คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-23 อนุชา อินทร์ประเทือง นพพล และนุช นราธิป พุฒิเสถียร ศิวกร คุณากันต์

เหตุใดถ้ำจึงเป็นสถานที่ฝึกมนุษย์อวกาศที่ดีที่สุด?

คนในถ้ำ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1882510965147047

เมื่อมนุษย์คนสุดท้ายที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์กลับมายังโลก เขานำก้อนหินตัวอย่างที่ปราศจากร่องรอยของสิ่งมีชีวิตกลับมาด้วย แม้ก้อนหินจากดวงจันทร์นี้จะน่าสนใจในทางธรณีวิทยา แต่มันไม่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสืบหา และทำความเข้าใจเรื่องที่มาของสิ่งมีชีวิตบนโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ที่คล้ายกันได้เลย

หากจะมีการส่งมนุษย์ไปสำรวจดาวเคราะห์ในระบบสุริยะกันอีกครั้ง การฝึกฝนให้พวกเขารู้จักเทคนิคการสำรวจพื้นที่ และเลือกเก็บตัวอย่างที่มีคุณค่าต่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น นับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ราว 7 ปีที่ผ่านมานี้ องค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้ใช้โพรงถ้ำหลายแห่งในแคว้นซาร์ดิเนียของอิตาลี ซึ่งมีสภาพแวดล้อมคล้ายกับต่างดาว มาเป็นสถานที่ฝึกฝนเตรียมความพร้อมให้แก่มนุษย์อวกาศรุ่นใหม่

ผู้ที่เข้าร่วมในภารกิจนี้จะต้องตะลุยสำรวจและใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำนานถึง 2 สัปดาห์ โดยการฝึกในช่วงฤดูร้อนของปี 2016 นั้นมีว่าที่มนุษย์อวกาศจากนานาชาติ ได้แก่สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และสเปน เข้าร่วมฝึกด้วย พวกเขาต้องสำรวจถ้ำที่ลึกลงไปใต้ดินกว่า 800 เมตร โดยต้องทำแผนที่และใช้ชีวิตอยู่ในส่วนที่มืดสนิทเป็นเวลาถึง 6 วัน

พื้นผิวดาวดวง

เครือข่ายถ้ำ “ซากรุตตา″ (Sa Grutta) เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ได้รับคัดเลือกให้ใช้ฝึกมนุษย์อวกาศ สถานที่แห่งนี้เกิดจากทางน้ำไหลใต้ดินกัดเซาะละลายหินปูน จนเกิดเป็นโพรงถ้ำที่เชื่อมต่อกันหลายแห่ง มีตั้งแต่ช่องแคบเล็กที่ต้องลงหมอบคลานเพื่อให้ผ่านไปได้ ไปจนถึงห้องโถงใหญ่ความกว้างเท่ากับภายในมหาวิหาร บางช่วงมีน้ำท่วมและต้องใช้อุปกรณ์ดำน้ำช่วยในการสำรวจด้วย

ปฏิบัติการฝึกฝนครั้งนี้ใช้ชื่อว่า CAVES ซึ่งหมายถึง “การผจญภัยโดยร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมคุณค่าและฝึกฝนทักษะพฤติกรรมมนุษย์-ประสิทธิภาพในการทำงาน” โดยเน้นให้ผู้เข้าร่วมทุกคนต้องปฏิบัติภารกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิดในที่แคบภายใต้ภาวะที่มีความกดดันสูง ไม่ว่าจะเป็นภารกิจทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือภารกิจตระเวนสำรวจก็ตาม

นอกจากการเคลื่อนที่ภายในถ้ำจะทำได้ยากลำบากแล้ว การอยู่ในที่มืดไร้แสงธรรมชาติเป็นเวลานานยังรบกวนวงจรนาฬิการ่างกาย ทำให้การรับรู้เวลาคลาดเคลื่อน รวมทั้งรบกวนแบบแผนการหลับและตื่นของบรรดาผู้เข้ารับการฝึกอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในอวกาศเช่นกัน

การเดินทางในเครือข่ายถ้ำโดยต้องคอยระวังให้ตนเองอยู่ในเส้นทางที่ปลอดภัย ต้องอาศัยการตัดสินใจที่เฉียบขาดในภาวะวิกฤต รวมทั้งต้องสื่อสารกับผู้ร่วมทีมให้เข้าใจกันชัดเจน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ไม่ต่างกับการออกเดินในอวกาศหรือสเปซวอล์ก (Spacewalk) มากนัก

นายทิม พีค

นักสำรวจถ้ำและมนุษย์อวกาศใช้ระบบคู่หูหรือบัดดี้ในการปฏิบัติงานเหมือนกัน และต่างก็เน้นหลักการ “ช้าคือเร็ว” รวมทั้ง “เมื่อตรวจสอบอุปกรณ์ดีแล้วจงเชื่อมั่นในอุปกรณ์” เช่นเดียวกัน

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นภารกิจหลักประจำวันของว่าที่มนุษย์อวกาศซึ่งกำลังฝึกในถ้ำ เหมือนกับการออกปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องทำการทดลองสูงสุดถึง 5 ครั้งต่อวัน โดยเก็บตัวอย่างทางธรณีวิทยารวมทั้งตัวอย่างจุลชีพที่อาศัยอยู่ในถ้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษารูปแบบสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวจนอยู่ในความมืดได้ รวมทั้งเป็นผลดีต่อการศึกษาแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ใช้หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต

นอกจากถ้ำใต้ดินแล้ว ยังมีการฝึกมนุษย์อวกาศในถ้ำเหนือพื้นดินที่มีสภาพคล้ายต่างดาวอีกด้วย เช่นที่อุทยานธรณีลันซาโรเต (Lanzarote Geoparque) ในสเปน ซึ่งมีความเหมาะสมในการใช้ฝึกเพื่อภารกิจสำรวจดาวอังคารอย่างยิ่ง เพราะเป็นหินแข็งที่เกิดจากการสะสมของดินตะกอน สามารถใช้ฝึกมนุษย์อวกาศให้รู้จักแยกแยะว่าหินก้อนใดคืออุกกาบาต หรือก้อนใดมีร่องรอยบ่งบอกถึงการมีอยู่ของน้ำในแถบนั้นมาก่อนได้

ดร. ฟรานเชสโก เซาโร นักธรณีวิทยาและนักสำรวจถ้ำชาวอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรฝึกฝนมนุษย์อวกาศในครั้งนี้บอกว่า “เราสร้างหลักสูตรนี้ขึ้น เพื่อให้มนุษย์อวกาศรุ่นใหม่ที่จะออกปฏิบัติการยังดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ รู้จักมองหาพื้นที่สำรวจที่ดีที่สุด รวมทั้งตัวอย่างหินที่มีความน่าสนใจในทางวิทยาศาสตร์มากที่สุด เพื่อส่งกลับมาวิเคราะห์ต่อบนโลก”

ถ้ำบนโลกหลายแห่งมีน้ำอยู่ภายใน แต่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นจะมีน้ำอยู่ด้วยหรือไม่ ?

ดร. เซาโรนั้นเคยเป็นผู้ค้นพบจุลชีพชนิดพันธุ์โบราณที่อาศัยอยู่ในถ้ำ รวมทั้งเป็นผู้ค้นพบถ้ำ Imawari Yeuta ซึ่งเป็นถ้ำหินควอร์ตไซต์ในประเทศเวเนซุเอลาอีกด้วย ถ้ำแบบนี้หาพบได้ยากเพราะหินควอร์ตไซต์ทนทานต่อการกัดเซาะของน้ำ ทั้งที่ตั้งซึ่งซ่อนอยู่บนยอดเขาสูงรูปโต๊ะ (Table-top mountain) ยังชี้ว่าเป็นถ้ำที่มีอายุเก่าแก่ราว 50-70 ล้านปี

“สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดสำหรับผมก็คือ ถ้ำอายุหลายสิบล้านปีนี้เป็นประจักษ์พยานชั้นดีของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เราได้เห็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยมีสิ่งแปลกปลอมล่วงล้ำเข้าไปมาก่อน และยังคงสภาพเดิมเหมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เก็บรักษาข้อมูลมากมายให้เราได้ศึกษา″

ดร. เซาโรหวังว่า ถ้ำเก่าแก่ลักษณะนี้จะช่วยในการศึกษาจุลชีพชนิดที่เกิดขึ้นในยุคโบราณของโลก ซึ่งน่าจะยังคงดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้ได้ เพราะสภาพการดำรงชีวิตแยกโดดเดี่ยวในถ้ำที่ไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน จุลชีพเหล่านี้จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจต่อรูปแบบของสิ่งมีชีวิตต่างดาว ซึ่งอาจมีอยู่ในระบบสุริยะหรือดาวเคราะห์ดวงอื่นที่คล้ายกับโลกได้

“ถ้ำคือพยานบอกเล่าถึงความเป็นมาของสภาพภูมิศาสตร์ สามารถรักษาสิ่งต่าง ๆ จากอดีตเอาไว้ได้มากยิ่งกว่าพื้นที่เหนือพื้นดิน เป็นเสมือนคลังเก็บข้อมูลของกาลเวลา วิวัฒนาการของภูมิประเทศ และสิ่งมีชีวิต” ดร. เซาโรกล่าว

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-44807425

พบอนุภาคผี “นิวทริโน” มาจากหลุมดำห่างโลกเกือบ 4 พันล้านปีแสง

เครื่องมือตรวจจับอนุภาคนิวทริโนที่ขั้วโลกใต้ของโครงการทดลองไอซ์คิวบ์

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติในโครงการทดลองไอซ์คิวบ์ (IceCube) ค้นพบที่มาของอนุภาคนิวทริโน (Neutrino) ชนิดพลังงานสูงจากห้วงอวกาศ ซึ่งอุปกรณ์ใต้ผืนน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกาตรวจจับอนุภาคนี้ได้เมื่อปีที่แล้ว

อนุภาคนิวทริโนหรือ “อนุภาคผี” (Ghost particle) คืออนุภาคมูลฐานชนิดหนึ่งที่ตรวจจับได้ยาก เนื่องจากมีมวลอยู่น้อยมากเหมือนกับไม่มี สามารถทะลุผ่านวัตถุต่าง ๆ ได้โดยไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาใด ๆ ขึ้นทั้งสิ้น

ตามปกติแล้วอนุภาคนิวทริโนที่พบบนโลกส่วนใหญ่มาจากดวงอาทิตย์ โดยนิวทริโนปริมาณราว 1 แสนล้านอนุภาคเคลื่อนผ่านพื้นที่ขนาดเท่าปลายนิ้วของเราไปในทุกวินาที

  • พบสารอินทรีย์สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ของดาวเสาร์
  • ละอองเพชรนาโนให้กำเนิดคลื่นไมโครเวฟจากทางช้างเผือก
  • ภาพจากฝีมือศิลปินจำลองหลุมดำมวลยิ่งยวดที่ใจกลางเบล์ซาร์
  • เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ของปีที่แล้ว เครื่องมือตรวจจับอนุภาคนิวทริโนที่ขั้วโลกใต้ของโครงการไอซ์คิวบ์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเซนเซอร์จำนวนมากฝังในก้อนน้ำแข็งขนาด 1 ลูกบาศก์กิโลเมตร ได้ตรวจพบนิวทริโนที่เดินทางมาจากห้วงอวกาศลึก

