คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-21 ฐิตาพร ผางแผ่ง วรพล ยอดแก้ว พิมพ์ชนก เจริญวงศ์

สุดหฤหรรษ์เมื่อ NASA ส่ง Hulk และซูเปอร์ฮีโรชุดใหม่ ขึ้นไปเป็นชื่อของกลุ่มดาวอีกเพียบ

14888_18102515445113

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ก่อนหน้านี้ เราเคยได้นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มดาว “ก็อดซิลล่า (Godzilla)” ซึ่งเป็นชื่อของสัตว์ประหลาด “ไคจู″ จากญี่ปุ่น ที่ทาง NASA ได้นำชื่อดังกล่าวเอามาตั้งเป็นชื่อของ “กลุ่มดาวรังสีแกมม่า″ กันมาแล้ว คลิกที่นี่เพื่ออ่านข่าว

ล่าสุดนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีแกมมา Fermi ทาง NASA จึงได้ส่งบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ รวมถึงคนดัง และสถานที่สำคัญของโลก ขึ้นสู่อวกาศตามก็อดซิลล่าไปอีกด้วย เพื่อใช้ตั้งเป็นชื่อกลุ่มดาวกว่า 21 กลุ่มด้วยกัน มีทั้ง ยักษ์เขียวฮัลค์ (Hulk), มโยลเนียร์ (Mjolnir) หรือ ค้อนของธอร์, Tardis จาก Doctor Who, หอไอเฟล (Eiffel Tower)เสาโอเบลิสก์ (Obelisk) และ ไอน์สไตน์ (Einstein) เป็นต้น

ทั้งนี้ NASA ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า กลุ่มดาวรังสีแกมมาที่ว่านั้น ไม่ใช่ดวงดาวจริงๆ หากแต่เป็นรังสีแกมมาที่กล้องโทรทรรศน์ Fermi จับได้ ซึ่งรังสีดังกล่าวไม่ใช่ดวงดาวแต่เป็นรูปแบบของแสงที่แรงที่สุดในอวกาศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ในจักรวาล และอาจเกิดได้จากหลายที่มา เช่น จากการปล่อยรังสีเมื่อดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หมดเชื้อเพลิง แล้วควบแน่นด้วยมวลอันมหาศาลของตัวมันเอง หรือเมื่อดาวนิวตรอนสองดวงโคจรบิดเกลียวรอบกันและกัน จนรวมกันเป็นหลุมดำ ทำให้เกิดการปล่อยลำแสงของรังสีแกมม่าที่มีพลังงานรุนแรง เป็นต้น
ที่มา : https://news.thaiware.com/14888.html

ผลวิจัยชี้ ‘การทำความสะอาดมือด้วยยาฆ่าเชื้อ’ ช่วยลดการขาดเรียนของเด็กได้

4A32FC33-5B33-4D00-8DDB-90F7FE4AAC7E_cx0_cy35_cw57_w1023_r1_s

แต่นักระบาดวิทยาเตือนว่าวิธีล้างหรือทำความสะอาดมืออย่างถูกต้องก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เด็กเล็กมักมีปัญหาน้ำมูกไหลและเจ็บคอเป็นประจำ และผลการศึกษาในสเปน ซึ่งทำกับเด็กอายุต่ำกว่าสามขวบรวม 911 คน พบว่าวิธีที่เด็กเหล่านี้ทำความสะอาดหรือล้างมือ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและการขาดเรียนได้

นักวิจัยของสเปนศึกษาเด็กสามกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งใช้ยาฆ่าเชื้อหรือ hand sanitizer เพื่อทำความสะอาดมือ ส่วนอีกกลุ่มล้างมือด้วยสบู่กับน้ำ และกลุ่มที่สามล้างมือด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว

ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่ใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดมือนั้นจะขาดเรียนน้อยกว่ากลุ่มที่ล้างมือด้วยสบู่กับน้ำ และน้อยกว่ากลุ่มที่ล้างมือด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวตามลำดับ

โดยถ้าคิดเป็นตัวเลขแล้ว เด็กกลุ่มที่ล้างมือด้วยสบู่กับน้ำ จะมีโอกาสติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูกไหล ไอ หรือเจ็บคอ มากกว่ากลุ่มเด็กที่ใช้ยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดมือถึง 21%

ถึงแม้ผู้เชี่ยวชาญซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้จะชี้ว่า การวิจัยดังกล่าวยังขาดรายละเอียดอยู่ก็ตาม แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบาดวิทยาอธิบายว่า วิธีที่ใช้เพื่อฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดนั้นก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนการหยิบจับอาหารเข้าปาก หลังจากที่ไอและจาม หรือสั่งขี้มูก เป็นต้น

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคหรือ CDC ของสหรัฐฯ แนะนำว่าการล้างมือด้วยสบู่กับน้ำที่ถูกวิธีนั้น คือการถูมือเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ซึ่งเท่ากับการร้องเพลง Happy Birthday ตั้งแต่ต้นจนจบสองครั้ง

และการล้างมือด้วยสบู่แบบนี้ต้องรวมถึงการฟอกที่หลังมือ ทำความสะอาดนิ้วและซอกนิ้ว รวมทั้งบริเวณใต้เล็บด้วย

ส่วนการทำความสะอาดมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือ sanitizer ซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์นั้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ แนะนำให้เทน้ำยาฆ่าเชื้อลงบนมือข้างหนึ่ง และถูเข้าที่บริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง รวมทั้งที่นิ้วให้ทั่วจนกระทั่งแห้ง

อย่างไรก็ตาม CDC เตือนว่า น้ำยาฆ่าเชื้อหรือ sanitizer จะใช้ไม่ได้ผลดีหากมือสกปรกเป็นอย่างมาก หรือเป็นมัน

ที่มา : https://www.voathai.com/a/hand-sanitizer-sick-children-ct/4608774.html

ข้อคาดการณ์ของรีมันน์ถูกอ้างว่าพิสูจน์ได้ ข่าวใหญ่ที่อาจทำให้นักคณิตศาสตร์ทั้งโลกต้องร้องออกมาพร้อมกันว่า &^!T$%$TU$^%L

เรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ New Scientist ได้ลงข่าวซึ่งพาดหัวว่า “นักคณิตศาสตร์ชื่อดังอ้างว่าสามารถพิสูจน์ข้อคาดการณ์ของรีมันน์ที่มีอายุ 160 ปีได้” สำหรับคนนอกวงการอ่านหัวข้อข่าวนี้แล้วก็อาจจะทำหน้างง ๆ เกาหัวแกร่ก ๆ แล้วนึกในใจว่า ‘อิหยังวะ’ แต่สำหรับคนในแวดวงคณิตศาสตร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่มากเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านตาไปได้ง่าย ๆ

ข้อคาดการณ์ของรีมันน์ (Riemann hypothesis) เป็นหนึ่งในโจทย์คณิตศาสตร์ที่ถือกันว่ายากที่สุดในปัจจุบัน ก่อนที่จะไปพูดถึงตัวโจทย์ ขอโฆษณาความยากของกันก่อน ข้อคาดการณ์ของรีมันน์ถูกตั้งขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันที่ชื่อว่าแบร์นฮาร์ด รีมันน์ (Bernhard Riemann) เมื่อปี 1859 เป็นข้อความข้อความหนึ่ง ที่รีมันน์อ้างว่าเป็นความจริง แต่ไม่ได้แสดงบทพิสูจน์ไว้ 

