คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-19 ธวัลรัตน์ สิริบุญญานุกุล กิตติญา พรรคเจริญ สุวัจนี มีใจเย็น

SpaceX เปิดตัวผู้โดยสารคนแรก! เป็นมหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นที่จะได้ไปบินรอบดวงจันทร์ด้วยยาน BFR

 

1

หลังจากที่ SpaceX ได้เปิดรับจองตั๋ว “ทัวร์ดวงจันทร์” โดยยานอวกาศ Big Falcon Rocket (BFR) ไปเมื่อวานนี้เอง เย็นวันเดียวกัน Elon Musk ซีอีโอแห่ง SpaceX ก็ได้เปิดเผยว่า “ผู้โดยสารคนแรกของยาน BFR คือ Yusaku Maezawa มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้ง Zozotown ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น! โดยกะว่าจะเดินทางในช่วงต้นปี 2023″

คลิก facebook

2

คุณ Yusaku Maezawa มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่น ผู้โดยสารในเที่ยวบินแรกของ BFR

ขอบคุณภาพประกอบจาก NIKKEI ASIAN REVIEW

โดยจากรายงานของ Forbes ชายคนนี้ เขามีอายุ 42 ปี มีทรัพย์สินสุทธิราว 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.4 หมื่นล้านบาท) เขาเป็นนักสะสมงานศิลปะตัวยง และเคยซื้องานศิลปะของ Jean-Michel Basquiat มูลค่า 110.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.6 พันล้านบาท)

ด้วยความรวยระดับนี้ แถมยังชื่นชอบในงานศิลปะแบบนี้ด้วย Maezawa จึงได้ซื้อเที่ยวบินดังกล่าว “แบบเหมาลำ″ กันไปเลย ซึ่งเขากล่าวว่า ต้องการจะเชิญศิลปินจากทั่วโลกมาอีก 6-8 คน เพื่อพาไปดวงจันทร์กับเขาด้วย แต่จะเป็นใครนั้น เขายังไม่ได้ตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม Maezawa ตั้งใจว่าอยากจะได้ศิลปินจากหลายๆ แขนง เช่น จิตรกร, นักดนตรี, ผู้กำกับภาพยนตร์ ฯลฯ และเมื่อกลับมายังโลกแล้ว เขาต้องการให้ศิลปินแต่ละคนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมา จากประสบการณ์หรือสิ่งที่ได้พบในระหว่างการเดินทาง ซึ่งโปรเจคงานศิลปะนี้ถูกตั้งชื่อให้ว่า #dearMoon 

Maezawa ปฏิเสธที่จะเปิดเผยจำนวนเงินที่เขาจ่ายไปสำหรับทริปนี้ แต่ Elon Musk ก็บอกมาแล้วว่า “มันมากพอที่จะใช้ในการพัฒนายาน BFR” (Musk เคยประเมินงบที่จะใช้พัฒนาไว้ที่ 5 พันล้านเหรียญฯ)
ที่มา : https://news.thaiware.com/14562.html

เดินทางออกนอกโลกง่ายขึ้นอีก ล่าสุด ญี่ปุ่น นำร่องโครงการ ลิฟต์อวกาศ แล้ว

9 การเดินทางไปอวกาศนั้นเป็นภารกิจที่มีความซ้บซ้อนและท้าทายเสมอมา เราต้องการจรวดที่มีระบบการทำงานซ้บซ้อนและราคาแพงแถมการเดินทางด้วยจรวดยังมีความเสี่ยงในทุกๆ ภารกิจ ดังนั้นไอเดียเรื่อง “ลิฟต์อวกาศ” (Space elevator) ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีมาจากความคิดของผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศของรัสเซียนาม คอนสแตนติน โซลคอฟสกี ที่กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ในปี 1895 ลิฟต์อวกาศจะทำให้การส่งดาวเทียม เครื่องมือ หรือแม้แต่นักบินอวกาศออกไปนอกโลกนั้นเป็นเรื่องง่ายขึ้น และประหยัดงบประมาณกว่าการส่งจรวดมากๆ เลย มันไม่ต้องการจรวดขับดันที่ใช้เชื้อเพลิงมหาศาล วิ่งขึ้นลงระหว่างโลกกับสถานีอวกาศในลักษณะเดียวกับลิฟต์ ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีที่มีความท้าทายมากหากเราจะทำให้เจ้าลิฟต์อวกาศนี้เกิดขึ้นจริง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเราจะเข้าใกล้ความจริงเข้าไปอีกก้าวแล้ว

ในช่วงปลายเดือนนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่น จะทำการส่งตัวต้นแบบของลิฟต์อวกาศไปยังระดับวงโคจรนอกโลก ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญในการสำรวจอวกาศ อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงการทดสอบในสเกลขนาดเล็ก และมันอาจจะเป็นก้าวแรกที่ทำให้ชาวโลกได้มีวิธีการขนส่งสิ่งของออกไปยังห้วงอวกาศ ที่มีประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุนกว่าการใช้จรวด

