คลังเก็บหมวดหมู่: ชลสิทธิ์ ศุภเลิศนุกูลกิจ 7

ทดสอบ “วัคซีนป้องกันสิว” ผ่านขั้นแรกในสัตว์ทดลองแล้ว

วันซีนป้องกันสิว

ทุกวันนี้สิวยังคงเป็นปัญหาผิวพรรณของหลายคนที่รักษาได้ไม่ง่ายนัก แต่มีข่าวดีจากนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมี “วัคซีนป้องกันสิว” ซึ่งบรรดาวัยรุ่นและผู้มีปัญหาสิวอักเสบสามารถฉีดเอาไว้ยับยั้งสารพิษจากแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้

วัคซีนดังกล่าวผ่านการทดสอบขั้นแรกและพบว่าสามารถใช้ได้ผลในหนูทดลองแล้ว โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานดิเอโก (UCSD) ได้ตีพิมพ์รายละเอียดของผลการทดสอบดังกล่าวในวารสาร Journal of Investigative Dermatology เมื่อไม่นานมานี้

ทีมนักวิจัยพบว่า หากมีการให้แอนติบอดีหรือสารที่เป็นภูมิต้านทานกับหนูทดลองที่ผิวหนังอักเสบเหมือนเป็นสิว จะช่วยให้อาการอักเสบนั้นบรรเทาลงและไม่เกิดขึ้นอีกได้

โดยทั่วไปแล้วแบคทีเรียชนิด Cutibacterium acnes ซึ่งเป็นสาเหตุของสิว จะอาศัยอยู่ที่ผิวหนังของคนเราโดยไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใด ๆ ขึ้น แต่ในหลายกรณีสารพิษ CAMP factor ซึ่งเป็นโปรตีนที่แบคทีเรียดังกล่าวผลิตออกมา อาจทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบเป็นสิวรุนแรงได้

วัคซีนป้องกันสิวซึ่งเป็นสารภูมิต้านทานจะเข้าจับกับสารพิษ CAMP factor และทำให้โครงสร้างของโมเลกุลสารพิษเปลี่ยนรูปไป จนไม่สามารถทำให้เกิดการอักเสบได้อีก

ดร. หวง ชุนหมิง ผู้นำทีมนักวิจัยที่คิดค้นวัคซีนป้องกันสิวบอกว่า วัคซีนนี้จะเป็นความหวังใหม่สำหรับการรักษาสิวที่ได้ผลและปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันการใช้ยาปฏิชีวนะรักษาสิวนั้นไม่ได้ผล ส่วนการใช้ยาควบคุมฮอร์โมนอย่างยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ (เรตินอยด์) นั้นก็มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอยู่มาก

อย่างไรก็ตาม ยังจะต้องมีการทดสอบวัคซีนป้องกันสิวในอีกหลายขั้นตอน รวมทั้งทำการทดสอบระดับคลินิกในวงกว้าง ก่อนที่จะนำวัคซีนนี้มาใช้กับมนุษย์ได้

ลางานพักผ่อนช่วยยืดอายุให้ชีวิตยืนยาวขึ้น

พักผ่อนที่ทะเล

คณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิของฟินแลนด์ เผยผลการศึกษาล่าสุดที่พบว่า การลาพักร้อนหรือได้หยุดงานพักผ่อนเป็นเวลานานเพียงพอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเรามีอายุยืนยาวมากขึ้น ทั้งทำให้ความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควรลดลง

มีการตีพิมพ์ผลวิจัยดังกล่าวในวารสารโภชนาการ สุขภาพ และความชรา (Journal of Nutrition Health & Aging) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่าได้วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยเก่า ซึ่งศึกษาเรื่องความดันโลหิตกับอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มชายนักธุรกิจวัยกลางคนจำนวน 1,222 คน โดยงานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเมื่อปี 1974 และมีการติดตามผลภายหลังเป็นระยะในช่วง 5 ปี 15 ปี และ 40 ปี หลังจากนั้นด้วย

กลุ่มทดลองที่เป็นนักธุรกิจระดับผู้บริหารเหล่านี้ แต่ละคนล้วนทำงานหนักและมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างน้อยคนละ 1 ข้อ

พวกเขาถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตไปตามปกติอย่างที่เคยเป็นมา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะได้รับคำแนะนำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์ของผู้ที่มีสุขภาพดี

หากทำตามคำแนะนำไปแล้วระยะหนึ่ง แต่อัตราเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงไม่ลดลง ทีมวิจัยก็จะให้ยาควบคุมความดันโลหิตแก่คนกลุ่มนี้ด้วย

