คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-23 อนุชา อินทร์ประเทือง นพพล และนุช นราธิป พุฒิเสถียร ศิวกร คุณากันต์

นักวิจัยไทยไปสำรวจขั้วโลกเหนือ พบน้ำทะเลขั้วโลกอุ่นขึ้นเฉลี่ย 5 องศา หมีขาวกินมอสแทนแมวน้ำ

รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับผู้ร่วมวิจัยจากประเทศไทยท่านอื่นๆ อีก 13 ชีวิต ได้เดินทางไปสำรวจขั้วโลกเหนือ ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่าอุณหภูมิที่ขั้วโลกโดยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่า 5 องศาเซลเซียส และพบเห็นกลุ่มหมีขาวกำลังกินมอสและพืชเป็นอาหาร

การสำรวจขั้วโลกเหนือของนักวิจัยไทยในปี 2561

การเดินทางไปสำรวจขั้วโลกเหนือของอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลและคณะนักวิจัยในครั้งนี้ เริ่มสำรวจกันตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมาไปจนถึงวันที่ 12 สิงหาคมนี้ เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนและขยะพลาสติกขนาดเล็กที่มีต่อสัตว์ทะเลหน้าดินที่ขั้วโลกเหนือ โดยคณะสำรวจจะเก็บข้อมูลสภาพน้ำ สัตว์ ตะกอนน้ำ เพื่อมาทำการศึกษาวิเคราะห์ เป็นข้อมูลเปรียบเทียบสภาพของขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ ว่ามีความเปลี่ยนแปลงเช่นไร ภายใต้ความร่วมของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วย สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อุณหภูมิขั้วโลกสูงขึ้น หมีขาวเริ่มกินพืชแทนสัตว์ทะเล

จากปฏิบัติการดำน้ำสำรวจของคณะนักวิจัยพบว่า อุณหภูมิที่ขั้วโลกโดยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าอุณหภูมิปกติ มากกว่า 5 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้น อาจเป็นผลให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดี และพบแมงกะพรุน และหวีวุ้น (สัตว์จำพวกแมงกะพรุน) จำนวนมากขึ้นกว่าในอดีต

ปฏิบัติการดำน้ำสำรวจของคณะนักวิจัย

แมงกะพรุนขนาดเล็ก

สิ่งมีชีวิตในบริเวณขั้วโลกเหนือจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร เนื่องจากไม่สามารถหาอาหารได้อย่างเพียงพอ โดยคณะนักวิจัยพบเห็นแม่หมีขาวพร้อมกับลูกๆ กำลังกินมอสและพืชชนิดอื่นเป็นอาหาร จากปกติที่หมีขาวจะเป็นสัตว์กินเนื้อ เช่น แมวน้ำเป็นอาหาร ประกอบกับการผ่าซากของหมีขาวในบริเวณพื้นที่ ก็พบปริมาณของพืชมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการกินพวกพืชเป็นอาหารมากๆ จะทำให้หมีขาวมีสภาพร่างกายอ่อนแอและไม่แข็งแรง

กลุ่มหมีขั้วโลกกำลังกินมอส

ขณะเก็บตัวอย่างดิน

ขณะเก็บตัวอย่างน้ำ

ที่มา: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแนวหน้า

ปฏิวัติตำรา เมื่อนักวิจัยพบยูคาริโอตไม่มีไมโทคอนเดรีย

อาจจะถึงคราวที่เราต้องชำระ Campbell กันเสียใหม่แล้ว เมื่อทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในยุโรปและแคนาดา นำโดย Dr. Anna Karnkowska จากมหาวิทยาลัย British Columbia เมือง Vancouver ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวจำพวก ยูคาริโอตไม่มีไมโทคอนเดรีย เป็นออร์แกเนลล์หรืออวัยวะภายในเซลล์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นผิดไปจากตำราที่เคยเรียนๆ กันมาทั้งหมด โดยยูคาริโอตเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกโปรโตซัวในสกุล Monocercomonoides ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้ของหนูชินชิลา (Chinchilla) ที่เป็นสัตว์เลี้ยงของนักทดลองเอง ในระหว่างที่กำลังจัดเรียงลำดับจีโนมหรือรหัสพันธุกรรมของโปรโตซัวชนิดนี้อยู่

โปรโตซัว Monocercomonoides sp. (PA 203) เมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ (ภาพโดย Dr.Naoji Yubuki)

พบยูคาริโอตไม่มีไมโทคอนเดรีย อาจต้องเปลี่ยนตำราเรียนใหม่

สำหรับคนที่ไม่เคยเรียนชีววิทยาแบบเจาะลึกหรือเคยเรียนแต่ลืมไปแล้ว อาจจะต้องย้อนกลับไปทบทวนเนื้อหาชีวะ ม.ปลายกันเสียใหม่ ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกที่มีเซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของชีวิตสามารถจำแนกได้ตามโครงสร้างของนิวเคลียส พวกแรกคือโปรคาริโอต (Prokaryote) พวกนี้จะไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส ทำให้สารพันธุกรรมต่างๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วเซลล์ สิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ แบคทีเรียและสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ส่วนพวกยูคาริโอตจะมีเยื่อหุ้มนิวเคลียส และมีออร์แกเนลล์ที่ซับซ้อนหลายชนิดทำหน้าที่ภายในเซลล์ สิ่งมีชีวิตตั้งแต่พวกโพรทิสต์ เห็ดรา พืช สัตว์ รวมถึงมนุษย์อย่างเราๆ ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มยูคาริโอตนี้

