คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-22 ธารา ผลอุดม

Google AI ตรวจจับเซลล์มะเร็งเต้านมระยะลุกลามได้ดีกว่านักพยาธิวิทยา ให้ความแม่นยำสูงถึง 99

ทำ AI แข่งเกมโกะกับคนจริงๆ ก็ทำมาแล้ว คราวนี้ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอทีก็ได้โอกาสสร้าง AI เพื่อรักษาชีวิตมนุษย์กันบ้าง โดยล่าสุด Google เผยว่า AI อาจกลายเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจจับเซลล์มะเร็ง โดยนักวิจัยของกูเกิลได้ออกแบบและพัฒนาระบบ Deep Learning ที่ตรวจจับเซลล์มะเร็งเต้านมระยะลุกลามในสไลด์ ได้แม่นยำกว่านักพยาธิวิทยาเสียอีก ซึ่งนักวิจัยได้พัฒนาอัลกอริทึมที่ชื่อว่า Lymph Node Assistant (LYNA) เพื่อจำแนกลักษณะของเนื้องอกจากสไลด์ตัวอย่างทั้งสองชุด จึงสามารถตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้อร้ายได้หลายรูปแบบ นอกจากนี้ AI ยังแยกแยะสไลด์ที่มีเซลล์มะเร็งกับสไลด์ที่ไม่มีเซลล์มะเร็งได้แม่นยำถึง 99% (ในเงื่อนไขที่เหมาะสม) แม้ว่าจะเล็กมากจนนักพยาธิวิทยาอาจหาไม่เจอก็ตาม

อัลกอริทึม LYNA จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเมื่อทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วย : นักพยาธิวิทยาได้วินิจฉัยแบบจำลอง พบว่า เทคโนโลยี Deep Learning ช่วยทำให้งานของพวกเขา (นักพยาธิวิทยา) ง่ายขึ้น ไม่เพียงแต่ลดอัตราการแพร่กระจายของเชื้อเท่านั้น แต่ยังลดระยะเวลาในการวินิจฉัยให้น้อยลงจาก 2 นาที เหลือแค่ 1 นาที อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังเป็นแค่งานวิจัย และยังไม่ได้นำมาใช้ร่วมกับการวินิจฉัยโรคจริงๆ ต้องรอดูกันต่อไปว่า หากนำมาใช้ในการรักษากับผู้ป่วยแล้ว จะมีสมาคมทางการแพทย์ที่ไหนรับรอง AI ตัวนี้บ้าง

ที่มา : Engadget6ED4CA22-ADDB-40C0-A224-CE90FB7C0C5A

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภารกิจสู่ห้วงอวกาศลึกอาจทำให้นักบินอวกาศถึงตายได้

