คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-21 ฐิตาพร ผางแผ่ง วรพล ยอดแก้ว พิมพ์ชนก เจริญวงศ์

ช็อคโลก! จีบค้นพบไข้หวัดมรณะสายพันธุ์ใหม่ แต่เก็บเงียบไม่ยอมส่งตัวอย่างเชื้อให้ต่างชาติ

9

เชื้อโรคร้ายสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในกลุ่มประชากรมนุษย์ และการระบาดของโรคร้ายหลายๆ ครั้งในอดีตก็เป็นเครื่องพิสูจน์เป็นอย่างดีว่า มันมีความสำคัญมากที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องช่วยกันระดมสมองหาวิธีการรับมือกับเชื้อโรคร้ายสายพันธุ์ใหม่ เพื่อหาหนทางรักษาก่อนที่จะเกิดการแพร่กระจาย ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

ในระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างจีน และอเมริกา นั้นมีความร่วมมือเป็นอย่างดีในการแบ่งปันตัวอย่างเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกค้นพบ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์จากหลายๆ ประเทศได้ช่วยกันหาทางเยียวยารักษา แต่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อจีนไม่ทำการส่งตัวอย่างเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ให้กับนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา

ตามการรายงานข่าวของสื่อ New York Times ระบุว่า จีนได้ระบุชื่อของเชื้อไขหวัดสายพันธุ์ใหม่เอาไว้ว่า H7N9 และเป็นเชื้อที่มีความอันตรายและสร้างปัญหาได้อย่างแน่นอนหากเกิดการระบาดในวงกว้าง แต่ดูเหมือนว่าจีนจะเมินเฉยต่อการร้องขอตัวอย่างเชื้อไวรัสจากสหรัฐอเมริกา

โดยทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา เป็นสมาชิกของ องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) และได้มีการแบ่งปันองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์ รวมถึงมีการแบ่งปันตัวอย่างเชื้อไวรัสเพื่อผลประโยชน์ทางศึกษามาเป็นเวลายาวนาน เพื่อที่จะได้ร่วมกันหาทางเยียวยา หาวิธีจัดการความเสี่ยง รวมถึงการวางแผนรับมือในกรณที่เกิดการระบาดของโรคในสเกลขนาดใหญ่

ซึ่งข้อตกลงในลักษณะนี้เป็นผลดีกับชาติมหาอำนาจทั้งสอง และประชากรของทั้งสองประเทศก็ยังเดินทางท่องเที่ยวไปมาหาสู่กันอยู่ไม่น้อย ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่กระจายเชื้อระหว่างกันโดยนักท่องเที่ยว ดูเหมือนว่าความตึงเครียดทางการค้าที่เกิดกับประเทศจีน จะทำให้ความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ จืดจางลงด้วย ทำให้ไม่มีการแบ่งปันข้อตัวอย่างเชื่อไวรัวสรวมถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับสหรัฐอเมริกา

H7N9 เป็นเชื้อสายพันธุ์อันตรายของไข้หวัดนก ที่คร่าชีวิตชาวจีนไปแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย เชื้อมีการแพร่ระบาดในหมู่สัตว์ปีกก่อนจะติดมายังมนุษย์ และเคสการติดเชื้อไวรัสในมนุษย์ได้มีการรายงานเข้ามาแล้วเกิน 750 ราย และผู้ติดเชื้อจำนวนกว่าครึ่งเสียชีวิต ถึงแม่จะเป็นเช่นนั้น แต่จีนก็ยังเมินเฉยต่อคำขอตัวอย่างเชื้อไวรัสจากสหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://news.thaiware.com/14411.html

 

ดราม่ารอบใหม่ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้บอกว่า แสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือ จะทำให้เราตาบอด

3

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่สร้างกระแสได้รุนแรงมากในประเด็นที่ว่า การจ้องมองหน้าจอนั้นเป็นอันตรายต่อดวงตาอย่างร้ายแรง โดยสื่อ USA Today ถึงกับเขียนพาดหัวข่าวว่า “ผลการวิจัยพบว่า แสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต จะทำให้เราตาบอดเร็วขึ้น ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง” แต่มีความเป็นจริงที่ว่า การทดลองครั้งนั้น นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้แสงสีฟ้าที่ออกมาจากหน้าจอแต่อย่างไร และแถมยังเป็นการทดลองที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับดวงตาของมนุษย์จริงๆ อีกด้วย การกล่าวอ้างถึงความรุนแรงของแสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต จึงอาจเป็นความวิตกกังวงที่เกินจริง

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เคยมีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของแสงสีฟ้า อาทิ การวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า แสงสีฟ้า ส่งผลกระทบรบกวนการหลับนอนของเรา และงานวิจัยบางชิ้นบอกว่า แสงสีฟ้า สามารถทำลาย เรติน่า ของหนู (เรติน่า คือ จอประสาทตา ที่มีผลกับการมองเห็นของสิ่งมีชีวิต) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า แสงสีฟ้า จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ จะทำลายการมองเห็นของมนุษย์แต่อย่างใด และ Rebecca Taylor ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ ได้กล่าวกับสื่อ The Verge ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า “หน้าจอของอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลายที่เราใช้ง้าน ไม่ได้ส่งผลเสียต่อดวงตาของเราในระยะยาวแต่อย่างใด”

แต่อย่างไรก็ดี ดราม่าเรื่อง แสงสีฟ้า ครั้งล่าสุดได้ปรากฏเป็นข่าวไปเมื่อเดือนที่แล้ว และเป็นการอ้างอิงจากผลงานวิจัยที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ nature.com เมื่อเดือนที่แล้ว ที่มีการเปิดเผยว่า เรตินาล (Retinal) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ทำหน้าที่รับแสงในดวงตาของเรานั้น เมื่อมันทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ก็จะทำให้เซลล์ถูกทำลายได้เลย และไม่แปลกใจเลยที่ข่าวนี้จะทำให้ผู้คนแตกตื่น

