คลังเก็บหมวดหมู่: ชนิดาภา กิมสร้าง 7

ศาลสหรัฐฯ สั่งจอห์นสันฯ จ่ายกว่า 1.5 ล้านล้านบาทให้ผู้ป่วยมะเร็งหญิง

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กล่าวว่าความปลอดภัยของแป้งทัลคัม ได้รับการยืนยันด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาหลายสิบปี

ศาลสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ บริษัทเวชภัณฑ์จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จ่ายเงินชดเชยมูลค่า 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) แก่ผู้หญิง 22 คน ที่ยื่นฟ้องว่าผลิตภัณฑ์แป้งเด็กของบริษัทฯ ทำให้พวกเธอป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่

คณะลูกขุนที่ศาลรัฐมิสซูรี ของสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้บริษัทฯ จ่ายเงินเป็นค่าชดเชยจำนวน 550 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท) และอีก 4.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.36 ล้านล้านบาท) เป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ยังคงต่อสู้ทางกฎหมายในอีกกว่า 9,000 คดี ที่เกี่ยวข้องกับแป้งเด็กแบรนด์ดัง

บริษัทเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ กล่าวว่า “ผิดหวังอย่างมาก” กับคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ และวางแผนจะอุทธรณ์ต่อไป

ระหว่างการพิจารณาคดีที่ใช้เวลานานถึง 6 สัปดาห์ ผู้หญิงหลายคนและสมาชิกในครอบครัว กล่าวว่า พวกเธอป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่หลังจากใช้แป้งเด็กและผลิตภัณฑ์ที่มีสารทัลค์ (Talc) เป็นเวลาหลายสิบปี

ผู้หญิง 6 คน จากทั้งหมด 22 คนที่ศาลตัดสินให้ได้รับการชดเชยค่าเสียหาย ได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ด้วยโรคมะเร็งรังไข่

ทนายของพวกเธอกล่าวหาว่า จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน รู้ว่าสารทัลค์ที่ใช้ในแป้งทาตัวของบริษัทนั้นปนเปื้อนด้วยสารแอสเบสโทส ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง มาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่ไม่ได้เตือนให้ผู้บริโภครับทราบถึงความเสี่ยง

ผู้หญิงหลายพันคนอ้างว่าเป็นมะเร็งเพราะใช้ผลิตภัณฑ์ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน บริเวณอวัยวะเพศImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพผู้หญิงหลายพันคนอ้างว่าเป็นมะเร็งเพราะใช้ผลิตภัณฑ์ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน บริเวณอวัยวะเพศ

“กระบวนการที่ไม่ยุติธรรม”

สารทัลค์ เป็นสารอนินทรีย์ ซึ่งบางครั้งสามารถพบได้ในดินที่อยู่ใกล้กับแร่ใยหินแอสเบสโทส

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ปฏิเสธว่าสินค้าของบริษัทไม่มีสารแอสเบสโทสเจอปน พร้อมยืนยันว่าแป้งและผลิตภัณฑ์ของพวกเขาไม่ได้ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

บริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พิสูจน์ว่าสารทัลค์นั้นปลอดภัยต่อมนุษย์ และคำตัดสินครั้งนี้เป็นผลจาก “กระบวนการที่ไม่ยุติธรรม”

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือ เอฟดีเอ (FDA) เคยสั่งให้มีการศึกษาตัวอย่างสารทัลค์ในหลายผลิตภัณฑ์ที่วางขายในประเทศ ระหว่างปี 2009-2010 และไม่พบสารแอสเบสโทสแต่อย่างใด

ทนายฝ่ายโจทก์ได้บอกกับศาลรัฐมิสซูรีว่า เอฟดีเอ และ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ใช้วิธีทดสอบที่มีข้อบกพร่อง

สำนักงานใหญ่ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพสำนักงานใหญ่ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อยู่ที่เมืองนิวบรันส์วิก รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐฯ

ด้าน Ovacome องค์กรการกุศลเพื่อผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างแป้งทัลคัมกับมะเร็งรังไข่ และในกรณีเลวร้ายที่สุด การใช้สารทัลค์อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่ขึ้นราว 1 ใน 3

คำตัดสินที่สร้างสถิติใหม่

คำตัดสินดังกล่าว นับเป็นคำสั่งให้ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่บริษัทถูกกล่าวในกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม ค่าเสียหายเชิงลงโทษ มักถูกลดลงในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ก็เคยประสบความสำเร็จในการอุทธรณ์กลับคำพิพากษามาแล้วหลายครั้ง โดยในการอุทธรณ์บางครั้ง ทนายฝ่ายจำเลย ได้อาศัยการทักท้วงในประเด็นเชิงเทคนิคของการพิจารณาคดี

