คลังเก็บหมวดหมู่: ชลสิทธิ์ ศุภเลิศนุกูลกิจ 7

‘ไอบีเอ็ม’ ห้ามพนักงานใช้ USB หวั่นข้อมูลรั่วไหล

A USB-type stick device can measure HIV levels in the bloodstream. (Imperial College London / DNA ElectronicsImperial College London / DNA Electronics)

บริษัทด้านเทคโนโลยี IBM ประกาศให้พนักงานของบริษัททั่วโลก ยกเลิกการใช้ USB Cards, SD Cards, และแฟลชไดรฟ์ ในการเก็บข้อมูลภายในองค์กร

โดยจะเปิดโอกาสให้พนักงานโอนย้ายข้อมูลไว้ในเครือข่ายภายในขององค์กร พร้อมทั้งตั้งเป้าว่าพนักงาน IBM ทุกคนจะเลิกใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ภายในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม

นาย Shamla Naidoo ผู้บริหารฝ่ายความปลอดภัยของ IBM ได้ประกาศนโยบายห้ามใช้ USB ซึ่งเริ่มใช้แล้วกับหลายแผนกในบริษัท ก่อนที่จะประกาศใช้กับบริษัท IBM ทุกแผนกทั่วโลก เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขององค์กร และสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าของ IBM ภายใต้สถานการณ์ความมั่นคงบนโลกไซเบอร์ที่แสนเปราะบางในปัจจุบัน

และสอดรับกับกฏระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป ที่เตรียมสั่งปรับบริษัทที่ไม่ปกป้องความปลอดภัยของข้อมูลภายในองค์กร ที่จะมีผลในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลายรายกลับมองว่า IBM กังวลเกินกว่าเหตุ และอาจไม่ใช่ป้องกันปัญหาข้อมูลรั่วไหลได้จริง

‘กล้องโรดเดอร์’ ช่วยบันทึกวินาทีสำคัญก่อนกดชัตเตอร์

https://www.voathai.com/a/time-machine-camera-means-never-missing-moment/4444258.html

สองนักประดิษฐ์ชาวเนเธอร์แลนด์กำลังพัฒนากล้องถ่ายรูป ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถจับโมเมนต์ที่ไม่ควรพลาด หรือภาพเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ได้ก่อนที่จะกดปุ่มชัตเตอร์เสียด้วยซ้ำ

โดยกล้องที่มีชื่อว่า Roader Camera นี้ จะบันทึกวิดีโออย่างต่อเนื่องในสิ่งที่วิ่งผ่านเลนส์ของกล้องเมื่อเรายกกล้องนั้นขึ้นเล็ง ถึงแม้จะยังไม่ได้กดปุ่มชัตเตอร์ด้วยซ้ำไป

คุณ Sjoerd Pitstra นักประดิษฐ์ผู้หนึ่ง อธิบายว่า กล้องซึ่งสามารถจับโมเมนต์สำคัญที่ว่านี้ จะบันทึกวิดีโอสิ่งที่เลนส์กล้องจับภาพได้โดยอัตโนมัติเป็นเวลา 10 วินาทีทั้งก่อนและหลังการกดชัตเตอร์ เพื่อช่วยให้แน่ใจว่าความพิถีพิถันหรือการเสียจังหวะของช่างภาพมือใหม่ จะไม่ปล่อยให้วินาทีที่สำคัญต้องวิ่งผ่านไปโดยไม่มีการบันทึกภาพ

กล้อง Roader ดังกล่าวมีเลนส์ที่ครอบคลุมมุม 120 องศา และจะบันทึกวิดีโอในสองรูปแบบความคมชัด คือการบันทึกวิดีโอความคมชัดต่ำจะใช้สำหรับการแชร์ทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนวิดีโอที่มีความคมชัดสูงนั้นจะใช้เพื่อดาวน์โหลดลงสู่คอมพิวเตอร์

ขณะนี้กล้อง Roader กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบขั้นสุดท้าย และคาดว่าจะสามารถวางตลาดได้ในช่วงปลายนี้

เทคโนโลยีหน้าจอรักษาตัวเองกำลังก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยวัสดุโพลิเมอร์ชนิดใหม่!