การทดลองข้างต้นดำเนินไปเป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อสิ้นสุดโครงการดังกล่าวทีมนักวิจัยพบว่า อัตราความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำให้รักษาสุขภาพนั้น ลดลงมากกว่าของกลุ่มที่ไม่ได้รับคำแนะนำอย่างเห็นได้ชัด

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการติดตามผลในระยะยาวอีก 2 ครั้ง พบว่าข้อมูลที่เก็บได้ในช่วง 15 ปีหลังเริ่มทำการทดลองชี้ว่า กลุ่มที่ระวังรักษาสุขภาพตามคำแนะนำกลับมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า ส่วนการติดตามผลในช่วง 40 ปีหลังเริ่มทำการทดลองพบว่า อัตราการเสียชีวิตของทั้งสองกลุ่มกลับมาใกล้เคียงกันอีกครั้ง

ความผิดปกติดังกล่าวทำให้มีการวิเคราะห์ทบทวนข้อมูลการทดลองว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งทีมนักวิจัยพบว่ากลุ่มคนที่เสียชีวิตนั้นส่วนใหญ่มีจำนวนวันที่หยุดพักผ่อนต่อปีน้อยกว่า

“คนที่ไม่ค่อยหยุดงานมักจะทำงานหนักและนอนน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ลาหยุดพักผ่อนนานวันกว่า″ ดร. ทิโม สแตรนด์เบิร์ก ผู้นำทีมวิจัยกล่าว “การใช้ชีวิตแบบที่เหน็ดเหนื่อยเคร่งเครียด อาจทำให้ผลดีของการรักษาสุขภาพตามคำแนะนำหายไปจนหมด”

ผลวิเคราะห์ยังพบว่า คนที่ลาหยุดพักผ่อนเพียง 3 สัปดาห์ต่อปีหรือน้อยกว่า มีความเสี่ยงชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าคนที่ได้พักร้อนปีละ 3 สัปดาห์ขึ้นไปถึง 37%

“ไม่มีสิ่งใดจะมาทดแทนการพักผ่อนคลายเครียดอย่างเต็มที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย หรืองดบุหรี่และแอลกอฮอล์” ดร. สแตรนด์เบิร์ก กล่าว

“ตราบใดที่คุณยังทำงานหนักโดยไม่หยุดพัก การพยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำให้มีสุขภาพดีนั้นไม่มีประโยชน์อะไร แต่กลับจะยิ่งเพิ่มความเครียดในชีวิตประจำวันให้สาหัสขึ้นด้วยซ้ำ″

สายรัดข้อมือเชื่อมต่อแบบไร้สายเพื่อดูแลสุขภาพ อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1355153

ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์มากมายต่างพยายามพัฒนาเครื่องมือที่ประยุกต์ความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม มาสนองตอบชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่ต้องรับมือกับความเสี่ยงต่างๆจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ส่งผลต่อสุขภาพ ล่าสุด ทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยรัสเกอร์ส เมืองนิวบรันสวิก รัฐนิวเจอร์ซีย์ ในสหรัฐอเมริกา เผยถึงการพัฒนาสร้างสายรัดข้อมือที่ช่วยติดตามสุขภาพและมลพิษในอากาศที่คนเราต้องเผชิญ

สายรัดข้อมืออัจฉริยะนี้ใช้วัสดุเป็นพลาสติกติดตั้งแผงวงจรที่มีความยืดหยุ่น โดยมีไบโอเซนเซอร์ (biosensor) เครื่องตรวจวัดทางชีวภาพ ออกแบบให้มีลักษณะเป็นชองหรือท่อบางกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผม พร้อมกับฝังขั้วไฟฟ้าสีทองไว้ภายใน แผงวงจรจะเป็นตัวประมวลผลสัญญาณไฟฟ้าเพื่อส่งข้อมูลแบบไร้สายกับสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์สวมใส่อื่นๆ เช่น นาฬิกา โดยไบโอเซนเซอร์จะทำหน้าที่นับจำนวนอนุภาคอย่างเซลล์เม็ดเลือด แบคทีเรียและอนุภาคอินทรีย์หรืออนินทรีย์ในอากาศ รวมถึงวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การออกกำลังกาย

“อะโวซิลลา” อะโวคาโดยักษ์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ avocado big

