คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-18 วัชราภรณ์ ดิลกศรี ชนิดา ทองนาค ญาดา พิมพาภรณ์ ยลดา ชูรัตน์

ปลาคิลลี่ฟิช’ กลายพันธุ์ตัวเอง เพื่อให้ทนสารเคมี 8,000 เท่า

1535950382701

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1964676836930459

นักวิจัยค้นพบปลาสายพันธุ์พิเศษที่หากินใกล้บริเวณริมชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา จากการปล่อยสารเคมีลงแหล่งน้ำ ทำให้พวกมันต้องวิวัฒนาการตัวเองให้ต้านทานสารเคมีกว่า 8,000 เท่า เมื่อเทียบกับปลาทั่วๆ ไป

ปลาตัวจิ๋วๆ แต่ทนทายาด ‘ปลาคิลลี่ฟิช’ (Killifish) ที่อาศัยในฝั่งมหาสมุทรแอทแลนติก ต้องอยู่ในน่านน้ำที่เต็มไปด้วยมลภาวะจากแหล่งอุตสาหกรรมของ ‘อ่าวนวร์ก’ (Newark Bay) แต่นักวิจัยพบว่า พวกมันกำลังมีกระบวนการ ‘กลายพันธุ์’ (Mutation) โดยทนต่อสารเคมีในน้ำได้สูงกว่าปลาสายพันธุ์อื่นๆ

จากการที่ต้องทนอยู่ในน่านน้ำที่เต็มไปด้วย ไดอ๊อกซิน โพลีคลอริเนตไบฟีนิล (PCB) และสารโลหะหนักต่างๆ หากเป็นปลาสายพันธุ์อื่นๆ คงว่ายน้ำหงายท้องแล้ว แต่ปลาคิลลี่ฟิชสามารถทนต่อสารเคมีอันตรายได้มากกว่าปกติถึง 8,000 เท่า

การกลายพันธุ์ที่ว่า ทำให้ปลาพัฒนายีนพิเศษปิดกั้นเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายจากสารเคมี แม้พวกมันจะดิ้นรนอยู่ได้ แต่ในมุมมองนักพิษวิทยานั้น ‘มันไม่ใช่ข่าวดีเลย

 

ที่มา – science.sciencemag.org

รัสเซีย ตามหาขีปนาวุธพลังงานนิวเคลียร์ที่สูญหายไปในทะเลเมื่อปีที่แล้ว และการเก็บกู้อาจไม่ง่าย

รัสเซีย ตามหาขีปนาวุธพลังงานนิวเคลียร์ที่สูญหายไปในทะเลเมื่อปีที่แล้ว และการเก็บกู้อาจไม่ง่าย

รัฐบาลมอสโกกำลังตามหาขีปนาวุธนำวิถีพลังงานนิวเคลียร์ ที่สูญหายไปในระหว่างการทดสอบเมื่อปีที่แล้ว ตามการรายงานของสื่อ CNBC

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่านประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย Vladimir Putin ประกาศว่ารัสเซียได้พัฒนาขีปนาวุธนำวิถีระยะไกลที่ใช้พลังานนิวเคลียร์ในการขับเคลื่อน คุณ Hans Kristensen ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์ของ Federation of American scientists กล่าวว่า “ด้วยความได้เปรียบของพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้ขีปนาวุธนี้มีพลังงานพอสำหรับการบินไปโจมตีเป้าหมายบนตำแหน่งใดๆ ของโลกได้ตามต้องการ แม้ป้ายหมายนั้นจะอยู่ไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่งก็ตาม”

รัสเซีย ตามหาขีปนาวุธพลังงานนิวเคลียร์ที่สูญหายไปในทะเลเมื่อปีที่แล้ว และการเก็บกู้อาจไม่ง่าย

Vladimir Putin ประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย

โดยอ้างอิงจากแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลกับ CNBC ระบุว่า การทดสอบปล่อยขีปนาวุธทั้ง 4 ครั้งจบลงด้วยการที่ขีปนาวุธร่วงลงก่อนถึงเป้าหมาย และในตอนนี้รัฐบาลมอสโก กำลังออกตามหาขีปนาวุธลูกหนึ่งที่ตกลงในทะเลแบเร็นตส์ทางตอนเหนือของรัสเซีย

คุณ Joshua Pollack ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมอาวุธแห่งสถาบัน Middlebury Institute of International Studies ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “ขีปนาวุธไม่ได้ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ มันเพียงใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการขับเคลื่อน”

การค้นหาขีปนาวุธในห้วงมหาสมุทรที่กว้างใหญ่นั้นจะเป็นไปได้หรือ? ก็ต้องบอกว่าในบางครั้งจะมีการติดตั้งตัวส่งสัญญาณไปกับขีปนาวุธที่ทำการยิงทดสอบ ทำให้สามารถรับรู้ตำแหน่งของมันได้ แต่การติดตั้งตัวส่งสัญญาณก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือทำให้สามารถตามหามันได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เสียข้อคือ สัญญาณที่ปล่อยออกมาอาจถูกเรือดำน้ำของศัตรูที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงดักจับสัญญาณได้ ทำให้ขีปนาวุธอาจโดนขโมยได้ แต่ถ้าเกิดว่าไม่มีการติดตั้งตัวส่งสัญญาณ พวกเขาก็จะเพียงรู้ตำแหน่งของขีปนาวุธอย่างคร่าวๆ และต้องใช้กองเรือจำนวนมากในการค้นหา รวมถึงการใช้โดรนใต้น้ำเพื่อปล่อยคลื่นสัญญาณ และตรวจจับสัญญาณในรูปแบบเฉพาะตัวที่สะท้อนกลับมา เพื่อระบุตำแหน่งของขีปนาวุธที่จมอยู่ก้นมหาสมุทร

