คลังเก็บหมวดหมู่: ภานุวัฒน์ อินทร์ใจเอื้อ 7

สองนักเคลื่อนไหวต่อต้านการข่มขืนเป็นเครื่องมือในสงคราม คว้ารางวัลคว้าโนเบลสันติภาพ

The Nobel Prize for Peace 2018 winners: Yazidi survivor Nadia Mural (L) and Denis Mukwege

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นาเดีย มูราด และเดนิส มูเกวกี นักเคลื่อนไหวต่อต้านความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นในสภาวะสงคราม คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2018

นางสาวมูราด ชาวชนกลุ่มน้อยยาซีดี ในอิรัก ซึ่งถูกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม หรือไอเอส จับตัวไปทรมานและข่มขืน ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อยชาวยาซีดีที่ถูกลักพาตัวไป ในขณะที่นายมูเกวเก เป็นนรีแพทย์ชาวคองโก ผู้ร่วมกับทีมแพทย์ช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงทางเพศมาแล้วนับหมื่นรายในคองโก

ในปีนี้ มีบุคคลและองค์กร รวม 331 ชื่อ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ซึ่ง เบริท ไรซ์-แอนเดอร์เซ็น ประธานคณะกรรมการรางวัลโนเบล ระบุว่า นี่เป็นรางวัลสำหรับความพยายามของบุคคลทั้งสองที่จะหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงทางเพศในฐานะอาวุธในสงคราม

นางสาวมูราด ชาวชนกลุ่มน้อยยาซีดี ถูกกลุ่มไอเอส จับกุม ทรมาน และข่มขืน อยู่ถึง 3 เดือน ก่อนจะกลายมาเป็นสัญลักษณ์เพื่อการปลดปล่อยชาวยาซีดีให้เป็นอิสระ หลังจากเธอสามารถหลบหนีออกมาได้สำเร็จและเริ่มรณรงค์เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์และเรียกร้องให้นานาชาติมองเห็นความร้ายแรงของการใช้การข่มขืนเป็นเครื่องมือในสงคราม

เมื่อปี 2016 เธอได้รับรางวัล Vaclav Havel Human Rights Prize จากสภายุโรป ต่อมาในปีเดียวกัน เธอได้รับเลือกเป็นทูตสันถวไมตรีของสหประชาชาติสำหรับเหยื่อผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์คนแรก

Congolese gynaecologist Denis Mukwege at Lalish temple in a valley near Dohuk, 24 June 2018Image copyrightGETTY IMAGES

ด้านนายมูเกวเก ใช้เวลาหลายทศวรรษในการช่วยเหลือเหยื่อข่มขืนจากสงครามในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ว่ากันว่าเขาและเพื่อนร่วมงานได้ช่วยเหลือเหยื่อข่มขืนไปแล้วราวสามหมื่นราย และได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาความบาดเจ็บร้ายแรงจากความรุนแรงทางเพศ

นายมูเกวเกเคยได้รับรางวัลในระดับนานาชาติมากมาย รวมถึงรางวัล UN Human Rights Prize เมื่อปี 2008 และได้รับรางวัล African of the Year เมื่อปี 2009

ขณะนี้ เขาทำงานที่โรงพยาบาลของเขาและได้รับการคุ้มครองอย่างถาวรจากกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ เช่นเดียวกับนางสาวมูราด เขาเรียกร้องให้ทั่วโลกหันมาใช้มาตรการอย่างแข็งกร้าวมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้การข่มขืนในฐานะ “อาวุธ” ในสงคราม

Crazy Rich Asians ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำในเอเชีย

Constance Wu at the premiere of the movie Crazy Rich Asians

คลิก facebook

ภาพยนตร์ Crazy Rich Asians ซึ่งมีชื่อในภาษาไทยว่า “เหลี่ยมโบตัน” กำลังเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก เพราะ เป็นหนังฮอลลีวูดที่ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครเอกที่เป็นคนเอเชีย ซึ่งโกยรายได้สูงสุดในตารางหนังทำเงินบ็อกซ์ออฟฟิศเมื่อเดือนที่แล้ว ขณะเดียวกันภาพยนตร์แนวโรแมนติก-คอมเมดีเรื่องนี้ ก็ยังสะท้อนภาพของเหล่า “มหาเศรษฐี” ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องในเอเชีย รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนรวยกับจนในภูมิภาคนี้

สิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถานที่ดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้ ล้วนเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าที่คุณจะได้เห็นลูกค้าหิ้วถุงจากร้านยี่ห้อหรู ไม่ว่าจะเป็น Prada, Gucci และ Louis Vuitton ภาพเช่นนี้มีให้เห็นไม่ต่างกันตามเมืองใหญ่อื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม ครั้งหนึ่งภูมิภาคนี้เคยถูกมองว่าเป็นต้นแบบของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียม ทว่าปัจจุบันเรากำลังเห็นช่องว่างแห่งความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนจนและคนรวยเพิ่มมากขึ้นทุกที

ข้อมูลจากองค์กรการกุศลอ็อกแฟมพบว่า ปัจจุบันจำนวนมหาเศรษฐีระดับ “รวยล้นฟ้า″ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้แซงหน้าทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปไปแล้ว ขณะเดียวกันภูมิภาคนี้ยังมีจำนวนเศรษฐีเงินล้าน (ดอลลาร์สหรัฐฯ) และมหาเศรษฐีพันล้าน (ดอลลาร์สหรัฐฯ) มากที่สุดในโลกด้วย

“ความเหลื่อมล้ำทางรายได้กำลังแตะระดับน่าเป็นห่วงในหลายประเทศในภูมิภาค” นายมุสตาฟา ทัลปูร์ หัวหน้าโครงการด้านความไม่เท่าเทียมทางรายได้ประจำเอเชียของอ็อกแฟมกล่าว

แผนภาพแสดงจำนวนเศรษฐีเงินล้านในภูมิภาคต่าง ๆ

ข้อมูลจากนิตยสารฟอร์บส ระบุว่า สหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่มีจำนวนเศรษฐีพันล้านมากที่สุดในโลก คือ 585 คน แต่จีนแผ่นดินใหญ่ก็กำลังตามมาติด ๆ ที่ 373 คน

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความมั่งคั่งโลกของธนาคารเครดิตสวิสในปี 2017 (Credit Suisse Global Wealth Databook) ระบุว่าหากดูที่ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิกทั้งภูมิภาคก็จะเห็นได้ว่าจำนวนเศรษฐีพันล้านรวมกันมากกว่าสหรัฐฯ คือ 600 คน

รายงานในปี 2018 ของบริษัทที่ปรึกษา Capgemini ระบุว่า ภูมิภาคนี้ยังมีจำนวนเศรษฐีเงินล้านมากที่สุดในโลก ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้มีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป ไม่นับรวมที่พักอาศัยหลัก โดยมีสัดส่วน 34.1% ของจำนวนผู้มีรายได้สูงทั่วโลก ขณะที่ภูมิภาคอเมริกาเหนือมีคนกลุ่มนี้อยู่ 31.3%

ในขณะที่จีนเพลิดเพลินกับตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ปีละประมาณ 8% – 11% ระหว่างปี 2008-2012 แต่สหรัฐฯ และประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) กลับกำลังเยียวยาตัวเองหลังจากเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่

แผนภาพแสดงจำนวนเศรษฐีพันล้านในเอเชีย

ใครคือคนรวยที่สุดในเอเชีย?

นายหม่า ฮั่วเถิง หรือที่รู้จักกันในนาม โพนี หม่า คือบุคคลร่ำรวยที่สุดในเอเชีย และเป็นคนรวยอันดับที่ 17 ของโลก ตามการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บสในปี 2018

เขาคือซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน “เทนเซ็นต์ โฮลดิงส์” ซึ่งเป็นเจ้าของแอปพลิเคชันสนทนายอดนิยมในจีน “วีแชต” (WeChat) และมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 4.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Pony Ma is reported to be Asia's wealthiest personImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพโพนี หม่า คือบุคคลร่ำรวยที่สุดในเอเชีย และเป็นคนรวยอันดับที่ 17 ของโลก

มหาเศรษฐีอีกคนที่มีชื่อติดโผ 20 บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกคือ นายแจ็ค หม่า เจ้าของอาณาจักรธุรกิจอีคอมเมิร์ซ “อาลีบาบา กรุ๊ป” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก และหุ้นของบริษัทก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้เขามีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนคนเอเชียที่มีชื่อติดโผ 30 บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกรวมถึง นายลี กาชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง และนายหวัง เจี้ยนหลิน ซึ่งมีทรัพย์สิน 3.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ

นายลี กาชิง ที่เพิ่งจะเกษียณอายุจากการเป็นผู้บริหารอาณาจักรธุรกิจด้านโทรคมนาคมและพลังงานของตัวเองเมื่อช่วงต้นปีนี้ ได้ส่งมอบธุรกิจให้นายวิคเตอร์ ลี บุตรชายคนโตรับช่วงต่อ ขณะที่นายหวัง เจี้ยนหลิน เป็นประธานกลุ่มบริษัท “ต้าเหลียนวั่นต๋า″ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แผนภาพแสดงความร่ำรวยของชาติในเอเชีย-แปซิฟิก

ไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้รุนแรงกว่าจีนและอินเดีย

ผลการวิเคราะห์ของอ็อกแฟมบ่งชี้ว่า 79% ของความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นในจีนเมื่อปีที่แล้วเป็นของกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดซึ่งมีสัดส่วน 1% ของประชากรทั้งประเทศ ส่วน 73% ของความมั่งคั่งในอินเดียเป็นของกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดซึ่งมีสัดส่วนเพียง 1% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่ความมั่งคั่ง 96% ที่สร้างขึ้นในไทยเมื่อปีที่แล้วตกไปอยู่ในกระเป๋าของกลุ่มคนร่ำรวยที่สุด 1% ในประเทศ

Boeing มีแผนลดนักบินบนเครื่องเหลือคนเดียว หลังนำเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับมาใช้

Boeing มีแผนลดนักบินบนเครื่องเหลือคนเดียว หลังนำเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับมาใช้

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1962282913836518

แม้ว่ากฎหมายการบินของสหภาพยุโรปในปัจจุบัน ระบุให้เครื่องบินที่รองรับผู้โดยสารมากกว่า 20 ที่นั่ง ต้องมีนักบินอย่างน้อย 2 คน แต่ Boeing ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ มีแผนจะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในห้องนักบิน เพื่อลดความจำเป็นในการมีนักบิน 2 คนบนเครื่องบิน

โดย Steve Nordlund รองประธานของ Boeing เผยว่า เทคโนโลยี “ยานยนต์ไร้คนขับ” (ที่จะช่วยให้ลดจำนวนลูกเรือบนเครื่องบินลงได้) กำลังได้รับการพัฒนาอยู่ในระดับที่ดี  ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นในเที่ยวบินไร้คนขับ และเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง โดยคาดว่าจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาทดลองใช้ครั้งแรกกับเครื่องบินขนส่งสินค้า ก่อนจะขยายไปใช้กับเครื่องบินขนส่งผู้โดยสารในอนาคต

แม้ Nordlund ระบุว่าจะยังไม่ได้เห็นเครื่องบินไร้คนขับใน Boeing 737 เร็วๆ นี้ แต่สิ่งที่อาจจะได้เห็น คือการนำระบบอัตโนมัติ และการช่วยเหลือเข้ามาใช้ในห้องนักบินมากขึ้น และบางทีอาจจะมีการลดจำนวนนักบินลงด้วย โดยมองว่าการผสมผสานทั้งด้านความปลอดภัย, เศรษฐศาสตร์ และเทคโนโลยี ควรจะมาบรรจบกันได้แล้ว

ทั้งนี้ นอกจากผลประโยชน์ทางการเงินที่สายการบินจะได้รับแล้ว เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยรับมือกับปัญหาขาดแคลนนักบินได้ด้วย แม้ว่าปัจจุบันเครื่องบินต่างๆ กำลังกลายเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติมากขึ้น แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการบิน ก็มีสิทธิ์ที่จะขาดแคลนนักบินร่วม 200,000 คนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การทำให้หน่วยงานที่ควบคุม, เจ้าหน้าที่ของสายการบิน และผู้บริโภควางใจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก โดยสำนักงานความปลอดภัยการบินยุโรป (EASA) มีข้อบังคับให้นักบิน 2 คน อยู่ในห้องนักบินตลอดเวลาในระหว่างเที่ยวบินที่มีผู้โดยสาร หลังจากเกิดเหตุการณ์นักบินของสายการบิน Germanwings ขับเครื่องบิน A320 ดิ่งเทือกเขาแอลป์ เมื่อเดือน มี.ค. ปี 2015 จนเป็นเหตุให้ทุกคนบนเครื่องบินลำนั้น จำนวน 150 คน เสียชีวิตทั้งหมด ก่อนที่ EASA จะมาผ่อนปรนข้อบังคับดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว โดยให้ขึ้นอยู่กับสายการบินต่างๆ ที่จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่าเครื่องบินของพวกเขาปลอดภัย

