจริญเติบโตของเส้นผม (Anagen phase) ถือเป็นช่วงเจริญวัยใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี
  2. ช่วงเวลาเสื่อมสภาพหรือช่วงหยุดการเจริญเติบโต (Catagen phase) ใช้ระยะเวลาประมาณ 10 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์
  3. ช่วงหยุดพักหรือระยะผลัดเส้นผม (Telogen phase) เป็นช่วงรอยต่อของผมที่กําลังจะหลุดร่วงกับเส้นผมใหม่ที่กําลังจะขึ้นมาแทน ใช้เวลาประมาณ 100 วัน หรือ 3 เดือน

โดยทั่วไปคนผิวขาวชาวยุโรปมักเริ่มมีปัญหาผมร่วงเร็วกว่าคนที่มีเชื้อสายจากเอเชียหรือแอฟริกา โดยครึ่งหนึ่งของชายชาวยุโรปจะเริ่มมีปัญหาผมร่วงตั้งแต่อายุ 50 ปีเป็นต้นไป ส่วนผู้หญิงนั้นมักเริ่มมีปัญหาผมร่วงช้ากว่า

ดร.วิกกี โจลลิฟฟ์ จากโรงพยาบาลเซนต์จอห์นและเซนต์เอลิซาเบธในกรุงลอนดอนของอังกฤษ บอกว่า หากรู้สึกกังวลเรื่องปัญหาผมร่วง หรือผมร่วงผิดปกติเกิน 1-2 เดือน ในเบื้องต้นควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและหาทางรักษาเท่าที่จะทำได้ เช่น การแก้ภาวะขาดธาตุเหล็ก การทำให้ต่อมไทรอยด์อยู่ในภาวะปกติ และควรดูแลหนังศีรษะหากมีปัญหาผิวหนังอักเสบ เป็นต้น

นอกจากนี้ อายุรแพทย์ยังอาจให้ใช้ยาสเตียรอยด์ หรืออาจใช้ยากระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม เช่น ไมน็อกซิดิล แต่หากปัญหามีความซับซ้อนและยังแก้ไม่หาย ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคผิวหนัง

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/features-43628268

กว่าครึ่งหนึ่งของร่างกายคนเราไม่ใช่มนุษย์

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ในร่างกายคนเราประกอบไปด้วยเซลล์มนุษย์เพียง 43% ส่วนที่เหลือเป็น จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

จุลินทรีย์ทั้งหมดที่อยู่ในร่างกายของเราเรียกว่า ชีวนิเวศจุลชีพ หรือ ไมโครไบโอม (Microbiome) การศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วเหล่านี้ กำลังเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจที่เรามีอยู่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ตั้งแต่โรคภูมิแพ้ไปจนถึงโรคพาร์กินสัน

ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังทำให้เกิดคำถามว่าแท้จริงแล้ว “มนุษย์” คืออะไร อีกทั้งยังนำไปสู่นวัตกรรมการรักษาโรคแบบใหม่ ๆ ด้วย

ศ.รูธ ลีย์ ผู้อำนวยการแผนกวิทยาศาสตร์ชีวนิเวศจุลชีพแห่งสถาบันแมกซ์ แพลงค์ บอกว่า จุลินทรีย์เหล่านี้สำคัญต่อสุขภาพคุณ “ร่างกายของคุณไม่ได้มีแค่คุณเท่านั้น”

ไม่ว่าคุณจะชำระล้างทำความสะอาดเพียงใด แทบทุกซอกทุกมุมของคุณถูกปกคลุมไปด้วยจุลินทรีย์ ซึ่งมีทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา โดยแหล่งที่มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่มากที่สุดในร่างกายเราก็คือลำไส้

กว่าครึ่งหนึ่งของร่างกายคนเราไม่ใช่มนุษย์

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1933470993384377

ศ.ร็อบ ไนท์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานดิเอโก บอกบีบีซีว่า “คุณเป็นจุลินทรีย์มากกว่าเป็นมนุษย์”

ก่อนหน้านี้มีความเชื่อว่า ร่างกายของเราประกอบไปด้วยเซลล์มนุษย์มากกว่าจุลินทรีย์ในสัดส่วน 10 ต่อ 1

แต่ตอนนี้ ศ.ไนท์ ระบุว่า มีการปรับสัดส่วนดังกล่าวมาอยู่ที่ 1 ต่อ 1 ซึ่งการศึกษาในปัจจุบันประเมินว่า มีเพียง 43% ของเซลล์ในร่างกายเราที่เป็นเซลล์มนุษย์ ส่วนที่เหลือเป็นไมโครไบโอม

แต่หากเปรียบเทียบในแง่ของยีนแล้ว ร่างกายเรายิ่งมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่ามาก โดยมนุษย์มียีนทั้งหมดประมาณ 20,000 ยีน ขณะที่ยีนทั้งหมดของจุลินทรีย์ในร่างกายเรามีอยู่ระหว่าง 2 ล้าน-20 ล้านยีน