และเมื่อรู้ตำแหน่งของขีปนาวุธแล้ว ก็ต้องมียานพาหนะในการงมหามัน อาจเป็นเรือดำน้ำที่มีแขนพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อการกู้ซาก จากนั้นก็ค่อยๆ ทำการยกขีปนาวุธขึ้นอย่างช้าๆ จากนั้นก็ยกขึ้นเรือ และจัดเก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ แต่ด้วยความที่ขีปนาวุธนี้ใช้พลังงานนิวเคลียร์ คำถามที่ตามมาก็คือ จะมีการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีหรือไม่? มีการรั่วไหลที่ใต้ท้องมหาสมุทรหรือไม่? หรือขีปนาวุธยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และรัสเซียสามารถเก็บกู้มันได้โดยไม่มีการรั่วไหล

และถ้ามีการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี จะทำให้การเก็บกู้มีความซับซ้อนขึ้นหรือไม่? ถ้ามีการรั่วไหล แน่นอนว่ามันจะเป็นขีปนาวุธที่มีการปนเปื้อน ในตอนที่มันจมอยู่กัมมันตภาพรังสีจะเจือจางอยู่ในน้ำทะเลจำนวนมหาศาล แต่ถ้ามีการเก็บกู้ขึ้นมา ความรุนแรงของการรั่วไหลก็จะขึ้นอยู่กับรูปแบบของธาตุกัมมันตรังสีที่เลือกใช้

และจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสถานการณ์ของการกู้ขีปนาวุธลูกนี้เป็นอย่างไร แต่พอจะคาดเดาได้ว่ามีธาตุกัมมันตรังสีจำนวนหนึ่งอยู่ในขีปนาวุธ และถ้ามีรอยแตกหรือโครงสร้างของเครื่องยนต์ถูกทำลาย ก็จะทำให้ทีมงานเก็บกู้มีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจากการได้รับกัมมันตรังสี ทำให้การเก็บกู้มีความท้าทายและยากขึ้นไปอีก

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจทางการทหารของรัสเซียที่ทั่วโลกจับตามอง และแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของรัสเซียในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารที่ไม่น้อยหน้าชาติใดในโลกเลย
ที่มา : www.theverge.com

นักวิจัยพยายามพัฒนาหุ่นยนต์ให้แก้ไขความผิดพลาดในการทำงานด้วยตัวเอง

หุ่นยนต์หลายตัวในโรงงานประกอบรถยนต์ทำงานได้อย่างรวดเร็วกว่าเเละถูกต้องแม่นยำกว่ามนุษย์ เเละไม่เคยต้องหยุดพักอีกด้วย แต่หากทำงานผิดพลาด หุ่นยนต์เหล่านี้จะไม่เข้าใจถึงความผิดพลาด เเละไม่สามารถกลับไปแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้

เฺฮนนี่ แอดโมนี่ รองศาสตราจารย์ด้านหุ่นยนต์ ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน กล่าวว่า การเข้าใจความผิดพลาดและการแก้ไขเป็นงานที่ยากสำหรับหุ่นยนต์ เพราะต้องใช้ข้อมูลบริบทในระดับที่ยังไม่สามารถพัฒนาได้ในหุ่นยนต์

รองศาสตราจารย์แอดโมนี่และทีมงานวิจัยซึ่งเป็นนักศึกษาของเธอ กำลังพยายามโปรแกรมให้หุ่นยนต์ชื่อ Baxter ทดลองทำงานเป็นพนักงานร้านของชำ ทำหน้าที่ช่วยหยิบสินค้าใส่ถุง และทีมงานใช้กล้องถ่ายภาพมาตรฐานร่วมกับกล้องถ่ายภาพเเสงอินฟราเรด เพื่อช่วยให้หุ่นยนต์ Baxter จดจำสิ่งของต่างๆ ได้

รองศาสตราจารย์แอดโมนี่ กล่าวว่า ส่วนที่น่าสนใจมากที่สุดไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการรับรู้เเละเข้าใจในงานที่ทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หุ่นยนต์สามารถนำข้อมูลที่เข้าใจไปใช้งานด้านเหตุผลอย่างไร

แต่ก็เกิดคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมทีมนักวิจัยจึงไม่รวมเอาความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด เเละวิธีการแก้ไข เข้าไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมหุ่นยนต์เสียตั้งเเต่ต้น

ต่อเรื่องนี้ รองศาสตราจารย์แอดโมนี่กล่าวว่า การรวมเอาข้อผิดพลาดเเละทางแก้เข้าไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของหุ่นยนต์ไม่มีประสิทธิผลเสมอไปเพราะความผิดพลาดยังมีโอกาสอาจหลุดรอดการทำงานของหุ่นยนต์ไปได้เเละเมื่อเจอกับสถานการณ์ใหม่ หุ่นยนต์ต้องพยายามเข้าใจงานใหม่ตรงหน้า เเละจะต้องตั้งข้อจำกัดใหม่เกี่ยวกับข้อผิดพลาดทั้งหมดอีกครั้ง

มาถึงขณะนี้ ทีมนักวิจัยกำลังพยายามศึกษาให้เข้าใจว่าหุ่นยนต์นำข้อมูลไปใช้อย่างไร แปลความหมายข้อมูลอย่างไร เพื่อช่วยให้ใช้งานได้ถูกต้องอย่างที่ทีมงานต้องการ