 

แพะชอบคนหน้าตา “มีความสุข” มากกว่า “โกรธเกรี้ยว”

Goat

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสัตว์อย่างแพะมีความรู้สึกดึงดูดเข้าหาคนที่มีใบหน้าดูมีความสุขมากกว่าโกรธเกรี้ยว ชี้ให้เห็นว่ามีสัตว์หลายประเภทที่สามารถอ่านอารมณ์มนุษย์ได้มากกว่าที่เคยคิดกัน

ทีมวิจัยทำการทดลองโดยให้แพะดูรูปสองรูปของคน ๆ เดียวกัน โดยรูปหนึ่งแสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยว ในขณะที่อีกรูปดูมีความสุข นักวิจัยระบุในวารสาร Open Science ว่า แพะตรงปรี่เข้าหารูปที่แสดงสีหน้ามีความสุขก่อนทันที ซึ่งผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสามารถในการอ่านสีหน้ามนุษย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อนมนุษย์อย่างสุนัขและม้าเท่านั้น

การวิจัยนี้ทำขึ้นที่ศูนย์สงเคราะห์เลี้ยงแพะ Buttercups Sanctuary for Goats ในมณฑลเคนท์ในอังกฤษ ผู้ร่วมวิจัย ดร. อลัน แมคเอลลิกอตต์ จากวิทยาลัยควีนแมรี มหาวิทยาลัยลอนดอน และเพื่อนร่วมทีม ติดตั้งรูปขาว-ดำสองรูปโดยให้มีระยะห่างออกจากกัน 1.3 เมตร และจากนั้นก็ปล่อยให้แพะเดินออกไปดูอย่างอิสระ ปรากฏว่าแพะชอบภาพหน้าที่ดูมีความสุขของมนุษย์และเอาจมูกและปากไปดม ๆ รูปนี้อยู่นาน จนแทบจะไม่สนใจรูปอีกใบหนึ่งเลย

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าแพะจะทำอย่างนั้นก็เฉพาะตอนที่นักวิจัยวางรูปใบหน้าคนที่ดูมีความสุขไว้ทางขวามือเท่านั้น และเมื่อนำรูปไปวางไว้ฝั่งซ้าย แพะจะไม่แสดงออกว่าชอบรูปฝั่้งไหนมากกว่ากัน นักวิจัยคาดว่านี่เป็นเพราะแพะใช้สมองข้างเดียวในการประมวลข้อมูล เช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่น ๆ และอาจเป็นไปได้ที่สมองฝั่งซ้ายถูกใช้ประมวลข้อมูลในเชิงบวก หรือไม่สมองฝั่งขวาก็ถูกใช้ในการหลีกเลี่ยงหน้าตาที่ดูโกรธ

ดร. แมคเอลลิกอตต์ บอกว่า งานวิจัยที่ได้นี้มีความหมายต่อการสื่อสารกันระหว่างคนกับสัตว์อย่าง วัว ควาย หรือแพะ และสัตว์อื่น ๆ เพราะว่าความสามารถในการอ่านอารมณ์คนอาจไม่จำกัดอยู่แค่สัตว์เลี้ยงอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม นาตาเลีย อัลเบอแคเคอร์ ผู้ร่วมวิจัยอีกคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเซาเปาโล ในบราซิล ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าแพะสามารถอ่านสีหน้ามนุษย์ได้ แต่งานวิจัยชิ้นนี้เปิดแง่มุมใหม่ ๆ ในการเข้าใจอารมณ์ของสัตว์เลี้ยงทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีผลสำคัญต่อความเป็นอยู่ของสัตว์ เพราะช่วยเปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์ในเรื่องความสามารถในการรับรู้ของสัตว์เหล่านี้ด้วย

ประกาศมาตรฐานอุปกรณ์อ่านอักษรเบรลล์ใหม่ ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงคอมฯ ได้ทุกระบบ

ประกาศมาตรฐานอุปกรณ์อ่านอักษรเบรลล์ใหม่ ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงคอมฯ ได้ทุกระบบ

กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เรียกตัวเองว่า “The USB Implementers Forum” ซึ่งมีสมาชิกอาทิ Apple, Microsoft และ Google ได้ประกาศมาตรฐานด้านอุปกรณ์ต่อประสานกับมนุษย์ (Human Interface Device) สำหรับการแสดงผลอักษรเบรลล์ มาตรฐานดังกล่าวถือเป็นก้าวที่สำคัญในการทำให้ผู้พิการทางสายตาหรือผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น โดยการทำให้อักษรเบรลล์สามารถแสดงผลข้ามระบบปฏิบัติการหรืออุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลถึงความจำเพาะของซอฟต์แวร์หรือ Driver สำหรับแต่ละอุปกรณ์

นั่นหมายถึงในไม่ช้านี้ ผู้ใช้งานจะสามารถใช้ตัวอ่านอักษรเบรลล์ในลักษณะอุปกรณ์แบบ Plug-and-Play ได้ในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่หลากหลาย ในลักษณะเดียวกับการใช้งานเมาส์หรือคีย์บอร์ดแบบ USB ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวยังทำให้กระบวนการนี้เป็นแบบเดียวกันในทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ PC, Mac หรืออุปกรณ์ Android ก็ตาม

ตามมาตรฐานที่ได้รับการจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนี้ ผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงผู้จัดทำระบบปฏิบัติการจะต้องผลิตฮาร์ดแวร์และอัพเดตซอฟต์แวร์ให้รองรับกับมาตรฐาน ซึ่งจะเริ่มต้นการบังคับใช้อย่างเร็วที่สุดช่วงต้นปี 2019

คลื่นความร้อนเกาหลีเหนือ ทำ คิม จอง อึน ถอดชุดประจำตัว

ภาพข่าวหน้าหนึ่งของ นสพ. ของทางการเกาหลีเหนือ

ภาพถ่ายชุดใหม่ของนายคิม จอง อึน ถูกเผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่นของเกาหลีเหนือ แสดงให้เห็นมาดใหม่ของผู้นำสูงสุดในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมคาบสมุทรเกาหลี

ภาพถ่ายชุดนี้ปรากฏบนหน้าหนึ่งและหน้าสองของหนังสือพิมพ์ โรดอง ชิมมุน ของทางการเกาหลีเหนือ เป็นภาพที่ถูกบันทึกขณะนายคิม ควงนางรี ซอล จู ภิยา ไปตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตปลาหมักดอง กุมซันโพ ในจังหวัดฮวังแฮใต้

สไตล์การแต่งกายของนายคิมไม่เพียงสะท้อนสถานการณ์ความเป็นอยู่ในเกาหลีเหนือเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่ากรุงเปียงยางกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนเช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออก พร้อมกับความท้าทายด้านแหล่งอาหารของประเทศ

นายคิมในชุดเสื้อแขนซาฟารีสีเทา กางเกงสแล็กสีเทา และหมวกปานามา ดูสบาย ๆ ต่างจากชุดแจ็คเก็ตสีดำ “สไตล์เหมา เจ๋อตง” เครื่องแบบประจำตัวที่ตัวเขาและนายคิม จอง อิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือผู้พ่อ มักสวมใส่จนเป็นที่คุ้นตา ซึ่งอาจเป็นเพราะอุณหภูมิในเกาหลีเหนือที่แตะระดับ 37.8 องศาเซลเซียส

คิมและคณะ

ในขณะที่ผู้นำสูงสุดสวมชุดลำลองเพื่อลดอุณหภูมิในช่วงฤดูร้อน บรรดานายทหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ร่วมคณะไปกับเขาก็ยังอยู่ในเครื่องแบบเต็มยศ

การแต่งตัวแนวใหม่ของนายคิมยังมีให้เห็นในระหว่างตรวจเยี่ยมฟาร์มเพาะเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ในภาพจะเห็นนายคิมถอดเสื้อตัวนอกออก หลังเขาและเจ้าหน้าที่ถูกปลาดุกที่กระโจนไปมาในบ่อสาดน้ำใส่ โดยที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งต้องพาดเสื้อของสามีไว้บนแขนของเธอ

นายคิมและคณะต่างอยู่ในสภาพเปียกปอนที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาดุก
คำบรรยายภาพนายคิมและคณะต่างอยู่ในสภาพเปียกปอนที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาดุก

ในขณะที่นายคิมสวมชุดที่สั่งตัดเป็นพิเศษ แต่ยังเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ คนงานในประเทศจำนวนมากนั้นสวมใส่เสื้อที่ทำจากใยสังเคราะห์