ศ.ซาร์คิส แมซมาเนียน นักจุลชีววิทยาจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ ในความเห็นของผมคือส่วนผสมกันระหว่างดีเอ็นเอของเราบวกกับดีเอ็นเอของจุลินทรีย์ในลำไส้ของเรา″

ข้อมูลจากเว็บไซต์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การศึกษาไมโครไบโอม ซึ่งเป็นยีนทั้งหมดของจุลินทรีย์ ร่วมกับการศึกษาจีโนม ซึ่งเป็นยีนทั้งหมดของมนุษย์ อาจมีประโยชน์ต่อการดูแลรักษาสุขภาพของเรา ทั้งในแง่ของการคาดการณ์โรคที่อาจเกิดขึ้น การเลือกวิธี หรือเลือกใช้ยาเพื่อการรักษาที่จำเพาะเจาะจงต่อตัวบุคคลในอนาคต

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/features-43849650

งานศิลป์จากเครื่องพิมพ์ดีด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ งานศิลป์จากเครื่องพิมพ์ดีด

ฃชายชาวอินเดียสร้างสรรค์ผลงานศิลปะโดยใช้อุปกรณ์ที่คนยุคปัจจุบันแทบไม่ได้เห็นกันแล้วอย่าง “เครื่องพิมพ์ดีด”

จันทรกันตา ไบนด์ มีพรสวรรค์และความรักในศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เขาใฝ่ฝันจะได้เข้าโรงเรียนสอนศิลปะชั้นนำในนครมุมไบ แต่ความฝันดังกล่าวก็ไม่เคยกลายเป็นจริง เพราะพ่อคอยพร่ำบอกว่าเขาจะได้ทำงานดี ๆ หากเลือกเรียนชวเลขและพิมพ์ดีดแทน

จันทรกันตา เล่าว่าเขาทำตามคำที่พ่อบอก และในที่สุดก็ได้ทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดของธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ในส่วนลึกความรักในศิลปะของเขาไม่เคยจะจางหายไปเลย ซึ่งในช่วงที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารนี้เอง เขาได้ค้นพบวิธีสร้างสรรค์ผลงานศิลปะโดยใช้เครื่องพิมพ์ดีด

“วันหนึ่งเจ้านายขอให้ผมทำบัญชีเบอร์ภายในองค์กรขึ้น ผมเลยพิมพ์ออกมาเป็นรูปโทรศัพท์ และทุกคนก็ชอบมัน…ตอนนั้นผมรู้เลยว่าผมใช้เครื่องพิมพ์ดีดสร้างงานศิลปะได้” จันทรกันตา เล่า

ปัจจุบันจันทรกันตาสร้างงานศิลป์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดมาแล้วถึง 120 ภาพ และก็ได้รับรางวัลมากมาย เขาบอกว่าเครื่องพิมพ์ดีดไม่เพียงจะทำให้เขามีรายได้เลี้ยงปากท้อง แต่ก็ยังทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศด้วย

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/features-45155363

ไขมันทรานส์ คืออะไร ? ทำความเข้าใจ ก่อนไทยห้ามจำหน่าย

เบเกอรี่เป็นหนึ่งในอาหารประเภทที่พบไขมันทรานส์ได้บ่อย ในประเทศไทย

ภายใน 6 เดือนข้างหน้า กรดไขมันทรานส์ หรือที่รู้จักในชื่อ ทรานส์แฟท (Trans Fat) จะถูกห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายในประเทศไทย

ประกาศห้ามไขมันทรานส์ ของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน นั้นเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ไขมันทรานส์ คืออะไร

กรดไขมันทรานส์ มักพบได้ในอาหารและขนม เช่น เบเกอรี่ หรือ โดนัท ที่ใช้เนยขาว เนยเทียม ครีมเทียม หรือมาการีน เป็นส่วนผสม และเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเพิ่มระดับไขมันเลว (LDL) และลดไขมันดี (HDL) ในเส้นเลือด ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานอีกด้วย

กรดไขมันทรานส์ ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา โดยการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชสามารถคงสภาพแข็งตัวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลว และมีอายุเก็บไว้ได้นานกว่าเดิม

ถึงแม้มันจะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารลดต้นทุนในการผลิต และเคยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไขมันธรรมชาติ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่ามันเป็นภัยต่อสุขภาพ

ของทอด ไขมันทรานส์Image copyrightWASAWAT LUKHARAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันจากสัตว์ เป็นแหล่งไขมันอิ่มตัว ซึ่งเหมาะกับการทำอาหารประเทศทอด และไม่ควรบริโภคมากเกินไป

แผนกำจัดไขมันทรานส์ให้หมดไปของ WHO

เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก ประกาศแผนเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกห้ามการใช้ไขมันทรานส์ ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงต่ออัตราการเสียชีวิตก่อนวัยแล้วหลายล้านราย

