คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-23 อนุชา อินทร์ประเทือง นพพล และนุช นราธิป พุฒิเสถียร ศิวกร คุณากันต์

ร้องเงินในบัญชีล่องหน! จาก 7 แสน เหลือ 3 หมื่นบาท

ร้องเงินในบัญชีล่องหน! จาก 7 แสน เหลือ 3 หมื่นบาท

ผู้เสียหาย 2 คน ใน จ.อุตรดิตถ์ ร้องเรียนหลังเงินในบัญชีธนาคารหายไป รวมเงินกว่า 1.3 ล้านบาท แม้จะแจ้งความและแจ้งผู้จัดการธนาคารแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามานานครึ่งปี

วันนี้ (22 ต.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลัง พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์  ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดิษยเดช พัชรภูวดล” โดยระบุว่า แบบนี้ก็มีด้วย!!! เจ้าหน้าที่ธนาคารในอุตรดิตถ์ไม่ใช่ธนาคารบ้านนอก แอบเบิกเงินคุณลุงประสงค์ชัย มากบำรุง พ่อค้าขายมะพร้าวในตลาด ลูกค้าบัญชีฝากประจำ ไปเกือบ 700,000 บาท ติดตามขอคืนมาเกือบครึ่งปี ผลัดไปเรื่อย วันนี้มาขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ใครมีเงินในธนาคารจำนวนมาก เอาบัญชีไปตรวจสอบบ้างก็ดีครับ ไว้ใจกั๋นบ่ได้ ตำรวจห่วงใยประชาชนครับ


หลังข้อความดังกล่าวเผยแพร่ ส่งผลให้มีการถูกส่งต่อในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปติดตามเรื่องนี้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์ ได้รับข้อมูลว่ามีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความ 2 คน กับพนักงานสอบสวนว่าเงินที่ฝากกับธนาคารแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์หายไป โดยผู้เสียหายคนแรก คือ นายประสงค์ชัย  มากบำรุง อายุ 69 ปี มีอาชีพขายมะพร้าว เงินในบัญชีถูกถอนออกไปกว่า 670,000 บาท ขณะนี้เหลือเงินในบัญชีเพียง 32,000 บาท จึงแจ้งความไว้เมื่อ วันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา

 

ติดต่อไปทางธนาคารแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการจ่ายเงินคืนให้ หายเข้ากลีบเมฆไปเลย มันน่าเจ็บใจนะ ทั้งที่ก็ฝากเงินเราแท้ๆ ไม่น่าหายไปเลย ฝากธนาคารนะ ไม่ได้ฝากชาวบ้าน 

ขณะที่ นางอัญชลี  วงษ์จันทร์ อายุ 43 ปี ผู้เสียหายคนที่สอง ซึ่งประกอบอาชีพขายไอศกรีมก็ตรวจพบว่าเงินในบัญชีได้สูญหายไปกว่า 630,000 บาท ขณะนี้เหลือเงินในบัญชีเพียง 30,000 บาทเท่านั้น ทั้งที่ไม่เคยถอน แม้จะแจ้งผู้จัดการแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

เราก็ไม่อยากให้ธนาคารเสียชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่เรารอแล้ว คอยแล้ว มันยืดเยื้อนานเกินไป และไม่ใช่แค่เราคนเดียว ก็เลยอยากให้ช่วยเร่งจัดการให้หน่อย

ทั้งนี้ สำหรับยอดเงินของทั้ง 2 คน รวมกว่า 1,300,000 บาท ขณะนี้ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน ก่อนจะเรียกผู้จัดการธนาคาร และผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ปากคำ

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/275236

นร.ไทยเจ๋ง! คว้า 12 รางวัลสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ

นร.ไทยเจ๋ง! คว้า 12 รางวัลสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักเรียนไทยสุดเจ๋ง! คว้า 12 รางวัลในการแข่งขันประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์นานาชาติ ประจำปี 2018 ที่ประเทศอินเดีย

วันนี้ (22 ต.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักเรียน 15 คน 9 ทีม จาก 8 โรงเรียนทั่วประเทศ นำเสนอผลงาน ก่อนขึ้นรับรางวัล การประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติ หรือ IEYI 2018 (International Exhibition for Young Inventors) ระหว่างวันที่ 17 – 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

ภาพ :  สพฐ.

น.ส.ธัญนันท์  แก้วเกิด ผู้อำนวยการโครงการพิเศษ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.เปิดเผยว่า การแข่งขันในครั้งนี้ มีนักเรียนจาก 9 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ประกอบด้วย จีน อินเดีย ไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รัสเซีย และไทย

สำหรับเด็กไทยที่คว้ารางวัลได้ครบทั้ง 9 ทีม รวม 12 รางวัล แยกเป็น 2 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง และ 5 รางวัลพิเศษ ซึ่งในจำนวนนี้เป็น Special Silver Award จากผลงาน “เครื่องปอกเปลือกเงาะ” โดย ด.ญ.ใบเตย สินนอก และ ด.ญ.วิววิภา แสนซื่อ จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 19 จ.ชัยภูมิ ซึ่งทั้งคู่ยังคว้ารางวัลเหรียญเงินจากผลงานนี้ มาได้อีกด้วย สาเหตุเนื่องจากต้องการให้ผู้ที่กินเงาะปลอดภัย ทั้งจากคมมีดที่ปอก และสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับเปลือกเงาะ

ภาพ :  สพฐ.