    อนุภาคนิวทริโนนี้ชนและทำปฏิกิริยากับนิวเคลียสของอะตอมน้ำแข็ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก ทั้งยังทิ้งร่องรอยให้ค้นพบว่า มันเดินทางข้ามห้วงอวกาศมาจากหลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางกาแล็กซีแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณบ่าของกลุ่มดาวนายพราน หรือโอไรออน ห่างจากโลกถึง 3,700 ล้านปีแสง

  • ภาพจากฝีมือศิลปินแสดงตำแหน่งกลุ่มดาวนายพรานหรือโอไรออน
  • นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไอพ่นของอนุภาคพลังงานสูงที่ส่งออกมาจากหลุมดำดังกล่าว คือที่มาของอนุภาคนิวทริโนที่ตรวจจับได้ครั้งนี้ โดยกาแล็กซีซึ่งเป็นที่ตั้งของหลุมดำที่ผลิตนิวทริโนนั้น มักเรียกกันว่า “เบล์ซาร์” (Blazar) เพราะเป็นแหล่งส่งลำแสงอนุภาคพลังงานสูงมายังโลกเป็นครั้งคราว

    มีการตีพิมพ์ผลการค้นพบนี้ในวารสาร Science โดยทีมผู้วิจัยระบุว่า การค้นพบแหล่งที่มาของอนุภาคนิวทริโนจากห้วงอวกาศ ช่วยเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของวงการดาราศาสตร์ ซึ่งนับแต่นี้จะสามารถศึกษาปรากฎการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วยเครื่องมือที่หลากหลายขึ้นนอกจากกล้องโทรทรรศน์ เช่น การสังเกตอนุภาคพลังงานสูงและคลื่นความโน้มถ่วง

  • ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-44820626

“ดีแทค” ยันไม่กระทบทั้งค่าย หลังคลื่น 1800 MHz ใกล้หมดสัมปทาน

"ดีแทค" ยันไม่กระทบทั้งค่าย หลังคลื่น 1800 MHz ใกล้หมดสัมปทาน

“ดีแทค” ยันไม่กระทบทั้งค่าย หลัง กสทช.เตรียมนำคลื่น 1800 MHz ที่ใกล้หมดสัมปทาน ก.ย.61 นี้ ไปจัดประมูล ย้ำลูกค้ากลุ่มกระทบ มี 4.3 แสนราย สังเกต SMS แจ้งเตือนให้ย้ายเครือข่าย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1873899809341496

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสำนักงาน กสทช. มีหนังสือส่งถึง บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม เครือข่าย “ดีแทค” ให้แจ้งประชาสัมพันธ์เตือนลูกค้าที่ใช้บริการเครือข่ายดีแทค ให้ย้ายเครือข่าย เนื่องจากจะสิ้นสุดสัมปทานวันที่ 15 ก.ย.61 นี้ สำหรับการใช้งานคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 850 เมกะเฮิรตซ์

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบไปที่บริษัทดีแทค ยืนยันว่า สัมปทานที่จะสิ้นสุดลงมีผลต่อลูกค้าจำนวนประมาณ 4.3 แสนราย ที่ต้องย้ายเครือข่ายไปอยู่คลื่นอื่น แต่ยังเป็นเครือข่ายดีแทคได้ เพราะขณะนี้ ดีแทค มีคลื่นความถี่ที่ให้บริการอีก 2 คลื่น ได้แก่ คลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ที่ให้บริการ 3G และ 4G ซึ่งได้ประมูลใบอนุญาตกับ กสทช.เมื่อปี 56

นอกจากนี้ ยังมีคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ที่ทำร่วมกับ TOT เน้นให้บริการ 4G และคลื่นนี้ยังรองรับเทคโนโลยี 5G ได้ในอนาคต แต่แผนดำเนินการจะเริ่มวางเสาโครงข่ายได้ภายในสิ้นปีนี้ ประมาณ 7,000 เสา หรือ คิดเป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่โครงข่ายที่ดีแทคให้บริการ และจะให้เวลาดำเนินการครอบคลุม 100% ภายใน 1-2 ปี

แหล่งข่าวจากดีแทค ยืนยันว่า กลุ่มลูกค้าที่ได้อยู่ภายใต้คลื่น 1800 และ 850 เมกะเฮิรตซ์ ตามสัมปทานนี้ ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.61 มีจำนวน 4.3 แสนราย จากลูกค้าดีแทค ที่มีในระบบทั้งหมด 21.8 ล้านราย โดยลูกค้าสามารถย้ายมาใช้บริการของเครือข่ายดีแทคได้อยู่ แต่เป็นการให้บริการภายใต้คลื่น 2100 และ 2300 เมกะเฮิรตซ์ หรือ การย้ายค่ายไปเครือข่ายผู้ให้บริการอื่น

เมื่อถามว่า ลูกค้าจะทราบได้อย่างไรว่า เลยหมายดีแทคที่ใช้งานอยู่จะได้รับผลกระทบในครั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่า ให้สังเกตจากข้อความสั้น (SMS) ที่ทางดีแทคได้แจ้งให้ลูกค้ารับทราบโดยมีเนื้อหาประมาณว่า “เลขหมายของท่านกำลังจะสิ้นสุดการใช้งานในวันที่ 15 ก.ย.61 ตามอายุสัมปทานของดีแทค ขอให้ท่านย้ายเครือข่ายการใช้งาน” ซึ่งเป็นข้อความที่แหล่งข่าว อ้างว่าได้ส่ง SMS แจ้งเตือนลูกค้ามาต่อเนื่องในช่วง 2 ปีมานี้ เนื่องจากรับทราบล่วงหน้าแล้วว่า คลื่น 1800 จะหมดสัมปทาน

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/272886

เรือล่มภูเก็ต: โศกนาฏกรรมทางน้ำที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กู็ศพ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1873071616090982

ทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (ซีล) ตำรวจน้ำ หน่วยกู้ชีพกู้ภัยกว่า 800 คน เข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายจากเหตุการณ์เรือ “ฟีนิกซ์” ล่มกลางทะเลภูเก็ต เป็นวันที่ 3 ล่าสุด พบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 41 คนแล้ว ยังเหลือผู้สูญหายที่ต้องเร่งค้นหาอีก 15 คน

เวลา 17.30 น. นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่ม จ.ภูเก็ต นำทีมแถลงยืนยันตัวเลขนี้

ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นผู้โดยสารและลูกเรือของเรือ “ฟีนิกซ์” ที่จมลงใกล้เกาะเฮ ทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จึงมีการจัดล่ามภาษาจีนมาแปลเนื้อหาการแถลงข่าว เพื่อสื่อสารกับผู้ประสบภัยและครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งทีมกู้ชีพกู้ภัยได้นำส่งไปที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ก่อนติดต่อญาติให้รับร่างกลับไป โดยมี 12 ศพที่การพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลเสร็จสิ้นแล้ว

เรือจม

สำหรับผู้โดยสารและลูกเรือ “ฟีนิกซ์” มีทั้งสิ้น 105 คน โดยมี 49 คนที่ได้รับการช่วยเหลือให้กลับขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยตั้งแต่วานนี้ (6 ก.ค.) ในจำนวนนี้ยังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 13 คน

ขณะที่อีก 15 คน อยู่ระหว่างเร่งค้นหา ซึ่งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่มฯ ยืนยัน “ยังไม่ยกเลิกภารกิจค้นหา และได้ดำเนินการสำรวจรอบ ๆ เรือในรัศมี 500 ม. เพื่อค้นให้เจอผู้สูญหายทุกคน” อย่างไรก็ตามมีอุปสรรคคือเรือได้จมลงที่ความลึกประมาณ 400 ม. ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำน้ำได้นาน อีกทั้งน้ำใต้ทะเลมีสีขุ่น

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมปฏิบัติงานกว่า 800 คนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ใช้เรือจำนวน 17 ลำ อากาศยาน 6 ลำ และนักประดาน้ำ 70 คน ทั้งนี้มีนักประดาน้ำจากจีนเข้าร่วมภารกิจ 17 คน

สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาภูเก็ต ได้ออกประกาศไม่ให้เรือทุกลำออกจากท่าเทียบเรืออ่าวฉลองในวันนี้ (7 ก.ค.) ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่ม เพื่อเปิดทางให้ทีมกู้ชีพกู้ภัยได้ทำงานอย่างสะดวก

แผนที่แสดงตำแหน่งที่คาดว่าเรือ "ฟีนิกซ์" จมลง

เหตุเรือล่มในพื้นที่ภูเก็ตเมื่อวันที่ 5 ก.ค. เกิดขึ้น 3 เหตุการณ์ในเวลาไล่เลี่ยกัน รวมยอดผู้ประสบภัยทั้งสิ้น 149 คน นอกจากเหตุเรือ “ฟีนิกซ์” ล่ม ยังมีเหตุเรือ “เซเรนาต้า″ ล่มบริเวณเกาะไม้ท่อน โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 42 คน และเรือเจ็ทสกีของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย 2 คนล่มใกล้เกาะราชา แต่เจ้าหน้าที่ได้ระดมค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งหมดได้แล้ว

แม้มีประกาศห้ามเรือออกจากฝั่ง เนื่องกรมอุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตกเตือนว่ามีฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน แต่เรือทั้ง 3 ลำก็ยังออกจากฝั่งไป จึงเผชิญกับคลื่นลมแรง ความสูงของคลื่นประมาณ 5 เมตร

สรุปสถานการณ์เรือล่มใน จ.ภูเก็ต

ที่มา https://www.bbc.com/thai/thailand-44734152

ชาวราปานุยใช้เทคนิควิศวกรรมล้ำยุคสวมหมวกหินให้รูปสลักโมอาย

เชื่อว่าหมวก "ปูเกา" สีแดง บนศีรษะของรูปสลักหินโมอาย คือการแสดงความเคารพอย่างสูงต่อบรรพบุรุษ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1862866690444808

นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันค้นพบว่า ชาวราปานุยซึ่งเป็นชนพื้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ของเกาะอีสเตอร์ สามารถใช้เทคนิคทางวิศวกรรมที่ก้าวหน้าเกินยุคสมัยของตน เคลื่อนหินหนักเกือบ 11 ตัน ขึ้นไปวางบนศีรษะของรูปสลักโมอายที่สูงเท่าอาคาร 3 ชั้นได้ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงงานและทรัพยากรมากเท่าที่เคยคิดกันไว้

นายฌอน ฮิกซัน นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตทของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Journal of Archaeological Science โดยระบุว่าผลการวิเคราะห์ร่องรอยที่พื้นผิวของหมวกหิน “ปูเกา″ (Pukao) ซึ่งเป็นเครื่องประดับศีรษะหรือมวยผมของรูปสลักหินโมอายบางตัวนั้น แสดงถึงวิธีการที่ชาวราปานุยใช้ในการเคลื่อนหินเถ้าภูเขาไฟขนาดใหญ่ขึ้นสู่ที่สูงได้

ผลการวิเคราะห์พบว่า ชาวเกาะอีสเตอร์โบราณน่าจะใช้วิธีสร้างทางลาด โดยเริ่มถมดินจากส่วนพื้นราบสูงขึ้นไปยังศีรษะของรูปสลักหินซึ่งเอียงตัวมาทางด้านหน้าเล็กน้อย

ชาวราปานุยใช้ทางลาดและเชือกดึงหินที่หนักกว่า 10 ตันขึ้นไปเป็นหมวกประดับศีรษะของรูปสลัก