ผลเสียจากไขมันทรานส์ มีให้เห็นในหลายประเทศ เช่น ในอินเดีย และปากีสถาน ที่ร้านอาหารนิยมใช้ น้ำมันเนยใส (vanaspati) ซึ่งทำจากน้ำมันปาล์ม และน่าจะมีส่วนที่ทำให้อัตราผู้ป่วยโรคหัวใจในหมู่ประชากรเอเชียใต้นั้นสูงผิดปกติ

ในประเทศปากีสถาน ตามผลการศึกษาในวารสาร Nutrition พบว่า ผู้ชายในปากีสถานมีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายมากกว่า ชาวอังกฤษและเวลส์ถึง 62 % นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้ระบุว่าการนำน้ำมันที่ใช้แล้วมาอุ่นใช้ซ้ำ ยังจะเพิ่มอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย

องค์การอนามัยโลกเชื่อว่า หากสามารถกำจัดไขมันทรานส์ให้หมดไปจากอุตสาหกรรมอาหารโลกภายในปี 2023 ความพยายามนี้อาจช่วยรักษาชีวิตของประชากรโลกได้กว่า 10 ล้านคน

ประเทศใดแบนไขมันทรานส์แล้วบ้าง

เดนมาร์ก เป็นประเทศบุกเบิกในการห้ามใช้ไขมันทรานส์อย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ทำให้มีอีกหลายชาติเดินรอยตาม

“ปัจจุบันเรามี 7 ประเทศในยุโรปที่แบนไขมันทรานส์โดยกฎหมาย และมันล้วนเริ่มต้นจากเดนมาร์ก” ดร. เจา บรีดา หัวหน้าหน่วย ป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อขององค์การอนามัยโลกประจำศูนย์ยุโรป กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือเอฟดีเอ (FDA) ได้ห้ามใช้ไขมันทรานส์ โดยให้เวลาผู้ประกอบการ 3 ปีในการเลิกใช้ทั้งหมด ซึ่งเพิ่งครบกำหนดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2006 เอฟดีเอได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารในสหรัฐฯ ต้องติดฉลากระบุปริมาณไขมันทรานส์ ซึ่งเอฟดีเอระบุว่าช่วยให้ชาวอเมริกันลดการบริโภคไขมันทรานส์ไปได้กว่า 3 ใน 4

เมื่อปี 2012 สิงคโปร์ ได้ออกกฎหมายจำกัดปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารให้ไม่เกิน 2 กรัม ต่อประมาณไขมัน 100 กรัม และต้องระบุปริมาณไขมันทรานส์บนห่อบรรจุภัณฑ์ของอาหารประเภทไขมัน

อาหารทอดImage copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

เหตุใดไทยทำได้รวดเร็ว?

การประกาศของกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้ อาจดูเหมือนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความจริงแล้วมีการเริ่มศึกษาแนวทางในการเลิกใช้ไขมันทรานส์มาตั้งแต่ปี 2007 หรือกว่า 10 ปีมาแล้ว ตามคำกล่าวของ รศ.ดร. วันทนีย์ เกรียงสินยศ

รศ.ดร. วันทนีย์ ประธานหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล กล่าวว่าก่อนการประกาศกฎกระทรวงครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายรายก่อนแล้ว และ “ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีกับประชาชน” แต่เตือนว่าไขมันทรานส์ไม่ใช่ไขมันเพียงชนิดเดียวในอาหาร

“มันยังมีไขมันอิ่มตัว ที่มาจากพวกของทอด หรือพวกกรดไขมันอิ่มตัวอยู่ ซึ่งอาจจะเทียบได้ว่าดีกว่าไขมันทรานส์ ตรงที่ไม่ได้ไปลดไขมันที่ดีในเส้นเลือด แต่ก็จะเพิ่มทั้งไขมันที่ดีและไม่ดี ซึ่งการกินมากเกินไป ก็จะทำเกิดความเสี่ยงเหมือนกัน”

ไม่มีไขมันทรานส์ ไม่ได้แปลว่าไขมันต่ำ

นั่นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่คณะทำงานขององค์การอาหารและยา กำลังพิจารณาเกี่ยวกับการติดฉลาก “ปราศจากไขมันทรานส์” หรือ “Trans fat free” ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ไม่เข้าใจเชื่อได้ว่าเป็นอาหารไขมันต่ำ

หนึ่งในแนวทางที่อาจจะเกิดขึ้น คือ การกำหนดเกณฑ์ปริมาณไขมันอิ่มตัวสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการติดฉลากนี้ เช่นเดียวกับในหลายประเทศ

นอกจากนี้ ไขมันทรานส์ ยังสามารถพบได้ในธรรมชาติ จากเนื้อสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง แต่มักในอยู่สัดส่วนที่น้อยกว่า ไขมันทรานส์จากการเติมไฮโดรเจนหลายเท่า

“กฎหมายบ้านเรา อาจจะไม่ได้ให้เขียนว่าไขมันทรานส์เป็น ศูนย์ เพราะถ้าเขียนเช่นนั้น โดยที่ประชาชนยังมีความเข้าใจไม่ครอบคลุม อาจทำให้บริโภคเยอะได้” รศ.ดร. วันทนีย์ กล่าว