รัฐบาลเปียงยางระบุว่า ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีคนสวมใส่เสื้อผ้าเส้นใยไวเนลอน (Vinalon) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ประจำชาติ ที่ผลิตจากส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ถ่านหิน และหินปูน แต่ในสุนทรพจน์ในวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา นายคิมสั่งให้เพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้ง ซึ่งนั่นแปลว่าเครื่องแต่งกายจากผ้าเนื้อแข็งนี้อาจกำลังจะกลับมาแพร่หลายอีกครั้ง

เส้นใยสังเคราะห์นี้ยังใช้ผลิตอวนดักปลา ซึ่งทำให้เห็นถึงความจำเป็นของเกาหลีเหนือ ซึ่งเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอยู่แล้ว ในการกระจายแหล่งอาหารของประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

การเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตและแปรรูปปลาถึง 2 ครั้งภายในสัปดาห์เดียว อาจแสดงให้เห็นถึงระดับความจริงจังในการรับมือคลื่นความร้อนของเกาหลีเหนือ

คิมและคณะ

เกาหลีเหนือยอมรับว่ากำลังเผชิญกับภัยแล้งจากอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ และอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมในประเทศ ซึ่งรายงานเมื่อปีก่อนระบุว่าประชากร 70% ต้องพึ่งพิงการช่วยเหลือด้านอาหารจากรัฐ

ดังนั้นการเดินสายของนายคิมจึงเป็นไปเพื่อแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างแหล่งอาหารให้เพียงพอ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ รวมถึงการส่งเสริมทางเลือกอื่น ๆ เช่น ปลา และเห็ด

ภาพของครอบครัวคิมที่ปรากฏผ่านสื่อท้องถิ่น ซึ่งโดยธรรมเนียมต้องได้รับการตรวจสอบและเห็นชอบจากรัฐบาลเปียงยางก่อน จึงเป็นการสื่อสารและตอกย้ำนโยบายเรื่องการส่งเสริมให้เกิดการพึ่งพาตนเอง

 

Facebook ยอมรับซุ่มพัฒนาดาวเทียมส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต กสทช.สหรัฐฯคาดปล่อยได้ในปีหน้า

Facebook ยอมรับซุ่มพัฒนาดาวเทียมส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ต กสทช.สหรัฐฯคาดปล่อยได้ในปีหน้า

หลังจากมีการสืบพบในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า Facebook กำลังทำการทดลองอย่างลับๆ ที่จะสร้างดาวเทียมที่สามารถส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตลงมายังพื้นโลกได้โดยใช้คลื่นวิทยุที่มีความยาวระดับมิลลิเมตรนั้น

ล่าสุด Facebook ได้ยืนยันกับเว็บไซต์ Wired และ CNET ถึงการมีอยู่จริงของโครงการพัฒนาดาวเทียมที่ชื่อ “Athena”  แล้ว พร้อมระบุว่า Facebook คือหนึ่งในผู้ที่เชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีดาวเทียมอินเตอร์เน็ต และแม้ Facebook จะยังไม่มีอะไรที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับโครงการนี้ แต่ Facebook ก็เชื่อว่าเทคโนโลยีดาวเทียมจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้าน Broadband ในอนาคต ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อ Broadband นั้นเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล ที่การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตยังเป็นปัญหาได้มากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสารของสหรัฐฯ เว็บไซต์ Wired ก็ได้ข้อมูลจาก กสทช. สหรัฐฯ ที่แสดงให้เห็นว่า Facebook ต้องการปล่อยดาวเทียม Athena ในต้นปี 2019

อย่างไรก็ตาม ดาวเทียม Athena อาจจะไม่สามารถให้บริการอินเตอร์เน็ต Broadband ด้วยตัวเองได้ในปริมาณมากนัก เพราะบริษัทที่นำร่องเทคโนโลยีเหล่านี้มาก่อนอย่าง OneWeb และ SpaceX ต่างก็หวังที่จะปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กนับพันๆ ดวงในวงโคจรระดับต่ำ เพื่อสร้างกลุ่มดาวเทียมที่จะส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตลงไปยังภาคพื้นดิน

จึงน่าสนใจว่านี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ใหม่ของ Facebook ที่จะพยายามพัฒนาการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตบนโลกใบนี้ หลังจาก Facebook เคยมีความพยายามที่จะใช้โดรนในการส่งสัญญาณมาก่อนในช่วงเดือนมิถุนายน แต่ได้ยุติโครงการไปแล้ว