10

และในโลกอนาคต มีความเป็นไปได้สูงที่ลิฟต์อวกาศจะทำให้เราสามารถขนส่งสิ่งของรวมถึงมนุษย์ออกไปยังห้วงอวกาศได้อย่างต่อเนื่อง โดยโครงสร้างของลิฟต์อวกาศจะมีสถานีตั้งอยู่บนโลก โดยจะตั้งอยู่แถวๆ เส้นศูนย์สูตร ในขณะที่อีกหนึ่งสถานีลอยอยู่ในวงโคจรรอบโลก ในตำแหน่งที่อยู่เหนือสถานีบนโลก โดยที่สถานีทั้งสองเชื่อมต่อกันด้วยสายสลิงหรือโครงสร้างอย่างอื่นๆ และลิฟต์จะเคลื่อนที่ขึ้นลงระหว่างสถานีบนโลก และสถานีในอวกาศโดยการไต่สายสลิง โดยดาวเทียม หรือเครื่องมือต่างๆ จะขึ้นลิฟต์ไปที่ระดับความสูงที่ต้องการ จากนั้นก็จะถูกปล่อยออกไปยังวงโคจร

อย่างไรก็ดี การใช้งานลิฟต์อวกาศอย่างจริงจังยังคงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่การทดลองในสเกลขนาดเล็กของญี่ปุ่นนั้นก็ถือว่ามีความสำคัญมาก โดยลิฟต์ตัวต้นแบบขนาดเล็กจะเดินทางระหว่างดาวเทียมขนาดเล็ก 2 ดวง ที่เชื่อมโยงกันด้วยสายเคเบิล และดาวเทียมจะสร้างแรงตึงในสายเคเบิล เพื่อทำการทดสอบการเคลื่อนที่ของลิฟต์ในสภาพแวดล้อมอวกาศ

แต่ดูเหมือนว่าการสร้างลิฟต์อวกาศที่สามารถใช้งานได้อย่างแท้จริงนั้นเป็นอภิมหาโปรเจคที่ต้องมีความร่วมมือในระดับนานาชาติ และใช้เงินทุนมหาศาล แต่ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะลิฟต์อวกาศจะทำให้การขนส่งดาวเทียม ยานอวกาศ หรือแม้แต่การส่งคนออกไปนอกโลกนั้น ลดต้นทุนลงได้อย่างมากมาย เมื่อเทียบกับการใช้จรวด

ที่มา : https://news.thaiware.com/14468.html

 

โลกนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่ออกหา และฆ่าปลาดาว

7

คลิก facebook

แนวปะการังที่สวยงามของประเทศออสเตรเรียอย่าง Great Barrier Reef (เกรตแบร์ริเออร์รีฟ) กำลังจะมีช่วงเวลาที่สวยงาม โดยระยะเวลาที่ผ่านมา แนวปะการังที่สวยงามนี้ ได้รับผลกระทบจากความที่มหาสมุทรมีความอบอุ่นขึ้น (เป็นผลจากการที่มนุษย์ทำให้โลกร้อนขึ้น) ส่งผลให้แนวปะการังถูกทำให้เสียหายเป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่เพียงประเด็นปัญหาเดียวที่แนวปะการังอันสวยงามต้องเผชิญ

โดยเมื่อเร็วๆ นี้เกิดการหลั่งไหลของปลาดาวจำนวนมากที่เข้ามาพักพิงในแนวปะการัง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่มนุษย์ปล่อยมลพิษสารเคมีลงในมหาสมุทร และตามการรายงานข่าวของสื่อ CNET ระบุว่า สารเคมีในมหาสมุทรได้เร่งการเติบโตของสาหร่ายซึ่งเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนการดำรงชีวิตของปลาดาว ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างหุ่นยนต์นักดำน้ำที่ทำหน้าที่ตรวจสอบจำนวนประชากรปลาดาว และแถมมันยังเป็นนักฆ่าที่แท้จริงอีกด้วย

และปลาดาวในสายพันธุ์ Crown-of Thorns นั้นเป็นตัวการของปัญหา ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากรสัตว์น้ำนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่กับปลาดาวสายพันธุ์นี้ ด้วยความที่มันชอบกินปะการังนั่นเอง

8

และเพื่อป้องกันการคุกคามแนวประการังจากปลาดาวสายพันธุ์ Crown-of Thorns ที่เพิ่มจำนวนประชากรขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์จาก Queensland University of Technology ได้ออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ดำน้ำ ที่สามารถฆ่าปลาดาวสายพันธุ์ที่เป็นปัญหา โดยเมื่อมีการตรวจพบ มันก็จะทำการฉีดสารพิษเพื่อฆ่าปลาดาว และหุ่นยนต์นี้เริ่มมีการสร้างในปี 2015 จากนั้นก็มีการปรับแต่งหลายครั้ง จนตอนนี้ได้มีการนำไปใช้งานจริงแล้ว โดยหุ่นยนต์นักฆ่าตัวนี้มีชื่อว่า RangerBot

หุ่นมีน้ำหนัก 30 ปอนด์ (13.6 กก.) ควบคุมผ่านเครื่องแท็บเล็ต และมันฉลาดพอที่จะที่นำทางด้วยตัวเอง โดยที่มนุษย์สามารถเข้าควบคุมการทำงานของมันได้ในทุกเวลาที่ต้องการ