เมื่อปีที่แล้ว คณะลูกขุนที่ศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีคำตัดสินให้บริษัทจ่ายเงินชดเชยมูลค่า 417 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.38 หมื่นล้านบาท) แก่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยื่นฟ้องว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่ หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์แป้งเด็กของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาได้กลับคำตัดสินดังกล่าวในเวลาต่อมา ขณะที่อีกหลายคดียังไม่ได้รับการตัดสิน

ในจำนวนผู้หญิงทั้งหมด 22 คนที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ หลายคนอาศัยอยู่นอกรัฐมิสซูรี และการนำเสนอกรณีของพวกเธอรวมกันต่อศาลในครั้งเดียวกันนี้ จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน สามารถทักท้วงในการอุทธรณ์

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ระบุว่า คำตัดสินลงโทษของศาลแห่งนี้ที่ผ่านมา ล้วนได้ถูกอุทธรณ์และกลับคำพิพากษาทั้งหมด นอกจากนี้ “การพิจารณาคดีครั้งนี้ยังมีข้อผิดพลาดมากกว่าในคดีที่ผ่าน ๆ มา″

คำตัดสินของศาลสหรัฐฯ คดีแป้งก่อมะเร็งของจอห์นสันฯ
ก.พ. 2016 ศาลเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สั่งจ่ายเงินชดเชย 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่ครอบครัวของหญิงวัย 62 ปีที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งรังไข่ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์รัฐมิสซูรีจะกลับคำตัดสินเมื่อ ต.ต. 2017
พ.ค. 2016 ศาลเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สั่งจ่ายค่าชดเชย 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่หญิงวัย 62 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่
ต.ค. 2016 ศาลเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สั่งจ่ายเงินชดเชย 71 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่หญิงวัย 63 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่
มี.ค. 2017 ศาลรัฐมิสซูรี ให้จอห์นสันฯ ชนะคดีเป็นครั้งแรก ซึ่งยื่นฟ้องโดยหญิงชาวเมืองเทเนสซีที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งหลังใช้แป้งจอห์นสันมา 36 ปี
พ.ค. 2017 ศาลเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สั่งจ่ายเงินชดเชย 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่หญิงวัย 62 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่
ส.ค. 2017 ศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย สั่งจ่ายเงินชดเชย 417 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่หญิงวัย 63 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์รัฐแคลิฟอร์เนียจะสั่งกลับคำตัดสินคดีนี้
เม.ย. 2018 ศาลในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สั่งจ่ายเงิดชดเชย 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่ชายวัย 46 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งเยื่อหุ้มปอด รวมถึงภรรยา

แยกโมเลกุลน้ำเป็นอากาศและเชื้อเพลิงในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้แล้ว

หยดน้ำในภาวะไร้แรงโน้มถ่วง

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถเดินทางสู่ห้วงอวกาศลึกเป็นเวลานานหลายปีได้นั้น คือการที่มีอากาศหายใจและพลังงานสำหรับยานอวกาศสะสมไว้ไม่เพียงพอ แต่เรื่องนี้จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป เพราะมีการค้นพบวิธีใหม่ที่ช่วยแยกโมเลกุลน้ำให้กลายเป็นก๊าซออกซิเจนและเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในอวกาศได้แล้ว

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Caltech) และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าใช้สารกึ่งตัวนำหรือเซมิคอนดักเตอร์ที่แช่อยู่ในน้ำ ดูดซับโฟตอนหรืออนุภาคของแสงจากดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ยานอวกาศ จนทำให้เกิดการแยกสลายโมเลกุลน้ำในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้

วิธีการดังกล่าวเรียกว่า “โฟโตคะตะลิสต์” (Photo catalysts ) หรือการใช้แสงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา โดยพลังงานจากโฟตอนจะทำให้อิเล็กตรอนในสารกึ่งตัวนำกระโดดออกและเกิดช่องว่างในอะตอม อิเล็กตรอนอิสระที่หลุดออกมาจะทำปฏิกิริยากับโปรตอนของน้ำจนเกิดเป็นไฮโดรเจน ส่วนช่องว่างในอะตอมของสารกึ่งตัวนำจะรับเอาอิเล็กตรอนจากน้ำเข้าไป จนทำให้เกิดโปรตอนบางส่วนและออกซิเจนขึ้น

