คลังเก็บหมวดหมู่: พงษ์ศิริ บังเกิด 7

นวัตกรรมเลเซอร์ 2 แบบ คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปีนี้

ศ. สตริกแลนด์ถือเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงคนแรกในรอบ 55 ปี ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ดร. อาร์เธอร์ แอชกิน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน รวมทั้งศ. จีฮารด์ มูรู ชาวฝรั่งเศส และศ. ดอนนา สตริกแลนด์ ชาวแคนาดา ร่วมกันครองรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2018 จากผลงานนวัตกรรมด้านฟิสิกส์เลเซอร์ที่สร้างคุณประโยชน์มหาศาลต่อวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์หลายแขนง

ดร. แอชกิน เป็นผู้ร่วมรับรางวัลอันทรงเกียรติของปีนี้ครึ่งหนึ่ง จากผลงานการคิดค้น “คีมจับเชิงแสง” (Optical tweezers) ซึ่งเป็นการใช้ลำแสงเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง จับสิ่งของที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร เช่นเซลล์สิ่งมีชีวิต แบคทีเรีย ไวรัส หรือแม้แต่อะตอมและอนุภาคต่าง ๆ ให้นิ่งอยู่กับที่ในตำแหน่งหนึ่ง ทั้งยังสามารถขยับเคลื่อนย้ายวัตถุขนาดเล็กนี้ได้ตามต้องการเหมือนกับใช้คีมจับ

มีการนำอุปกรณ์คีมจับเชิงแสงไปใช้งานทางวิทยาศาสตร์ในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการศึกษากลไกการทำงานในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต

The Nobel Prize laureates for physics 2018 Arthur Ashkin of the United States, Gerard Mourou of France and Donna Strickland of CanadaImage copyrightREUTERS
คำบรรยายภาพโฉมหน้าผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2018

ส่วน ศ. มูรู และ ศ.สตริกแลนด์นั้น จะร่วมกันรับรางวัลอีกครึ่งหนึ่ง จากผลงานด้านเทคนิคการเพิ่มความเข้มของเลเซอร์พลังงานสูง ที่ทั้งสองพัฒนาร่วมกันมา

เทคนิคดังกล่าวเรียกว่า Chirped Pulse Amplification (CPA) ซึ่งใช้การยืด ขยาย และบีบอัดสัญญาณคลื่นแสง เพื่อทำให้เลเซอร์มีความถี่สูงขึ้นถึงระดับเฟมโตวินาที ลำแสงเลเซอร์ที่ได้จากกระบวนการนี้จะทรงพลังและมีความแม่นยำสูง สามารถนำไปใช้ในงานเจาะหรือตัดวัตถุต่าง ๆ โดยลดคลื่นกระแทกที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพื้นผิวลงได้มาก ทั้งยังใช้ในการผ่าตัดดวงตาหลายล้านครั้งทั่วโลกในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ศ. สตริกแลนด์ถือเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงคนแรกในรอบ 55 ปี ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และนับเป็นสตรีคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

นักวิจัยทั้งสามจะแบ่งปันเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 32 ล้านบาท) ร่วมกัน ซึ่งพิธีมอบรางวัลประจำปีนี้จะมีขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

Mourou and Strickland's technique has found several applications, including in laser eye surgeryImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY
คำบรรยายภาพเทคนิคของ ศ.มูรู และ ศ.สตริกแลนด์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน เช่น การผ่าตัดดวงตาด้วยเลเซอร์

เตรียมพบกับ Vector หุ่นยนต์ผู้ช่วยในบ้านที่ฉลาดใกล้เคียง Alexa แต่เดินไปเดินมาได้

เตรียมพบกับ Vector หุ่นยนต์ผู้ช่วยในบ้านที่ฉลาดใกล้เคียง Alexa แต่เดินไปเดินมาได้