และการใช้งานหุ่นยนต์แทนนักดำน้ำในภารกิจจัดการกับปลาดาวนั้นก็เป็นอะไรที่ไม่ยุ่งยาก ด้วยความที่หุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถปฏิบัติการใต้น้ำได้นานถึง 8 ชั่วโมง ก่อนที่จะต้องกลับมาชาร์จแบตฯ และด้วยเครื่องมือที่ติดตั้งอยู่บนตัวหุ่น ทำให้นอกจากมันจะสามรถทำตัวเป็นนักฆ่าได้แล้ว มันยังทำหน้าที่สำรวจสภาพของแนวปะการังได้ด้วย ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลมากขึ้นในการฟื้นฟูแนวปะการัง

ถึงแม้จะเป็นการฆ่าเพื่ออนุรักษ์แนวปะการัง แต่ก็ต้องบอกว่ามันโหดไม่ใช่เล่นเลยเนอะ

ที่มา : https://news.thaiware.com/14474.html

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คริสตีส์ จัดการประมูลภาพวาดจากฝีมือหุ่นยนต์ AI

10

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1963124263752383

ระบบสมองกลอัจฉริยะนับวันจะยิ่งฉายแววความโดดเด่นเหนือสมองมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ แชมป์หมากรุกโลกอย่างคุณ Garry Kasparov ต้องฝ่ายแพ้ให้กับ Deep Blue เครื่องคอมฯ เล่นหมากรุกของ IBM และในปี 2016 หุ่นยนต์เล่นเกมส์กระดาน โกะ ของ DeepMind ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Google ได้เอาชนะคุณ Lee Sedol ซึ่งเป็นแชมป์โกะโลก จากปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามที่ลึกซึ้งในการดำรงอยู่ และตัวตนของมนุษย์ในโลกยุคที่หุ่นยนต์กำลังจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้แรงงานแทนมนุษย์ มาเป็นสิ่งที่อาจจะอยู่เหนือมนุษย์ด้วยซ้ำไป ทำให้การมีและใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ AI นั้นเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวง ในการกำกับดูแลเรื่องนี้ให้เหมาะเจาะพอดี

และพัฒนาการของระบบปัญญาประดิษฐ์ AI ที่เราจะนำเสนอในข่าวนี้ ก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งน่าเหลือเชื่อไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะในช่วงปลายปีนี้ คริสตีส์ ซึ่งเป็นสถาบันการประมูลระดับโลก ที่เปิดทำการตั้งแต่ปี 1766 จะทำการเปิดประมูล ภาพวาดที่เป็นฝีมือจากระบบปัญญาประดิษฐ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มันเป็นภาพของชายคนหนึ่งที่มีรูปลักษณ์อวบอ้วน และชื่อของเข้าคือ Edmond Belamy ในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำ คอเสื้อขาว ใบหน้าของเขาเหมือนเป็นภาพวาดที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นภาพที่ต้องบอกว่าดูมีศิลปะทีเดียว ถ้าไม่บอกก็คงจะไม่รู้ว่านี่เป็นภาพที่หุ่นยนต์วาด

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คริสตีส์ จัดการประมูลภาพวาดจากฝีมือหุ่นยนต์ AI

ภาพวาดมีขนาด 70×70 ซม. บนผืนผ้าใบชิ้นนี้ เป็นผลงานจากระบบปัญญาประดิษฐ์ AI ในรูปแบบที่มีชื่อเรียกว่า GAN (Generative Adversarial Network) โดยเจ้าระบบปัญญาประดิษฐ์ GAN นี้ ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มที่มีชื่อว่า Obvious ที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มศิลปินและนักวิจัยในเทคโนโลยี AI พวกเขาทำการสอนให้ปัญญาประดิษฐ์ AI รู้จักการวาดภาพ โดยการป้อนภาพวาดบุคคลในช่วงศตวรรษที่ 14 – 20 เป็นจำนวนมากถึง 15,000 ภาพ ให้ระบบ AI ทำการเรียนรู้ และถึงแม้ว่า AI จะไม่เข้าใจว่าศิลปะคืออะไร แต่มันก็สามารถเรียนรู้รูปแบบจากภาพวาดจำนวนมากด้วยวิธีการของมัน เช่นเดียวกับการที่ระบบ AI สามารถจดจำ และเรียนรู้รูปแบบบนภาพสแกนสมอง เพื่อตรวจหามะเร็งได้โดยไม่ต้องเข้าใจในรายละเอียดทุกอย่าง

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คริสตีส์ จัดการประมูลภาพวาดจากฝีมือหุ่นยนต์ AI

กลุ่ม Obvious ที่นำพาศิลปะและวิทยาการมาพบกัน

เมื่อมองในมุมของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มันก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากๆ เลยที่ระบบ GAN สามารถซึมซับรายละเอียดจากภาพวาดในช่วงหลายศตวรรษ และสามารถสร้างสรรค์ผลงานภาพวาดที่เป็นบทสรุปรวมของผลงานจากหลายจิตรกรดัง แต่ความสามารถของเจ้า GAN นั้นเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่าแอพฯ แต่งภาพในสมาร์ทโฟน ที่สามารถเปลี่ยนภาพเซลฟี่ให้กลายเป็นภาพวาดในสไตล์ของศิลปินอย่าง ปิกัสโซ่ หรือ โกลด มอแน (Claude Monet) อยู่หลายช่วงตัว เพราะ GAN ทำการวิเคราะห์ว่าทิศทางของงานศิลปะมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงศตวรรษ และสร้างสรรค์ผลงานที่มีความทันสมัยโดยอิงจากสไตล์ภาพวาดในช่วงศตวรรษที่ 18

