คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-18 วัชราภรณ์ ดิลกศรี ชนิดา ทองนาค ญาดา พิมพาภรณ์ ยลดา ชูรัตน์

พบเชาวน์ปัญญาพัฒนาเพิ่มขึ้น หากอวตารเป็นไอน์สไตน์ในโลกเสมือนจริง

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1882504135147730

แม้คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถพัฒนาระดับสติปัญญาให้สูงเทียบเท่าอัจฉริยะตลอดกาลอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้ แต่ผลวิจัยทางจิตวิทยาล่าสุดชี้ว่า เราอาจมีเชาวน์ปัญญาและความมั่นใจเพิ่มขึ้น หลังสวมร่างอวตารเป็นไอน์สไตน์ในโลกเสมือนจริง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนาของสเปน ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสาร Frontiers in Psychology โดยระบุว่าได้ทดลองใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) กับอาสาสมัครชาย 30 คน ที่มีอายุระหว่าง 18-30 ปี

อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งจะได้สวมร่างอวตารที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับไอน์สไตน์ทุกประการ ส่วนผู้เข้ารับการทดลองอีกกลุ่มนั้นได้สวมร่างอวตารที่ดูเป็นเพศชายโดยทั่วไป โดยทั้งสองกลุ่มมีการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมในโปรแกรมโลกเสมือนจริงตามการเคลื่อนไหวของอาสาสมัครเองราวครึ่งชั่วโมง

ทั้งก่อนและหลังใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง อาสาสมัครจะได้รับการทดสอบเชาวน์ปัญญา รวมทั้งระดับความมั่นใจ-ภาคภูมิใจในตนเอง และแนวโน้มที่จะมีอคติต่อผู้สูงอายุอย่างไอน์สไตน์แฝงอยู่ด้วย

ผลการทดลองชี้ว่า อาสาสมัครกลุ่มที่สวมร่างอวตารเป็นไอน์สไตน์ มีคะแนนทดสอบเชาวน์ปัญญาในรอบหลังดีขึ้นมาก ทั้งมีคะแนนความภาคภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มเรื่องอคติแฝงต่อผู้สูงอายุลดลง ในขณะที่อาสาสมัครอีกกลุ่มหนึ่งไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่ว่าชัดเจนแต่อย่างใด

ศ. เมล สเลเตอร์ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “การที่ผู้ร่วมการทดลองได้เห็นร่างอวตารของตนเหมือนกับไอน์สไตน์ไม่ผิดเพี้ยนราวกับส่องกระจก ทำให้เกิดสภาพลวงตาที่มีพลังดึงดูดให้คล้อยตาม จนรู้สึกว่าร่างอวตารก็คือตนเอง ซึ่งไม่แตกต่างจากอัจฉริยะระดับโลก”

ศ. สเลเตอร์ยังบอกว่า ผลการทดลองนี้อาจนำไปใช้ในด้านการศึกษา โดยช่วยให้นักเรียนที่ขาดความมั่นใจและมีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำสามารถมีผลการเรียนที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-44807421