ในทางคณิตศาสตร์ เราไม่สามารถเชื่อและยอมรับการกล่าวอ้างข้อความบางอย่างขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่มีการพิสูจน์อย่างนี้ได้ แต่เนื่องจากผลของข้อคาดการณ์นี้ (หากรีมันน์คาดการณ์ถูก) สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาปัญหาอื่น ๆ ในทางคณิตศาสตร์ได้อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประมาณรูปแบบการกระจายของจำนวนเฉพาะ ซึ่งก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักคณิตศาสตร์มาแสนนานไม่แพ้กัน ดังนั้นจึงมีนักคณิตศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลกมากมายพยายามพิสูจน์ข้อคาดการณ์ของรีมันน์นี้ แต่ก็ไม่มีใครทำสำเร็จเสียที จนทำให้เมื่อปี 2000 สถาบันคณิตศาสตร์เคลย์ (Clay Mathematics Institute) ยกให้สมมุติฐานของรีมันน์เป็นหนึ่งในปัญหาคณิตศาสตร์แห่งสหัสวรรษ และได้ตั้งรางวัล 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ให้กับใครก็ตามที่สามารถพิสูจน์ (หรือหักล้าง) ข้อคาดการณ์ข้อนี้ได้

กลับมาที่ข่าวเมื่อวันศุกร์ เรื่องมันเกิดขึ้นตรงที่ว่า มีคนดันไปเจอว่าบทคัดย่อของนักคณิตศาสตร์คนหนึ่งที่จะบรรยายในงาน Heidelberg Laureate Forum ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-28 กันยายนนี้ที่ประเทศเยอรมัน เขียนเอาไว้ว่าเขาจะแสดงบทพิสูจน์อย่างง่าย ๆ ของข้อคาดการณ์ของรีมันน์ ซึ่งเรื่องนี้จะไม่น่าตื่นเต้นเลยหากคนพูดเป็นนักคณิตศาสตร์โนเนมที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะตลอด 160 ปีที่ผ่านมาก็มีคนพยายามอ้างว่าตัวเองสามารถพิสูจน์สมมุติฐานของรีมันน์ได้เต็มไปหมด แต่สุดท้ายก็แป้กไปทุกราย แต่คราวนี้คือที่พูดดันเป็นนักคณิตศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษวัย 90 ปีอย่างไมเคิล อาติยา (Michael Atiyah) เจ้าของรางวัลอาเบล และเหรียญฟีลด์ ซึ่งถือกันว่าเป็นรางวัลโนเบลของแวดวงคณิตศาสตร์ แถมเขาพูดกึ่ง ๆ โม้ด้วยความมั่นใจไว้ด้วยว่า 

ผู้คนเชื่อว่านักคณิตศาสตร์สักคนจะสร้างผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตได้จนถึงอายุ 40 เท่านั้น แต่ผมจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคิดผิด พวกเขาได้เห็นว่าผมทำอะไรได้บ้างตอนอายุ 90

Michael Atiyah

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ตามกำหนดการ การบรรยายของเขาจะเริ่มขึ้นในวันวันจันทร์ที่ 24 กันยายนนี้ เวลา 9.45 น. ตามเวลาประเทศเยอรมัน หรือ 14.45 น. ตามเวลาประเทศไทย แม้ว่าจะไม่ค่อยมีใครคาดหวังกับบทพิสูจน์ของเขาเท่าไร เพราะในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์ที่เขาเคยประกาศว่าพิสูจน์บางอย่างที่สำคัญได้ในลักษณะนี้ แต่สุดท้ายก็เป็นบทพิสูจน์ที่ไม่สมบูรณ์ดี แต่คาดว่าจะมีนักคณิตศาสตร์จำนวนมากจับตาดูกันจากทั่วทุกมุมโลกอยู่ดี ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในการบรรยายที่กำลังจะเกิดขึ้นของเขา ความเป็นไปได้แรกคือบทพิสูจน์ของเขาถูกต้อง และเราจะได้เห็นการเฉลิมฉลองกันอย่างบ้าคลั่งของนักคณิตศาสตร์ทั่วโลกแบบเดียวกับตอนที่ แอนดรู ไวล์ (Andrew Weil) สามารถพิสูจนทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มา (Fermat’s last theorem) ลงได้เมื่อปี 1994 ความเป็นไปได้อย่างที่สองคือบทพิสูจน์นั้นผิด อาติยาเข้าใจผิดไปเองว่าเขาสามารถพิสูจน์ปัญหาระดับโลกนี้ได้ ซึ่งก็จะน่าอายหน่อย ๆ เพราะโม้ไว้ซะเยอะ แล้วก็คงจ๋อย ๆ กลับบ้านไป หรือความเป็นไปได้ที่สาม คือเขาอาจจะไม่ได้มีบทพิสูจน์ที่สมบูรณ์จริง ๆ อย่างที่อ้างไว้ แต่ก็สามารถเสนอแนวคิดใหม่ ๆ บางอย่าง ที่อาจจะไปจุดประกายให้นักคณิตศาสตร์คนอื่น ๆ ไปต่อยอดได้

สำหรับผู้อ่านที่สนใจว่าไอ้เจ้าข้อคาดการณ์ที่มีรางวัลนำจับถึง 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐนี่มันหน้าตาเป็นยังไงหรอ ต้องออกตัวก่อนเลยว่ามันออกจะซับซ้อนสักหน่อย ถามตัวเองก่อนว่ารู้จักคำว่าฟังก์ชัน โดเมน จำนวนเชิงซ้อน และอนุกรมอนันต์หรือเปล่า ถ้าไม่ เราคงต้องแยกย้ายกันตรงนี้เลย แต่ถ้าคิดว่ารู้ หรือพอรู้อยู่บ้าง ก็เชิญกดเปิดอ่านต่อได้เลย //ผายมือ

อ้างอิง : https://soscity.co/news/mathematics/riemann-hypothesis-claims-proof-by-atiyah/

เจาะลึกยานอวกาศ PARKER SOLAR PROBE กับภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ NASA ได้ปล่อยยานอวกาศออกไปสำรวจดวงอาทิตย์ ชื่อ Parker Solar Probe สู่อวกาศเพื่อทำภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์เป็นที่เรียบร้อย แน่นอนว่าหลายคนอาจจะมีคำถามสงสัยอยู่ในใจว่ายานสำรวจอวกาศลำนี้จะพาเราไปถึงจุดหมายที่เรียกว่าดวงอาทิตย์ได้จริงหรือ  แล้วทำไมยานลำนี้ถึงทนความร้อนของดวงอาทิตย์ได้ล่ะ บทความนี้จะพาทุกคนไปเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับเจ้ายานสำรวจอวกาศลำนี้ให้มากขึ้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

PARKER SOLAR PROBE คืออะไร?