โดยระบบ AI ของ GAN นั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ Generator หรือจิตรกรวาดภาพ และ Discriminator หรือนักวิจารณ์ โดยเมื่อ Generator วาดภาพออกมาแล้ว Discriminator จะทำการตรวจสอบลายละเอียดในภาพว่า มีความเป็นธรรมชาติเหมือนภาพวาดฝีมือมนุษย์หรือไม่ และถ้าตรวจไม่พบข้อบกพร่อง ผลงานก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

ความท้าทายที่สุดคือการวาดภาพตรงส่วนใบหน้าของมุนษย์ และการใช้หุ่นปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานศิลปะนั้นเป็นอะไรที่ยากมาก เนื่องจากเรายังให้คุณค่ากับหุ่นยนต์ไม่เทียบเท่ามนุษย์ในเรื่องของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เรายกย่องและให้คุณค่ากับศิลปินที่เป็นมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหุ่นปัญญาประดิษฐ์สามารถใช้มันสมองของมัน สร้างสรรค์ผลงานได้ในระดับเดียวกัน ก็อาจไม่มีใครชื่นชมเจ้าหุ่นยนต์เลยก็เป็นได้

แต่อย่างไรก็ดี เราก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าภาพวาดของเจ้า GAN จะได้รับการต้อนรับที่ดีจากนักสะสมภาพวาดหรือไม่

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/14415.html

 

มีรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากลึกเกินวัย อาจเสี่ยงตายด้วยโรคหัวใจสูงกว่า

7

ร่องลึกบนหน้าผากไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่บ่งบอกวัยเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นสัญญาณชี้ถึงความเสี่ยงที่คนผู้นั้นจะเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) ได้สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยตูลูสของฝรั่งเศส ได้นำเสนอผลการค้นพบดังกล่าวในที่ประชุมสมาคมหทัยวิทยาแห่งยุโรป(ESC) เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าพบความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องระหว่างการมีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากที่มากและลึกเกินวัย กับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นจากโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่นภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง

ผลวิจัยดังกล่าวมาจากการติดตามศึกษาข้อมูลสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,200 คน ซึ่งเป็นชายและหญิงวัย 32-62 ปีที่มีสุขภาพดี เป็นระยะเวลายาวนานถึง 20 ปี โดยในตอนแรกจะมีการให้คะแนนลักษณะริ้วรอยบนหน้าผากของกลุ่มตัวอย่างแต่ละคน 0-3 คะแนนด้วย ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนสูงจะยิ่งมีรอยเหี่ยวย่นจำนวนมากกว่าและเป็นร่องลึกกว่า

เมื่อเวลาผ่านไปครบ 20 ปี มีกลุ่มตัวอย่างเสียชีวิตลงในระหว่างนั้นทั้งสิ้น 233 คน ซึ่งพบว่าในจำนวนนั้น 15.2% ได้คะแนนริ้วรอยที่หน้าผากสูงถึง 2-3 คะแนน ในขณะที่ 6.6% ของผู้เสียชีวิตได้ 1 คะแนน และ 2.1% ในกลุ่มนี้ได้ 0 คะแนน ซึ่งหมายถึงไม่มีริ้วรอยบนหน้าผากเลย

รศ.ดร. โยลองเด เอสกีฮอล ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “เมื่อนำปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจทำให้คนเราเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้มาพิจารณาร่วมด้วยแล้ว พบว่าคนที่มีรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากมากและลึกเกินกว่าวัยที่ควรจะเป็น มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคนี้สูงกว่าคนที่ไม่มีริ้วรอยบนหน้าผากเลยถึง 10 เท่า″

ทีมผู้วิจัยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่า รอยเหี่ยวย่นที่หน้าผากเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างไร แต่สันนิษฐานว่าการที่ผนังหลอดเลือดหัวใจหนาและแข็งตัวขึ้น เนื่องจากมีคราบไขมันและพังผืดมาเกาะ รวมทั้งการเกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) ส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดขนาดเล็กที่หน้าผากซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

“แม้แพทย์จะมีวิธีอื่นที่วินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจได้แม่นยำกว่านี้อยู่ แต่การดูริ้วรอยบนหน้าผากนั้นทำได้ง่ายและเห็นได้ทันที ซึ่งก็ไม่เสียหายหากคนรักสุขภาพจะหมั่นสังเกตเอาไว้ ” รศ.ดร.เอสกีฮอล กล่าว

ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุถึงสัญญาณบ่งชี้ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจแบบแปลก ๆ เช่น ติ่งหูยับย่น ศีรษะล้านบางรูปแบบในผู้ชาย เล็บงุ้มมากผิดปกติ มีต้อกระจก เป็นต้น อย่างไรก็ตามริ้วรอยตีนกาที่หางตาไม่นับว่าเป็นสัญญาณความผิดปกติแบบดังกล่าวแต่อย่างใด

 

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45343789

แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ… ผู้หญิงจะฉลาดกว่าผู้ชาย เมื่ออยู่ในอวกาศ