นอกจากนี้ยังมีรางวัลเหรียญทอง จากผลงาน “แคปซูลข้าวสารดูดความชื้น” โดย น.ส.ศิริมา ศรีเมฆ และ น.ส.สุพิชญา แหลมผึ้ง จากโรงเรียนปราจีนกัลยาณี จ.ปราจีนบุรี รวมทั้ง รางวัลพิเศษ Special Award ผลงาน “เครื่องตรวจสุขภาพอัจฉริยะ ผ่านระบบเครือข่ายไร้สาย” โดย น.ส.กานต์พิชชา อัศววินิจกุลชัย และ น.ส.ณัฐกุล เตชะพิพัฒน์ชัย จากโรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพมหานคร

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

ภาพ :  สพฐ.

 

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/275241

ชาวโลกแห่ดู นาทีปล้นร้านทองบรรลือโลก โจรได้ดีเพราะนารีอุปถัมภ์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ชาวโลกแห่ดู นาทีปล้นร้านทองบรรลือโลก โจรได้ดีเพราะนารีอุปถัมภ์

http://video.sanook.com/player/1332637/

 

นาทีโจรบุกปล้นร้านทองในมาเลเซีย กลายเป็นคลิปไวรัลไปทั่วโลก พวกเขาพยายามทุบกระจกนิรภัยปลอดภัยที่สุดในโลก แต่สุดท้ายก็โกยทองได้มหาศาล เพราะพนักงานประเคนให้ถึงมือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภาพเหตุการณ์คนร้ายบุกปล้นชิงร้านทองแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย กลายเป็นกระแสไวรัลที่โลกโซเชียลมีเดียกล่าวถึงเป็นอย่างมาก เพราะร้านทองที่มีระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดี คนร้ายเกือบจะไม่ได้ทรัพยสินใดๆ ไป แต่กลับกลายเป็นว่าพนักงานสาวประจำร้านเป็นผู้หยิบยื่นส่งทองให้คนร้ายไปเสียเอง

ตามรายงานระบุว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ร้านทองแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้า ย่านชานเมืองกรุงกัวลาลัมเปอร์ เผยให้เห็นช่วงนาทีที่ 2 คนร้าย สวมเสื้อผ้าปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด เพื่อเข้ามาก่อเหตุปล้นชิงร้านทองดังกล่าว เมื่อคนร้ายมาถึงก็ไม่รีรอใดๆ ใช้ค้อนปอนด์ที่เตรียมมาพยายามทุบกระจกร้านและตู้กระจกวางทอง

แต่ปรากฏว่าการปล้นครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะว่าทางร้านทองได้ติดตั้งกระจกนิรภัยที่มีประสิทธิภาพป้องกันการโจรกรรมค่อนข้างดีเยี่ยม ทำให้คนร้ายทุบกระจกเท่าไหร่ก็แทบจะไม่สะทกสะท้านใดๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าโชคจะยังเข้าข้าง 2 คนร้าย เพราะปรากฏว่าพนักงานสาวประจำร้านนั้น หยิบถาดใส่ทองนำไปประเคนใส่มือคนร้ายผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ แทน ทำให้คนร้ายสามารถกอบโกยทองคำได้ไปเป็นจำนวนมาก

เหตุดังกล่าวระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยคลิปภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านทองแห่งนี้กลายเป็นที่พูดถึงในสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก หลายคนมองว่ากระจกนิรภัยทำหน้าที่ป้องกันภัยเอาไว้ได้ดี แทนที่พนักงานสาวในร้านจะรีบหลบหนีเข้าไปด้านหลัง พร้อมกับแจ้งตำรวจ แต่พวกเธอกลับยกถาดใส่ทองคำส่งให้คนร้ายที่กำลังจะหมดหวังในการปล้น

อย่างไรก็ตาม โซเชียลมีเดียยังตั้งข้อสังเกตและแอบสงสัยว่า พนักงานสาวในร้านทองแห่งนี้จะรู้เห็นเป็นใจในการปล้นครั้งนี้หรือไม่ แต่นับว่าเป็นภาพเหตุการณ์ปล้นร้านทองที่ทำให้เจ้าของร้านเจ็บปวดใจอยู่ไม่น้อย แม้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยจะดีเลิศแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดพนักงานของร้านก็ทำพังทุกอย่าง

ที่มา https://www.sanook.com/news/7548538/

 

