คลังเก็บหมวดหมู่: พงษ์ศิริ บังเกิด 7

เตรียมพบกับ Vector หุ่นยนต์ผู้ช่วยในบ้านที่ฉลาดใกล้เคียง Alexa แต่เดินไปเดินมาได้

เตรียมพบกับ Vector หุ่นยนต์ผู้ช่วยในบ้านที่ฉลาดใกล้เคียง Alexa แต่เดินไปเดินมาได้

บริษัท Anki ผู้พัฒนาของเล่นและหุ่นยนต์ได้ออกหุ่นยนต์รุ่นใหม่ในชื่อ Vector โดยมีหน้าตาเหมือนหุ่นยนต์ของเล่นรุ่น Cozmo ที่เคยออกจำหน่ายก่อนหน้านี้ แม้ว่าหน้าตาภายนอกจะดูเหมือนกันแต่สิ่งที่แตกต่างจากหุ่นยนต์ของเล่น Cozmo คือ Vector จะใช้โทนสีเทาและดำ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่สำหรับเด็กเล่นเท่านั้นแต่สำหรับผู้ใหญ่ด้วย

หุ่น Cozmo ออกวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 โดยใช้จุดขายว่าเป็นหุ่นยนต์ที่มี “จิตใจเป็นของตัวเอง” แต่ในความเป็นจริงการทำงานด้านประมวลผลต่างๆ จะถูกทำบนมือถือสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับมัน และนี่เป็นจุดที่แตกต่างจากหุ่นยนต์รุ่นใหม่อย่าง Vector ที่การประมวลผลต่างๆ จะทำในตัวหุ่นยนต์เองโดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

บริษัท Anki เชื่อมั่นว่าหุ่นยนต์ Vector ที่เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้จะสามารถแข่งขันกับหุ่นยนต์อย่าง Jibo และ Keecker ได้เนื่องจากมันเป็นหุ่นยนต์ในบ้านที่ทำงานแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อกับระบบคลาวด์และเปิดทำงานอยู่ตลอดเวลา และนอกจากนี้มันจะเป็นคู่แข่งสำคัญของระบบผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Alexa และ Siri สำหรับการใช้งานในห้องนั่งเล่น

นางาซากิ: เมืองระเบิดปรมาณูถล่มที่ “ถูกลืม”

Aerial photo of Nagasaki bombing

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1928241080574035

การเดินทางไปเมืองนางาซากิของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในวันพฤหัสบดี 9 ส.ค. อาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรนัก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่คนในตำแหน่งดังกล่าวเดินทางไปร่วมพิธีรำลึกประจำปีที่เมืองซึ่งถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 1945 ซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

นางาซากินับเป็นเมืองสุดท้ายในโลกที่โดนโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูของกองทัพสหรัฐฯ ทว่ากลับถูกมองว่าเป็นเมืองที่ “ถูกลืม” เพราะคนมักจะนึกถึงแต่การทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิมาซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าเพียงสามวัน

ย้อนไปวันที่ 14 ส.ค. 1945 ญี่ปุ่นยินยอมพ่ายสงครามต่อฝ่ายพันธมิตร และลงนามเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ซึ่งนับว่าเป็นการสิ้นสุดสงครามอย่างเป็นทางการ เกร็ก มิทเชล นักเขียนชาวอเมริกัน ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ไม่เคยมีใครเขียนหนังสือขายดี หรือสร้างภาพยนตร์ โดยใช้ชื่อ “นางาซากิ” เลย

Hiroshima devastation
คำบรรยายภาพในขณะที่ฮิโรชิมาเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ นางาซากิตั้งอยู่บนบริเวณสองหุบเขาซึ่งรายงานของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วยลดความเสียหายได้อย่างมาก

ย้อนไปปี 2016 นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ไปเยือนแค่เมืองฮิโรชิมา และไม่มีนางาซากิอยู่ในกำหนดการ ทำให้ผู้รอดชีวิต และญาติ ๆ ของผู้เสียชีวิตราวห้าหมื่นคนจากเหตุการณ์เมื่อ 73 ปีที่แล้วในเมืองนางาซากิต้องผิดหวัง

มีการคาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตจากระเบิดในเมืองฮิโรชิมาราว 135,000 คน แม้ว่า “Fat Man” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของระเบิดที่ถล่มนางาซากิจะมีน้ำหนักระเบิดทีเอ็นทีถึง 20 กิโลตัน ในขณะที่ “Little Boy” ซึ่งถล่มฮิโรชิมามีน้ำหนักเพียง 15 กิโลตัน นี่เป็นผลจากสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างของเมืองทั้งสอง ในขณะที่ฮิโรชิมาเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ นางาซากิตั้งอยู่บนบริเวณสองหุบเขาซึ่งรายงานของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วยลดความเสียหายได้อย่างมาก

อีกเหตุผลหนึ่งที่ฮิโรชิมาเป็นที่จดจำมากกว่าเป็นเพราะปฏิบัติการในที่เมืองนั้นเป็นผลมาจากการวางแผนและลงมือปฏิบัติที่ดี หากพิจารณาในมุมมองทางยุทธศาสตร์ทหาร

"Fat Man", the atomic bomb used in Nagasaki
คำบรรยายภาพ“Fat Man” ระเบิดที่ถล่มนางาซากิ

โชคของโคกุระ

ก่อนอื่นเลย นางาซากิไม่ใช่เป้าหมายแรก ๆ ของสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ เมืองฮิโรชิมาและโคกุระ เป็นเป้าหมายต้น ๆ เนื่องจากมีความเป็นเมืองและมีความเจริญทางอุตสาหกรรม และตั้งอยู่บนที่ราบ

ในตอนแรก เมืองเป้าหมายมีโยโกฮามาและเกียวโตด้วย แต่โยโกฮามาเป็นตัวเลือกที่ถูกตัดออกไปเนื่องจากการโจมตีในวิถีทหารแบบปกติได้สร้างความเสียหายพอแล้ว ต่อมา เกียวโตก็ถูกตัดออกจากตัวเลือกเช่นกัน เนื่องจากสหรัฐฯ เกรงว่าจะไม่สามารถได้รับความนิยมเนื่องจากเกียวโตเป็นเมืองศูนย์กลางจักรพรรดิญี่ปุ่น

กองทัพสหรัฐฯ เกือบจะโจมตีเมืองโคกุระ แต่ต้องพบกับสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกและควัน และตัดสินใจเลือกนางาซากิแทนอย่างกะทันหัน คนญี่ปุ่นยังใช้คำกล่าวที่ว่า “Kokura luck” หรือ โชคของโคกุระ ในการพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นจนถึงทุกวันนี้

Atomic explosion in Hiroshima
คำบรรยายภาพการทิ้งระเบิดลงที่ฮิโรชิมาและนางาซากิยังเป็นประเด็นถกเถียงจนถึงทุกวันนี้

จำเป็นต้องระเบิดจริงหรือ

การทิ้งระเบิดลงที่ฮิโรชิมาและนางาซากิยังเป็นประเด็นถกเถียงจนถึงทุกวันนี้ ทางการสหรัฐฯ และประธานาธิบดีแฮรี ทรูแมน ของสหรัฐฯ บอกว่าการโจมตีเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม และทำให้มีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าการบุกด้วยกองทัพด้วยวิถีปกติเสียอีก อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์มองว่าแค่การโจมตีฮิโรชิมาก็อาจจะเพียงพอให้ญี่ปุ่นเตรียมยอมแพ้สงครามแล้ว

เอกสารลับของทางการสหรัฐฯ ชี้ว่า การโจมตีทั้งสองเมืองเป็นแผนการมาตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งเป็นแผนเพื่อการทดลองประสิทธิภาพของทั้งระเบิดยูเรเนียมและพลูโตเนียม

เทลฟอร์ด เทย์เลอร์ หัวหน้าอัยการในการพิจารณาคดีนูเรมเบิร์กซึ่งดำเนินคดีกับสมาชิกคนสำคัญของนาซีเยอรมนี ระบุในหนังสือเมื่อยุค 70 ว่า การระเบิดเมืองนางาซากิถือว่าเป็นอาชญากรรม