NASA ประกาศแผนดำเนินโครงการนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2009 โดยใช้งบประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเกือบ 5 หมื่นล้านบาทสำหรับการสำรวจของ Parker Solar Probe 

ซึ่งเจ้า Parker Solar Probe นี้เป็นยานสำรวจอวกาศที่มีขนาดเทียบเท่ากับรถยนต์คันเล็กๆ คันหนึ่งเท่านั้น และมีน้ำหนักประมาณ 685 กิโลกรัม โดยมีภารกิจในการเข้าไปสำรวจชั้นบรรยากาศรอบนอกของดวงอาทิตย์ ในระยะ 6 ล้านกิโลเมตร ผ่านชั้นบรรยากาศบางส่วนของดวงอาทิตย์แล้วเข้าใกล้พื้นผิวมากที่สุด โดยจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 700,000 กม./ชั่วโมง และมีกำหนดการโคจรรอบดวงอาทิตย์นานถึง 7 ปี เพื่อศึกษาที่มาและพัฒนาการของลมสุริยะและกิจกรรมต่างๆ ของดวงอาทิตย์

ภาพจำลองลมสุริยะ

ภารกิจของ PARKER SOLAR PROBE ทำไมเราถึงต้องศึกษาดวงอาทิตย์

หลายคนอาจะสงสัยว่าเราจะสำรวจดวงอาทิตย์ไปทำไม เราไม่ได้อาศัยอยู่บนดวงอาทิตย์สักหน่อย แต่จริงๆ แล้วการสำรวจดวงอาทิตย์และลมสุริยะนั้น เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการศึกษาปรากฎการณ์ธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกของเรา เพราะดวงอาทิตย์ถือเป็นดาวฤกษ์ที่ดวงเดียวที่อยู่ใกล้โลกและเป็นแหล่งพลังงานและความร้อนที่สำคัญ ยิ่งเรารู้เรื่องนี้มากเท่าใดก็จะยิ่งสามารถนำความรู้ตรงนี้มาใช้พัฒนาในชีวิตและรับมือกับปรากฏการณ์ต่างๆ ในอนาคตได้ ในขณะที่ลมสุริยะซึ่งเกิดจากการไหลของก๊าซไอออนจากดวงอาทิตย์ผ่านมาที่โลกด้วยความเร็ว 500 กม./วินาที หรือประมาณล้านไมล์/ชั่วโมง จะเข้าไปรบกวนสนามแม่เหล็กโลกและสูบพลังงานเข้าไปในเข็มขัดรังสี (Van Allen Radiation Belt) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอวกาศใกล้โลกที่เรียกว่า “Space Weather” 

สรุปสั้นๆ PARKER SOLAR POLAR PROBE จะไขปริศนา 3 เรื่องหลัก

ในระหว่างที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ อุปกรณ์ที่อยู่ในภาย Parker Solar Probe จะเก็บข้อมูลและทำงานเพื่อศึกษาปัญหาหลักๆ 3 เรื่อง คือ

  1. ทำไมชั้นบรรยากาศที่อยู่ไกลพื้นผิวของดวงอาทิตย์ถึงร้อนกว่าชั้นบรรยากาศที่อยู่ใกล้
  2. ลมสุริยะ (solar wind) เกิดขึ้นได้อย่างไร
  3. อะไรที่ทำให้เกิดการปลดปล่อยก้อนมวล Coronal Mass Ejections (CME) ของดวงอาทิตย์

ภาพจำลอง Van Allen Belts

คลิปจำลอง Van Allen Radiation Belt

สภาพอากาศในอวกาศยังส่งผลต่อวงโคจรของดาวเทียม รบกวน และลดอายุการใช้งานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนอวกาศอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราเรียนรู้เกี่ยวกับลมสุริยะมากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถปกป้องดาวเทียมของเราได้มากขึ้นเท่านั้น 

ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิด ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งเข้าใจ และนำมาใช้ในชีวิตได้

ภาพจำลองวงโคจรของ Parker Solar Probe

อุปกรณ์ที่ PARKER SOLAR PROBE นำติดไปด้วย

แน่นอนว่าเจ้ายาน Parker Solar Probe จะต้องพกอุปกรณ์ตรวจวัดอนุภาค สนามไฟฟ้า และสนามแม่เหล็ก จากอุปกรณ์หลักทั้ง 4 ชิ้น ได้แก่

อุปกรณ์หลักทั้ง 4 และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ Parker Solar Probe ติดตัวไปด้วย (ภาพจาก: <a href="https://www.researchgate.net/figure/Parker-Solar-Probe-Spacecraft-2_fig1_321366244" target="_blank">Research Gate</a>)

1. FIELDS

อุปกรณ์ตัวแรกที่เจ้ายานลำนี้ใช้เป็นเครื่องตรวจวัดแรงที่มองไม่เห็น (Invisible force) โดยจะทำการรวบรวมขนาด รูปร่างของสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ รวมไปถึงวัดคลื่นและความแปรปรวนในชั้น heliosphere ที่มีความละเอียดสูงเพื่อทำความเข้าใจคลื่น แรงกระแทก และการเชื่อมต่อด้วยคลื่นแม่เหล็ก ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำให้เกิดการขยับตัวของสนามแม่เหล็ก

FIELDs จะวัดสนามไฟฟ้ารอบๆยานอวกาศด้วยเสาอากาศทั้ง 5 ซึ่งติดตั้งอยู่เหนือโล่ความร้อนของยานอวกาศและอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ที่อุณหภูมิ 2,500 F โดยเสาอากาศนั้นมีความยาวถึง 2 เมตร ทำมาจากอัลลอยไนโอเบียมสามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้  FIELDs จะวัดสนามไฟฟ้าในช่วงความถี่กว้างทั้งโดยตรง ในพื้นที่ รวมไปถึงในระยะไกลโดยวัดจากการไหลเวียนของอนุภาคพลังงานที่ออกมาจากดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง โดยมี Magnetometer หรือเครื่องมือวัดค่าความเข้มของสนามแม่เหล็กทั้ง 3 ที่ช่วยประเมินสนามแม่เหล็กโดย Magnetometer แบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้

  1. Search Coil Magnetometer หรือ SCM จะวัดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กทำให้แรงดันไฟฟ้าในขดลวดสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กได้โดยการวัดแรงดันไฟฟ้า และจำเป็นต้องใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์มากที่สุดเพราะสนามนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยสามารถตรวจจับสนามแม่เหล็กในอัตรา 2ล้านครั้ง/วินาที
  2. Fluxgate Magnetometers มีทั้งหมด 2 เครื่องก็คือ MAGi และ MAGO โดยจะวัดสนามแม่เหล็กที่มีขนาดใหญ่ โดยวัดสนามแม่เหล็กต่อจากดวงอาทิตย์ในอัตราที่ช้าลง

คลิปแสดงการทำงานของ FIELDs

2. WISPR

อุปกรณ์ตัวถัดมาเป็นอุปกรณ์สำหรับจับภาพขนาดกว้าง โดย WISPR จะทำหน้าที่จับภาพโครงสร้างของโคโรน่าและลมสุริยะก่อนที่ยานอวกาศจะบินผ่านเข้าไป

WISPR จะใช้ภาพจากระยะไกลที่เกิดจากการระเบิดของมวลโคโรนาหรือ CMEs เครื่องบินไอพ่น รวมไปถึงวัตถุระเบิดอื่นๆจากดวงอาทิตย์ โครงสร้างทั้งหลายเหล่านี้จะเดินทางออกจากดวงอาทิตย์และแซงยานอวกาศ โดย WISPR จะทำการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆในโครงสร้างเพื่อวัดคุณสมบัติทางกายภาพอย่างละเอียดโดยตรง และมีแผ่นป้องกันความร้อนที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อดูดซับและสะท้อนความร้อนสำหรับป้องกันอุปกรณ์