เตรียมส่งข้อมูล กัญชาใช้การแพทย์ให้นายกฯ ชี้ไม่ต้องใช้ ม.44 ปลดล็อก

เตรียมส่งข้อมูล กัญชาใช้การแพทย์ให้นายกฯ ชี้ไม่ต้องใช้ ม.44 ปลดล็อก

เตรียมส่งข้อมูล กัญชาใช้การแพทย์ให้นายกฯ ชี้ไม่ต้องใช้ ม.44 ปลดล็อก

รองนายกรัฐมนตรี “ประจิน จั่นตอง” เผย เตรียมส่งข้อมูลการใช้ “กัญชา” ทางการแพทย์ให้ นายกฯ ยืนยันไม่ปล่อยให้ปลูกอิสระ ชี้ไม่ต้องใช้ ม.44 ปลดล็อกกัญชา

วันที่ 19 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการออกกฎหมายเพื่อรองรับเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ว่า ประเทศไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ(ยูเอ็น) มีความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) และมีกรอบความร่วมมือว่าด้วยความมั่นคงกับอาเซียน 10 ประเทศ โดยยูเอ็นโอดีซีและอาเซียน ไม่ต้องการให้มีการเสพยาเสพติดอย่างถูกกฎหมาย  แต่สนับสนุนใช้พืชเสพติดในการรักษาทางการแพทย์และการวิจัย ซึ่งเรามีหน่วยงานวิจัยในการทำเรื่องนี้ แต่จะต้องดูสูตรที่นำไปใช้บำบัดโรค ต้องไม่ทำแบบผิวเผิน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน มีการทดลองจากสัตว์และมนุษย์ ซึ่งเป็นหลักสากลในการวิจัยยาเพื่อรักษาโรค และเรากำลังพยายามทำให้สูตรที่เราวิจัยเองใช้ประโยชน์ได้จริง  มีเภสัชกรหรือองค์กรจับมือกันเพื่อผลิตจริง และจะต้องผ่านกระบวนการของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ส่วนการรักษาต้องมีสถานพยาบาลและแพทย์เข้ามาเป็นเครือข่ายและผู้ป่วยต้องสมัครใจ

>> ดราม่ากัญชา อย.แจง ยังไม่เคยอนุญาตให้ปลูกในพื้นที่เป็นไร่ ตามที่เป็นข่าว

“ผมฝากการบ้านให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ไปทำตามข้อเสนอของหลายฝ่าย รวมถึงข้อเสนอของสมาชิกบางกลุ่มในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมีการทบทวนและตรวจสอบให้ตรงกับขีดความสามารถ การบำบัดรักษาและต้องไม่นอกกรอบความร่วมมือของยูเอ็นโอดีซีและอาเซียน และยังได้รวบรวมรายงานจาก 4 กลุ่มวิจัยครบถ้วนแล้ว รวมถึงได้รับข้อมูลจากต่างประเทศ   โดยวันนี้ ป.ป.ส.จะนำเอกสารทางการมาให้ตรวจสอบ  หากไม่มีการแก้ไขก็จะนำเรียนนายกรัฐมนตรีได้ภายในวันนี้ เชื่อว่าจะมีข้อมูลครบถ้วน เพื่อให้นายกฯพิจารณาสั่งการ” รองนายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า กัญชาที่จะนำมาใช้จะนำมาจากแหล่งใด พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า กัญชาที่นำมาใช้ได้จะมี 3-4 สายพันธุ์เท่านั้นที่มีสารที่มีประโยชน์ต่อการรักษาโรค จึงต้องดูสายพันธุ์ที่เหมาะสมและมีพื้นที่ควบคุม มีอาคารโรงเรือนในลักษณะปิด มีระบบเรื่องแสงและน้ำที่เหมาะสม มีเจ้าหน้าที่หรือแพทย์ที่เชี่ยวชาญดูเรื่องการเจริญเติบโต  ไม่เปิดโอกาสให้มีการปลูกอิสระ เพื่อไม่ให้ขัดกฎเรื่องการใช้สารเสพติดผิดกฎหมาย ดังนั้นคนที่เข้ามาทำเรื่องนี้ จะต้องมีความรู้ ยอมรับกติกา ไม่ปล่อยให้มีการละเมิด จึงจะผลักดันให้มีการจับมือระหว่างผู้วิจัยกับผู้ผลิตได้

พร้อมกันนี้ จะต้องมีคณะทำงานที่ทำงานคู่ขนานกับมาตรการที่จะเสนอให้นายกฯเห็นชอบในหลักการด้วย โดยมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้อย่างอิสระเสรี แต่เป็นมาตรการที่สังคมต้องยอมรับ ผู้เกี่ยวข้องทางการแพทย์สามารถปฏิบัติได้ และเป็นที่พอใจของผู้ป่วย ผลทั้งหมดต้องเกิดในภาพรวม 3 ระดับคือ ระดับประเทศ สังคม และกลุ่มผู้ผลิต-ผู้ประกอบการ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดล็อกกัญชา พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ยังยึดหลักตามกฎหมายปกติ เช่น  การแก้ไขกฎกระทรวงสาธารณสุข แก้ไขระเบียบกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มเติม