ทำให้รัสเซียประทับใจ

การทิ้งระเบิดที่เมืองนางาซากิเป็นครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายที่มีการใช้ระเบิดปรมาณูในสงครามความขัดแย้ง แต่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า นั่นเป็นการตั้งเป้าอย่างอ้อม ๆ ไปที่รัสเซีย ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 1945 สหภาพโซเวียตประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและความเป็นไปได้การที่รัสเซียจะบุกโจมตีญี่ปุ่นทำให้สหรัฐฯ กังวลใจ

มาร์ค เซลดอน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ บอกว่า การทำให้รัสเซียประทับใจเป็นผลลัพธ์ที่เยี่ยมกว่าการจบสงครามในญี่ปุ่นเสียอีก นายเซลดอนคิดว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีทรูแมน มีความกดดันที่จะพิสูจน์ว่า เป็นเรื่องคุ้มที่ริเริ่มโครงการแมนแฮตตัน(Manhattan Project) ซึ่งเป็นโครงการสร้างระเบิดปรมาณูลูกแรก ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งใช้ต้นทุนมหาศาล

Nagasaki destruction
คำบรรยายภาพความเสียหายที่เมืองนางาซากิ

คนรุ่น “ฮิบาคุชา″

ฮิบาคุชา เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึงผู้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดในทั้งสองเมืองเมื่อปี 1945 ในตอนแรกพวกเขาถูก “ปิดบัง” จากโลกภายนอก โดยสหรัฐฯ ต้องการปฏิเสธว่าคนเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบระยะยาวจากการทิ้งระเบิดในครั้งนั้น แต่ตั้งแต่ปี 1957 เป็นต้นมา รัฐบาลญี่ปุ่นให้การรักษาพยาบาลผู้รอดชีวิตเหล่านี้ฟรี ต่อมาในปี 1978 ชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีที่ถูกมาบังคับใช้แรงงานในญี่ปุ่น ก็ได้รับสิทธิ์นั้นด้วย

ตัวเลขทางการระบุว่ามีคนรุ่น “ฮิบาคุชา″ อยู่ราว 650,000 คน และจากสถิติล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค. ปีนี้ ผู้รอดชีวิต 154,859 คนยังมีชีวิตอยู่

เช่นเดียวกับฮิโรชิมา นางาซากิเป็นอีกเมืองที่มีส่วนร่วมในกระบวนการเพื่อสันติภาพ นายกเทศมนตรีเมืองนางาซากิ โทมิฮิซะ ทาโอเอะ เคยโต้แย้งกับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น อย่างเปิดเผย ที่ญี่ปุ่นปฏิเสธไม่เข้าร่วมกับสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว นายทาโอเอะบอกว่า ในฐานะประเทศเดียวในโลกที่เคยต้องเผชิญกับระเบิดปรมาณูในช่วงสงคราม เขาขอให้พิจารณานโยบายนี้ใหม่และเข้าร่วมสนธิสัญญานี้ให้เร็วที่สุด

ในฐานะพันธมิตรของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นต้องพึ่งอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ สำหรับความมั่นคงของประเทศ แต่มันก็เป็นแหล่งอาวุธเดียวกันกับที่เคยทำลายล้างคนของพวกเขาเองมาแล้วในอดีต

นักวิทย์เผยสูตรอมตะ กินมื้อเย็นเร็วขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไม

นักวิทย์เผยสูตรอมตะ กินมื้อเย็นเร็วขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไม

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1919708418093968

สำหรับคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ คงจะได้รู้จักกับหลายๆ วิธีการที่ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง อย่างเช่นการเลิกสูบบุหรี่ หรือการทาครีมกันแดดเมื่อต้องออกไปสู้แสงอาทิตย์ แต่ใครเลยจะคาดคิดว่า การปรับเวลาการกินอาหารมื้อเย็นของเรา ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดีเลย และผลจากการวิจัยล่าสุดยืนยันในเรื่องนี้

ผลงานการวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสารที่มีชื่อว่า International Journal of Cancer ได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างช่วงเวลาของการกินอาหารมื้อเย็น กับความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งบางรูปแบบ อาทิ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นตัวการอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตของหญิงและชายเป็นจำนวนมาก

ทีมวิจัยชี้แจงว่า “วิถีชีวิตในโลกยุคปัจจุบันนี้ทำให้เกิดรูปแบบการกินอยู่หลับนอนที่ไม่เหมาะสม และส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ”

แกนของการวิจัยนี้ พุ่งเป้าไปที่ การทิ้งช่วงเวลาระหว่างการกินอาหารมื้อสุดท้ายของวันก่อนที่จะเข้านอน โดยคนที่กินอาหารมื้อเย็น (หรือมื้อค่ำ) ก่อนเวลา 3 ทุ่ม หรือเมื่อกินอาหารแล้วทิ้งช่วงเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างมาก และพบว่าคนในกลุ่มนี้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลงได้ถึง 20% เลยทีเดียว เมื่อเทียบกับคนที่กินมื้อเย็นหลังเวลา 4 ทุ่ม หรือกินมื้อเย็นแล้วเข้านอนเลย

ทีมวิจัยเฝ้าติดตามพฤติกรรมการกินมื้อเย็นของกลุ่มตัวอย่างนับพันราย เพื่อตรวจสอบอัตราการเป็นโรคมะเร็งในระยะยาว และผลออกมาชัดเจนว่าคนที่กินมื้อเย็นตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้นานาชนิด แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแน่ชัดถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ โดยในเวลานี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงจังหวะของนาฬิกาชีวภาพ (Circadian rhythm) ที่หมายถึงรูปแบบของช่วงเวลาการทำกิจกรรมและการนอนในแต่ละวัน ที่ดำเนินมากว่า 100,000 ปีตามอารยธรรมอันยาวนานของชาติพันธุ์มนุษย์ มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

A.I. Program – ก้าวล้ำนวัตกรรมสมองกลรถบรรทุกและรถโดยสารไร้คนขับ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1916916335039843

ในสหรัฐฯ มีผู้ขับขี่รถบรรทุกอาชีพประมาณ 3.5 ล้านคนและหากรวมถึงอาชีพที่เกี่ยวข้องกันด้วยก็จะมีจำนวนมากกว่า 8 ล้านคนโดยรายได้ของอาชีพคนขับรถบรรทุกหัวลากหรือรถบรรทุกพ่วงนั้นอยู่ที่ระหว่าง 37,000 ถึง 57,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งอาชีพคนขับรถบรรทุกนั้นจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การฝึกอบรม การหยุดพัก การดูแลรักษาสุขภาพ การดูแลด้านทันตกรรม และเปอร์เซ็นต์รายได้ที่ต้องขึ้นทุกปี และอาจเกิดข้อผิดพลาดระหว่างการทำงานที่สามารถนำไปสู่อุบัติเหตุ การรักษา หรือการจ่ายค่าปรับความเร็ว ดังนั้น การพัฒนาระบบ A.I. Program นั้นมีความเป็นไปได้สูงมากและอาจทำให้อาชีพเหล่านี้ตกยุคไป

Mercedes ถือเป็นผู้นำการพัฒนานวัตกรรมการขับเคลื่อนรถบรรทุกไร้คนขับ ด้วยการเพิ่มระบบเซ็นเซอร์และซอฟต์แวร์อัจฉริยะเพื่อให้รถบรรทุกสามารถวิ่งได้เอง ซึ่งเราจะเห็นรถบรรทุกเหล่านี้วิ่งอยู่บนท้องถนนในอนาคตอันใกล้นี้ภายในงาน Mercedes-Benz Future Truck 2025 เมื่อปี 2014 ได้แสดงให้เห็นว่าการขับขี่อัจฉริยะไร้คนขับนั้นเป็นไปได้จริงทางเทคนิค และในปี 2015 พวกเขาเริ่มทดสอบรถบรรทุกไร้คนขับบนทางหลวงของประเทศเยอรมนี ต่อมาในเดือนมีนาคมปี 2016 มีการจำหน่ายรถบรรทุกไร้คนขับ 3 คัน ให้กับกองทัพ ซึ่งการพัฒนาเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยรถบรรทุกดังกล่าวมีชื่อว่า “Actros”นวัตกรรมดังกล่าวไม่ได้จำกัดไว้ใช้เฉพาะกับรถบรรทุกเท่านั้น แต่ทว่ายังได้รับการพัฒนาเพื่อตลาดรถบัสขนาดใหญ่ของ Mercedes ด้วย และเมื่ออ้างอิงถึงสถิติแรงงานของสหรัฐฯ พบว่ามีพนักงานขับรถบัสอีกกว่า 500,000 คน ที่อาจต้องตกงานในอนาคต

