คลังเก็บหมวดหมู่: บุรพล บุญเกิด 7

ขนมปังจากแมลงสาบ ทางรอดของโลกประชากรล้น ?

Cockroach bread

นักวิจัยของบราซิลพัฒนาแป้งขนมปังที่มีส่วนผสมของแมลงสาบ เตรียมรับมือกับภาวะขาดแคลนอาหาร

คุณกล้ากินขนมปังในรูปข้างบนไหม มันอาจดูเหมือนขนมปังทั่วไปแต่ที่จริงแล้วทำจากแป้งที่มีส่วนผสมของแมลงสาบ ในขณะที่ประชากรในโลกมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับปัญหาขาดแคลนอาหาร และการคาดการณ์ว่าจะแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์จะน้อยลง ทำให้สหประชาชาติแนะนำให้มนุษย์หันมากินแมลงเป็นทางเลือกใหม่

จำนวนประชากรพุ่งสูง

สหประชาชาติ คาดว่า ประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 9.7 พันล้านคนภายในปี 2050 และแนะให้คนหันมาใช้แมลงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการทำอาหาร เพราะนอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้ว ยังมีอยู่มากและมีต้นทุนการผลิตต่ำ ซึ่งนี่เป็นอาหารทางเลือกที่ผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คุ้นเคยอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แมลงสาบที่นักวิจัยบราซิลใช้ไม่ใช่พันธุ์ที่เราพบเจอตามท่อน้ำทิ้งตามเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก แต่เป็น “แมลงสาบลอบสเตอร์” (Nauphoeta cinerea) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มาจากตอนเหนือของแอฟริกา และมักจะถูกนำไปใช้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเลื้อยคลานเช่น แมงมุมทารันทูล่า และจิ้งจกหรือตุ๊กแก

แมลงสาบลอบสเตอร์สามารถเติบโตง่ายและเร็วในที่เลี้ยงแบบปิด มันถูกเลือกมาเป็นส่วนผสมของแป้งด้วยเหตุผลสองประการ คือ 1. มีโปรตีนสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ 50 เปอร์เซ็นต์ ในเนื้อแดง 2. พวกมันคงเผ่าพันธุ์ได้มาหลายล้านปี และยังสามารถรักษาลักษณะทางพันธุกรรมไว้ได้แม้จะผ่านวิวัฒนาการมามากมาย

“พวกมันต้องมีอะไรดี ๆ ที่ทำให้สามารถวิวัฒนาการโดยไม่ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป” นักวิจัยด้านอาหาร แอนเดรสซา แจนต์เซ็น จาก the Federal University of Rio Grande ทางตอนใต้ของบราซิลอธิบาย

Sliced breadImage copyrightFURG
คำบรรยายภาพขนมปังสูตรดังกล่าวใช้แมลงสาบเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นแป้งข้าวสาลี

แหล่งโปรตีน

แอนเดรสซา ร่วมกับเพื่อนนักวิจัย ลอเร็น เมเนกอน ผลิตแป้งจากแมลงสาบอบแห้งที่ขายในราคากิโลกรัมละ 51 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,700 บาท) ขนมปังสูตรดังกล่าวใช้แมลงสาบเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นแป้งข้าวสาลี แต่ส่วนประกอบเพียงน้อยนิดก็สร้างความแตกต่างที่น่าตกใจ คือ ในขนมปังมีโปรตีนเพิ่มขึ้นถึง 133 เปอร์เซ็นต์

ขนมปังปกติขนาด 100 กรัม มีโปรตีนอยู่ 9.7 กรัม ในขณะที่ขนมปังที่ทำจากแมลงสาบมีโปรตีนถึง 22.6 กรัม แอนเดรสซาบอกว่านักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวเนื้อ กลิ่น สี และรส ของขนมปัง และไม่พบความแตกต่างอะไรมากนัก นอกจากคนบางคนที่อาจจะได้รับรสอ่อน ๆ ของเนยถั่ว