“เราควรกินแต่น้อย แต่ไม่ถึงขั้นไม่ให้กินเลย”

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/thailand-44858947

เหตุใดหลายพื้นที่ของโลกจึงร้อนผิดปกติขณะนี้

JAPAN-WEATHER

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1908845192513624

หลายประเทศกำลังเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น กลุ่มสแกนดิเนเวีย สหราชอาณาจักร และกรีซที่กำลังประสบปัญหาไฟป่ารุนแรงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่บางประเทศในตะวันออกกลางกลับมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ

บีบีซีเรียลิตีเช็ค พาไปดูว่าประเทศใดมีอุณหภูมิสูงและต่ำกว่าปกติในช่วงเดือน ก.ค.ปีนี้ โดยเปรียบเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงเดียวกันของปี 1981-2010 ซึ่งสีฟ้าในแผนภาพบ่งชี้อุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ส่วนสีแดงบ่งชี้ถึงอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ

แผนภาพ

อุณหภูมิในเดือน ก.ค.นี้ พุ่งสูงกว่าปกติในหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐฯ, ภาคตะวันออกของแคนาดา, นอร์เวย์, แอลจีเรีย, พื้นที่ฝั่งตะวันออกของไซบีเรีย และบริเวณรอบทะเลแคสเปียน ที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปยุโรป

ขณะที่ประเทศโอมาน แม้คืนที่มีอุณหภูมิต่ำที่สุดของฤดูร้อนปีนี้ แต่ยังสูงถึง 42.6 องศาเซลเซียส

ส่วนสเปน, โปรตุเกส, พื้นที่ตอนเหนือของเขตไซบีเรียในรัสเซีย และบริเวณตอนใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ก็มีอากาศเย็นกว่าปกติในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยของช่วงเดียวกันในปีก่อน ๆ

สวีเดนกำลังเผชิญปัญหาไฟป่าที่ลุกลามขึ้นไปทางเหนือ ไกลถึงแถบวงกลมอาร์กติก หรือ Arctic Circle ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่เหนือสุดของโลก ส่วนสถานการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในกรีซก็คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 80 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก

แผนภาพ

ข้อมูลจาก Copernicus Climate Change Service ซึ่งเป็นบริการเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของสหภาพยุโรป บ่งชี้ว่าเดือน ก.ค.ที่มีอากาศร้อนที่สุดในยุโรปคือเมื่อปี 2010 ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส ส่วนเดือน ก.ค.ปีนี้มีอากาศร้อนกว่าปกติแต่ไม่ร้อนเท่าเมื่อปี 2010

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นเดือนที่อุณหภูมิทั่วโลกสูงที่สุดเป็นอันดับ 5 เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในเดือน มิ.ย.ปีอื่น ๆ นับแต่ปี 1880 โดยเดือน มิ.ย.ที่ร้อนที่สุดคือเมื่อปี 2016 ซึ่งตอนนั้นอุณหภูมิทั่วโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ย 0.91 องศาเซลเซียส

ส่วนในสหราชอาณาจักร เดือน มิ.ย.ปีนี้ ถือเป็นเดือน มิ.ย.ที่ร้อนมากเป็นอันดับ 3 นับแต่ปี 1910 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดทั่วประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติราว 2-3 องศาเซลเซียส

visitors to Greenwich Park walk and play on the dry brown grassImage copyrightAFP
คำบรรยายภาพอากาศร้อนจัดทำให้สนามหญ้าที่เคยเขียวขจีบริเวณสวนสาธารณะกรีนิชทางตะวันออกของกรุงลอนดอนแห้งแล้งเป็นสีน้ำตาล

อุณหภูมิสูงเช่นนี้เกิดจากอะไร?

เดวิด ชุกแมน บรรณาธิการข่าววิทยาศาสตร์ของบีบีซี บอกว่า ปรากฏการณ์อากาศร้อนผิดปกติเช่นนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยเดียว

“สิ่งที่น่าสนใจก็คือตอนนี้เกิดคลื่นความร้อนขึ้นพร้อม ๆ กันหลายจุด”

ตัวอย่าง เช่น ญี่ปุ่นประกาศภาวะภัยพิบัติทางธรรมชาติจากปรากฏการณ์คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งคร่าชีวิตคนญี่ปุ่นไปแล้ว 65 ราย

ชุกแมน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนในสหราชอาณาจักรก็คือ กระแสลมกรด (jet stream) ซึ่งในปีนี้เคลื่อนตัวเป็นวงใหญ่และสหราชอาณาจักรก็อยู่ทางใต้ของกระแสลมกรดนี้ ประกอบกับอุณหภูมิของทะเลใกล้เคียงกับคลื่นความร้อนครั้งก่อน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งชั้นบรรยากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้น ปัจจับยเหล่านี้ล้วนเพิ่มโอกาสให้เกิดคลื่นความร้อน

“บรรดานักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศไม่ได้บอกว่าจะเกิดคลื่นความร้อนขึ้นทุกปี แต่ชี้ว่าโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะอากาศร้อนรุนแรงกำลังเพิ่มขึ้นทุกขณะ”