บริษัท Anki ผู้พัฒนาของเล่นและหุ่นยนต์ได้ออกหุ่นยนต์รุ่นใหม่ในชื่อ Vector โดยมีหน้าตาเหมือนหุ่นยนต์ของเล่นรุ่น Cozmo ที่เคยออกจำหน่ายก่อนหน้านี้ แม้ว่าหน้าตาภายนอกจะดูเหมือนกันแต่สิ่งที่แตกต่างจากหุ่นยนต์ของเล่น Cozmo คือ Vector จะใช้โทนสีเทาและดำ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่สำหรับเด็กเล่นเท่านั้นแต่สำหรับผู้ใหญ่ด้วย

หุ่น Cozmo ออกวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 โดยใช้จุดขายว่าเป็นหุ่นยนต์ที่มี “จิตใจเป็นของตัวเอง” แต่ในความเป็นจริงการทำงานด้านประมวลผลต่างๆ จะถูกทำบนมือถือสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับมัน และนี่เป็นจุดที่แตกต่างจากหุ่นยนต์รุ่นใหม่อย่าง Vector ที่การประมวลผลต่างๆ จะทำในตัวหุ่นยนต์เองโดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

บริษัท Anki เชื่อมั่นว่าหุ่นยนต์ Vector ที่เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้จะสามารถแข่งขันกับหุ่นยนต์อย่าง Jibo และ Keecker ได้เนื่องจากมันเป็นหุ่นยนต์ในบ้านที่ทำงานแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อกับระบบคลาวด์และเปิดทำงานอยู่ตลอดเวลา และนอกจากนี้มันจะเป็นคู่แข่งสำคัญของระบบผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Alexa และ Siri สำหรับการใช้งานในห้องนั่งเล่น

นางาซากิ: เมืองระเบิดปรมาณูถล่มที่ “ถูกลืม”

Aerial photo of Nagasaki bombing

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1928241080574035

การเดินทางไปเมืองนางาซากิของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในวันพฤหัสบดี 9 ส.ค. อาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรนัก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่คนในตำแหน่งดังกล่าวเดินทางไปร่วมพิธีรำลึกประจำปีที่เมืองซึ่งถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 1945 ซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

นางาซากินับเป็นเมืองสุดท้ายในโลกที่โดนโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูของกองทัพสหรัฐฯ ทว่ากลับถูกมองว่าเป็นเมืองที่ “ถูกลืม” เพราะคนมักจะนึกถึงแต่การทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิมาซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าเพียงสามวัน

ย้อนไปวันที่ 14 ส.ค. 1945 ญี่ปุ่นยินยอมพ่ายสงครามต่อฝ่ายพันธมิตร และลงนามเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ซึ่งนับว่าเป็นการสิ้นสุดสงครามอย่างเป็นทางการ เกร็ก มิทเชล นักเขียนชาวอเมริกัน ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ไม่เคยมีใครเขียนหนังสือขายดี หรือสร้างภาพยนตร์ โดยใช้ชื่อ “นางาซากิ” เลย

Hiroshima devastation
คำบรรยายภาพในขณะที่ฮิโรชิมาเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ นางาซากิตั้งอยู่บนบริเวณสองหุบเขาซึ่งรายงานของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วยลดความเสียหายได้อย่างมาก

ย้อนไปปี 2016 นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ไปเยือนแค่เมืองฮิโรชิมา และไม่มีนางาซากิอยู่ในกำหนดการ ทำให้ผู้รอดชีวิต และญาติ ๆ ของผู้เสียชีวิตราวห้าหมื่นคนจากเหตุการณ์เมื่อ 73 ปีที่แล้วในเมืองนางาซากิต้องผิดหวัง

มีการคาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตจากระเบิดในเมืองฮิโรชิมาราว 135,000 คน แม้ว่า “Fat Man” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของระเบิดที่ถล่มนางาซากิจะมีน้ำหนักระเบิดทีเอ็นทีถึง 20 กิโลตัน ในขณะที่ “Little Boy” ซึ่งถล่มฮิโรชิมามีน้ำหนักเพียง 15 กิโลตัน นี่เป็นผลจากสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างของเมืองทั้งสอง ในขณะที่ฮิโรชิมาเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ นางาซากิตั้งอยู่บนบริเวณสองหุบเขาซึ่งรายงานของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วยลดความเสียหายได้อย่างมาก