WISPR ใช้กล้องสองตัวพร้อมเซนเซอร์ตรวจจับภาพแบบ CMOS ที่ได้ผ่านการฉายรังสี แทนการใช้เซนเซอร์แบบ CCD ที่มีน้ำหนักมากกว่าและใช้พลังงานสูงกว่า แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็ยังอาจได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกและอนุภาคอื่นๆที่เคลื่อนเข้าสู่ดวงอาทิตย์ เลนส์ของกล้องจึงถูกออกแบบจาก BK7 ซึ่งเป็นแก้วที่ใช้สำหรับกล้องโทรทรรศน์ทั่วไปและมีความแข็งแรงเพียงพอต่อการกระทบของอนุภาคในอวกาศ

คลิปแสดงการทำงานของ WISPR

3. SWEAP

The Solar Wind Electrons Alphas and Protons investigation หรือ SWEAP เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ Solar Probe Cup หรือ SPC และ Solar Probe Analyzers หรือ SPAN ใช้สำหรับการนับอนุภาคในลมสุริยะ (ซึ่งประกอบไปด้วย อิเล็กตรอน โปรตรอน และฮีเลียมไอออน) และวัดคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความเร็ว ความหนาแน่น และอุณหภูมิเพื่อเข้าใจลมสุริยะมากขึ้น

ในส่วนของ SPC หรือก็คือถ้วยฟาราเดย์ที่เรารู้จักกันนั่นเอง ซึ่งใช้ตรวจวัดเก็บข้อมูลประจุไฟฟ้าและกระแสอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ โดยในถ้วยจะประกอบไปด้วยชุดของกริดที่มีความโปร่งใสสูง ซึ่งในชุดกริดนั้นจะใช้แรงดันไฟฟ้าสูงเพื่อเรียงลำดับอนุภาคเหนือแผ่นเก็บซึ่งจะวัดคุณสมบัติต่างๆของอนุภาค และช่วยแยกแยะเสียงรบกวนจากรังสีคอสมิกออกไปได้

กริดที่อยู่ใกล้กับอุปกรณ์สามารถทนอุณหภูมิได้ถึง 3,000 F และเรืองสีแดงขณะที่กำลังวัดค่าโดยใช้ผลึกแซฟไฟร์ในการแยกส่วนประกอบต่างๆภายในถ้วย 

และเมื่อผ่านไปใกล้ดวงอาทิตย์ SPC จะใช้เวลาในการตรวจวัดถึง 146 ครั้ง/วินาทีเพื่อหาอัตราเร็ว ความหนาแน่นและอุณหภูมิของพลาสมาของดวงอาทิตย์ได้อย่างถูกต้อง

และในส่วนของ SPAN จะประกอบไปด้วย SPAN-A และ SPAN-B ซึ่งจะมีมุมมองในการวัดที่กว้าง สามารถมองเห็นพื้นที่ในส่วนที่ SPC ไม่สามารถวัดได้ โดยอนุภาคที่ตรวจพบจะเข้าสู่วงกตผ่านแรงดันไฟฟ้าเพื่อเรียงลำดับอนุภาคโดยขึ้นอยู่กับมวลและประจุ ในขณะที่ SPAN-A จะวัดอิเล็กตรอนและไอออน SPAN-B จะวัดเฉพาะอิเล็กตรอนเท่านั้น

คลิปแสดงการทำงานของ SWEAP

4. ISʘIS

มาถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายที่ใช้สำหรับวัดอิเล็กตรอน โปรตรอน และไอออนเช่นเดียวกับอุปกรณ์ก่อนหน้านี้ แต่ ISʘIS จะทำให้เราเข้าใจวัฏจักรของอนุภาค ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมความเร็วถึงเปลี่ยนแปลง และอนุภาคเคลื่อนที่ออกมาจากดวงอาทิตย์สู่อวกาศได้อย่างไร โดย ISʘIS ยังมีอุปกรณ์ข้างในอีกสองอย่างคือ EPI-Lo และ EPI-Hi (EPI ย่อมาจาก Energetic Particle Instrument)

EPI-Lo จะวัดสเปกตรัมของอิเล็กตรอนและไอออนรวมไปถึงการระบุคาร์บอน ออกซิเจน นีออน แมกนีเซียม ซิลิกอน เหล็กและไอโซโทปของฮีเลียม (He-3 และ He-4) การแยกแยะระหว่างฮีเลียมไอโซโทปจะช่วยในการพิจารณาว่ากลไกใดทำให้เกิดการเร่งอนุภาค 

EPI-Lo ถูกออกแบบมาให้มีรูปร่างแบบ octagonal รองรับช่องมองภาพกว่า 80 ช่องเพื่อสังเกตอนุภาคพลังงานต่ำ ไอออนจะเข้าสู่ EPI-Lo ผ่านช่องมองภาพ ผ่านฟอยล์ carbon-polyimide-aluminium ทั้ง 2 ก่อนจะเข้าสู่เครื่องตรวจจับของแข็ง อิเล็กตรอนจะถูกวัดค่าโดยพลังงานที่เหลือจากการกระทบของไอออน โดยเวลาที่ผ่านเซนเซอร์จะเป็นตัวบอกถึงชนิดของอนุภาค

ส่วน EPI-Hi จะใช้เซนเซอร์ในเครื่องตรวจจับซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อวัดอนุภาคที่มีพลังงานสูงกว่า EPI-Lo โดยชั้นหน้าจะประกอบไปด้วยเครื่องตรวจจับซิลิกอนบางเฉียบช่วยในการกำหนดทิศทางอนุภาคและลดเสียงรบกวน และเมื่อใกล้กับดวงอาทิตย์ EPI-Hi จะสามารถตรวจจับได้ถึง 100,000 อนุภาค/วินาที

ด้วยการใช้เครื่องมือทั้งสองร่วมกัน ISʘIS จะตรวจสอบพลังงานทั้งหมดของอนุภาคพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึงอนุภาคพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีพลังงานสูงซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้โดย SWEAP

คลิปแสดงการทำงานของ ISʘIS

ดวงอาทิตย์ร้อนขนาดนั้น แล้วยานลำนี้เข้าไปสำรวจได้อย่างไร?

แน่นอนว่าเจ้ายาน Parker Solar Probe จะต้องพบเจอสภาวะที่เลวร้ายในขณะที่ทำภารกิจ ยานจะต้องปลอดภัยจากอุณภูมิที่สูงมากของดวงอาทิตย์ โดยดร. Elisabeth Abel หัวหน้าทีมวิจัยเกราะกันความร้อนแห่งห้องทดลองฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้แสดงให้เราเห็นว่า เกราะกันความร้อนของยานอวกาศนี้ สามารถทนความร้อนได้สูงถึง 1,371 องศาเซลเซียสที่ผิวด้านนอก และทำให้ผิวด้านในมีอุณหภูมิเหลือเพียง 316 องศาเซลเซียส

เกราะสามารถกันความร้อนได้ขนาดนี้ เนื่องจากการใช้แผ่นโฟมคาร์บอนที่ประกอบด้วยรูจำนวนมากหนา 11.4 เซลติเมตรเป็นวัสดุแกนกลาง ทำให้ความร้อนผ่านไปอีกด้านได้ยาก และประกบด้วยวัสดุคาร์บอนทั้ง 2 อีกทีเป็นเหมือนแซนวิช และมันมีน้ำหนักเบา