รถโดยสารอัจฉริยะ ‘City Pilot’ ของ Mercedes-Benz
(ที่มาของรูปภาพ website : daimler)

รถโดยสารอัจฉริยะแห่งอนาคตสามารถวิ่งได้ที่ความเร็วถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รถโดยสารอัจฉริยะแห่งอนาคตนั้นทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติในระดับสองในห้าขณะขับขี่โดยไร้คนขับ โดยการทำงานต่าง ๆ จะผ่านข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการเร่งและระบบควบคุมการหยุดรถซึ่งจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบความช่วยเหลือเครือข่ายหรือ GPS ในทางเทคนิค รถโดยสารอัจฉริยะรุ่น City Pilot ที่เคยเปิดตัวไปแล้วนั้นได้พัฒนาระบบมาจากรถบรรทุกไร้คนขับ Actros ของ Mercedes-Benz โดยมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับระบบ Highway Pilot อย่างไรก็ตาม รถโดยสารดังกล่าวมีสมรรถนะสูงกว่ารถบรรทุกมาก โดยคุณสมบัติใหม่มีฟังก์ชันสำคัญที่จำเป็นสำหรับการวิ่งในเมือง ได้แก่ ระบบการรับข้อมูลสัญญาณไฟจราจร ระบบการรับข้อมูลการจัญจรทางเท้า รวมถึงความแม่นยำของการจอดเข้าป้ายรถประจำทางและการเปลี่ยนระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติเมื่อขับผ่านอุโมงค์ เป็นต้น

หนึ่งในระบบเซ็นเซอร์ที่ตอบสนองข้อมูลแบบเรียลไทม์กับรถโดยสารอัจฉริยะไร้คนขับ
(ที่มาของรูปภาพ website : tek-think)

การป้อนข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ไปยัง A.I. Program ด้วยกล้องมากกว่า 10 ตัว
เทคโนโลยีดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นไปได้ด้วยระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่มีความแม่นยำ โดยใช้กล้องที่มีความละเอียดสูงไม่น้อยกว่า 10 ตัวในแต่ละระบบเพื่อตรวจสอบพื้นที่ที่รถจะวิ่งและแสดงผลก่อนที่รถจะไปถึง ซึ่งสัญญาณของระบบเรดาร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะถูกเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับระบบแสดงผลที่ให้ความแม่นยำสูงโดยข้อมูลจะมีการอัพเดทอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ระบบการสื่อสารไร้สาย V2I (Vehicle to Infrastructure Communication)
มีการเชื่อมโยงระบบรถโดยสารอัจฉริยะของ Mercedes-Benz กับระบบสัญญาณไฟจราจรอันทันสมัยของขนส่งมวลชน BRT แห่งอัมสเตอร์ดัม (BRT = Bus Rapid Transit) ซึ่งรถโดยสารแห่งอนาคตจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อม ไม่เพียงเพราะการออกแบบที่ล้ำยุคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีเส้นทางเดินรถของมันเองโดยไม่รบกวนการจราจรอื่นๆ และยังสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายกับสิ่งต่างๆ โดยรอบแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วยจากมุมมองด้านวิศวกรรมหรือแม้กระทั่งในฐานะผู้โดยสารหรือผู้ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมนี้ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ แต่หากคุณอยู่ในฐานะของคนที่มีอาชีพขับรถบรรทุกหรือรถโดยสารคงจะมีความกังวลกับอนาคตงานของตนไม่น้อย