นักบินอวกาศImage copyrightGETTY IMAGES

ทีมผู้วิจัยทำการทดลองตกอิสระ โดยปล่อยอุปกรณ์แยกโมเลกุลน้ำด้วยโฟโตคะตะลิสต์ลงมาจากหอสูง 120 เมตร ซึ่งการตกลงมาด้วยความเร่งจะทำให้เกิดภาวะไร้แรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับในห้วงอวกาศ แต่ปฏิกิริยาที่ใช้แสงแยกโมเลกุลน้ำนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นได้

แม้ก่อนหน้านี้เราจะสามารถแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolysis) ได้มานานแล้ว แต่วิธีดังกล่าวยังไม่เหมาะต่อการใช้ผลิตพลังงานและอากาศหายใจในปริมาณมากแม้บนพื้นโลก เนื่องจากต้องมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่รองรับ แต่วิธีโฟโตคะตะลิสต์ใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบากว่ากันมาก

ทีมผู้วิจัยยังบอกว่า วิธีแยกโมเลกุลน้ำด้วยโฟโตคะตะลิสต์ยังสามารถทำย้อนกลับได้ โดยอาจนำไฮโดรเจนและออกซิเจนที่เหลือใช้มารวมกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดพลังงานสำหรับเซลล์เชื้อเพลิงและน้ำที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

พายุเซินติญ: ชื่อของพายุมีที่มาอย่างไร ?

ภาพจากดาวเทียมของพายุไต้ฝุ่นโบพา ที่สร้างความเสียหายในประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปี 2012

พายุเซินติญ ที่กำลังเคลื่อนขึ้นฝั่งทางตอนบนประเทศเวียดนาม ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางของไทย

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสานงานให้ 29 จังหวัด เตรียมรับมือน้ำท่วม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงคลื่นลมแรง

เจ้าหน้าที่กำลังติดตามสถานการณ์ รวมถึงเตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง และกวดขันการเดินเรือทุกประเภทตลอดช่วงนี้

เหตุใดชื่อ เซินติญ ถึงถูกนำกลับมาใช้อีก

หลายคนเคยได้ยินชื่อ “เซินติญ” มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน เมื่อครั้งที่พายุไต้ฝุ่นชื่อเดียวกันนี้เข้าถล่มเวียดนามตอนบน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 คน และความเสียหายต่อที่พักอาศัยกว่า 50,000 หลังคาเรือน ในเดือน ต.ค. 2555

เหตุที่ชื่อ เซินติญ ถูกนำมาใช้อีกครั้ง เป็นเพราะวิธีการตั้งชื่อพายุ เป็นการนำรายชื่อที่มีอยู่แล้วมาใช้วนตามลำดับอักษร โดยชื่อทั้งหมดเป็นชื่อที่ได้รับการเสนอจาก กลุ่มประเทศที่อยู่บนคาบสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกตอนบน และทะเลจีนใต้

สภาพอากาศในจังหวัดไห่หนานของจีน เมื่อพายุเซินติญ ขึ้นฝั่งเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ยังมีความแรงในระดับพายุไต้ฝุ่น
“รายชื่อของพายุพวกนี้ มันแบ่งออกเป็น 5 คอลัมน์ ไล่ตามตัวอักษร และถูกใช้วนไปเรื่อย ๆ” นายบุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ หัวหน้าเวรพยากรณ์ประจำวัน กล่าวกับบีบีซีไทย

เขาอธิบายว่า นักอุตุนิยมวิทยาจากภูมิภาคนี้ทั้งหมด จะประชุมร่วมกันหลายครั้งในแต่ละปี โดยรวมถึงการหารือเรื่องการกำหนดชื่อของพายุด้วย

ดังนั้น พายุที่เกิดในประเทศ อย่าง สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย หรือมาเลเซีย ทั้งหมดจะใช้ชื่อพายุจากรายชื่อเดียวกัน ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดราว 140 ชื่อ

เซินติญ หรือ Son-Tinh เป็นชื่อที่เวียดนามเป็นผู้เสนอ ซึ่งเป็นชื่อของวิญญาณหรือตัวละครที่เป็นตัวแทนของภูเขา ในภาษาเวียดนาม และมีความหมายในแง่บวก

ขณะที่ชื่อของไทย มีชื่ออย่าง พระพิรุณ วิภา และเมขลา ไปจนถึงชื่อดอกไม้และผลไม้ เช่น กุหลาบ ชบา และขนุน

ทำไมพายุต้องมีชื่อเรียก ?

