คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-19 ธวัลรัตน์ สิริบุญญานุกุล กิตติญา พรรคเจริญ สุวัจนี มีใจเย็น

นักวิจัยพัฒนาโดรนจิ๋วเคลื่อนย้ายสิ่งของที่หนักกว่าได้มากถึง 40 เท่า เหมาะกับภารกิจค้นหา-กู้ภัย

14908_1810290034345H

นักวิจัยจาก Stanford University ของสหรัฐอเมริกา และสถาบัน Ecole Polytechnique Fédérale de Lausanne (EPFL) ของสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันพัฒนาโดรน “FlyCroTugs” ที่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าได้ถึง 40 เท่า ทั้งที่โดรนจิ๋วมีขนาดเล็กแค่ไม่นิ้วเท่านั้น

ทั้งนี้ โดรนส่วนใหญ่ที่ใช้กันในปัจจุบันสามารถยกสิ่งของได้มากกว่าน้ำหนักตัวของมันเพียงแค่ 2 เท่า แต่สำหรับโดรนจิ๋วที่มีรอกหมุนได้นี้สามารถยก และวางสิ่งของได้ง่ายขึ้นแม้สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับโดรนอื่นๆ เพื่อช่วยกันเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ด้วย ซึ่ง Mark Cutkosky แห่งโรงเรียนวิศวกรรมที่ Stanford University ได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาโดรนจิ๋วมาจากตีนตุ๊กแก และพฤติกรรมของแมลงต่างๆ

โดยไอเดียในการพัฒนาโดรน FlyCroTugs เกิดขึ้นจากการที่ Mark Cutkosky และเพื่อนๆ ของเขา ศึกษาวิธีการของพวกแมลงเวลาที่พวกมันเคลื่อนย้ายวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเวลาที่ตัวต่อจะขนอาหารที่มีน้ำหนักเกินกว่าจะแบกไปได้นั้น พวกมันจะใช้วิธีลากไปตามพื้นแทน จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ใช้พัฒนาโดรนให้เคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวของมันได้ ด้วยวิธีการทอดสมอไปที่วัตถุหรือสิ่งของขนาดใหญ่ ซึ่งจากในคลิปวีดีโอจะเห็นว่าโดรนจิ๋วนี้สามารถเปิดประตูได้อย่างง่ายดาย

 

ขณะที่แรงบันดาลใจที่มาจากตีนตุ๊กแกนั้น ก็นำมาใช้พัฒนาโดรนเมื่อต้องมีการยึดเกาะบนผิวสัมผัสต่างๆ โดยการใช้ตะขอเหล็กเล็กๆ 32 ชิ้นเพื่อการยึดเกาะบนผิวสัมผัสนั้น เช่นที่ตุ๊กแกทำเวลาไต่อยู่บนผนังนั่นเอง

และด้วยความที่โดรน FlyCroTugs มีขนาดจิ๋ว ทำให้สามารถบินเข้าไปยังพื้นที่แคบๆ และบินใกล้ๆ คนได้อย่างปลอดภัย  จึงเหมาะกับการนำไปใช้ในภารกิจค้นหา และกู้ภัย ซึ่งสามารถช่วยเคลื่อนย้ายซากปรักหักพัง หรือบินไปวางกล้องเพื่อให้นักกู้ภัยสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมภายในที่ไม่ปลอดภัยได้ โดยในขั้นต่อไป ทีมวิศวกรชุดนี้กำลังพัฒนาการควบคุมโดรนให้ขับเคลื่อนได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงหาวิธีการให้โดรนหลายๆ ตัวสามารถทำงานได้พร้อมๆ กันด้วย
ที่มา : https://news.thaiware.com/14908.html

มนุษย์จะเป็นอย่างไรในอีก 1,000 ปีข้างหน้า? มาหาคำตอบในแบบวิทยาศาสตร์กันนะ

14914_181030114044S8

เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนมนุษย์เรามีวิวัฒนาการระบบย่อยอาหารให้สามารถกินนมวัวได้ เมื่อ 150 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้วิวัฒนาการให้มีความสูงเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10 ซม. เมื่อ 65 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์เราได้เพิ่มอายุขัยโดยเฉลี่ยของเราไปอีก 20 ปี และทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

จะเห็นว่าในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ มวลมนุษยชาติมีวิวัฒนาการที่ก้าวไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และถ้าเรามองไปในอนาคต 1,000 ปีข้างหน้าหล่ะ มนุษย์จะมีวิวัฒนาการก้าวไกลไปถึงขนาดไหนกัน?

ในคลิปวีดีโอของแชนแนลยูทูป AsapSCIENCE ในชื่อตอนที่ว่า “Humans In 1000 Years” จะพาเราท่องไปในกาลเวลา 1,000 ปีข้างหน้า เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโลกรวมถึงตัวเราเอง นับว่าเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นทีเดียว

เรื่องแรกที่ผู้เล่าเรื่องหยิบยกขึ้นมาคือ เผ่าพันธุ์มนุษย์จะยังคงมีความหยิ่งทะนงและพึงพอใจในตนเองเหมือนเช่นที่เป็นในยุคปัจจุบัน เพราะถึงแม้ว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะก้าวหน้าไปมากขนาดไหน แต่ก็ยังไม่เข้าใกล้ความสามารถของสมองมนุษย์

ด้วยความเป็นจริงที่ว่า ในปี 2014 นักวิจัยในประเทศญี่ปุ่นได้ใช้ K computer ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องคอมฯ ที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก เพื่อจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ แล้วพบว่าต้องใช้หน่วยประมวลผลที่มีจำนวนมากถึง 705,024 แกน หน่วยความจำถึง 1.4 ล้านกิกะไบต์ และเวลาอีก 40 นาที เพื่อการประมวลผลข้อมูลในปริมาณเดียวกับที่สมองของเราใช้เวลาประมวลผลเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าสมองของมนุษย์จะล้ำหน้ากว่าสมองกลมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสมารถอยู่เหนือเครื่องจักรที่เราสร้างขึ้นมาได้

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะยังไม่สามารถมีพลังการประมวลผลที่เทียบเท่าสมองมนุษย์ได้ แต่เราจะสามารถสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่สามารถพูด ฟัง โต้ตอบ และมีความทรงจำ และก็หวังว่าพวกมันจะไม่ใช้ข้อมูลที่พวกมันรับรู้ เพื่อย้อนกลับมาใช้ทำลายมนุษย์