รองศาสตราจารย์แอดโมนี่ กล่าวว่าไ อเดียนี้อาจฟังดูเป็นนามธรรม เพราะขณะที่คนเราทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่หุ่นยนต์ต้องพึ่งระบบการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยให้สามารถทำงานได้ตามแบบที่คนเราทำ

โครงการนี้นานสี่ปี และเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยบริกแฮม ยัง (Brigham Young University) มหาวิทยาลัยเทิร์ฟส (Tufts University) และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแมสสาชูเซ็ทส์ (University of Massachussetts)

รองศาสตราจารย์ เฺฮนนี่ แอดโมนี่ หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 10-15 ปี ในการพัฒนาหุ่นยนต์ให้เข้าใจเเละแก้ไขความผิดพลาดของตนเองได้

https://www.voathai.com/a/tech-slef-assessing-robots/4525210.html

5 เรื่องการเมืองที่คนเรียนรู้ได้จากชิมแปนซี

Chimpanzee with fingers in its ears

คลิก facebook

ศ.เจมส์ ทิลลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ในอังกฤษ ได้ศึกษาเรื่องการช่วงชิงอำนาจในหมู่สัตว์ที่เป็นญาติใกล้ชิดกับคนเราอย่างลิงชิมแปนซี และพบเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการเมืองที่มนุษย์อย่างเราสามารถเรียนรู้ได้จากพวกมัน

1. เก็บเพื่อนไว้ใกล้ ๆ แต่เก็บศัตรูไว้ให้ใกล้ยิ่งกว่า

Two chimpanzees, sitting on sand,Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพคุณต้องพร้อมที่จะหันหลังให้เพื่อนแล้วอ้าแขนรับศัตรูได้เสมอ

การเมืองของลิงชิมแปนซีคือเครือข่ายของพันธมิตรที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการที่จะขึ้นสู่จุดสูงที่สุด คุณต้องพร้อมที่จะหันหลังให้เพื่อนแล้วอ้าแขนรับศัตรูได้เสมอ โดยการสร้างพันธมิตรที่ว่านี้ของชิมแปนซี ส่วนใหญ่มีขึ้นเพื่อความสะดวกสบาย ไม่ใช่เพื่อมิตรภาพ

2. การสร้างพันธมิตร จงเลือกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่คนแข็งแกร่งกว่า

Two smiling chimpanzees sitting on a tree with arms crossedImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพพันธมิตรที่อ่อนแอเท่า ๆ กัน หมายถึงการแบ่งผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม

ชิมแปนซีมักสร้าง “แนวร่วมเพื่อชัยชนะโดยมีสมาชิกน้อยที่สุด” (minimal winning coalitions) นั่นหมายความว่าลิงที่อ่อนแอ 2 ตัว จะรวมกลุ่มกันสู้กับลิงที่แข็งแรงกว่า 1 ตัว มากกว่าจะเป็นการจับกลุ่มกันระหว่างลิงอ่อนแอกับลิงที่แข็งแรง

ศ.ทิลลีย์ ชี้ว่า พฤติกรรมเช่นนี้ของลิงมีความสมเหตุสมผล เพราะหากลองคิดว่า ถ้าเราจับกลุ่มกับคนที่อ่อนแอ เราก็จะได้เปรียบกว่าเวลาที่ต้องแบ่งผลประโยชน์กันเมื่อเทียบกับการที่เราจับคู่กับคนที่แข็งแรงกว่า

3. การเป็นที่ยำเกรงเป็นเรื่องดี แต่จะยิ่งดีกว่าถ้าได้เป็นที่ชื่นชอบ

Chimpanzees sitting on a rockImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพชิมแปนซีใช้วิธีแจกจ่ายอาหารในการซื้อแรงสนับสนุนจากสมาชิกในฝูง

จ่าฝูงลิงชิมแปนซีอาจเป็นตัวที่มีนิสัยน่ากลัวดุร้ายและควบคุมลิงในฝูงด้วยพละกำลัง แต่จ่าฝูงเหล่านี้มักอยู่ได้ไม่นาน

การจะเป็นจ่าฝูงลิงชิมแปนซีที่ประสบความสำเร็จ จะต้องหาแรงสนับสนุนให้ตนเองและแนวร่วมจากลิงส่วนใหญ่ในฝูง และการเป็นผู้นำที่อ่อนโยนแต่หนักแน่นในคนเดียวกันถือเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้

4. การเป็นที่ชื่นชอบเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งกว่าหากสามารถแจกจ่ายผลประโยชน์ให้สมาชิกในฝูง

Three chimpanzees sit in a group appearing to have a meetingImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพนี่สำหรับพวกนายเพื่อนยาก

จ่าฝูงที่กุมอำนาจได้ยาวนานที่สุด คือตัวที่สามารถครอบครองทรัพยากรและใช้ทรัพยากรเหล่านั้นซื้อใจและการสนับสนุนจากสมาชิกในฝูง

ในรายการวิทยุ In Analysis: Primate Politics ของบีบีซี เราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับจ่าฝูงที่อยู่ในอำนาจได้นาน 12 ปี จากการแจกจ่ายเนื้อที่ล่ามาได้ให้แก่สมาชิกในฝูง

5. ภัยจากภายนอกอาจช่วยค้ำจุนการสนับสนุนภายในกลุ่ม (หากเป็นภัยจริง)

Chimpanzee family is sitting in a treeImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพไม่มีอะไรจะสร้างความสามัคคีในกลุ่มได้เท่ากับการเผชิญภัยคุกคามจากนอกฝูง

เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก ฝูงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะเกาะกลุ่มกันโดยที่ลืมความขัดแย้งที่เคยมีในอดีต