เดิมที นักอุตุนิยมวิทยาใช้วิธีติดตามพายุตามปีที่พวกมันเกิดขึ้น แต่ในบางภูมิภาคของโลกอาจมีพายุได้นับร้อยครั้งในแต่ละปี และแต่ละลูกอาจมีอายุนานหลายเดือน

การตั้งชื่อให้กับพายุ จึงช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามพวกมันได้สะดวก นอกจากนี้ มันยังช่วยให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ตามสื่อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

ส่วนชื่อของพายุที่เคยสร้างความเสียหายรุนแรง มักจะถูกทดแทนด้วยชื่อใหม่ ด้วยเหตุผลเพื่อความเหมาะสม เช่น พายุทุเรียน ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในฟิลิปปินส์กว่า 1,400 คน ได้ถูกทดแทนด้วยชื่อ มังคุด ในปี 2551

 

วุ้นชุ่มปาก… น้ำลายเทียมชนิดเจล โครงการพระราชดําริเพื่อผู้ป่วยปากแห้ง-น้ำลายน้อย

1531440082444

น้ำลายเทียมชนิดเจล หรือวุ้นชุ่มปาก อีกหนึ่งโครงการในพระราชดำริของพ่อหลวง ที่ช่วยบรรเทาอาการปากแห้งให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1880758665322277

น้ำลายที่ผลิตออกมาในช่องปากมีหน้าที่สำคัญในการชะล้างอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟัน ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรค ช่วยหล่อลื่นและปกป้องฟัน ลิ้น และเนื้อเยื่ออ่อนบางภายในช่องปาก แต่หากน้ำลายถูกผลิตออกมาน้อยลง จะทำให้การรับรสชาติอาหารเปลี่ยนไป เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ และยังเกิดแผลในปากได้ง่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ป่วยหลายคนจึงรับประทานอาหารไม่ได้ เกิดเป็นภาวะทุพโภชนาการตามมา และปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ประสบปัญหาภาวะปากแห้ง น้ำลายน้อย จำนวนไม่น้อยเลย

มีหลายสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยหลายคนประสบภาวะปากแห้ง น้ำลายน้อย เริ่มจากการขาดน้ำในร่างกาย ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายออกมาน้อยลงซึ่งอาจเกิดจากความเครียด ป่วยด้วยโรคเบาหวาน หรือการทานยาบางชนิด เช่น ยากดประสาท ยาลดความดันโลหิต แต่หากผู้ป่วยหยุดยา การผลิตน้ำลายที่น้อยลงก็จะกลับมาเป็นปกติได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มที่มีปัญหาน้ำลายน้อยเป็นการถาวร ที่พบบ่อยก็คือ ผู้ป่วยที่ได้รับรังสีรักษาบริเวณใบหน้าและลำคอ ซึ่งการฉายรังสีก่อให้เกิดผลข้างเคียงคือ ทำให้เนื้อเยื่อต่อมน้ำลายฝ่อลีบ และทำให้ความสามารถในการผลิตน้ำลายน้อยลงมาก ทั้งนี้ความรุนแรงของอาการปากแห้งขึ้นกับปริมาณรังสีที่ต่อมน้ำลายได้รับในผู้ป่วยแต่ละคน และแม้ว่าการฉายรังสีรักษาจะเสร็จสิ้นไปแล้ว การกลับคืนมาของเนื้อเยื่อต่อมน้ำลายจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ยังคงมีปัญหาสุขภาพช่องปาก

 เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องนี้ มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จึงดำเนิน “โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจล” ขึ้น เพื่อช่วยผู้ที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากและได้รับความทุกข์ทรมานในการดำรงชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีอาจารย์ทันตแพทย์หญิง ดร.ดุลยพร ตราชูธรรม จากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาจารย์ทันตแพทย์หญิง ดร.อรุณวรรณ หลำอุบล จากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นผู้ทำการวิจัยและพัฒนา
วุ้นชุ่มปาก น้ําลายเทียมชนิดเจล

น้ำลายเทียมที่พัฒนาขึ้นนี้มีลักษณะเป็นวุ้นใสเหมือนเจล ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “วุ้นชุ่มปาก (Oral Moisturizing Jelly)” ปัจจุบันผลิตออกมา 2 รสชาติ คือ กลิ่นสตรอว์เบอร์รีและกลิ่นมินต์มะนาว มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำลายที่หลั่งออกมาตามธรรมชาติมาก เพราะมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่เป็นกลาง ช่วยสามารถปรับสมดุลของสิ่งแวดล้อมในช่องปากให้เป็นกลางโดยไม่ก่อให้เกิดการละลายของผิวฟัน และไม่ดึงเอาแร่ธาตุออกจากฟัน