เอไอเอสทุ่มพันล้านจับมือกูเกิลปั้นบริการสุดไฮเทค

เอไอเอส ทุ่ม 1,680 ล้านบาท พัฒนาเทคโนโลยีบริการลูกค้า ชูแอป My AIS ลดธุรกรรมที่สาขาเหลือแค่ 20% พร้อมจับมือกูเกิลเพิ่มบริการสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย ทั้งใช้ face recognition ลงทะเบียนซิมทุกช่องทาง เสริมหุ่นยนต์บริการ เพิ่มคอลเซ็นเตอร์ “แองเจิล” รับสังคมสูงวัย
com02120761p1
https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1882517595146384
นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานบริหารลูกค้าและการบริการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า ได้เริ่มดิจิทัลทรานส์ฟอร์มงานบริการโดยใช้เทคโนโลยีผสาน human touch ตั้งแต่ปีก่อน ช่วยลดเวลาทำงานในสาขาได้ 70-80% และไม่ใช้กระดาษอีกต่อไป ทั้งแอปพลิเคชั่น “มาย เอไอเอส” (My AIS) ช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องไปทำธุรกรรมที่สาขา มีผู้ใช้งานแล้ว 15 ล้านครั้ง/เดือน เพิ่มจาก 10 ล้านครั้งในปีก่อนตั้งเป้าสิ้นปีจะมีผู้ใช้งานแอป 30 ล้านครั้ง/เดือน โดยล่าสุดได้เพิ่มระบบ Full-E ให้ลูกค้ารายเดือนตรวจสอบค่าใช้บริการและจ่ายเงินได้หลากหลายช่องทางผ่านแอป ทั้งยังดูใบเสร็จออนไลน์ได้ และตั้งแต่ 25 ก.ค.นี้ จะสั่งงานแอปพลิเคชั่น “มาย เอไอเอส” และ”เอไอเอส เพลย์” (AIS Play) ด้วยเสียงภาษาไทยได้ด้วย “กูเกิล แอสซิสแตนต์” เพื่อเรียกดูข้อมูลและคอนเทนต์ได้ สอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคที่มีถึง 56% ใช้เสียงในการหาข้อมูลทางออนไลน์ และ 87% มองว่าการสั่งงานด้วยเสียงช่วยให้จัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น”ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาส่งผลให้มีเพียง 20% ของลูกค้าที่เข้ามาในสาขาที่มาเพื่อทำธุรกรรม อีกกว่า 80% มาเพื่อเลือกซื้อดีไวซ์ ต่อไปเอไอเอสช็อปจะเน้นที่การขายมากขึ้น”

ขณะที่การบริการในสาขา ได้นำเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า (face recognition) มาใช้งานลงทะเบียนซื้อซิมการ์ด ในทุกช่องทางจำหน่าย รวมถึงตู้คีออสก์ด้วย เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากพบว่ามีผู้ใช้ 64% กังวลใจเรื่องนี้ ทั้งยังมีระบบ PCI DSS (payment card industry data security standard) มาใช้ในทุกช่องทางชำระเงินด้วย

นอกจากนี้ เอไอเอสยังได้พัฒนาหุ่นยนต์ Alex Robot 6 ตัวมาช่วยตรวจสอบแพ็กเกจ แนะนำโปรโมชั่นและสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ศูนย์บริการ โดยจะทยอยนำมาใช้ปลายไตรมาส 3

ทั้งยังตั้งทีม “แองเจิล” คอลเซ็นเตอร์สำหรับผู้สูงอายุรองรับสังคมผู้สูงวัยที่มีมากถึง 11.3 ล้านคนแล้ว โดยจะคัดพนักงานที่มีอายุงาน 10 ปีขึ้นไป ใจเย็น สื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ปัจจุบันมี 50 คน จะเพิ่มเป็น 100 คนในเดือน ส.ค. พร้อมจัดเวิร์กช็อปเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีให้ผู้สูงอายุต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

“เอไอเอสมีคอลเซ็นเตอร์กว่า 3,000 คน เป็นเจนวายเกือบหมด ต่อไปจะใช้ให้บริการปัญหาที่ซับซ้อน และใช้แชตบอต ask อุ่นใจ ตอบปัญหาทั่วไป ซึ่งช่วงสิ้นปีจะนำเอไอเอสเข้ามาช่วย เพื่อทำให้แชตบอตฉลาดขึ้น แต่จะมีระบบเก็บข้อมูลหากเป็นเบอร์โทร.ของผู้สูงอายุจะโอนสายให้ทีมแองเจิลทันที”

ปีนี้เอไอเอสเพิ่มงบประมาณสำหรับดูแลการบริการลูกค้าจาก 2,100 ล้านบาทในปีก่อนเป็น 2,800 ล้านบาท และได้ใช้สำหรับพัฒนาเทคโนโลยีราว 60% ปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้า 40 ล้านราย แบ่งเป็นพรีเพด 80% โพสต์เพด 20% ซึ่งโพสต์เพดเติบโต 15% มีเอไอเอสช็อป 150 สาขา Telewiz 425 แห่ง และ AIS Buddy 21,204 สาขา

ที่มา:https://www.msn.com/th-th/money/other/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84/ar-AAzXGgi

 

พบกบยุคก่อนประวัติศาสตร์ฝังในอำพันนาน 99 ล้านปี ในเมียนมา

กบติดอยู่ในอำพัน

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1866150816783062

ซากฟอสซิลของกบขนาดจิ๋วหลายตัวที่ฝังอยู่ในก้อนอำพันที่ได้จากประเทศเมียนมา ซึ่งมีความเก่าแก่ถึง 99 ล้านปี ช่วยให้เบาะแส เกี่ยวกับโลกยุคดึกดำบรรพ์