และเมื่อมีการสอบถามไปยังคุณ Ajith Karunarathne แห่ง University of Toledo in Ohio ซึ่งเป็นผู้เขียนผลงานวิจัยชิ้นนี้ ด้วยคำถามที่ว่า “การมองหน้าจอแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เราตาบอดได้หรือไม่” และคำตอบจากคุณ Ajith ก็คือ “ไม่มีทางที่จะเป็นแบบนั้น”

แล้วผลงานวิจัยล่าสุดบอกอะไรกับเรา??? มันบอกว่าแสงสีฟ้า สามารถสร้างความเสียหายได้จริง แต่ประเด็นคือ ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับการทดสอบในสภาพของดวงตามนุษย์ที่แท้จริง แต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับการทดสอบในสภาพที่ช่างแตกต่างกับดวงตามนุษย์โดยสิ้นเชิง

ซึ่งในทีแรกการวิจัยชิ้นนี้ ไม่ได้มีเพื่อการการทดสอบผลกระบทจากแสงสีฟ้า แต่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับวิธีในการใช้แสงควบคุมการเคลื่อนที่ของเซลล์ ในลักษณะเดียวกับที่เซลล์เคลื่อนที่โดยตอบสนองกับการหลั่งสารเคมีในร่างกาย ลองคิดดูง่ายๆ ถ้าเราสามารถนำทาการเคลื่อนที่ของเซลล์ด้วยแสง มันก็จะเหมือนการที่เราฉายแสงเลเซอร์ไปบนพื้น แล้วเจ้าแมวตัวน้อยก็จะไล่ตะปบแสงเลเซอร์ และเราฉายแสงไปทางไหน เจ้าแมวก็จะวิ่งตามแสงไป

ด้วยความที่แสงนั้นควบคุมง่ายกว่าการหลั่งสารเคมี และถ้าการวิจัยนี้เป็นผลสำเร็จ ก็จะสามารถเปิด/ปิดการเคลื่อนที่ของเซลล์ได้ง่ายราวกับ เปิด/ปิด สวิทช์เลย และการที่สามารถ เปิด/ปิด การเคลื่อนที่ของเซลล์ได้ตามต้องการ ก็อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายว่าเซลล์ต่างๆ มีส่วนร่วมในกระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อนได้อย่างไร

และเพื่อให้เซลล์สามารถตอบสนองต่อแสง ทีมวิจัยจึงได้ใส่ดวงตาให้กับเซลล์ โดยการนำโปรตีนที่สามารถตรวจจับแสงที่มีชื่อเรียกว่า Photoreceptors ใส่ลงไปในเซลล์มะเร็ง รวมทั้งยังได้มีการเติม เรตินาล ซึ่งเป็นโมเลกุลสำคัญในการรับแสงเข้าไปด้วย

และการทดลองเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของเซลล์ด้วยแสงนี้ กลับให้ผลออกมาในแบบที่ไม่มีใครคาดคิดคือ แสงสีฟ้าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งที่มีส่วนผสมของ Photoreceptors และ เรตินาล ได้ และ Photoreceptors ไม่น่าจะเป็นตัวการที่ทำให้เซลล์โดนทำลาย ดังนั้นผลสรุปที่ได้จากการทดลองนี้คือ เมื่อ เรตินาล ทำปฏิกิริยากับ แสงสีฟ้า ทำให้เซลล์ (มะเร็ง) ถูกทำลายได้ เมื่อข่าวของงานวิจัยนี้ถูกสื่อออกไปอย่างผิดๆ ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนกว่า แสงสีฟ้า จะส่งผลเสียต่อดวงตาของเราได้จริง

แต่ในความเป็นจริงคือ สภาพของการทดลองนั้นต่างจากสภาพความเป็นจริงในดวงตาของเรา อย่างแรกเลยก็คือ การทดลองนี้เกิดขึ้นบนจานในห้องแล็ป ไม่ใช่ในดวงตาของเรา และเซลล์ที่ใช้ในการทดสอบนี้เป็น เซลล์มะเร็ง เซลล์ภูมิคุ้มกัน และเซลล์ที่พบในดวงตาของเรา แต่คุณ Ajith Karunarathne ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า “มันก็ยังคงไม่ชัดเจนว่า แสงสีฟ้า จะสามารถทำลายเซลล์ในดวงตาของเราได้จริงๆ หรือไม่ อีกทั้งในการทดสอบครั้งนี้ ก็ไม่ได้ใช้แสงสีฟ้าที่มาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตอีกด้วย  ดังนั้นจึงไม่อาจสรุปได้ว่าแสงสีฟ้าจากหน้าจอสามารถทำร้ายดวงตาของเรา″
ที่มา : https://news.thaiware.com/14391.html

ผลงานวิจัยล่าสุดชี้ชัด จิบเหล้าจิบเบียร์วันละนิด ไม่ได้ดีต่อสุขภาพ มีแต่ทำให้ตายไวขึ้น