อีกทั้ง วุ้นชุ่มปาก ยังมีความปลอดภัย โดยผู้ป่วยสามารถกลืนเพื่อให้ความชุ่มชื้นในลำคอได้ เพราะน้ำลายเทียมชนิดเจลนี้ ผลิตด้วยเทคโนโลยีทางอาหารให้มีอายุการเก็บรักษายาวนานโดยไม่มีส่วนผสมของวัตถุกันเสีย ซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นในช่องปากทั่วไปที่มีวัตถุกันเสียจึงไม่สามารถกลืนลงคอได้

ทั้งนี้ได้มีการทดสอบวุ้นชุ่มปากกับผู้ป่วยที่มีอาการปากแห้ง ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยจากการทดสอบประสิทธิผลในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอและอื่น ๆ ที่มีอาการปากแห้ง โดยให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำลายเทียมชนิดเจลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และ 4 สัปดาห์ และตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดต่าง ๆ พบว่าน้ำลายเทียมชนิดเจลสามารถบรรเทาอาการปากแห้งและอาการแสดงของภาวะปากแห้งแก่ผู้ป่วยได้เมื่อใช้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือ 4 สัปดาห์ และพบว่า มีผู้ป่วยราว 70% ที่น้ำลายเทียมช่วยบรรเทาอาการปากแห้งได้อย่างมาก นอกจากนี้ในแง่คุณภาพน้ำลายของผู้ป่วย พบว่าเมื่อรับประทานน้ำลายเทียมชนิดเจลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน ช่วยให้น้ำลายมีค่าความเป็นกรด-ด่าง และความสามารถในการปรับกรด-ด่างดีกว่าตอนก่อนใช้

วุ้นชุ่มปาก น้ําลายเทียมชนิดเจล

อย่างไรก็ดี ทางทีมวิจัยยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่จะได้พัฒนาสูตรต้นแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจลสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับกรด-ด่างในน้ำลายของผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้น พร้อมกันนี้จะพัฒนาให้มีกลิ่นที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานผลิตภัณฑ์นี้เป็นประจำไม่เกิดความเบื่อหน่าย ทั้งยังทำให้ผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ เข้าถึงผลิตภัณฑ์ และเลือกใช้ได้ตามความต้องการมากขึ้น จากนั้นจะผลิตออกมาเพื่อแจกจ่ายให้ผู้ป่วยต่อไป

สำหรับโครงการนวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจล ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นคำขอจดสิทธิบัตร นับเป็นอีกหนึ่งโครงการในพระราชดำริที่แสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงห่วงใยประชาชนชาวไทยทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

 

แพทย์เตือน “แมลง” พาหะนำโรคในช่วงหน้าฝน

แพทย์เตือน "แมลง" พาหะนำโรคในช่วงหน้าฝน

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1878106055587538

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะ ทำความสะอาดบ้านและจัดสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้ปลอดภัยในช่วงหน้าฝน เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษและแมลงพาหะนำโรค

นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าฝนประชาชนมักได้รับผลกระทบจากสัตว์มีพิษและแมลงพาหะนำโรคที่เข้ามาในบริเวณบ้าน บางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงกับชีวิตได้ จึงควรจัดสภาพแวดล้อมทั้งในบ้านและบริเวณบ้าน เพื่อป้องกันการเป็นแหล่งอาหารและแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์มีพิษและสัตว์นำโรค

งู

ในช่วงฤดูฝน มักอาศัยอยู่ในบริเวณที่ชื้นแฉะ รก และมีแหล่งอาหาร งูมีทั้งมีพิษ และไม่มีพิษ หากเป็นงูไม่มีพิษ สามารถกัด หรือรัดทำให้เราบาดเจ็บได่ แต่หากเป็นงูมีพิษ จะยิ่งอันตรายมากขึ้น เพราะพิษของงูอาจทำให้เสียชีวิตได้ หาไม่ได้รับเซรุ่มอย่างทันท่วงที

วิธีการป้องกันไม่ให้งูเข้ามาในบริเวณบ้าน

  1. ทำลายแหล่งอาหารของงูอย่างเช่น หนู
  2. ปิดช่องทางเข้าออกของหนู และงู
  3. ตรวจสอบระบบท่อไม่ให้มีรูรั่วหรือรอยแตก
    หากพบงูอยู่ในบ้านให้โทรติดต่อสาย 199 เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญมาจับงู

 

แมลงก้นกระดก

ลักษณะของมันลำตัวจะเป็นปล้องๆ มีสีดำสลับสีแดงหรือสีแดงอมส้ม เมื่อสัมผัสกับตัวแมลง มันจะปล่อยของเหลวออกมาทำให้ปวดแสบปวดร้อน  มีอาการคัน ผิวไหม้ ผื่นแดง และเป็นตุ่มน้ำ

วิธีป้องกันอันตรายจากแมลงก้นกระดก

  1. ห้ามตีหรือขยี้ด้วยมือเปล่า ให้ใช้ผ้าหรือกระดาษเขี่ยแมลงออกไป
  2. ติดมุ้งลวดและกางมุงนอน
  3. หากใช้ยาฆ่าแมลงต้องกวาดแมลงใส่ถุงและมัดปากถุงให้สนิท เพราะแมลงไม่ว่าจะมีชิวิตหรือตายก็สามารถปล่อยพิษได้
  4. ในกรณีที่สัมผัสแมลงและมีอาการ ให้จุ่มหรือแช่บริเวณนั้นในน้ำเย็น 5-10 นาที สลับกับการเป่าให้แห้งหากมีอาการอักเสบร้ายแรง รีบพบแพทย์ทันที

กิ้งกือ

กิ้งกือบางชนิดสามารถปล่อยสารพิษจากลำตัว หากสัมผัสจะทำให้ผิวหนังไหม้ ปวดแสบปวดร้อน

AdvertisementReplay Ad

วิธีรักษาพิษจากคือ

  1. ให้ล้างผิวด้วยน้ำมากๆ และทายาฆ่าเชื้อโรค
  2. หากสารพิษเข้าตา จะทำให้ตาอักเสบ น้ำตาไหลมาก ให้ล้างด้วยน้ำอุ่นและหยอดยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด


วิธีป้องกันกิ้งกือเข้าบ้าน

ต้องปรับสภาพแวดล้อมบริเวณบ้าน ด้วยการกำจัดกองใบไม้ เล็มหญ้าให้สั้น ให้แดดส่องถึงพื้น และอุดรอยร้าว เพื่อป้องกันไม่ให้กิ้งกือคลานเข้าบ้าน

แมลงวัน และแมลงสาบ

แมลงวันสามารถเป็นพาหะนำโรคที่ติดต่อผ่านอาหารได้ เช่น บิดมีเชื้อ ไข้รากสาด อาหารเป็นพิษอหิวาตกโรค รวมถึงโรคผิวหนัง และผลเรื้อรัง เช่น คุดทะราด และโรคเรื้อน

ส่วนแมลงสาบ เป็นพาหะนำโรค ทั้งโปรโตซัว แบคทีเรีย และไวรัสถึง 40 ชนิด รวมถึงเชื้อรามีพิษ และไข่พยาธิอีกมากมาย

วิธีป้องกันแมลงวัน และแมลงสาบ

  1. ทำความสะอาดบ้าน ปิดอาหารมิดชิด เก็บกวาดเศษอาหารและขยะให้เรียบร้อย
  2. หากใช้สารเคมีและเหยื่อพิษ ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังตามเอกสารคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

ยุงลาย

ยุงลาย เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกต้องทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดย

  1. เก็บขยะและคว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง ปิดโอ่งน้ำ ถังน้ำ ให้มิดชิด
  2. เปลี่ยนถ่ายน้ำในแจกัน กระถาง ทุกสัปดาห์
  3. หลีกเลี่ยงการโดนยุงกัด ด้วยการติดตาข่ายหรือมุ้งลวด กางมุ้งนอน หรือทายากันยุง

ทั้งนี้ ประชาชนต้องดูแลและป้องกันตนเองจากสัตว์มีพิษและแมลงพาหะนำโรค ด้วยการทำความสะอาดสภาพแวดล้อมทั้งในบ้านและนอกบ้าน กำจัดแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ต่างๆ หากโดนสัตว์มีพิษสัมผัสกับร่างกายต้องให้รีบหายารักษา หรือถ้ามีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที สำหรับเด็กเล็ก ควรดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้เด็กเล็กสัมผัสกับสัตว์ที่มีพิษหรือพาหะนำโรค และหมั่นสังเกตภายในบ้านไม่มีให้สัตว์เข้ามาได้ เพื่อความปลอดภัยของคนในบ้าน

เลื่อนปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope) ถือว่าเป็นตัวตายตัวแทนของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) มีจุดมุ่งหมา