ภาพจำลองการควบคุมระบบรถโดยสารอัจฉริยะไร้คนขับผ่าน A.I. Program
(ที่มาของรูปภาพ website : tek-think)

พีระมิดแห่งกีซารวมศูนย์พลังแม่เหล็กไฟฟ้าไว้ที่ห้องภายในได้

The Pyramids of Giza, Egypt.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1913678745363602

ผลการศึกษาทางทฤษฎีของทีมนักฟิสิกส์นานาชาติชี้ว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza )หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ประเทศอียิปต์ สามารถรวมศูนย์พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นที่บริเวณใต้ส่วนฐานและห้องหับต่าง ๆ ภายในได้

รายงานการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Applied Physics ระบุว่า ทีมนักฟิสิกส์นานาชาติได้คำนวณและสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขึ้น เพื่อทดสอบว่าโครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งนี้จะตอบสนองต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นแสงอาทิตย์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ และสัญญาณ WiFi อย่างไร

ดร. แอนเดรย์ เยฟลูคิน จากมหาวิทยาลัย ITMO ของรัสเซีย หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า “เราตั้งสมมติฐานว่าไม่มีช่องว่างภายในพีระมิดที่ยังค้นหาไม่พบ และตัวพีระมิดมีคุณสมบัติแบบหินปูนกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอทั้งภายในและภายนอก จากนั้นจึงมาคำนวณว่ารูปทรงพีระมิดจะทำให้เกิดการกระจายหรือดูดซับพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างไร รวมทั้งมีการสั่นพ้อง (Resonance) ของคลื่นเกิดขึ้นหรือไม่”

ผลจากการทดสอบทางทฤษฎีพบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน

การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา และมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ในหลายด้าน การใช้รูปทรงพีระมิดเข้ามาปรับปรุงการใช้งานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นับว่ามีความเป็นไปได้สูง เช่นการก่อสร้างอาคารให้มีส่วนยอดแหลมขึ้น ก็อาจทำให้จุดอับของสัญญาณ WiFi ภายในห้องต่าง ๆ ลดลงได้

(ภาพจำลอง) ผลการทดสอบทางทฤษฎีครั้งนี้พบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ผลการทดสอบทางทฤษฎีครั้งนี้พบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน

แม้บางคนอาจจินตนาการไปว่า ชาวอียิปต์โบราณสร้างสุสานรูปทรงพีระมิดเพื่อให้คลื่นสัญญาณการติดต่อระหว่างผู้ตายกับโลกหน้าเป็นไปโดยสะดวก แต่ทีมนักฟิสิกส์ผู้ทำการศึกษาบอกว่า การเลือกสร้างสุสานรูปทรงพีระมิดน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ โดยชาวอียิปต์โบราณอาจไม่ได้ล่วงรู้ถึงความลับทางวิทยาศาสตร์ในข้อนี้มาก่อน

ทีมผู้วิจัยยังบอกว่าการศึกษารูปทรงพีระมิดตามแนวทางของฟิสิกส์สมัยใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อวิทยาการในอนาคตอย่างแน่นอน เช่นการคิดค้นวัสดุที่ประกอบด้วยอนุภาครูปทรงพีระมิดขนาดเล็กระดับนาโน ซึ่งอาจนำไปใช้งานเพื่อสร้างอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณขนาดจิ๋ว (นาโนเซนเซอร์)และเซลล์สุริยะที่มีประสิทธิภาพสูงได้