“อะโวซิลลา″ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์อะโวคาโดที่ให้ผลใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีขนาดเท่ากับอะโวคาโดธรรมดา 5 ลูกรวมกัน ตั้งแต่ปี 2000 อะโวคาโดได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว เดวิด โกรฟส์ ชาวสวนชาวออสเตรเลียน บอกว่า แม้ อะโวซิลลา จะไม่สร้างผลกำไรเท่าพันธุ์ธรรมดา แต่มันก็มีคุณภาพพอกับอะโวคาโดธรรมดา และผลอะโวซิลลาหนึ่งผลสามารถนำไปทาขนมปังได้ถึง 23 แผ่น

เด็กที่โตมาในสภาพแวดล้อมที่พ่อแม่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตจากโรคเกี่ยวกับปอด

เด็กดูผู้ปกครองสูบบุหรี่

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตจากโรคเกี่ยวกับปอดอย่างรุนแรงได้เหมือนกัน หากว่าพวกเขาเติบโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่สูบบุหรี่

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1965322356865907

งานวิจัยดังกล่าว ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเวชศาสตร์ป้องกันแห่งอเมริกา ( America Journal of Preventive Medicine) เป็นการตอกย้ำให้เห็นพิษภัยและอันตรายที่เกิดขึ้นจาก “ควันบุหรี่มือสอง” ที่มีต่อเด็ก

สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกาทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 70,900 คนจากผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยได้สอบถามเกี่ยวกับการสัมผัสควันบุหรี่ตลอดชีวิตรวมทั้งการตรวจสุขภาพของพวกเขาตลอด 22 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้พบว่า เด็กที่เติบโตในสภาพผู้ปกครองสูบบุหรี่หรือสัมผัสควันบุหรีมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูง โดยหากพิจารณาในสัดส่วนการเสียชีวิตในแต่ละปีของผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่แต่เสียชีวิตด้วยสาเหตุเดียวกัน พบว่าทุก ๆ 1 แสนคน จะมีเด็กเสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าวถึง 7 คน

นอกจากยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่อาศัยกับผู้ที่สูบบุหรี่ในวัยผู้ใหญ่ ก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพหลายอย่างเช่นกัน อย่างการสัมผัสหรือการอยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่เป็นระยะเวลานานราว 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือมากกว่านั้น จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เสียชีวิตมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่อาศัยกับครอบครัวปลอดบุหรี่

  • ความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมากกว่า 27%
  • ความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 23%
  • ความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมากกว่า 42%

แนะให้สูบนอกบ้าน แต่ดีที่สุดคือเลิกสูบ

เฮเซิล ชีสแมน จากกลุ่มรณรงค์ Action on Smoking and Health ให้ความเห็นภายหลังจากที่มีงานวิจัยฉบับนี้ว่าเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึง การป้องกันเด็กจากภัยจากควันบุหรี่ สามารถทำได้โดยผู้ปกครองต้องไปสูบบุหรี่ข้างนอก

“วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันเด็กคือ เลิกสูบบุหรี่ไปเลย”

ดร. นิค ฮอปกินสัน ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของมูลนิธิปอดในอังกฤษกล่าวเพิ่มเติมว่า “ควันบุหรี่มือสองมีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาวเช่นกัน”

ผลการวิจัยนี้ได้เชื่อมโยงความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ กับการสัมผัสควันบุหรี่ในช่วงวัยเด็กได้อย่างชัดเจน แม้ว่าเติบโตขึ้นมาเด็กเหล่านั้นจะไม่ได้สูบบุหรี่ก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้ในเวลาต่อมา

ดร.ไรอัน ไดเวอร์ หนึ่งในผู้เขียนรายงานวิจัยดังกล่าวบอกว่า “ผลการวิจัยที่ได้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่ทำให้ทราบถึงวิธีการลดความเสี่ยงและอันตรายจากสัมผัสควันบุหรี่มือสองได้”

ลูกจ้างสุขภาพแย่-ครอบครัวเครียด หากถูกกดดันให้คอยเช็กอีเมลหลังเลิกงาน

Couple discussing their financial issue in front of a laptop

ชีวิตคนทำงานในยุคที่การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นอีเมลหรือไลน์เข้าถึงตัวได้ทุกที่ทุกเวลานั้น แม้จะเพิ่มความสะดวกสบายในการติดต่อ แต่ก็ทำให้สมดุลระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวที่ใช้กับครอบครัวต้องสูญเสียไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีแรงกดดันจากเจ้านายให้ต้องคอยเช็กและตอบอีเมลอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่ใช่เวลางานก็ตาม