อีกเหตุผลหนึ่งที่ฮิโรชิมาเป็นที่จดจำมากกว่าเป็นเพราะปฏิบัติการในที่เมืองนั้นเป็นผลมาจากการวางแผนและลงมือปฏิบัติที่ดี หากพิจารณาในมุมมองทางยุทธศาสตร์ทหาร

"Fat Man", the atomic bomb used in Nagasaki
คำบรรยายภาพ“Fat Man” ระเบิดที่ถล่มนางาซากิ

โชคของโคกุระ

ก่อนอื่นเลย นางาซากิไม่ใช่เป้าหมายแรก ๆ ของสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ เมืองฮิโรชิมาและโคกุระ เป็นเป้าหมายต้น ๆ เนื่องจากมีความเป็นเมืองและมีความเจริญทางอุตสาหกรรม และตั้งอยู่บนที่ราบ

ในตอนแรก เมืองเป้าหมายมีโยโกฮามาและเกียวโตด้วย แต่โยโกฮามาเป็นตัวเลือกที่ถูกตัดออกไปเนื่องจากการโจมตีในวิถีทหารแบบปกติได้สร้างความเสียหายพอแล้ว ต่อมา เกียวโตก็ถูกตัดออกจากตัวเลือกเช่นกัน เนื่องจากสหรัฐฯ เกรงว่าจะไม่สามารถได้รับความนิยมเนื่องจากเกียวโตเป็นเมืองศูนย์กลางจักรพรรดิญี่ปุ่น

กองทัพสหรัฐฯ เกือบจะโจมตีเมืองโคกุระ แต่ต้องพบกับสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกและควัน และตัดสินใจเลือกนางาซากิแทนอย่างกะทันหัน คนญี่ปุ่นยังใช้คำกล่าวที่ว่า “Kokura luck” หรือ โชคของโคกุระ ในการพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นจนถึงทุกวันนี้

Atomic explosion in Hiroshima
คำบรรยายภาพการทิ้งระเบิดลงที่ฮิโรชิมาและนางาซากิยังเป็นประเด็นถกเถียงจนถึงทุกวันนี้

จำเป็นต้องระเบิดจริงหรือ

การทิ้งระเบิดลงที่ฮิโรชิมาและนางาซากิยังเป็นประเด็นถกเถียงจนถึงทุกวันนี้ ทางการสหรัฐฯ และประธานาธิบดีแฮรี ทรูแมน ของสหรัฐฯ บอกว่าการโจมตีเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม และทำให้มีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าการบุกด้วยกองทัพด้วยวิถีปกติเสียอีก อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์มองว่าแค่การโจมตีฮิโรชิมาก็อาจจะเพียงพอให้ญี่ปุ่นเตรียมยอมแพ้สงครามแล้ว

เอกสารลับของทางการสหรัฐฯ ชี้ว่า การโจมตีทั้งสองเมืองเป็นแผนการมาตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งเป็นแผนเพื่อการทดลองประสิทธิภาพของทั้งระเบิดยูเรเนียมและพลูโตเนียม

เทลฟอร์ด เทย์เลอร์ หัวหน้าอัยการในการพิจารณาคดีนูเรมเบิร์กซึ่งดำเนินคดีกับสมาชิกคนสำคัญของนาซีเยอรมนี ระบุในหนังสือเมื่อยุค 70 ว่า การระเบิดเมืองนางาซากิถือว่าเป็นอาชญากรรม

ทำให้รัสเซียประทับใจ

การทิ้งระเบิดที่เมืองนางาซากิเป็นครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายที่มีการใช้ระเบิดปรมาณูในสงครามความขัดแย้ง แต่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า นั่นเป็นการตั้งเป้าอย่างอ้อม ๆ ไปที่รัสเซีย ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 1945 สหภาพโซเวียตประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและความเป็นไปได้การที่รัสเซียจะบุกโจมตีญี่ปุ่นทำให้สหรัฐฯ กังวลใจ