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1327177

นักวิจัยพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจลายนิ้วมือใต้จอภาพ วัดแรงกดและอุณหภูมิของผิวที่กดได้พร้อมกัน

นักวิจัยพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจลายนิ้วมือใต้จอภาพ วัดแรงกดและอุณหภูมิของผิวที่กดได้พร้อมกัน

สมาร์ทโฟนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคตที่มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับลายนิ้วมือที่อยู่ใต้จอภาพ อาจจะสามารถตรวจจับอุณหภูมิได้ด้วย เพื่อตรวจสอบว่าการสัมผัสนั้นมาจากมนุษย์จริงๆ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1874737785924365

บทความจากวารสาร Nature Communications ระบุว่า กลุ่มนักวิจัยชาวเกาหลีใต้ ได้เผยถึงการพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจจับลายนิ้วมือที่มีความยืดหยุ่นและโปร่งใส ที่สามารถวัดแรงกดและอุณหภูมิได้ โดยเป็นผลงานจากศูนย์ Samsung Display-UNIST Center ที่สถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ Ulsan ในเกาหลีใต้

โดยทีมนักวิจัยกล่าวว่าเซ็นเซอร์ตรวจจับลายนิ้วมือที่ใช้กันอยู่ในสมาร์ทโฟนปัจจุบันมักทึบแสง ทำให้มันจะต้องถูกซ่อนไว้ใต้ขอบ ใต้ปุ่ม Home หรือแม้กระทั่งซ่อนไว้ด้านหลังเครื่อง ขณะที่ Apple ก็มีวิธีการเลี่ยงปัญหานี้ด้วยการทำกล้องวัดความลึกแบบสามมิติสำหรับ FaceID แทน

งานวิจัยดังกล่าวยังระบุว่าเซ็นเซอร์ที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถนำไปผนวกรวมกับเซ็นเซอร์วัดแรงกดและวัดอุณหภูมิพื้นผิวแบบโปร่งใสได้ทุกประเภท เพื่อที่จะตรวจจับการกดด้วยนิ้วบนหน้าจอ และเซ็นเซอร์นี้มีความละเอียดมากพอที่จะเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของ FBI เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เซ็นเซอร์นี้จะไม่ได้ตรวจจับอุณหภูมิเพื่อระบุว่าเราเป็นไข้หรือไม่ แต่เพียงแค่วัดอุณหภูมิเพื่อชี้ว่าเราไม่ได้ใช้มือปลอมหรือลายนิ้วมือเทียมเพื่อยืนยันความปลอดภัยเท่านั้น
ที่มา : www.cnet.com

สายการบิน Emirates ปล่อย VR ที่จะพาคุณไปทัวร์รอบเครื่องบินได้

สายการบิน Emirates ปล่อย VR ที่จะพาคุณไปทัวร์รอบเครื่องบินได้

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1874732419258235

ในตอนนี้ทางสายการบินชื่อดังของโลกอย่าง Emirates ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับทุกคนสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในเครื่องบินโดยสาร A380 ลำหรู ในรูปแบบของประสบการณ์ VR ภาพสามมิติ ได้ที่เว็บไซต์ของทางสายการบิน (ลิงค์ของ Emirates อยู่ในช่วงท้ายของบทความ)

เมื่อคุณเข้าไปดูแล้วคุณก็จะได้พบกับการท่องเที่ยวในแบบ 3D ที่จะพาคุณไปชมห้องโดยสารทั้ง 3 แบบ ไม่ว่าจะเป็น Economy, Business และ First class และไม่ลืมที่จะพาคุณไปชม Lounge ที่จะทำให้คุณตื่นตาตื่นใจพร้อมทั้งพาคุณไปชมห้องอาบน้ำบนเครื่องบินลำนี้อีกด้วย

และนอกจากการพาเยี่ยมชมอย่างทั่วทุกซอกทุกมุมแล้วทาง Emirates ก็ยังไม่พลาดที่จะให้คุณได้จำลองการนั่งบนที่นั่งใดก็ได้บนห้องโดยสารและยังสามารถมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจดูบรรยากาศรอบๆ ได้ตามต้องการและยังสามารถทำการเปิดปิดไฟในห้องโดยสารได้ตามใจชอบซึ่งสำหรับเที่ยวบินปกตินั้นจะไม่สามารถทำได้