94F5D205-A18D-4166-B2DB-765093A61B65ผลวิจัยล่าสุดซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซาระบุว่า การเดินทางเป็นเวลานานเพื่อปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศลึกนั้น มีความเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตกับนักบินอวกาศอยู่สูงมาก เนื่องจากรังสีคอสมิกที่รุนแรงจะทำลายระบบทางเดินอาหารจนเสียหาย โดยไม่สามารถจะรักษาหรือฟื้นฟูได้
ทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (GUMC) ในสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาซึ่งชี้ว่า การเดินทางสู่ห้วงอวกาศลึกหรือแม้แต่การเดินทางไปยังดาวอังคารนั้น จะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ของมนุษย์อวกาศได้รับความเสียหาย จนกระทั่งทำงานผิดปกติและเกิดมะเร็งขึ้นได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อภายในถูกไอออนหนักของธาตุอย่างเหล็กและซิลิคอนซึ่งมีอยู่ในรังสีคอสมิกชนปะทะตลอดเวลา
ใช้ชีวิตในอวกาศนาน 1 ปี จะเป็นอย่างไร?
ห้องน้ำอวกาศ
ญี่ปุ่นเตรียมทดสอบต้นแบบ “ลิฟต์อวกาศ” ครั้งแรกของโลก
ดร. คามาล ดัตตา ผู้นำทีมนักวิจัยบอกว่า “ไอออนหนักที่มีมวลมาก สร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อและดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตได้มากกว่ารังสีเอกซ์หรือรังสีแกมมา ซึ่งเป็นโฟตอนหรืออนุภาคของแสงที่ไม่มีมวล”
“เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถคิดค้นเกราะป้องกันรังสีคอสมิก ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะปกป้องนักบินอวกาศจากไอออนหนักได้ และแม้เราอาจจะใช้วิธีกินยาต้านผลกระทบไม่พึงประสงค์นี้ แต่ก็ยังไม่มีใครลงมือพัฒนาตัวยาดังกล่าวขึ้นมา″ ดร. ดัตตา กล่าว
ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า รังสีคอสมิกในอวกาศสร้างความเสียหายต่อสมองในระดับที่มีนัยสำคัญ ทั้งทำให้ร่างกายของนักบินอวกาศชราภาพลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย แต่การเดินทางในอวกาศระยะสั้นเช่นการสำรวจดวงจันทร์ จะไม่ทำให้นักบินอวกาศได้รับรังสีคอสมิกมากนัก
ภาพจากฝีมือศิลปินจำลองการปฏิบัติภารกิจของมนุษย์อวกาศบนดาวอังคารImage copyrightSPL
คำบรรยายภาพ
ภาพจากฝีมือศิลปินจำลองการปฏิบัติภารกิจของมนุษย์อวกาศบนดาวอังคาร
ทีมวิจัยของ GUMC ได้ทดลองให้หนูกลุ่มหนึ่งได้รับไอออนหนักของธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นอนุภาคแบบเดียวกับที่นักบินอวกาศต้องเจอในระดับต่ำ โดยมีหนูทดลองที่ได้รับแต่รังสีแกมมาอีกกลุ่มหนึ่งเป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งผลปรากฏว่าหนูทดลองกลุ่มแรกไม่สามารถดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้ และเกิดก้อนเนื้อมะเร็งในระบบทางเดินอาหารขึ้นภายในเวลาไม่นาน
“ระบบทางเดินอาหารของคนเรามีการผลัดเซลล์เนื้อเยื่อชั้นบน และสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอทุก 3-5 วัน หากกระบวนการนี้ถูกรบกวนก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติและโรคภัยขึ้นได้” ดร. อัลเบิร์ต ฟอร์เนซ จูเนียร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเฉพาะทางของนาซาที่ GUMC กล่าวเสริม
ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าความผิดปกติจากรังสีคอสมิกในห้วงอวกาศลึกนี้ สามารถเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของคนเราได้เช่นกัน ซึ่งจะต้องมีการศึกษาทดลองกันโดยละเอียดต่อไป
ติดตามข่าววิทยาศาสตร์ รวมทั้ง ข่าวดาราศาสตร์ และ ข่าวเกี่ยวกับอวกาศ ได้ทุกวัน ทางเว็บไซต์ bbcthai.com และเฟซบุ๊กของบีบีซีไทย