โครงสร้างของไมโทคอนเดรีย

โดยปกติแล้วยูคาริโอตจะมีไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่ผลิตพลังงานให้แก่เซลล์ไม่มากก็น้อย เนื่องจากเซลล์สร้างพลังงานเองไม่ได้ ไมโทคอนเดรียจึงสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ของเซลล์มากๆ

สำหรับโปรโตซัวที่พบในหนูชินชิลาชนิดนี้กลับไม่พบร่องรอยไมโทคอนเดรียอยู่เลย รวมถึงไม่พบโปรตีนที่สร้างจากไมโทคอนเดรียด้วย

คำอธิบายของ DR.KARNKOWSKA

Anna Karnkowska หนึ่งในนักชีววิทยาผู้ค้นพบยูคาริโอตไร้ไมโทคอนเดรีย

Dr.Karnkowska อธิบายว่า โปรโตซัวที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำอย่างระบบทางเดินอาหารของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมักจะดูดซึมสารอาหารที่โฮสต์หรือผู้ให้อาศัยย่อยแล้วมาใช้ โดยมีเอนไซม์คอยย่อยสารอาหารเพื่อดึงพลังงานออกมาใช้อยู่ภายในเซลล์ จึงอาจวิวัฒนาการให้ไมโทคอนเดรียเล็กลงหรือเปลี่ยนรูปไปแต่ยังมีไว้เนื่องจากไมโทคอนเดรียยังมีบางหน้าที่ที่จำเป็นต่อการมีชีวิตของเซลล์ ดังเช่นโปรโตซัวชนิด Giardia intestinalis ที่อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของคนเรา มีไมโทคอนเดรียที่เล็กมากยากต่อการสังเกต แต่สำหรับ Monocercomonoides ชนิดนี้กลับไม่พบร่องรอยกิจกรรมของไมโทคอนเดรียเลย กลับพบยีน SUF หรือ cytosolic sulfur mobilization system กระบวนการสร้างกระจุกของธาตุเหล็กและกำมะถัน (Fe/S Cluster) ซึ่งปกติจะพบในแบคทีเรียเท่านั้น เชื่อว่าโปรโตซัวนี้ได้ไปดึงยีนดังกล่าวมาจากแบคทีเรียในลำไส้แล้ววิวัฒนาการจนสามารถใช้ยีนนี้สังเคราะห์กำมะถันได้เอง จึงสามารถทดแทนกระบวนการสร้างพลังงานโดยใช้ออกซิเจนของไมโทคอนเดรียได้

ภาพเปรียบเทียบกระบวนการสังเคราะห์ Fe/S ระหว่างเซลล์ยูคาริโอตที่มีไมโทคอนเดรีย ออร์แกเนลล์คล้ายไมโทคอนเดรีย (MRO) และ SUF ของโปรโตซัว Monocercomonoides sp. (ภาพจาก Current Biology)

ทั้งนี้ นักชีววิทยาทราบร่องรอยการมีอยู่ของไมโทคอนเดรียได้จากการวิเคราะห์ mDNA หรือดีเอ็นเอของไมโทคอนเดรีย ซึ่งมีความแตกต่างจาก DNA ในโครโมโซมตรงที่พบได้ในไมโทคอนเดรียและถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากแม่สู่ลูกเท่านั้น (เนื่องจากอสุจิของพ่อมีเพียงดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดมา ที่เหลือมาจากเซลล์ไข่ของแม่ ในทางนิติวิทยาศาสตร์จึงสามารถใช้วิธีนี้สืบหาแม่ของลูกได้)

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการทดลองซ้ำเพื่อยืนยันว่าโปรโตซัวชนิดนี้จะไม่มีไมโทคอนเดรียอยู่จริงๆ ซึ่งถ้าหากเป็นจริงก็จะถือเป็นการปฏิวัติวงการชีววิทยาครั้งสำคัญเลยทีเดียว หลังจากการค้นพบครั้งนี้ ด็อกเตอร์และทีมยังต้องค้นหากันต่อไปว่า สิ่งมีชีวิตชนิดนี้เริ่มวิวัฒนาการให้ไม่มีไมโทคอนเดรียตั้งแต่เมื่อไหร่ และยังมียูคาริโอตชนิดอื่นอีกไหมที่ไม่ต้องใช้ไมโทคอนเดรียในการดำรงชีวิต

สำหรับคนที่ต้องการอ่านรายงานการวิจัยเต็ม สามารถอ่านได้จาก ลิงก์นี้

อ้างอิง: IFLScience.comPhys.orgCurrent Biology

ที่มา https://soscity.co/news/biology/eukaryote-without-mitochondria/

NASA ประกาศ 5 ทีมที่ชนะการออกแบบโมเดลบ้านพิมพ์ 3 มิติ เพื่ออยู่อาศัยบนดาวเคราะห์ดวงอื่น