เทคโนโลยีหน้าจอรักษาตัวเองกำลังก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยวัสดุโพลิเมอร์ชนิดใหม่!

บทความที่ตีพิมพ์โดย Science ได้พูดถึงวัสดุชนิดใหม่ที่มีความแข็งแรง และเป็นโพลิเมอร์ที่มีลักษณะคล้ายแก้วซึ่งสามารถรักษาตัวเองได้ โดยการใช้แรงดันจากมือ!

โดยปกติแล้ววัสดุที่รักษาตนเองได้จะต้องได้รับความร้อนถึงประมาณ 120 องศาเซลเซียสจึงจะเกิดกระบวนการคืนรูป แต่การค้นพบใหม่นี้อาจทำให้ในที่สุดเราก็จะได้ใช้อุปกรณ์ที่ซ่อมแซมตนเองได้เมื่อเกิดการแตกร้าว

วัสดุโพลิเมอร์ชนิดใหม่ดังกล่าว ถูกค้นพบโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว โดยหนึ่งในทีมงานที่ร่วมวิจัยก็คือ ศาสตราจารย์ Takuzo Aida ซึ่งกล่าวว่า การค้นพบนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาด ซึ่งมีสาเหตุมาจากบัณฑิตคนหนึ่งสังเกตว่าขอบของโพลิเมอร์มักจะติดกันเมื่อถูกกดด้วยมือที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส

1440805-thumbnail

หากการค้นพบวัสดุโพลิเมอร์ชนิดใหม่สามารถนำมาใช้ได้จริง จะทำให้เราไม่ต้องกังวลว่า หน้าจอจะแตกเมื่อทำสมาร์ทโฟนตกพื้นอีกต่อไป และแทนที่จะต้องมานั่งหงุดหงิดกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราต้องทำก็เพียงแค่เอามือกดหน้าจอ และรอให้รอยแตกหายไป

ULTRAFINE คืออะไร ? ทำไมต้องมีในแอร์ ?

Saijo Denki ULTRAFINE ฝุ่นละออง แอร์

ฝุ่นที่อยู่ในอากาศมีหลายขนาด มีทั้งที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า และที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่คุณรู้ไหมว่าฝุ่นที่มีขนาดละเอียดเล็กมากกว่าเส้นผมที่เรียกว่า PM2.5 นั้น  มีโอกาสทำให้เสี่ยงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมสูงขึ้น 80% ในผู้หญิง และเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดสูงขึ้น 36% ในผู้ชาย อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 19% อีกด้วย ซึ่งถึงได้ว่าเป็นภัยร้ายที่ใกล้ตัวคุณมากที่สุด!

          จึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีในการดักจับฝุ่นละอองที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง ULTRAFINE  TECHNOLOGY ที่ฟอกอากาศโดยใช้ระบบ Hi-Voltage Electrostatic ซึ่งมีการนำไฟฟ้าสถิตแรงสูง5,000 โวลต์ ในการดักจับฝุ่นที่มีขนาด 0.01 ไมครอน โดยไม่ปล่อยสารเคมี หรือประจุใดออกมา(ผ่านการทดสอบจากสถาบันในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำมาใช้กับเครื่องปรับอากาศ Saijo Denki ที่สามารถลดฝุ่นพิษในอากาศได้ถึง 99.99 % ภายใน 2 ชมทำให้ปลอดภัย มั่นใจหายห่วง!

          อีกทั้งในเครื่องปรับอากาศของ Saijo Denki ULTRAFINE ยังมีระบบเซ็นเซอร์วัดค่าฝุ่น และมี WIFI ในตัว จึงสามารถแสดงสถานะอากาศภายในห้องผ่านแอพพลิเคชั่น Saijo Denki Appโดยเมื่อแอร์เริ่มทำงานก็จะเป็นระบบฟอกอากาศไปพร้อมกัน จึงสามารถปรับสภาพอากาศให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งจะโชว์ในแอพพลิเคชั่นว่า “Good” ให้เรารู้ว่าอากาศในห้องดีแล้ว