2

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบจอบเหล้าจิบเบียร์วันละนิดเพื่อเป็นการผ่อนคลายหลังเลิกงาน โดยอิงตามข้อมูลบางอย่างที่ว่า การกินเหล้ากินเบียร์วันละนิดนั้นปลอดภัย แถมยังดีต่อสุขภาพอีกต่างหาก ก็อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อมีข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดออกมาว่า ไม่มีปริมาณการดื่มที่ปลอดภัยสำหรับเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายทั้งปวง คือไม่ว่าจะดื่มเล็กน้อยขนาดไหนก็เป็นผลเสียกับสุขภาพ และทำให้ตายเร็วขึ้นทั้งสิ้น โดยผลการวิจัยนี้ เป็นการสรุปผลจากการทำแบบสำรวจกว่า 700 ครั้ง โดยความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นภาพรวมที่ครอบคลุมของถึงผลที่ร่างกายจะได้รับจากการดื่มแอลกอฮอล์ และบทสรุปก็ออกมาแบบที่ไม่สู้จะดีสักเท่าไหร่

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ The Lancet ได้แสดงให้เห็นสถิติที่น่าตกใจจากผลการดื่มแอลกอฮอล์มีการเปิดเผยว่าเฉพาะในปี 2016 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 3 ล้านคนเกี่ยวเนื่องกับการดื่มแอลกอฮอล์ โดย 12% ของผู้ตาย เป็นชายที่มีอายุอยู่ในช่วง 15 – 49 ปี

อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการแจกแจงประเภทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่าเป็น เหล้า, ไวน์, เบียร์ หรือเครื่องดื่มประเภทไหน รวมถึงไม่มีการอธิบายเรื่อง “ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน” ของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่นประเทศ อังกฤษ ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน จะมีแอลกอฮอล์ 8 กรัม ในขณะที่ ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน ของสหรัฐอเมริกา จะมีแอลกอฮอล์ 14 กรัม ซึ่งความแตกต่างในเรื่องนี้นันว่ามีความสำคัญในการวิจัย แต่อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยอธิบายอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าจะดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยเพียงใด ก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพแต่อย่างใด สรุปผลจากกงานวิจัยนี้ คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทไม่มีผลดีต่อร่างกายแต่อย่างใด

และไม่เพียงแต่ไม่มีผลดี นักวิทยาศาสตร์ยังบอกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างร้ายกาจ และมีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์นั้นเชื่อมโยงกับโรคร้ายนับ 20 ชนิด อาทิ มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ รวมถึงเป็นต้นตอของอุบัติเหตุเกี่ยวกับยานพาหนะ สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดคนกับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์

ด็อกเตอร์ Emmanuela Gakidou จาก University of Washington ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า 
มีความจำเป็นเร่งด่วน และจำเป็นต้องปรับปรุงนโยบายเพื่อส่งเสริมให้มีการลดระดับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของผู้คนหรือละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์
 และความเชื่อที่ว่า การดื่มแอลกอฮอล์วันละเล็กน้อยนั้นดีต่อสุขภาพ นั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่จริง และผลการวิจัยนี้ก็เป็นการล้มล้างความเชื่อผิดๆ โดยสิ้นเชิง”

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ข่าวที่รื่นหูสำหรับสิงห์นักดื่ม หรือคนที่ชอบจิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละนิดวันละหน่อยเพื่อหัวงผลดีต่อสุขภาพ ก็ต้องบอกว่าสำหรับคนที่ห่วงใยสุขภาพอย่างแท้จริง ก็ควรปรับเปลี่ยนจากการดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นดื่มน้ำผลไม้แทนก็จะดีกว่านะ

ที่มา : https://news.thaiware.com/14385.html

อินเดียพร้อมจะส่งคนไปอวกาศหรือยัง?

A rocket launching in India

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1953053551426121

หลังจากนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ประกาศจะส่งยานอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ให้สำเร็จภายในปี 2022 นักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ พาลาวา บากลา ตั้งคำถามว่า องค์การสำรวจอวกาศของอินเดียจะทำภารกิจอันแสนท้าทายนี้สำเร็จหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การสำรวจอวกาศอินเดีย (Isro) คาดว่าต้องใช้งบประมาณราว 1.01 พันล้านปอนด์ เพื่อทำตามนโยบายของนายโมดีได้สำเร็จภายใน 40 เดือน

โดยตั้งเป้าหมายจะใช้จรวด “Geosynchronous Satellite Launch Vehicle Mark III” หรือ GSLV Mk-III หนัก 640 ตัน และยาว 43 เมตร ซึ่งเป็นจรวดที่มีน้ำหนักมากที่สุด และเคยถูกส่งขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จเมื่อปี 2017 เดินทางขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า จรวดลำนี้บรรทุกน้ำหนักได้ 10 ตัน สามารถโคจรที่วงโคจรต่ำไม่เกิน 2,000 กม. จากพื้นโลก ซึ่งถือว่าเพียงพอที่จะส่งนักบินอวกาศขึ้นไปยังห้วงอวกาศได้ และเมื่อปรับปรุงฐานปล่อยจรวดซึ่งตั้งอยู่ในอ่าวเบงกอล ก็จะดำเนินการได้ทันที

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อินเดียประสบความสำเร็จในการปล่อยยานพาหนะทดลองขึ้นสู่ห้วงอวกาศ โดยบรรทุกหุ่นแทนที่จะเป็นนักอวกาศจริง ๆ เพื่อศึกษาว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากประสบปัญหาในการปล่อยจรวจจากฐาน

นักวิทยาศาสตร์อินเดียยังได้พัฒนาซิลิคอนน้ำหนักเบาที่ป้องกันการเผาไหม้ได้ เพื่อนำไปใช้เคลือบผิวด้านนอกของยานอวกาศที่จะต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ขณะเดินทางกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก นอกจากนี้ยังพัฒนาชุดนักบินอวกาศของตัวเองเรียบร้อยแล้ว แต่ความท้าทายที่สุดของภารกิจนี้อยู่ที่การฝึกฝนนักบินอวกาศ และสร้างระบบที่จะทำให้มนุษย์มีชีวิตรอดอยู่ในอวกาศได้

A prototype Indian-made space suit is displayed on 14 August 2018 at the Space Applications Center in Ahmedabad.

