คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-20 พงศธร ยี่ทอง

_103301160_spaceelevatorobayashicorp.

ญี่ปุ่นเตรียมทดสอบต้นแบบ “ลิฟต์อวกาศ” ครั้งแรกของโลก

 

ในสัปดาห์หน้า ทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นจะลงมือทดสอบความเป็นไปได้ของ “ลิฟต์อวกาศ” (Space Elevator) โดยใช้ต้นแบบขนาดย่อส่วนทดลองเคลื่อนที่ขึ้นลงระหว่างดาวเทียมจิ๋วสองดวงที่อยู่ในวงโคจรของโลก

ปฏิบัติการดังกล่าวถือว่าเป็นการทดลองการเคลื่อนที่แบบลิฟต์ในอวกาศครั้งแรกของโลก โดยในวันที่ 11 ก.ย. นี้จะมีการยิงจรวด H-2B จากศูนย์อวกาศทาเนะงะชิมะซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เพื่อนำอุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

จรวดจะปล่อยดาวเทียมจิ๋วทรงลูกบาศก์ 2 ดวง เพื่อทำหน้าที่เป็นสถานีต้นทางและปลายทางของลิฟต์อวกาศต้นแบบ โดยแต่ละด้านของดาวเทียมมีความกว้างเพียง 10 เซนติเมตรเท่านั้น

ส่วนลิฟต์อวกาศต้นแบบซึ่งเป็นกล่องบรรจุเครื่องยนต์ขนาดเล็ก จะทดลองเคลื่อนที่ขึ้นลงตามสายเคเบิลเหล็กกล้าความยาว 10 เมตรที่เชื่อมต่อระหว่างดาวเทียมจิ๋วทั้งสอง โดยมีกล้องภายในดาวเทียมคอยบันทึกภาพการทดสอบเอาไว้

ระบบลิฟต์อวกาศดังกล่าว ริเริ่มออกแบบและพัฒนาโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิซึโอกะ และบริษัทโอบะยะชิของญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีทั้งสองหน่วยงานได้ประกาศแผนการคิดค้นและก่อสร้างระบบลิฟต์อวกาศ โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้งานได้จริงภายในปี 2050

ตามแผนการดังกล่าว ส่วนฐานของลิฟต์อวกาศจะตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และจะก่อสร้างปล่องลิฟต์สูงขึ้นไปจนถึงสถานีอวกาศปลายทางที่ความสูง 35,000 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ซึ่งทำให้ผู้ใช้ลิฟต์จะต้องใช้เวลาเดินทางราว 9 วันกว่าจะไปถึงสถานีปลายทาง

ที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมองกันว่า ลิฟต์อวกาศที่สามารถขนส่งผู้คนและสิ่งของจากพื้นโลกขึ้นไปสู่อวกาศได้โดยตรง อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการยิงจรวด เนื่องจากประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า ทั้งเสียเวลาเตรียมการเดินทางและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ากันมาก

อย่างไรก็ตาม ความคิดเรื่องก่อสร้างระบบลิฟต์อวกาศที่มีมานานกว่า 100 ปีนั้น ทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ยาก เพราะมีข้อจำกัดมหาศาล ทั้งเรื่องวัสดุที่ใช้ซึ่งจะต้องมีน้ำหนักเบาและทนทานแข็งแกร่ง เพื่อให้ระบบลิฟต์ที่สูงเกินปกติรับน้ำหนักของตัวเองได้ ส่วนโครงสร้างของลิฟต์ต้องสามารถต้านทานต่อแรงโน้มถ่วงของโลกและแรงหนีศูนย์กลางที่มากระทำ รวมทั้งทนต่อสภาพอากาศรุนแรงบนโลกเช่นลมพายุได้ด้วย

 คลิก facebook

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-45422077

media-3270-5b3de41136b15

นักดาราศาสตร์จับภาพดาวเคราะห์แรกเกิด

เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว ที่นักดาราศาสตร์พยายามหาคำตอบว่า ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะกำเนิดขึ้นได้อย่างไร ทฤษฎีหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง มีชื่อว่า “สมมุติฐานเนบิวลา″ ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ รวมถึงวัตถุอื่นทั้งหมดในระบบสุริยะ มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มของฝุ่นในอวกาศเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ความโน้มถ่วงร่วมของฝุ่นทั้งหมดพาให้มันค่อย ๆ ไหลมาเกาะกันเป็นก้อนที่ใจกลาง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่เหลือจากการสร้างดวงอาทิตย์ก็ยังคงโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยเกาะกลุ่มกันเป็นแผ่นดูคล้ายจาน ต่อมาวัสดุในจานนี้ก็มีการจับกันเป็นก้อนและพอกพูนจนใหญ่ขึ้นเป็นดาวเคราะห์ จานรอบดาวนี้จึงเรียกว่า จานกำเนิดดาวเคราะห์ 