ศาสตรจารย์ด้านโภชนาการอย่าง เอนนิโอ วิเอรา ผู้มีชื่อเสียงด้านการศึกษาเรื่องการใช้แมลงเป็นอาหารของมนุษย์ บอกว่ายังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่สามารถนำไปใช้เป็นอาหารได้ อาทิ มด ผีเสื้อ ตัวไหม จิ้งหรีด ต่อ และแมงป่อง เขาบอกว่าเป็นปัญหาอยู่ที่มนุษย์ยังไม่ยอมรับว่าแมลงสามารถเป็นอาหารประเภทหนึ่งได้

เขายังบอกอีกด้วยว่า การกินแมลงจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า กล่าวคือ เราใช้ที่ดิน 250 ตร.ม. เพื่อผลิตเนื้อวัว 1 กก.ในขณะที่การผลิตแมลงในจำนวนเดียวกันใช้พื้นที่เพียง 30 ตร.ม. นอกจากนี้ การเลี้ยงแมลงจะใช้น้ำน้อยกว่าด้วย โดยการเลี้ยงแมลงน้ำหนัก 1 กก. ใช้น้ำ 1 พันลิตร ในขณะที่การเลี้ยงวัวเพื่อให้ได้น้ำหนักเดียวกันจะต้องใช้น้ำถึง 2 หมื่นลิตร

Dried lobster cockroachesImage copyrightFURG
คำบรรยายภาพแป้งจากแมลงสาบอบแห้งขายในราคากิโลกรัมละ 51 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,700 บาท)

สหประชาชาติระบุว่า ขณะนี้ แมลงเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสำหรับคนสองพันล้านคนทั่วโลกแล้ว และในขณะนี้ ลอเร็นและแอนเดรสซาก็กำลังพัฒนาอาหารประเภทอื่น ๆ ที่ทำจากแมลงอีก ได้แก่ เค้ก ธัญพืชแท่ง และน้ำมันบางชนิด

อย่างไรก็ตาม ทางการบราซิลยังไม่อนุญาตให้มนุษย์ใช้แมลงเป็นอาหาร จะมีก็ที่ประเทศสเปนซึ่งซูเปอร์มาร์เก็ตคาร์ฟูร์วางขายขนมที่ทำจากจิ้งหรีดและตัวอ่อนของสัตว์บางชนิด

บริษัทวิจัย Global Market Insights จากสหรัฐฯ บอกว่ามูลค่าการขายอาหารที่ทำจากแมลงจะสูงเกิน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2.31 หมื่นล้านบาท) ในอีก 5 ปี

คุณล่ะ พร้อมจะกินแมลงหรือยัง?

ญี่ปุ่นเตรียมทดสอบต้นแบบ “ลิฟต์อวกาศ” ครั้งแรกของโลก

กราฟิกดาวเทียม

ในสัปดาห์หน้า ทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นจะลงมือทดสอบความเป็นไปได้ของ “ลิฟต์อวกาศ” (Space Elevator) โดยใช้ต้นแบบขนาดย่อส่วนทดลองเคลื่อนที่ขึ้นลงระหว่างดาวเทียมจิ๋วสองดวงที่อยู่ในวงโคจรของโลก

ปฏิบัติการดังกล่าวถือว่าเป็นการทดลองการเคลื่อนที่แบบลิฟต์ในอวกาศครั้งแรกของโลก โดยในวันที่ 11 ก.ย. นี้จะมีการยิงจรวด H-2B จากศูนย์อวกาศทาเนะงะชิมะซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เพื่อนำอุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

จรวดจะปล่อยดาวเทียมจิ๋วทรงลูกบาศก์ 2 ดวง เพื่อทำหน้าที่เป็นสถานีต้นทางและปลายทางของลิฟต์อวกาศต้นแบบ โดยแต่ละด้านของดาวเทียมมีความกว้างเพียง 10 เซนติเมตรเท่านั้น

ส่วนลิฟต์อวกาศต้นแบบซึ่งเป็นกล่องบรรจุเครื่องยนต์ขนาดเล็ก จะทดลองเคลื่อนที่ขึ้นลงตามสายเคเบิลเหล็กกล้าความยาว 10 เมตรที่เชื่อมต่อระหว่างดาวเทียมจิ๋วทั้งสอง โดยมีกล้องภายในดาวเทียมคอยบันทึกภาพการทดสอบเอาไว้