กางเกงที่ช่วยให้ผู้พิการเคลื่อนไหวได้

กางเกงขายาวไฮเทค ทำให้คุณแข็งแกร่งได้เหมือนซูเปอร์ฮีโร เสื้อผ้าหุ่นยนต์ที่ทั้งฉลาดและนุ่ม ช่วยผู้พิการและคนสูงอายุให้เคลื่อนไหวได้
ศ. โจนาธาน รอสซิเทอร์ ม.บริสตอล กล่าวว่า “เราทำกางเกงหุ่นยนต์เนื้อนุ่ม ‘The Right Trousers’ ของเรา ถอดออกง่ายด้วยอุปกรณ์กระตุ้นที่ติดตั้งไว้ เป็นเหมือนกล้ามเนื้อเทียมรอบเอวและกางเกง เมื่อคุณกดปุ่มกางเกงก็จะเปลี่ยนรูปทรงและขนาดได้ มันจะใหญ่ขึ้น แล้วก็ถอดออกได้ง่ายขึ้นมาก”
เงินกองทุน 2 ล้านปอนด์นี้จะใช้พัฒนากล้ามเนื้อประดิษฐ์
ฝึกไทเก๊กสู้โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (ไฟโบรมัยอัลเจีย)
ญี่ปุ่นคิดวิธีใช้ผ้าห่อทั้งตัว แก้ปัญหาอิริยาบถ-เส้นยึด-กล้ามเนื้อแข็ง
กางเกงขาวยาวนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเสี่ยงหกล้มและยืนคนเดียวได้นานขึ้น
“Exoskeletons ที่ทำงานคล้ายกันปกติทำจากวัสดุแข็ง เราคิดว่า มันง่ายกว่ามาก ถ้าเราปรับมันเป็นเสื้อผ้า เพราะนั่นคือสิ่งที่เราสวมใส่มันสบายกว่า ใช้ง่ายกว่าและยืดหยุ่นมากขึ้น เราจึงผลิตมันได้ง่ายขึ้น”
ชื่อ “The Right Trousers” มีที่มาจาก “The Wrong Trousers” ในหนังเรื่อง Wallace and Gromit
“น่าสนใจมากที่รู้ว่า เสื้อผ้าของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในช่วง 10,000 ปีทีผ่านมา ผมสวมเสื้อผ้าฝ้ายอยู่ และนี่คือเทคโนโลยีเดียวกันกับเมื่อพันปีก่อน ถึงเวลาแล้วที่ เสื้อผ้าของเราจะต้องซับซ้อนขึ้น เช่นเดียวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา″ED9BAADF-D639-4EA8-949E-683FE8FEA51A

ซูเปอร์โนวาชี้หลุมดำไม่ใช่สสารมืด

บรรดานักวิทยาศาสตร์เคยคาดกันไว้ว่า หลุมดำยุคแรกเริ่ม (Primordial black hole) นั้นที่แท้อาจจะเป็นสสารมืด (Dark matter) ที่ยังค้นหาไม่พบ แต่ความหวังนี้มีอันต้องพังทลายลง หลังงานวิจัยทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ล่าสุดชี้ว่า ไม่พบปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่ควรจะเกิดขึ้นเพราะหลุมดำดังกล่าวในเหตุการณ์ซูเปอร์โนวามากกว่าพันครั้ง
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นลงในวารสาร Physical Review Letters โดยระบุว่าหลุมดำยุคแรกเริ่มซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานทางทฤษฎีนั้นอาจไม่มีอยู่จริง หรือถ้ามีจริงโอกาสที่จะเป็นแหล่งที่อยู่ของสสารมืดนั้นมีอยู่น้อยมาก ส่วนหลุมดำทั่วไปที่มีมวลมากนั้นไม่ใช่สสารมืดอย่างแน่นอน
พบซูเปอร์โนวาระเบิดทำลายสถิติได้รวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกเคลื่อนที่เหมือนระลอกคลื่น
คลื่นความโน้มถ่วงพลังมหาศาลให้กำเนิดหลุมดำได้
มีการวิเคราะห์แสงจากปรากฏการณ์ที่ดาวฤกษ์ระเบิดเมื่อสิ้นอายุขัยหรือซูเปอร์โนวาที่สว่างเจิดจ้าที่สุด 1,320 ครั้ง และพบว่าในจำนวนนี้ 8 ครั้งควรมีความสว่างมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแสงจากซูเปอร์โนวาควรจะถูกแรงโน้มถ่วงจากหลุมดำยุคแรกเริ่มทำให้บิดโค้งและขยายตัวขึ้นตามหลักการเลนส์ความโน้มถ่วง (Gravitational lens) แต่ก็มิได้เป็นเช่นนั้น
ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่าหากหลุมดำยุคแรกเริ่มมีอยู่จริง อาจมีจำนวนไม่มากพอกับปริมาณสสารมืดทั้งหมดในเอกภพ โดยน่าจะมีสสารมืดอยู่ในนั้นได้เพียงไม่เกิน 40% ของสสารมืดทั้งหมด
ส่วนผลวิเคราะห์อีกชิ้นของทีมวิจัยเดียวกันที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ ซึ่งใช้ข้อมูลจากปรากฎการณ์ซูเปอร์โนวาที่ค้นพบใหม่อีก 1,048 ครั้ง ชี้ว่าโอกาสดังกล่าวยิ่งมีน้อยลง โดยหลุมดำยุคแรกเริ่มจะมีสสารมืดได้เพียงไม่เกิน 23% เท่านั้น
Computer-generated image. ‘Dark Matter’ which some scientists believe is everywhere in the universe is shown in pink.
คำบรรยายภาพ
แผนที่แสดงการกระจายตัวของสสารมืดในแถบหนึ่งของจักรวาล
หลุมดำยุคแรกเริ่มมีความแตกต่างจากหลุมดำทั่วไป โดยอาจมีมวลน้อยเพียง 1 ใน 10 ของมวลดวงอาทิตย์ และเชื่อว่าถือกำเนิดขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกาล-อวกาศ หลังการระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบงได้ไม่นาน
ในปี 2016 นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเสนอว่าหลุมดำยุคแรกเริ่มอาจจะเป็นสสารมืดที่ยังค้นหาไม่พบ หลังได้เบาะแสจากการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงได้เป็นครั้งที่ 2 แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายรายที่เสนอว่า สสารมืดนั้นน่าจะมีหลายประเภทและอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน
สสารมืดเป็นองค์ประกอบลึกลับที่มองไม่เห็น แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยยึดเหนี่ยวดาราจักรหรือกาแล็กซีต่าง ๆ ให้เกาะตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ได้ ปัจจุบันนักดาราศาสตร์สามารถทำแผนที่การกระจายตัวของสสารมืดในแถบหนึ่งของจักรวาลซึ่งมีกาแล็กซีต่าง ๆ อยู่ราว 26 ล้านกาแล็กซีได้แล้ว2A970794-164B-4266-B20E-366BFA76E206