ภาพแสดงเกราะกันความร้อนของ Parker Solar Probe

คลิปดร. Elisabeth Abel ให้ผู้ทดสอบลองสัมผัสอีกด้านของเกราะกันความร้อน ขณะเธอกำลังพ่นไฟใส่ตัวเกราะ

ชื่อ PARKER SOLAR PROBE เพื่อเป็นเกียรติแก่ศ.ยูจีน ปาร์กเกอร์

เดิมทียานสำรวจดวงอาทิตย์ลำนี้ชื่อ “Solar Probe Plus” และได้เปลี่ยนมาเป็น “Parker Solar Probe” เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.ยูจีน ปาร์กเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านลมสุริยะ และเป็นครั้งแรกที่ NASA ตั้งชื่อยานอวกาศตามชื่อของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่

จากนี้เราคงต้องคอยติดตามกันว่ายาน Parker Solar Probe จะพาพวกเราไปเจอกับอะไรบ้าง

ที่มา : https://soscity.co/space/parker-solar-probe/

ช็อคโลก! จีบค้นพบไข้หวัดมรณะสายพันธุ์ใหม่ แต่เก็บเงียบไม่ยอมส่งตัวอย่างเชื้อให้ต่างชาติ

9

เชื้อโรคร้ายสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในกลุ่มประชากรมนุษย์ และการระบาดของโรคร้ายหลายๆ ครั้งในอดีตก็เป็นเครื่องพิสูจน์เป็นอย่างดีว่า มันมีความสำคัญมากที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องช่วยกันระดมสมองหาวิธีการรับมือกับเชื้อโรคร้ายสายพันธุ์ใหม่ เพื่อหาหนทางรักษาก่อนที่จะเกิดการแพร่กระจาย ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

ในระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างจีน และอเมริกา นั้นมีความร่วมมือเป็นอย่างดีในการแบ่งปันตัวอย่างเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกค้นพบ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์จากหลายๆ ประเทศได้ช่วยกันหาทางเยียวยารักษา แต่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อจีนไม่ทำการส่งตัวอย่างเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ให้กับนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา

ตามการรายงานข่าวของสื่อ New York Times ระบุว่า จีนได้ระบุชื่อของเชื้อไขหวัดสายพันธุ์ใหม่เอาไว้ว่า H7N9 และเป็นเชื้อที่มีความอันตรายและสร้างปัญหาได้อย่างแน่นอนหากเกิดการระบาดในวงกว้าง แต่ดูเหมือนว่าจีนจะเมินเฉยต่อการร้องขอตัวอย่างเชื้อไวรัสจากสหรัฐอเมริกา

โดยทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา เป็นสมาชิกของ องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) และได้มีการแบ่งปันองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์ รวมถึงมีการแบ่งปันตัวอย่างเชื้อไวรัสเพื่อผลประโยชน์ทางศึกษามาเป็นเวลายาวนาน เพื่อที่จะได้ร่วมกันหาทางเยียวยา หาวิธีจัดการความเสี่ยง รวมถึงการวางแผนรับมือในกรณที่เกิดการระบาดของโรคในสเกลขนาดใหญ่

ซึ่งข้อตกลงในลักษณะนี้เป็นผลดีกับชาติมหาอำนาจทั้งสอง และประชากรของทั้งสองประเทศก็ยังเดินทางท่องเที่ยวไปมาหาสู่กันอยู่ไม่น้อย ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่กระจายเชื้อระหว่างกันโดยนักท่องเที่ยว ดูเหมือนว่าความตึงเครียดทางการค้าที่เกิดกับประเทศจีน จะทำให้ความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ จืดจางลงด้วย ทำให้ไม่มีการแบ่งปันข้อตัวอย่างเชื่อไวรัวสรวมถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับสหรัฐอเมริกา

H7N9 เป็นเชื้อสายพันธุ์อันตรายของไข้หวัดนก ที่คร่าชีวิตชาวจีนไปแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย เชื้อมีการแพร่ระบาดในหมู่สัตว์ปีกก่อนจะติดมายังมนุษย์ และเคสการติดเชื้อไวรัสในมนุษย์ได้มีการรายงานเข้ามาแล้วเกิน 750 ราย และผู้ติดเชื้อจำนวนกว่าครึ่งเสียชีวิต ถึงแม่จะเป็นเช่นนั้น แต่จีนก็ยังเมินเฉยต่อคำขอตัวอย่างเชื้อไวรัสจากสหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://news.thaiware.com/14411.html

 

ดราม่ารอบใหม่ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้บอกว่า แสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือ จะทำให้เราตาบอด

3

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่สร้างกระแสได้รุนแรงมากในประเด็นที่ว่า การจ้องมองหน้าจอนั้นเป็นอันตรายต่อดวงตาอย่างร้ายแรง โดยสื่อ USA Today ถึงกับเขียนพาดหัวข่าวว่า “ผลการวิจัยพบว่า แสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต จะทำให้เราตาบอดเร็วขึ้น ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง” แต่มีความเป็นจริงที่ว่า การทดลองครั้งนั้น นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้แสงสีฟ้าที่ออกมาจากหน้าจอแต่อย่างไร และแถมยังเป็นการทดลองที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับดวงตาของมนุษย์จริงๆ อีกด้วย การกล่าวอ้างถึงความรุนแรงของแสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต จึงอาจเป็นความวิตกกังวงที่เกินจริง

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เคยมีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของแสงสีฟ้า อาทิ การวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า แสงสีฟ้า ส่งผลกระทบรบกวนการหลับนอนของเรา และงานวิจัยบางชิ้นบอกว่า แสงสีฟ้า สามารถทำลาย เรติน่า ของหนู (เรติน่า คือ จอประสาทตา ที่มีผลกับการมองเห็นของสิ่งมีชีวิต) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า แสงสีฟ้า จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ จะทำลายการมองเห็นของมนุษย์แต่อย่างใด และ Rebecca Taylor ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ ได้กล่าวกับสื่อ The Verge ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า “หน้าจอของอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลายที่เราใช้ง้าน ไม่ได้ส่งผลเสียต่อดวงตาของเราในระยะยาวแต่อย่างใด”

แต่อย่างไรก็ดี ดราม่าเรื่อง แสงสีฟ้า ครั้งล่าสุดได้ปรากฏเป็นข่าวไปเมื่อเดือนที่แล้ว และเป็นการอ้างอิงจากผลงานวิจัยที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ nature.com เมื่อเดือนที่แล้ว ที่มีการเปิดเผยว่า เรตินาล (Retinal) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ทำหน้าที่รับแสงในดวงตาของเรานั้น เมื่อมันทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ก็จะทำให้เซลล์ถูกทำลายได้เลย และไม่แปลกใจเลยที่ข่าวนี้จะทำให้ผู้คนแตกตื่น

และเมื่อมีการสอบถามไปยังคุณ Ajith Karunarathne แห่ง University of Toledo in Ohio ซึ่งเป็นผู้เขียนผลงานวิจัยชิ้นนี้ ด้วยคำถามที่ว่า “การมองหน้าจอแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เราตาบอดได้หรือไม่” และคำตอบจากคุณ Ajith ก็คือ “ไม่มีทางที่จะเป็นแบบนั้น”

แล้วผลงานวิจัยล่าสุดบอกอะไรกับเรา??? มันบอกว่าแสงสีฟ้า สามารถสร้างความเสียหายได้จริง แต่ประเด็นคือ ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับการทดสอบในสภาพของดวงตามนุษย์ที่แท้จริง แต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับการทดสอบในสภาพที่ช่างแตกต่างกับดวงตามนุษย์โดยสิ้นเชิง