ระบบลิฟต์อวกาศดังกล่าว ริเริ่มออกแบบและพัฒนาโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิซึโอกะ และบริษัทโอบะยะชิของญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีทั้งสองหน่วยงานได้ประกาศแผนการคิดค้นและก่อสร้างระบบลิฟต์อวกาศ โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้งานได้จริงภายในปี 2050

ตามแผนการดังกล่าว ส่วนฐานของลิฟต์อวกาศจะตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และจะก่อสร้างปล่องลิฟต์สูงขึ้นไปจนถึงสถานีอวกาศปลายทางที่ความสูง 35,000 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ซึ่งทำให้ผู้ใช้ลิฟต์จะต้องใช้เวลาเดินทางราว 9 วันกว่าจะไปถึงสถานีปลายทาง

ที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมองกันว่า ลิฟต์อวกาศที่สามารถขนส่งผู้คนและสิ่งของจากพื้นโลกขึ้นไปสู่อวกาศได้โดยตรง อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการยิงจรวด เนื่องจากประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า ทั้งเสียเวลาเตรียมการเดินทางและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ากันมาก

อย่างไรก็ตาม ความคิดเรื่องก่อสร้างระบบลิฟต์อวกาศที่มีมานานกว่า 100 ปีนั้น ทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ยาก เพราะมีข้อจำกัดมหาศาล ทั้งเรื่องวัสดุที่ใช้ซึ่งจะต้องมีน้ำหนักเบาและทนทานแข็งแกร่ง เพื่อให้ระบบลิฟต์ที่สูงเกินปกติรับน้ำหนักของตัวเองได้ ส่วนโครงสร้างของลิฟต์ต้องสามารถต้านทานต่อแรงโน้มถ่วงของโลกและแรงหนีศูนย์กลางที่มากระทำ รวมทั้งทนต่อสภาพอากาศรุนแรงบนโลกเช่นลมพายุได้ด้วย

 

อาการ “เสพติดโทรศัพท์มือถือ” ปัญหาใหญ่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล!

อาการ "เสพติดโทรศัพท์มือถือ" ปัญหาใหญ่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล!

คลิก facebook

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าในยุคสังคมก้มหน้าขณะนี้ เทคโนโลยีการสื่อสารได้ตามติดตัวเราไปทุกที่ซึ่งทำให้เกิดความผูกพันถึงขั้นการติดโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์แท็บเลต หรืออุปกรณ์อื่นๆ นั้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา ตั้งแต่ชั่วโมงการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ ไปจนถึงความวิตกกังวลและปัญหาซึมเศร้า

istock-505839618

ผลการสำรวจหลายชิ้นทำให้พบว่า ตัวเลขของผู้ที่มีอาการติดเทคโนโลยีและตัดไม่ขาดจากอุปกรณ์มือถือนั้น มีอยู่ราว 1 – 6% และปัญหาดังกล่าวเริ่มเป็นที่สนใจของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Google และ Apple

รวมทั้งฝรั่งเศสเองก็ได้ออกมาตรการห้ามส่งอีเมลหลังเลิกงาน และกำลังออกกฎหมายห้ามนักเรียนนักศึกษาใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ของโรงเรียนด้วย

คุณ Tanya Goodin ผู้เขียนหนังสือชื่อ “Off: Your Digital Detox for a Better Life” กล่าวว่าขณะนี้เราได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า digital babysitting คือการที่พ่อแม่ผู้ปกครองยอมให้บุตรหลานของตนใช้อุปกรณ์มือถือเร็วกว่าสมัยก่อนมาก

อย่างไรก็ตาม เรื่องของการติดอุปกรณ์มือถืออย่างแยกไม่ออกนี้ จะกล่าวโทษเด็กวัยรุ่นหรือคนยุคเจนเนอเรชั่น Y ฝ่ายเดียวคงไม่ได้ เพราะผลการสำรวจของ Pew Research Center เมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า ขณะที่ราวสองในสามของพ่อแม่ผู้ปกครอง บ่นว่า เวลาที่ลูกหลานของตนใช้หรือติดโทรศัพท์มือถือนั้นมีมากเกินไป

แต่กว่าครึ่งของเด็กวัยรุ่นก็บอกเช่นกันว่า บ่อยครั้งที่พ่อแม่ดูจะสนใจให้เวลากับโทรศัพท์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ตนอยากจะสนทนาหารือกับพ่อแม่เช่นกัน

ญี่ปุ่นปั้นโมเดล CG ไอดอลสาววง AKB48 ที่กำลังป่วยแต่ต้องมีงานถ่ายเอมวี!