และเมื่อวิทยาการทางด้านการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่มนุษย์ยังคงไม่มีวิวัฒนาการในด้านใดอย่างชัดเจน มันก็อาจจะทำให้มนุษย์ต้องร่วมร่างเข้ากับหุ่นยนต์เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตเราอาจจะมีหุ่นยนต์ขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า Nanobot ที่ฝังอยู่ในร่างกายของเรา เพื่อยกระดับความสามารถที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ เจ้า Nanobot อาจทำให้เราแข็งแรงขึ้น ยกของหนักได้มากขึ้น กระโดดได้สูงขึ้น วิ่งเร็วขึ้น ตามแนวความคิดแบบ Transhumanism ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้เสริมความสามารถในด้านต่างๆ ของมนุษย์ แต่การขยายความสามารถของมนุษย์ด้วยอุปกรณ์พิเศษนั้นต้องไม่ละเลยประเด็นเรื่องจริยธรรม

และไม่เพียงแต่เฉพาะร่างกายของเรา ที่อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง

ในวีดีโอยังได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Utility clouds ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว ที่สามารถรวมร่างกันจนกลายเป็นอาคารขนาดใหญ่ และสามารถแยกร่างกลายเป็นหุ่นจิ๋วได้ในเวลาอันรวดเร็ว ลองจินตนาการถึงบ้านทั้งหลัง ที่สามารถแยกร่างออกได้ในขณะที่เราออกจากบ้านไปทำงานในตอนเช้า เพื่อที่จะทำให้เกิดเนื้อที่ว่างเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างได้

และใน 1,000 ปีข้างหน้า ภาษาพูดในโลกของเราที่มีอยู่อย่างหลากหลาย จะมีจำนวนของภาษาที่ลดลงเป็นอย่างมาก นั่นหมายความว่าบางภาษาจะล้มหายตายจากไป และด้วยความร้อนและการแผ่รังสี UV ในโลกที่มากขึ้น มนุษย์เราจะมีวิวัฒนาการให้ผิวเข้มขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือมนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะตัวดำมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง และเราจะต้องมีวิวัฒนาการให้ตัวสูงขึ้น และผอมขึ้นอีก หากเราต้องการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของโลกอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่วีดีโอของ AsapSCIENCE ต้องการสื่อกับเราคือ ภาวะโลกร้อนในโลกยุคอนาคตนั้นเป็นอะไรที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงกว่าที่เราคาดคิดกัน เพราะฉะนั้นเราก็ควรช่วยกันดูแลโลกให้ดีๆ นะ
ที่มา : https://news.thaiware.com/14914.html

วงการแพทย์งุนงง!! โรคลึกลับทำให้เด็กเกิดอาการไขสันหลังอ่อนแอเฉียบพลัน

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต่างพากันงุนงงกับอาการเจ็บป่วยที่ลึกลับ และไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ซึ่งดูเหมือนว่าสามารถทำร้ายเด็กจนเป็นอัมพาตได้

0C6B5D65-0EDF-48BC-9690-E281D8B72714_w1023_r1_s

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แพทย์ยืนยันว่ามีผู้ป่วยไขสันหลังอ่อนแอเฉียบพลันถึง 62 รายใน 22 รัฐ และยังมีผู้ที่อาจจะเจ็บป่วยด้วยอาการเดียวกันนี้และกำลังได้รับการตรวจวินิจฉัยอีก 65 ราย

Nancy Messonnier เจ้าหน้าที่ระดับสูงแห่งศูนย์ควบคุมโรค กล่าวว่า ยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่เรายังไม่ทราบเกี่ยวกับ AFM (Acute Flaccid Myelitis) หรืออาการไขสันหลังอ่อนแอเฉียบพลัน และไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่ก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของอาการเจ็บป่วยที่ลึกลับนี้ได้

แต่ที่ทราบแน่นอนคือ กว่า 90% ของผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยนี้เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี

ผู้ป่วยโรคนี้มักจะเกิดปัญหาจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเป็นอัมพาตบริเวณใบหน้า คอ หลัง แขนและขา อาการอัมพาตเกิดขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เด็กๆ มีไข้ และมีอาการเจ็บป่วยที่ระบบทางเดินหายใจ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการรักษาเฉพาะทางสำหรับโรคนี้ ส่วนใหญ่แล้วอาการนี้จะหายไปเอง แต่สำหรับผลกระทบในระยะยาวนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

Nancy Messonnier กล่าวว่าโรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้ตัดเชื้อไวรัสบางอย่างซึ่งเชื่อว่าไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคนี้ออกไป เช่น ไวรัสโปลิโอ และไวรัสเวสท์ไนล์

แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์สับสนมากก็คือ จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเพียงปีเว้นปีเท่านั้น กล่าวคือเด็กป่วยเป็นโรคนี้กันมากเมื่อปี ค.ศ. 2014, 2016 และในปีนี้ ส่วนปี 2015 และ 2017 มีผู้ป่วยโรคนี้เพียงไม่กี่ราย

แพทย์พยายามผลักดันให้พ่อแม่ดูแลบุตรหลานขั้นพื้นฐาน เช่น การล้างมือ และการฉีดสเปรย์กันแมลงเพื่อป้องกันยุงกัด และฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด

ถ้าหากลูกๆ ของคุณรู้สึกอ่อนแอ หรือกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง ควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยทันที

ที่มา : https://www.voathai.com/a/mystery-disease/4621265.html

IBM จับมือ Symrise พัฒนา AI ที่สามารถปรุงน้ำหอมได้ เพื่อเป็นผู้ช่วยนักปรุงน้ำหอมมืออาชีพ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

14882_181026003414x7

IBM Research และ Symrise หนึ่งในผู้ผลิตน้ำหอมยักษ์ใหญ่ ร่วมกันผลิตปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถปรุงน้ำหอมกลิ่นใหม่ๆ ขึ้นได้ ด้วยการใช้ Machine Learning (การเรียนรู้ของสมองกล) ในการกลั่นกรองส่วนผสม, สูตรต่างๆ นับพันๆ ชนิด รวมถึงเทรนด์ของอุตสาหกรรมน้ำหอม เพื่อให้ได้น้ำหอมที่มีการผสมผสานอย่างเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทาง IBM หวังจะใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อช่วยเหล่านักปรุงน้ำหอมในการออกแบบน้ำหอมกลิ่นใหม่ๆ  มากกว่าจะหวังให้ AI เข้ามาแทนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการดมกลิ่นน้ำหอม