NASA ร่วมกับมหาวิทยาลัย Bradley รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศ 5 ทีมที่ชนะการแข่งขันการออกแบบบ้านพิมพ์ 3 มิติ และแบ่งเงินรางวัล 100,000 ดอลลาร์สหรัฐกันไปตามคะแนนที่ได้รับ ซึ่งทีมที่ชนะได้นำเสนอแบบที่อยู่อาศัยโดยเผยให้เห็นถึงรูปลักษณ์และลักษณะการใช้งานของบ้านบนดาวอังคาร

ทีมที่เข้าแข่งขันทั้งหมด 18 ทีมจากทั่วโลก จะถูกสัมภาษณ์และประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านจาก NASA, นักวิชาการ และนักอุตสาหกรรม จนสุดท้ายเหลือเพียง 5 ทีมที่ชนะ ได้แก่

  1. ทีม Zopherus จากรัฐอาร์คันซอ ได้รับเงินรางวัลไป 20,957.95 ดอลลาร์สหรัฐ
  2. ทีม AI. SpaceFactory จากรัฐนิวยอร์ก ได้รับเงินรางวัลไป 20,957.24 ดอลลาร์สหรัฐ
  3. ทีม Kahn-Yates จากรัฐมิสซิสซิปปี ได้รับเงินรางวัลไป 20,622.74 ดอลลาร์สหรัฐ
  4. ทีม SEArch+/Apis Cor จากรัฐนิวยอร์ก ได้รับเงินรางวัลไป 19,580.97 ดอลลาร์สหรัฐ
  5. มหาวิทยาลัย Northwestern รัฐอิลลินอยส์ ได้รับเงินรางวัลไป 17,881.10 ดอลลาร์สหรัฐ

การแข่งขันออกแบบที่อยู่อาศัยใช้บนดาวเคราะห์ดวงอื่น

การแข่งขันออกแบบที่อยู่อาศัยจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ มีจุดประสงค์เพื่อที่มนุษย์จะได้มีที่อยู่อาศัยบนดาวเคราะห์ดวงอื่นอย่างยั่งยืน เมื่อถึงวันหนึ่งที่มนุษย์เข้าไปยึดครอง ไม่ว่าจะเป็นดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือดาวเคราะห์ดวงอื่น โดยการกระตุ้นให้นักคิดนักประดิษฐ์ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับการสร้างที่อยู่อาศัยโดยใช้ทรัพยากรดั้งเดิมบนดาวดวงนั้นๆ

การแข่งขันนี้ ได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2014 โดยแบ่งออกเป็น 3 เฟส ได้แก่

  • เฟสที่ 1 การแข่งขันการออกแบบ มีเงินรางวัลให้ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ จบในปี 2015 โดยการให้แต่ละทีมส่งแบบภาพสถาปัตยกรรมที่ถูกเรนเดอร์ขึ้นมา
  • เฟสที่ 2 การแข่งขันด้านโครงสร้าง มีเงินรางวัลให้ 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จบในปี 2017 โดยจะเน้นเรื่องเทคโนโลยีวัสดุ ที่แต่ละทีมต้องสร้างโครงสร้างประกอบเหล่านั้นขึ้นมาจริงๆ
  • เฟสที่ 3 การแข่งขันการสร้างใช้ขึ้นจริง ซึ่งเป็นเฟสปัจจุบัน มีเงินรางวัลให้ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผู้เข้าแข่งขันในแต่ละทีมต้องสร้างที่อยู่อาศัยเหล่านั้นขึ้นมา ประกอบไปด้วยการแข่งขัน 5 ระดับย่อย แบ่งออกเป็น การก่อสร้างจริง 3 ระดับ และ 2 ระดับเป็นการสร้างโมเดลเสมือนจริง โดยการก่อสร้างจริงนั้นเครื่องพิมพ์ 3 มิติต้องสร้างที่อยู่อาศัยขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติโดยมีสเกลเป็น 1 ใน 3 จากของจริง

โมเดลบ้านพิมพ์ 3 มิติของผู้ชนะทั้ง 5 ทีม

ขณะนี้การแข่งขันอยู่ในช่วงเฟส 3 การแข่งขันย่อยระดับ 1 การสร้างโมเดลเสมือนจริง

1.ทีม ZOPHERUS จากรัฐอาร์คันซอ

เสนอไอเดียสร้างที่อยู่อาศัยโดยใช้ “คอนกรีตดาวอังคาร” (Martian concrete) ผสมขึ้นมาจากวัสดุบนดาวอังคาร ได้แก่ น้ำแข็ง แคลเซียมออกไซด์ และหินบนดาวอังคาร ในโมเดลที่ทีมนี้นำเสนอตัวบ้านจะเป็นทรงหกเหลี่ยมสร้างจากคอนกรีตดาวอังคาร มีหลังคาโดม ทั้งหมดเพื่อป้องกันมนุษย์จากสภาพแวดล้อมสุดขั้ว และเมื่อเครื่องพิมพ์ 3 มิติพิมพ์ตัวบ้านหลังหนึ่งเสร็จแล้ว จะสามารถเคลื่อนย้ายไปสร้างยังพื้นที่ต่อไปได้ด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีโดมเหล็ก ใช้ในการเก็บเครื่องพิมพ์ และหน้าต่าง ประตู ระบบ Airlock ซึ่งเป็นการก่อสร้างส่วนสุดท้ายจะถูกส่งมาจากโลกแยกต่างหาก