จากนั้นใช้เชือกพันรอบหมวกหินทรงกลมที่กลิ้งมาจากเหมืองหินซึ่งอยู่ห่างออกไป 13 กิโลเมตร แล้วใช้คนชักลากขึ้นบนทางลาดจนถึงจุดที่ต้องการ ก่อนจะวางหมวกหินลงบนส่วนศีรษะและผลักรูปสลักให้ตั้งตรงเหมือนเดิม

เทคนิคทางวิศวกรรมดังกล่าว ทำให้ชาวราปานุยซึ่งไม่มีเครื่องมือล้ำสมัยสามารถนำหมวกหินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เมตร ขึ้นวางบนรูปสลักที่สูงถึง 10 เมตรได้อย่างมั่นคงไม่ร่วงหล่นลงมา โดยใช้แรงงานคนชักลากเพียง 10 คนเท่านั้น

หมวกหินสีแดงบางใบมีจุกประดับที่ส่วนยอดอีกชั้น หินบางก้อนถูกทิ้งไว้กลางทางขณะทำการเคลื่อนย้ายมาจากเหมืองหิน

ศ. เทอร์รี่ ฮันต์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาของสหรัฐฯบอกว่า การค้นพบครั้งนี้ชี้ว่าชนพื้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ของเกาะอีสเตอร์ สามารถใช้เทคนิควิศวกรรมที่ก้าวหน้าเกินยุคสมัยของตนดำเนินโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องอาศัยการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำลายทรัพยากรอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดสงครามชนเผ่าและสูญเสียประชากรไปจำนวนมาก ตามที่นักวิชาการเคยเข้าใจกันมาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ชาวราปานุยซึ่งเป็นชนพื้นเมืองโบราณเชื้อสายโพลีนีเชียน ได้สร้างรูปสลักหินโมอายนับพันตัวขึ้นโดยตั้งไว้ล้อมรอบเกาะอีสเตอร์ การสวมหมวกหินปูเกาให้กับรูปสลักบางตัว ถือเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงต่อบรรพบุรุษ

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-44537458

งูเหลือมยักษ์กลืนร่างหญิงอินโดนีเซียทั้งคนได้อย่างไร ?

งูเหลือมสามารถเติบโตจนมีลำตัวยาวได้มากกว่า 10 เมตร

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1863808367017307

ข่าวคราวที่สร้างความรู้สึกสยดสยองมากที่สุดเรื่องหนึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อน เห็นจะได้แก่เรื่องที่หญิงชาวอินโดนีเซียถูกงูเหลือมยักษ์ยาวถึง 7 เมตร กลืนกินเข้าไปทั้งตัว

แม้นี่จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ก็นับเป็นเหตุมีผู้เสียชีวิตเพราะถูกงูเหลือมทำร้ายเป็นรายที่สองของอินโดนีเซียแล้ว ภายในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา

เกิดอะไรขึ้นกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ?

นางวา ติบา วัย 54 ปี หายตัวไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะออกไปดูสวนผักของตนเองบนเกาะมูนาในจังหวัดสุลาเวสีของอินโดนีเซีย

หลังจากที่ชาวบ้านได้ระดมกำลังกันออกตามหา ในวันต่อมามีผู้พบรองเท้าแตะและมีดพกของนางติบา ตกอยู่บนพื้นในสวน ห่างออกไปจากจุดนั้นอีกราว 30 เมตร พบงูเหลือมยักษ์ที่มีส่วนท้องพองใหญ่นอนอืดอยู่

ผู้กำกับการตำรวจท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ชาวบ้านลงความเห็นว่างูคงจะกินนางติบาเข้าไปแน่ ๆ จึงฆ่างูเสียแล้วนำซากออกมาจากสวนนั้น

เมื่อลงมือผ่าท้องของงูออกดู ภาพสยดสยองก็ปรากฏแก่สายตาของฝูงชนที่มารุมล้อมด้วยความอยากรู้อยากเห็น ร่างของนางติบาที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์นอนสงบนิ่งอยู่ในนั้น

งูเหลือมโจมตีมนุษย์ด้วยวิธีใด ?

งูเหลือมและงูหลามสามารถเติบโตจนมีขนาดใหญ่ได้มากกว่า 10 เมตร เป็นสัตว์ที่มีพละกำลังมหาศาล มักใช้วิธีซุ่มโจมตีเหยื่อโดยพุ่งเข้ารัดร่างสัตว์ที่ต้องการจับเป็นอาหาร บดขยี้โครงกระดูกให้แหลกด้วยการรัดลำตัวแน่นเข้าทีละนิดตามจังหวะการหายใจของเหยื่อ โดยจะรัดแน่นขึ้นขณะที่เหยื่อหายใจออก

การกอดรัดที่ทรงพลังนี้ จะทำให้เหยื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นหรือขาดอากาศหายใจจนตายได้ภายในเวลาไม่กี่นาที จากนั้นงูเหลือมจะกลืนเหยื่อลงท้อง โดยเส้นเอ็นที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษตรงกรามของมันทำให้อ้าปากได้กว้างพอสำหรับเหยื่อขนาดใหญ่

แมรี่-รูธ โลว์ นักวิจัยและนักอนุรักษ์ประจำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าของสิงคโปร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องงูเหลือมและงูหลามบอกกับบีบีซีว่า “อุปสรรคเดียวในเวลาที่งูจำพวกนี้กลืนคนลงท้อง คือมักจะติดที่ช่วงกระดูกสะบักตรงไหล่ เพราะเป็นส่วนที่ทำให้แตกยุบตัวลงไปไม่ได้”

 

ตามปกติงูเหลือมมักจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ถิ่นฐานของมนุษย์

งูเหลือมกินสัตว์ใหญ่ชนิดอื่นอีกไหม ?