มาร์ค เซลดอน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ บอกว่า การทำให้รัสเซียประทับใจเป็นผลลัพธ์ที่เยี่ยมกว่าการจบสงครามในญี่ปุ่นเสียอีก นายเซลดอนคิดว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีทรูแมน มีความกดดันที่จะพิสูจน์ว่า เป็นเรื่องคุ้มที่ริเริ่มโครงการแมนแฮตตัน(Manhattan Project) ซึ่งเป็นโครงการสร้างระเบิดปรมาณูลูกแรก ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งใช้ต้นทุนมหาศาล

Nagasaki destruction
คำบรรยายภาพความเสียหายที่เมืองนางาซากิ

คนรุ่น “ฮิบาคุชา″

ฮิบาคุชา เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึงผู้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดในทั้งสองเมืองเมื่อปี 1945 ในตอนแรกพวกเขาถูก “ปิดบัง” จากโลกภายนอก โดยสหรัฐฯ ต้องการปฏิเสธว่าคนเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบระยะยาวจากการทิ้งระเบิดในครั้งนั้น แต่ตั้งแต่ปี 1957 เป็นต้นมา รัฐบาลญี่ปุ่นให้การรักษาพยาบาลผู้รอดชีวิตเหล่านี้ฟรี ต่อมาในปี 1978 ชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีที่ถูกมาบังคับใช้แรงงานในญี่ปุ่น ก็ได้รับสิทธิ์นั้นด้วย

ตัวเลขทางการระบุว่ามีคนรุ่น “ฮิบาคุชา″ อยู่ราว 650,000 คน และจากสถิติล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค. ปีนี้ ผู้รอดชีวิต 154,859 คนยังมีชีวิตอยู่

เช่นเดียวกับฮิโรชิมา นางาซากิเป็นอีกเมืองที่มีส่วนร่วมในกระบวนการเพื่อสันติภาพ นายกเทศมนตรีเมืองนางาซากิ โทมิฮิซะ ทาโอเอะ เคยโต้แย้งกับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น อย่างเปิดเผย ที่ญี่ปุ่นปฏิเสธไม่เข้าร่วมกับสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว นายทาโอเอะบอกว่า ในฐานะประเทศเดียวในโลกที่เคยต้องเผชิญกับระเบิดปรมาณูในช่วงสงคราม เขาขอให้พิจารณานโยบายนี้ใหม่และเข้าร่วมสนธิสัญญานี้ให้เร็วที่สุด

ในฐานะพันธมิตรของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นต้องพึ่งอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ สำหรับความมั่นคงของประเทศ แต่มันก็เป็นแหล่งอาวุธเดียวกันกับที่เคยทำลายล้างคนของพวกเขาเองมาแล้วในอดีต

นักวิทย์เผยสูตรอมตะ กินมื้อเย็นเร็วขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไม

นักวิทย์เผยสูตรอมตะ กินมื้อเย็นเร็วขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไม

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1919708418093968

สำหรับคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ คงจะได้รู้จักกับหลายๆ วิธีการที่ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง อย่างเช่นการเลิกสูบบุหรี่ หรือการทาครีมกันแดดเมื่อต้องออกไปสู้แสงอาทิตย์ แต่ใครเลยจะคาดคิดว่า การปรับเวลาการกินอาหารมื้อเย็นของเรา ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดีเลย และผลจากการวิจัยล่าสุดยืนยันในเรื่องนี้

ผลงานการวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสารที่มีชื่อว่า International Journal of Cancer ได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างช่วงเวลาของการกินอาหารมื้อเย็น กับความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งบางรูปแบบ อาทิ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นตัวการอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตของหญิงและชายเป็นจำนวนมาก