โลกฮือฮา นักวิจัยพบทวีปโบราณใต้สมุทร หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 84 ล้านปี

 

โลกฮือฮา นักวิจัยพบทวีปโบราณใต้สมุทร หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 84 ล้านปี

วงการวิทยาศาสตร์โลกฮือฮา นักวิจัยแอฟริกาใต้ ค้นพบชิ้นส่วนทวีปโบราณที่หายสาบสูญไปบริเวณใต้มหาสมุทรอินเดีย เชื่อจมลงไปอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร เมื่อ 84 ล้านปีก่อน 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 เว็บไซต์ยูเอสเอทูเดย์ ได้เปิดเผยรายงานว่า ทีมนักวิจัยในแอฟริกาใต้ ได้ค้นพบชิ้นส่วนหลักฐานของทวีปโบราณที่สูญหายไปใต้มหาสมุทรอินเดีย บริเวณเขตประเทศมอริเชียส เกาะนอกชายฝั่งแอฟริกาในมหาสมุทรอินเดียตะวันตกเฉียงใต้  ทางนักวิทยาศาสตร์จึงเรียกชื่อว่า ทวีปมอริเชีย (Mauritia) ซึ่งคาดว่าจมหายลงไปใต้ก้นมหาสมุทร เมื่อกว่า 84 ล้านปีก่อน

ลีวิส แอชวาล หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ ในแอฟริกาใต้ ได้เปิดเผยว่า ตอนนี้ทางทีมวิจัยกำลังศึกษากระบวนการแยกตัวของทวีปดังกล่าว เพื่อที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางด้านธรณีวิทยาของโลก โดยชิ้นส่วนของทวีปที่ถูกพบนี้ คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของมหาทวีปกอนด์วานา (Gondwana) อันเป็นทวีปขนาดใหญ่สมัยโบราณ ซึ่งได้แยกตัวออกเป็น ทวีปแอนตาร์กติกา แอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ ในปัจจุบัน

โลกฮือฮา นักวิจัยพบทวีปโบราณใต้สมุทร หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 84 ล้านปี

ในส่วนของเค้าลางที่นำมาสู่การค้นพบครั้งสำคัญนี้ คือการพบแร่โบราณ ในก้อนหินบนเกาะมอริเชียส หลังถูกพ่นออกมาตามลาวาหลังจากภูเขาไฟระเบิด โดยแร่โบราณที่พบนี้ เป็นแร่เซอร์คอนชนิดที่ไม่ควรพบที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งหลังจากการนำผลึกแร่ชนิดนี้ไปตรวจสอบ ก็พบว่ามันมีอายุเก่าแก่เกินกว่าที่จะมาอยู่บนเกาะมอริเชียสได้

โลกฮือฮา นักวิจัยพบทวีปโบราณใต้สมุทร หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 84 ล้านปี

แอชวาล อธิบายเพิ่มเติมว่า โลกประกอบขึ้นจาก 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ “ทวีป” ซึ่งมีอายุมาก และ “มหาสมุทร” ซึ่งมีอายุน้อย โดยในส่วนของทวีปนั้น ก้อนหินที่อยู่บนพื้นทวีปสามารถมีอายุได้มากถึงหลายพันล้านปี แต่สำหรับในมหาสมุทรนั้น ไม่มีชิ้นส่วนใดที่มีอายุเก่าแก่ได้เท่านี้

สำหรับเกาะมอริเชียส มีอายุแค่ 2-3 ล้านปี แต่เศษแร่ที่พบกลับมีอายุมากถึงประมาณกว่า 3 พันล้านปี จึงสันนิษฐานได้ว่า มันเป็นชิ้นส่วนดั้งเดิมของทวีปโบราณดังกล่าว นอกจากนี้ จากการวิจัยยังชี้ว่า น่าจะมีชิ้นส่วนของทวีปมอริเชีย (ชื่อที่ตั้งขึ้นโดยทีมนักวิจัย) ในขนาดที่แตกต่างกันออกไปอีกที่ยังไม่พบ ซึ่งคาดว่ากระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วมหาสมุทรอินเดีย