งูเหลือมและงูหลามนั้นแทบจะกินแต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นอาหารเท่านั้น แต่ในบางครั้งบางคราว พวกมันก็กินสัตว์เลื้อยคลานรวมทั้งจระเข้ด้วย

ตามปกติแล้วงูเหลือมมักกินหนูและสัตว์เล็กต่าง ๆ แต่เมื่อเติบโตขึ้นจนมีขนาดใหญ่ระดับหนึ่ง มันก็แทบจะไม่สนใจสัตว์เล็กอีกต่อไปเพราะให้พลังงานไม่คุ้มค่ากับการไล่ล่า เหยื่อขนาดใหญ่ที่มันชื่นชอบนั้นรวมถึงสัตว์เลี้ยงของมนุษย์อย่างหมูหรือวัวด้วย

แต่บางครั้งงูเหลือมและงูหลามก็กะประมาณขนาดของอาหารที่จะกลืนผิดไปได้เหมือนกัน โดยเมื่อปี 2005 มีผู้พบซากงูหลามพม่าซึ่งเป็นงูหลามชนิดที่ใหญ่ที่สุด พร้อมทั้งซากจระเข้ตีนเป็ดหรือแอลลิเกเตอร์อยู่ใกล้กันในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ

สภาพของซากที่พบทำให้ทราบว่า งูหลามได้พยายามกลืนแอลลิเกเตอร์เข้าไปแต่ไม่สำเร็จ ขนาดของเหยื่อที่ใหญ่เกินไปทำให้ตัวงูหลามปริแตกออก จนตายไปพร้อมกับเหยื่อในที่สุด

ถึงกระนั้นก็ตาม งูเหลือมและงูหลามยังคงมีนิสัย “เลือกมาก” ในเรื่องอาหารการกินอยู่ โดยพบว่าหลายตัวทนดำรงชีวิตอยู่ด้วยสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเป็นเวลาหลายสัปดาห์ จนกว่าจะเจอเหยื่อที่มีขนาดใหญ่พอให้ออกแรงไล่ล่า

งูเหลือม-งูหลาม กินคนมากี่ครั้งแล้ว ?

ภาพวิดีโอแสดงการผ่าท้องงูเหลือมยักษ์ จนพบร่างชายชาวจังหวัดสุลาเวสีตะวันตกที่ถูกกลืนเข้าไป

เมื่อปี 2002 มีรายงานว่างูหลามแอฟริกาได้กลืนร่างของเด็กชายวัย 10 ขวบคนหนึ่งเข้าไป โดยเหตุเกิดที่ประเทศแอฟริกาใต้

ส่วนในเดือนมีนาคมของปีที่แล้ว ชายวัย 25 ปีจากจังหวัดสุลาเวสีตะวันตกของอินโดนีเซีย กลายเป็นเหยื่อของงูเหลือมความยาว 7 เมตร ขณะอยู่ในสวนปาล์มน้ำมันใกล้กับหมู่บ้านของเขา

อย่างไรก็ตาม ในปีเดียวกันนั้นเองชายผู้หนึ่งในจังหวัดสุมาตราสามารถเอาชีวิตรอดจากงูเหลือมขนาดเกือบ 8 เมตรมาได้ โดยเขาได้รับบาดเจ็บตามร่างกายหลายแห่ง และยังมีอีกหลายกรณีที่มีรายงานว่าเกิดเหตุขึ้นในพื้นที่ห่างไกล แต่ไม่มีพยานยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

โทมัส เฮดแลนด์ นักมานุษยวิทยาผู้ศึกษาชนเผ่าอักตา (Agta) ซึ่งเป็นชนเผ่าล่าสัตว์และเก็บของป่าเลี้ยงชีพในฟิลิปปินส์บอกว่า หนึ่งในสี่ของชายชนเผ่านี้ เคยถูกงูเหลือมเข้าโจมตีทำร้ายมาแล้วอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ส่วนใหญ่สามารถใช้มีดพกต่อสู้จนเอาชีวิตรอดมาได้ แม้ชนเผ่านี้จะมีรูปร่างค่อนข้างเล็กก็ตาม พวกเขายังกินงูเหลือมเป็นอาหารในโอกาสพิเศษด้วย

นีอา กูร์เนียวัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องงูจากมหาวิทยาลัยบราวิจายาของอินโดนีเซียบอกว่า ตามปกติแล้วงูเหลือมจะมีความรู้สึกไวต่อแรงสั่นสะเทือน เสียง และความร้อนจากตะเกียง ทำให้พวกมันมักจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ถิ่นฐานของมนุษย์ แต่ในกรณีของเหยื่อรายล่าสุด บริเวณสวนที่เกิดเหตุอยู่ตรงเชิงผาหินซึ่งเต็มไปด้วยถ้ำที่เป็นที่อาศัยของงู

งูเหลือม (Reticulated python ) เป็นงูที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก โดยอาจยาวได้มากกว่า 10 เมตร มักอาศัยอยู่ในป่า พบเห็นได้ยากและกลัวมนุษย์ หลายแห่งในอินโดนีเซียถือว่างูชนิดนี้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ งูเหลือมมีอยู่หลายสิบชนิดพันธุ์และพบได้ทั้งในออสเตรเลีย บางส่วนของแอฟริกา เนปาล อินเดีย ศรีลังกา จีน และทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-44520286

พบวิธีสังเคราะห์ด้วยแสงแบบใหม่ ใช้ตามหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้

กลุ่มของไซยาโนแบคทีเรียที่มีสีแตกต่างกัน สีม่วงแดงแสดงถึงการสังเคราะห์แสงด้วยคลอโรฟิลล์-เอ ส่วนสีเหลืองคือการสังเคราะห์แสงด้วยคลอโรฟิลล์-เอฟ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1886174878113989