ทีมวิจัยชี้แจงว่า “วิถีชีวิตในโลกยุคปัจจุบันนี้ทำให้เกิดรูปแบบการกินอยู่หลับนอนที่ไม่เหมาะสม และส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ”

แกนของการวิจัยนี้ พุ่งเป้าไปที่ การทิ้งช่วงเวลาระหว่างการกินอาหารมื้อสุดท้ายของวันก่อนที่จะเข้านอน โดยคนที่กินอาหารมื้อเย็น (หรือมื้อค่ำ) ก่อนเวลา 3 ทุ่ม หรือเมื่อกินอาหารแล้วทิ้งช่วงเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างมาก และพบว่าคนในกลุ่มนี้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลงได้ถึง 20% เลยทีเดียว เมื่อเทียบกับคนที่กินมื้อเย็นหลังเวลา 4 ทุ่ม หรือกินมื้อเย็นแล้วเข้านอนเลย

ทีมวิจัยเฝ้าติดตามพฤติกรรมการกินมื้อเย็นของกลุ่มตัวอย่างนับพันราย เพื่อตรวจสอบอัตราการเป็นโรคมะเร็งในระยะยาว และผลออกมาชัดเจนว่าคนที่กินมื้อเย็นตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้นานาชนิด แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแน่ชัดถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ โดยในเวลานี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงจังหวะของนาฬิกาชีวภาพ (Circadian rhythm) ที่หมายถึงรูปแบบของช่วงเวลาการทำกิจกรรมและการนอนในแต่ละวัน ที่ดำเนินมากว่า 100,000 ปีตามอารยธรรมอันยาวนานของชาติพันธุ์มนุษย์ มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

A.I. Program – ก้าวล้ำนวัตกรรมสมองกลรถบรรทุกและรถโดยสารไร้คนขับ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1916916335039843

ในสหรัฐฯ มีผู้ขับขี่รถบรรทุกอาชีพประมาณ 3.5 ล้านคนและหากรวมถึงอาชีพที่เกี่ยวข้องกันด้วยก็จะมีจำนวนมากกว่า 8 ล้านคนโดยรายได้ของอาชีพคนขับรถบรรทุกหัวลากหรือรถบรรทุกพ่วงนั้นอยู่ที่ระหว่าง 37,000 ถึง 57,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งอาชีพคนขับรถบรรทุกนั้นจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การฝึกอบรม การหยุดพัก การดูแลรักษาสุขภาพ การดูแลด้านทันตกรรม และเปอร์เซ็นต์รายได้ที่ต้องขึ้นทุกปี และอาจเกิดข้อผิดพลาดระหว่างการทำงานที่สามารถนำไปสู่อุบัติเหตุ การรักษา หรือการจ่ายค่าปรับความเร็ว ดังนั้น การพัฒนาระบบ A.I. Program นั้นมีความเป็นไปได้สูงมากและอาจทำให้อาชีพเหล่านี้ตกยุคไป

Mercedes ถือเป็นผู้นำการพัฒนานวัตกรรมการขับเคลื่อนรถบรรทุกไร้คนขับ ด้วยการเพิ่มระบบเซ็นเซอร์และซอฟต์แวร์อัจฉริยะเพื่อให้รถบรรทุกสามารถวิ่งได้เอง ซึ่งเราจะเห็นรถบรรทุกเหล่านี้วิ่งอยู่บนท้องถนนในอนาคตอันใกล้นี้ภายในงาน Mercedes-Benz Future Truck 2025 เมื่อปี 2014 ได้แสดงให้เห็นว่าการขับขี่อัจฉริยะไร้คนขับนั้นเป็นไปได้จริงทางเทคนิค และในปี 2015 พวกเขาเริ่มทดสอบรถบรรทุกไร้คนขับบนทางหลวงของประเทศเยอรมนี ต่อมาในเดือนมีนาคมปี 2016 มีการจำหน่ายรถบรรทุกไร้คนขับ 3 คัน ให้กับกองทัพ ซึ่งการพัฒนาเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยรถบรรทุกดังกล่าวมีชื่อว่า “Actros”นวัตกรรมดังกล่าวไม่ได้จำกัดไว้ใช้เฉพาะกับรถบรรทุกเท่านั้น แต่ทว่ายังได้รับการพัฒนาเพื่อตลาดรถบัสขนาดใหญ่ของ Mercedes ด้วย และเมื่ออ้างอิงถึงสถิติแรงงานของสหรัฐฯ พบว่ามีพนักงานขับรถบัสอีกกว่า 500,000 คน ที่อาจต้องตกงานในอนาคต