โลกฮือฮา นักวิจัยพบทวีปโบราณใต้สมุทร หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 84 ล้านปี

โลกฮือฮา นักวิจัยพบทวีปโบราณใต้สมุทร หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 84 ล้านปี

โลกฮือฮา นักวิจัยพบทวีปโบราณใต้สมุทร หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 84 ล้านปี

ข่าวดีครั้งใหญ่ นักวิทย์แคนาดาค้นพบวัคซีนรักษา HIV เตรียมทดสอบกับคนปกติ

วัคซีนรักษา HIV

 นักวิทยาศาสตร์แคนาดาค้นพบวัคซีนรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี โดยหลังทดลองให้วัคซีนกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ พบร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ เตรียมทดสอบในคนปกติ นับเป็นข่าวดีครั้งใหญ่สำหรับวงการแพทย์

            เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์ รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ได้ทำการคิดค้นวัคซีนเอสเอวี-001 (SAV001)  ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV- Human Immunodeficiency Virus) โดยได้ทำการทดลองฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อทั้งหมด 33 ราย พบว่าร่างกายของผู้ป่วยมีปฏิกิริยาตอบสนองกับวัคซีนในทางที่ดี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ ทำให้ผ่านการทดลองในขั้นแรกไปได้

            สำหรับ วัคซีนเอสเอวี-001 นี้ เป็นวัคซีนรักษา HIV ตัวแรกที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA – United States Food and Drug Administration) อนุญาตให้สามารถทำการทดสอบในมนุษย์ได้ตลอดทั้งกระบวนการ โดยจากข้อมูลที่ได้รับการตีพิมพ์ผ่านวารสาร Retrovirology อ้างว่านี่เป็นวัคซีนที่สามารถฆ่าเชื้อ HIV-1 ได้หมด ภายในวัคซีนจะประกอบไปด้วยเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ผ่านกระบวนการซึ่งทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เพื่อมุ่งให้ร่างกายของผู้ที่ไม่ติดเชื้อ ตอบสนองด้วยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต้านทานโรค

            ทั้งนี้การทดสอบกับผู้ติดเชื้อ 33 คน ยังเป็นเพียงการทดสอบขั้นแรก ซึ่งจากนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์จะต้องรอลุ้นกับผลการทดสอบในขั้นต่อไป ในการทดสอบกับอาสาสมัครผู้ไม่ติดเชื้อจากทั่วทวีปอเมริกาเหนือ จำนวน 600 ราย โดยครึ่งหนึ่งของอาสาสมัคร 600 คนนี้ จะคัดเลือกจากกลุ่มผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูง เช่น กลุ่มผู้ทำอาชีพขายบริการ ผู้ที่เสพยาเสพติดผ่านเข็มฉีดยา กลุ่มรักร่วมเพศ และการทดสอบดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2560

            ถ้าผลการทดสอบการป้องกันการติดเชื้อในอาสาสมัคร 600 คน ประสบความสำเร็จ เป้าหมายต่อไปคือการทดสอบขั้นสุดท้าย กับอาสาสมัครอีก 6,000 คนทั่วโลก การนี้ คัง ชิล ยง หัวหน้าทีมวิจัยวัคซีนเอสเอี-001 กล่าวว่า ถ้าวัคซีนนี้ประสบความสำเร็จในการทดสอบทุกกระบวนการ เป็นที่คาดว่ามันจะเป็นแสงแห่งความหวังในการหยุดยั้งการระบาดของเชื้อเอชไอวีในอนาคต ซึ่งนับเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

“ปัญญาประดิษฐ์” ช่วยเพิ่มผลผลิตอาหารแก้ไขความอดอยากทั่วโลก

“ปัญญาประดิษฐ์” ช่วยเพิ่มผลผลิตอาหารแก้ไขความอดอยากทั่วโลก

ในระดับทั่วโลก มีคนหนึ่งคนในทุกเก้าคนที่อดอยาก เเละตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ความยากจนไม่ได้เป็นแค่สาเหตุเพียงอย่างเดียวของปัญหานี้

โรเบิร์ต อ็อพ (Robert Opp) แห่งโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า มีปัญหาคนอดอยากเพิ่มขึ้นเพราะการผลัดถิ่นเนื่องจากสงครามและการสู้รบ ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติ

