คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-19 ธวัลรัตน์ สิริบุญญานุกุล กิตติญา พรรคเจริญ สุวัจนี มีใจเย็น

นักวิทยาศาสตร์นิวซีแลนด์พัฒนาเครื่องเอ็กซเรย์สี 3 มิติ ช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคแม่นยำขึ้น

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1890121727719304

33

ถือเป็นข่าวน่ายินดีสำหรับวงการแพทย์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการเอ็กซเรย์แบบใหม่ที่ทำให้เห็นภาพภายในร่างกายของมนุษย์ได้แบบ 3 มิติ และเป็นภาพสีแบบ full-color ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น

โดย Phil และ  Anthony Butler สองพ่อลูกนักวิทยาศาสตร์จากนิวซีแลนด์ เจ้าของบริษัท  MARS Bioimaging ใช้เวลาพัฒนานานร่วม 10 ปี ก่อนจะออกมาเป็นเครื่องสแกนเนอร์ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริด-พิกเซล ที่เรียกว่า “Medipix3″ ซึ่งเป็นการยืมเทคโนโลยีที่ CERN (องค์กรวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป) พัฒนาขึ้นสำหรับ Large Hadron Collider (เครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่) มาใช้ เพื่อจะได้เห็นผลลัพธ์ของการเอ็กซเรย์ที่ละเอียดมากขึ้น

ทั้งนี้  ชิป Medipix3 มีการทำงานคล้ายกับเซ็นเซอร์ในกล้องดิจิทัล แต่จะตรวจจับและนับอนุภาคที่มาชนกับพิกเซลเวลาที่ชัตเตอร์เปิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ตรวจจับความแตกต่างของความยาวคลื่นได้ จึงทำให้เครื่องสแกนเนอร์สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกระดูก, กล้ามเนื้อ, ไขมัน, น้ำ และสิ่งอื่นที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้ และแสดงภาพออกมาได้อย่างสมจริง โดยมีความละเอียดและความคมชัดสูง

44

ศาสตราจารย์ Anthony Butler ซึ่งเป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวภาพที่ University of Otago เผยว่าเครื่องสแกนเนอร์ที่พัฒนาขึ้นมานี้จะสามารถช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรคและรักษาคนไข้ได้อย่างแม่นยำถูกต้องมากขึ้น โดยที่ผ่านมา มีการนำเครื่องสแกนเนอร์ไปทดลองใช้ในการศึกษาโรคมะเร็ง รวมถึงสุขภาพเกี่ยวกับข้อและกระดูกของคนไข้มาแล้ว และตอนนี้ พวกเขาก็วางแผนจะทดสอบการใช้งานในวงกว้างมากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในประเทศนิวซีแลนด์  แต่คาดว่าอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เทคโนโลยีนี้จะได้รับการอนุมัติให้ใช้งานได้อย่างแพร่หลาย

 

ที่มา  bigthink.com , gizmodo.com , www.slashgear.com

กองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมใช้สารกันน้ำ Omniphobic เคลือบเรือให้เดินทางยาวนานยิ่งขึ้น

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1875398985858245

13842_18062621090589

นักวิจัยได้สำรวจว่าสามารถใช้สารเคลือบกันน้ำกับเรือเพื่อให้เดินทางได้เร็วขึ้นได้ ทั้งนี้กองทัพเรือสหรัฐฯ ก็สนับสนุนมหาวิทยาลัยมิชิแกนให้ทำการทดลองใช้สาร Omniphobic  ซึ่งสารชนิดนี้ช่วยให้เรือเดินสมุทรโดยไม่ต้องพึ่งแรงเสียดทานเหมือนกับเรือธรรมดา กินน้ำมันน้อยลง อีกทั้งเดินทางได้ยาวนาน

โดยทีมนักวิจัย ได้ใช้สารกันซึมที่ดีที่สุด รวมเข้ากับพอลิเมอร์ที่มีความทนทานพอๆ กัน เพื่อให้ได้วัสดุที่ดีที่สุด ซึ่งพวกเขาได้ค้นหาและพัฒนาวิธีที่จะทำให้ส่วนผสมดังกล่าวนี้ เข้ากันได้อย่างดีที่สุด

จริงๆ นวัตกรรมสารเคลือบต่างๆ ก็พบเห็นได้ในปัจจุบัน ทุกคนสามารถแปรงหรือสเปรย์พ่นสีวัสดุเคลือบเหล่านี้ได้ ซึ่งมันต้านทานทั้งรอยบุบและรอยขีดข่วน แค่ใช้น้ำเปล่าล้างวัสดุนั้นก็กลับเป็นปกติแล้ว

ทางมหาวิทยาลัยมิชิแกนเองก็หวังว่านวัตกรรมสารเคลือบเรือจะให้ทหารและพลเรือนกลุ่มเล็กๆ พร้อมใช้งานภายในสองปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่ประโยชน์สำหรับเรืออย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถป้องกันส่วนประกอบของเรือ เช่น หน่วยเรดาร์และเซ็นเซอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสนิมหลังเจอสภาพอากาศพายุที่เลวร้าย

ที่มา www.https://news.thaiware.com/13842.html

สถิติใหม่! สุนัขจิ๋วที่สุดในโลก ครองสถิติเจ้าตูบที่ถูกโคลนนิ่งมากสุดในโลกถึง 49 ครั้ง

11

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1876267735771370

Miracle Milly สุนัขพันธุ์ชิวาว่าที่มีส่วนสูงเพียง 9.5 เซ็นติเมตร ไม่ได้เป็นแค่สุนัขตัวเล็กที่สุดในโลก (ที่ยังมีชีวิตอยู่) เท่านั้น แต่ล่าสุด เจ้าตูบเพศเมีย อายุ 6 ปี ยังเป็นเจ้าของสถิติสุนัขที่ถูกนำมาโคลนนิ่งมากที่สุดในโลกถึง 49 ครั้งด้วย