ที่มา https://www.sanook.com/news/7548546/

กระทรวงต่างประเทศจี้ “นิตยสารโว้ก” แจงรองเท้าลายคล้ายธงชาติ ชี้ไม่เหมาะสม

กระทรวงต่างประเทศจี้ "นิตยสารโว้ก" แจงรองเท้าลายคล้ายธงชาติ ชี้ไม่เหมาะสม

นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส ขอให้ โว้ก นิตยสารแฟชั่นชื่อดัง ชี้แจงการเผยแพร่ภาพรองเท้าผ้าใบ ที่มีภาพปรากฏออกมาว่าคล้ายธงชาติไทย เนื่องจากกระทรวงมีความเห็นห่วงถึงความเหมาะสมของภาพดังกล่าว

 

 

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากเพจ Vogue Paris ของนิตยสารโว้กได้โพสต์รูปสนีกเกอร์ดังกล่าว แต่คนไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปวิจารณ์ว่า ลายคล้ายธงชาติ หลายคนยังใช้คำพูดรุนแรงเพื่อแสดงความไม่พอใจ จนเกิดเป็นกระแสที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ ซึ่งหลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้นำเรื่องนี้ไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ออกความเห็นว่าจะให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการ

 

คนแห่ฉลองเทศกาลฮินดู จุดพลุ-เฮลั่น ไม่รู้ว่ามีรถไฟมา ชนระเนระนาด ดับครึ่งร้อย

  อุบัติเหตุระทึก รถไฟชนฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลองเทศกาลฮินดู ในอินเดีย คนโดนชนกระเด็น นอนระเนระนาดเกลื่อนพื้น พบมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 ราย รายงานเผย ตอนเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน และมีเสียงดังมาก ประชาชนจึงไม่ได้ยินเสียงรถไฟ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า เกิดเหตุโศกนาฏกรรมระทึกขวัญขึ้นที่เมืองอมฤตสาร์ รัฐปัญจาบ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย โดยฝูงชนจำนวนมากที่กำลังเฉลิมฉลองเทศกาลของชาวฮินดูอยู่บริเวณริมทางรถไฟ ถูกรถไฟขบวนหนึ่งพุ่งเข้าชนอย่างรุนแรง ผู้คนจำนวนมากถูกชนจนกระเด็น และถูกลากไปตามรางรถไฟ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโกลาหลและตกตะลึงแก่ผู้คนที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

นายดีภัก กุมาร โฆษกการรถไฟแห่งประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า ในช่วงก่อนเกิดเหตุ ประชาชนจำนวนมากออกมาเฉลิมฉลองบริเวณรางรถไฟ มีการจุดพลุไฟและส่งเสียงเชียร์ดังสนั่น ด้วยเสียงเชียร์และเสียงพลุที่ดังมาก บวกกับเป็นเวลากลางคืน ฝูงชนจึงไม่ทันสังเกตว่ามีรถไฟกำลังแล่นผ่านมา เมื่อรถไฟมาถึง มันจึงกวาดเอาฝูงชนที่ยืนอยู่บนรางและใกล้ ๆ รางรถไฟไปด้วย

ภาพและคลิปวิดีโอที่แชร์บนโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นริมรางรถไฟ ผู้เห็นเหตุการณ์ต่างก็ขวัญเสียและตกตะลึง หลายคนร้องไห้คร่ำครวญกันระงม ท่ามกลางความมืด เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากที่เกิดเหตุ และพาส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

โดยรายงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุนี้ อย่างน้อย 55 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บราว 60 ราย

นายนเรนทรา โมที นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ได้ออกมาแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมน่าเศร้านี้ และร้องขอให้เจ้าหน้าที่ทางการ รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่น เร่งเข้าช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบเหตุทุกคนต่อไป

ทางด้าน ร.ท. อมรินทร์ สิงห์ มุขมนตรีรัฐปัญจาบ กล่าวว่า ทางรัฐบาลท้องถิ่นจะสนับสนุนเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต รายละ 500,000 รูปี หรือประมาณ 222,000 บาท ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จะได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชนได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

ภาพจาก NARINDER NANU / AFP

ที่มา https://hilight.kapook.com/view/179325

ดีเปรสชันเข้าประจวบฯ เตือน 51 จังหวัด รับมือฝนถล่ม 20-22 ต.ค.

ดีเปรสชันเข้าประจวบฯ เตือน 51 จังหวัด รับมือฝนถล่ม 20-22 ต.ค.

ดีเปรสชันเข้าประจวบฯ เตือน 51 จังหวัด รับมือฝนถล่ม 20-22 ต.ค.

“ดีเปรสชัน” เข้าประจวบฯ เตือน 51 จังหวัดภาคเหนือ-กลาง-ใต้ รับมือฝนตกหนัก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าหลาก ช่วง 20-22 ต.ค. เฝ้าระวังสถานการณ์ ตลอด 24 ชม.

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลาง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เปิดเผยว่า ได้ติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศ ฉบับที่ 2 (468/2561) แจ้งว่าพายุดีเปรสชันบริเวณอ่าวไทย กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักมากบางแห่ง อาจทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร ระหว่างวันที่ 20-22 ต.ค.