แต่เป็นที่น่าสนใจว่าไม่มีหลักฐานมากนักที่สนับสนุนพฤติกรรมเช่นนี้ในมนุษย์ กรณีที่ผู้นำจงใจก่อสงครามขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาวุ่นวายภายในประเทศ เว้นเสียแต่เป็นภัยรุนแรงที่คาดไม่ถึง เช่น เหตุวินาศกรรม 9/11

https://www.bbc.com/thai/features-45270930

อย.เตือน “Royal Jelly 2180” อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง-นำเข้าผิดกฎหมาย

อย.เตือน “Royal Jelly 2180” อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง-นำเข้าผิดกฎหมาย

นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Royal Jelly 2180 (นมผึ้ง) ทางเว็บไซต์ชื่อ http://www.auswelllife-awl.com/

อย. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบโฆษณาดังกล่าว พบข้อความโอ้อวดสรรพคุณ เช่น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิง ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง และอื่นๆ

ซึ่งข้อความเหล่านี้เป็นการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. และเป็นการโฆษณาหลอกลวงโอ้อวดเกินจริง โดยจากการสืบค้นข้อมูลในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ไม่พบข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ยาในชื่อดังกล่าวแต่อย่างใด รวมทั้งผลิตภัณฑ์มีการแสดงฉลากเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการนำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลียโดยไม่ได้รับอนุญาต

พร้อมกันนี้ อย. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ณ สถานที่นำเข้า และสถานที่จำหน่าย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าสถานที่ดังกล่าวมีลักษณะรกร้าง ไม่แสดงป้ายเลขที่บ้าน ทั้งนี้ อย. อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเพื่อประกอบการดำเนินคดีลงโทษตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งในเรื่องการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์และการขายผลิตภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมไปถึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบหาตัวผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ต่อไปด้วย

ที่มา:https://www.sanook.com/news/7478694/

คนสุโขทัยเชื่อ “ต้นอังกาบหนู″ สมุนไพรวิเศษรักษามะเร็งได้ วอนรัฐวิจัยด่วน

คนสุโขทัยเชื่อ "ต้นอังกาบหนู" สมุนไพรวิเศษรักษามะเร็งได้ วอนรัฐวิจัยด่วน

“เจ้าอาวาส-ผอ.รร.” ยัน คนสุโขทัยกิน “ต้นอังกาบหนู” หายป่วย 13 ราย เชื่อเป็นสมุนไพรเทวดารักษามะเร็งได้ วอนรัฐวิจัยด่วน

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1936165769781566

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ นายพิภพ ไขแจ้ง อายุ 60 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์ หมู่ 5 ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ได้ออกมาเปิดเผยถึงสรรพคุณของ “ต้นผ่าด้าม” ที่ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศได้เป็นอย่างดี ถึงขั้น “ไวอะกร้า” ยังต้องเรียกพี่

ล่าสุด นายพิภพ ไขแจ้ง ได้ออกมาเปิดเผยอีกว่า ยังมีพืชสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่สรรพคุณน่าทึ่งยิ่งกว่า เพราะสามารถรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้หายได้ เพียงแค่เด็ดกิ่งก้านใบมาต้มดื่มเหมือนน้ำชา โดยกินติดต่อกันไม่กี่เดือนก็จะเห็นผลทันที พืชที่ว่านั้นก็คือ “ต้นอังกาบหนู” ซึ่งมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า เขี้ยวแก้ง เขี้ยวเนื้อ อังกาบ มันไก่ เป็นต้น ลักษณะของอังกาบหนู เป็นไม้พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร ลำต้นเกลี้ยง มีหนามยาวรอบข้อ ออกดอกสีเหลืองตามซอกใบ และปลูกง่ายมาก

นายพิภพ บอกว่า “เมื่อหลายปีที่แล้วป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 2 เพราะสูบบุหรี่จัด และยาปัจจุบันก็ไม่มีรักษา เลยลองหันมาพึ่งพาพืชสมุนไพรพื้นบ้าน โดยพระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ จ.สุโขทัย แนะนำให้เอายอดใบต้นอังกาบหนูที่มีปลูกอยู่ในวัดไปต้มดื่มกินเช้า กลางวัน เย็น ปรากฏว่าแค่เดือนเดียว อาการหายใจติดขัด เจ็บหน้าอก ปวดหลัง ก็หายทันที พอถึง 3 เดือนไปเอกซเรย์ปอดที่กรุงเทพฯ ก็พบว่าจุดดำเริ่มจางลง และหายไปในที่สุด”

นายพิภพ บอกอีกว่า นอกจากตัวเองกินหายแล้ว ยังมีเพื่อนชื่อแดง ชาว อ.ศรีสำโรง อีกคน ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย เขาให้กลับมาตายที่บ้าน จึงแนะนำให้ลองกินต้นอังกาบหนู ปรากฏว่าผ่านไป 1 เดือน อาการท้องแข็งโตเหมือนคนใกล้คลอดก็ยุบลงอย่างเห็นได้ชัด พอกินมาได้ 6 เดือน ท้องที่เคยโตก็ยุบและหายเป็นปกติ ผ่านมา 3 ปีแล้ว ปัจจุบันก็ยังมีชีวิตอยู่ และขับรถไถนาทำงานได้เหมือนเดิม