ซึ่งในทีแรกการวิจัยชิ้นนี้ ไม่ได้มีเพื่อการการทดสอบผลกระบทจากแสงสีฟ้า แต่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับวิธีในการใช้แสงควบคุมการเคลื่อนที่ของเซลล์ ในลักษณะเดียวกับที่เซลล์เคลื่อนที่โดยตอบสนองกับการหลั่งสารเคมีในร่างกาย ลองคิดดูง่ายๆ ถ้าเราสามารถนำทาการเคลื่อนที่ของเซลล์ด้วยแสง มันก็จะเหมือนการที่เราฉายแสงเลเซอร์ไปบนพื้น แล้วเจ้าแมวตัวน้อยก็จะไล่ตะปบแสงเลเซอร์ และเราฉายแสงไปทางไหน เจ้าแมวก็จะวิ่งตามแสงไป

ด้วยความที่แสงนั้นควบคุมง่ายกว่าการหลั่งสารเคมี และถ้าการวิจัยนี้เป็นผลสำเร็จ ก็จะสามารถเปิด/ปิดการเคลื่อนที่ของเซลล์ได้ง่ายราวกับ เปิด/ปิด สวิทช์เลย และการที่สามารถ เปิด/ปิด การเคลื่อนที่ของเซลล์ได้ตามต้องการ ก็อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายว่าเซลล์ต่างๆ มีส่วนร่วมในกระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อนได้อย่างไร

และเพื่อให้เซลล์สามารถตอบสนองต่อแสง ทีมวิจัยจึงได้ใส่ดวงตาให้กับเซลล์ โดยการนำโปรตีนที่สามารถตรวจจับแสงที่มีชื่อเรียกว่า Photoreceptors ใส่ลงไปในเซลล์มะเร็ง รวมทั้งยังได้มีการเติม เรตินาล ซึ่งเป็นโมเลกุลสำคัญในการรับแสงเข้าไปด้วย

และการทดลองเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของเซลล์ด้วยแสงนี้ กลับให้ผลออกมาในแบบที่ไม่มีใครคาดคิดคือ แสงสีฟ้าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งที่มีส่วนผสมของ Photoreceptors และ เรตินาล ได้ และ Photoreceptors ไม่น่าจะเป็นตัวการที่ทำให้เซลล์โดนทำลาย ดังนั้นผลสรุปที่ได้จากการทดลองนี้คือ เมื่อ เรตินาล ทำปฏิกิริยากับ แสงสีฟ้า ทำให้เซลล์ (มะเร็ง) ถูกทำลายได้ เมื่อข่าวของงานวิจัยนี้ถูกสื่อออกไปอย่างผิดๆ ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนกว่า แสงสีฟ้า จะส่งผลเสียต่อดวงตาของเราได้จริง

แต่ในความเป็นจริงคือ สภาพของการทดลองนั้นต่างจากสภาพความเป็นจริงในดวงตาของเรา อย่างแรกเลยก็คือ การทดลองนี้เกิดขึ้นบนจานในห้องแล็ป ไม่ใช่ในดวงตาของเรา และเซลล์ที่ใช้ในการทดสอบนี้เป็น เซลล์มะเร็ง เซลล์ภูมิคุ้มกัน และเซลล์ที่พบในดวงตาของเรา แต่คุณ Ajith Karunarathne ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า “มันก็ยังคงไม่ชัดเจนว่า แสงสีฟ้า จะสามารถทำลายเซลล์ในดวงตาของเราได้จริงๆ หรือไม่ อีกทั้งในการทดสอบครั้งนี้ ก็ไม่ได้ใช้แสงสีฟ้าที่มาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตอีกด้วย  ดังนั้นจึงไม่อาจสรุปได้ว่าแสงสีฟ้าจากหน้าจอสามารถทำร้ายดวงตาของเรา″
ที่มา : https://news.thaiware.com/14391.html

ผลงานวิจัยล่าสุดชี้ชัด จิบเหล้าจิบเบียร์วันละนิด ไม่ได้ดีต่อสุขภาพ มีแต่ทำให้ตายไวขึ้น

2

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบจอบเหล้าจิบเบียร์วันละนิดเพื่อเป็นการผ่อนคลายหลังเลิกงาน โดยอิงตามข้อมูลบางอย่างที่ว่า การกินเหล้ากินเบียร์วันละนิดนั้นปลอดภัย แถมยังดีต่อสุขภาพอีกต่างหาก ก็อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อมีข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดออกมาว่า ไม่มีปริมาณการดื่มที่ปลอดภัยสำหรับเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายทั้งปวง คือไม่ว่าจะดื่มเล็กน้อยขนาดไหนก็เป็นผลเสียกับสุขภาพ และทำให้ตายเร็วขึ้นทั้งสิ้น โดยผลการวิจัยนี้ เป็นการสรุปผลจากการทำแบบสำรวจกว่า 700 ครั้ง โดยความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นภาพรวมที่ครอบคลุมของถึงผลที่ร่างกายจะได้รับจากการดื่มแอลกอฮอล์ และบทสรุปก็ออกมาแบบที่ไม่สู้จะดีสักเท่าไหร่

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ The Lancet ได้แสดงให้เห็นสถิติที่น่าตกใจจากผลการดื่มแอลกอฮอล์มีการเปิดเผยว่าเฉพาะในปี 2016 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 3 ล้านคนเกี่ยวเนื่องกับการดื่มแอลกอฮอล์ โดย 12% ของผู้ตาย เป็นชายที่มีอายุอยู่ในช่วง 15 – 49 ปี

อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการแจกแจงประเภทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่าเป็น เหล้า, ไวน์, เบียร์ หรือเครื่องดื่มประเภทไหน รวมถึงไม่มีการอธิบายเรื่อง “ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน” ของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่นประเทศ อังกฤษ ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน จะมีแอลกอฮอล์ 8 กรัม ในขณะที่ ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน ของสหรัฐอเมริกา จะมีแอลกอฮอล์ 14 กรัม ซึ่งความแตกต่างในเรื่องนี้นันว่ามีความสำคัญในการวิจัย แต่อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยอธิบายอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าจะดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยเพียงใด ก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพแต่อย่างใด สรุปผลจากกงานวิจัยนี้ คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทไม่มีผลดีต่อร่างกายแต่อย่างใด

และไม่เพียงแต่ไม่มีผลดี นักวิทยาศาสตร์ยังบอกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างร้ายกาจ และมีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์นั้นเชื่อมโยงกับโรคร้ายนับ 20 ชนิด อาทิ มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ รวมถึงเป็นต้นตอของอุบัติเหตุเกี่ยวกับยานพาหนะ สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดคนกับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์

ด็อกเตอร์ Emmanuela Gakidou จาก University of Washington ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า 
มีความจำเป็นเร่งด่วน และจำเป็นต้องปรับปรุงนโยบายเพื่อส่งเสริมให้มีการลดระดับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของผู้คนหรือละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์
 และความเชื่อที่ว่า การดื่มแอลกอฮอล์วันละเล็กน้อยนั้นดีต่อสุขภาพ นั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่จริง และผลการวิจัยนี้ก็เป็นการล้มล้างความเชื่อผิดๆ โดยสิ้นเชิง”

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ข่าวที่รื่นหูสำหรับสิงห์นักดื่ม หรือคนที่ชอบจิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละนิดวันละหน่อยเพื่อหัวงผลดีต่อสุขภาพ ก็ต้องบอกว่าสำหรับคนที่ห่วงใยสุขภาพอย่างแท้จริง ก็ควรปรับเปลี่ยนจากการดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นดื่มน้ำผลไม้แทนก็จะดีกว่านะ

ที่มา : https://news.thaiware.com/14385.html

อินเดียพร้อมจะส่งคนไปอวกาศหรือยัง?