องค์การให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมกำลังหันไปพึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence ที่เรียกสั้นๆ ว่า AI เพื่อแก้ปัญหาความอดอยากทั่วโลก

โรเบิร์ต อ็อพ กล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้เราสามารถเพิ่มความสามารถของมนุษย์ ไม่ได้เป็นการทดแทนคนด้วยเทคโนโลยี แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีช่วยให้มนุษย์ทำได้มากขึ้นและทำได้ดีกว่าเดิม

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมากได้ เพื่อช่วยเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนา เเละช่วยระบุพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดเเย้งและภัยธรรมชาติ เเละเกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

อูยี สจ๊วต (Uyi Stewart) เเห่งมูลนิธิ บิล แอนด์ เมลินด้า เกทส์ (Bill and Melinda Gates Foundation) กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ผ่านปัญญาประดิษฐ์ ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้ว่าความปลูกพืชเมื่อไร ควรปลูกอะไร และอย่างไร

ประเทศกำลังพัฒนามักล่าช้าในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ คุณอูยี สจ๊วต กล่าวว่า มีคน 815 ล้านคนอดอยาก และเชื่อว่า 814 ล้านคนจาก 815 ล้านคนนี้ ไม่มีสมาร์ทโฟนใช้ นอกจากนี้ คนเหล่านี้จำนวนมากไม่พูดภาษาอังกฤษ จึงยังมีปัญหาทางภาษาในการสื่อสารข้อมูลที่ต้องการไปให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย

คนที่ทำงานในองค์การด้านมนุษยธรรม กล่าวว่า บรรดานักธุรกิจต้องมองออกไปนอกประเทศของตน เพื่อปรับใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาความอดอยาก และเกษตรกรจะต้องได้รับการฝึกฝนเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในการปลูกพืชเพื่อเลี้ยงปากท้องคนที่หิวโหยในประเทศกำลังพัฒนา

‘สมาร์ทโฟน’ เป็นเทคโนโลยีที่สร้างความใกล้ชิดให้กับผู้คน หรือทำลายตัวตนของมนุษย์จนหมดสิ้น?

นับตั้งแต่การเข้ามาของนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวอย่าง “สมาร์ทโฟน” ก็ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลมหาศาลอย่างอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา, สามารถเชื่อมต่อกับผู้คนทั่วโลกได้เพียงปลายนิ้วด้วยโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้สมาร์ทโฟนสามารถใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ว่านวัตกรรมแห่งความทันสมัย และไฮเทคนี้จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคนบางกลุ่มในด้านลบ และอาจทำให้เขาเหล่านั้นมีความคิดที่จะจบชีวิตตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วย

1

Jean M. Twenge คอลัมน์นิสต์สาวรายหนึ่งแห่งนิตยสาร The Atlantic ได้เขียนบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของวัยรุ่นในยุคนี้ว่า ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ยุคของสมาร์ทโฟนเป็นต้นมา วัยรุ่นหลายๆ คนทั่วโลกต่างทนทุกข์ทรมานกับการเป็นโรคซึมเศร้า และมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายอยู่บ่อยครั้ง โดย Twenge ตั้งกลุ่มตัวอย่างว่า วัยรุ่นที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1995 – 2012 จะอยู่ในกรุ๊ป iGen (เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาเอง) ซึ่งผู้คนที่เกิดในช่วงนี้จะเป็นรุ่นที่เติบโตมากับเทคโนโลยีในยุคที่พัฒนาแล้ว และมีชีวิตกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนยุค Millennials โดยมีตัวแปรสำคัญมาจากการใช้งานสมาร์ทโฟน