4

ห้วงอวกาศเป็นสถานที่ที่น่าพิศวงและน่ากลัวอยู่ไม่น้อย มันทั้งเงียบ เวิ้งว้าง และมีอันตรายแอบแฝงอยู่รอบตัว บอกเลยเลยว่าอยู่บนโลกของเรานั้นสบายกว่าไปอยู่ในห้วงอวกาศเยอะเลย

และภัยเงียบที่เราต้องเผชิญเมื่ออยู่ในห้วงอวกาศคือ รังสีคอสมิก (Cosmic rays) ที่มีระดับความเข้มข้นที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่เมื่อเราอยู่บนโลก เราจะได้รับการป้องกันจากสนามแม่เหล็กโลกที่ปกคลุมอยู่ สนามแม่เหล็กจะป้องกันไม่ให้รังสีคอสมิกทำอันตรายเราได้ แต่ถ้าเราเดินทางออกนอกโลก เลยวงโครจรระดับต่ำออกไป อนุภาคโปรตอนที่มีพลังงานสูง และอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า สามารถทำให้เกิดผลเสียกับสุขภาพ และทำให้เกิดปัญหากับระบบสมอง ระบบความคิดของมนุษย์ได้เลย

แต่ผลงานวิจัยล่าสุดที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง University of California, San Fransisco และ Brookhaven National Laboratory โดยมี NASA เป็นผู้ออกทุนในการวิจัย ได้ผลสรุปว่า ไม่ใช่สมองของทุกคนที่จะได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิก และสมองของนักบินอวกาศหญิงอาจไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกเลยด้วยซ้ำ โดยผลงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Brain, Behavior, and Immunity โดยมีการให้รายละเอียดว่า หนูตัวเมียสามารถทนทานต่อความเสียหายกับระบบความรู้สึกนึกคิด เมื่อมันอยู่ในสภาพจำลองที่มีการแผ่รังสีอวกาศ และการศึกษานี้อาจเป็นการปูทางไปสู่การรักษาผลที่เป็นอันตรายของการเดินทางในอวกาศ

คุณ Susanna Rosi นักประสาทวิทยาจาก University of California, San Fransisco และเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวิจัย กล่าวว่า “ผลจากงานวิจัยของเรา แสดงให้เห็นว่าหนูตัวเมียสามารถป้องกันตัวเองจากผลที่เป็นอันตรายจากการได้รับรังสีคอสมิก ในขณะตัวผู้นั้นเกิดภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาในรูปแบบต่างๆ เมื่อได้รับรังสีคอสมิก”

ซึ่งความบกพร่องทางสติปัญญา นั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความสามารถในการเข้าสังคม ความทรงจำในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคม พฤติกรรมความวิตกกังวล และส่งผลต่อเรื่องความจำด้วย

คุณ Susanna Rosi ยังกล่าวต่ออีกว่า “เมื่อเราพิจารณาลึกลงไปในสมอง เราก็พบความแตกต่างอย่างชัดเจนในระหว่างชายกับหญิง โดยสมองของหนูตัวผู้นั้นมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเซลล์ที่เกิดการอักเสบ รวมถึงการสูญเสียจุดประสานเซลล์ประสาท เป็นผลที่เกิดจากพื้นฐานที่แตกต่างกันระหว่างสมองของชายและหญิง”

ซึ่ง ความบกพร่องทางสติปัญญาเมื่อต้องเผชิญกับรังสีอวกาศ ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับมนุษย์อวกาศในปัจจุบัน เนื่องจากสถานีอวกาศ โคจรจรอยู่ในระดับวงโคจรต่ำ ทำให้ยังได้รับการปกป้องจากสนามแม่เหล็กโลก แต่ถ้าในอนาคต มนุษย์เราจะกลับไปสำรวจดวงจันทร์ หรือไปดาวอังคาร การหาวิธีป้องกันตัวเองจากรังสีคอสมิก นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ เลย

โดยคุณ Susanna Rosi และทีมงาน ได้ตังสมมติฐานว่า เซลล์ไมโครเกลีย (Microglia) มีบทบาทสำคัญในการปกป้องสมองของผู้หญิง แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริง

ทีมวิจัยเน้นย้ำว่า นี่เป็นเพียงก้าวแรกในการศึกษาเรื่องความปลอดภัยสำหรับภารกิจด้านอวกาศในอนาคต และพวกเขาจะทำการทดสอบที่ซับซ้อนขึ้นในการจำลองสภาวะการแพร่รังสี รวมถึงการปรับแต่ง เซลล์ไมโครเกลีย เพื่อใช้ในการรักษาความบกพร่องทางสติปัญญา อันเป็นผลจากการได้รับรังสีคอสมิก
ที่มา : https://news.thaiware.com/14393.html

มิติใหม่ของการบริจาคเลือด! นักวิทยาศาสตร์พบวิธีเปลี่ยนเลือดทุกกรุ๊ป ให้กลายเป็นกรุ๊ป O

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1956950174369792


5

นับเป็นหนึ่งข่าวดีของวงการแพทย์ทั่วโลกก็ว่าได้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบหนทางที่อาจนำไปสู่การสร้างกรุ๊ปเลือด O ซึ่งเป็นกรุ๊ปเลือดสากลที่สามารถเข้ากับเลือดทุกกรุ๊ปได้ แถมกุญแจของการค้นตอบดังกล่าว ก็ดันไปอยู่ในอุจจาระของมนุษย์เรานี่เอง!