ญี่ปุ่นปั้นโมเดล CG ไอดอลสาววง AKB48 ที่กำลังป่วยแต่ต้องมีงานถ่ายเอมวี!

ล้ำได้อีก! กับงานโปรดักชั่นของเกิร์ลกรุ๊ปไอดอลญี่ปุ่นชื่อดัง AKB48 (พี่สาวของวงไอดอลไทย BNK48) ที่ต้องประสบปัญหาเนื่องจากสมาชิกในวงคนหนึ่ง คือ “Jurina Matsui” เธอได้รับคัดเลือกให้เป็น “เซ็นเตอร์”ในมิวสิควีดีโอใหม่ล่าสุดของวง เกิดป่วยหนักขึ้นมาจนไม่สามารถมาถ่ายเอมวีดังกล่าวได้ ทางผู้ผลิตจึงทำการ “ปั้นตัวละคร CG” ของเธอขึ้นมาแทน

ถ้าเป็นกรณีของ BNK48 เราอาจจะพอได้ยินมาบ้างว่า “เซ็มบัตสึ” ของแต่ละซิงเกิ้ลนั้นจะถูกเลือกมาจากการโหวตของแฟนๆ อย่างไรก็ดี ในแต่ละซิงเกิ้ลก็จะมีการกำหนด “ตัวสำรอง” เอาไว้เผื่อในกรณีที่เซ็มบัตสึหลักไม่สามารถทำหน้าที่ได้

แต่ในกรณีของ Matsui นั้น อย่างที่บอกไปว่าเธอไม่ใช่แค่ Matsui ธรรมดาๆ แต่ยังได้ตำแหน่งเซ็นเตอร์ไปด้วย จากคะแนนท่วมท้นที่บรรดาแฟนๆ โหวตให้ ทีมงานจึงไม่สามารถนำใครอื่นในวงมาแทนที่เธอได้จริงๆ และในที่สุดเซ็นเตอร์ในเอมวีซิงเกิ้ล “Sentimental Train” ก็เลยออกมาเป็น Jurina Matsui เวอร์ชั่น CG และอนิเมะ ที่ดูน่ารักไปอีกแบบ ตามคลิปมิวสิควีดีโอนั่นเอง!

 

น้ำลายคนปรับตัวตามชนิดอาหาร ช่วยให้ของไม่อร่อยรสชาติดีขึ้น

คนกิน

อาหารบางอย่างที่หลายคนชิมแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกปากเลยในครั้งแรก แต่กลับมีรสชาติดีขึ้นในการกินครั้งถัดไป เช่นผักขมหรือของหมักดองที่มีกลิ่นแรง อาหารเหล่านี้กลับกลายเป็นของอร่อยขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะคนกินเริ่มคุ้นเคยกับรสชาติเฉพาะตัวมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะสารเคมีในน้ำลายเกิดการปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดูของสหรัฐฯ พบว่าน้ำลายของคนเรานั้นมีบทบาทในการรับรู้รสชาติอาหารมากกว่าที่เคยคาดกันไว้ โดยได้นำเสนอผลการศึกษานี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมเคมีอเมริกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เมื่อพูดถึงน้ำลาย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าหน้าที่หลักของมันคือสารหล่อลื่นที่ทำให้กลืนอาหารลงคอได้ง่าย รวมทั้งช่วยย่อยอาหารบางอย่าง แต่ที่จริงน้ำลายนั้นช่วยในการรับรู้รสด้วย โดยโปรตีนหลายชนิดที่ต่อมน้ำลายหลั่งออกมาจะจับตัวกับสารประกอบที่ให้รสชาติในอาหาร รวมทั้งจับตัวเข้ากับเซลล์รับรสในปาก ซึ่งเท่ากับทำหน้าที่เป็นเสมือน “สื่อเคมี” ในช่องปากนั่นเอง

ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเพอร์ดูได้ทดลองให้อาสาสมัคร 64 คน ดื่มน้ำนมเมล็ดอัลมอนด์รสช็อกโกแล็ตที่ขมจัดวันละ 3 ครั้ง โดยดื่มติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และในระหว่างนั้นให้บันทึกผลการประเมินรสชาติที่รู้สึกได้ไว้ตลอดเวลาด้วย

ผลที่ได้คืออาสาสมัครรายงานว่าเครื่องดื่มมีรสขมและฝาดน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ส่วนผลวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในน้ำลายของอาสาสมัคร พบว่ามีโปรตีนชนิดที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน “โพรลีน” (Proline) เพิ่มขึ้น ซึ่งกรดอะมิโนนี้สามารถจับตัวกับสารประกอบที่ทำให้เกิดรสขมและฝาดในน้ำนมอัลมอนด์ได้ ทำให้รู้สึกว่ามีรสชาติดีขึ้น

ศ.คอร์ดีเลีย เอ. รันนิ่ง ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “หากเราสามารถควบคุมการแสดงออกของโปรตีนเหล่านี้ในน้ำลายได้ เราก็อาจจะทำให้รสชาติแย่ ๆ ในอาหาร เช่นรสขมและฝาดอ่อนลงได้”

“เรามองว่านี่คือการปรับตัวของร่างกายมนุษย์ เพื่อให้รับรู้รสชาติที่ไม่พึงปรารถนาได้น้อยลง เมื่อน้ำลายสามารถเปลี่ยนแปลงการรับรู้รสอาหารได้แล้ว ก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารได้เช่นกัน”

“ในอนาคตอาจมีการสกัดโปรตีนนี้ออกมา เพื่อให้ผู้บริโภคเติมลงในอาหารที่มีคุณประโยชน์แต่รสชาติรับประทานได้ยาก ซึ่งก็จะช่วยให้คนเราอยู่กับแบบแผนการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ในระยะยาว” ศ. รันนิ่งกล่าว

รู้จัก “ไกลโฟเซต” สารกำจัดวัชพืชที่แพ้คดีสารก่อมะเร็งในสหรัฐฯ

Roundup is a popular brand of weedkiller in the UK

ไกลโฟเซต สารเคมีกำจัดวัชพืชที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรในหลายประเทศนิยมใช้ กลายเป็นข่าวดังอีกครั้ง หลังจากคณะลูกขุนในสหรัฐฯ มีคำสั่งให้บริษัทมอนซานโต้เจ้าของผลิตภัณฑ์ จ่ายค่าเสียหายมูลค่า 289 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 9,500 ล้านบาท) ให้แก่ชายคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เพราะใช้ผลิตภัณฑ์ปราบศัตรูพืชที่มีสารไกลโฟเซตของบริษัทเป็นประจำในการทำงาน

คดีประวัติศาสตร์

คณะลูกขุนแห่งศาลนครซานฟรานซิสโก มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 ส.ค.) ว่าบริษัทมอนซานโต้ ผู้ประกอบธุรกิจด้านเคมีเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพด้านการเกษตรรายใหญ่ของโลก มีความผิด เนื่องจากไม่แสดงคำเตือนอย่างเพียงพอ ว่าสารไกลโฟเซตซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาปราบศัตรูพืช “ราวด์อัพ” (RoundUp) และ “แรงเจอร์โปร” (RangerPro) อาจก่อให้เกิดมะเร็งกับผู้ใช้

คณะลูกขุนมีคำวินิจฉัยว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของมอนซานโต้ “มีส่วนสำคัญ” ที่ทำให้โจทก์ คือ นายดีเวย์น จอห์นสัน ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จากการที่เขาใช้ผลิตภัณฑ์แรงเจอร์โปร เป็นประจำในการทำงานเป็นคนสวนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย และได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma) เมื่อปี 2014