Twenge ตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งจากการที่คนในยุค iGen เป็นโรคซึมเศร้า และรู้สึกไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตนอกโลกออนไลน์ก็คือ พวกเขาเหล่านั้นเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ และคนรู้จักผ่านทางโซเชียลมีเดีย และคอยติดตามอัปเดตเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางโซเชียลมีเดียด้วยเช่นกัน ซึ่งการใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้นจากนาทีเป็นชั่วโมง จากชั่วโมงเป็นหลายชั่วโมง หรือมีแม้กระทั่งผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนตลอดทั้งวัน ก็ทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านทางโลกออนไลน์มีค่ามากกว่าการคุยกันในชีวิตจริง และเริ่มห่างเหินจากตัวตนในโลกแห่งความจริงมากขึ้น แต่กลับสร้างตัวตนของตัวเองให้ดูมีความสำคัญ (ทั้งในสายตาตัวเอง และสายตาผู้อื่น) พร้อมทั้งอัปเดตเรื่องราวต่างๆ บนโลกออนไลน์แทน

2

เด็กหญิงอายุ 13 ปี รายหนึ่ง ชื่อว่า Athena (นามสมมติ) ได้พูดคุยกับ Twenge ว่า ตัวเธอเองมีสมาร์ทโฟนไว้ในครอบครองตั้งแต่อายุ 11 ปี และเป็นเด็กคนหนึ่งที่ค่อนข้างติดสมาร์ทโฟนมากพอสมควร ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า เธอเคยเห็นเพื่อนๆ ของเธอเดินเที่ยวเล่นอยู่กับครอบครัว แต่เพื่อนๆ เหล่านั้นไม่คุยกับพ่อแม่ของตัวเองเอาแต่จ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนตลอดเวลา หากมีบทสนทนาเกิดขึ้นก็จะเป็นการถามคำตอบคำเท่านั้น ซึ่งตัว Athena เองก็เป็นแบบเดียวกัน เธอบอกว่าในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เธอใช้เวลาคุยกับเพื่อนตลอดทั้งช่วงปิดเทอมแต่เป็นการคุยผ่านแชท หรือ Snapchat เกือบทั้งหมด และใช้ชีวิตอยู่บนเตียงนอนเพียงอย่างเดียว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องตลกร้ายสำหรับคนในยุคนี้เช่นกันที่เราพูดคุยกับคนอื่นผ่านการแชท หรือ texting กันเกือบทั้งวัน แต่กลับพบว่าเราไม่อยากคุยกับคนอื่นแบบตัวเป็นๆ

3

นอกจากนี้ ในบทความดังกล่าวยังมีการยกตัวอย่างสถิติที่น่าสนใจมาเพิ่มเติมด้วย โดยเนื้อหาระบุว่าในกลุ่มตัวอย่างเด็กเกรด 8 (เทียบเท่าม.2) ที่ใช้งานสมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดียมากกว่า 10 ชม./สัปดาห์ มีความเสี่ยงที่จะเกิดความรู้สึกไม่มีความสุขมากกว่าคนที่ใช้งานน้อยกว่าถึง 56 เท่า ขณะที่คนที่ใช้งานประมาณ 6-9 ชม./สัปดาห์ มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ใช้น้อยกว่าประมาณ 47% แต่ในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้เวลาประมาณเดียวกันทำกิจกรรมกับเพื่อน หรืออยู่กับเพื่อนแทนสมาร์ทโฟน ความเสี่ยงที่จะไม่มีความสุขกลับลดลงมากถึง 20% ซึ่งสถิตินี้ยังไม่รวมถึงการกลั่นแกล้งกันทางอินเทอร์เน็ต หรือ Cyber Bullying ที่นับเป็นประเด็นสำคัญที่เด็กๆ และวัยรุ่นหลายๆ คนกำลังประสบพบเจอในทั่วทุกมุมโลก โดยบางคนอาจอดทน และผ่านพ้นมันไปได้ แต่สำหรับบางคนเรื่องดังกล่าวอาจมีความร้ายแรง และส่งผลให้ต้องจบชีวิตตนเองจากปัญหาก็มีเช่นเดียวกัน

4

เรื่องราวของผู้คนใน “สังคมก้มหน้า″ ยังคงมีให้พบเห็นทั่วไป เช่น คู่รักบางคู่ที่กำลังนั่งรอดินเนอร์ก็กลับหยิบมือถือขึ้นมาอัปเดตข่าวสารต่างๆ นานา แต่ไม่มีใครคุยกัน หรือพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยการเอาสมาร์ทโฟนให้ลูกเล่น จนทำให้เด็กกลายเป็นคนก้าวร้าวเมื่อไม่ได้เล่นเกมบนสมาร์ทโฟนก็มี