ในงานแถลงข่าวของสมาคม American Chemical Society ทีมนักเคมีซึ่งนำโดย Steve Withersจาก University of British Columbia ประกาศว่า พวกเขาสามารถระบุเอนไซม์ที่พบจากแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งมันสามารถเปลี่ยนเลือดกรุ๊ปอื่นๆ ให้กลายมาเป็นกรุ๊ป O ได้

การค้นพบดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อพวกเขาได้เก็บตัวอย่างแบคทีเรียดังกล่าว จากอุจจาระของมนุษย์ ทำการเพาะเลี้ยงเอนไซม์ในห้องแล็บ และทดลองนำเอนไซม์ที่ว่านี้ไปใช้กับเลือดกรุ๊ป A และถ้าทุกสิ่งเป็นไปตามแผน มันเปลี่ยนเลือดดังกล่าวให้กลายเป็นกรุ๊ป O

แนวคิดดังกล่าวนี้ อาศัยหลักการเรื่องของแอนติเจนที่เกาะอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเลือดแต่ละกรุ๊ปจะมีไม่เหมือนกัน หากมีแอนติเจน A จะเป็นกรุ๊ป A, หากมีแอนติเจน B ก็จะเป็นกรุ๊ป B หรือถ้ามีทั้งแอนติเจน A และ B ก็จะเป็นกรุ๊ปเลือด AB

ขณะที่เลือดกรุ๊ป O ก็คือกรุ๊ปที่ไม่มีแอนติเจนใดๆ เลย นั่นหมายความว่า ถ้าเราสามารถนำแอนติเจนออกจากผิวของเม็ดเลือดกรุ๊ปอื่นๆ ได้ ทุกกรุ๊ปเลือดก็จะกลายเป็นกรุ๊ป O

นอกจากนี้ ยังมีการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้เอนไซม์ชนิดอื่นมาประยุกต์ได้ด้วย แต่เอนไซม์ที่เพิ่งค้นพบมีประสิทธิภาพดีกว่าทั้งหมดถึง 30 เท่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องพัฒนาต่อไป ก็คือ การใช้เอนไซม์ให้น้อยลง และได้ผลดียิ่งขึ้น เนื่องจาก เอนไซม์ดังกล่าวเกิดมาจากเชื้อแบคทีเรีย จึงต้องมีการลบร่องรอยของการใช้มันกับเลือด ก่อนที่จะนำเลือดนั้นไปใช้กับมนุษย์ เพื่อไม่ให้ร่างกายตอบสนองแบบเดียวกับการได้รับเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น การใช้เอนไซม์ในปริมาณน้อย จึงทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

ดูเหมือนว่าในที่สุด มนุษย์ก็ได้ค้นพบทางออกของปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการขาดแคลนเลือดแล้ว

ที่มา : https://news.thaiware.com/14379.html

การกลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้เกิดภัยพิบัติได้เลย!

 

4

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้โลกของเราเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตก็คือ การที่มีสนามแม่เหล็กโลกปกคลุมอยู่ โดยสนามแม่เหล็กโลกนั้นนอกจากจะถูกนำไปใช้ในการสร้างเข็มทิศเพื่อการนำทางแล้ว สนามแม่เหล็กโลกยังช่วย​ดูดซับรังสี​อวกาศ (Cosmic ray) ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ไม่ให้เราได้รับรังสีนี้อย่างเต็มที่ และสนามแม่เหล็กโลกยังเป็นเกราะป้องกัน​ ​ลม​สุริยะ (Solar wind) ให้อ่อนแรงลง ซึ่ง ลมสุริยะ เป็นกระแส​อนุภาค​ที่​มี​ประจุ​ไฟฟ้าพลังงานสูงที่ถูกปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์ และมันสามารถทำอันตรายกับระบบไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนโลกได้เลย

มีผลงานวิจัยล่าสุด เปิดเผยว่า การเคลื่อนย้ายตำแหน่ง หรือสับเปลี่ยนขั้วเหนือขั้วใต้ของสนามแม่เหล็กโลก อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้ โดยผลงานวิจัยดังกล่าวมีการเผยแพร่ผ่านสื่อ National Academy of Sciences ของสหรัฐอเมริกา มีการกล่าวว่า ทีมวิจัยได้พบหลักฐานของการที่ขั้วสนามแม่เหล็กโลกมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่ผ่านมา และถ้าขั้วสนามแม่เหล็กโลกเกิดการเคลื่อนย้ายตำแหน่งอย่างรวดเร็วอีกแม้เพียงครั้งเดียว ก็อาจเกิดหายนะขึ้นกับโลกได้เลย

โดยการวิจัยครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความีรวมมือของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ อาทิ จีน ออสเตเรีย และไต้หวัน โดยพุ่งประเด็นไปที่การค้นพบหลักฐานสำคัญจากหินงอกในถ้ำใต้ดินแห่งหนึ่งในประเทศจีน มันเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าขั้วแม่เหล็กโลกเคยมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งเป็นช่วงระยะเวลายาวนานกว่า 16,000 ปี โดยการเคลื่อนย้ายตำแหน่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงราว 107,000 ปีที่แล้ว