รถโดยสารอัจฉริยะ ‘City Pilot’ ของ Mercedes-Benz
(ที่มาของรูปภาพ website : daimler)

รถโดยสารอัจฉริยะแห่งอนาคตสามารถวิ่งได้ที่ความเร็วถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รถโดยสารอัจฉริยะแห่งอนาคตนั้นทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติในระดับสองในห้าขณะขับขี่โดยไร้คนขับ โดยการทำงานต่าง ๆ จะผ่านข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการเร่งและระบบควบคุมการหยุดรถซึ่งจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบความช่วยเหลือเครือข่ายหรือ GPS ในทางเทคนิค รถโดยสารอัจฉริยะรุ่น City Pilot ที่เคยเปิดตัวไปแล้วนั้นได้พัฒนาระบบมาจากรถบรรทุกไร้คนขับ Actros ของ Mercedes-Benz โดยมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับระบบ Highway Pilot อย่างไรก็ตาม รถโดยสารดังกล่าวมีสมรรถนะสูงกว่ารถบรรทุกมาก โดยคุณสมบัติใหม่มีฟังก์ชันสำคัญที่จำเป็นสำหรับการวิ่งในเมือง ได้แก่ ระบบการรับข้อมูลสัญญาณไฟจราจร ระบบการรับข้อมูลการจัญจรทางเท้า รวมถึงความแม่นยำของการจอดเข้าป้ายรถประจำทางและการเปลี่ยนระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติเมื่อขับผ่านอุโมงค์ เป็นต้น

หนึ่งในระบบเซ็นเซอร์ที่ตอบสนองข้อมูลแบบเรียลไทม์กับรถโดยสารอัจฉริยะไร้คนขับ
(ที่มาของรูปภาพ website : tek-think)

การป้อนข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ไปยัง A.I. Program ด้วยกล้องมากกว่า 10 ตัว
เทคโนโลยีดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นไปได้ด้วยระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่มีความแม่นยำ โดยใช้กล้องที่มีความละเอียดสูงไม่น้อยกว่า 10 ตัวในแต่ละระบบเพื่อตรวจสอบพื้นที่ที่รถจะวิ่งและแสดงผลก่อนที่รถจะไปถึง ซึ่งสัญญาณของระบบเรดาร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะถูกเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับระบบแสดงผลที่ให้ความแม่นยำสูงโดยข้อมูลจะมีการอัพเดทอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ระบบการสื่อสารไร้สาย V2I (Vehicle to Infrastructure Communication)
มีการเชื่อมโยงระบบรถโดยสารอัจฉริยะของ Mercedes-Benz กับระบบสัญญาณไฟจราจรอันทันสมัยของขนส่งมวลชน BRT แห่งอัมสเตอร์ดัม (BRT = Bus Rapid Transit) ซึ่งรถโดยสารแห่งอนาคตจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อม ไม่เพียงเพราะการออกแบบที่ล้ำยุคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีเส้นทางเดินรถของมันเองโดยไม่รบกวนการจราจรอื่นๆ และยังสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายกับสิ่งต่างๆ โดยรอบแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วยจากมุมมองด้านวิศวกรรมหรือแม้กระทั่งในฐานะผู้โดยสารหรือผู้ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมนี้ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ แต่หากคุณอยู่ในฐานะของคนที่มีอาชีพขับรถบรรทุกหรือรถโดยสารคงจะมีความกังวลกับอนาคตงานของตนไม่น้อย