“โครงการส่งนักบินอวกาศจะไม่เพียงส่งเสริมความภาคภูมิใจในชาติ แต่จะช่วยกระตุ้นให้เยาวชนหันมาสนใจอาชีพในสายงานวิทยาศาสตร์มากขึ้น” เค สิวัน ประธานองค์การสำรวจอวกาศอินเดีย และนักวิทยาศาสตร์ด้านจรวดชื่อดัง บอก เขาเห็นว่าหากอินเดียยังฝึกนักบินอวกาศเองไม่ได้ ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์การสำรวจอวกาศที่อื่น ๆ ได้ เพื่อให้ฝึกได้ทันเวลา

ราเกช ชาร์มา นักบินอวกาศคนแรกของอินเดีย ซึ่งเดินทางไปกับยานอวกาศของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1984 บอกว่า การส่งยานอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์เป็นก้าวต่อไปสำหรับทุก ๆ องค์การสำรวจอวกาศที่เริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น และหากสำเร็จ อินเดียจะเป็นประเทศที่ 4 ตามหลังรัสเซีย สหรัฐฯ และจีน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศอาวุโสอย่าง วี สิทธัตถะ บอกว่า การส่งคนไปอวกาศเป็นความคิดที่งี่เง่าสิ้นดี โดยเฉพาะในยุคที่สามารถส่งหุ่นยนต์ไปแทนได้ และทำหลาย ๆ อย่างที่มนุษย์ทำโดยไม่ต้องมีความเสี่ยง

แต่ ดร.สิวัน เห็นว่า มีภารกิจหลายอย่างที่มีมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ เขายังบอกต่ออีกด้วยว่า หากวันหนึ่งมนุษย์จะต้องย้ายไปตั้งถิ่นฐานในอวกาศ อินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้อย่างไร

ที่ผ่านมา องค์การสำรวจอวกาศอินเดียทำภารกิจที่ท้าทายสำเร็จมาตลอด เมื่อปี 2014 อินเดียสามารถส่งยานสำรวจอวกาศเข้าสู่วงโคจรดาวอังคารได้สำเร็จ ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่ 4 โดยใช้เงิน 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนำว่าถูกมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศตะวันตก

ย้อนไปในปี 2009 อินเดียส่งยานสำรวจจันทรายาน 1 (Chandrayaan-1) ขึ้นปฏิบัติภารกิจสำรวจหาน้ำบนดวงจันทร์อย่างละเอียดที่สุดเป็นครั้งแรก โดยใช้เรดาร์

และในปี 2017 อินเดียสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่งดาวเทียม 104 ดวงขึ้นโคจรสำเร็จจากภารกิจครั้งเดียว แซงหน้ารัสเซียที่ส่งดาวเทียม 37 ดวงในปี 2014

“ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือกของเรา″ ดร.สิวัน กล่าว “องค์การสำรวจอวกาศอินเดียจะรับความท้าทายนี้ และจะทำให้แน่ใจว่าคนอินเดียเดินทางไปอวกาศได้สำเร็จภายในปี 2022″

Indian onlookers watch the launch of the Indian Space Research Organisation (ISRO) Polar Satellite Launch Vehicle (PSLV-C37) at Sriharikota on 15 February 2017.

 

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45270684

ดีเอ็นเอจากกระดูกชี้ลูกผสมข้ามสายพันธุ์มนุษย์โบราณมีจริง

6

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1964681623596647

ผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอในชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์โบราณ ซึ่งพบที่ถ้ำเดนิโซวาของรัสเซียเมื่อ 6 ปีก่อน ชี้ว่าเจ้าของชิ้นส่วนกระดูกดังกล่าวเป็นเด็กหญิงเลือดผสมที่มีแม่เป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) และมีพ่อเป็นมนุษย์เดนิโซวาน (Denisovan)

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันมักซ์พลังก์เพื่อการศึกษามานุษยวิทยาวิวัฒนาการ (MPI-EVA) ในเยอรมนี รายงานผลการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Nature ว่านี่เป็นครั้งแรกที่พบหลักฐานยืนยันถึงการมีลูกผสมข้ามสายพันธุ์ของมนุษย์โบราณอย่างเป็นรูปธรรม แม้ผลการศึกษาที่มีมาก่อนหน้านี้จะได้สันนิษฐานถึงเรื่องดังกล่าวเอาไว้บ้างแล้วก็ตาม

เมื่อปี 2012 นักโบราณคดีชาวรัสเซียได้พบฟอสซิลที่เป็นเศษกระดูกกระจัดกระจายอยู่ในถ้ำเดนิโซวาบนเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ห่างไกลแถบไซบีเรีย

เมื่อนำฟอสซิลดังกล่าวมาวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่เยอรมนี ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่าฟอสซิลที่เก่าแก่ราว 50,000 ปีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกระดูกชิ้นยาวในร่างกายมนุษย์โบราณเพศหญิง ซึ่งมีอายุอย่างน้อย 13 ปี และเป็นลูกผสมระหว่างมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกับมนุษย์เดนิโซวานที่อาศัยร่วมกันอยู่ในถ้ำดังกล่าว

ฟอสซิลเศษกระดูกของมนุษย์โบราณ ซึ่งพบที่ถ้ำเดนิโซวาในรัสเซียเมื่อปี 2012Image copyrightT.HIGHAM / UNIVERSITY OF OXFORD
คำบรรยายภาพฟอสซิลเศษกระดูกของมนุษย์โบราณ ซึ่งพบที่ถ้ำเดนิโซวาในรัสเซียเมื่อปี 2012