โดย AI ดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า “Philyra” ตามชื่อเทพเจ้าน้ำหอมของกรีก จะทำหน้าที่ในการดูส่วนผสม และวัตถุดิบนับพันๆ ชนิด เพื่อระบุถึงรูปแบบ และการผสมผสานใหม่ๆ ในการหาช่องว่างของตลาดน้ำหอมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ (ดูว่ายังขาดน้ำหอมกลิ่นใด) จากนั้นก็จะผลิตกลิ่นใหม่ขึ้นมาด้วยการหาตัวเลือกของวัตถุดิบต่างๆ และคาดคะเนปริมาณในการใช้น้ำหอม โดยอิงจากรูปแบบการใช้งานของคน รวมถึงดูปฏิกิริยาต่อกลิ่นน้ำหอมของคนว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร ก่อนจะนำมาเปรียบเทียบกับกลิ่นน้ำหอมที่มีอยู่ ซึ่งการวิเคราะห์แบบกว้างและเจาะลึกได้อย่างทันท่วงทีของ AI สามารถช่วยงานนักปรุงน้ำหอมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังช่วยให้พวกเขาต่อกรกับคู่แข่งสำคัญได้ด้วย

ทั้งนี้ Philyra กำลังอยู่ระหว่างผลิตน้ำหอมด้วยกันสองกลิ่น ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวในนามแบรนด์ O Boticário ในประเทศบราซิลช่วงกลางปี 2019 โดยน้ำหอมทั้งสองกลิ่นนั้นมีการปรับกลิ่นเพียงเล็กน้อยโดยนักปรุงน้ำหอมระดับปรมาจารย์ เพื่อให้แน่ใจว่าได้เน้นย้ำในส่วนที่สำคัญ และให้มั่นใจได้ว่าน้ำหอมที่ผลิตขึ้นมาจะมีกลิ่นติดผิวได้ยาวนานเพียงพอ ซึ่งทาง Symrise วางแผนว่าจะจัดจำหน่ายเทคโนโลยี AI นี้ให้กับบรรดานักปรุงน้ำหอมระดับปรมาจารย์ทั่วโลก รวมถึงนำไปช่วยฝึกสอนนักเรียนในโรงเรียนปรุงน้ำหอมของทางบริษัทเองด้วย

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/14882.html

 

 

เพศเดียวกันก็มีลูกด้วยกันได้! นักวิทยาศาสตร์จีนสร้างทายาทจากคู่หนูเพศเดียวกันได้สำเร็จ

14837_18101910103399

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของจีนประสบความสำเร็จในการทดลองทางพันธุวิศวกรรม เป็นผลให้คู่หนูเพศเดียวกัน สามารถให้กำเนิดลูกได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่การทดลองในลักษณะดังกล่าวประสบความสำเร็จกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งอาจมีนัยสำคัญต่อมนุษย์ด้วยเช่นกัน

บทความเรื่อง “Generation of Bimaternal and Bipaternal Mice from Hypomethylated Haploid ESCs with Imprinting Region Deletions” ที่ได้รับการเผยแพร่โดย ScienceDirect ได้ให้ข้อมูลว่า มีการผสมพันธุ์หนูเพศเดียวกันของทั้ง 2 เพศ คือ คู่หนูเพศผู้และเพศเมีย โดยหนูเพศเมียทั้ง 2 ตัว สามารถให้กำเนิดลูกออกมาได้เป็นปกติ และแข็งแรงดี ในขณะที่คู่หนูเพศผู้ก็สามารถให้กำเนิดลูกได้เช่นกัน แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา

การทดลองในคู่หนูเพศเมียนั้น ทีมวิจัยต้องทำการดังแปลง DNA ของหนูเพศเมียทั้งสองตัวให้เหลือเพียงครึ่งเดียว จากนั้นก็นำข้อมูล DNA ของหนูทั้งสองตัวมารวมกันให้กลายเป็น DNA ของตัวอสุจิที่สมบูรณ์แบบ เมื่อตัวอสุจิมารวมกับไข่มารวมตัวกันก็เอาไปฝากไว้ในครรภ์ของหนูตัวเมียตัวหนึ่ง จากนั้นก็ปล่อยให้มันคลอดลูกออกมาตามปกติ

เพศเดียวกันก็มีลูกด้วยกันได้! นักวิทยาศาสตร์จีนสร้างทายาทจากคู่หนูเพศเดียวกันได้สำเร็จ

แต่การทดลองแบบเดียวกันนี้ในหนูเพศผู้ดูจะมีความซับซ้อนและมีแนวโน้มที่จะล้มเหลวมากกว่า เนื่องจากว่าพวกมันไม่มีเซลล์ไข่ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการสืบพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นักวิจัยจึงต้องนำเซลล์ไข่ของหนูเพศเมียมาใช้ โดยนำ DNA เดิมออกไป แล้วแทนที่ด้วย DNA ของหนูเพศผู้ทั้งสอง

แม้ว่าการทดลองนี้คงไม่มีโอกาสที่จะนำมาใช้กับมนุษย์ อย่างน้อยก็ในเร็วๆ นี้ แต่ก็นับเป็นการก้าวข้ามกำแพงอันยิ่งใหญ่ในเรื่องของเพศและการสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในยุคที่การรณรงค์เรื่องสิทธิ LGBTQ+ (กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ อันหมายถึง เลสเบี้ยน, เกย์, ไบเซ็กชวล และคนข้ามเพศ) กำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญในสังคม ในขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ได้เข้ามามีส่วนช่วยให้อนาคตของมนุษยชาติมีทางเลือกมากกว่าที่ผ่านๆ มา

ที่มา :https://news.thaiware.com/14837.html

 

NASA ประกาศชื่อกลุ่มดาว ก็อดซิลล่า อย่างเป็นทางการ แล้วจะมีกลุ่มดาว อุลตร้าแมน ไหมหล่ะ?