ภาพจำลองการควบคุมระบบรถโดยสารอัจฉริยะไร้คนขับผ่าน A.I. Program
(ที่มาของรูปภาพ website : tek-think)

พีระมิดแห่งกีซารวมศูนย์พลังแม่เหล็กไฟฟ้าไว้ที่ห้องภายในได้

The Pyramids of Giza, Egypt.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1913678745363602

ผลการศึกษาทางทฤษฎีของทีมนักฟิสิกส์นานาชาติชี้ว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza )หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ประเทศอียิปต์ สามารถรวมศูนย์พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นที่บริเวณใต้ส่วนฐานและห้องหับต่าง ๆ ภายในได้

รายงานการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Applied Physics ระบุว่า ทีมนักฟิสิกส์นานาชาติได้คำนวณและสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขึ้น เพื่อทดสอบว่าโครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งนี้จะตอบสนองต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นแสงอาทิตย์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ และสัญญาณ WiFi อย่างไร

ดร. แอนเดรย์ เยฟลูคิน จากมหาวิทยาลัย ITMO ของรัสเซีย หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า “เราตั้งสมมติฐานว่าไม่มีช่องว่างภายในพีระมิดที่ยังค้นหาไม่พบ และตัวพีระมิดมีคุณสมบัติแบบหินปูนกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอทั้งภายในและภายนอก จากนั้นจึงมาคำนวณว่ารูปทรงพีระมิดจะทำให้เกิดการกระจายหรือดูดซับพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างไร รวมทั้งมีการสั่นพ้อง (Resonance) ของคลื่นเกิดขึ้นหรือไม่”

ผลจากการทดสอบทางทฤษฎีพบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน

การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา และมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ในหลายด้าน การใช้รูปทรงพีระมิดเข้ามาปรับปรุงการใช้งานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นับว่ามีความเป็นไปได้สูง เช่นการก่อสร้างอาคารให้มีส่วนยอดแหลมขึ้น ก็อาจทำให้จุดอับของสัญญาณ WiFi ภายในห้องต่าง ๆ ลดลงได้

(ภาพจำลอง) ผลการทดสอบทางทฤษฎีครั้งนี้พบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ผลการทดสอบทางทฤษฎีครั้งนี้พบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน

แม้บางคนอาจจินตนาการไปว่า ชาวอียิปต์โบราณสร้างสุสานรูปทรงพีระมิดเพื่อให้คลื่นสัญญาณการติดต่อระหว่างผู้ตายกับโลกหน้าเป็นไปโดยสะดวก แต่ทีมนักฟิสิกส์ผู้ทำการศึกษาบอกว่า การเลือกสร้างสุสานรูปทรงพีระมิดน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ โดยชาวอียิปต์โบราณอาจไม่ได้ล่วงรู้ถึงความลับทางวิทยาศาสตร์ในข้อนี้มาก่อน

ทีมผู้วิจัยยังบอกว่าการศึกษารูปทรงพีระมิดตามแนวทางของฟิสิกส์สมัยใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อวิทยาการในอนาคตอย่างแน่นอน เช่นการคิดค้นวัสดุที่ประกอบด้วยอนุภาครูปทรงพีระมิดขนาดเล็กระดับนาโน ซึ่งอาจนำไปใช้งานเพื่อสร้างอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณขนาดจิ๋ว (นาโนเซนเซอร์)และเซลล์สุริยะที่มีประสิทธิภาพสูงได้