ทั้งนี้ได้ประสาน 51 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคกลาง 24 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพมหานคร และภาคใต้ 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

พร้อมจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัย ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย อีกทั้งตรวจสอบสิ่งก่อสร้างและป้ายโฆษณาให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ตัดแต่งกิ่งไม้บริเวณริมถนนและพื้นที่ชุมชนเพื่อป้องกันการล้มทับ สำหรับชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้.

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1400342

ฝากขังแม่โหด ฆ่าน้องไทเกอร์ เข้าคุกสีหน้านิ่งๆ คล้ายซึมเศร้า

ฝากขังแม่โหด ฆ่าน้องไทเกอร์ เข้าคุกสีหน้านิ่งๆ คล้ายซึมเศร้า

ฝากขังแม่โหดฆ่าน้องไทเกอร์ ส่งเข้าคุก สีหน้าเรียบเฉยนิ่งๆ เหมือนซึมเศร้า ตำรวจ ชี้ก่อเหตุ มึนเมาจากสุรา ไม่เกี่ยวกับจิตไม่ปกติ เชื่อหลักฐานเพียงพอ…

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. พ.ต.อ.สง่า ธีรศรัณยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา เดินทางไปสภ.ภาชี เพื่อตรวจสอบสำนวนการสอบสวนปากคำและพยานในคดี ด.ช.พัสธร ศรีคง หรือน้องไทเกอร์ อายุ 3 ปี เสียชีวิตปริศนาในร่องน้ำ โดยนางรุ่งทิพย์ โยธิการ์ อายุ 34 ปี ผู้เป็นแม่ลงมือกระทำ ถูกตั้ง 2 ข้อหา กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจผู้อื่น ล่าสุดพนักงานสอบสวนได้นำตัวนางรุ่งทิพย์ ไปขออำนาจศาลฝากขังเป็นที่เรียบร้อย

พ.ต.อ.สง่า เปิดเผยว่า จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ได้นำสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มีอะไรหนักใจ เบื้องต้นได้สอบสวนปากคำนางรุ่งทิพย์ ผู้เป็นแม่ในฐานะพยาน จากนั้นได้ไปดูจุดเกิดเหตุและเส้นทางก่อนเกิดเหตุ สอดคล้องกับคำให้การและหลักฐานจากพยานบุคคลและกล้องวงจรปิดที่ได้มา บวกกับพฤติกรรมที่เจ้าตัวรับสารภาพคือการดื่มสุราและการทำร้ายน้องไทเกอร์ ทำให้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่จะเปลี่ยนจากการเป็นพยาน สู่การเป็นผู้ต้องหาในที่สุด ซึ่งเชื่อว่าหลักฐานที่สอดคล้องเหล่านี้ เพียงพอในการดำเนินคดี

ส่วนเรื่องของจิตไม่ปกตินั้น ไม่มีผลต่อรูปคดีแต่อย่างใด เนื่องจากขณะเกิดเหตุแม้ว่าจะมีอาการมึนเมา แต่เกิดจากพิษสุรา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจิต แต่เมื่อหายเมาแล้วมีการพูดคุยหรือให้การรู้เรื่อง ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจึงสอดคล้องกันทั้งหมด มั่นใจว่านางรุ่งทิพย์ กระทำความผิด ซึ่งได้ส่งศาลเพื่อขออำนาจฝากขังและนำตัวเข้าเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นที่เรียบร้อย ส่วนชั้นพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว และอยู่ที่ดุลพินิจของศาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางรุ่งทิพย์ถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยอาการสงบเงียบ ไม่มีท่าทีโวยวายหรือวิตกกังวล แต่มีอาการคล้ายกับคนที่ซึมเศร้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด.

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1400338

Peter Grunberg นักฟิสิกส์โนเบลปี 2007 ผู้พบปรากฏการณ์ GMR ที่ได้ปฏิรูปเทคโนโลยีหน่วยเก็บข้อมูล

Peter Grunberg  (FRANK AUGSTEIN/ASSOCIATED PRESS)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

มื่อประมาณ 30 ปีก่อนนี้ แทบไม่มีนักฟิสิกส์คนใดสนใจปรากฏการณ์ magnetoresistance ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ความต้านทานไฟฟ้าของสารมีการเปลี่ยนแปลง เวลาสารนั้นมีสนามแม่เหล็กมากระทำ

ในอดีต Lord Kelvin นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงานด้านอุณหพลศาสตร์ (thermodynamics) ด้วยการพบปรากฏการณ์ Joule-Kelvin อีกทั้งเป็นคนที่กำหนดมาตรวัดอุณหภูมิสัมบูรณ์ให้โลกรู้จักในนามองศา kelvin ได้เคยตั้งข้อสังเกตเมื่อ 180 ปีก่อนนี้ว่า ความต้านทางไฟฟ้าของเหล็กได้เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เวลามีสนามแม่เหล็กมากระทำ แต่เมื่อความต้านทานไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงนี้มีค่าน้อยมาก ดังนั้นจึงไม่มีใครให้ความสนใจในเรื่องนี้