และจากข้อมูลนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่ออีกว่า ในช่วง 200-300 ปีที่ผ่านมานี้ สนามแม่เหล็กโลกมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยคาดคิดเอาไว้ โดยเคยมีคาดการณ์เอาไว้ว่า อาจใช้เวลาอีกหลายพันปีกว่าที่ขั้วเหนือ และขั้วใต้ของสนามแม่เหล็กโลกจะสลับตำแหน่งกัน แต่เมื่อมีข้อมูลใหม่ออกมา การสลับขั้วอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด

การสลับขั้วกันของสนามแม่เหล็กโลก ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อการนำทางด้วยเข็มทิศเท่านั้น แต่การกลับขั้วกันยังส่งผลให้สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงลงด้วย โดยตามทฤษฎีแล้ว ความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กจะอ่อนลงถึง 90% เลยทีเดียว แน่นอนว่าเมื่อเกราะป้องกันอ่อนลง สมสุริยะ ที่เป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูงที่ถูกยิงออกมาจากดวงอาทิตย์ อาจจะทำอันตรายกับระบบการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้า และทำร้ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไฮเทคต่างๆ ที่อยู่บนโลก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมฯ สมาร์ทโฟน รวมถึงระบบการสื่อสารต่างๆ ได้เลย

และแม้ในทุกวันนี้ที่สนามแม่เหล็กโลกยังแข็งแกร่งดี ลมสุริยะ ที่มีความรุนแรง ก็ยังสามารถทำอันตรายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความละเอียดอ่อน อย่างเช่นดาวเทียมสื่อสาร หรือระบบส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าบนโลกได้เลย และลองคิดดูว่าถ้าเกราะป้องกันอ่อนพลังลงถึง 90% ทีมนักวิจัยคาดว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายสูงถึงหลักหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงทำให้ความสะดวกสะบายในโลกยุคใหม่ถูกคุกคามด้วย ลองนึกถึงวันที่ระบบอินเทอร์เน็ตล่มทั่วโลก สมาร์ทโฟนกลายเป็นที่ทับกระดาษ เพราะฉะนั้นใครที่อยากโพสต์ภาพเซลฟี่ลง Facebook ก็ให้รีบทำก่อนที่ สนามแม่เหล็กโลกจะกลับขั้วนะครับ ^__^

ที่มา : https://news.thaiware.com/14362.html

มาเรียนวิชา ขุดเหมืองแร่อวกาศ กันไหมหล่ะ? มีโรงเรียนเปิดสอนเรียบร้อยแล้วด้วย

3

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1959309377467205

สำหรับหนุ่มสาวที่ยังอยู่ในวัยของการศึกษาเล่าเรียน เคยเกิดความหวั่นใจหรือเปล่าว่า ถ้าเรียนจบไปแล้วจะได้ทำงานตรงสาย หรือจะมีงานะอะไรให้ทำหรือไม่ เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่มนุษย์กำลังจะโดนหุ่นยนต์ และระบบสมองปัญญาประดิษฐ์อันฉลาดล้ำลึก พวกมันกำลังจะแย่งงานของเรา จนอดสงสัยไม่ได้ว่าจะเหลืองานอะไรให้มนุษย์อย่างเราๆ ได้ทำกันบ้างหนอ และถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเรียนสายอาชีพใดที่จบไปแล้วไม่ตกงาน ไม่แน่ว่า โรงเรียนสอนการขุดเหมือง หรือ Colorado School of Mines ในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะโรงนี้เขากำลังเปิดสอนในหลักสูตร การขุดเหมืองแร่ในอวกาศ

นี่ไม่ใช่เรื่องตลกขำขันแต่อย่างใด! เนื่องจากดาวเคราะห์ดวงอื่นที่ไม่ใช่โลก กำลังจะกลายเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในการขุดเหมืองแร่ เพื่อนำทรัพยากรบางอย่างมาสนับสนุนภารกิจการสำรวจดาว หรือแม้แต่การนำแร่ที่ขุดได้กลับมาใช้งานบนโลก นี่อาจจะเหมือนเรื่องเฟ้อฝันในนิยายวิทยาศาสตร์ แต่เชื่อเถอะว่าการทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น กำลังจะเกิดขึ้นจริงในทศวรรษหน้าแล้ว และโรงเรียน Colorado School of Mines ได้เปิดหลักสูตรใหม่ที่มีชื่อว่า “Space Resources” หรือ “ทรัพยากรในอวกาศ” ซึ่งก็คือการขุดเหมืองแร่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ นั่นเอง

ด็อกเตอร์ Angel Abbud-Madrid หัวหน้าศูนย์ Space Resources แห่ง Colorado School of Mines กล่าวว่า “หลักสูตร ทรัพยากรในอวกาศ นั้นครอบคลุม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและระบุประเภทของแร่ธาตุบนดาวเคราะห์ วิธีการขุดแร่ การสกัดแร่ รวมถึงวิธีการนำแร่มาใช้ประโยชน์”

โดยหลักสูตร Space Resources นั้นมีทั้งในระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เป็นการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาการหลายแขนงที่เกี่ยวเนื่องกับการขุดเหมืองบนดาวเคราะห์ มันครอบคลุมถึงวิธีการสำรวจ การสกัดแร่ และการใช้ทรัพยากรบนดวงจันทร์ ดาวอังคาร รวมถึงดาวเคราะห์น้อย โดยวิทยากรที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ความรู้ก็จะมีความหลากหลาย ทั้งผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการทำเหมือง รวมถึงวิทยากรจากบริษัทด้านการบุกเบิกอวกาศ