เชื้อสายฝ่ายแม่ของเด็กลูกผสมคนนี้ มีความใกล้ชิดกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกลุ่มที่อาศัยอยู่ในแถบยุโรปตะวันตก มากกว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่เคยอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้มาก่อน ซึ่งแสดงว่านีแอนเดอร์ทัลมักอพยพไปมาระหว่างภูมิภาคยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออกรวมทั้งเอเชียมานานหลายหมื่นปี ก่อนที่จะสูญพันธุ์ไปในที่สุด

นอกจากนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าเชื้อสายฝ่ายพ่อที่เป็นมนุษย์เดนิโซวานของเด็กหญิงดังกล่าว มีร่องรอยทางพันธุกรรมที่ชี้ว่าเคยมีบรรพบุรุษเป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในอดีตอย่างน้อย 1 คนด้วย

Denisova caveImage copyrightB VIOLA, MPI-EVA
คำบรรยายภาพภาพทิวทัศน์จากปากถ้ำเดนิโซวาในเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ห่างไกลแถบไซบีเรีย

มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซวานต่างมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกันในแถบภูมิภาคยูเรเชีย โดยสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 40,000 ปีก่อน การที่นีแอนเดอร์ทัลมักอพยพเข้าไปในแถบยุโรปตะวันออกซึ่งเดนิโซวานตั้งถิ่นฐานอยู่ ทำให้สองเผ่าพันธุ์มีโอกาสพบปะและมีความสัมพันธ์กันได้

ทั้งนี้ ประชากรมนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโม เซเปียนส์ในปัจจุบันทั้งหมด เว้นแต่ผู้มีเชื้อสายแอฟริกัน ล้วนมีดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัลปะปนอยู่เล็กน้อย ในบางภูมิภาคของโลกผู้คนมีดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณเดนิโซวานแฝงอยู่บางส่วน แสดงถึงการที่มนุษย์โบราณหลายสายพันธุ์ต่างก็เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในทุกวันนี้ด้วย

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45281179

กาแล็กซีทางช้างเผือก “ตาย” ไปแล้วครั้งหนึ่งก่อนฟื้นคืนชีพใหม่

5

เมื่อราว 7 พันล้านปีก่อน ดาราจักรที่เราอาศัยอยู่เคยตกอยู่ในสภาวะหยุดนิ่งเหมือนไร้ชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยไม่มีดาวฤกษ์เกิดขึ้นใหม่ตลอดช่วงเวลายาวนานนับพันล้านปี ก่อนที่จะกลับ “ฟื้นคืนชีพ” มาอีกครั้ง โดยให้กำเนิดดาวฤกษ์ชุดใหม่ที่มีดวงอาทิตย์ของเรารวมอยู่ด้วย

ศ. มะซะฟุมิ โนงุจิ จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุของญี่ปุ่น ตีพิมพ์ผลการค้นพบข้างต้นในวารสาร Nature หลังจากได้วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของบรรดาดาวฤกษ์ในกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งผลการตรวจสอบชี้ว่า ดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่งที่ประกอบด้วยธาตุอย่างออกซิเจน แมงกานีส ซิลิคอน แคลเซียม กำมะถัน และไทเทเนียม มีอายุเก่าแก่กว่าดาวฤกษ์อีกกลุ่มที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบมากกว่าและพบได้น้อยกว่า

ศ. โนงุจิระบุว่าองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน แสดงว่าดาวฤกษ์ทั้งสองกลุ่มก่อตัวขึ้นด้วยกระบวนการที่ไม่เหมือนกันในต่างช่วงเวลา โดยคาดว่าน่าจะมีระยะหยุดนิ่งที่ทั้งกาแล็กซีไร้ความเคลื่อนไหวใด ๆ มาคั่นกลางระหว่างการก่อตัวของดาวฤกษ์ในทั้งสองยุคด้วย

ในงานวิจัยนี้มีการนำแนวคิดเรื่องการก่อตัวของดาราจักรด้วยกระแสก๊าซเย็น ซึ่งมีผู้เสนอในปี 2016 มาปรับใช้ เพื่ออธิบายวิวัฒนาการความเป็นมาของกาแล็กซีทางช้างเผือกในช่วง 1 หมื่นล้านปีที่ผ่านมา ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อว่ากาแล็กซีขนาดใหญ่จะแยกให้กำเนิดดาวฤกษ์ในช่วงเวลา 2 ยุคด้วยกัน

“ดาวฤกษ์รุ่นแรกเกิดขึ้น เมื่อกระแสของก๊าซเย็นจากภายนอกไหลเข้ามาสะสมตัวภายในกาแล็กซี แต่เมื่อบางส่วนของดาวฤกษ์รุ่นแรกนี้ตายลงและเกิดระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา คลื่นกระแทกรุนแรงทำให้กลุ่มก๊าซภายในกาแล็กซีร้อนขึ้น จนกระแสก๊าซเย็นด้านนอกไม่ไหลเข้ามาอีก และไม่เกิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ ๆ ” ศ. โนงุจิกล่าว

“ช่วงเวลาที่กาแล็กซีหยุดนิ่งเหมือนตายนี้กินเวลาราว 2 พันล้านปี ก่อนจะเกิดซูเปอร์โนวาขึ้นอีกรอบ ซึ่งได้ให้กำเนิดธาตุเหล็กแพร่กระจายไปทั่วห้วงอวกาศ เมื่อกลุ่มก๊าซในดาราจักรเย็นตัวลงอีกครั้ง เหล็กจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของดาวฤกษ์รุ่นที่สองที่ก่อตัวขึ้นเมื่อราว 5 พันล้านปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงดวงอาทิตย์ของเราด้วย”