2.ทีม AI. SPACEFACTORY จากรัฐนิวยอร์ก

ทีมนี้ใช้ความพยายามในการออกแบบที่อยู่อาศัยให้คล้ายที่อยู่อาศัยบนโลกมากที่สุด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดูมีชีวิตชีวา ในชื่อ Marsha ที่ถึงแม้จะมีรูปลักษณ์แปลกตา แต่ยังดูสวยงาม มาในรูปทรงกระบอกเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยและรักษาความดันภายใน และภายในจะมีหลายชั้นเพื่อแยกผู้อยู่อาศัย สามรถมีกิจกรรมในพื้นที่ส่วนตัวภายในกลุ่มหรือแต่ละคน

ตัวผนังแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นนอกสุดสร้างขึ้นจากเทอร์โมพลาสติกที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเสริมความแข็งแกร่งด้วยการผสมเส้นไยหินในบริเวณพื้นที่ นอกจากนั้นยังมีพื้นที่สามารถขยายตัวได้เพื่อรองรับอุณหภูมิภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป

3.ทีม KAHN-YATES จากรัฐมิสซิสซิปปี

ทีมนี้ใช้โครงสร้างแกนหลักที่สร้างขึ้นมาสำเร็จรูปแล้ว และจะขยายตัวออกมาเมื่อลงจอดบนผิวของดาวอังคาร จากนั้นตัวแกนหลักจะมีแขนยักษ์ที่ใช้ในการพิมพ์ฐานและผนังของตัวบ้านซึ่งเป็นรูปไข่

ผนังด้านนอกออกแบบมาเพื่อรับแสงอาทิตย์ให้ส่องถึงด้านใน และรูที่อยู่ระหว่างผนังด้านนอกและแกนหลักจะเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูกสวนเพื่อใช้ในการกรองอากาศด้านใน

4.ทีม SEARCH+/APIS COR จากรัฐนิวยอร์ก

โมเดลที่อยู่อาศัยนี้ออกแบบมาเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันรังสีจากภายนอกแต่ยังมีช่องรับแสงแดดเข้าสู่ด้านใน โดยทีมนี้เป็นความร่วมมือกับบริษัทก่อสร้างซึ่งได้พิมพ์บ้าน 3 มิติมาแล้วด้วยการใช้คอนกรีตชนิดพิเศษ ผิวนอกจะถูกพิมพ์ 3 มิติขึ้นมาจากหินหยาบและเกาะกันอย่างหลวมๆ

ผู้อยู่อาศัยจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สามารถพองตัวออกมาบนผิวของดาวอังคารได้ก่อนที่ผู้อยู่อาศัยจะมาถึง

5.มหาวิทยาลัย NORTHWESTERN รัฐอิลลินอยส์

คล้ายๆ กับทีมที่ผ่านมา โดยทีมนี้ได้ออกแบบที่อยู่อาศัยซึ่งสามารถพองตัวด้วยความดัน ผนังภายนอกจะถูกพิมพ์ออกมาจากหินชนิดละเอียดโดยรอบ

แบบที่อยู่อาศัยนี้จะรวมห้องที่ต้องเปียกน้ำ เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องทดลอง เพื่อรวมระบบประปาและเครื่องยนต์กลไกไปอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ที่มา https://soscity.co/news/cosmology/nasa-annouce-five-teams-win-3d-printed-habitat-competition/

สำเร็จแล้ว แผนที่ข้อมูลการเรียงลำดับจีโนมของข้าวสาลี หลังใช้เวลาวิจัยถึง 13 ปี

IWGSC ซึ่งประกอบด้วยทีมนักวิจัยจากนานาชาติ 200 คน ได้เผยแพร่รายละเอียดการเรียงลำดับของจีโนมข้าวสาลี ลงในวารสาร Science เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ที่ผ่านมา หลังจากใช้เวลา 13 ปี ในการวิจัย เนื่องจากยีนของข้าวสาลีนั้นมีมากกว่ามนุษย์ถึง 5 เท่า การทำแผนที่ยีนข้าวสาลีนี้จะช่วยให้เราสามารถดัดแปลงพันธุกรรมข้าวสาลีเพื่อทนต่อสภาพอากาศและโรคต่างๆ ได้ในอนาคต

จีโนมข้าวสาลี สำคัญอย่างไร วิจัยกันไปเพื่ออะไร

ในสิ่งมีชีวิต อย่างที่เรารู้กันว่าจะประกอบไปด้วย DNA และส่วนที่เรียงลำดับกันจนขึ้นมาเป็น DNA เราเรียกว่า ยีน (gene) ทีนี้ DNA ทั้งหมดที่อยู่ในสิ่งมีชีวิต เราเรียกมันว่าจีโนม (genome) นั่นเองครับ

ทีนี้ จีโนม คือ ข้อมูลทางพันธุกรรมที่ใช้ในการสร้างและการดำรงชีวิตอย่างปกติของสิ่งมีชีวิต เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวหรือแผนที่ของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

 