ผลวิจัยล่าสุดของสถาบันโพลีเทคนิคและมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia Tech) ในสหรัฐฯ ชี้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของลูกจ้าง รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวของพวกเขามากกว่าที่คาดกันไว้

ศ. วิลเลียม เบ็กเกอร์ ผู้นำทีมวิจัยนี้ได้นำเสนอผลการศึกษาข้างต้นในที่ประชุมประจำปีสถาบันวิชาการบริหารศาสตร์ (Academy of Management) ที่นครชิคาโกของสหรัฐฯ โดยระบุว่า “ลูกจ้างส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนักว่าการที่ต้องคอยตอบข้อความสื่อสารกับที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลเสียต่อตนเองและคนรอบข้าง รวมทั้งสร้างปัญหาให้ชีวิตคู่อย่างร้ายแรง”

มีการออกแบบสอบถามให้กลุ่มพนักงานประจำอายุ 31-40 ปี จากหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งต้องคอยตอบอีเมลจากที่ทำงานหลังกลับบ้านไปแล้วอยู่เสมอ ได้ประเมินเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนเอง รวมทั้งมีการออกแบบสอบถามให้กับบรรดาคู่ชีวิตของพวกเขาด้วย

ผลปรากฏว่าคนกลุ่มนี้ไม่คิดว่าพฤติกรรมการทำงานที่รุกล้ำเข้ามาในชีวิตส่วนตัวของตนเองนั้นเป็นปัญหามากนัก ตรงข้ามกับคู่ครองของพวกเขาส่วนใหญ่ที่บอกว่าการคอยเช็กอีเมลเรื่องงานของสามีหรือภรรยานั้น ทำให้ตนเองใกล้หมดความอดทนเต็มทีแล้ว

Teenager using a mobile phone

ผลสำรวจยังชี้ว่า กลุ่มพนักงานที่คอยตอบอีเมลนอกเวลางานมากครั้งที่สุด ส่วนใหญ่ระบุว่าตนเองป่วยบ่อยและมีความวิตกกังวลเพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีตมาก ส่วนคู่ครองของพวกเขาก็มีระดับความเครียดพุ่งสูงขึ้นไม่แพ้กัน

“หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงจนลูกจ้างเกิดความเหนื่อยหน่ายหมดไฟในการทำงาน ทำให้ถึงขั้นต้องลาออกหรือชีวิตครอบครัวล่มสลายได้ เพราะคู่ครองต่างไม่มีเวลาให้กัน ซึ่งแสดงถึงการไม่เห็นความสำคัญของอีกฝ่ายนั่นเอง” ศ. เบ็กเกอร์กล่าว

ทีมผู้วิจัยแนะนำให้องค์กรและบริษัทต่าง ๆ จัดการกับปัญหานี้ โดยกำหนดเวลาเส้นตายให้เลิกส่งข้อความทางอีเมลหรือไลน์หลังเวลางานให้ชัดเจน เช่นอาจเป็นที่ 19.00 น. หรือให้พนักงานสลับกันอยู่เวรเพื่อคอยตอบข้อความดังกล่าว หากผู้บริหารมีความจำเป็นต้องส่งอีเมลถึงลูกน้องในเวลาดึกดื่น ควรชี้แจงย้ำไปด้วยว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตอบข้อความในทันทีก็ได้ เพื่อผ่อนคลายแรงกดดันในการทำงานลง

นอนมากเกินเสี่ยงโรคหัวใจ – ตายก่อนวัยอันควร

นอน

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1928990697165740

การนอนแบบกินบ้านกินเมืองเป็นประจำ โดยหลับเกินคืนละ 8 ชั่วโมงตามคำแนะนำของแพทย์ อาจชี้ถึงความเสี่ยงที่บุคคลผู้นั้น มีโอกาสจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงกว่าผู้อื่น เนื่องมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) และโรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคีล (Keele University) ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นลงในวารสารของสมาคมหัวใจอเมริกัน (Journal of the American Heart Association) โดยชี้ว่ารูปแบบการนอนที่ยาวนานผิดปกติในแต่ละคืน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่ควรเฝ้าระวัง โดยแพทย์อาจต้องซักถามเรื่องชั่วโมงการนอนของคนไข้เอาไว้ประกอบการวินิจฉัยโรคด้วย

ผลการศึกษาดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์งานวิจัยในอดีต 74 ชิ้น ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 3 ล้านคน ทำให้พบว่าในจำนวนนี้ผู้ที่นอนหลับ นานถึงคืนละ 10 ชั่วโมง มีแนวโน้มจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าผู้ที่นอนคืนละ 8 ชั่วโมงถึง 30%