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงที่ให้พลังงานกับพืชและแบคทีเรียตามแบบฉบับที่เราเคยได้เรียนกันมา อาจไม่ได้มีเพียงวิธีเดียวอีกต่อไป เมื่อทีมนักชีวเคมีของอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ICL) ในสหราชอาณาจักรพบว่า แบคทีเรียบางชนิดสามารถใช้รังสีอินฟราเรดที่ตามองไม่เห็นในการสังเคราะห์ด้วยแสงได้

รายงานการวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science โดยระบุว่าได้พบจุลชีพจำพวกไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) ที่สร้างพลังงานให้กับตนเอง ด้วยการสังเคราะห์ด้วยแสงจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นซึ่งยาวกว่าแสงสีแดงที่ตามองเห็น โดยถือเป็นช่วงคลื่นที่มีพลังงานต่ำเกินกว่าจะทำการสังเคราะห์ด้วยแสงในแบบดั้งเดิมได้

โดยทั่วไปแล้ว พืชและแบคทีเรียบางชนิดจะสังเคราะห์ด้วยแสงเพื่อให้เกิดน้ำตาลที่เป็นแหล่งพลังงาน โดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเป็นวัตถุดิบในการทำปฏิกิริยากับแสงแดด

ในกระบวนการนี้ สารสีเขียวที่เรียกว่าคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) จะดูดซับแสงในช่วงคลื่นสีแดงเอาไว้ เพื่อใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงดังกล่าว ซึ่งช่วงคลื่นสีแดงที่ตามองเห็นนี้ถือเป็นขอบเขตจำกัด (Red limit) เพียงช่วงเดียวในสเปกตรัมของแสง ที่การสังเคราะห์ด้วยแสงแบบดั้งเดิมจะเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตามทีมนักชีวเคมีของ ICL พบว่า ไซยาโนแบคทีเรียที่พบในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนของสหรัฐฯ และในหินตามชายหาดของออสเตรเลีย จะเริ่มหยุดใช้งานสารคลอโรฟิลล์-เอ ที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงเมื่อได้รับแสงอาทิตย์ตามปกติ และเปลี่ยนมาใช้สารคลอโรฟิลล์-เอฟ เมื่อได้รับแสงในช่วงความยาวคลื่นที่เข้าใกล้ย่านอินฟราเรดมากขึ้นเรื่อย ๆ

การค้นพบนี้ลบล้างความรู้ดั้งเดิมในตำราวิชาชีววิทยาทั่วไป ที่ระบุว่าการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเกิดขึ้นได้ภายในช่วงคลื่นสีแดงเท่านั้น ทั้งทำให้นักชีวดาราศาสตร์ที่เคยใช้เกณฑ์นี้เพื่อคาดคะเนว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นหรือไม่ ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดของตนขนานใหญ่ด้วย

ดร. เดนนิส เนิร์นแบร์ก ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า การค้นพบนี้มีขึ้นโดยไม่คาดคิดมาก่อน ทำให้ความเข้าใจเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสงและการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่กว้างไกลขึ้น ทั้งยังอาจนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่สามารถมีชีวิตรอดในสภาพแสงที่หลากหลายได้

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-44522591

เหตุผล 8 ข้อที่มนุษย์หลงรักพลาสติกตัวร้าย

ขยะพลาสติกจำนวนมากถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทร

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1863812903683520

ปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกที่ก่อมลภาวะไปทุกแห่งในขณะนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามาจากความนิยมชมชอบที่มีมานานนับศตวรรษของมนุษย์ส่วนใหญ่ ซึ่งพากันติดอกติดใจวัสดุใช้งานง่าย ราคาถูก มีน้ำหนักเบา ทั้งปรับเปลี่ยนเป็นสิ่งของได้หลายรูปแบบอย่างพลาสติกนั่นเอง

พลาสติกเริ่มเป็นที่นิยมตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่เราเดินทางมาถึงจุดที่ใช้พลาสติกกันเกินพอดีได้อย่างไร ? เหตุผลที่ทำให้ผู้คนพากันหลงใหลวัสดุอย่างพลาสติกมีอย่างน้อย 8 ข้อดังต่อไปนี้

1. พลาสติกถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกเพื่อทดแทนงาช้าง

ในปี 1863 เกิดภาวะขาดแคลนงาช้างอย่างหนัก ทำให้บริษัทผู้ผลิตลูกบิลเลียดของสหรัฐฯที่ใช้งาช้างเป็นวัตถุดิบ ประกาศจะให้รางวัลแก่ผู้ที่คิดค้นวัสดุทดแทนได้สำเร็จ ทำให้นายจอห์น เวสลีย์ ไฮแอต นักประดิษฐ์มือสมัครเล่น ทดลองใช้ใยฝ้ายและกรดไนตริกสังเคราะห์ “เซลลูลอยด์” (Celluloid) ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดแรกขึ้น

แม้เซลลูลอยด์จะนำมาใช้ผลิตลูกบิลเลียดได้คุณภาพไม่สู้ดีนัก แต่หลังจากนั้นก็มีการค้นพบประโยชน์นับพันอย่างของวัสดุชนิดใหม่นี้ติดตามมา ทำให้ทั่วโลกมีการใช้งานพลาสติกกันกว้างขวางขึ้น

2. พลาสติกทำให้เราได้ชมภาพยนตร์

แม้ฟิล์มภาพยนตร์ที่ผลิตขึ้นครั้งแรกจะทำมาจากกระดาษ แต่ความเหนียวและแข็งแกร่งของเซลลูลอยด์มีความเหมาะสมต่อการใช้งานด้านนี้มากยิ่งกว่า พลาสติกชนิดที่ติดไฟได้ถูกนำมาขึ้นรูปให้เป็นแถบยาวและเคลือบสารเคมีที่ทำปฏิกิริยากับแสงเอาไว้ นับว่าเซลลูลอยด์เป็นพลาสติกที่ขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดให้เติบโตในเวลาที่เหมาะเจาะทีเดียว