“มีความเป็นไปได้ว่ากระบวนการทั้งหมดนี้คือแบบแผนการก่อตัวของดาราจักรขนาดใหญ่โดยทั่วไป ซึ่งจะต้องมีการให้กำเนิดดาวฤกษ์แยกเป็น 2 รุ่น เหมือนกับตายไปแล้วและฟื้นคืนชีพมาใหม่อีกครั้ง ในขณะที่กาแล็กซีแคระซึ่งเล็กกว่ามีการก่อตัวของดาวฤกษ์อย่างต่อเนื่อง”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45287010

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีตรวจหาเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือด โดยใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรีย

2

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1949641795100630

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์จาก University of Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก สามารถพัฒนาวิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ จากการตรวจเลือดด้วยโปรตีนที่สร้างขึ้นจากเชื้อมาลาเรีย

Ali Salanti ศาสตราจารย์จากคณะภูมิคุ้นกันวิทยา และจุลวิทยาของ University of Copenhagen ซึ่งเป็นผู้ร่วมทำการศึกษาดังกล่าว เผยในแถลงการณ์ว่า ทีมวิจัยสามารถตรวจจับเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือดได้หลายชนิด ซึ่งหากมีเซลล์มะเร็งอยู่ในเลือด นั่นหมายความว่ามีเนื้องอกอยู่ในร่างกายไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง

ในผลการศึกษาชิ้นนี้ ทีมวิจัยแสดงให้เห็นถึงการใช้โปรตีนที่สร้างขึ้นจากเชื้อมาลาเรีย (มีชื่อเรียกว่า “VAR2CSA”) ที่สามารถช่วยตรวจหามะเร็งได้เกือบทุกชนิดจากการตรวจเลือดง่ายๆ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้จะจับตัวกับโมเลกุลน้ำตาล ที่พบได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ในเซลล์มะเร็งทุกชนิด

และเนื่องด้วยโปรตีน VAR2CSA เกาะติดกับเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ ทีมวิจัยจึงค้นพบว่า พวกเขาสามารถติดอนุภาคแม่เหล็กเล็กๆ ไว้กับโปรตีนดังกล่าว และใส่ลงไปในตัวอย่างเลือด เพื่อกู้คืนเซลล์มะเร็ง และนำไปทำการศึกษาต่อไป

ทั้งนี้  จากการทดลองด้วยตัวอย่างเลือด 5 มิลลิลิตร พบว่าสามารถกู้คืนเซลล์มะเร็งได้ถึง 9 ใน 10 เซลล์เลยทีเดียว

Mette ØrskovAgerbæk ผู้ร่วมทำการวิจัยระบุว่า จากการนับจำนวนเซลล์มะเร็งนี้ ส่งผลให้สามารถพยากรณ์โรคได้ ซึ่งหากจำนวนเซลล์เนื้องอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างทำการรักษาคนไข้ ก็อาจช่วยให้ตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนวิธีการรักษาได้ นั่นหมายความว่า การใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรียจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนรักษาคนไข้ได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยให้ได้เซลล์มะเร็งที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสามารถนำไปเพาะ และใช้ทดสอบการรักษา เพื่อกำหนดทิศทางในการรักษาที่ตอบสนองต่อคนไข้ด้วย
ที่มา : www.natureworldnews.com , www.newsweek.com

 

ค้นพบ “ทะเลสาบ” ใต้ผิวน้ำแข็งบนดาวอังคาร

นักวิทยาศาสตร์อิตาลี ค้นพบทะเลสาบใต้พื้นผิวน้ำแข็งบนดาวอังคาร อาจเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1959295924135217

  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์อิตาลีประกาศความสำเร็จพบทะเลสาบใต้น้ำแข็งบนดาวอังคารครั้งแรก โดยเรดาร์ของอิตาลีบนยานอวกาศสำรวจดาวอังคาร ขององค์การอวกาศยุโรป เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม ปี 2555 ถึงเดือนธันวาคม ปี 2558 ตรวจพบแสงสะท้อนบริเวณใต้พื้นผิวน้ำแข็ง ทำให้สรุปได้ว่าบริเวณดังกล่าวมีของเหลวอยู่ เนื่องจากจะไม่พบการสะท้อนแสงจากวัตถุที่แห้ง

บริเวณที่พบของเหลวมีรูปร่างคล้ายสามเหลี่ยม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 กิโลเมตร และพบว่าอยู่ลึกลงไปประมาณ 1.5 กิโลเมตรใต้พื้นน้ำแข็ง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า เป็นทะเลสาบน้ำเกลือขนาดใหญ่ โดยสภาพที่เรดาร์ตรวจพบมีความคล้ายคลึงกับทะเลสาบใต้ทวีปแอนตาร์กติก และแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์และอดีตหัวหน้าองค์การอวกาศอิตาลี ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่บริเวณดังกล่าวจะมีสิ่งมีชีวิต แต่ขณะนี้ระบบเรดาร์ของอิตาลี ยังไม่มีคุณสมบัติในการใช้ตรวจจับสิ่งมีชีวิตได้

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/273610

นักวิจัยไทย พบน้ำทะเล “ขั้วโลกเหนือ” อุ่นขึ้น 5 องศาฯ

10

นักวิจัยไทย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอพวช.ร่วมวิจัยผลกระทบภาวะโลกร้อนที่ขั้วโลกเหนือ พบอุณหภูมิที่ขั้วโลกโดยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าอุณหภูมิปกติ มากกว่า 5 องศาฯ ทำให้พฤติกรรมการกินอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่ขั้วโลกเปลี่ยน