“สีชมพูสว่าง” คือสีธรรมชาติเก่าแก่ที่สุดของโลก

นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียค้นพบเม็ดสีจากโมเลกุลชีวภาพ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสีธรรมชาติเก่าแก่ที่สุดของโลก ที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ใต้มหาสมุทรเมื่อ 1,100 ล้านปีก่อน

เม็ดสีชมพูสว่างดังกล่าวเป็นโมเลกุลของสารคลอโรฟิลล์ที่กลายเป็นฟอสซิล โดยไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) ใต้ท้องทะเลโบราณผลิตสารนี้ออกมา และมีการค้นพบเม็ดสีนี้หลงเหลืออยู่ในชั้นหินดินดานเก่าแก่ใต้ทะเลทรายสะฮารา บริเวณแอ่งธรณีแห่งหนึ่งในเขตประเทศมอริเตเนีย

รายงานการค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PNAS โดยระบุว่า ดร. นูร์ กูเนลี นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษา เป็นผู้สกัดเม็ดสีนี้ได้โดยใช้สารทำละลายชะผ่านหินดินดานที่ถูกป่นเป็นผง จนปรากฏเป็นเม็ดสีชมพูสว่าง

รศ. โจเคน บรอกส์ อาจารย์ที่ปรึกษาผู้ควบคุมการวิจัยนี้บอกว่า “กระบวนการสกัดเม็ดสีโบราณนี้คล้ายกับการทำงานของเครื่องชงกาแฟ โดยเนื้อแท้แล้วสีที่ได้นั้นเป็นสีชมพูสว่าง หากส่องกับแสงอาทิตย์จะดูเหมือนกับสีไฟนีออน แต่อาจเปลี่ยนเป็นสีแดงโลหิตหรือม่วงเข้มได้หากมีความเข้มข้นมากขึ้น”