แม้จะฟังดูเข้าที แต่ถ้าจะพิสูจน์ว่าถูกต้องหรือไม่ต้องมีหลักฐานสนับสนุน ด้วยความสามารถของกล้องโทรทรรศน์ยุคใหม่ ช่วยให้นักดาราศาสตร์ถ่ายภาพวงแหวนฝุ่นที่ล้อมรอบดาวฤกษ์เกิดใหม่ได้หลายแห่ง การพบวงแหวนฝุ่นช่วยสนับสนุนทฤษฎีนี้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่อาจชี้ขาดได้ว่าทฤษฎีนี้ถูกต้อง เพราะภาพถ่ายไม่ชัดเจนพอที่จะแสดงภาพของดาวเคราะห์ที่กำลังเกิดอยู่ภายในจานฝุ่นนั้น ถ้าจะให้ชัดเจนจริง ๆ ต้องได้ภาพจุดดาวเคราะห์ที่กำลังอยู่ในจานกำเนิดดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์

บัดนี้ สิ่งนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนักดาราศาสตร์จากยุโรปคณะหนึ่ง ที่มีสมาชิกทั้งจากสถาบันดาราศาสตร์มักซ์พลังก์และหอสังเกตการณ์กับมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง ได้ศึกษาภาพถ่ายดาวฤกษ์ดวงหนึ่งชื่อ พีดีเอส 70 (PDS 70) จากคลังภาพที่ถ่ายในย่านอินฟราเรดใกล้ที่ถ่ายโดยสเฟียร์ (SPHERE) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในกล้องวีแอลที และจากกล้อง เอ็นไอซีไอ (NICI–Near-Infrared Coronagraphic Imager) บนกล้องเจมิไนใต้

ด้วยการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ นักดาราศาสตร์คณะดังกล่าวจึงได้ภาพที่เหลือเชื่อของดาวเคราะห์ชื่อ พีดีเอส 70 บี (PDS 70b) ที่กำลังโคจรรอบดาวฤกษ์ โดยที่ตัวเองยังอยู่ในจานกำเนิดดาวเคราะห์ อยู่ห่างจากดาวแม่ราว 22 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ พันล้านกิโลเมตร ใกล้เคียงกับระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงดาวยูเรนัส

ดาวพีดีเอส 70 เป็นดาวชนิดทีวัว (T Tauri) มวลต่ำ อยู่ในกลุ่มดาวคนครึ่งม้า ห่างจากโลกประมาณ 370 ปีแสง

จากการวัดความสว่างของ พีดีเอส 70 บี ในย่านความถี่ต่าง ๆ ด้วยสเฟียร์ จึงทราบว่าดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นดาวยักษ์แก๊สมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีประมาณ เท่า อุณหภูมิพื้นผิวราว 1,000 องศาเซลเซียส จึงจัดเป็นดาวเคราะห์ต่างระบบประเภท “พฤหัสร้อน” 

ไม่เพียงแต่ได้ภาพของดาวเคราะห์เท่านั้น ยังพบว่าดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ “เซาะ” จานกำเนิดดาวเคราะห์ที่มันอาศัยอยู่จนเป็นโพรงว่าง นั่นหมายความว่าดาวพีดีเอส 70 บี ยังคงโคจรอยู่ในระยะเดิมนับตั้งแต่กำเนิดขึ้นมา และน่าจะยังอยู่ในช่วงของการสะสมพอกพูนวัสดุให้ใหญ่และหนักขึ้น หรือกล่าวได้ว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี

นักดาราศาสตร์เคยพบช่องว่างในจานกำเนิดดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์ดวงอื่นมาก่อนแล้วหลายแห่ง ซึ่งคาดว่าช่องว่างเหล่านั้นเกิดจากการกระทำของดาวเคราะห์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ภายในจาน แต่ก็ไม่เคยมีหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน จนกระทั่งครั้งนี้

 

http://thaiastro.nectec.or.th/news/3270/

cegrab-20151205-160539-164-1-736x414

พลูโตก็มีเนินทราย

รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
เมื่อปี 2558 ยานนิวเฮอไรซอนส์ได้พุ่งเข้าเฉียดดาวพลูโต นับเป็นครั้งแรกที่มียานไปสำรวจดาวเคราะห์แคระดวงนี้จากระยะใกล้ ยานได้ส่งข้อมูลสำคัญของดาวพลูโตกลับมามากมาย ทั้งด้านพื้นผิว องค์ประกอบ บรรยากาศ และระบบดาวบริวาร รวมถึงภาพ “หัวใจพลูโต” ที่น่าตราตรึง ซึ่งเป็นทุ่งราบน้ำแข็งกว้างใหญ่ชื่อว่า ที่ราบสปุตนิกสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าดาวพลูโตมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะเป็นอย่างมาก

แต่ในความแตกต่างนั้น นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกับบนโลกอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อสังเกตเห็นว่าบนดาวพลูโตมีเนินทรายที่เรียงกันเป็นริ้วขนานกันคล้ายกับที่พบในทะเลทรายบนโลก