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/features-44956615

หยุดทดลองใช้ไวอากราช่วยทารกในครรภ์เติบโต หลังตายแต่แรกเกิด 11 ราย

A father cradles the tiny feet of his five-day-old baby girl

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1909661319098678

การทดลองใช้ยาไวอากราเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ต้องยุติลงอย่างกะทันหัน หลังมีทารกในกลุ่มทดลองเสียชีวิตแต่แรกเกิดมากถึง 11 ราย

การทดลองทางการแพทย์ดังกล่าวมีขึ้นที่โรงพยาบาลทั้งหมด 11 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัมด้วย โดยเดิมมีแผนจะทำการทดลองในระยะยาวไปจนถึงปี 2020 แต่ต้องมายุติลงเสียก่อนหลังพบว่ายาไวอากราอาจเป็นสาเหตุทำลายปอดของทารกจนเสียหายและถึงแก่ชีวิตได้

ก่อนหน้านี้มีการทดลองใช้ยาซิลเดนาฟิล (Sildenafil ) หรือที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อการค้าว่า “ไวอากรา″ ซึ่งเป็นยาเสริมสมรรถนะทางเพศ มาช่วยกระตุ้นการเติบโตของทารกในครรภ์ที่มีปัญหาเรื่องการเจริญของรกผิดปกติ เนื่องจากไวอากราจะทำให้การสูบฉีดไหลเวียนของกระแสเลือดในร่างกายดีขึ้น

ทารกในครรภ์ที่มีการเจริญของรกไม่สมบูรณ์เต็มที่ จะพลอยทำให้ร่างกายของทารกไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งถือเป็นความผิดปกติร้ายแรงที่ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษา ทำให้คลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ และมีโอกาสรอดชีวิตน้อย

ViagraImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพยาซิลเดนาฟิล (Sildenafil ) รู้จักกันแพร่หลายในชื่อการค้าว่าไวอากรา

อย่างไรก็ตาม เคยมีการทดลองใช้ยาไวอากราแก้ไขภาวะนี้มาแล้วในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ตั้งแต่ปี 2010 แต่การทดลองครั้งก่อน ๆ สรุปผลว่า ยาไวอากราไม่มีประโยชน์ต่อการเติบโตของทารกในครรภ์แต่อย่างใด ทำให้แพทย์ต้องมองหายาที่ช่วยยืดระยะเวลาการตั้งครรภ์ และกระตุ้นการเจริญเติบโตของเด็กที่มีภาวะผิดปกติดังกล่าวกันต่อไป

ในการทดลองครั้งนี้มีหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ 93 คนได้รับยาไวอากรา ในขณะที่หญิงมีครรภ์อีก 90 คนได้รับยาหลอก ซึ่งในเวลาต่อมาพบว่าทารก 20 คนที่เกิดจากหญิงกลุ่มดังกล่าวมีปัญหาเรื่องปอดแต่แรกเกิด โดยนับเป็นทารกที่แม่ได้รับยาไวอากราถึง 17 ราย แต่ในจำนวนนี้เสียชีวิตไป 11 ราย ในเวลาต่อมา

ศ. ซาร์กโค อัลฟิเรวิก ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลของสหราชอาณาจักรระบุว่า ไม่เคยพบเหตุทารกเสียชีวิตในการทดลองใช้ยาไวอากราครั้งก่อน ๆ และจะต้องมีการสอบสวนเรื่องดังกล่าวโดยละเอียดต่อไป เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของความผิดพลาดในการทดลองครั้งนี้ให้ได้

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/international-44956610

มทร.ธัญบุรี เครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุม ด้วยระบบไร้สายต้นแบบ

มทร.ธัญบุรี เครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุม ด้วยระบบไร้สายต้นแบบ

เพื่อออกแบบสร้างวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์ควบคุมระบบไร้สาย สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบสื่อโฆษณาหรือข้อความเสียงต้อนรับต่าง ๆ ซึ่งระบบไร้สายสะดวกในการติดตั้งใช้งาน และลดการใช้ทรัพยากร เป็นผลงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประกอบด้วย

– นายปริญญา ปุณณะรัตน์

– นายนพคุณ สามเรืองศรี

โดยมี ดร.วิเชียร อูปแก้ว เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ออกแบบและสร้างเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ (TEXT TO SPEECH MACHINE CONTROLLING VIA WIRELESS SYSTEM) ขึ้นมา

เจ้าของผลงาน เล่าว่า หลักสำคัญของเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ  ประกอบด้วยสองส่วน ได้แก่ ส่วนของภาคส่ง-รับข้อมูลอักษรทางแป้นพิมพ์ เพื่อส่งไปยังภาครับผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สาย และส่วนของภาครับ ทำหน้าที่รับข้อมูลจากภาคส่งแล้วแปลงเป็นเสียงออกทางลำโพง ในหลักการออกแบบวงจร แบ่งเป็น 6 ส่วน คือ