14840_181019120343KQ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ก็อดซิลล่า น่าจะเป็นสินค้าส่งออกที่โด่งดังที่สุดชิ้นหนึ่งของญี่ปุ่น และก็มีแฟนของเจ้าสัตว์ประหลาด ไคจู อยู่ทั่วโลก แต่ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยเลย กว่าที่ราชาแห่งสัตว์ประหลาดตัวนี้จะได้สร้างชื่อในจักรวาล และสำหรับคนที่เป็นแฟนสัตว์ประหลาดก็น่าจะดีใจกับข่าวนี้ไม่น้อยเลย

ต้องขอบคุณ NASA ที่ทำให้ในที่สุดเจ้า ก็อดซิลล่า ก็จะได้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วจักรวาลซะที โดยชื่อของสัตว์ประหลาดที่โด่งดังระดับโลกนี้ ถูกนำไปตั้งใหักับกลุ่มดาว (Constellation) ที่มีการปลดปล่อยรังสีแกมมา (Gamma-ray) ซึ่งแน่นอนว่ามันช่างน่าประทับใจ

NASA ประกาศชื่อกลุ่มดาว ก็อดซิลล่า อย่างเป็นทางการ แล้วจะมีกลุ่มดาว อุลตร้าแมน ไหมหล่ะ?

NASA อธิบายว่า “ก็อดซิลล่า เป็นสัตว์ประหลาดที่โด่งดังที่สุดตัวหนึ่งในโลกภาพยนตร์ และมันเป็นสัญลักษณ์ของ Popular culture จากแดนอาทิตย์อุทัย โดยภูมิหลังของเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้มาจากหนังในปี 1954 เนื้อเรื่องคือการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ได้ส่งผลกระทบให้สัตว์ที่อยู่ใต้ทะเลลึกเกิดการกลายพันธุ์ และมันได้ขึ้นฝั่งที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อทำล้างทุกสิ่งทุกอย่าง”

“และอาวุธที่มีชื่อเสียงของ ก็อดซิลล่า คือการปล่อยรังสีควมร้อน ในรูปแบบเพลิงร้อนแรงที่พวยพุ่งออกมาจากปากของเจ้าสัตว์ประหลาด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับรังสีแกมม่าที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากหลุมดำ และดาวนิวตรอน”

***ดาวนิวตรอน (Neutron Star) เป็นซากที่เหลือจากยุบตัวของการระเบิดแบบซูเปอร์โนวาของดาวฤกษ์ และจะเกิดเฉพาะดาวฤกษ์ที่มีมวลมาก โดยในดาวประเภทนี้จะมีส่วนประกอบเพียงนิวตรอนที่อะตอมไร้กระแสไฟฟ้า

และสาเหตุที่ทาง NASA ตั้งชื่อกลุ่มดาวนี้ว่า ก็อดซิลล่า เนื่องจากมันเป็นกลุ่มดาวที่มีการปล่อยรังสีแกมม่า คล้ายการปล่อยพลังของเจ้าราชาแห่งสัตว์ประหลาดนั่นเอง

 

NASA ประกาศชื่อกลุ่มดาว ก็อดซิลล่า อย่างเป็นทางการ แล้วจะมีกลุ่มดาว อุลตร้าแมน ไหมหล่ะ?

Fermi กล้องโทรทรรศน์ร์รังสีแกมม่า เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบการปลดปล่อยรังสีแกมม่า

และ NASA ยังกล่าวอีกว่า “การปล่อยรังสีแกมม่าสามารถเกิดได้ในระบบดาราศาสตร์หลายๆ รูปแบบ มันอาจเกิดการปล่อยรังสีเมื่อดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หมดเชื้อเพลิง เกิดการควบแน่นด้วยมวลอันมหาศาลของตัวมันเอง หรือเมื่อดาวนิวตรอนสองดวงที่โคจรบิดเกลียวรอบกันและกัน จนรวมตัวกันเข้าเป็นหลุมดำ ทำให้เกิดการปล่อยลำของรังสีแกมม่าที่มีพลังงานรุนแรง และเป็นการระเบิดที่มีพลังงานรุนแรงในจักรวาล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในจักรวาลอันไกลโพ้น ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ตรวจจับปรากฏการณ์นี้คือกล้องโทรทรรศน์รังสีแกมม่าที่มีชื่อว่า Fermi”

ที่มา : https://news.thaiware.com/14840.html

 

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นอัจฉริยะ?

Child Genius

ย้อนไปเมื่อปี 1968 จูเลียน สแตนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเกี่ยวกับการวัดความรู้ความสามารถและกระบวนการทางความคิด ได้พบกับเด็กอัจฉริยะวัย 12 ปี ที่ได้เข้าไปเรียนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอบกินส์ ในสหรัฐฯ

เด็กคนนั้น โจเซฟ เบทส์ มีความฉลาดเฉลียวแต่ก็รู้สึกเบื่อหน่าย เพราะว่าเขาเรียนรู้ไปไกลเกินกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ จูเลียน สแตนลีย์ เริ่มงานวิจัยที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน 45 ปี โดยเขาศึกษาพัฒนาการของเด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ ซึ่งรวมถึง มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก และเลดี้ กาก้า

แล้ว โจเซฟ เบทส์ เมื่อเติบโตขึ้นมาแล้วเป็นอย่างไร? เขาทำได้ดีทีเดียว เขาจบปริญญาเอก สอนที่มหาวิทยาลัย และขณะนี้ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์

ส่วนสแตนลีย์นั้น ริเริ่มโครงการศึกษาเยาวชนผู้มีความฉลาดล้ำด้านคณิตศาสตร์ (Study of Mathematically Precocious Youth ) ที่ศูนย์ศึกษาเยาวชนผู้มีพรสวรรค์ (Center for Talented Youth) ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ซึ่งตามศึกษาพัฒนาการของเด็กกว่า 5,000 คน ซึ่งเป็นเด็กในสัดส่วน 1 เปอร์เซ็นต์ที่ทำคะแนนทดสอบด้านสติปัญญาได้สูงสุด

Google's Sergey Brin, Lady Gaga and Facebook's Mark Zuckerberg

ข้อเท็จจริงที่งานวิจัยที่เขาค้นพบย้อนแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าคนเราไม่ได้เก่งตั้งแต่เกิด แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน โดยนักวิจัยพบว่าหากคนเรามีความสามารถในทางรู้คิด (สามารถแก้ปัญหาและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง) ตั้งแต่วัยเยาว์ จะมีผลต่อความสำเร็จมากกว่าการฝึกฝน หรือเรื่องของสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เสียอีก

Joseph Bates

นักวิจัยเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมความสามารถทางสติปัญญาของเด็กตั้งแต่ยังเยาว์วัย อย่างไรก็ดี นักการศึกษาหลายคนชี้ว่าการพยายามผลักดันลูกให้เป็นอัจฉริยะก็อาจสร้างปัญหาทั้งในทางสังคม อารมณ์และจิตใจได้

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเฉลียวฉลาดและอยากให้ลูกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข งานวิจัยชิ้นนี้แนะว่า