“ลองจินตนาการดูว่าคุณได้ค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ผิวหนังยังคงสภาพสีดั้งเดิม เช่นสีเขียวหรือสีเหลืองเหมือนเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน การค้นพบครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญเทียบเท่าการค้นพบสีธรรมชาติของไดโนเสาร์นั่นทีเดียว” รศ. บรอกส์ กล่าว

นักวิทยาศาสตร์สกัดโมเลกุลสีชมพูจากหินดินดานเก่าแก่ที่ป่นเป็นผงImage copyrightLANNON HARLEY
คำบรรยายภาพนักวิทยาศาสตร์สกัดโมเลกุลสีชมพูจากหินดินดานเก่าแก่ที่ป่นเป็นผง

สำหรับที่มาของหินดินดานที่มีฟอสซิลของเม็ดสีเก่าแก่ปนอยู่ครั้งนี้ ได้จากบริษัทผู้ทำเหมืองแห่งหนึ่งซึ่งขุดพบหินดังกล่าวอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดินหลายร้อยเมตร โดยมีการค้นพบตั้งแต่ 10 ปีก่อน ซึ่งชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศแถบแอฟริกาตะวันตกจากท้องมหาสมุทรในยุคดึกดำบรรพ์กลายมาเป็นทะเลทรายในปัจจุบัน

รศ. บรอกส์ยังกล่าวว่า “การค้นพบสีจากสิ่งมีชีวิตสีแรกของโลก ช่วยเพิ่มพูนความรู้เรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตหลากหลายรูปแบบ โดยเมื่อกว่าพันล้านปีก่อน ไซยาโนแบคทีเรียคือผู้ควบคุมพื้นฐานของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร”

“เรื่องนี้ทำให้อธิบายได้ว่า เหตุใดจึงยังไม่มีสัตว์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในยุคนั้น เราได้ทราบว่าสิ่งมีชีวิตเริ่มมีลักษณะซับซ้อนขึ้นในภายหลังเมื่อราว 600 ล้านปีที่แล้ว เพราะก่อนหน้านั้นไม่มีแหล่งอาหารเพียงพอนั่นเอง”_102467834_6033172c-f6e2-4bc4-87ed-97bda8b8f873

“มนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ใต้ทะเลเกือบ 2 สัปดาห์”

คืนแรกที่เดอรอน เบิร์กไพล์ ลงไปปักหลัก กิน นอน และทำงานอยู่ที่ห้องปฏิบัติการใต้ทะเลนั้นนานกว่า 14 ปีมาแล้ว แต่ความทรงจำของเขาเรื่องนี้ยังคงแจ่มชัดเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน เขาจำได้ว่าเริ่มสวมชุดประดาน้ำ แบกถังบรรจุอากาศหายใจ 2 ถังไว้บนหลัง และเตรียมพร้อมอุปกรณ์ความปลอดภัยก่อนก้าวขึ้นบนเรือ

“เราคุ้นเคยกับการลงดำน้ำ 1 ชั่วโมงแล้วกลับมาที่เรือ อย่างมากก็แค่ 2 ชั่วโมง แต่ครั้งนี้คุณรู้ว่าจะไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์อีกถึงเกือบ 2 สัปดาห์ทีเดียว” นายเบิร์กไพล์ซึ่งเป็นนักชีววิทยาทางทะเลขององค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือโนอา (NOAA) กล่าว

ขณะนั้นนายเบิร์กไพล์และเพื่อนร่วมทีมอีก 3 คน ต้องลงจากเรือและดำน้ำไปยังห้องปฏิบัติการใต้ทะเลอะควาเรียส (Aquarius) ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำ 19 เมตร ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำฟลอริดาคีย์สของสหรัฐฯ

“ตอนนั้นตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าและเริ่มมืด แต่เราต้องดำไปให้ถึงฐานใต้ทะเลที่มีแสงไฟส่องสว่างอยู่โดยรอบ แสงจ้าจากไฟสปอตไลท์ด้านนอกทำให้มันดูเป็นเงาดำทะมึน ถือเป็นประสบการณ์ใต้น้ำที่เยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม”