“อังกาบหนูจะใช้ต้มดื่มเพื่อขับสารพิษตกค้างในร่างกายก็ได้ หรือจะกินใบอ่อนสดๆ เป็นเครื่องเคียงแกล้มลาบก็ดี มีรสออกขมนิดๆ และผมก็กินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นสิบปีแล้ว ทั้งลูกผ่าด้ามและอังกาบหนู ยืนยันรักษาโรคได้จริง และมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแน่นอน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและเร่งทำการวิจัยต่อไป” นายพิภพ กล่าว

news12-1

สำหรับสรรพคุณด้านอื่นๆ ของอังกาบหนู ได้แก่
1. ดอกอังกาบ นำมาตากแห้งใช้ปรุงเป็นยาสมุนไพร ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยเจริญธาตุไฟได้ดีมาก
2. รากหรือใบ ใช้เป็นยาลดไข้ ช่วยแก้หวัดด้วยการนำใบมาคั้นกิน
3. รากหรือใบ ใช้ผสมกับน้ำมะนาว ช่วยรักษากลากเกลื้อน
4. ราก ใช้เป็นยาแก้ฝี
5. ราก ช่วยแก้อาการอาหารไม่ย่อย
6. รากของดอกอังกาบสีเหลืองที่ตากแห้งแล้วนำมาต้มเป็นยาดื่ม ช่วยขับเสมหะ
7. ใบอังกาบหนู ใช้เคี้ยวแก้อาการปวดฟันได้
8. ใบใช้ผสมกับน้ำผึ้ง ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
9. น้ำคั้นจากใบ ใช้หยอดหู แก้หูอักเสบได้
10. ใบ ยังช่วยป้องกันและแก้อาการท้องผูกได้ด้วย
11. ใช้แก้พิษงู (ใบ)
12. ช่วยรักษาโรคคัน (ใบ)
13. ใบ ช่วยแก้อัมพาต รักษาโรคปวดตามข้อ โรครูมาติซั่ม หรือใช้ทาแก้อาการปวดหลัง แก้ปวด บวม
14. สารสกัดจากรากอังกาบหนูมีฤทธิ์ในการคุมกำเนิด โดยมีการทดลองในหนูเพศผู้นานติดต่อกัน 60 วัน พบว่าสามารถคุมกำเนิดได้ 100% เนื่องจากสารสกัดดังกล่าวมีฤทธิ์ในการรบกวนการสร้างสเปิร์ม ลดจำนวนสเปิร์ม และทำให้การเคลื่อนไหวของสเปิร์มลดลง โดยสารสกัดจากอังกาบหนูส่งผลต่อการสร้างสเปิร์ม ทำให้โครงสร้างและหน้าที่ของสเปิร์มผิดปกติไป

ทั้งนี้ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เคยให้สัมภาษณ์ถึงสมุนไพรรักษามะเร็งไว้ว่า กรมฯ มีนโยบายในการสนับสนุนสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาโรคมาตลอด โดยได้อนุรักษ์ตำรับตำราภูมิปัญญาทางการแพทย์ และพัฒนาต่อยอดจนเป็นตำรับยา มีการให้ทุนวิจัย และขึ้นทะเบียนตำรายาทั้งหมดที่มีในประเทศไทย รวมทั้งสิ้นกว่า 2 หมื่นตำรับ

นอกจากนี้ นพ.เกียรติภูมิ ยังย้ำด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนสมุนไพรที่รักษามะเร็งได้ ดังนั้น จึงอยากให้รักษาแพทย์แผนปัจจุบัน หรือใช้แพทย์แผนไทยร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน และได้รับความยินยอมจากแพทย์แผนปัจจุบันก่อนดีกว่า เพราะคนไข้มีภูมิต้านทานต่ำ แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน การได้สมุนไพรก็ต้องพิจารณาดีๆ บางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับคนแต่ละคน ไม่อยากให้เสียโอกาสในการรักษาโรคมะเร็ง เพราะมะเร็งหลายชนิดรักษาได้เมื่อพบตั้งแต่แรกๆ

ที่มา:https://www.sanook.com/news/7478250/

อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง ที่ไม่ได้มีแค่ “หูตึง”

อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง ที่ไม่ได้มีแค่ “หูตึง”

ระหว่างเดินทาง ระหว่างทำงาน ระหว่างออกกำลังกาย หรือระหว่างทำกิจกรรมยามว่างต่างๆ การฟังเพลงผ่านหูฟังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนสมัยนี้ขาดไม่ได้ วันไหนไม่ได้หยิบมาจากบ้านคงจะหงุดหงิดน่าดู เพราะคนไทยชอบฟังเพลง ฟังกันได้ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1936184173113059

แต่การใช้หูฟังฟังเพลงอย่างไม่ระมัดระวัง หรือแม้กระทั่งการใช้สมอลทอล์คคุยโทรศัพท์นานๆ อาจทำให้คุณกลายเป็นคน หูตึง ได้อย่างไม่ทันตั้งตัว

earphone

อันตรายจากการใช้หูฟัง

– หูตึงเร็วขึ้น แทนที่จะรอให้แก่ตัวลงแล้วค่อยหูตึง คนไทยเริ่มหูตึง หรือเริ่มฟังไม่ค่อยได้ยินในอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ

– ทำให้เราไม่ระมัดระวังตัวเอง เพราะเราไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง จึงเป็นช่องโหว่ที่โจรอาจจะเข้ามาขโมย หรือทำร้าย หรือหากใส่หูฟังขณะวิ่ง เดินริมถนน อาจมีเหตุอันตราย เช่น รถพุ่งเข้ามาเฉียดชน โดยที่เราอาจจะหนีไม่ทันเพราะไม่ได้ยิน

 

