คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-21 ฐิตาพร ผางแผ่ง วรพล ยอดแก้ว พิมพ์ชนก เจริญวงศ์

ก้าวต่อไปของเทคโนโลยี 3D Bioprinting สตาร์ทอัพอเมริกาพิมพ์เนื้อเยื่อหัวใจที่ใช้งานได้จริง

ก้าวต่อไปของเทคโนโลยี 3D Bioprinting สตาร์ทอัพอเมริกาพิมพ์เนื้อเยื่อหัวใจที่ใช้งานได้จริง

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1869235283141282

แน่นอนว่าเป้าหมายระยะยาวของการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติ (3D Bioprinting) ย่อมต้องเป็นการพิมพ์อวัยวะของร่างกาย ที่สามารถทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อนำมาใช้ทดแทนอวัยวะจริงๆ ของมนุษย์ ซึ่งอาจมีความบกพร่องหรืออยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์

แม้ว่าหนทางจะยาวไกล แต่เชื่อเถอะว่าเรากำลังเดินเข้าไปใกล้ความเป็นจริงในทุกขณะ และคราวนี้ก็เป็นตาของ Biolife4D บริษัทสตาร์ทอัพในชิคาโก ที่ประกาศว่าพวกเขา สามารถพิมพ์ “เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac tissue)” ของมนุษย์ได้แล้ว

ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่อวัยวะเต็มส่วน เพราะหัวใจมนุษย์นั้นมีส่วนประกอบอันซับซ้อนอีกมากมาย แต่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจ ก็นับว่ามีประโยชน์ในทางการแพทย์มหาศาลแล้ว เช่น การใช้รักษาผู้ป่วยจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง

ก้าวต่อไปของเทคโนโลยี 3D Bioprinting สตาร์ทอัพอเมริกาพิมพ์เนื้อเยื่อหัวใจที่ใช้งานได้จริง

Steven Morris ซีอีโอของ Biolife4D ได้กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าหลักๆ 2 ข้อ อย่างแรกคือ การใช้เซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยเอง ในการ Reprogram (ในทางสเต็มเซลล์ คือการทำให้เซลล์กลับมาอยู่ในสถานะที่ยังไม่มีหน้าที่เฉพาะ) แล้วเปลี่ยนชนิดรวมถึงหน้าที่ของเซลล์ดังกล่าว ซึ่งมันได้กลายมาเป็นส่วนของ “เนื้อเยื่อหัวใจ” นั่นเอง

อย่างที่สอง นี่คือการทำ 3D bioprint ออกมาเป็นส่วนประกอบของเซลล์หลายเซลล์ ได้เป็นครั้งแรก และที่สำคัญคือ การทำให้เนื้อเยื่อเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ได้

Biolife4D ยังคงมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวต่อไป โดยจะเริ่มการทดสอบทางคลินิกเป็นเวลา 6 เดือน รวมทั้งดำเนินการต่อไปในส่วนของการพิมพ์หัวใจของมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยจะมุ่งเน้นที่องค์ประกอบอื่นๆ ของหัวใจบ้าง เช่น ลิ้นหัวใจ, หลอดเลือดหัวใจ ไปจนถึงหัวใจขนาดเล็กที่ทำงานได้จริง

 

ที่มา :https://news.thaiware.com/13882.html

นักวิจัยชี้ T. Rex และไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ กระดกลิ้นไม่ได้เหมือนที่เห็นในหนัง Jurassic World

นักวิจัยชี้ T. Rex และไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ กระดกลิ้นไม่ได้เหมือนที่เห็นในหนัง Jurassic World

 

ผลการศึกษาล่าสุดโดยทีมนักวิจัยจาก University of Texas และ Chinese Academy of Sciences พบว่า ไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ รวมถึงพันธุ์ T. Rex ไม่สามารถแลบลิ้นหรือกระดกลิ้นได้ ซึ่งรายงานดังกล่าวถือว่าต่างจากภาพไดโนเสาร์ที่เราคุ้นเคยกัน ที่มักจะแสดงให้เห็นว่าไดโนเสาร์อ้าปากกว้างและแลบลิ้นได้

โดยผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร PLOS One ชี้ให้เห็นว่า ลิ้นของไดโนเสาร์ส่วนใหญ่จะติดอยู่กับส่วนล่างของปากเหมือนกับจระเข้ จึงไม่สามารถแผ่ออกมาได้ ซึ่งทีมนักวิจัยค้นพบเรื่องนี้จากการเปรียบเทียบกระดูกโคนลิ้น (กระดูกที่ช่วยค้ำ และยึดลิ้นเอาไว้) ของสัตว์ปีกยุคใหม่และจระเข้ กับตัวอย่างฟอสซิลของไดโนเสาร์