ส่วนคนที่นอนหลับคืนละกว่า 10 ชั่วโมงขึ้นไป มีโอกาสจะเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกสูงกว่าถึง 56% และมีความเสี่ยงจะเสียชีวิต จากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนทั่วไปถึง 49%

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบว่าการนอนหลับไม่สนิทมีส่วนสัมพันธ์กับแนวโน้มที่จะเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease ) สูงขึ้นถึง 44% ด้วย

ดร. ชุน ชิง กวอก ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่า “นอกจากปัจจัยเรื่องสุขภาพร่างกายแล้ว รูปแบบการนอนหลับของคนเรายังขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม จิตวิทยา สิ่งแวดล้อม ความจำเป็นในการทำงาน หรือพฤติกรรมของแต่ละคนด้วย ซึ่งอาจต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติมว่าเกี่ยวข้องกับรูปแบบการนอนหลับ ที่ผิดปกติหรือไม่”

คลื่นความร้อนยุโรป : ผลกระทบต่อคน สัตว์ พืช

สำนักอุตุนิยมวิทยาสเปนประกาศเตือนภัยสภาพอากาศร้อนจะ "รุนแรงมาก" ไปจนถึงวันอาทิตย์นี้

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1919605688104241

ยุโรปอาจทำลายสถิติอากาศร้อนที่สุดตลอดกาลได้ทุกเมื่อในอีก 2-3 วันนี้ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศสเปนและโปรตุเกสซึ่งคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 47 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของสองประเทศนั้น

หากว่าเครื่องวัดอุณหภูมิ (เทอร์โมมิเตอร์) ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณเข้าใจว่าตอนนี้ยุโรปร้อนเพียงใด สถานการณ์ตามที่ต่าง ๆ อาจทำให้เห็นภาพได้ดีขึ้น ทั้งปรากฏการณ์ภูเขาละลายในสวีเดน จนถึงข่าวลือเรื่องการขาดแคลนกะหล่ำดาว (Brussels Sprouts)

เราขอนำเสนอสถานการณ์ในบางแห่งที่กำลังปั่นป่วนด้วยคลื่นความร้อนที่แผดเผาทั่วทั้งทวีปในเวลานี้

1. ภูเขาละลาย

เทือกเขาเคปเนไคเซ่
คำบรรยายภาพนักวิชาการวัดความสูงของเทือกเขาเคปเนไคเซ่จากด้านบนในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน โดยเทือกเขาแห่งนี้เคยเป็นเทือกเขาสูงที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาเคบเนไคเซ่ (Kebnekaise) ของประเทศสวีเดน ไม่ได้เป็นจุดสูงสุดของประเทศอีกต่อไป เพราะมันละลายลงมากในช่วงเดือน ก.ค.

กุนฮิลด์ ไนนิส รอสควิสต์ ศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มเรียกมันว่าวิวัฒนาการ “ค่อนข้างน่ากลัว” และเสริมว่า “คุณจะเห็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อย่างชัดเจนที่นี่”

ธารน้ำแข็งบนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้ละลายหายไปประมาณ 4 เมตร (ประมาณ 13 ฟุต) ระหว่างวันที่ 2-31 ก.ค.

2. การช่วยเหลือปลาของสวิตเซอร์แลนด์

ปลาสวิตเซอร์แลนด์กำลังกลายเป็นปลาทอด (เป็นการอุปมาอุปไมย) หลายรัฐกำลังเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือเพื่อหยุดยั้งภาวะปลาหายใจไม่ออก เมื่ออุณหภูมิในน้ำสูงเกิน 27 องศาเซลเซียส สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ก็ไม่อาจอยู่รอดได้ ทั้งนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อุณหภูมิน้ำในทะเลสาบคอนสแตนซ์ (Lake Constance) ไปแตะที่ 25 องศาเซลเซียสแล้ว

แม่น้ำไรน์
คำบรรยายภาพบางส่วนของแม่น้ำไรน์ที่มีสภาพแห้งขอด ทางตอนใต้ของเยอรมนี

ในบางพื้นที่ หน่วยประมงเริ่มปฏิบัติการย้ายสัตว์น้ำเหล่านี้ไปไว้ในน่านน้ำเย็นแล้ว อย่างไรก็ตามพวกเขาบอกว่าปฏิบัติการแบบนี้ไม่สามารถทำได้ในทะเลสาบคอนสแตนซ์ และแม่น้ำไรน์ (Rhine) ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ที่เทือกเขาแอลป์ทางตอนใต้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน ความแห้งแล้งที่กัดกินพื้นที่ของสวิตเซอร์แลนด์ได้ส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป กองทัพสวิสอนุญาตให้ทหารสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดแทนเครื่องแบบปกติ ขณะที่สุนัขตำรวจต้องสวมรองเท้าเพื่อป้องกันอุ้งเท้าของพวกมันจากความร้อนที่กระจายไปทั่ว