คดีนี้นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สารไกลโฟเซตถูกเชื่อมโยงกับการก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และจะกลายเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีลักษณะเดียวกันต่อไป โดยนอกจากนายจอห์นสันแล้ว ปัจจุบันมีผู้ยื่นฟ้องคดีในลักษณะเดียวกันกว่า 5,000 รายทั่วสหรัฐฯ

ด้านบริษัทมอนซานโต้ ประกาศว่าบริษัทจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินคดีครั้งนี้ต่อไป ขณะที่บริษัทไบเออร์ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทมอนซานโต้ หลังเข้าซื้อกิจการเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ยืนยันว่า ยากำจัดวัชพืชที่มีสารไกลโฟเซตเป็นส่วนผสมนั้นมีความปลอดภัยในการใช้งานและไม่ก่อให้เกิดมะเร็งหากใช้งานถูกต้องตามที่ระบุไว้ที่ฉลากสินค้า

ไกลโฟเซต คืออะไร และมีอันตรายไหม?

ไกลโฟเซต เป็นสารเคมีที่บริษัทมอนซานโต้เริ่มใช้ใน “ราวด์อัพ” ซึ่งออกจำหน่าย มาตั้งแต่ปี 1974 โดยโฆษณาว่ามีประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชโดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อพืชผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์นี้มีจำหน่ายในกว่า 160 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

หลังจากสิทธิบัตรสารไกลโฟเซตของบริษัทมอนซานหมดอายุลงเมื่อปี 2000 ก็ทำให้ปัจจุบันสารดังกล่าวถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย

ราวด์อัพ

แม้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ (EPA) จะไม่ออกข้อจำกัดเรื่องการใช้สารไกลโฟเซต โดยชี้ว่ามีอันตรายต่ำ พร้อมออกคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมที่ใช้ยากำจัดวัชพืชชนิดนี้เป็นเวลา 12 ชั่วโมงหลังการฉีดพ่น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นจากนานาชาติบ่งชี้ว่าไกลโฟเซตเป็นสารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ได้

โดยเมื่อปี 2015 สำนักวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติขององค์การอนามัยโลก สรุปผลการศึกษาว่า สารไกลโฟเซต “อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์” แต่รายงานร่วมระหว่างองค์การอนามัยโลกและสหประชาชาติในปี 2016 สรุปว่า สารไกลโฟเซต “ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคมะเร็งในมนุษย์ผ่านการบริโภคอาหาร”

ปัจจุบันบางประเทศ เช่น โปรตุเกส อิตาลี และนครแวนคูเวอร์ของแคนาดา ได้ออกกฎห้ามใช้สารไกลโฟเซตในพื้นที่สวนสาธารณะต่าง ๆ ขณะที่ทางการศรีลังกาห้ามใช้ไกลโฟเซตเมื่อปี 2015 แม้จะถูกต่อต้านจากผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมชา เช่นเดียวกับโคลอมเบียที่ห้ามการฉีดพ่นสารไกลโฟเซตทางอากาศในปี 2015 แม้จะมีการใช้วิธีดังกล่าวอย่างแพร่หลายในการทำลายไร่โคคาผิดกฎหมายก็ตาม

ปัจจุบันหลายประเทศห้ามใช้สารไกลโฟเซตในพื้นที่สวนสาธารณะต่าง ๆ
คำบรรยายภาพปัจจุบันหลายประเทศห้ามใช้สารไกลโฟเซตในพื้นที่สวนสาธารณะต่าง ๆ

การใช้ไกลโฟเซตในประเทศไทย

ส่วนในประเทศไทยนั้น ข้อมูลจากองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมกรีนพีซ ระบุว่า ไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่ถูกนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในปี 2014

ในการเสวนาบนเวทีวิชาการเรื่อง “ข้อเท็จจริงทางวิชาการในการควบคุมสารเคมีอันตราย : พาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos)” เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมานั้น รศ.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้กล่าวอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยาโรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 2553-2559 ที่พบหลักฐานว่า ไกลโฟเซต มีส่วนกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึง 5- 13 เท่า และยังออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่วนกลางในระยะยาวด้วย

เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องที่คณะกรรมการวัถตุมีพิษอันตราย มีมติไม่แบนการใช้วัตถุอันตรายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

แกนีมีดทรงพลังแม่เหล็กไฟฟ้าแรงกว่าโดยรอบดาวพฤหัสฯ 1 ล้านเท่า

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดวงจันทร์แกนีมีด (ขวา) กำลังโคจรรอบดาวพฤหัสบดี โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจับภาพแสงออโรราที่เกิดจากสนามแม่เหล็กทรงพลังได้

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติค้นพบว่าดวงจันทร์แกนีมีด (Ganymede) ของดาวพฤหัสบดีนั้น นอกจากจะได้ชื่อว่ามีสนามแม่เหล็กทรงพลังเป็นของตนเองแล้ว ลักษณะดังกล่าวยังทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเข้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรอบดาวพฤหัสบดีถึง 1 ล้านเท่าอีกด้วย

รายงานการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ยานสำรวจกาลิเลโอ (Galileo)รวบรวมได้ระหว่างช่วงทศวรรษ 1990 ชี้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถาวรโดยรอบดวงจันทร์แกนีมีด ซึ่งทำให้เกิดแสงเหนือและแสงใต้ (ออโรรา) บนดวงจันทร์แห่งนี้อย่างชัดเจน

เมื่อเทียบกับดวงจันทร์ขนาดใหญ่ดวงอื่น ๆ ของดาวพฤหัสบดีเช่นยูโรปา นับว่าแกนีมีดมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังยิ่งกว่ากันมาก เนื่องจากยูโรปามีความแรงของคลื่นดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรอบดาวพฤหัสบดีเพียง 100 เท่า

ดาวบริวารบางส่วนของดาวพฤหัสบดี (จากซ้ายไปขวา) ดวงจันทร์ไอโอ, ยูโรปา,แกนีมีด และคัลลิสโต
คำบรรยายภาพดาวบริวารบางส่วนของดาวพฤหัสบดี (จากซ้ายไปขวา) ดวงจันทร์ไอโอ, ยูโรปา,แกนีมีด และคัลลิสโต

ทีมผู้วิจัยได้นำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าวมาแปลงเป็นคลื่นเสียงที่เรียกว่า Chorus wave ซึ่งฟังแล้วคล้ายเสียงนกร้องเพลงและเสียงวาฬร้องเรียกผสมผสานกัน และพบว่าคลื่นเสียงดังกล่าวของดวงจันทร์แกนีมีดมีความแรงมากเป็นพิเศษ โดยสามารถเร่งให้อนุภาคโดยรอบมีพลังงานสูงขึ้น และเกิดอิเล็กตรอนความเร็วสูงวิ่งอยู่ภายในสนามแม่เหล็กของดาวได้

อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้ดวงจันทร์แกนีมีดมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังเช่นนี้ แต่สันนิษฐานว่าไม่พบปรากฏการณ์เดียวกันในดวงจันทร์บริวารที่ไม่มีสนามแม่เหล็กเป็นของตนเอง

ความรู้ที่ได้จากการค้นพบครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบยานสำรวจอวกาศ ซึ่งจะออกปฏิบัติภารกิจในแถบโดยรอบดาวพฤหัสบดีในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหาวิธีหลบเลี่ยง “อิเล็กตรอนสังหาร” (Killer electrons) ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทรงพลัง ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับยานและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้

แหวกแนว Centauro หุ่นยนต์กู้ภัยตัวใหม่ของอิตาลี ลักษณะคล้ายสัตว์ในเทพนิยายครึ่งคนครึ่งม้า

แหวกแนว Centauro หุ่นยนต์กู้ภัยตัวใหม่ของอิตาลี ลักษณะคล้ายสัตว์ในเทพนิยายครึ่งคนครึ่งม้า

อะไรเอ่ยมี 6 ขา 4 ล้อ และ 2 มือทรงพลังแบบคาราเต้? คำตอบก็คือ Centauro หุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัยตัวใหม่ที่สร้างขึ้นโดยทีมนักวิจัยและนักออกแบบโดย Istituto Italiano di Tecnologia สถาบันเทคโนโลยีในประเทศอิตาลีนั่นเอง