ข้าวสาลี เป็นพืชที่ปลูกกันมากที่สุดในโลก เพื่อใช้เป็นอาหารให้แก่มนุษย์และสัตว์หลายชนิด การศึกษาและทำความเข้าใจจีโนมของข้าวสาลี จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการดัดแปลงยีนของข้าวสาลี เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การดัดแปลงยีนเพื่อทำให้ข้าวสาลีทนต่อความร้อนได้มากขึ้น สร้างผลผลิตได้มากขึ้น เนื่องจากสภาวะโลกร้อน และยังรวมไปถึงการเพิ่มคุณภาพของสารอาหารในข้าวสาลี

มีการทำนายกันว่า ประชากรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นไปถึง 9.6 พันล้านคนภายในปี 2050 ดังนั้นข้าวสาลีจึงต้องมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้นถึง 1.6% ในทุกๆ ปี เพื่อให้ทันต่อความต้องการของมนุษย์

ทำไมการทำแผนที่จีโนมข้าวสาลี ถึงใช้เวลาวิจัยกันมากกว่า 13 ปี

จีโนมของมนุษย์เรา มียีนอยู่ประมาณ 30,000 ยีนเท่านั้น เป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับจีโนมของข้าวสาลี ที่มีอยู่ประมาณ 120,000 ยีน ดังนั้น การศึกษาการเรียงลำดับของยีนต้องใช้นักวิจัยและเวลาอย่างมากในการศึกษา

ภาพแสดงการเปรียบเทียบจำนวนของยีนข้าวสาลีด้านซ้ายมือสุด และยีนของมนุษย์สีฟ้าด้านขวามือ

International Wheat Genome Sequencing Consortium หรือ IWGSC ซึ่งประกอบไปด้วยทีมนักวิจัย 200 ชีวิต จาก 73 สถาบัน 20 ประเทศทั่วโลก ได้ทำการศึกษาวิจัย กันเป็นเวลาถึง 13 ปี ผลลัพธ์สุดท้ายคือแผนที่บ่งบอกตำแหน่งของยีนจำนวน 107,891 ยีน ยีนเครื่องหมายมากกว่า 4 ล้านยีน รวมไปถึงยังสามารถบอกความแตกต่างในการเรียงลำดับข้อมูลของยีนและยีนเครื่องหมายซึ่งประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่มีผลต่อการแสดงออกของยีน

งานวิจัยชิ้นสำคัญนี้ ก็ได้ตีพิมพ์ลงใน Science ซึ่งเป็นวารสารระดับนานาชาติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา

ที่มา https://soscity.co/news/biology/map-of-wheat-genome-finally-done-after-13-years/

นักวิทยาศาสตร์ NASA ยืนยันแล้ว มีน้ำแข็งอยู่บนผิวของดวงจันทร์อยู่จริง

ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก NASA ได้เผยแพร่งานวิจัยที่แสดงถึงหลักฐานว่าบนพื้นผิวของดวงจันทร์ในบริเวณขั้วเหนือและใต้มีน้ำแข็งอยู่จริง และส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณหลุมอุกกาบาต ซึ่งมีอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดอยู่ที่ -157 องศาเซลเซียส

ขั้วเหนือและใต้ของดวงจันทร์ เป็นในบริเวณที่มืดที่สุดและหนาวที่สุด ไม่โดนแสงจากดวงอาทิตย์ ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก NASA จึงได้มุ่งเป้าค้นหาหลักฐานว่ามีน้ำแข็งอยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์จริงหรือไม่ในบริเวณนี้ โดยน้ำแข็งที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบก็กระจายตัวกันอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ และอาจอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์มาอย่างยาวนาน โดยในบริเวณขั้วใต้ น้ำแข็งที่พบส่วนใหญ่จะกระจุกตัวกันอยู่อยู่บริเวณหลุมอุกกาบาต ในขณะที่น้ำแข็งบริเวณขั้วเหนือจะอยู่กระจายเป็นหย่อมกันออก

NASA ยืนยัน มีน้ำแข็งอยู่บนผิวบริเวณขั้วเหนือและใต้ของดวงจันทร์

ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ดร.​ Shuai Li แห่งมหาวิทยาลัยฮาวายและมหาวิทยาลัยบราวน์ ร่วมกับดร.  Richard Elphic จากศูนย์วิจัย Ames ของ NASA ในซิลิคอนวัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ใช้ข้อมูลการสะท้อนแสงอินฟราเรด และตรวจวัดการดูดกลืนแสงอินฟราเรด ในบริเวณขั้วเหนือและใต้ ที่เก็บได้จากอุปกรณ์ชื่อ Moon Mineralogy Mapper (M3) ที่ติดอยู่บนดาวเทียม Chandrayaan-1 มาวิเคราะห์ ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาน้ำและบอกความแตกต่างได้ว่าน้ำที่พบนั้นอยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส โดยจากข้อมูลที่เก็บมาได้ตั้งแต่ปี 2008 ทำให้สรุปได้ว่า มีน้ำแข็งอยู่บนพื้นผิวบริเวณขั้วเหนือและใต้ของดวงจันทร์อยู่จริง