Julia Clarke ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาซากสัตว์ดึกดำบรรพ์จาก University of Texas ระบุว่า ไดโนเสาร์ถูกสร้างภาพแบบผิดๆ มาเป็นเวลานาน เพราะไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ที่สูญพันธุ์ไปแล้วนั้นมีกระดูกลิ้นที่สั้นมาก และในสัตว์จำพวกจระเข้ก็มีกระดูกโคนลิ้นที่สั้นคล้ายๆ กัน โดยลิ้นของพวกมันจะถูกยึดติดไว้กับพื้นปาก

ขณะที่ Kat Schroeder บัณฑิตจาก University of New Mexico สาขาชีววิทยา ซึ่งทำการศึกษาเรื่องกระโหลกศีรษะของ T. Rex เผยว่า T. Rex ไม่มีขากรรไกรที่ช่วยในการบดเคี้ยว จึงใช้วิธีการฉีกเนื้อชิ้นใหญ่ ก่อนจะโยนเหยื่อเข้าปากและกลืนลงคอไป เช่นเดียวกับจระเข้ และนกที่ล่าสัตว์อื่นเป็นอาหาร

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ที่ผ่านมาของแฟรนไชส์เรื่องดัง Jurassic Park  ที่มีไดโนเสาร์ปรากฏอยู่ในหนังถือว่าทำได้ไม่แย่นัก เมื่อจากการสำรวจฉากทั้งหมดที่เจ้า T. Rex คำรามอยู่ในหนัง พบว่าลิ้นของมันจะติดอยู่กับส่วนล่างของปาก ซึ่งต่างจากหนังภาคล่าสุด Jurassic World: Fallen Kingdom ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในตอนนี้ เพราะเห็นได้ชัดว่ามีบางฉากที่ลิ้นของไดโนเสาร์กระดกขึ้นได้เวลาที่มันคำรามออกมา

ที่มา :https://news.thaiware.com/13807.html

MIT ทดลองใช้สัญญาณจากสมองและภาษามือ ในการควบคุมหุ่นยนต์

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1876274359104041

การพัฒนาหุ่นยนต์นับเป็นเรื่องที่ท้าทาย มีหลายอย่างที่มนุษย์เราอยากที่จะสร้างสรรค์ขึ้น หนึ่งในนั้นคือ รูปแบบวิธีการสื่อสารเพื่อให้เราสามารถควบคุมมันได้ และนี่คือเหตุผลที่ MIT (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์) ได้ทำการพัฒนาวิธีควบคุมหุ่นยนต์โดยการใช้ภาษามือ และคำสั่งจากคลื่นสมอง

ทีมวิจัยเรียกสัญญาณจากสมองรูปแบบที่นำมาใช้นี้ว่า “error-related potentials” (ErrPs) มันคือ สัญญาณที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเมื่อมนุษย์สังเกตเห็นถึงความผิดพลาด โดยระบบดังกล่าวจะคอยตรวจสอบการทำงานของสมองของผู้เฝ้าสังเกตการทำงานของหุ่นยนต์ ถ้าหากมีสัญญาณ ErrP เกิดขึ้นเนื่องจากหุ่นยนต์ทำงานพลาด หุ่นยนต์ก็จะหยุดทำสิ่งนั้นชั่วคราวเพื่อให้เราสามารถแก้ไขได้

จากคลิปวีดีโอ เป็นการทดลองให้หุ่นที่ชื่อ “Baxter” เคลื่อนย้ายสว่านไฟฟ้าไปยัง 1 ใน 3 เป้าหมาย และด้วยการกำกับดูแลของมนุษย์ Baxter สามารถเลือกเป้าหมายที่ถูกต้องได้ถึงร้อยละ 97 จากแต่ก่อนที่เลือกเป้าหมายได้ถูกต้องเพียงร้อยละ 70 เท่านั้น คุณจะเห็นว่าผู้ทดสอบได้ให้สัญญาณมือเพื่อเลือกตัวเลือกที่ถูกต้องให้แก่หุ่นยนต์ด้วย

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังสามารถตั้งค่าแบบเรียลไทม์ได้ จึงทำให้ใช้ได้แม้กับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ไม่จำเป็นต้องฝึกอบรมผู้ใช้รายใหม่แต่อย่างใด ซึ่งมันจะมีประโยชน์เป็นอันมากต่อการควบคุมหุ่นยนต์จำนวนมากให้ทำงาน รวมทั้งประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ หรือแรงงานที่มีความบกพร่องทางการพูด หรือการเคลื่อนไหว

“หมดยุคที่ผู้คนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับข้อจำกัดต่างๆ ของเครื่องจักรแล้ว” Daniela Rus ผู้บริหารโครงการ กล่าวเอาไว้
ที่มา : https://news.thaiware.com/13764.html