ํYAPE

700_yape1
การขนส่งภายในบ้านในพื้นที่เมืองด้วยความช่วยเหลือของหุ่นยนต์สองล้อ: ว่องไวฉลาดเบาสามารถข้ามถนนและเดินบนทางเท้ารถคันนี้สามารถส่งมอบสินค้าได้ตลอดเวลาที่บันทึกขณะที่หลีกเลี่ยงการจราจรและสร้างการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ . นี่เป็นอนาคตของการให้บริการจัดส่งในเขตเมืองและคำตอบของ e-Novia ต่อการเติบโตที่เพิ่มขึ้นของความต้องการในการจัดส่งที่บ้าน YAPE, Autonomous Pony Express ของคุณคือโครงการ e-Novia ที่ให้กำเนิดรถจัดส่งภายในบ้านแห่งแรกที่ออกแบบและสร้างขึ้นเองในอิตาลี
YAPE สามารถเดินทางไปได้อย่างง่ายดายในถนนแคบ<ๆ และตรอกซอกซอยแบบฉบับของเมืองในยุโรปและอิตาลีโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะอยู่บนทางเท้า (ด้วยความเร็วสูงสุด 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) หรือบนจักรยาน (YAPE) ถึง 20 กม. / ชม.) ด้วยระยะทางประมาณ 80 กม. YAPE เคลื่อนที่บนล้อสองล้อขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ไฟฟ้าอิสระที่ช่วยลดการใช้พลังงานและในเวลาเดียวกันเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ ยิ่งไปกว่านั้นหุ่นยนต์ก็สามารถหมุนไปตามจุดต่างๆและเพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆเช่นรางรถรางและขอบทางเท้าYAPE ผลิตแผนที่ดิจิทัลของเมืองด้วยความช่วยเหลือของเซนเซอร์ในรูปแบบของกล้องวิดีโอและเลเซอร์ เหล่านี้สามารถโต้ตอบกับเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่แล้วทั่วเมืองเช่นที่วางอยู่ใกล้ไฟจราจรเพื่อการตรวจสอบ การแสดงข้อมูลดิจิทัลที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของเมืองนี้ช่วยให้สามารถตรวจจับหลุมในทางเท้าอุบัติเหตุสถานที่ก่อสร้างและอุปสรรคอื่น ๆ และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางผู้ส่งถึงผู้รับได้ YAPE สร้างแผนที่เมืองที่มีรายละเอียดมากและได้รับการอัปเดตโดยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับภาคบริการในเมืองเช่นข้อมูลเกี่ยวกับการจราจรบนเลนจักรยานและเลนที่สงวนไว้สำหรับคนพิการ ด้วยเหตุนี้ YAPE จึงสามารถรับมือกับกระแสการจราจรแบบไดนามิกและไม่อาจคาดการณ์ได้ตามแบบฉบับของเมืองยุคใหม่
ระบบนิเวศ« YAPE «อิงตามแพลตฟอร์มการควบคุมซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกหุ่นยนต์ไปที่บ้านโดยใช้แอปที่กำหนด ผู้ส่งวางพัสดุไว้ในช่องเก็บสัมภาระที่ว่างเปล่าของรถ (ซึ่งมีความจุได้ถึง 70 กิโลกรัม) จากนั้นใช้แอปอีกครั้งเพื่อระบุผู้รับ: ด้วยความช่วยเหลือจากตำแหน่ง GPS ของผู้รับ – ผู้รับจะต้องเป็นผู้รับ ลงทะเบียนที่แพลตฟอร์ม YAPE-หุ่นยนต์สามารถกำหนดที่อยู่จัดส่งได้โดยอัตโนมัติ การโพสต์และจัดส่งพัสดุจะได้รับการรับรองและรักษาความปลอดภัยโดยผู้ส่งและข้อมูลรับรองของผู้รับเมื่อใช้แอปและด้วยระบบจดจำใบหน้าขั้นสูงที่รวมอยู่ในหุ่นยนต์ ด้วยความช่วยเหลือในการเข้าถึงช่องสัมภาระของรถคันหลังจะได้รับเฉพาะผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
E-Novia วางแผนที่จะเปิดตัวการทดสอบถนนครั้งแรกในเดือนกันยายนปีพ.ศ.2560 นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าภายในเดือนธันวาคม 2560 กองยานขับขี่ภายในบ้านแห่งแรกที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองจะถูกนำไปให้บริการด้วยความร่วมมือกับผู้เล่นที่สำคัญใน ภาคอีคอมเมิร์ซ