1.เปิดโอกาสให้เด็กได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย

เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูงต้องการสิ่งใหม่ ๆ ที่จะคอยจูงใจพวกเขาเสมอ การเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้กับเด็กจะช่วยให้พวกเขารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างมั่นอกมั่นใจขึ้น

Two children playing

2.ฟูมฟักความสามารถและความสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี หรือการละคร การให้เด็ก ๆ ได้ค้นหาความสามารถของตนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้พวกเขาได้ฝึกทักษะต่าง ๆ อาทิ การอดทนปรับตัว อย่างไรก็ตาม ไม่ควรบังคับให้พวกเขาทำอะไรที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง

Child playing chess

3.สนับสนุนความต้องการทางสติปัญญาและอารมณ์

การสงสัยใคร่รู้เป็นหัวใจของการเรียนรู้ เด็ก ๆ ชอบถามคำถาม และการพยายามตอบคำถามเหล่านั้นเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ยิ่งเด็ก ๆ ถามคำถามประเภท “ทำไม” และ “อย่างไร” มากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น

Girl answering a question

4.ชื่นชมความพยายาม ไม่ใช่ความสามารถ

สนับสนุนให้เด็กมองเรื่องพัฒนาการ มากกว่าจดจ่อที่ผลลัพธ์ เด็กมักจะเลียนแบบพ่อแม่ในทุก ๆ เรื่อง และพ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องความพยายามที่จะเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภาษาใหม่ หรือการหัดขี่จักรยาน

Girl sitting in front of black board

5.อย่ากลัวความล้มเหลว

แนะให้เด็กมองความล้มเหลวว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระบวนการเรียนรู้ การเรียนรู้จากความล้มเหลวจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะจัดการปัญหาในครั้งต่อไปได้ดีขึ้น

6.อย่าตีตรา

การยกย่องว่าเด็กคนหนึ่ง “มีพรสวรรค์” อาจทำให้เขาถูกเพื่อนตีตัวออกห่าง นอกจากจะทำให้เขาโดนแกล้งได้แล้ว เขาอาจจะรู้สึกกดดันว่าจะทำให้ใครผิดหวัง

Child sitting in front of a computer

7.ร่วมมือกับครู

เด็กที่มีสติปัญญาดีเลิศมักต้องการเนื้อหาการเรียนรู้ที่ยากและมากกว่าเด็กทั่ว ๆ ไป เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองและครูต้องหาทางให้ความรู้เด็กมากกว่าที่ระบบการเรียนรู้แบบธรรมดาจะให้ได้

8.ให้ลูกทดสอบความสามารถ

หลักฐานจากการทดสอบด้านสติปัญญาจะช่วยให้กระบวนการในการขอให้โรงเรียนจัดเนื้อหาความรู้ให้เด็กเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษเป็นไปได้ง่ายขึ้น และการทดสอบนี้ก็อาจจะทำให้พ่อแม่ได้ทราบด้วยหากลูกมีปัญหาด้านการเรียนรู้ เช่น โรคดิสเล็กเซีย (ภาวะบกพร่องในการอ่านและเขียน) สมาธิสั้น และอุปสรรคทางอารมณ์หรือการปรับตัวเข้าหาสังคม

Child writing on blackboard

อะไรคือสัญญาณว่าลูกคุณมีพรสวรรค์

-ความจำดีเป็นพิเศษ

-เริ่มอ่านหนังสือได้เร็ว

-มีงานอดิเรกพิเศษ หรือมีความรู้ในเรื่องบางเรื่องอย่างพิเศษ

-รู้เรื่องราวของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก

-ถามคำถามตลอดเวลา

-มีความสามารถด้านดนตรี

-ชอบเป็นฝ่ายควบคุม

-สร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นเองเวลาเล่นเกมส์

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45828300

กรีนพีซจัด 10 อันดับแบรนด์ไทย-เทศ สร้างขยะพลาสติกมากสุด

_103793384_chanklangkanthonggreenpeace1

กรีนพีช เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผย 10 แบรนด์ต่างชาติและไทย ที่สร้างขยะพลาสติกมากที่สุด จาก “การตรวจสอบแบรนด์” หรือแบรนด์ออดิทว่าด้วยความรับผิดชอบต่อมลพิษพลาสติกครั้งแรกในไทย ขณะที่อาสาสมัครขจัดขยะชี้ ผู้ผลิตรวมทั้งผู้ขายยัดเยียดขยะพลาสติกให้ผู้บริโภคอย่างไร้ความรับผิดชอบ

นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมแถลงข่าวในหัวข้อ “ถึงเวลาหรือยัง ที่ผู้ผลิตจะมีความรับผิดชอบต่อมลพิษพลาสติก?” เปิดเผยรายชื่อแบรนด์ผู้ผลิตที่สร้างมลพิษพลาสติกมากที่สุด จากการเก็บขยะของอาสาสมัครกรีนพีซ ที่ชายหาดวอนนภา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2561 เนื่องในวันทำความสะอาดโลก หรือ World Clean-up Day

บรรยากาศงานแถลงข่าว โรงแรม VIC3

“การทำแบรนด์ออดิทครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการโจมตีแบรนด์ แต่เรากำลังนำเสนอข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ” ธารา ชี้แจง ก่อนเปิดเผยรายชื่อการจัดอันดับ แบ่งเป็นผู้ผลิตข้ามชาติ 5 แบรนด์ และผู้ผลิตในไทย 5 แบรนด์ เรียงตามปริมาณขยะพลาสติกที่พบมากที่สุด

5 อันดับแบรนด์ข้ามชาติ ที่สร้างขยะพลาสติกมากที่สุด
อันดับ 1 โคคาโคล่า
อันดับ 2 เป๊ปซี่โค
อันดับ 3 ยาคูลท์
อันดับ 4 ยูนิลีเวอร์
อันดับ 5 เนสท์เล่
5 อันดับแบรนด์ในประเทศ ที่สร้างขยะพลาสติกมากที่สุด
อันดับ 1 ดัชมิลล์
อันดับ 2 ซีพี กรุ๊ป
อันดับ 3 โอสถสภา
อันดับ 4 บริษัท เสริมสุข จำกัด
อันดับ 5 เครือสหพัฒน์