ซากฟอสซิลของกบขนาดจิ๋วนี้ฝังอยู่ในก้อนอำพันมาตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์ โดยซากฟอสซิลทั้ง 4 ชิ้นนี้ เผยให้เห็นความเป็นไปของโลกในช่วง ที่สัตว์เหล่านี้วิวัฒนาการมาเป็นกบและคางคกในเขตป่าฝน

ผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ถือว่าอำพันจากเมียนมา ซึ่งข้างในมี ผิว, เกล็ด, ขน, หนังของสิ่งมีชีวิต หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตทั้งตัวฝังอยู่ เป็นขุมสมบัติอันล้ำค่า

ดร ลี่ต๋า สิง จากมหาวิทยาลัยธรณีศาสตร์แห่งชาติจีนในกรุงปักกิ่งกล่าวว่าเป็นการค้นพบอัน “มหัศจรรย์” เขาบอกกับบีบีซีว่า “ในจีนนั้นถือว่า กบ, กิ้งก่า และแมงป่อง เป็นทรัพย์อำพัน 3 อย่าง”

“ฟอสซิลอำพันเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่ากบเหล่านั้นเคยอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนชื้น ก่อนที่จะเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเซียส”

กบอาจจะมีหน้าตาแบบนี้

ซากฟอสซิลของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในยุคแรกที่สุดเป็นสิ่งที่หายากมาก ดังนั้นการค้นพบครั้งนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับวงการวิทยาศาสตร์

ดร เดวิด แบล็กเบิร์น จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา ซึ่งศึกษาฟอสซิลเหล่านี้ร่วมกับ ดร สิง กล่าวว่า ความที่กบมีขนาดเล็ก และยังอาศัยอยู่ในป่าฝนเขตร้อน ทำให้ “แทบจะไม่มีโอกาส” กลายเป็นซากฟอสซิลเลย

เขาบอกด้วยว่า″กบเป็นสัตว์ที่พบอยู่ทั่วไปบนโลกเป็นเวลาราว 200 ล้านปี” เขากล่าว “แต่ว่าพวกมันอยู่ในแถบป่าชื้นนานแค่ไหน? เพิ่งจะเป็นปรากฏการณ์เมื่อไม่นานมานี้ หรือตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์? หากดูซากฟอสซิลของกบในอำพันเหล่านี้บ่งชี้ว่าน่าจะย้อนกลับไปอย่างน้อย ๆ ก็ราว 100 ล้านปีก่อน”

เบาะแสใหม่

ซากฟอสซิลทั้ง 4 ชิ้น ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในป่าในยุคครีเทเซียส ในบริเวณที่เป็นรัฐคะฉิ่นของเมียนมา ในปัจจุบัน

นอกจากกบ ซึ่งนักวิจัยได้ตั้งชื่อว่า อิเล็กโทรรานา ลิโมอา (Electrorana limoa)พวกเขายังพบพืช, แมงมุม และแมลงอีกหลายชนิด และแม้กระทั่งหอยทะเล ซึ่งชี้ว่ากบอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีระบบนิเวศแบบป่าเขตร้อน, อบอุ่น, ชื้น ที่มีทะเลสาบน้ำจืด

ดร ริการ์โต เปเรซ-เด-ลา ฟูเอนเต จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งไม่ได้อยู่ในทีมวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า การค้นพบใหม่ทุกครั้งไม่ต่างจากการเติมชิ้นส่วนลงในภาพปริศนา

“กบสายพันธุ์ใหม่นี้ ถือเป็นชิ้นส่วนของภาพปริศนาอันน่าตื่นเต้น นักล่าแมลงฟอสซิลตัวฉลาจนี้เป็นสิ่งที่ผมและเพื่อนร่วมงาน กำลังสนใจศึกษาอย่างยิ่ง” เขากล่าว

อิเลกโทรรานา (Electrorana) มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับกบและคางคกในยุคสมัยใหม่ รวมถึงคางคกท้องไฟ (fire-bellied toads) และคางคกหมอตำแย (midwife toads)