บนโลก เนินทรายเกิดขึ้นจากลมพัดให้ทรายก่อตัวกันเป็นสันซ้อนเรียงกันไป  ซึ่งพบได้ตามทะเลทราย ชายหาด นอกจากนี้ยังพบสิ่งคล้ายเนินทรายแบบนี้ได้ตามก้นแม่น้ำและที่ราบตะกอนน้ำพา ซึ่งในกรณีหลังนี้เกิดจากกระแสน้ำ แต่ไม่ว่าจะเกิดจากลมหรือน้ำก็มีกลไกพื้นฐานเหมือนกัน คืออนุภาคของแข็งจำนวนมากถูกพัดพาโดยมีของไหลเป็นตัวกลาง นอกจากบนโลกแล้ว เนินทรายยังพบได้บนดาวอังคาร ดวงจันทร์ไททัน พบได้แม้แต่ดาวหาง 67 พี/ชูรูยมอฟ-เกราซีเมนโค

และล่าสุดก็พบบนดาวพลูโตด้วย โดยพบอยู่บนที่ราบสปุตนิก ซึ่งเป็นที่ราบที่เป็นซีกตะวันตกของบริเวณทอมบอก์หรือ “หัวใจพลูโต” ที่นี่คือทุ่งน้ำแข็งกว้างใหญ่ พื้นผิวน้ำแข็งที่นี่มีลักษณะคล้ายเกล็ดรูปหลายเหลี่ยม แต่ละเกล็ดกั้นแบ่งด้วยคู ซึ่งลักษณะดังกล่าวบ่งชี้ว่าเป็นผลจากกระบวนการพาของพื้นผิว

บนโลก เนินทรายตามขวางเกิดจากกระแสลม แล้วเนินทรายที่พบบนดาวพลูโตเกิดจากกระบวนการแบบเดียวกันหรือไม่ ในการไขปัญหานี้ คณะนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดย มัททิว เทลเฟอร์ จากมหาวิทยาลัยพลีเมาท์  ได้สร้างแบบจำลองขึ้นมาโดยพิจารณาถึงองค์ประกอบที่เป็นไปได้ของเม็ดทรายบนพลูโต ผลสรุปออกมาว่าฝุ่นนั้นจะต้องเป็นมีเทนหรือไนโตรเจนแข็งจึงจะมีโอกาสจับกันเป็นเม็ดขนาดเท่าเม็ดทรายได้ซึ่งใหญ่พอจะให้ลมพัดพาจนเกิดเนินตามขวาง จากนั้นจึงสร้างแบบจำลองของลมบนดาวพลูโต ซึ่งพบว่าลมบนดาวเคราะห์แคระดวงนี้จะแรงที่สุดเมื่อพัดลงเนินเขาที่รายล้อมอยู่ตามชายขอบของที่ราบสปุตนิก

อย่างไรก็ตาม แบบจำลองยังแสดงว่าแม้ลมที่แรงที่สุดบนพลูโตก็ไม่น่าจะแรงพอที่จะพัดพา “เม็ดทราย” ต่าง ๆ บนพื้นผิวให้เคลื่อนที่จนเกิดเป็นลอนคลื่นได้ จึงเชื่อว่าจะต้องมีปัจจัยอื่นมาช่วยเสริมให้เกิดการพัดพา ซึ่งนักดาราศาสตร์คณะนี้พบว่าสิ่งนั้นคือการระเหิดนั่นเอง การระเหิดคือการที่สสารเยือกแข็งเปลี่ยนสถานะไปเป็นแก๊สโดยตรงโดยไม่ละลายก่อน เมื่อน้ำแข็งบนผิวดาวพลูโตได้รับแสงอาทิตย์จะระเหิดออกเป็นไอ กลไกการระเหิดทำให้เกิดแรงยกขึ้นซึ่งมากพอที่จะทำให้เม็ดอนุภาคเยือกแข็งนั้นลอยขึ้นจากพื้นได้ เมื่อมีลมพัดมาก็จะปลิวไปได้โดยง่าย เกิดกระบวนการพัดพาและสร้างเป็นระลอกคลื่นขึ้นมาได้

การค้นพบนี้นอกจากจะแสดงว่าดาวพลูโตก็มีบางสิ่งคล้ายโลกแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าดาวพลูโตมีพลวัตมากอย่างเหลือเชื่อแม้จะอยู่ไกลถึงสุดขอบระบบสุริยะ การทำความเข้าใจถึงกลไกการเกิดเนินทรายบนในสภาพแวดล้อมของดาวพลูโตช่วยจะให้นักวิทยาศาสตร์ตีความภูมิลักษณ์ที่พบบนวัตถุอื่นในระบบสุริยะได้ดียิ่งขึ้น

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1865309426867201

ที่มา http://thaiastro.nectec.or.th/news/3250/