แนวคิดเรื่องการลงไปอาศัยอยู่ใต้น้ำนั้น มีผู้เสนอให้เป็นแนวทางแห่งอนาคตแบบหนึ่งของมนุษยชาติอยู่บ่อยครั้ง บ้างก็เสนอให้ตั้งอาณานิคมใต้น้ำเพื่อรักษาอารยธรรมของมนุษย์ไว้ในกรณีที่เกิดหายนะภัยระดับโลก หรือเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาประชากรล้นเกิน

ปัจจุบันนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างก็เสนอแผนการสร้างโรงแรมใต้น้ำ เช่นที่มัลดีฟส์, ดูไบ, สิงคโปร์ และนอร์เวย์ ซึ่งอาจทำให้การใช้ชีวิตใต้ทะเลอย่างสะดวกสบายตามที่ฝันกันไว้เป็นจริงขึ้นมาในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม น่าคิดว่าประสบการณ์จริงของการลงไปใช้ชีวิตใต้น้ำในทุกวันนี้เป็นอย่างไรกันแน่ ?

ว่ากันว่ามีคนที่ได้ไปใช้ชีวิตในอวกาศมากกว่าคนที่ลงไปทำวิจัยใต้น้ำเป็นเวลานานเสียอีก ในช่วงทศวรรษ 1960 ฌาคส์ คูสโต ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือฝรั่งเศส ได้สร้างที่อยู่อาศัยใต้น้ำแห่งแรกขึ้นชื่อว่า Conshelf I โดยมีชายสองคนทดลองใช้ชีวิตอยู่ในฐานทรงกระบอกขนาด 11 เมตรนี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ต่อมาในปี 1963 มีการสร้างฐานใต้น้ำทรงปลาดาว Conshelf II ที่นอกชายฝั่งของซูดาน โดยมีนักวิทยาศาสตร์ลงไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้นเป็นเวลา 30 วัน

ความท้าทายที่ยากที่สุดซึ่งวิศวกรและนักดำน้ำรุ่นแรก ๆ ต้องเจอขณะก่อสร้างและเข้าใช้งานฐานใต้น้ำ ก็คือผลข้างเคียงจากการหายใจเอาก๊าซอัดแรงดันเข้าไปเป็นเวลานาน จึงเริ่มมีการทดลองศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการอยู่ในห้องปรับแรงดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric chamber) ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งห้องนี้สามารถเลียนแบบสภาพความดันบรรยากาศที่เกิดขึ้นจริงใต้ทะเลลึกได้

ไม่กี่ปีหลังทีมของนายคูสโตพิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถอยู่ในห้องใต้น้ำได้นานเป็นเดือน กองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ได้ทดลองสร้างฐานใต้น้ำ Sealab I นอกชายฝั่งหมู่เกาะเบอร์มิวดาขึ้นที่ความลึก 56 เมตรใต้ผิวน้ำ นับแต่นั้นมามีการสร้างห้องปฏิบัติการใต้ทะเลขึ้นอีกไม่กี่แห่ง แต่ปัจจุบันห้องปฏิบัติการอะควาเรียสเป็นแห่งเดียวที่ยังมีการใช้งานเพื่อวิจัยทางวิทยาศาสตร์อยู่

แม้ทุกวันนี้เทคโนโลยีเกี่ยวกับฐานที่อยู่อาศัยใต้น้ำจะได้พัฒนาไปมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือพื้นที่ภายในฐานยังคงแคบเล็กและสภาพการดำรงชีวิตในนั้นค่อนข้างลำบาก ห้องปฏิบัติการอะควาเรียสเองมีพื้นที่เพียง 37 ตารางเมตร ซึ่งนักวิจัย 5 คนใช้ร่วมกัน ทั้งยังมีอุปกรณ์ต่าง ๆ วางอยู่เต็มไปหมด

นายเบิร์กไพล์เล่าว่า “ผมบอกกับทุกคนว่ามันมีขนาดเท่ารถบัสรับส่งนักเรียน แต่จริง ๆ ผมอาจจะบรรยายไว้ดูใหญ่เกินไป เพราะข้างในยังมีโต๊ะและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ด้วย”