ซึ่งก็น่าแปลกใจว่า ทำไมเทคโนโลยีที่ทำให้คนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น กลับเป็นสิ่งที่ทำให้คนเหินห่างกันได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็อยากแนะนำว่า จริงอยู่ที่บางครั้งโลกอินเทอร์เน็ตสามารถทำให้เราได้สัมผัสกับโลกกว้างอย่างไร้ขอบเขต แต่เราลืมไปหรือไม่ว่า เราอาศัยอยู่ในโลกที่มีอากาศหายใจ มีพื้นดินให้ยืน และมีสิ่งอื่นๆ ให้สัมผัสมากมาย เราไม่สามารถอิ่มท้องได้ด้วยการเลื่อนฟีด Facebook และเราไม่สามารถเบิร์นแคลลอรี่ได้ด้วยการดูคลิปออกกำลังกายบนยูทูป ดังนั้น จงหันมาใส่ใจตัวเอง และคนรอบข้างให้มากขึ้น ดีกว่าจ้องโลกสี่เหลี่ยมเล็กๆ นั้นนานๆ นะครับ สำหรับใครที่อยากอ่านบทความฉบับเต็มก็สามารถติดตามได้ที่ลิงก์ด้านล่างครับ

นักอนาคตศาสตร์เชื่อ ใน 30 ปี เทคโนโลยีจะช่วยให้คนมีชีวิต “อมตะ”

life

เชื่อกันว่าภายใน ทศวรรษ เทคโนโลยีล้ำสมัยจะช่วยให้คนที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2513 มีชีวิต อมตะ

ความคิดนี้มาจากการคาดคะเนของดร. Ian Pearson นักอนาคตศาสตร์ (futurologist) ระดับแนวหน้า “ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีเชื่อได้ว่าคนที่มีชีวิตอยู่จนถึงปี พ.ศ. 2593 อาจมีชีวิตที่เป็นอมตะ”

ดร. Pearson อ้างถึงเทคโนโลยีหลายอย่างที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ ซึ่งรวมถึงพันธุวิศวกรรมที่จะช่วยคืนความเป็นหนุ่มสาวให้กับเซลล์ในร่างกายและไบโอเทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างอวัยวะใหม่ขึ้นมาทดแทนอวัยวะที่เสื่อมสภาพไป “ไม่มีใครอยากเป็นอมตะในสภาพของคนอายุ 80-90 หรอก ถ้าทำได้ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองเหมือนเมื่อตอนอายุ 20-30 ด้วยกันทั้งนั้น”

ดร. Pearson ยังมองว่าชีวิตที่ไม่มีวันตายอาจไม่ได้หมายถึงการยึดติดกับร่างกายเดิม “ถ้าอุปสรรคของชีวิตอมตะคือร่างกายที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ต่อไปอาจมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถอัปโหลดจิตสำนึกไปเก็บไว้ใน “clound” จากนั้นก็ดาวน์โหลดใส่แอนดรอยด์หรือหุ่นยนต์เหมือนคนแบบไหนที่ไหนก็ได้ทั่วโลก หมายความว่าแม้สังขารจะร่วงโรยไปแต่จิตสำนึกของเราจะยังคงอยู่ตลอดไป “ถึงตอนนั้นคุณอาจเลือกหุ่นยนต์ที่ดูอายุเท่าไหร่ก็ได้ เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้”

ดร. Pearson เชื่อว่าเทคโนโลยีทั้งหลายทั้งปวงเพื่อชีวิตที่เป็นอมตะนี้เกิดได้ภายในปี 2593 หรืออีกประมาณ 30 ปี “ถ้าคุณเกิดหลังปี 2513 ปีนี้คุณอายุ 48 คนที่อายุไม่ถึง 50 ถือว่ายังมีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีนี้ หรือก็คือมีโอกาสจะมีชีวิตที่เป็นอมตะ ส่วนคนที่ตอนนี้ยังอายุไม่ถึง 40 คุณได้รับโอกาสนั้นแน่นอน” ในช่วงแรกค่าใช้จ่ายจะต้องสูงมากแน่ ๆ ซึ่งจะมีเพียงมหาเศรษฐีเท่านั้นที่เอื้อมถึง แต่ให้หลังประมาณ 10 ปี ชนชั้นกลางทั่วไปก็น่าจะเข้าถึงได้