จนกระทั่งถึงปี 1988 เมื่อ Albert Fert แห่งมหาวิทยาลัย Paris ที่ Orsay ในประเทศฝรั่งเศสได้พบว่า ในการทดลองใช้วัสดุที่เหมาะสม เวลามีสนามแม่เหล็กมากระทำ ความต้านทานไฟฟ้าของวัสดุจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมหาศาล จนทำให้คนทุกคนตกใจ และรู้สึกประหลาดใจ

Fert เรียกปรากฏการณ์ที่เขาพบว่า giant magnetoresistance (หรือ GMR)

ในการพบ GMR Fert ได้ใช้เทคโนโลยี molecular beam epitaxy สร้างสิ่งที่เรียกว่า superlattice ด้วยการพ่นลำอะตอมเหล็กให้เกาะติดกันเป็นแผ่นบาง แล้วพ่นลำอะตอมโครเมียมให้เป็นแผ่นบางใหม่ที่ทับติดกับแผ่นเหล็กเดิม นักฟิสิกส์เรียกระบบที่มีวัสดุต่างชนิดที่เรียงสลับแผ่นซ้อนกันว่า superlattice และได้พบว่า เมื่อนำ superlattice ไปวางในสนามแม่เหล็ก แล้วปล่อยให้กระแสไฟฟ้าผ่าน ในเวลาเดียวกันก็ได้ลดอุณหภูมิของระบบลงจนถึง 4.2 องศาสัมบูรณ์ (-269 องศาเซลเซียส) เขาก็ตกตะลึงเมื่อได้เห็นความต้านทานไฟฟ้าของ superlattice ลดลงเกือบ 50%

ทันทีที่รู้ข่าวนี้วงการฟิสิกส์ทั่วโลกก็ตื่นเต้นและหันมาสนใจปรากฏการณ์ GMR และได้พยายามลบสถิติการเปลี่ยนแปลงความต้านทานไฟฟ้าที่ Fert ได้ทำไว้ หลายคนได้พยายามสร้างทฤษฎีอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนได้พยายามค้นหาวัสดุที่ความต้านทานไฟฟ้าจะเปลี่ยนไปมาก เวลามีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มต่ำมากมากระทำ และหาวัสดุที่จะทำให้เห็นปรากฏการณ์ได้ชัดที่อุณหภูมิไม่ต่ำมาก เช่น ที่ 300 องศาสัมบูรณ์ หรือประมาณ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิห้อง

เพราะนักเทคโนโลยีเห็นคุณค่าของ GMR ว่า อาจนำไปใช้ในการอ่านข้อมูลที่เก็บในเทปคอมพิวเตอร์ รวมถึงอาจใช้เป็นตัวรับสัญญาณในรถยนต์ที่ไร้คนขับก็ได้ด้วย

ปรากฏการณ์ GMR เกิดขึ้น เมื่อสนามแม่เหล็กที่กระทำต่อตัวนำบางชนิดได้แผ้วทางให้กระแสอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ผ่านไปได้อย่างสะดวกสบาย แต่ในตัวนำที่มีสารเจือ หรือสิ่งแปลกปลอม หรือความผิดปกติใดๆ อาจทำให้การเรียงตัวของโมเมนต์แม่เหล็กในอะตอมเป็นไปอย่างไม่เป็นระเบียบ อิเล็กตรอนจะถูกสิ่งเหล่านี้กระเจิง (scatter) ทำให้มันเคลื่อนที่ต่อไปอย่างไม่ราบรื่น คือ ถูกต้านทาน มีผลทำให้ตัวนำนั้นมีความต้านทานไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เวลามีสนามแม่เหล็กมากระทำ ถ้าตัวนำที่มีสารเจือที่มีสมบัติของเหล็ก สารเจือจะมีอันตรกริยากับอิเล็กตรอน เพราะอิเล็กตรอนเองก็มีสมบัติเชิงแม่เหล็ก คือมีสปินที่เป็นเสมือนแท่งแม่เหล็กขนาดเล็กที่มีขั้วเหนือและใต้ (เป็น spin แบบ up หรือ down (ชี้ขึ้น หรือชี้ลง)) ดังนั้นสารเจือที่มีสมบัติแม่เหล็กจะเบี่ยงเบนเส้นทางการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่มีสปินทั้งสองรูปแบบอย่างแตกต่างกัน

ต่อมาอีกไม่นานคือในปี 1989 Peter Grünberg แห่งสถาบัน Nuclear Research Center – Institute for Solid State Physics ที่มหาวิทยาลัย Julich ในประเทศเยอรมนีก็ตระหนักว่า เขาสามารถเปลี่ยนความต้านทานไฟฟ้าของวัสดุได้เช่นกัน โดยการปรับเปลี่ยนสมบัติเชิงแม่เหล็กของวัสดุนั้น ด้วยการสร้างแผ่นฟิล์มเรียงซ้อนกันหลายชั้น (superlattice) ซึ่งมีทิศของสนามแม่เหล็กภายในแผ่นชี้ทิศเดียวกัน หรือสวนทิศกัน และมีวัสดุที่ไร้สมบัติแม่เหล็กวางคั่นกลางระหว่างแผ่นแม่เหล็กทั้งสองระบบ แผ่นฟิล์มมีทิศของสนามแม่เหล็กภายในชี้สลับทิศกันเช่นนี้ ยิ่งทำให้ความต้านทานไฟฟ้าของระบบเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของสนามแม่เหล็กภายในแผ่นหนึ่งสามารถทะลุถึงกันได้คือมีอิทธิพลต่อสนามแม่เหล็กในอีกแผ่นหนึ่งได้ การเกิดอันตรกริยาคู่ควบระหว่างสนามแม่เหล็กภายในแผ่นฟิล์มเหล่านี้ คือ ต้นเหตุที่มีอิทธิพลในการควบคุมการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน

แต่ถ้าใช้สนามแม่เหล็กภายนอกที่มีความเข้มสูงมาก สนามแม่เหล็กภายในแผ่นฟิล์มทุกชั้นจะถูกเหนี่ยวนำให้ชี้ไปในทิศเดียวกันหมด มีผลทำให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ผ่านได้อย่างสะดวกสบาย ความต้านทานไฟฟ้าจึงลดฮวบ

ตั้งแต่ Fert และ Grünberg พบปรากฏการณ์นี้ วงการวิจัยทั่วโลกก็ได้หันมาสนใจหาวัสดุชนิดต่างๆ มาทำเป็น superlattice เพื่อใช้เป็นหน่วยเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

Peter Grunberg ในงานพระราชทานเลี้ยงและพระราชทานเหรียญรางวัลโนเบล ร่วมรับประทานอาหารเลี้ยงพร้อมเจ้าหญิง Madeleine แห่งสวีเดน (Henrik Montgomery/AFP/Getty Images)

Peter Grunberg ในงานพระราชทานเลี้ยงและพระราชทานเหรียญรางวัลโนเบล ร่วมรับประทานอาหารเลี้ยงพร้อมเจ้าหญิง Madeleine แห่งสวีเดน (Henrik Montgomery/AFP/Getty Images)


การค้นพบว่า ความต้านทานไฟฟ้าของระบบแผ่นตัวนำที่มีความหนาน้อยนิดและแต่ละแผ่นมีสมบัติแม่เหล็ก เมื่อถูกนำมาประกบกับแผ่นตัวนำที่ไม่มีสมบัติแม่เหล็ก แล้วให้สนามแม่เหล็กมากระทำ ความต้านทานไฟฟ้าจะเปลี่ยนแปลงมาก ทำให้ Grünberg และ Albert Fert ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2007 ร่วมกัน เพราะผลงานนี้ได้บุกเบิกวิทยาการใหม่ คือ spintronics ที่แตกต่างไปจากเทคโนโลยี electronics ที่เราทุกคนรู้จักกันดี

Grünberg เกิดเมื่อปี 1939 ที่เมือง Pilsen ในแคว้น Bohemia ซึ่งในเวลานั้นอยู่ในความปกครองของเยอรมัน แต่ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเชค

เมื่อ Grünberg มีอายุ 6 ขวบ ครอบครัวได้อพยพไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนีตะวันตก และ Grünberg ได้เข้าศึกษาฟิสิกส์ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย Goethe ในเมือง Frankfurt หลังจากนั้นได้ไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ Technical University ในเมือง Darmstadt จนสำเร็จการศึกษาด้วยการทำวิทยานิพนธ์ด้าน spectroscopy เรื่องการหาพลังงานของไอออนที่เป็นธาตุ rare-earth ในผลึกโกเมน จากนั้นได้ไปฝึกงานหลังปริญญาเอกที่ Carleton University ในแคนาดาเป็นเวลา 2 ปี จนมีความเชี่ยวชาญด้าน spectrometry ทำให้ได้งานที่สถาบัน Institute for Magnetism ที่ศูนย์วิจัย Julich ในประเทศเยอรมนี

ผลงานสำคัญของ Grünberg ในช่วงเริ่มต้นชีวิตทำงาน คือ การได้พบคลื่น spin ที่บริเวณผิวของวัสดุแม่เหล็ก ครั้นเมื่อได้ไปฝึกงานที่ Argonne National Laboratory ในอเมริกาในปี 1985 Grünberg ได้พัฒนาการวิจัยเรื่อง spin wave บนผิวของวัสดุแม่เหล็กที่มีความหนาน้อยกว่าหนึ่งนาโนเมตร (10-9 เมตร) จนได้พบว่า ถ้ามีชุดของแผ่นวัสดุบางๆ 3 แผ่นประกบกัน โดย 2 แผ่นนอกเป็นเหล็ก และแผ่นกลางเป็น chromium การเรียงชุดเหล่านี้ซ้อนกันหลายชั้นทำให้ได้สิ่งที่เรียกว่า superlattice สมบัติของระบบที่มีแผ่นเหล็กขนาบแผ่นโครเมียมจะแสดงปรากฏการณ์ควอนตัม ซึ่งควบคุมการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนผ่าน superlattice นั้น

หลังจากนั้นไม่นานทีมวิจัยของ Albert Fert ก็ได้พบปรากฏการณ์ GMR ใน superlattice ที่ประกอบด้วยแผ่นบางๆ ของเหล็ก และโครเมียมที่เรียงซ้อนกันถึง 40 ชุด การค้นพบเรื่องเดียวกันของ Fert กับ Grünberg เป็นไปอย่างอิสระจากกัน