ตำแหน่งน้ำแข็ง (สีฟ้า) ที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ (ซ้าย) และขั้วเหนือของดวงจันทร์ (ขวา)

อุปกรณ์ Moon Mineralogy Mapper (ภาพจาก: Wikipedia)

การสะท้อนแสงอินฟราเรดบนพื้นผิวของดวงจันทร์ (ซ้าย) และสีน้ำเงินแสดงถึงบริเวณน้ำแข็งที่ดูดกลืนแสงอินฟราเรด (ขวา) (ภาพจาก: <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Lunar_water#/media/File:Chandrayaan1_Spacecraft_Discovery_Moon_Water.jpg" target="_blank" rel="noopener">Wikipedia</a>)

ก่อนหน้านี้ในปี 2009 ดาวเทียมแอลครอส (LCROSS) ได้เดินทางไปเพื่อ “ชน” หลุมอุกกาบาตคาบีอัสบริเวณขั้วใต้บนดวงจันทร์ ซึ่งผลจากการชนในครั้งนั้นเผยให้เห็นว่าที่ใต้พื้นผิวของดวงจันทร์นั้นไม่ได้แห้ง และอาจมีน้ำแข็งอยู่ แต่ข้อมูลจากดาวเทียมแอลครอสนี้ไม่สามารถสรุปได้ว่าของผิวดวงจันทร์มีน้ำแข็งอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อมูลที่เก็บได้สามารถอธิบายได้ด้วยปรากฎการณ์อื่นๆ เช่น การสะท้อนของดินบนดวงจันทร์ที่มีความผิดปกติ

การค้นพบน้ำแข็งบนดวงจันทร์ในครั้งนี้ นำไปสู่คำถามถัดๆ ไป ว่ามีน้ำแข็งอยู่บนดวงจันทร์ได้อย่างไร หรือส่งผลกระทบอย่างไรต่อสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์บ้าง คำตอบของคำถามเหล่านี้เหล่านักวิทยาศาสตร์จาก NASA คงต้องศึกษาค้นคว้าในภารกิจถัดๆ ไป

การค้นพบนี้ ได้เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561

อ้างอิง: NASASpace.comWeather.com

ที่มา https://soscity.co/news/cosmology/water-ice-confirmed-on-moon-surface-for-the-first-time/

ความเชื่อผิดๆ เรื่อง การสร้างกล้ามเนื้อ ที่เรามาไขให้กระจ่างแบบวิทยาศาสตร์

ความเชื่อผิดๆ เรื่อง การสร้างกล้ามเนื้อ ที่เรามาไขให้กระจ่างแบบวิทยาศาสตร์

ในโรงยิมนั้นเต็มไปด้วยความเชื่อต่างๆ มากมาย และข้อมูลแย่ๆ หลายอย่างก็อาจมาจากครูฝึก โค้ช เทรนเนอร์ หรือใครก็ตามที่ดูมีประสบการณ์ และข้อมูลเหล่านั้นก็กลายมาเป็นความเชื่อ เพราะคนเรากลัวว่าจะทำให้ตัวเองดูโง่ หากต้องถามคำถามบางอย่าง เพื่อความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของคุณ เราจึงได้รวบรวมความเชื่อผิดๆ ที่พบได้บ่อยที่สุด เกี่ยวกับการ สร้างกล้ามเนื้อ เพื่อที่คุณจะได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปถามคำถามน่าเบื่อพวกนั้น

การยกน้ำหนักอย่างช้าๆ ช่วยเพิ่มการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โต

งานวิจัยได้พิสูจน์แล้วว่า การยกน้ำหนักอย่างช้าๆ ทำได้แค่ช่วยยืดเวลาการออกกำลังกายของคุณ และลดปริมาณการเผาผลาญแคลอรี่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าการเพิ่มความเร็วในขณะยกตุ้มน้ำหนัก เป็นหนทางที่ดีกว่าในการเพิ่มความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ควรจะค่อยๆ ลดระดับของตุ้มน้ำหนักลงอย่างช้าๆ เพื่อที่คุณจะได้ควบคุมได้อย่างเต็มที่ และไม่ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ

ยิ่งกินโปรตีนมากเท่าไหร่ ยิ่งมีกล้ามเนื้อมากเท่านั้น

เป็นความจริงเพียงบางส่วน แต่โปรตีนนั้น ไม่ใช่หัวใจสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ ขณะที่โปรตีนส่งเสริมกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อ (การสังเคราะห์โปรตีน) แต่กระบวนการนี้ไม่ได้ต้องการให้คุณรับประทานโปรตีนเป็นตันๆ ต่อวัน โปรตีนส่วนเกินจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนและไนโตรเจน ซึ่งจะผ่านออกไปเป็นของเสีย หรือถูกเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรต และเก็บสะสมไว้ สิ่งสำคัญคือคุณต้องรักษาความสมดุล ในการบริโภคโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตให้ถูกต้อง ปริมาณของเครื่องดื่มหลังการออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบ ควรประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 3/4 และโปรตีน 1/4