1. ส่วนโปรแกรม Arduino

2. ส่วนไมโครคอนโทรลเลอร์ เป็นส่วนที่สำคัญ เพราะเป็นส่วนที่ใช้ติดต่อกับส่วนต่าง ๆ เป็นส่วนที่ควบคุมข้อมูลที่ส่งมาจากคีย์บอร์ด เพื่อนำไปแสดงผลการรับค่าที่ จอ LCD และควบคุมการรับค่าไปจนกว่าจะมีการสั่งให้ส่งข้อมูลออกไปยัง โมดูล WI-FI ให้ส่งต่อไปยังภาครับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ

– ส่วนฮาร์ดแวร์ไมโครคอนโทรลเลอร์

– ส่วนซอฟแวร์ไมโครคอนโทรลเลอร์

3. ส่วนแสดงผล

4. ส่วน wireless

5. ส่วนโมดูลแปลอักษรเป็นเสียงพูด เป็นอีกส่วนสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่เปลี่ยนข้อมูลที่ได้เป็นเสียงพูด ในการออกแบบเลือกใช้ Emic 2 parallax ที่มีการเชื่อมต่อ 6 พอร์ตใช้งาน

6. ส่วนสุดท้ายคือส่วนภาคขยายสัญญาณ การขยายจากลำโพงภายนอก เนื่องจากบอร์ดมี output เป็นการส่งสัญญาณออก แบบสเตอริโอ 3.5 mm. ที่ใช้ได้กับลำโพงทั่วไปในปัจจุบัน

มทร.ธัญบุรี เครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุม ด้วยระบบไร้สายต้นแบบ

สำหรับขั้นตอนการสร้างบอร์ดการส่ง-รับข้อมูลตัวอักษร ในการทำงานของบอร์ดเป็นการทำงานแบบบอร์ดถึงบอร์ด ผ่านระบบไร้สายส่งข้อมูลผ่าน Protocol เป็น ASCII Code ออกไปยังบอร์ดรับข้อมูล ประกอบด้วย

1. การทำงานภาคส่ง การส่งข้อมูลจากบอร์ดถึงบอร์ดผ่านระบบไร้สาย โดยที่บอร์ดสำหรับส่งจะมีหน้าจอ LCD เป็นตัวแสดงผลที่พิมพ์ ก่อนจะส่งไปยัง wireless เพื่อที่จะส่งสัญญาณไปยังบอร์ดภาครับ

2. การทำงานภาครับ การรับค่าข้อมูลมาจาก WI-FI ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ ประมวลผลส่งสัญญาณไปแสดงผลยังจอโน้ตบุ๊ก เพื่อเป็นการทดลองการรับส่งค่าข้อมูลก่อนที่จะใช้โมดูลเสียงเพิ่มเติมเข้าไป และเป็นการทดสอบระยะการส่งข้อมูล

3. การทำงานของบอร์ด การรับค่าข้อมูลจากคีย์บอร์ดโดยตรงเข้าที่ IC แล้วให้แสดงผลที่หน้าจอ เมื่อกด Enter ข้อมูลก็จะผ่านระบบไร้สาย ไปยังบอร์ดภาครับ และให้ไมโครคอนโทรลเลอร์ประมวลผลส่งไปให้โมดูล Emic 2 แปลงเป็นเสียงส่งออกลำโพง เป็นเสียงให้ได้ยิน เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ป้อน กับผลที่ได้ ออกมาข้อมูลตรงกันหรือไม่

หลักการทำงานโดยรวมของเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ คือ เมื่อผู้ใช้ป้อนข้อมูลตัวอักษรผ่านทางแป้นพิมพ์ ระบบจะประมวลผล และส่งข้อมูลไปยังภาครับผ่านทางโมดูลเชื่อมต่อไร้สายความถี่  2.4 GHz ภาครับมีไมโครคอนโทรลเลอร์ประมวลผลสัญญาณไฟฟ้าให้โมดูล Emic2 สร้างความถี่เสียงส่งออกทางลำโพง ในการรับ-ส่งสัญญาณทำได้มีประสิทธิภาพ ส่งถูกต้อง ในระยะทางที่กำหนดโดยที่มีสิ่งกีดขวางต่าง ๆ และได้ไกลกว่าที่กำหนดเมื่อส่งในที่ไม่มีสิ่งใด ๆ กีดขวาง สามารถส่งสัญญาณไปได้ 40-50 เมตร

สำหรับต้นทุนในการผลิตเครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุมด้วยระบบไร้สายต้นแบบ ราคาอยู่ที่ 3,000 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร.วิเชียร อูปแก้ว โทร.091-4062224

มทร.ธัญบุรี เครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุม ด้วยระบบไร้สายต้นแบบ
มทร.ธัญบุรี เครื่องแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดควบคุม ด้วยระบบไร้สายต้นแบบ
ที่มาhttps://education.kapook.com/view116638.html

คุณลุงนักวิทย์ฯ อวดแบตเตอรี่ประดิษฐ์ รุ่นจิ๋วแต่เจ๋งเว่อร์ เพราะใช้ได้นานถึง 12 ปี