A rocket launching in India

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1953053551426121

หลังจากนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ประกาศจะส่งยานอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ให้สำเร็จภายในปี 2022 นักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ พาลาวา บากลา ตั้งคำถามว่า องค์การสำรวจอวกาศของอินเดียจะทำภารกิจอันแสนท้าทายนี้สำเร็จหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การสำรวจอวกาศอินเดีย (Isro) คาดว่าต้องใช้งบประมาณราว 1.01 พันล้านปอนด์ เพื่อทำตามนโยบายของนายโมดีได้สำเร็จภายใน 40 เดือน

โดยตั้งเป้าหมายจะใช้จรวด “Geosynchronous Satellite Launch Vehicle Mark III” หรือ GSLV Mk-III หนัก 640 ตัน และยาว 43 เมตร ซึ่งเป็นจรวดที่มีน้ำหนักมากที่สุด และเคยถูกส่งขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จเมื่อปี 2017 เดินทางขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า จรวดลำนี้บรรทุกน้ำหนักได้ 10 ตัน สามารถโคจรที่วงโคจรต่ำไม่เกิน 2,000 กม. จากพื้นโลก ซึ่งถือว่าเพียงพอที่จะส่งนักบินอวกาศขึ้นไปยังห้วงอวกาศได้ และเมื่อปรับปรุงฐานปล่อยจรวดซึ่งตั้งอยู่ในอ่าวเบงกอล ก็จะดำเนินการได้ทันที

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อินเดียประสบความสำเร็จในการปล่อยยานพาหนะทดลองขึ้นสู่ห้วงอวกาศ โดยบรรทุกหุ่นแทนที่จะเป็นนักอวกาศจริง ๆ เพื่อศึกษาว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากประสบปัญหาในการปล่อยจรวจจากฐาน

นักวิทยาศาสตร์อินเดียยังได้พัฒนาซิลิคอนน้ำหนักเบาที่ป้องกันการเผาไหม้ได้ เพื่อนำไปใช้เคลือบผิวด้านนอกของยานอวกาศที่จะต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ขณะเดินทางกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก นอกจากนี้ยังพัฒนาชุดนักบินอวกาศของตัวเองเรียบร้อยแล้ว แต่ความท้าทายที่สุดของภารกิจนี้อยู่ที่การฝึกฝนนักบินอวกาศ และสร้างระบบที่จะทำให้มนุษย์มีชีวิตรอดอยู่ในอวกาศได้

A prototype Indian-made space suit is displayed on 14 August 2018 at the Space Applications Center in Ahmedabad.

“โครงการส่งนักบินอวกาศจะไม่เพียงส่งเสริมความภาคภูมิใจในชาติ แต่จะช่วยกระตุ้นให้เยาวชนหันมาสนใจอาชีพในสายงานวิทยาศาสตร์มากขึ้น” เค สิวัน ประธานองค์การสำรวจอวกาศอินเดีย และนักวิทยาศาสตร์ด้านจรวดชื่อดัง บอก เขาเห็นว่าหากอินเดียยังฝึกนักบินอวกาศเองไม่ได้ ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์การสำรวจอวกาศที่อื่น ๆ ได้ เพื่อให้ฝึกได้ทันเวลา

ราเกช ชาร์มา นักบินอวกาศคนแรกของอินเดีย ซึ่งเดินทางไปกับยานอวกาศของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1984 บอกว่า การส่งยานอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์เป็นก้าวต่อไปสำหรับทุก ๆ องค์การสำรวจอวกาศที่เริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น และหากสำเร็จ อินเดียจะเป็นประเทศที่ 4 ตามหลังรัสเซีย สหรัฐฯ และจีน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศอาวุโสอย่าง วี สิทธัตถะ บอกว่า การส่งคนไปอวกาศเป็นความคิดที่งี่เง่าสิ้นดี โดยเฉพาะในยุคที่สามารถส่งหุ่นยนต์ไปแทนได้ และทำหลาย ๆ อย่างที่มนุษย์ทำโดยไม่ต้องมีความเสี่ยง

แต่ ดร.สิวัน เห็นว่า มีภารกิจหลายอย่างที่มีมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ เขายังบอกต่ออีกด้วยว่า หากวันหนึ่งมนุษย์จะต้องย้ายไปตั้งถิ่นฐานในอวกาศ อินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้อย่างไร

ที่ผ่านมา องค์การสำรวจอวกาศอินเดียทำภารกิจที่ท้าทายสำเร็จมาตลอด เมื่อปี 2014 อินเดียสามารถส่งยานสำรวจอวกาศเข้าสู่วงโคจรดาวอังคารได้สำเร็จ ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่ 4 โดยใช้เงิน 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนำว่าถูกมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศตะวันตก

ย้อนไปในปี 2009 อินเดียส่งยานสำรวจจันทรายาน 1 (Chandrayaan-1) ขึ้นปฏิบัติภารกิจสำรวจหาน้ำบนดวงจันทร์อย่างละเอียดที่สุดเป็นครั้งแรก โดยใช้เรดาร์

และในปี 2017 อินเดียสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่งดาวเทียม 104 ดวงขึ้นโคจรสำเร็จจากภารกิจครั้งเดียว แซงหน้ารัสเซียที่ส่งดาวเทียม 37 ดวงในปี 2014

“ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือกของเรา″ ดร.สิวัน กล่าว “องค์การสำรวจอวกาศอินเดียจะรับความท้าทายนี้ และจะทำให้แน่ใจว่าคนอินเดียเดินทางไปอวกาศได้สำเร็จภายในปี 2022″

Indian onlookers watch the launch of the Indian Space Research Organisation (ISRO) Polar Satellite Launch Vehicle (PSLV-C37) at Sriharikota on 15 February 2017.

 

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45270684

ดีเอ็นเอจากกระดูกชี้ลูกผสมข้ามสายพันธุ์มนุษย์โบราณมีจริง

6

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1964681623596647

ผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอในชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์โบราณ ซึ่งพบที่ถ้ำเดนิโซวาของรัสเซียเมื่อ 6 ปีก่อน ชี้ว่าเจ้าของชิ้นส่วนกระดูกดังกล่าวเป็นเด็กหญิงเลือดผสมที่มีแม่เป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) และมีพ่อเป็นมนุษย์เดนิโซวาน (Denisovan)

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันมักซ์พลังก์เพื่อการศึกษามานุษยวิทยาวิวัฒนาการ (MPI-EVA) ในเยอรมนี รายงานผลการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Nature ว่านี่เป็นครั้งแรกที่พบหลักฐานยืนยันถึงการมีลูกผสมข้ามสายพันธุ์ของมนุษย์โบราณอย่างเป็นรูปธรรม แม้ผลการศึกษาที่มีมาก่อนหน้านี้จะได้สันนิษฐานถึงเรื่องดังกล่าวเอาไว้บ้างแล้วก็ตาม