นักวิจัยในห้องปฏิบัติการใต้น้ำต้องผลัดกันรับประทานอาหารเป็นกะ และต้องเบียดตัวแทรกไปตามช่องว่างอันน้อยนิดเมื่อเดินสวนกัน น้ำร้อนมีอยู่จำกัดทำให้ไม่ค่อยได้อาบน้ำ ทั้งห้องสุขาก็แยกจากห้องหลักเพียงใช้ม่านเล็ก ๆ กั้นไว้เท่านั้น

เสบียงอาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารแห้งแช่แข็งหรือแซนด์วิชเนยถั่วและแยมเท่านั้น เพราะไม่สามารถอุ่นอาหารโดยใช้ไฟได้ นายเบิร์กไพล์เล่าว่าในภารกิจหนึ่ง เขาและผู้ร่วมทีมไม่มีใครกล้ากินไข่แห้งแช่แข็งปริศนาจากโครงการอวกาศของรัสเซีย ซึ่งทีมขององค์การนาซาที่มาเยือนก่อนหน้านั้นทิ้งเอาไว้

เมื่อมีสิ่งใดที่ต้องบำรุงรักษาซ่อมแซม นักวิจัยที่อยู่ในฐานใต้น้ำก็ต้องลงมือทำด้วยตนเองเกือบทั้งหมด นายเบิร์กไพล์เปรียบเทียบประสบการณ์นี้ว่าเท่ากับการสำรวจส่วนลึกของป่าแอมะซอนถึงหนึ่งปี “มันไม่ได้กินเวลานานขนาดนั้น หรืออยู่ห่างไกลออกไปมาก แต่แน่นอนว่ามันยากลำบากและท้าทายมากจริง ๆ”

เมื่ออยู่ใต้น้ำ ทีมวิจัยดำน้ำเข้าออกจากฐานใต้ทะเลโดยไม่ได้ขึ้นสู่ผิวน้ำเลย โดยใช้อุปกรณ์ดำน้ำลึกแบบสคูบาทั่วไปแต่ดำเป็นเวลานานกว่าเท่านั้น นายเบิร์กไพล์บอกว่า “การอยู่ใต้ทะเลติดต่อกัน 10 วัน ช่วยให้เราทำงานที่ปกติกินเวลา 3-4 เดือนจนเสร็จได้อย่างรวดเร็ว” ซึ่งนั่นหมายถึงเขาและทีมงานจะมีเวลาทำความเข้าใจเรื่องความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น สุขภาพของแนวปะการัง ผลกระทบจากการทำประมงเกินพิกัด และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกได้มากขึ้น

ในอนาคตทีมวิจัยของห้องปฏิบัติการใต้น้ำอะควาเรียสมีแผนจะดำเนินภารกิจอีกครั้งเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งนับว่ายาวนานขึ้นกว่าเดิมถึง 16 วันเต็ม และน่าจะเป็นภารกิจที่ยากลำบากไม่น้อย

“หลังอยู่ใต้น้ำไม่กี่วัน ชุดเว็ทสูทที่สวมใส่ก็จะเสียดสีกับข้อศอก หัวเข่า และข้อต่อต่าง ๆ จนผิวถลอกและเป็นผื่นแดงคล้ายผื่นผ้าอ้อมที่หน้าอกและหลัง ราววันที่ 8 หรือ 9 ผิวหนังจะบวมน้ำและบางเหมือนกระดาษจนมีบาดแผลได้ง่าย คุณจะรู้สึกหนาวมาก เพราะร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น พอถึงวันที่ 10 เราก็พร้อมจะขึ้นสู่ผิวน้ำเต็มแก่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม หลายคนคาดว่าสภาพการดำรงชีวิตใต้น้ำในอนาคตจะไม่เลวร้ายเช่นนั้นเสมอไป เพราะมีแผนการสร้างโรงแรมหรูใต้ทะเลที่ใหญ่โต มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมทั้งลิฟต์ที่พาแขกของโรงแรมขึ้นและลงจากสถานีใต้น้ำได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นโครงการรีสอร์ตใต้ทะเลโพไซดอนที่ฟิจิ หรือโรงแรมดิสคัสโฮเทลที่ดูไบ ซึ่งแตกต่างจากห้องปฏิบัติการใต้ทะเลในปัจจุบันอย่างเทียบกันไม่ได้