อย่าออกกำลังกายขณะปวดกล้ามเนื้อ

อาการปวดเป็นข้ออ้างที่พบกันบ่อยในการหยุดออกกำลังกาย ซึ่งถ้าหากคุณมีอาการปวดกล้ามเนื้อมาก จนคุณไม่สามารถขยับตัวได้อย่างถูกต้อง ก็จำเป็นต้องพักประมาณ 1-2 วัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณควรจะนอนเปื่อยอยู่เฉยๆ การพักผ่อนแบบกระฉับกระเฉงได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประโยชน์มากกว่า การเต้นแอโรบิคเบาๆ การยืดเหยียดร่างกาย และยกน้ำหนักเบาๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ เพราะมันทำให้เลือดไหลเวียนสู่กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น กำจัดของเสีย และเร่งเวลากระบวนการซ่อมแซมของร่างกาย

การยืดกล้ามเนื้อป้องกันการบาดเจ็บ

งานวิจัยได้แนะนำว่า การยืดกล้ามเนื้อในตอนวอร์มอัพ ไม่ได้ส่งผลอะไรเป็นพิเศษต่อการป้องกันอาการบาดเจ็บ การยืดกล้ามเนื้อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นได้ แต่สาเหตุของการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย ส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นภายในช่วงที่เคลื่อนไหว คนเรามักจะยืดกล้ามเนื้อในช่วงวอร์มอัพ ทำให้พวกเขาเกิดความเชื่อว่า มันมีประโยชน์ โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแบบวิทยาศาสตร์ ในความเป็นจริงแล้ว ฮีโร่ตัวจริงที่ช่วยป้องกันการบาดเจ็บคือ การวอร์มอัพ เมื่อคุณวอร์มอัพร่างกาย เลือดของคุณจะไหลเวียนไปสู่กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น และเตรียมความพร้อมสำหรับการออกกำลังกายที่จะตามมา ดังนั้น ทางดีที่สุดคือควรวอร์มอัพอย่างดี ก่อนเริ่มออกกำลังกาย หากแม้จะกล่าวมาแบบนี้ แต่การยืดกล้ามเนื้อก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ การออกกำลังกายที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น คุณจะต้องมีกล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่นในระดับปกติ หมายถึงว่าคุณต้องสามารถเอามือแตะปลายนิ้วเท้าได้โดยที่ไม่งอเข่า หากคุณยังไม่สามารถทำได้ การยืดกล้ามเนื้อจะเพิ่มความยืดหยุ่นในร่างกายของคุณ เมื่อร่างกายได้วอร์มอัพแล้ว Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

ที่มา https://www.sanook.com/women/112885/

“แอ็ปเปิล” อาจเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ 12 กันยายนนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทแอ็ปเปิล (Apple) ได้ส่งบัตรเชิญร่วมงานประชุมที่ Steve Jobs Theater ในเมืองคูเพอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งคาดกันว่าจะเป็นงานเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ iPhone รุ่นใหม่

นักวิเคราะห์คาดว่า แอ็ปเปิลมีแผนจะเปิดตัวไอโฟนสามรุ่นในปีนี้ ซึ่งอาจจะมีหนึ่งรุ่นที่มีหน้าจอขนาดกว้างกว่ารุ่นก่อนๆ

บัตรเชิญของแอ็ปเปิลที่ส่งไปยังผู้สื่อข่าวเทคโนโลยีในวันพฤหัสบดี ส่วนใหญ่ใช้สีทองเป็นส่วนประกอบ ทำให้มีการคาดหมายว่าแอ็ปเปิลอาจจะเปิดตัว iPhone X รุ่นพิเศษสีทอง ในวันที่ 12 กันยายนนี้ด้วย

ภายหลังคำประกาศของแอ็ปเปิลไม่กี่ชั่วโมง เว็บไซต์เทคโนโลยี 9to5Mac ได้เผยรูปภาพ iPhone X รุ่นสีทองทันที โดยอ้างว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่ของแอ็ปเปิลจะใช้ชื่อว่า iPhone XS และเชื่อว่าจะมีการเปิดตัว Apple Watch รุ่นใหม่ที่มีหน้าจอใหญ่กว่าเดิมในงานนี้ด้วย

ราคาหุ้นของแอ็ปเปิลขยับขึ้น 2.2% หลังคำประกาศจัดงานดังกล่าว อยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นสถิติใหม่ที่ $227.97

ที่มา https://www.voathai.com/a/apple-new-iphone/4551295.html

ก.วิทย์-จิสด้า ชี้แจงประกวดราคาระบบดาวเทียมธีออส 2 โปร่งใส

ก.วิทย์-จิสด้า ชี้แจงประกวดราคาระบบดาวเทียมธีออส 2 โปร่งใส

ปลัดกระทรวงวิทยาสาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมผู้อำนวยการ จิสด้า แถลงชี้แจงถึงการดำเนินโครงการประกวดราคาระบบดาวเทียมธีออส 2 เป็นไปอย่างโปร่งใส มีคณะกรรมการคุณธรรมร่วมตรวจสอบทุกกระบวนการ