3. ความกลัวเรื่องกะหล่ำดาวขาดแคลน

กะหล่ำดาว

สภาพอากาศร้อนก่อให้เกิด “สิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร” กับการปลูกผัก สำหรับคนเกลียดกะหล่ำก็คงไม่น่าทำให้พวกเขาเดือดร้อนมากนัก แต่สำหรับเกษตรผู้ปลูกกะหล่ำถือว่าสำคัญมาก และพวกเขาเตือนว่าปัญหาการขาดแคลนกะหล่ำอาจเกิดขึ้นทุกมุมเมือง

มันฝรั่งก็มีความเสี่ยงที่จะมีหัวเล็กกว่าปกติในปีนี้ จากการที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเย็นจัดในฤดูหนาวเป็นร้อนจัดในฤดูร้อน

นี่เป็นข่าวร้ายสำหรับมื้อค่ำในเทศกาลคริสต์มาส แต่เป็นข่าวดีสำหรับเด็ก ๆ ที่ไม่ชอบกินผัก

4. อาหารแช่แข็งสำหรับสัตว์ในสวนสัตว์

เมียร์แคท
คำบรรยายภาพเมียร์แคทกินถั่วแช่แข็งอย่างเอร็ดอร่อยในสวนสัตว์ลอนดอน

มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงสายพันธุ์เดียวที่กำลังร้อนจนเหงื่อตก สัตว์ก็เช่นกัน ตอนนี้บรรดาผู้ดูแลสัตว์ในสวนสัตว์กำลังให้วิธีพิเศษเพื่อให้สัตว์ทั้งหลายเย็นลง

ที่สวนสัตว์ La Palmyre ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส พวกสัตว์กินเนื้อกำลังเพลิดเพลินกับเลือดแช่แข็งและเนื้อสัตว์แช่แข็ง ตามการรายงานข่าวของเว็บไซต์ Libération ส่วนสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร ก็จะได้รับผลไม้แช่แข็งผสมด้วย

ส่วนที่สวนสัตว์ซูโลจิเคิล โซไซตี้ ออฟ ลอนดอน สหราชอาณาจักร สวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เจ้ากอริลลา “กัมบูก้า″ (Kambuka) ก็ได้กินผลไม้แช่แข็งก้อนยักษ์ซึ่งมีส่วนผสมของถั่วเขียว ถั่วลิสง และผลไม้ที่ไม่มีน้ำตาล

5. สาหร่ายเป็นพิษในทะเลบอลติก

สองฝั่งทะเลบอลติกถูกห้ามลงว่ายน้ำ เนื่องจากปัญหาสำคัญว่าด้วยสาหร่ายเป็นพิษซึ่งเกิดจากสภาพอากาศ

ประชาชนชาวโปแลนด์ ลิทัวเนีย และสวีเดน ได้รับคำแนะนำไม่ให้เข้าไปในเขตน่านน้ำที่ได้รับผลกระทบ

สาหร่ายพิษ
คำบรรยายภาพสาหร่ายพิษปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปบริเวณชายฝั่งของโปแลนด์

สถาบันสิ่งแวดล้อมฟินแลนด์ SYKE กล่าวว่า การแพร่ระบาดของสาหร่ายพิษครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในทศวรรษ

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสารพิษสีเขียวนี้ช่วยให้พวกเขาศึกษาว่าแบคทีเรียมีความอ่อนไหวต่อสิ่งใด และมันอาจช่วยลดการต่อต้านยาปฏิชีวนะได้

“นี่เป็นโอกาสอันดีเยี่ยมที่เราจะได้เก็บวัตถุตัวอย่าง (สำหรับการวิจัย) ในไม่กี่ปีมานี้ เราประสบปัญหามีกลุ่มตัวอย่างไม่เพียงพอ” ฮานนา มาซูร์-มาร์เซ็ค ศาสตราจารย์แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลของโปแลนด์กล่าวและว่า ตอนนี้การเก็บตัวอย่างสาหร่ายให้เต็มหนึ่งถังเป็นเรื่องง่าย ๆ