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-44494868

แมลงภู่อัจฉริยะ ‘เล่น’ ฟุตบอลได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แมลงภู่เล่นฟุตบอล

แมลงภู่ อาจมีสมองเล็กจิ๋ว แต่พวกมันค่อนข้างฉลาด นักนิเวศวิทยาได้ทดลองฝึกมันเพื่อดูว่ามันจะฉลาดแค่ไหน

ศ. ลาร์ส ชิตต์กา นักนิเวศวิทยา กล่าวว่า “เรานำมันออกมาจากสภาพแวดล้อม ที่คุ้นเคย เพื่อดูว่า เราจะทำให้พวกมันไปได้ไกลแค่ไหน ในแง่ของความสามารถในการเรียนรู้

“เราให้พวกมันกลิ้งบอลขนาดเล็ก ไปยังตำแหน่งที่ระบุไว้ในสนาม เกือบจะเหมือนกับการเล่นฟุตบอลกันอยู่ เพื่อดูว่าพวกมันสามารถใช้เหรียญแบบที่เราใช้กับเครื่องหยอดเหรียญเพื่อเข้าไปรับรางวัล และมันก็ทำได้จริง ๆ แล้วก็เรียนรู้จากกันและกันด้วย”

ศ. ชิตต์กา กล่าวอีกว่า “ยกตัวอย่าง เราพบว่า พวกมันเรียนรู้ที่จะดึงเชือกเพื่อเข้าไปรับรางวัลที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะกระจก พวกมันยังเรียนรู้จากกันและกันได้ดีกว่าการที่เราพยายามจะฝึกพวกมัน”

“เมื่อมีแมลงภู่ตัวใดตัวหนึ่งคิดออกก็จะมีการสอนเทคนิคนั้นแก่ตัวอื่นในฝูง มีหลักฐานแน่ชัดว่า แมลงภู่ และอาจจะรวมถึงผึ้งและตัวต่อ มีความเข้าใจถึงผลลัพธ์บางอย่างจากการกระทำของพวกมัน อย่างน้อย พวกมันก็รู้ถึงผลที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า และปรับการกระทำให้สอดคล้อง”

ที่มา:ttps://www.bbc.com/thai/international-44660007

นักวิทยาศาสตร์จีน “โคลนนิ่งลิง” สำเร็จเป็นครั้งแรก

ประเด็นคือ – นักวิจัยสถาบันประสาทวิทยา สาธารณรัฐประชาชนจีน มีการทำโคลนนิ่งลิงแสม ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยใช้เทคนิค SCNT ซึ่งเป็นแบบเดียวกับการโคลนนิ่งแกะ “ดอลลี่” สัตว์ตัวแรกที่ถูกโคลนนิ่ง

วันที่ 24 ม.ค. 2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “ซ่วง ซ่วง” และ “หัว หัว” เป็นลิงแสมที่เกิดจากการโคลนนิ่งออกมา จนมีหน้าตาเหมือนกัน เมื่อ 6 ถึง 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยลิงสองตัวนี้เป็นลิงไพรเมต (Primate) คู่แรก ที่ถูกโคลนจากเซลล์พิเศษในตัวอ่อน ผ่านกรรมวิธีการถ่ายโอนนิวเคลียร์ของเซลล์โซมาติก หรือ Somatic cell nuclear transfer (SCNT)

นักวิจัยที่สถาบันประสาทวิทยา จากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ที่นครเซี่ยงไฮ้ บอกว่า งานวิจัยนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโรคในกลุ่มประชากรลิงที่มีพันธุกรรมเหมือนกัน ขณะที่งานวิจัยนี้เป็นที่ถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจาก SCNT เป็นเทคนิคที่ใกล้เคียงกับการโคลนนิ่งมนุษย์ด้วย เนื่องจากมนุษย์เป็นอันดับวานร ไพรเมต เช่นเดียวกับลิงแสม แต่ทีมวิจัยก็ยังยืนยันว่าการศึกษาวิธีนี้ จะเป็นประโยชน์ในการรักษามนุษย์ต่อไป และไม่มีเจตนาจะโคลนมนุษย์ขึ้นมาอย่างแน่นอน