ด็อกเตอร์ Angel Abbud-Madrid กล่าวว่า “ผมจะอธิบายให้เห็นภาพที่ชัดเจน โดยการเปรียบเทียบกับโรงเรียนสอนการบิน โดยมีการเปิดสถาบันสอนการบินแห่งแรกของโลกแค่เพียง 2 ปี หลังจากที่สองพี่น้องตระกูลไรต์บุกเบิกเรื่องการบินขึ้นมา ในช่วงเวลานั้นผู้คนรู้สึกว่าอุตสาหกรรมการบินไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะเทคโนโลยีการบินยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่พอมาในทุกวันนี้ เราต่างก็รู้ดีว่าอุตสาหกรรมการบินนั้นเป็นอะไรที่สำคัญ และสิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนสอนเทคโนโลยีด้านอวกาศ ที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่มีการปล่อยดาวเทียม สปุตนิก ซึ่งในช่วงเวลานั้น การส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ยังเป็นอะไรที่ไกลเกินคิดไปเลยด้วยซ้ำ และผมมองว่าสถาบันการศึกษาต้องชี้นำความเป็นไปได้ และเตรียมกำลังคนให้พร้อมกับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม ต้องบอกว่ามันเป็นอะไรที่ว้าวมากๆ เลย และอยากจะรู้จังเลยว่า ดาวดวงไหนจะเป็นดาวดวงแรกที่นักเรียนของ Colorado School of Mines จะไปทำเหมืองแร่กันนะ ^__

ที่มา : https://news.thaiware.com/14373.html

พบน้ำแข็งบนพื้นผิวขั้วเหนือและใต้ของดวงจันทร์

11

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1951494574915352

ทีมนักดาราศาสตร์อเมริกันภายใต้โครงการสำรวจขององค์การนาซา เผยว่าค้นพบผืนน้ำแข็งจำนวนมากกระจายตัวอยู่บนพื้นผิวตรงขั้วเหนือและขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งในอนาคตมนุษย์สามารถใช้ผืนน้ำแข็งเหล่านี้เป็นแหล่งน้ำ สำหรับดำรงชีวิตระหว่างภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งต่อไปได้

รายงานการค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS โดยทีมนักดาราศาสตร์ระบุว่าใช้อุปกรณ์ทำแผนที่แร่ธาตุ ซึ่งตรวจสอบสภาพทางธรณีวิทยาบนดวงจันทร์ด้วยรังสีอินฟราเรด จนได้พบผืนน้ำแข็งดังกล่าว โดยอุปกรณ์นี้ติดไปกับยานสำรวจ “จันทรายาน-1″ (Chandrayaan-1) ของอินเดีย ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศตั้งแต่ปี 2008

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ามีน้ำแข็งบนพื้นผิวกระจายอยู่ในหลายจุด ใกล้บริเวณที่เป็นเงามืดอย่างถาวรของขั้วเหนือและขั้วใต้ ซึ่งบริเวณนี้มีอุณหภูมิไม่เกิน -163 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำแข็งไม่ละลายหายไปเพราะโดนแสงอาทิตย์

ผืนน้ำแข็งที่พบส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่โดยรอบขั้วใต้ ใกล้บริเวณแอ่งหลุมที่ตั้งชื่อตามนักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจหลายคน เช่นแอ่งหลุม Haworth, Shoemaker, Sverdrup และ Shackleton ส่วนที่ขั้วเหนือนั้นพบผืนน้ำแข็งอยู่น้อยกว่าและกระจายตัวอยู่ห่างกันมากกว่า

จุดสีฟ้าบนภาพแสดงการกระจายของน้ำแข็งบนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ขั้วใต้ (ซ้าย) และขั้วเหนือ (ขวา)Image copyrightNASA
คำบรรยายภาพจุดสีฟ้าบนภาพแสดงการกระจายของน้ำแข็งบนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ขั้วใต้ (ซ้าย) และขั้วเหนือ (ขวา)

อย่างไรก็ตาม มีการค้นพบผืนน้ำแข็งบนดวงจันทร์ครอบคลุมพื้นที่เพียง 3.5% ของส่วนที่อยู่ภายใต้เงามืดทั้งหมด แสดงว่าอุณหภูมิต่ำอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้น้ำแข็งก่อตัวขึ้นและคงตัวอยู่ได้

ทีมนักดาราศาสตร์ของนาซาระบุว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่พบหลักฐานยืนยันถึงการมีอยู่ของน้ำแข็งบนดวงจันทร์โดยตรง ซึ่งแหล่งน้ำนี้สามารถนำไปใช้เป็นทรัพยากรในการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคตได้”

ก่อนหน้านี้องค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (ISRO) ได้พบหลักฐานจากยานสำรวจจันทรายาน-1 เมื่อปี 2009 ว่ามีน้ำแข็งในรูปของโมเลกุลติดอยู่กับฝุ่นละอองบนดวงจันทร์ และไม่กี่ปีหลังจากนั้น องค์การนาซาได้พบร่องรอยของน้ำในเศษดินหินที่ฟุ้งกระจายขึ้นมา หลังใช้ยานสำรวจพุ่งชนแอ่ง Cabeus ที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-45259592