เมื่อปี 2012 นักโบราณคดีชาวรัสเซียได้พบฟอสซิลที่เป็นเศษกระดูกกระจัดกระจายอยู่ในถ้ำเดนิโซวาบนเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ห่างไกลแถบไซบีเรีย

เมื่อนำฟอสซิลดังกล่าวมาวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่เยอรมนี ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่าฟอสซิลที่เก่าแก่ราว 50,000 ปีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกระดูกชิ้นยาวในร่างกายมนุษย์โบราณเพศหญิง ซึ่งมีอายุอย่างน้อย 13 ปี และเป็นลูกผสมระหว่างมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกับมนุษย์เดนิโซวานที่อาศัยร่วมกันอยู่ในถ้ำดังกล่าว

ฟอสซิลเศษกระดูกของมนุษย์โบราณ ซึ่งพบที่ถ้ำเดนิโซวาในรัสเซียเมื่อปี 2012Image copyrightT.HIGHAM / UNIVERSITY OF OXFORD
คำบรรยายภาพฟอสซิลเศษกระดูกของมนุษย์โบราณ ซึ่งพบที่ถ้ำเดนิโซวาในรัสเซียเมื่อปี 2012

เชื้อสายฝ่ายแม่ของเด็กลูกผสมคนนี้ มีความใกล้ชิดกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกลุ่มที่อาศัยอยู่ในแถบยุโรปตะวันตก มากกว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่เคยอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้มาก่อน ซึ่งแสดงว่านีแอนเดอร์ทัลมักอพยพไปมาระหว่างภูมิภาคยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออกรวมทั้งเอเชียมานานหลายหมื่นปี ก่อนที่จะสูญพันธุ์ไปในที่สุด

นอกจากนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าเชื้อสายฝ่ายพ่อที่เป็นมนุษย์เดนิโซวานของเด็กหญิงดังกล่าว มีร่องรอยทางพันธุกรรมที่ชี้ว่าเคยมีบรรพบุรุษเป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในอดีตอย่างน้อย 1 คนด้วย

Denisova caveImage copyrightB VIOLA, MPI-EVA
คำบรรยายภาพภาพทิวทัศน์จากปากถ้ำเดนิโซวาในเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ห่างไกลแถบไซบีเรีย

มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซวานต่างมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกันในแถบภูมิภาคยูเรเชีย โดยสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 40,000 ปีก่อน การที่นีแอนเดอร์ทัลมักอพยพเข้าไปในแถบยุโรปตะวันออกซึ่งเดนิโซวานตั้งถิ่นฐานอยู่ ทำให้สองเผ่าพันธุ์มีโอกาสพบปะและมีความสัมพันธ์กันได้

ทั้งนี้ ประชากรมนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโม เซเปียนส์ในปัจจุบันทั้งหมด เว้นแต่ผู้มีเชื้อสายแอฟริกัน ล้วนมีดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัลปะปนอยู่เล็กน้อย ในบางภูมิภาคของโลกผู้คนมีดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณเดนิโซวานแฝงอยู่บางส่วน แสดงถึงการที่มนุษย์โบราณหลายสายพันธุ์ต่างก็เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในทุกวันนี้ด้วย

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45281179

กาแล็กซีทางช้างเผือก “ตาย” ไปแล้วครั้งหนึ่งก่อนฟื้นคืนชีพใหม่

5

เมื่อราว 7 พันล้านปีก่อน ดาราจักรที่เราอาศัยอยู่เคยตกอยู่ในสภาวะหยุดนิ่งเหมือนไร้ชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยไม่มีดาวฤกษ์เกิดขึ้นใหม่ตลอดช่วงเวลายาวนานนับพันล้านปี ก่อนที่จะกลับ “ฟื้นคืนชีพ” มาอีกครั้ง โดยให้กำเนิดดาวฤกษ์ชุดใหม่ที่มีดวงอาทิตย์ของเรารวมอยู่ด้วย

ศ. มะซะฟุมิ โนงุจิ จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุของญี่ปุ่น ตีพิมพ์ผลการค้นพบข้างต้นในวารสาร Nature หลังจากได้วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของบรรดาดาวฤกษ์ในกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งผลการตรวจสอบชี้ว่า ดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่งที่ประกอบด้วยธาตุอย่างออกซิเจน แมงกานีส ซิลิคอน แคลเซียม กำมะถัน และไทเทเนียม มีอายุเก่าแก่กว่าดาวฤกษ์อีกกลุ่มที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบมากกว่าและพบได้น้อยกว่า

ศ. โนงุจิระบุว่าองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน แสดงว่าดาวฤกษ์ทั้งสองกลุ่มก่อตัวขึ้นด้วยกระบวนการที่ไม่เหมือนกันในต่างช่วงเวลา โดยคาดว่าน่าจะมีระยะหยุดนิ่งที่ทั้งกาแล็กซีไร้ความเคลื่อนไหวใด ๆ มาคั่นกลางระหว่างการก่อตัวของดาวฤกษ์ในทั้งสองยุคด้วย

ในงานวิจัยนี้มีการนำแนวคิดเรื่องการก่อตัวของดาราจักรด้วยกระแสก๊าซเย็น ซึ่งมีผู้เสนอในปี 2016 มาปรับใช้ เพื่ออธิบายวิวัฒนาการความเป็นมาของกาแล็กซีทางช้างเผือกในช่วง 1 หมื่นล้านปีที่ผ่านมา ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อว่ากาแล็กซีขนาดใหญ่จะแยกให้กำเนิดดาวฤกษ์ในช่วงเวลา 2 ยุคด้วยกัน

“ดาวฤกษ์รุ่นแรกเกิดขึ้น เมื่อกระแสของก๊าซเย็นจากภายนอกไหลเข้ามาสะสมตัวภายในกาแล็กซี แต่เมื่อบางส่วนของดาวฤกษ์รุ่นแรกนี้ตายลงและเกิดระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา คลื่นกระแทกรุนแรงทำให้กลุ่มก๊าซภายในกาแล็กซีร้อนขึ้น จนกระแสก๊าซเย็นด้านนอกไม่ไหลเข้ามาอีก และไม่เกิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ ๆ ” ศ. โนงุจิกล่าว

“ช่วงเวลาที่กาแล็กซีหยุดนิ่งเหมือนตายนี้กินเวลาราว 2 พันล้านปี ก่อนจะเกิดซูเปอร์โนวาขึ้นอีกรอบ ซึ่งได้ให้กำเนิดธาตุเหล็กแพร่กระจายไปทั่วห้วงอวกาศ เมื่อกลุ่มก๊าซในดาราจักรเย็นตัวลงอีกครั้ง เหล็กจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของดาวฤกษ์รุ่นที่สองที่ก่อตัวขึ้นเมื่อราว 5 พันล้านปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงดวงอาทิตย์ของเราด้วย”

“มีความเป็นไปได้ว่ากระบวนการทั้งหมดนี้คือแบบแผนการก่อตัวของดาราจักรขนาดใหญ่โดยทั่วไป ซึ่งจะต้องมีการให้กำเนิดดาวฤกษ์แยกเป็น 2 รุ่น เหมือนกับตายไปแล้วและฟื้นคืนชีพมาใหม่อีกครั้ง ในขณะที่กาแล็กซีแคระซึ่งเล็กกว่ามีการก่อตัวของดาวฤกษ์อย่างต่อเนื่อง”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45287010