6. รถฉีดน้ำหล่อเลี้ยงต้นไม้

ในประเทศเยอรมนี ตำรวจเปลี่ยนรถฉีดน้ำที่มีไว้ใช้กับพวกประท้วงให้กลายเป็นรดน้ำสำหรับรดต้นไม้ที่กำลังขาดน้ำแทน

รถบรรทุกน้ำตำรวจออกรดน้ำต้นไม้ทางตะวันตกของเยอรมนี
คำบรรยายภาพรถบรรทุกน้ำตำรวจออกรดน้ำต้นไม้ทางตะวันตกของเยอรมนี

รถบรรทุกน้ำของพวกเขาวิ่งไปรดในสวนสาธารณะต่าง ๆ ในเบอร์ลิน ฮัมบูร์ก และทั่วประเทศ แม้กระทั่งด้านนอกสำนักงานนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล

การกระทำนี้ยังทำให้เกิดการแข่งขันกัน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตำรวจในกรุงเบอร์ลินได้ทวีตข้อความถึงตำรวจในแฟรงค์เฟิร์ต มิวนิค และข้ามพรมแดนเข้าไปในเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อกระตุ้นให้มาทำแบบเดียวกัน

ตำรวจแฟรงค์เฟิร์ตตอบรับคำท้าทายนี้ และโพสต์วิดีโอเป็นหลักฐาน แต่มิวนิค และแฟรงค์เฟิร์ตปฏิเสธเพราะเพิ่งมีฝนตกหนักไปไม่นานนี้

ลีเมอร์เกือบทั้งหมด อาจจะกำลังสูญพันธุ์ไปจากโลก

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ลีเมอร์ 105 จาก 111 ชนิด กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์

ลีเมอร์ สัตว์ประจำถิ่นมาดากัสการ์ แทบทุกชนิดกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1942598435804966

กลุ่มนักอนุรักษ์นานาชาติ ซึ่งนำโดย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ตระกูลไพรเมต (Primate Specialist Group) เปรียบเทียบจำนวนประชากรของลีเมอร์ที่หลงเหลืออยู่ กับภัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและถิ่นอาศัยของพวกมัน และได้ข้อสรุปว่า เหล่าลีเมอร์เป็นสัตว์ตระกูลไพรเมตที่เสี่ยงสูญพันธุ์ที่สุดในโลก

อะไรทำให้ลีเมอร์ใกล้สูญพันธุ์ ?

ในแถลงการณ์ของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ตระกูลไพรเมต นายรัสเซลล์ มิตเทอร์ไมเออร์ จากองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก (Global Wildlife Conservation) กล่าวว่า ข้อสรุปนี้ทำให้เห็นว่า “มีความเสี่ยงสูงมาก ที่บรรดาลีเมอร์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวประจำมาดากัสการ์จะสูญพันธุ์” และเป็นสัญญาณเตือนถึงภัยคุกคามต่อทั้งระบบนิเวศบนเกาะแห่งนี้อีกด้วย

อินดรี เป็นสัตว์จำพวกลีเมอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด พวกมันมีชื่อท้องถิ่นว่า "บาบาโกโต" ซึ่งแปลว่า "ชายแห่งป่าไม้"

สัตว์เหล่านี้ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากมนุษย์ที่ทำลายที่อยู่อาศัยของพวกมัน โดยเฉพาะการเผาป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ลักลอบตัดต้นไม้ และผลิตเหมืองถ่านหิน

นอกจากนี้ การล่าลีเมอร์เพื่อเป็นอาหารหรือซื้อ-ขาย เป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามใหม่ที่ทำให้พวกมันใกล้สูญพันธุ์

ศาสตราจารย์คริสตอฟ ชวิทเซอร์ จากสมาคมสัตววิทยาบริสตอล บอกกับบีบีซีว่า มีการสำรวจพบการล่าลีเมอร์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

“เราพบว่ามีการล่าลีเมอร์เพื่อการค้าด้วย ซึ่งน่าจะล่าไปเพื่อขายให้กับร้านอาหารท้องถิ่น นี่ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่สำหรับมาดากัสการ์ เราไม่เคยเห็นการล่าลีเมอร์มากขนาดนี้เมื่อ 15 ปีก่อน”

มีลีเมอร์ทั้งหมด 111 ชนิดที่นักวิทยาศาสตร์รู้จัก ซึ่งทั้งหมดเป็นสัตว์ประจำถิ่นในมาดากัสการ์ และกลุ่มอนุรักษ์พบว่า 105 สปีชีส์จากทั้งหมดกำลังถูกคุกคาม