“ซ่วง ซ่วง” และ “หัว หัว” ขณะนี้มีสุขภาพแข็งแรงดี ได้รับการป้อนนมผ่านขวดจากผู้ดูแล โดยทีมวิจัยคาดว่า จะมีลิงแสมเกิดจากการโคลนนิ่งด้วยวิธีเดียวกันนี้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

ทั้งนี้ วิธีโคลนนิ่งแบบ SCNT เริ่มต้นจากการโคลนลูกแกะดอลลี่ และมีการโคลนในสัตว์มาแล้วทั้งหมดเกือบ 20 ชนิด ที่มีทั้ง วัว หมู สุนัข กระต่าย และหนู โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในการโคลนนิ่งลิง โดยเฉพาะในอันดับไพรเมต ได้สำเร็จ

https://workpointnews.com/2018/01/25/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%99/

คิดค้นวิธีดื่มกาแฟรักษาเบาหวานแทนการฉีดอินซูลิน

กาแฟสักImage copyrightPA

ในอนาคตผู้ป่วยโรคเบาหวานจะไม่ต้องพกอุปกรณ์ฉีดอินซูลินติดตัวให้ยุ่งยากอีกต่อไป เพราะล่าสุดกำลังมีการพัฒนาเทคนิคปลูกถ่ายเซลล์ของมนุษย์ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมแล้ว เพื่อให้เซลล์เหล่านั้นผลิตยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยอัตโนมัติ หลังผู้ป่วยดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (คาเฟอีน) เข้าไปหลังอาหาร

ทีมนักวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีกลางสวิสที่นครซูริก (SFIT Zurich) ของสวิตเซอร์แลนด์ ตีพิมพ์ผลงานวิจัยล่าสุดของตนในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายเซลล์ผลิตยารักษาเบาหวานในร่างกายของหนูทดลอง ทำให้หนูที่ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เพียงได้รับเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนอย่างกาแฟ ชา โคล่า หรือเครื่องดื่มชูกำลังเท่านั้น

กระบวนการปลูกถ่ายเซลล์ดังกล่าว เริ่มจากการดัดแปลงพันธุกรรมให้ยีนในเซลล์มีลักษณะตามที่ออกแบบไว้ ซึ่งเมื่อเซลล์ชนิดพิเศษนี้เข้าสู่ร่างกายของหนูทดลองที่ป่วยเบาหวาน จะผลิตยาที่เรียกว่า GLP-1 ออกมาต่อเมื่อได้สัมผัสกับกาเฟอีนในกระแสเลือด

ยา GLP-1 จะไปกระตุ้นให้เบตาเซลล์ในตับอ่อนผลิตอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร และถ้าหากต้องการให้ยาออกฤทธิ์แรงขึ้น ก็สามารถทำได้เพียงดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม

นอกจากกาแฟแล้ว ผู้ป่วยอาจเลือกดื่มชาหรือเครื่องดื่มชูกำลังที่มีคาเฟอีนก็ได้Image copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY
คำบรรยายภาพนอกจากกาแฟแล้ว ผู้ป่วยอาจเลือกดื่มชาหรือเครื่องดื่มชูกำลังที่มีคาเฟอีนก็ได้

ศ. มาร์ติน ฟุซเซเนกเกอร์ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า เซลล์ที่ผลิตยารักษาเบาหวานนี้จะถูกบรรจุไว้ในแคปซูลเจลขนาดเล็กจำนวนมาก เพื่อป้องกันการต่อต้านจากภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยในแต่ละแคปซูลจะมีเซลล์ผลิตยาอยู่หลายร้อยเซลล์

แพทย์จะฉีดแคปซูลเหล่านี้เป็นจำนวนหลายพันเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งมันจะเกาะตัวกันอยู่เป็นกลุ่มเหมือนไข่ปลา แคปซูลดังกล่าวจะมีอายุการใช้งานได้นานราวครั้งละ 6 เดือน – 1 ปี โดยคนไข้สามารถรับการฉีดปลูกถ่ายซ้ำอีกได้

“วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป ซึ่งมักจะจิบชาหรือกาแฟหลังมื้ออาหารกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เราคาดว่ายังคงต้องพัฒนาปรับปรุงวิธีการนี้ต่อไปอีก เพื่อให้นำมาใช้ในมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งคาดว่าน่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี” ศ. ฟุซเซเนกเกอร์ กล่าว

https://www.bbc.com/thai/features-44548063