 

แบตเตอรีประดิษฐ์

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1898226033575540

คุณลุงนักวิทย์ฯ ชาวยูเครน โชว์ผลงานการประดิษฐ์แบตเตอรี่รุ่นพิเศษชวนฮือฮา อ้างคุณสมบัติใช้ได้นานถึง 12 ปี แต่ขนาดเล็กแค่กล่องไม้ขีดไฟ 

เป็นที่ทราบกันดีว่าแบตเตอรี่ต่าง ๆ ที่เราคุ้นเคยและใช้กันเป็นประจำอยู่ทุกวันนั้น ย่อมมีอายุการใช้งานของมัน ซึ่งจะยาวหรือสั้นนั้น ก็ขึ้นอยู่กับประเภทและการใช้งานตามแต่ละรูปแบบ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าจะมีแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานมากเป็นสิบ ๆ ปี ชนิดที่ว่าสามารถใช้งานได้นานจนลืมว่าจะต้องชาร์จไฟไปเลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2559 เว็บไซต์ Oddity Central  ได้เผยเรื่องราวนวัตกรรมสุดเจ๋งของคุณลุงนักวิทยาศาสตร์ชาวยูเครน นามว่า วลาดิสลาฟ คิเซเลฟ (Vladislav Kiselev) โดยเขาได้คิดค้นประดิษฐ์แบตเตอรี่ชนิดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถให้พลังงานกับอุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ โทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งแบตเตอรี่รถยนต์ ได้นานถึง 12 ปี โดยไม่ต้องชาร์จไฟซ้ำ

แบตเตอรีประดิษฐ์

วลาดิสลาฟ นักวิจัยอาวุโสของสถาบันเคมีอินทรีย์เชิงชีวภาพและปิโตรเคมี ในเมืองเคียฟ และศาตราจารย์ประจำสถาบันศึกษาวิทยาศาสตร์แห่งชาติยูเครน ได้เปิดตัวสิ่งประดิษฐ์ต้นแบบชิ้นนี้ ในการแข่งขันโครงการวิจัยระดับนานาชาติ (Sikorsky Challenge 2016) โดยจะเห็นว่า มันมีขนาดเล็กเพียงเท่ากล่องไม้ขีด แม้ลักษณะภายนอกนั้นดูแล้วไม่น่าชื่นชมสักเท่าไรนัก เนื่องจากดูเหมือนเป็นการต่อวงจรไฟฟ้าแบบหละหลวมทั่ว ๆ ไป แต่วลาดิสลาฟ เผยว่า แบตเตอรี่ประดิษฐ์ชิ้นนี้สามารถจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องนานถึง 1 ปี 4 เดือน และจะทำเช่นนี้ได้เรื่อย ๆ ไปอีก 11 ปี รวมทั้งสิ้นกว่า 12 ปี โดยไม่ต้องมีการชาร์จไฟซ้ำ นั่นก็เป็นเพราะแบตเตอรี่ของเขาไม่ได้ใช้วิธีกักเก็บพลังงานแบบแบตฯ ทั่ว ๆ ไป แต่ใช้วิธีผลิตพลังงานแทน

แม้ในความเป็นจริงแล้วผู้ผลิตและนักวิจัยแบตเตอรี่ทั่วโลก พยายามแข่งขันศึกษาและพัฒนาแบตเตอรี่อย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถสร้างแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานได้ถึง 12 ปีเช่นนี้ได้ แต่วลาดิสลาฟ ได้อ้างว่า เขาใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติหลักของทริเทียม (tritium) ที่สามารถปล่อยอิเล็กตรอน เช่นเดียวกับบริษัท City Labs ในสหรัฐอเมริกา แต่ต่างกันตรงที่บริษัทนั้นใช้ ทริเทียมร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ แต่วลาดิสลาฟ ใช้วิธีเพิ่มเซลล์ไฟฟ้าเคมี ทำให้แบตเตอรี่มีพลังงานมากกว่า 1,000 เท่า ซึ่งแบตฯ ของบริษัทนั้นถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ ส่วนแบตฯ ประดิษฐ์ของวลาดิสลาฟนี้ สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้กระทั่งรถยนต์ก็ได้

นอกจากนี้ วลาดิสลาฟ ยังได้ระบุว่า เซลล์ไฟฟ้าเคมีที่เขาใช้ในแบตเตอรี่นั้น เคยถูกใช้ในยูเครนมาตั้งแต่ปี 2473 แต่ไม่มีใครนำมาใช้สำหรับการผลิตพลังงาน แต่ตัวเขาและทีมงานสามารถนำมาปรับปรุงใช้ได้ อีกทั้งได้เน้นย้ำว่า สารกัมมันตรังสีบางชนิดไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งทริเทียมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากมันจะถูกนำไปใช้เป็นแหล่งสารเรืองแสง อย่างเช่นในนาฟิกาข้อมือ เป็นต้น