Source: Greenpeace

กรีนพีซ เป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วม Break Free From Plastic ที่เคลื่อนไหวในระดับโลก เพื่อเป้าหมายอนาคตที่ปลอดมลพิษพลาสติก ดังนั้น เพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตมีความรับผิดชอบต่อขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ของตน จึงยกระดับกิจกรรมทำความสะอาดตามพื้นที่และชายฝั่งทะเล ให้เป็นการตรวจสอบแบรนด์ไปในตัว และเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นการทำแบรนด์ออดิทครั้งแรกของไทยในด้านขยะพลาสติก “สัดส่วนขยะพลาสติกที่เราพบ ของผู้ผลิตในประเทศจะเยอะกว่าผู้ผลิตข้ามชาติ แต่ขยะที่เกิดจากผู้ผลิต 10 แบรนด์นี้ คิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ ของขยะพลาสติกกว่า 100 แบรนด์ที่เราพบ”

ชายหาดวอนนภา จ.ชลบุรี ในวันที่อาสาสมัครกรีนพีซลงพื้นที่เก็บขยะ

ภายหลังการแถลงข่าว บีบีซีไทย ได้สอบถามไปถึงแบรนด์ผู้ผลิตในไทยบางส่วน ที่อยู่ในการจัดอันดับของกรีนพีซ คือ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่ม อาทิ เอสท์โคลา, โออิชิ กรีนที, และน้ำดื่มคริสตัล, บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า รวมทั้ง โอสถสภาว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อรายงานของกรีนพีซ แต่จนถึงตอนนี้ บริษัทเหล่านั้นก็ยังไม่แสดงความเห็นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม จากการหาข้อมูลของบริษัทเหล่านี้ก็พบว่าบริษัทเหล่านี้ก็มีโครงการลดการใช้พลาสติกอยู่บ้าง อย่างเช่น บริษัท เสริมสุข ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำดื่มคริสตัล ได้เข้าร่วม “โครงการยกเลิกการใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (No plastic Bottle Cap Seal)” กับกรมควบคุมมลพิษ และยกเลิกการใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มตั้งแต่ 1 เม.ย. ปีนี้เป็นต้นมา ขณะที่ซีพีออลล์ ซึ่งเป็นเจ้าของเซเว่น อีเลฟเว่น มีแนวปฏิบัติคือ “ซื้อของชิ้นเล็กไม่รับถุงพลาสติก หรือ ซื้อของหลายชิ้นใส่รวมถุง” มาหลายปีแล้ว

แม้กระนั้นฝ่ายที่มีแนวคิดอนุรักษ์ธรรมชาติก็ยังเห็นว่าไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก โดยนายธารา ระบุว่า “เราไม่ได้บอกว่า ต้องยกเลิกการใช้พลาสติกทั้งหมด เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่เราอยากให้ผู้ผลิตลดการสร้างพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ที่ผมมองว่าไม่จำเป็น อาทิ หลอด ถุงพลาสติก และพลาสติกห่ออาหาร”

ผู้บริโภคกับพลาสติกจากร้านค้า

“ทุกครั้งที่เราซื้อบรรจุภัณฑ์ที่เป็นน้ำ เขาก็จะเอาหลอดพลาสติกให้เรา หลอดที่มีพลาสติกหุ้มอีกชั้น แปลว่า ซื้อสินค้าเดียว เราได้ขยะพลาสติกมา 3 ชิ้น” วรวัฒน สภาวสุ อาสาสมัครขจัดขยะใน กทม. แสดงความเห็นถึงการซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ ในเวทีแถลงข่าวของกรีนพีซ พร้อมบอกว่า ปัจจุบัน พกถุงผ้าอย่างเดียวไม่พอ ต้องพกกระบอกน้ำ ที่มีหลอด สแตนเลสติดอยู่ด้วย เพราะไม่ต้องการสร้างขยะพลาสติก

“นี่ยังไม่นับอาหารกล่องพลาสติก ที่พออุ่นในไมโครเวฟแล้ว เขาก็จะยื่นช้อนส้อมพลาสติก ที่มีพลาสติกห่อมาอีกที ยัดเยียดให้เราอีก ซึ่งสำหรับผม คิดว่ามันหนักหน่วงมาก” วรวัฒน์ โอดครวญ

วรวัฒน์ ที่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้ร่วมทำความสะอาดชุมชนบึงพระราม 9 และเก็บขยะได้กว่า 600 กิโลกรัม แสดงความเห็นว่า กรณีหลอดพลาสติกที่ร้านสะดวกซื้อเสนอให้กับลูกค้า สาขาเดียวยังพอว่า แต่ถ้าเป็นเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ขยายไปแล้วกว่าหมื่นสาขา และจะมากขึ้นอีกในอนาคต หากทำแบบเดียวกันหมด ปริมาณขยะจะมหาศาล ดังนั้น บริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าเป็นซีพีกรุ๊ปหรืออื่น ๆ ต้องเข้ามาเป็นส่วนร่วมแก้ปัญหา จึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรมและเป็นวงกว้าง

วรวัฒน สภาวสุ อาสาสมัครขจัดขยะ ถ่ายรูปกับขยะมหาศาลที่ชุมชนบึงพระราม 9 เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2561

อย่างไรก็ตามเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตเลือกใช้พลาสติกห่อหุ้มหลอดหรือช้อนส้อมให้อีกชั้นหนึ่งนั้น อาจจะมีส่วนมาจากความต้องการของผู้บริโภคเอง เนื่องจากเคยมีประเด็นถกเถียงกันในโลกออนไลน์ เมื่อปี 2558 ว่าหลอด และบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้ห่อด้วยพลาสติกมีความสกปรก และไม่มีทางรู้ได้แน่ชัดว่า ผ่านการทำความสะอาด ก่อนนำมาให้ผู้บริโภคใช้หรือไม่ ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการอาจต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค

ค่านิยมใช้แล้วทิ้ง

ผู้อำนวยการกรีนพีชประจำประเทศไทย สรุปว่า การตรวจสอบแบรนด์ครั้งนี้ ตอกย้ำถึงการผลิตและการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ที่ล้นเกิน กลายเป็นมลพิษพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ศักยภาพการรีไซเคิล และการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ Reuse ก็มีจำกัด ดังนั้น การประกาศเจตนารมย์ของผู้ผลิตต่าง ๆ ที่ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการรีไซเคิล จึงไม่พออีกแล้ว ต้องก้าวสู่การลดและเลิกผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นพลาสติก