ลีเมอร์นอร์เทิร์นสปอร์ตีฟ (Northern sportive lemur) กำลังอยู่ภาวะวิกฤต

การร่วมกันศึกษาของนักอนุรักษ์ครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นโดยสหพันธ์นานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น – IUCN) เป็นขั้นตอนแรกในการประเมินสถานการณ์ของสัตว์ทุกสายพันธุ์อย่างเป็นทางการ เพื่อนำไปเผยแพร่ใน บัญชีแดงของสปีชีส์ที่ถูกคุกคาม (Red List of Threatened Species) ต่อไป

จะป้องกันไม่ให้ลีเมอร์สูญพันธุ์ได้อย่างไร ?

ไอยูซีเอ็น ได้วางมาตรการอนุรักษ์ที่ชื่อ “แผนปฏิบัติการลีเมอร์” ซึ่งแผนดังกล่าวรวมถึงการปกป้องที่อยู่อาศัยของพวกมัน ไปจนถึงการแก้ปัญหาความยากจนของคนในพื้นที่ ผ่านการท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรต่อธรรมชาติ เพื่อช่วยให้พวกเขาไม่ต้องล่าสัตว์เพื่อแลกกับค่าตอบแทน

ศาสตราจารย์ชวิทเซอร์ กล่าวว่า มันสำคัญมากที่ทุกคนต้องออกมาพูดถึงเรื่องนี้

“คนที่รักลีเมอร์จำเป็นต้องออกมาเปล่งเสียงเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ และช่วยกันส่งข้อความไปถึงคนทั่วโลก” เขาบอกกับบีบีซี

“เมื่อเราตีพิมพ์แผนปฏิบัติการลีเมอร์ และสื่อก็ร่วมนำเสนอมัน เราได้รับโทรศัพท์จากคนจำนวนมากที่ต้องการจะช่วยเหลือ ทั้งผ่านการบริจาคหรือในทางอื่น ๆ”

“นั่นสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ”

Samsung Display โชว์เหนือพัฒนาจอสมาร์ทโฟนสุดแกร่งที่ ‘ไม่มีวันแตก’

Samsung Display บริษัทผู้ผลิตหน้าจอรายใหญ่ ออกมาเปิดเผยว่ากำลังพัฒนาหน้าจอสมาร์ทโฟน OLED ที่แข็งแกร่งทนทานในระดับที่เรียกว่า ‘ไม่มีวันแตกเสียหาย’ (Unbreakable Smartphone Panel) ซึ่งล่าสุดได้รับการจดทะเบียนรับรองจาก UL (Underwriters Laboratories) เรียบร้อยแล้ว โดยนอกจากจะสามารถดัดโค้งงอได้แล้ว ยังมีน้ำหนักเบากว่าแผงจอสมาร์ทโฟนในตลาดปัจจุบัน ซึ่งเตรียมจะนำมาใช้กับจอสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น แท็บเล็ตพีซี, เกมคอนโซลพกพา, มือถือเฉพาะทางที่ใช้ในค่ายทหารไปจนถึงอุตสาหกรรมรถยนต์

จากรายงานของทาง UL นั้นเปิดเผยว่า จอไม่มีวันแตกของ Samsung Display ผ่านการทดสอบด้านความแข็งแกร่งจากมาตรฐานทางการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบตกจากที่สูง 1.2 เมตรทั้งหมด 26 ครั้ง, ผ่านการทดสอบในอุณหภูมิ 71 องศา และต่ำสุด -32 องศา ซึ่งปรากฏว่าไม่พบร่องรอยความเสียหายใด ๆ ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และขอบตัวเครื่อง รวมทั้งเมื่อมีการทดสอบจุดตกที่สูงกว่ามาตรฐานที่ 1.8 เมตร ก็ไม่ระคายผิวของจอสุดถึกนี้ได้เลยโดยทาง Samsung Display เผยว่า แผงหน้าจอที่ไม่มีวันแตกนี้ เป็นหน้าจอ OLED แบบจอโค้ง สามารถบิดงอได้ ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท ไม่ได้จำกัดที่สมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์, สมาร์ทโฟนสำหรับใช้งานในกองทัพ, เครื่องเล่นเกมแบบพกพา รวมไปถึงแท็บเล็ต ซึ่งแผงหน้าจอแบบนี้ นอกจากจะมีคุณสมบัติที่ไม่แตกแล้ว ยังมีน้ำหนักเบากว่าหน้าจอแบบเดิม ๆ อีกด้วย