โดย Vanessa Semler เจ้าของ Milly ซึ่งอยู่ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ติดต่อไปยัง Sooam Biotech Research Foundation ในประเทศเกาหลีใต้ เพื่อให้ช่วยหาคำตอบเกี่ยวกับโครงสร้างทางพันธุกรรมของ Milly รวมถึงหาคำตอบด้วยว่าเหตุใดมันถึงได้ตัวเล็กมาก หลังมีน้ำหนักตัวเพียง 28 กรัมเท่านั้นตอนที่ลืมตาดูโลก ซึ่งขนาดตัวของมันเล็กมากถึงขนาดที่สามารถวางอยู่บนช้อนชาได้ จนทำให้หวั่นใจว่าอาจจะไม่รอดชีวิต

13940_18070818253112_252920

Semler เผยกับสำนักข่าว Caters News Agency ว่า ความคิดในตอนแรกคือการโคลนหรือสร้างสุนัขตัวใหม่ที่เหมือนกับ Milly ออกมาแค่ 10 ตัวเท่านั้น ซึ่งเธอจะเก็บไว้แค่ตัวเดียว ส่วนอีก 9 ตัวจะไว้สำหรับการทำวิจัย แต่ทางห้องแล็บของมูลนิธิวิจัยดังกล่าวตัดสินใจโคลนออกมามากกว่านั้น เพราะต้องการหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมถึงตัวเล็กมาก และทำการศึกษายีนของ Milly ต่อด้วยว่าอะไรที่ทำให้มันตัวเล็กได้ขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการโคลนนิ่งถือว่าไม่ใช่ถูกๆ เพราะในการโคลน 1 ครั้ง ต้องใช้เงินมากกว่า 1 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 ล้านบาทเลยทีเดียว เพื่อแลกกับการที่เจ้าของจะได้สัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่เหมือนกับตัวเดิมที่ตายไปแล้วกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2006 ห้องแล็บของ Sooam โคลนนิ่งสุนัขออกมานับร้อยๆ ตัวในแต่ละปี โดยเทคนิคในการโคลนนิ่งก็เป็นวิธีการเดียวกับที่โคลนเจ้า Dolly แกะตัวแรกของโลกออกมาในปี 1996 นั่นเอง

22322

ปัจจุบัน Semler มี Milly ที่ถูกโคลนขึ้นมาใหม่อยู่ในความดูแลของเธอรวมทั้งสิ้น 12 ตัว ซึ่งเธอบอกว่าเจ้าตูบทุกตัวฉลาดมาก และขี้เล่นมากเหมือนกับ Milly ที่เป็นต้นแบบ แถมยังมีบุคลิกที่คล้ายกันมากอีกด้วย

333

ที่มา www.9news.com.au , www.telegraph.co.uk

E-skin เมื่อผิวหนังของมนุษย์กลายเป็นหน้าจอ

เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งเทคโนโลยีหน้าจอ การแสดงผลจะเริ่มมาอยู่บนผิวหนังของเรา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ถูกนำมาแปะบนผิวหนังของเรา แทนอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ตอนนี้ทีมนักวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นได้พาเราเข้าใกล้ความจริงนี้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรือที่เราเรียกมันว่า E-Skin

e-skin-turns-your-body-into-display-e1460822982568-1E-Skin

ทีมนักวิจัยจาก University of Tokyo ประเทศญี่ปุ่น นำโดย ศาสตราจารย์ Takao Someya และดร. Tomoyuki Yokota ได้ประดิษฐ์หน้าจอแสดงผลที่บางมาก (Ultra-thin) และใสคล้ายแผ่นฟิล์ม โดยใช้วัสดุจาก Polymer ที่เรียกว่า Polymer light emitting diodes (PLEDs) ซึ่งใช้ในการแสดงผลและ Organic Photodetectors (OPDs) ทำหน้าที่เป็นตัวรับแสง และทำการปกป้องตัวแสดงผลทั้งสองชนิดด้วย Silicon Oxynitrite และ parylene ทำให้สามารถทนต่อ รอยพับ รอยขูดขีด รอยถลอก หลายร้อยรอบ ความหนาของมันเมื่อรวมวัสดุที่ใช้ในการติดหน้าจอนี้กับผิวหนังแล้ว จะมีความบางเพียง 3 ไมครอน ซึ่งบางกว่าผิวหนังของมนุษย์ถึง 10 เท่า บางจนมันสามารถโค้งงอได้ตามผิวหนังของมนุษย์ เช่น บนแขน บนใบหน้าเป็นต้น หรือที่เรียกว่า E-Skin

e-skin-figure-1-980x1024ในตอนนี้นักวิจัยได้ประดิษฐ์ E-Skin ขึ้นมาเพื่อใช้ในการตรวจวัดสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น วัดระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น และยังต้องใช้ขั้วไฟฟ้า (Electrodes) เพื่อให้พลังงานแก่วงจร แต่ในอนาคตทีมนักวิจัยหวังว่าจะสามารถดึงพลังงานจากร่างกาย เช่น ความร้อน หรือ ใช้พลังงานจากแบตเตอร์รี่ที่สามารถโค้งงอได้ต่อไป

ถึงแม้ว่าสิ่งประดิษฐ์ชนิดนี้อาจจะดูน่ากลัว แต่มันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์อย่างมากมายมหาศาล และอาจจะนำมาใช้เป็นหน้าจอแสดงผลสำหรับอุปกรณ์ชนิดต่างๆ เช่น มือถือ ในอนาคตก็ได้นะ ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา : https://soscity.co/news/natural-science/e-skin-turns-your-body-into-display