 

เซลลูลอยด์เป็นพลาสติกที่ขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดให้เติบโต

3. เบกาไลต์ (Bakelite) พลาสติกอเนกประสงค์

ในปี 1907 มีการคิดค้นพลาสติกที่มีประโยชน์ใช้สอยได้หลายพันรูปแบบ และถูกนำมาผลิตเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในเวลาต่อมา ซึ่งก็คือเบกาไลต์หรือเบกไลต์นั่นเอง

เบกาไลต์เป็นชื่อการค้าของสารฟีนอลฟอร์มัลดีไฮด์เรซิน ซึ่งจะแข็งตัวเมื่อร้อน เบกาไลต์มีสีน้ำตาลเข้ม เนื้อแข็งแต่เปราะแตกง่าย มีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้า ทำให้มีการนำมาผลิตเป็นโคมไฟ ปลั๊กไฟ และเต้าเสียบอย่างแพร่หลาย

4. พลาสติกขับเคลื่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 และ 1940 นักปิโตรเคมีได้คิดค้นพลาสติกชนิดใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งรวมถึงพลาสติกยอดนิยมอย่างพอลิเอทิลีน (Polyethylene – PE) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สองด้วย

พอลิเอทิลีนถูกใช้เป็นฉนวนหุ้มสายไฟฟ้ายาวในระบบเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งระบบนี้ช่วยคุ้มกันกองเรือลำเลียงของสหราชอาณาจักรในมหาสมุทรแอตแลนติก และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อผลแพ้ชนะในการรบ

พลาสติกชนิดอื่นที่คิดค้นขึ้นในยุคนี้ ถูกนำมาใช้งานด้านการทหารด้วยหลายชนิด เช่นมีการนำไนลอนมาใช้แทนผ้าไหมในร่มชูชีพ มีการใช้อะคริลิกทำกระจกหน้าต่างของป้อมปืนบนเครื่องบินทิ้งระเบิด หมวกเหล็กทหารที่เป็นโลหะก็ถูกแทนที่ด้วยหมวกพลาสติกในที่สุด ในยุคนี้อุตสาหกรรมพลาสติกขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด

5. พลาสติกช่วยบันทึกเสียงดนตรี

เมื่อกระบอกเสียง (Phonograph cylinder record) ที่ทำจากไขผึ้งของโทมัส เอดิสัน ถูกผลิตขึ้นใหม่ด้วยพลาสติก ทำให้การบันทึกเสียงและบรรเลงดนตรีมีคุณภาพดีขึ้นอย่างมาก ทั้งตัวกระบอกเสียงก็มีความทนทานเพิ่มขึ้นด้วย ในภายหลังยังมีการผลิตแผ่นเสียงไวนิล เทปคาสเซต และแผ่นซีดีออกมา ซึ่งล้วนทำจากพลาสติกทั้งสิ้น ทำให้อุตสาหกรรมความบันเทิงอย่างดนตรีเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ง่าย

อุปกรณ์การแพทย์พลาสติกถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาล เนื่องจากสามารถใช้แล้วทิ้งหรือฆ่าเชื้อได้ง่าย

6. พลาสติกทำให้โรงพยาบาลมีสุขอนามัยมากขึ้น

เมื่อนักประดิษฐ์เติมสารเคมีบางอย่างลงในพลาสติก ทำให้วัสดุใหม่ที่ได้มีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น เหมาะกับการนำมาใช้งานทางการแพทย์ เช่น ถุงใส่เลือด หลอดฉีดยาพลาสติก และท่อพลาสติก ถูกนำมาใช้งานในโรงพยาบาลแทนขวดแก้ว หลอดแก้ว และท่อยาง เนื่องจากสามารถใช้แล้วทิ้งหรือฆ่าเชื้อได้ง่าย ทนทานไม่เปราะแตก

7. พลาสติกใช้แล้วทิ้งได้สะดวก

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง วงการอุตสาหกรรมพลาสติกขยายตัวขึ้นอย่างมาก และต้องการจะก้าวไปสู่การผลิตพลาสติกปริมาณมหาศาลเพื่อให้มีราคาถูกลง

แนวคิดนี้นำไปสู่ “การปฏิวัติพลาสติก” ซึ่งเร่งการผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งมาทดแทนข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน เช่น จาน ชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ โดยหวังว่าจะให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภคด้วยการลดภาระงานบ้านอย่างการล้างจานลง แต่จากจุดนี้เองที่วัฒนธรรมใช้แล้วทิ้งแบบสิ้นเปลืองและก่อมลภาวะได้เริ่มต้นขึ้น

ผู้คนพากันติดอกติดใจพลาสติก ซึ่งเป็นวัสดุใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งได้สะดวก จนก่อให้เกิดมลภาวะตามมา

8. พลาสติกช่วยลดอาหารเน่าเสียเหลือทิ้ง

การขนส่งอาหารจากแหล่งผลิตที่อยู่ห่างไกลมายังตลาดหรือบ้านเรือน ทำให้เกิดการเน่าเสียและอาจต้องทิ้งอาหารนั้นไปจำนวนมากอย่างน่าเสียดาย แต่ด้วยการคิดค้นบรรจุภัณฑ์พลาสติก พืชผักผลไม้ นม หรือเนื้อสัตว์ จะถูกเก็บรักษาให้อยู่ในสภาพดีได้ยาวนานขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อดีที่น่าชื่นชมของพลาสติกได้กลายเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมไปในที่สุด เมื่อขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลล้นทะลักลงสู่มหาสมุทร แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่ร่องลึกก้นสมุทรและส่วนห่างไกลที่สุดของทวีปแอนตาร์กติกา โดยต้องใช้เวลานานนับร้อยปีกว่าพลาสติกเหล่านี้จะย่อยสลาย

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-44537467