               ทั้งนี้หลังจากเปิดตัวต้นแบบแบตเตอรี่ประดิษฐ์ที่งานดังกล่าว วลาดิสลาฟ เผยว่า มีนักธุรกิจจากตุรกีและจีน ให้ความสนใจมาติดต่อขอเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ของเขาที่สามารถใช้งานกับโทรศัพท์มือถือ

ที่มาhttps://hilight.kapook.com/view/146172

พวงมาลัยแสงเลเซอร์ในรถขับเคลื่อนอิสระ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1885423674855776

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดูและมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในสหรัฐอเมริกา เผยถึงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ด้านยานยนต์ นั่นคือพวกมาลัยแสงเลเซอร์ที่มีความรวดเร็วฉับไว ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีการตรวจจับด้วยแสงเลเซอร์แบบใหม่นี้ จะมีประสิทธิภาพและราคาไม่แพงกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังใช้งานได้อย่างหลากหลายสำหรับยานพาหนะที่ขับเคลื่อนอย่างอิสระ
การทำงานของพวงมาลัยแบบเลเซอร์สุดล้ำจะสามารถสั่งงานได้รวดเร็วกว่าเทคโนโลยีการต่อเสาอากาศแบบหลายตัวเรียงกัน ด้วยการปฏิสัมพันธ์อย่างเบาๆ ระหว่างพัลส์สั้น (pulse)คือคลื่นที่ปล่อยออกมาอย่างสั้นๆของแสงเลเซอร์ กับเมตาเซอร์เฟซ (metasurfaces) วัสดุแผ่นเทียมที่มีส่วนประกอบของซิลิคอนมีโครงสร้างความกว้างของคลื่นตามแนวนอน ทีมวิจัยเผยว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยสแกนมุมมองขนาดใหญ่ในช่วงนาโนวินาทีได้อาจนำมาใช้ในพื้นที่ที่หลากหลายรวมถึงการนำเที่ยวบิน, การใช้งานเรดาร์, ถ่ายภาพ, การสแกน หรือนำไปใช้กับหุ่นยนต์ ใช้กับงานด้านโบราณคดี การทำแผนที่ และฟิสิกส์บรรยากาศ (atmospheric physics) โดยจะเพิ่มความละเอียดได้ดีขึ้น

นักวิจัยอธิบายว่าเทคโนโลยีดังกล่าว มีความซับซ้อนน้อยกว่าและใช้พลังงานน้อยกว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งพวงมาลัยแบบเลเซอร์เป็นเทคโนโลยีที่รองรับชิป (chip) คือวงจรรวมที่เก็บข้อมูลหรือหน่วยความจำ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งพลังงานอื่นเพิ่ม คาดว่าการค้นพบนี้อาจเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนอิสระที่กำลังเติบโตก็เป็นได้.

ที่มา: https://www.thairath.co.th/content/1259544

นักวิทยาศาสตร์อเมริกันสร้างหุ่นยนต์เลียนแบบ “เถาวัลย์” ใช้ประโยชน์หลายด้าน

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1888492937882183

นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ของสหรัฐฯ ศึกษาการเจริญเติบโตของเถาวัลย์ และพบประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นหากสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่ต่อความยาวเหมือนกับการเลื้อยของเถาวัลย์

1531665605266

Allison Okamura นักประดิษฐ์หุ่นยนต์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และทีมงาน ร่วมกันสร้างเครื่องมือที่ต่อยอดความยาวจากปลายท่อเลียนแบบการเติบโตของต้นเถาวัลย์

หุ่นยนต์ดังกล่าวถูกสร้างด้วยวัสดุที่อ่อนนุ่มที่สามารถแทรกตัวในที่แคบ ขณะที่ขยายความยาวทั้งแนวราบและแนวตั้งเหมือนพืชบางชนิด

โครงการหุ่นยนต์ของเธอได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิส่งเสริมงานด้านวิทยาศาสตร์แห่งชาติ National Science Foundation

เธอกล่าวว่าเทคโนโลยีนี้อาจใช้สำหรับการนำเครื่องมือแพทย์แทรกตัวเข้าทำการไปผ่าตัดในร่างกายของมนุษย์ โดยแทบไม่มีแผลเปิดกว้าง

หุ่นยนต์เถาวัลย์ของคณะทำงานนี้มีกล้องติดอยู่ที่ปลายสุด เพื่อนำภาพไปประมวลผลด้วยระบบภายในของหุ่นยนต์เอง และสามารถวิเคราะห์ทิศทางการต่อยอดความยาวได้เองตามสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า

Allison Okamura คิดต่อไปด้วยว่า “หุ่นยนต์เถาวัลย์” น่าจะมีประโยชน์ในการช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ที่ติดอยู่ในตึก ด้วยการขยายความสูงของมันเหมือนพืชที่หาทางซิกแซ็กให้เข้าถึงผู้ที่ติดอยู่ในอาคารได้ และอาจสร้างที่ยึดเกาะให้กับเหยื่อเพลิงไหม้ สำหรับการไต่ลงด้วยระบบอัตโนมัติด้วย

ที่มาhttp://campus.sanook.com/1389705/