ความประเสริฐของการค้นพบของคนทั้งสองคือ เหตุการณ์สามารถเกิดขึ้นได้ที่อุณหภูมิปกติ โดยระบบไม่จำเป็นต้องมีอุณหภูมิต่ำมาก และสนามแม่เหล็กที่ใช้ควบคุมเหตุการณ์ก็ไม่จำเป็นต้องมีความเข้มสูง ดังนั้นอุปกรณ์นี้จึงสามารถใช้วัดความเข้มของสนามแม่เหล็กที่มีค่าต่ำมากได้ และใช้อ่านข้อมูลในจานบันทึกแบบแข็ง (hard disk) ก็ได้ด้วย

ขั้นตอนการพัฒนาองค์ความรู้เรื่อง GMR นี้ได้ทำให้ IBM สามารถสร้าง spin-valve ที่ใช้ใน hard disk ในปี 1997 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมถึง 1,000 เท่า รวมถึงสร้าง magnetic sensor และเข็มทิศที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือทุกวันนี้

เมื่อการค้นพบ GMR บังเกิด วิทยาการ spintronics ก็อุบัติตาม นักฟิสิกส์ทฤษฎีได้แสดงให้เห็นว่า การทะลุทะลวงแบบควอนตัมของอิเล็กตรอนในแผ่นเหล็กทำให้ GMR มีค่ามาก เพราะ spin ของอิเล็กตรอนมีอันตรกริยากัน (อิเล็กตรอนทุกอนุภาคมีสมบัติ 2 ประการ คือ มีทั้งประจุ และมีทั้งสปิน) ในอดีตการควบคุมการส่งประจุผ่านสารกึ่งตัวนำทำให้เกิดเทคโนโลยี electronics มาบัดนี้ การควบคุมการส่งสปินผ่านสารแม่เหล็กก็ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ คือ spintronics ที่มีประโยชน์มากในการสร้างหน่วยความจำ (memory) ฯลฯ

เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมานี้ Grünberg วัย 78 ปี บิดาคนหนึ่งของเทคโนโลยี spintronics ได้จากโลกไป
ที่มา https://mgronline.com/science/detail/9610000104804

“ปาล์ม” เปิดตัวสมาร์ทโฟนจิ๋ว ลดอาการติดมือถือ

ปาล์ม” (Palm) แบรนด์อุปกรณ์มือถือในตำนานที่เคยโด่งดังในช่วงยุคก่อนสมาร์ทโฟน กลับมาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจิ๋ว ขนาด 3.3 นิ้ว ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับขนาดของบัตรเครดิต เล็กพอจะวางบนฝ่ามือได้ แต่แม้เครื่องจะเล็ก ก็ยังมีฟีเจอร์ครบครัน มีกล้องถ่ายรูป มีแอปพลิเคชัน สามารถโทรเข้า-ออก และรับข้อความได้

สมาร์ทโฟนตัวนี้ มีชื่อเดียวกับบริษัท คือ “ปาล์ม” โดยมีราคาอยู่ที่เครื่องละ 350 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 11,500 บาท และจะวางจำหน่ายเฉพาะในสหรัฐฯเท่านั้น

คอนเซปต์ของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ แปลกแหวกแนวกว่าสมาร์ทโฟนที่มีวางขายในท้องตลาด เพราะวางตัวเป็นโทรศัพท์สำรอง หรือโทรศัพท์เครื่องที่ 2 ที่ต้องใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนระบบ iOS และแอนดรอยด์ ผ่านระบบซิงค์ข้อมูล

ผู้ผลิตอ้างว่า ทำขึ้นมาเพื่อช่วยดึงให้ผู้ใช้งาน ออกห่างจากสมาร์ทโฟนเครื่องหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพกของแค่เพียงเล็กน้อยเวลาไปออกกำลังกาย หรืออยากใช้เวลาหยุดพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ต้องการตัดการเชื่อมต่อจากโลกภายนอก

หลังจากข่าวการเปิดตัวเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและชาวเน็ตออกมาแสดงความเห็น บางคนก็ตั้งคำถามว่า ถ้าปาล์มเครื่องนี้ ช่วยให้เราใช้สมาร์ทโฟนหลักน้อยลงได้ อีกหน่อยเราต้องไปหาสมาร์ทโฟนที่เล็กกว่านี้ มาช่วยให้เราใช้ปาล์มน้อยลงด้วยหรือเปล่า ขณะที่บางคนบอกว่า ปาล์มเคยเป็นแบรนด์ที่ดี แต่ไอเดียนี้มันเกินไปหน่อย ถ้าเราต้องซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องเล็กเพิ่ม เพื่อให้ใช้งานสมาร์ทโฟนเครื่องใหญ่น้อยลง สังคมน่าจะต้องกลับมาคิดใหม่

ที่มา https://www.msn.com/th-th/money/other/%E2%80%9C%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E2%80%9D-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B9%82%E0%B8%9F%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD/ar-BBOuuZB#image=BBOuuZB_1|3