สายการบิน Emirates ปล่อย VR ที่จะพาคุณไปทัวร์รอบเครื่องบินได้สายการบิน Emirates ปล่อย VR ที่จะพาคุณไปทัวร์รอบเครื่องบินได้สายการบิน Emirates ปล่อย VR ที่จะพาคุณไปทัวร์รอบเครื่องบินได้

ประสบการณ์แปลกใหม่ที่สุดแสนจะจริงจาก Emirates ในครั้งนี้ยังพาผู้ใช้ทุกคนเข้าไปชมลึกถึง Extra legroom (ที่นั่งโดยสารที่มีโซนพักขากว้าง เหยีดขาได้เต็มที่) และ Minibar ในชั้น First class อีกด้วย…นับได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ราคาแพงไม่น้อยเลยทีเดียว

และสำหรับผู้ใช้ที่เยี่ยมชมผ่านทางเว็บไซต์หรือทางแอพฯ Emirates นั้นก็สามารถเลือกจองที่นั่งเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศเสมือนจริงแบบนี้พร้อมทั้งเลือกชมรอบๆ ในทุกห้องโดยสารได้เช่นเดียวกันโดยการใช้สมาร์ทโฟนร่วมกับอุปกรณ์ VR Headset

โดย Alex Knigge รองประธานอาวุโสฝ่ายการสื่อสารองค์กรและการตลาดดิจิทัลของ Emirates ได้กล่าวด้วยว่า ทางสายการบินรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เป็นสายการบินแรกที่นำเอาเทคโนโลยี VR เข้ามาเปิดประสบการณ์ให้กับลูกค้าของเราซึ่งถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่พวกเขาเหล่านั้นจะกลายมาเป็นลูกค้าของ Emirates ในโอกาสต่อไป

และจากการทดลองใช้กับลูกค้าก็พบว่าพวกเขาชื่นชมการได้ชมห้องโดยสารในแบบ 3D และยังชอบที่สามารถเลือกที่นั่งได้ตามต้องการอีกด้วย
ที่มา : www.cnet.com , www.emirates.com

สนามบินซิดนีย์เตรียมทดลองใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า ช่วยผู้โดยสารเช็คอินได้เร็วขึ้น

1531179822407

สนามบินซิดนีย์ของออสเตรเลีย เตรียมเริ่มทดลองนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ เพื่อช่วยร่นระยะเวลาของผู้โดยสารในการไปถึง Gate หรือประตูขึ้นเครื่องบินให้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ Qantas Airways สายการบินใหญ่ของประเทศ

Geoff Culbert ซีอีโอของสนามบินซิดนีย์ เผยในแถลงการณ์ว่า ใบหน้าของผู้โดยสารจะเป็นทั้งพาสปอร์ตและบอร์ดดิ้งพาสในทุกขั้นตอนของกระบวนการที่สนามบิน และในอนาคตผู้โดยสารจะไม่ต้องมาเสียเวลาหาพาสปอร์ตในกระเป๋าเสื้อโค้ท หรือในกระเป๋าถืออีกต่อไป เพราะใบเบิกทางคือใบหน้าของผู้โดยสาร ซึ่งเทคโนโลยีจดจำใบหน้าจะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความรวดเร็วตั้งแต่ขั้นตอนการเช็คอิน, โหลดสัมภาระ, เข้าไปนั่งพักในห้องรับรอง และขึ้นเครื่องบิน

 

โดยระบบที่ออสเตรเลียใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ SmartGate ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีสแกนใบหน้ามาใช้ เพื่อวิเคราะห์พาสปอร์ตของผู้โดยสารที่เดินทางเข้าออกประเทศ ขณะที่สนามบินแคนเบอร์ราก็กำลังอยู่ระหว่างการทดลองซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ หากการทดลองใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าประสบความสำเร็จ ในอนาคตก็จะเริ่มปูทางไปสู่การใช้ “Automated Biometric” ในการระบุตัวตนจากข้อมูลชีวภาพโดยอัตโนมัติ หลังจากที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเรา ทั้งการนำมาใช้ปลดล็อคสมาร์ทโฟนไปจนถึงการเข้าถึงบัญชีธนาคาร
ที่มา : www.cnet.com

คาด 1 พ.ค.62 ใช้ ‘กัญชา’ รักษา-3 โรค

CiHZjUdJ5HPNXJ92GTNH7652h8kMaf7P6w

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1868380133226797

แก้ลมชักในเด็ก คลื่นไส้อาเจียน ประสาทอักเสบ คณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ คาด 1 พ.ค.2562 จะนำ “กัญชา” มาวิจัยในคนและใช้ทางการแพทย์

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1326721