จับภาพไอพ่นอนุภาคพลังงานสูงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุและกล้องโทรทรรศน์รังสีอินฟราเรดติดตามศึกษาปรากฏการณ์ที่หลุมดำมวลยิ่งยวดฉีกทำลายดาวฤกษ์ที่ผ่านเข้าใกล้ รวมทั้งสามารถบันทึกภาพไอพ่นของอนุภาคพลังงานสูงที่ถูกปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้นได้เป็นครั้งแรกด้วย

ภาพจากฝีมือศิลปินขยายให้เห็นไอพ่นพลังงานสูงจากหลุมดำ ซึ่งปรากฏเป็นจุดสว่างในภาพคู่ดาราจักร (มุมซ้ายล่าง)ที่บันทึกไว้ได้

มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Science โดยระบุว่าที่ใจกลางคู่กาแล็กซี Arp 299 ซึ่งเป็นดาราจักรสองแห่งที่กำลังชนและรวมตัวเข้าด้วยกันอย่างช้า ๆ ในห้วงอวกาศห่างจากโลก 150 ล้านปีแสง มีหลุมดำมวลยิ่งยวดซึ่งมีมวลเป็น 20 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ กำลังฉีกทำลายและกลืนกินดาวฤกษ์ดวงหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 2 เท่า

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Tidal Disruption Event (TDE) จะเกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์โคจรเข้าใกล้บริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำมากพอ จนแรงไทดัลมหาศาลของหลุมดำฉีกทำลายดาวฤกษ์นั้น

มวลสารของดาวฤกษ์เคราะห์ร้ายจะถูกดูดออกไปก่อตัวเป็นจานสะสมฝุ่นและก๊าซที่หมุนรอบหลุมดำ ทั้งยังมีการปลดปล่อยรังสีเอกซ์และไอพ่นของอนุภาคพลังงานสูงซึ่งมีความเร็วใกล้กับความเร็วแสงออกมาอีกด้วย ทำให้หลุมดำที่ปกติจะนิ่งเฉยและมืดสนิทมาเป็นเวลานานมีความเคลื่อนไหวปรากฎขึ้น

ภาพของคู่ดาราจักร Arp 299 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา

ที่ผ่านมามีการตรวจจับปรากฏการณ์ TDE ได้น้อยมาก และไม่สามารถใช้กล้องโทรทรรศน์บันทึกภาพได้โดยตรงเนื่องจากกลุ่มหมอกและฝุ่นละอองในดาราจักรบดบังอยู่

แต่ในครั้งนี้ นักดาราศาสตร์ใช้วิธีติดตามเก็บข้อมูลการแผ่คลื่นวิทยุและรังสีอินฟราเรดจากบริเวณแหล่งกำเนิดปรากฏการณ์ดังกล่าวติดต่อกันนานกว่าสิบปี ซึ่งในที่สุดสามารถชี้ตำแหน่งของปรากฏการณ์ TDE ในคู่ดาราจักร Arp 299 และบันทึกภาพแสงสว่างของไอพ่นอนุภาคพลังงานสูงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุหลายแห่งบนโลก และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ขององค์การนาซา

การค้นพบในครั้งนี้ จะช่วยปูทางไปสู่การพัฒนาวิธีมองหาและตรวจจับปรากฏการณ์ TDE ซึ่งอาจเกิดขึ้นในจักรวาลบ่อยครั้งกว่าที่คาด ทั้งยังช่วยแยกแยะปรากฏการณ์ดังกล่าวออกจากซูเปอร์โนวาได้ง่ายขึ้น โดยก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์เคยเข้าใจผิดว่าปรากฏการณ์ TDE ในคู่ดาราจักร Arp 299 คือซูเปอร์โนวามาแล้ว