ใช้หูฟังแบบไหน เสี่ยงหูตึงที่สุด

ปัจจุบันมีหูฟังหลายประเภทให้เลือกใช้ ประเภท in-ear หรือแบบที่มีจุกเข้าไปอุดในรูหู เป็นที่นิยมที่สุด เพราะทำให้ได้ยินเสียงชัดเจน ไม่มีเสียงรบกวน แต่การใช้หูฟังประเภทนี้ก็อาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะหูตึงได้ง่ายกว่าหูฟังประเภทอื่นๆ รวมไปถึงอันตรายภายนอกจากการที่ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีกด้วย

headphone

อันตรายจากการฟังเพลงเสียงดัง

จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เพลงก็ได้ อาจจะเป็นเสียงอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่การที่เราจะทนฟังเสียงดังๆ เป็นระยะเวลานานๆ เพลงก็เป็นส่วนสำคัญที่อาจทำร้ายสุขภาพของเราได้

นอกจากหูตึงแล้ว ยังมีอันตรายอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการฟังเสียงดังๆ นานๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นไม่ปกติ ซึ่งกำลังมีผู้ป่วยทั่วโลกที่เข้ารับการรักษาอาการผิดปกติเหล่านี้จากการใช้หูฟังนับล้านคน อีกทั้งในประเทศเบลเยี่ยมมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปอดแฟ่บเนื่องจากเนื้อปอดไม่สามารถขยายได้เหมือนปกติ จนอาจส่งผลให้ถุงลมในปอดแตก และเสียชีวิตเลยทีเดียว

ระดับความดังของเสียงต่างๆ

(ระดับปลอดภัยคือ ไม่เกิน 85 เดซิเบล)

– การจราจรบนนถนน = ไม่เกิน 85 เดซิเบล

– เลื่อยไฟฟ้า = 90 เดซิเบล

– เจ็ทสกี = 100 เดซิเบล

– คอนเสิร์ต หรือสถานที่เที่ยวกลางคืน = 105-120 เดซิเบล

– เปิดวิทยุดังๆ ในรถยนต์ = อาจมากถึง 120 เดซิเบลได้

– เสียงกระสุนปืน เมื่อยืนห่างจากจุดลั่นไกราว 2-3 ฟุต = 140 เดซิเบล ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้เกิดอาการปวดหูในบางคนได้

 

ดังนั้น การใช้หูฟังแต่พอดี เลือกเปิดเสียงไม่ดังเกิน 85 เดซิเบล หรือเปิดเสียงดังไม่เกิน 70% ของระดับเสียงในมือถือ หรือเครื่องเล่นเพลงที่ใช้ประจำ ทดสอบโดยเปิดฟังแล้วพอจะได้ยินเสียงรอบข้างบ้าง เลือกใช้หูฟังประเภท ear bud หรือครอบหูแบบที่ไม่ครอบทั้งใบหู หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เสียงดังนานๆ หรือหากจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่เสียงดัง ควรใช้ที่อุดหู เพื่อถนอมสุขภาพหู รวมไปถึงถนอมสุขภาพของตัวเองไปด้วย

ที่มา:https://www.sanook.com/health/7841/

เปิดใจหนุ่มอิตาลีรอดตาย หลังร่วง 45 เมตร พร้อมรถคู่ใจ ขณะสะพานทางด่วนถล่ม

เปิดใจหนุ่มอิตาลีรอดตาย หลังร่วง 45 เมตร พร้อมรถคู่ใจ ขณะสะพานทางด่วนถล่ม

นายดาวิเด กาเปลโล พนักงานดับเพลิง วัย 33 ปี ออกมาเปิดใจหลังจากรอดตายราวปาฏิหาริย์ จากเหตุการณ์สะพานมอเตอร์เวย์ ที่เมืองเจนัว ของอิตาลี ที่มีความสูง 45 เมตรจากพื้นดิน ถล่มลงมาว่า รู้สึกช็อก และไม่ทราบว่ารอดชีวิตมาได้อย่างไร

“ผมร่วงมากับสะพาน ตอนนั้นหูอื้อไปเลย ผมเห็นถนนร่วงลงไป แล้วผมเองที่อยู่ในรถ ก็ร่วงไปกับถนน แต่แปลกใจมากที่ไม่ตาย พอผมตั้งสติได้ เลยโทรหาพนักงานดับเพลิง ตามมาด้วยครอบครัว ตอนนั้นผมช็อกจนทำอะไรไม่ถูก แต่ก็รับรู้ได้ถึงปาฏิหาริย์”  นายกาเปลโลพูด

>> สะพานอิตาลีถล่ม รถร่วงกระแทกพื้นสูง 100 เมตร ดับแล้ว 22 ราย
>> คลิปนาทีหายนะ สะพานอิตาลีพังถล่ม และรถที่เหยียบเบรกทัน-รอดตาย

อย่างไรก็ตาม หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้โชคดีเหมือนชายคนนี้ เพราะสื่อท้องถิ่นรายงานว่า เด็กเล็กคนหนึ่ง เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เช่นเดียวกับเหยื่ออีกหลายสิบคน ขณะเดียวกัน เหยื่ออีก 2 ราย เสียชีวิตในบ้านพักตัวเอง ที่โดนสะพานถล่มทับลงมา

นอกจากนี้ ชายคนหนึ่ง ที่อยู่ใต้สะพานมอเตอร์เวย์ดังกล่าว ก็รอดตายมาได้เหมือนมีปาฏิหาริย์เช่นกัน เขาให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์อิตาลีว่า ขณะเกิดเหตุ ตัวเองยืนอยู่หน้ารถบรรทุกของตัวเอง ที่อยู่ใต้สะพาน แต่แรงถล่มทำให้ตัวปลิวไกลถึง 10 เมตร ไปติดกำแพงที่อยู่ใกล้ๆ จนไหล่และสะโพกได้รับบาดเจ็บ