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1937340719664071

วันนี้ (8 ส.ค.2561) เพจเฟชบุ๊กคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่ความคืบหน้ากรณี รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์  อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมด้วยผู้ร่วมวิจัยจากประเทศไทยรวม 13 ชีวิต ได้เดินทางด้วยเรือปฏิบัติการถึงบริเวณชายฝั่งหมู่เกาะสวาลบาร์ด มหาสมุทรอาร์กติก และดำน้ำเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมใต้ทะเล เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อน และขยะพลาสติกขนาดเล็กที่มีต่อสัตว์ทะเลหน้าดินที่ขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นการวิจัยใต้ทะเลอาร์กติก ภายใต้ความร่วมมือของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในการสำรวจและสังเกตการณ์ของช่วงฤดูร้อนพื้นที่ขั้วโลกเหนือ ขณะนี้พบว่าไม่เห็นน้ำแข็งในทะเล ภูเขาน้ำแข็ง และแผ่นน้ำแข็งมากนัก  เทียบกับฤดูร้อนของขั้วโลกใต้ ยังเห็นแผ่นน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็งอยู่จำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือสูงขึ้น ทำให้น้ำแข็งละลาย ขณะเดียวกันยังพบหมีขั้วโลกหันมากินพืชเป็นอาหาร อีกทั้งยังมีปริมาณสาหร่ายและแมงกะพรุนในทะเลเพิ่มขึ้น และพบกวางเรนเดียร์กินสาหร่ายเป็นอาหารมากขึ้น

12

 

เชื่อโลกร้อน กระทบพฤติกรรมกินอาหาร “หมีขาว”

รศ.ดร.วรณพ ในฐานะหัวหน้าคณะนักสำรวจ เผยว่าหลังจากเดินทางมาถึงพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการวิจัยตามแผนงาน แต่หลายครั้งไม่สามารถปฏิบัติงานได้เนื่องจากคลื่นแรง หรือน้ำขุ่นมากอันตรายต่อการการดำน้ำและเก็บตัวอย่างใต้ทะเล หรือแม้กระทั่งหมีขาวที่กำลังว่ายน้ำอยู่ ก็เป็นอุปสรรคหนึ่งในการทำงานเช่นกัน

จากการสำรวจบนบกพบสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เลี่ยนแปลงที่ขั้วโลกเหนือคือ  คณะของเราพบเห็นแม่หมีขาว กับลูกกำลังกินพวกมอสและพืชเป็นอาหาร ปกติหมีขาวเป็นสัตว์ผู้ล่าที่กินเนื้อสัตว์พวกแมวน้ำเป็นอาหาร 

ประกอบกับจากการผ่ากระเพาะซากหมีขาวของนักวิจัยในพื้นที่ พบปริมาณของพืชมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันหมีขาวไม่สามารถล่ากินอาหารสัตว์ทะเลอื่นได้อย่างเพียงพอ  ทำให้ต้องหันมากินพวกพืชบนบกแทน  โดยการกินพวกพืชเป็นอาหารมากๆจะทำให้หมีขาวมีสภาพร่างกายอ่อนแอ และไม่แข็งแรง

นอกจากนี้การดำน้ำสำรวจในพื้นที่ขั้วโลกเหนือยังพบว่ามีปริมาณสาหร่ายจำนวนมาก  อาจจะมาจากการที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลบริเวณนี้อุ่นขึ้น ทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดี ขณะเดียวกันยังพบแมงกะพรุน และหวีวุ้น(สัตว์จำพวกแมงกะพรุน) อยู่ในน้ำทะเลมาก  แสดงว่าอุณหภูมิน้ำทะเลที่ขั้วโลกเหนือสูงขึ้น

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

 ด้านรศ.ดร.สุชนา  ระบุจากการพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ของประเทศนอร์เวย์  พบว่าในช่วง 2-3  ปีที่ผ่านมา  ในช่วงฤดูหนาว หิมะตกน้อยลง น้ำแข็งไม่หนาพอ  จึงทำให้ไม่สามารถใช้รถขับบนหิมะหรือ Snow mobile ได้ และมีความเสี่ยงสูงต่อการที่มีหิมะถล่มในพื้นที่ต่างๆ และเกิดน้ำท่วม  แสดงให้เห็นว่าที่ขั้วโลกเหนือ ณ ปัจจุบันอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปกติมากเนื่องจากภาวะโลกร้อน  ทำให้น้ำแข็งหรือหิมะมีน้อยมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน น้ำแข็งละลายไปเยอะมากกว่าปกติ

อุณหภูมิที่ขั้วโลกโดยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าอุณหภูมิปกติ  มากกว่า 5 องศาเซลเซียส  ทำให้พฤติกรรมการกินอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่ขั้วโลกเปลี่ยน  สัตว์เหล่านั้นไม่สามารถที่จะหาอาหารได้เพียงพอ  ทั้งนี้การดำน้ำที่ขั้วโลกเหนือในครั้งนี้  ไม่ใช่แค่ต้องเผชิญกับน้ำทะเลที่เย็นจัด อุณหภูมิเกือบศูนย์องศา  

เปิดใจภารกิจสุดตื่นเต้น-อันตราย

ในการดำน้ำต้องระวังหมีขาวและช้างน้ำ (walrus) ขั้วโลกด้วย เพราะอาจจะเกิดอันตรายถ้านักดำน้ำไปดำใกล้สัตว์เหล่านั้น  ที่สำคัญมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทางทีมดำน้ำได้ลงไปในบริเวณใกล้ธารน้ำแข็ง และเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำแข็งละลายสูงมาก ทำให้น้ำบริเวณดังกล่าวขุ่นมาก จากน้ำจืดของน้ำแข็งที่ไหลลงทะเล