ํYAPE

700_yape1
การขนส่งภายในบ้านในพื้นที่เมืองด้วยความช่วยเหลือของหุ่นยนต์สองล้อ: ว่องไวฉลาดเบาสามารถข้ามถนนและเดินบนทางเท้ารถคันนี้สามารถส่งมอบสินค้าได้ตลอดเวลาที่บันทึกขณะที่หลีกเลี่ยงการจราจรและสร้างการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ . นี่เป็นอนาคตของการให้บริการจัดส่งในเขตเมืองและคำตอบของ e-Novia ต่อการเติบโตที่เพิ่มขึ้นของความต้องการในการจัดส่งที่บ้าน YAPE, Autonomous Pony Express ของคุณคือโครงการ e-Novia ที่ให้กำเนิดรถจัดส่งภายในบ้านแห่งแรกที่ออกแบบและสร้างขึ้นเองในอิตาลี
YAPE สามารถเดินทางไปได้อย่างง่ายดายในถนนแคบ<ๆ และตรอกซอกซอยแบบฉบับของเมืองในยุโรปและอิตาลีโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะอยู่บนทางเท้า (ด้วยความเร็วสูงสุด 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) หรือบนจักรยาน (YAPE) ถึง 20 กม. / ชม.) ด้วยระยะทางประมาณ 80 กม. YAPE เคลื่อนที่บนล้อสองล้อขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ไฟฟ้าอิสระที่ช่วยลดการใช้พลังงานและในเวลาเดียวกันเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ ยิ่งไปกว่านั้นหุ่นยนต์ก็สามารถหมุนไปตามจุดต่างๆและเพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆเช่นรางรถรางและขอบทางเท้าYAPE ผลิตแผนที่ดิจิทัลของเมืองด้วยความช่วยเหลือของเซนเซอร์ในรูปแบบของกล้องวิดีโอและเลเซอร์ เหล่านี้สามารถโต้ตอบกับเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่แล้วทั่วเมืองเช่นที่วางอยู่ใกล้ไฟจราจรเพื่อการตรวจสอบ การแสดงข้อมูลดิจิทัลที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของเมืองนี้ช่วยให้สามารถตรวจจับหลุมในทางเท้าอุบัติเหตุสถานที่ก่อสร้างและอุปสรรคอื่น ๆ และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางผู้ส่งถึงผู้รับได้ YAPE สร้างแผนที่เมืองที่มีรายละเอียดมากและได้รับการอัปเดตโดยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับภาคบริการในเมืองเช่นข้อมูลเกี่ยวกับการจราจรบนเลนจักรยานและเลนที่สงวนไว้สำหรับคนพิการ ด้วยเหตุนี้ YAPE จึงสามารถรับมือกับกระแสการจราจรแบบไดนามิกและไม่อาจคาดการณ์ได้ตามแบบฉบับของเมืองยุคใหม่
ระบบนิเวศ« YAPE «อิงตามแพลตฟอร์มการควบคุมซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกหุ่นยนต์ไปที่บ้านโดยใช้แอปที่กำหนด ผู้ส่งวางพัสดุไว้ในช่องเก็บสัมภาระที่ว่างเปล่าของรถ (ซึ่งมีความจุได้ถึง 70 กิโลกรัม) จากนั้นใช้แอปอีกครั้งเพื่อระบุผู้รับ: ด้วยความช่วยเหลือจากตำแหน่ง GPS ของผู้รับ – ผู้รับจะต้องเป็นผู้รับ ลงทะเบียนที่แพลตฟอร์ม YAPE-หุ่นยนต์สามารถกำหนดที่อยู่จัดส่งได้โดยอัตโนมัติ การโพสต์และจัดส่งพัสดุจะได้รับการรับรองและรักษาความปลอดภัยโดยผู้ส่งและข้อมูลรับรองของผู้รับเมื่อใช้แอปและด้วยระบบจดจำใบหน้าขั้นสูงที่รวมอยู่ในหุ่นยนต์ ด้วยความช่วยเหลือในการเข้าถึงช่องสัมภาระของรถคันหลังจะได้รับเฉพาะผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
E-Novia วางแผนที่จะเปิดตัวการทดสอบถนนครั้งแรกในเดือนกันยายนปีพ.ศ.2560 นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าภายในเดือนธันวาคม 2560 กองยานขับขี่ภายในบ้านแห่งแรกที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองจะถูกนำไปให้บริการด้วยความร่วมมือกับผู้เล่นที่สำคัญใน ภาคอีคอมเมิร์ซ