อาสาสมัครกรีนพีซ กว่า 50 คน ร่วมกับเก็บขยะ

“ผมจำได้ว่านานมาแล้ว พอน้ำปลาหมด ผมก็เอาขวดไปเติม แต่สมัยนี้เป็นใช้แล้วก็ทิ้งไป แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ คือตัวสินค้า ไม่ใช่บรรจุภัณฑ์ ผมคิดว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกกำลังล้นโลกอย่างไม่จำเป็นเลย” ธารา ระบุ

วรานุช ทนุบำรุงสุข อาสาสมัครกรีนพีซ ที่เข้าร่วมการเก็บขยะเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ด้วย มองว่า สังคมไทยในปัจจุบัน กำลังสร้าง “ค่านิยมการใช้แล้วทิ้ง” จึงเรียกร้องสื่อ บล็อกเกอร์ และประชาชน ให้ช่วยประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนักรู้ถึงมลพิษพลาสติก

วรานุช ทนุบำรุงสุข อาสาสมัครกรีนพีซ ที่มาร่วมแถลงข่าวด้วย

“มันเหมือนกับการดูหนังครั้งเดียวแล้วจบ มันไม่ได้มีสื่อ หรือทำให้เราตระหนักว่าปัญหามีอยู่จริงอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายแล้ว เราก็กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิม เราก็ปฎิเสธแค่ถุงพลาสติก แต่กล่องอาหารก็ยังใช้” วรานุช กล่าว พร้อมชี้ว่า ไม่ได้มีแค่เต่าและวาฬ ที่เป็นเหยื่อของพลาสติก แต่มีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่ได้รับผลกระทบ มนุษย์เองก็ไม่เว้น

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/thailand-45810229

 

เทคนิคเร่งวิวัฒนาการเอนไซม์คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมี

_103687511_enzymespl

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

 ศ. ฟรานซีส เอช. อาร์โนลด์ นักวิจัยชาวอเมริกันจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค) รวมทั้ง ศ. จอร์จ พี. สมิธ จากมหาวิทยาลัยมิสซูรีของสหรัฐฯ และเซอร์ เกรกอรี พี. วินเทอร์ นักวิจัยชาวอังกฤษจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่เคยได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลประจำปี 2559 คือผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2018 ร่วมกัน จากผลงานการพัฒนาโปรตีนเช่นเอนไซม์และแอนติบอดีที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ พลังงาน อุตสาหกรรม รวมทั้งสิ่งแวดล้อม

ศ. อาร์โนลด์ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงคนที่ 5 ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี จะได้รับเงินรางวัลครึ่งหนึ่งจากผลงานคิดค้นเทคนิคเร่งวิวัฒนาการของเอนไซม์ให้เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ โดยสามารถควบคุมให้กระบวนการระดับโมเลกุลนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าในธรรมชาติได้หลายพันเท่า

_103687509_c1d93cba-19e5-439f-8012-effed17830c3

เอนไซม์นั้นเป็นโปรตีนซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีชนิดหนึ่ง แต่เอนไซม์ที่ได้จากเทคนิคของ ศ. อาร์โนลด์ จะมีความเสถียรและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเอนไซม์ที่พบได้ทั่วไป สามารถทำให้เกิดพันธะเคมีที่ไม่สามารถเป็นไปได้ตามธรรมชาติ และมีการนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตยารักษาโรค เชื้อเพลิงชีวภาพ หรือผงซักฟอกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เทคนิคดังกล่าวซึ่งเรียกว่า Directed evolution ทำได้โดยการนำชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่เกิดการกลายพันธุ์แบบสุ่ม ใส่เข้าไปในยีนผลิตเอนไซม์ที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากนั้นนำยีนที่ดัดแปลงแล้วไปใส่ในแบคทีเรีย ซึ่งมันจะใช้ยีนนั้นเป็นต้นแบบในการผลิตเอนไซม์ที่เกิดจากการกลายพันธุ์ออกมาหลาย ๆ แบบ

หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์จะนำเอนไซม์ดังกล่าวมาทดสอบและคัดเลือกเอาเอนไซม์ที่มีคุณภาพตามต้องการในรอบแรก ก่อนจะทำซ้ำกระบวนการทั้งหมดอีกหลายครั้ง ซึ่งเท่ากับเร่งให้เกิดการคัดเลือกตามทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน เร็วขึ้นนั่นเอง

ส่วน ศ. สมิธ และ ศ.วินเทอร์ ซึ่งจะร่วมกันครองรางวัลโนเบลสาขาเคมีอีกครึ่งหนึ่งนั้น มีผลงานในการพัฒนาเทคนิคที่เรียกว่า Phage display ซึ่งใช้ไวรัสชนิดที่เข้าไปอาศัยและแพร่พันธุ์ในเชื้อแบคทีเรีย (Bacteriophage) เป็นตัวผลิตแอนติบอดีชนิดใหม่ ๆ

_103687515_36065ae2-ea5d-46ee-ab0f-be7d41f172d0

แอนติบอดีนั้นเป็นโปรตีนที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันร่างกายใช้ต้านทานเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย การคิดค้นแอนติบอดีใหม่ ๆ ด้วยวิธีการนี้ นำไปสู่การผลิตยาหลายขนาน เช่น ยา Adalimumab ซึ่งได้รับอนุมัติในปี 2002 ให้ใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และโรคสะเก็ดเงิน ปัจจุบันยังมีการนำแอนติบอดีที่ผลิตได้จากเทคนิคนี้ไปใช้เป็นยาต้านพิษ รักษาโรคภูมิคุ้มกันต้านทานตนเอง และมะเร็งระยะลุกลามด้วย

เมื่อปีที่แล้ว ศ.วินเทอร์ ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลประจำปี 2559 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากผลงานการพัฒนาวิธีดัดแปลงโมเลกุลแอนติบอดีของหนู ให้เป็นโมเลกุลเสมือนแอนติบอดีในมนุษย์ ทำให้สามารถใช้ในการรักษาโรคในมนุษย์ได้

นักวิจัยทั้งสามจะแบ่งปันเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 32 ล้านบาท) ร่วมกัน ซึ่งพิธีมอบรางวัลประจำปีนี้จะมีขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45733884

 

รู้หรือไม่? มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์ที่มีแรงโน้มถ่วงสูงกว่าโลกมากๆ ได้

14676_18100214131583ในปี 2015 นาย Hafþór Júlíus Björnsson นักแสดงผู้ที่มีร่างกายกำยำแข็งแรงจากซีรี่ย์ Game of Thrones ได้ทำลายสถิติที่เก่าแก่ด้านความแข็งแกร่งของมนุษย์ ด้วยการก้าวเดินจำนวน 5 ก้าวโดยมีท่อนไม้หนัก 650 กิโลกรัมแบกอยู่บ่า