แต่ถึงกระนั้น นักชีววิทยาทางทะเลอย่างนายเบิร์กไพล์ กลับเลือกที่จะอยู่ในฐานปฏิบัติการแคบ ๆ เหมือนเดิมมากกว่า “ถึงจะต้องทนลำบากนานเป็นเดือน แต่โอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ใต้น้ำนานขนาดนั้นเป็นสิ่งพิเศษเกินห้ามใจจริง ๆ ผมไม่อาจปฏิเสธโอกาสที่หายากแบบนี้ไปได้หรอก”_102467839_lifeunderwaternoaa

กาแล็กซีทางช้างเผือกเขมือบดาราจักรอื่นไปแล้ว 15 แห่ง

3DF3CFCF-AE4F-4E82-8D5C-4C2EF2F3697Aนับแต่กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 1.35 หมื่นล้านปีก่อน ดาราจักรที่ถือเป็นบ้านของเราได้กลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเข้าไปแล้วอย่างน้อย 15 แห่ง
รายงานวิจัยของทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กของเยอรมนี ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่าหลักฐานที่พบใหม่ในกระจุกดาวทรงกลม (Globular cluster) ซึ่งกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก ช่วยบ่งบอกถึงพฤติกรรมกลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมาได้
แม่ชีผู้พิทักษ์แอกโซลอเติลแห่งเม็กซิโก
มีการศึกษาถึงอายุของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้ รวมทั้งชนิดและปริมาณของโลหะหนักที่มีอยู่ในกระจุกดาวทรงกลมขนาดใหญ่ 61 แห่ง ทำให้ทราบถึงที่มาของพวกมัน ซึ่งน่าจะเป็นมวลสารจากดาราจักรอื่น ๆ ที่ถูกดูดกลืนเข้ามาเมื่อกว่าหมื่นล้านปีมาแล้ว
ดร. ดีเดอริก กราจ์เซน ผู้นำทีมนักดาราศาสตร์ดังกล่าวบอกว่า องค์ประกอบของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้อุดมไปด้วยโลหะและก่อตัวขึ้นเมื่อกาแล็กซีทางช้างเผือกยังมีอายุน้อย แสดงว่าดาราจักรของเราได้กลืนกินดาราจักรที่มีขนาดใหญ่กว่าเข้าไปแล้วราว 12 แห่ง ในช่วงก่อกำเนิดจนถึง 1.2 หมื่นล้านปีแรก
ทีมนักดาราศาสตร์ยังได้ตรวจพบกระจุกดาวทรงกลมขนาดเล็กที่มีโลหะปะปนอยู่น้อยหลายแห่ง ซึ่งแสดงว่าในช่วงเวลาราวหนึ่งพันล้านปีมานี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกได้กลืนกินดาราจักรเพื่อนบ้านเข้าไปอีก 3 แห่ง ซึ่งรวมถึงดาราจักรแคระแห่งหนึ่งที่กำลังถูกกลืนกินอยู่ในขณะนี้ด้วย
ทั้งนี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกเป็นดาราจักรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มของดาราจักรท้องถิ่น (Local group) ซึ่งมีดาราจักรอื่น ๆ ราว 60 แห่งอยู่โดยรอบ ดาราจักรแคระอย่างเมฆแมเจลแลนใหญ่และเมฆแมเจลแลนเล็ก ซึ่งอยู่ห่างจากโลกไม่ถึง 2 แสนปีแสง อาจถูกกาแล็กซีทางช้างเผือกกลืนกินได้ในอนาคต

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-44563969