ชมชีวิตหมีขาวขั้วโลกเพิ่มเติม

เมื่อทีมดำน้ำลึกลงไปประมาณ 2-3 เมตร ตามปกติน้ำที่ระดับน้ำลึกลงไปน้ำทะเลต้องใสมากขึ้น แต่พื้นที่นั้นกลับขุ่นมากกว่าปกติ เมื่อทีมงานดำลงไปที่ความลึกระดับ 10 เมตร ซึ่งเป็นระดับที่มีน้ำขุ่นมากและมีทัศนะวิสัยการมองเห็นใต้น้ำเพียง 0 เมตร อันตรายมาก จนตนแอบคิดถอดใจที่จะได้กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าหากเรามองไม่เห็นแล้วดำน้ำต่อไปอาจจะพลาดตกไปในส่วนลาดชันใต้ทะเลที่มีระดับความลึก 40 เมตรได้ แต่สุดท้าย ทุกคนก็สามารถที่จะขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

 การเดินทางสำรวจวิจัยครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการศึกษาผลของภาวะโลกร้อนและขยะพลาสติกขนาดเล็กที่มีต่อสัตว์ทะเลหน้าดินที่มหาสมุทรอาร์กติกแล้ว ยังเป็นความร่วมมือในการทำวิจัยที่อาร์กติกระหว่างประเทศไทย  จีน  และราชอาณาจักรนอร์เวย์ รวมถึงสร้างความตระหนัก จิตสำนึก และความตื่นตัว ในผลของภาวะโลกร้อนและขยะทะเลที่มีต่อมหาสมุทรอาร์กติกและโลก ให้กับประชาชนและเยาวชนไทย

โดยจะดำเนินการสำรวจวิจัยเสร็จสิ้นในวันที่ 12 ส.ค.นี้ ทั้งนี้หลังจากคณะวิจัยกลับถึงประเทศไทยจะมีการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่ได้จากการปฏิบัติงานสู่เยาวชนและประชาชนที่สนใจอีกครั้ง

 

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/273845

สดร.ชวนดู “ฝนดาวตก” วันแม่เฉลี่ย 110 ดวงต่อชั่วโมง

44สดร.ชวนชมฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ หรือ “ฝนดาวตกวันแม่” หลังเที่ยงคืนวันที่ 12 ส.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 03.00 น. ถึงรุ่งเช้าวันที่ 13 ส.ค.นี้ คาดตกสูงสุด 110 ดวงต่อชั่วโมง มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

วันนี้ (8 ส.ค.2561) นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. กล่าวว่า ในช่วงคืนวันที่ 12 ส.ค.-13 ส.ค.นี้ จะเกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์หรือ “ฝนดาวตกวันแม่” คาดว่าปีนี้ มีอัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 110 ดวงต่อชั่วโมง มีศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวเพอร์เซอัส สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 12 ส.ค.นี้เวลา 03.00 น.จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 13 ส.ค.นี้โดยคืนดังกล่าวยังตรงกับดวงจันทร์ขึ้น 1 ค่ำ ส่งผลให้ท้องฟ้าไร้แสงจันทร์รบกวนเหมาะสำหรับการสังเกตการณ์ฝนดาวตก หากฟ้าใสปลอดเมฆสามารถดูด้วยตาเปล่าได้ทุกพื้นที่ทั่วไทย

และควรเลือกสถานที่โล่งแจ้ง ท้องฟ้ามืดสนิทปราศจากแสงไฟรบกวน จะสังเกตเห็นดาวตกที่มีความสว่างและสวยงามไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยสังเกตการณ์ดูได้ด้วยตาเปล่า ทั้งนี้ การชมฝนดาวตกให้สบายที่สุดอาจใช้วิธีนอนรอชม หรือนั่งบนเก้าอี้ที่เอนนอนได้ โดยฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศแถบซีกโลกเหนือ เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวเป็นช่วงฤดูร้อน ส่วนประเทศไทยตรงกับช่วงฤดูฝนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสังเกตการณ์

จึงต้องลุ้นกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ยกเว้นบริเวณภาคใต้ตอนล่างฝนตกค่อนข้างน้อยเป็นโอกาสดีที่จะได้ชื่นชมความสวยงามของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น

สำหรับการสังเกตการณ์ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ต้องรอถึงช่วงหลังเที่ยงคืน ส่วนช่วงหัวค่ำยังมีดาวเคราะห์ที่น่าสนใจให้ชมเช่นกัน ทั้งดาวศุกร์ที่สุกสว่างทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ ดาวอังคารสีส้มแดงสว่างชัดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงอยู่ในช่วงใกล้โลก ดาวเสาร์ และดาวพฤหัสบดี

นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ เกิดจากเศษฝุ่นละอองที่ดาวหางสวิฟต์-ทัตเทิล เหลือทิ้งไว้ในวงโคจรเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อโลกโคจรตัดผ่านเข้าไปในบริเวณที่มีเศษฝุ่นดังกล่าวจะดึงดูดเศษฝุ่นเหล่านี้เข้ามาในชั้นบรรยากาศเกิดการลุกไหม้เป็นแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า ถือเป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างเป็นอันดับ 2 รองจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ ที่มีสีสันสวยงามสังเกตเห็นได้ช่วงระหว่างวันที่ 17 ก.ค. – 24 ส.ค.ของทุกปี

โดยช่วงประมาณวันที่ 12- 13 ส.ค.นี้ จะเป็นช่วงที่เกิดฝนดาวตกมากที่สุด คนไทยจึงนิยมเรียกฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ ว่า “ฝนดาวตกวันแม่” เนื่องจากเกิดปรากฏการณ์ช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และวันแม่แห่งชาติ

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/273865