ส่วนคนขับรถบรรทุกอีกคน ที่อยู่บนสะพาน แต่รอดมาได้ เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเขามองกระจกหลัง และเห็นสะพานถล่มพอดี ยอมรับว่าขณะเกิดเหตุกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ถ้าขึ้นสะพานมาช้ากว่านี้ ก็คงไม่รอดเหมือนกัน

ที่มา:https://www.sanook.com/news/7478690/

ระดมทีมค้นหาจิตอาสาเก็บเห็ด หลงป่าภูพานไป 4 วัน ญาติเชื่อผีบังตาไว้

ระดมทีมค้นหาจิตอาสาเก็บเห็ด หลงป่าภูพานไป 4 วัน ญาติเชื่อผีบังตาไว้

เจ้าหน้าที่หลายภาคส่วนลงพื้นที่ค้นหา ชาวบ้านหนองกุงศรี ที่หายตัวในป่าไป 4 วันแล้ว หลังเข้าไปเก็บเห็ดกับเพื่อนๆ และไม่ได้ออกมา ญาติใช้ไสยศาสตร์พบว่าผียุคคอมมิวนิสต์บังตาไว้

(15 ส.ค.) บรรยากาศที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พลตรีจุมพล จุมพลภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 3 นายสมเจษต์ เต็งมงคล นายอำเภอสมเด็จ นายชาติ ไทยแท้ นายกเทศบาลตำบลผาเสวย พร้อมด้วย กำลัง ทหาร ตำรวจ อปพร. ได้ทำการเปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้าจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อติดตามค้นหาผู้พลัดหลงป่า ในเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน

หลังจากที่ได้รับรายงานว่ายืนยันจาก นายรณชิต พุทธลา นายอำเภอหนองกุงศรี ว่า นายสมพูล ภูมองชัย ชาวบ้านไชยวาร ตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้เข้าไปเก็บเห็ดในเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร พร้อมเพื่อนบ้านรวม 12 คน ได้หายไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2561

ทั้งนี้มีรายงานเหตุการณ์ว่า ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2561 ชาวบ้านไชยวาร ตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี ได้รวมตัวกันเพื่อไปเก็บเห็ด โดยจุดจอดรถจะอยู่ที่บ้านสร้างค้อ ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร โดยได้ไปเก็บเห็ด 12 คน แต่ในระหว่างที่จะเดินทางกลับมาที่รถ

แต่ปรากฏว่าหายตัวไป 1 คน คือ นายสมพูล ภูมองชัย อายุ 59 ปี ซึ่งมีตำแหน่งเป็น อปพร. และเป็น สมาชิกจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจ ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 10 ซึ่ง ทางอำเภอหนองกุงศรี ได้ส่ง อปพร. เข้าค้นหาแต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่พบ จึงได้รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และได้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้าจังหวัดกาฬสินธุ์ครั้งนี้

นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ทันทีที่ได้รับรายงานจากนายอำเภอหนองกุงศรี วันนี้ได้ทำการจัดตั้งศูนย์ฯ เพื่อทำการค้นหา เบื้องต้นทางกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดกาฬสินธุ์ ทางอำเภอสมเด็จ ตำรวจ อปพร. รวมถึงทางเทศบาลตำบลผาเสวย ได้เริ่มปฏิบัติการกระจายกำลังออกค้นหา

news23-1เจ้าหน้าที่ยังระดมทีมออกค้นหาชาวบ้านที่หายตัวไป

โดยเป้าหมายได้รับการประสานจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุในเขตอำเภอภูพาน จ.สกลนคร นั้น ให้ทำการค้นหาแบบตีวงจึงได้เน้นในเรื่องของการเดินทาง โดยการนำจิตอาสาในพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ 10 อปพร. ตำรวจ ทหาร ออกค้นหาที่เป้าหมายจะอยู่ที่ ตำบลดินจี่ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่อยู่ใกล้เคียงกับ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนครมากที่สุด

สำหรับ นายสมพูล ภูมองชัย เป็นชาวอำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอาสาสมัครหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน อปพร. หรือ อสม. และล่าสุดก็เป็น อาสาสมัครรจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจ ลำดับที่ 1103 อำเภอหนองกุงศรี ปัจจุบันมีลูก 2 คนเป็นหญิง และมีภรรยาคือนางสง่า ภูนาสูง อายุ 60 ปี เลขที่ 3 บ้านโนนนสว่าง ตำบลเสาเล้า อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเรายืนยันว่าจะทำการค้นหาให้ดีที่สุด

พลตรีจุมพล จุมพลภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 3 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในส่วนของทหารขณะนี้ได้ช่วยในเรื่องการอ่านแผนที่ และการเข้าเดินประกอบกับชาวบ้าน เบื้องต้นได้รายงานให้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบแล้ว ในส่วนปฏิบัติการค้นหาจะให้ทางผู้ว่าาชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้นำ ซึ่งทางกองกำลังฯ ก็พร้อมในการช่วยเหลือค้นหาอย่างเต็มที่

นางสง่า ภรรยาของผู้สูญหาย กล่าวว่า สามีออกไปเก็บเห็ดและไม่ได้กลับมา ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมาทางอำเภอได้ทำการค้นหาแต่ไม่พบ และรู้สึกดีใจที่ทางจังหวัดได้จัดทีมค้นหา ทั้งนี้เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่เพราะหลังจากที่หาไม่พบ ตนได้หันไปพึ่งไสยศาสตร์ หมอธรรมในหมู่บ้านก็ระบุว่ายังมีชีวิต แต่ที่หายไปนั้นไปทำให้เจ้าป่าเจ้าเขาโกรธ ทำให้บังตาเอาไว้