วันนี้ (27 ก.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สำนักข่าวอิศราเผยแพร่บทความข้อสังเกตเกี่ยวกับการประกวดราคาโครงการระบบดาวเทียมสำรวจพร้อมระบบภาคพื้นดินและระบบแอพพลิเคชั่นภูมิภาคสารสนเทศ สำหรับโครงการระบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนาธีออส หรือ ธีออส 2 เกี่ยวกับการเปลี่ยนคณะกรรมการจัดหาและอ้างว่าหน่วยงานเจ้าของโครงการไม่ได้ให้ความสนใจต่อรายงานการแจ้งเตือนจากคณะผู้สังเกตการณ์ จึงเป็นเหตุให้คณะผู้สังเกตการณ์ทั้ง 6 คนลาออก

นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการ ทุกกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ จะได้ใช้ประโยชน์จากดาวเทียม ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างระบบดาวเทียมได้บริษัทที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปโดยสุจริต มีคณะกรรมการคุณธรรมของกรมบัญชีกลางเข้ามาร่วมตรวจ

นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ ผอ.สทอภ.กล่าวว่า การดำเนินโครงการยึดหลักสุจริตโปร่งใสตามหลักสากล ซึ่งโครงการได้รับการสนับสนุนจากทุกรัฐบาล ไม่ใช่เพียงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และไม่มีเจ้าหน้าที่ขององค์กร หรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียกับบริษัทที่ประมูลได้ ส่วนการเปลี่ยนคณะกรรมการจัดหาพิจารณาโครงการ เนื่องจากปัญหาในการทำงาน ทำให้ประธานคณะกรรมการชุดเก่าลาออก จึงต้องแต่งตั้งชุดใหม่มาทำหน้าที่แทน

นายอานนท์ กล่าวว่า การรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะผู้สังเกตการณ์นั้น เป็นสิทธิ์ของ สทอภ.ที่จะรับหรือจะปฏิเสธรายงานก็ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าโครงการจะได้รับประโยชน์ แต่ยังหวังว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจะตั้งคณะสังเกตการณ์มาร่วมทำงานอีกครั้ง

สำหรับโครงการธีออส 2 ได้ลงนามในสัญญาข้อตกลงไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ที่ประเทศไทย และดำเนินผ่านวิธีการกระบวนการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างระดับนานาประเทศ เริ่มตั้งแต่ 10 มกราคม 2560 และบริษัท แอร์บัสดีเฟรนซ์แอนสเปค ได้เป็นบริษัทคู่สัญญา ซึ่งวิธีการจัดหาธีออส 2 ต่างจากโครงการธีออส 1 ที่ใช้วิธีจัดหาพิเศษที่ลงนาม เมื่อปี 2547

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/273637

“นาซา″ ส่งยานสำรวจดวงอาทิตย์ใกล้ที่สุดครั้งแรก

&quot;นาซา&quot; ส่งยานสำรวจดวงอาทิตย์ใกล้ที่สุดครั้งแรก

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1937889019609241

องค์การนาซาส่งยานสำรวจปาร์กเกอร์ โซลา โพรบ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เพื่อเดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งส่งข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมในอวกาศกลับมายังพื้นโลก

วันนี้ (12 ส.ค.2561) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) ส่งยานสำรวจปาร์กเกอร์ โซลา โพรบ จากฐานปล่อยที่แหลมเคป คานาเวอรัลในรัฐฟลอริดา ขึ้นสู่ห้วงอวกาศด้วยจรวดเดลตา-โฟร์ เฮฟวี่ เพื่อมุ่งหน้าสำรวจและศึกษาดวงอาทิตย์เป็นเวลา 7 ปี

โดยยานสำรวจปาร์กเกอร์ โซลา โพรบ ถือเป็นยานสำรวจลำแรกที่จะเดินทางเข้าสู่โคโรนา ซึ่งเป็นส่วนนอกสุดของชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์และโคจรห่างจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ประมาณ 6.1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งถือเป็นการเดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเป็นครั้งแรก

ยานสำรวจปาร์กเกอร์ โซลา โพรบ ได้รับการติดตั้งเกราะป้องกันความร้อน ความหนาเพียง 4.5 นิ้ว เพื่อให้ยานที่อยู่ภายในคงอุณหภูมิไว้ที่ 29 องศาเซลเซียส แม้ว่าอุณหภูมิจากดวงอาทิตย์ด้านนอกจะสูงถึง 1,370 องศาเซลเซียสก็ตาม

นาซา ตั้งเป้าหมายว่าผลการสำรวจชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์จะนำไปสู่การไขความลับของพายุสุริยะ ซึ่งรบกวนสนามแม่เหล็กโลก พร้อมทั้งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมในอวกาศได้อีกด้วย

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/273934

ปิดคลิปการทดลองวิทยาศาสตร์ โดยนำเลือดมาเจอกับพลังแม่เหล็ก

คลิปทดลองวิทยาศาสตร์ นำเลือดมาเจอกับพลังแม่เหล็ก

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1937905339607609

Brainiac75 ได้เผยคลิปการทดลองโดยเอาเลือดมาทดสอบกับพลังแม่เหล็ก เพื่อดูว่าเลือดที่อยู่ในแก้วนั้นจะโดนแม่เหล็กดูดหรือไม่ เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงที่อยู่ในร่างกายมีธาตุเหล็กอยู่ ผลปรากฏว่า… แก้วที่มีเลือดกลับไม่มีท่าทีโดนแม่เหล็กดูดเลยทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube Brainiac75

 

ที่มา https://hilight.kapook.com/view/163172