5

และสำหรับคนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ต้องบอกว่านี่เป็นความแข็งแกร่งระดับสุดยอดวีรบุรุษอย่างแท้จริง แต่ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ นี่คือการชี้วัดขีดจำกัดของความต้านทานต่อแรงโน้มถ่วงที่มนุษย์เราสามารถทนทานได้ และสิ่งนี้จะเป็นขีดจำกัดที่บอกเราว่า ดาวเคราะห์ดวงใดมีมวลมากเกินกว่าที่มนุษย์จะทำการสำรวจ หรือไปสร้างอาณานิคมอยู่บนนั้น (ดาวเคราะห์ที่มวลมากกว่าโลก นั่นหมายถึงมีแรงดึงดูดมากกว่าโลกนั่นเอง)

และข้อมูลที่ได้จากทีมนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Zagreb ในประเทศโครเอเชีย ระบุว่า เราไม่สามารถลงไปสำรวจดาวเคราะห์ที่มีมวลมากกว่าโลกเป็น 4 เท่า นักวิทยาศาสตร์ได้ตัวเลขนี้มาจากการคิดคำนวณเรื่อง การทนทานต่อการบีบอัดของกระดูกมนุษย์ ความทนทานของกล้ามเนื้อ และความสามารถในการรักษาสมดุลของร่างกายเพื่อการก้าวเดินในสภาวะแรงดึงดูดสูง

กระดูกของมนุษย์นั้นเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมที่น่าทึ่งมาก และเชื่อหรือไม่ว่า กระดูกหน้าแข้งของเรานั้นสามารถทนทานต่อแรงดึงดูดได้ถึง 90 เท่าของแรงดึงดูดโลก (หรือ 90 g.) และเกินกว่านี้กระดูกจะแตกเป็นชิ้นๆ

ซึ่งดูเหมือนเป็นระดับความต้านทานต่อแรงโน้มถ่วงที่แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว และทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปเมื่อเราไปอยู่บนดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ ที่มีมวลมากกว่าโลกมหาศาล แรงเครียดเชิงกลและภาวะการบิดจะเกิดขึ้นกับกระดูกของเรา ทำให้ความต้านทานต่อแรงโน้มถ่วงของมนุษย์เรา หล่นลงมาอยู่ที่ระดับแรง 10 g. เท่านั้น

และการเดินจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันทีบนดาวเคราะห์ที่มีแรงดึงดูดสูง เราชำนาญกับการเดินบนโลก ที่แรงโน้มถ่วงที่มีค่าเท่ากับ 9.8 นิวตันต่อมวลร่างกายที่มีหน่วยวัดเป็นกิโลกรัม นักฟิสิกส์อยากรู้ว่า ค่าแรงโน้มถ่วงที่มากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกลไกการเดินของมนุษย์หรือไม่ และแรงโน้มถ่วงที่ระดับใดที่รุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์จะก้าวเดินได้ ซึ่งกลไกการเดินด้วย 2 ขาของมนุษย์นั้นเป็นอะไรที่ซับซ้อนไม่น้อยเลย การเดินนอกจากจะเป็นการก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้ว ก็ยังเป็นการควบคุมความสมดุลของร่างกายให้หลุดพ้นจากสภาพของการล้มครั้งแล้วครั้งเล่า โดยการเหวี่ยงขานั้นก็เป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาสมดุลของร่างกายไม่ให้เราล้มลง และในระหว่างที่เดิน จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายจะเคลื่อนที่ขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา

นักฟิสิกส์ได้สร้างโมเดลจำลองการรักษาสมดุลของร่างกายในขณะก้าวเดิน โดยคำนึงถึงจังหวะการแกว่งของจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย กับจังหวะการแกว่งขา และสถิติของ Björnsson นักแสดงที่มีร่างกายกำยำในซีรี่ย์ Game of Thrones ก็เป็นตัวชี้วัดที่ดีถึงขีดจำกัดในการก้าวเดินในสภาวะแรงโน้มถ่วงสูงของมนุษย์

เมื่อรวบรวมมวลของท่อนซุงที่เขาแบกไว้ เข้ากับน้ำหนักตัวของเขา รวมถึงขนาดขาของเขา ทีมงานได้ประเมินว่าชายที่มีร่างกายกำยำแข็งแรงอย่าง Björnsson นั้นจะสามารถก้าวเดินได้อย่างเชื่องช้าบนดาวเคราะห์ที่มีแรงโน้มถ่วงเป็น 4.6 เท่าของโลก หรือ 4.6 g. นั่นเอง ในขณะที่หัวใจของเรายังคงทำงานได้ในสภาพแรงดึงดูดไม่เกินค่า 5 g. แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากคนเราไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนอย่าง Björnsson กันทุกคน ทำให้ทีมวิจัยสรุปแนวความคิดของพวกเขาเอาไว้ว่า มนุษย์อวกาศที่ได้รับการเทรนนิ่งเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกายมาเป็นอย่างดี นั้นจะสามารถลงทำการสำรวจบนดาวเคราะห์ที่มีแรงโน้มถ่วงอยู่ในช่วงระหว่าง 3 – 4 g. ได้ และไม่ควรเกินกว่านี้

ด้วยขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ทำให้สามารถตัดดาวเคราะห์หลายๆ ดวงออกไปจากรายการที่จะส่งมนุษย์ไปสำรวจได้เลย ในขณะที่ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ หรือ Exoplanet ที่มีขนาดใหญ่อย่างดาวที่มีชื่อว่า BD+20594b มันเป็นดาวยักษ์ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเป็นครึ่งหนึ่งของดาวเนปจูน แต่มีมวลใกล้เคียงกัน โดยบนพื้นผิวของดาวดวงนี้มีแรงโน้มถ่วงสูงกว่าโลกประมาณ 3 เท่า

เรามีข้อมูลมากพอที่จะระบุขนาดแรงโน้มถ่วงของ Exoplanet จำนวน 594 ดวง และจากข้อมูลขีดจำกัดต่อสภาพแรงโน้มถ่วงของมนุษย์ ทำให้เหลือดาวเพียง 422 ที่มนุษย์สามารถลงไปสำรวจได้ (โดยไม่นำข้อจำกัดเรื่องสภาพแวดล้อมของดาวแต่ละดวงมาพิจารณาร่วมด้วย)

ที่มา : https://news.thaiware.com/14676.html