นางสง่า ระบุด้วยว่า วิญญาณที่มาบังตาและเอาตัวไปกักไว้นั้น เป็นวิญญาณผีทหารและเป็นผู้หญิงในสมัยคอมมิวนิสต์ และอีกไม่นานก็จะปล่อยตัวออกมา ซึ่งตนก็ได้แต่ภาวนาขอให้สามีปลอดภัย

สำหรับการค้นหาในวันนี้ ยังจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปนอนอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติภูพาน ในส่วนของการเดินทางจะสิ้นสุดในเวลา 17.00 น. และจะเริ่มต้นค้นหาอีกครั้งในช่วงเช้าวันถัดไป

ที่มา:https://www.sanook.com/news/7478678/

4 เรื่องจริงของฉลามยักษ์ “เม็กกาโลดอน” ที่ต่างจากหนังดังอย่างสิ้นเชิง

คลิปจากในหนัง

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1938861912845285

ตำนานของฉลามยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ “เม็กกาโลดอน” ที่มีขนาดมหึมาและล่าวาฬเป็นอาหาร กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนอีกครั้ง หลังภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่อง The Meg ออกฉาย แต่ภาพลักษณ์และเรื่องราวของฉลามที่สูญพันธ์ไปแล้วหลายล้านปีนี้ ถูกนำเสนอใหม่โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์นัก

สูญพันธุ์ปแล้วแน่หรือ ?

มีหลักฐานยืนยันว่าเม็กกาโลดอนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นไดโนเสาร์แห่งเผ่าพันธุ์ฉลาม ได้สูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อราว 2.6 ล้านปีก่อน แต่ก็ยังคงมีข่าวเล่าลือในยุคปัจจุบันว่ามีผู้พบเห็นฉลามขนาดใหญ่ผิดสังเกตในน่านน้ำหลายแห่ง ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง The Meg ได้นำมาเป็นท้องเรื่องที่เล่าขานว่า ยังคงมีเม็กกาโลดอนรอดชีวิตและดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน โดยหลบซ่อนอยู่ในมหาสมุทรลึกนอกชายฝั่งของประเทศจีน

เด็กยืนอยู่หน้ากระจกที่ฉลามอ้าปากImage copyrightIMAGE COPYRIGHTCOURTESY OF WARNER BROS.
คำบรรยายภาพในภาพยนตร์เรื่อง The Meg ฉลามยักษ์ดึกดำบรรพ์เม็กกาโลดอนยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ดร. คาตาลีนา ปีเมียนโต ผู้เชี่ยวชาญทางบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยสวอนซีของสหราชอาณาจักรบอกว่า เม็กกาโลดอนนั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าข่าวเรื่องการพบเห็นฉลามยักษ์นั้นล้วนเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น

“เรามีหลักฐานที่ชี้ว่าเม็กกาโลดอนน่าจะอาศัยและหากินในน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง โดยเฉพาะส่วนที่ลึกไม่เกิน 200 เมตร ซึ่งหากพวกมันยังคงมีชีวิตอยู่จริง จะต้องมีผู้พบเห็นได้บ่อยครั้งกว่านี้ และเห็นได้ชัดเจนจนสามารถบันทึกภาพไว้ได้แล้ว” ดร. ปีเมียนโตกล่าว

“เม็กกาโลดอนไม่ได้หลบซ่อนตัวอยู่แต่ในส่วนลึกของมหาสมุทรอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน พวกมันใช้บริเวณน้ำตื้นอย่างเช่นอ่าวปานามาเป็นแหล่งอนุบาลลูกที่ยังเล็กอยู่ด้วย โดยเราพบฟอสซิลฟันของเม็กกาโลดอนที่ยังไม่โตเต็มวัยจำนวนมากในน้ำตื้น”

ฉลามวาฬอาจโตเต็มที่จนมีขนาดเท่ากับเม็กกาโลดอนได้ แต่พวกมันกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารเท่านั้นImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพฉลามวาฬอาจโตเต็มที่จนมีขนาดเท่ากับเม็กกาโลดอนได้ แต่พวกมันกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารเท่านั้น

ตัวใหญ่แค่ไหนกันแน่ ?

เรื่องราวในภาพยนตร์ระบุว่าเม็กกาโลดอนมีขนาดใหญ่ราว 22-27 เมตร ซึ่งเกินความเป็นจริงไปมาก เนื่องจากการคาดคะเนขนาดและรูปร่างของมันจากฟอสซิลฟันขนาดใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ ซึ่งมีความยาว 16.8 เซนติเมตร ทำให้ประมาณได้ว่าเม็กกาโลดอนน่าจะมีขนาด 16-18 เมตร เท่ากับรถบัสสองชั้นจำนวนสองคันต่อกัน และอาจมีน้ำหนักได้ถึง 100 ตัน

การที่โครงกระดูกของฉลามส่วนใหญ่เป็นกระดูกอ่อน ทำให้แทบไม่หลงเหลืออวัยวะที่แข็งพอจนสามารถกลายเป็นฟอสซิลให้เราศึกษาได้ การคาดคะเนว่าเม็กกาโลดอนมีรูปร่างอย่างไรแน่จึงทำได้ยาก แม้คนส่วนใหญ่และภาพยนตร์ฮอลลีวูดจะจินตนาการให้มันมีลักษณะคล้ายฉลามขาว (Great white shark) ที่ตัวใหญ่ขึ้น 30 เท่า แต่ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-45185462