Centauro (เซนตัวโร่) คือหุ่นยนต์ตัวใหม่ล่าสุดที่พัฒนาและออกแบบโดยทีมนักวิจัยและนักออกแบบ จากสถาบันเทคโนโลยีในประเทศอิตาลี โดยได้รับการออกแบบรูปร่างให้มีความเหมาะสมและปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น มีความแม่นยำมากกว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid robot หุ่นยนต์ที่มี 2 แขน 2 ขาคล้ายมนุษย์)สำหรับภารกิจในการช่วยเหลือมนุษย์เมื่อเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งโดยปกติแล้วหุ่นยนต์จะถูกสร้างขึ้นมาจำลองลักษณะให้เหมือนกับมนุษย์มากที่สุด คือมี 2 แขน 2 ขา แต่ทีมนักวิจัยและออกแบบกลุ่มนี้พบว่า การออกแบบแบบไฮบริด (Hybrid design) จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จึงได้ออกแบบให้เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้มี 4 ขาและมีการติดตั้งล้อเอาไว้ที่ขาทุกข้าง ทำให้มันมีเสถียรภาพในการเคลื่อนที่มากกว่าการมีแค่ 2 ขา และมีแขน 2 ข้างทางด้านหน้าตัวหุ่น ไว้สำหรับหยิบจับสิ่งของ เช่น เครื่องมือต่างๆ หรือการเปิดประตู นอกจากนี้ยังมีความสามารถด้านคาราเต้ด้วยการใช้มือทรงพลังหักแผ่นไม้อัดได้อย่างง่ายดาย

IEEE Spectrum นิตยสารขององค์กร IEEE รายงานว่า Centauro ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Momaro หุ่นยนต์ที่มีลักษณะเลียนแบบสัตว์ในเทพนิยาย ซึ่ง Momaro ที่ได้รับการออกแบบโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอนน์ในประเทศเยอรมนี จากงานการแข่งขันหุ่นยนต์ DSCA ‘s Robotics Challenge ในปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา โดยโจทย์การแข่งขันเพื่อทดสอบความสามารถของหุ่นยนต์ในการปฏิบัติภารกิจการค้นหาและกู้ภัย ซึ่งแน่นอนว่าหลายทีมได้โชว์ความสามารถของหุ่นยนต์ออกมาได้ดีมาก รวมถึงทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากมหาวิทยาลัย KAIST ของประเทศเกาหลีใต้ที่ออกแบบหุ่นยนต์ที่มีสองเท้าเเละสามารถเปลี่ยนเป็นล้อได้

Centauro สร้างจากเหล็กมวลเบา มีความสูง 1.5 เมตร น้ำหนัก 93 กิโลกรัม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานถึง 2.5 ชั่วโมง และผู้ควบคุมสามารถควบคุมหุ่นยนต์ได้ตลอดเวลา จุดเด่นของการออกแบบ Centauro คือมีความยืดหยุ่น แขนของหุ่นยนต์เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ สะโพก เข่า ข้อเท้าสามารถหมุนได้ อีกทั้งล้อของหุ่นยนต์ยังเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว พูดได้ว่าสามารถใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของร่างกายได้ ที่สำคัญยังมีโหมด “แมงมุม” ที่ทำให้หุ่นยนต์สามารถหมอบคลานได้ ทำให้การปฏิบัติภารกิจมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเดินผ่านเส้นทางที่มีซากปรักหักพังและแม้กระทั่งการไต่ขึ้นบันไดได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

แน่นอนว่าการออกแบบหุ่นยนต์ตัวนี้จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้ทีมนักออกแบบและพัฒนาก็ได้ทุ่มเทคิดหาวิธีที่จะควบคุมหุ่นยนต์ให้ดีที่สุด และจะพัฒนาความสามารถของ Centauro ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นหุ่นยนต์ที่มีการออกแบบลักษณะเลียนแบบสัตว์ในเทพนิยายเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์จากสถานการณ์อันตราย

ดาวอังคารมีคาร์บอนไดออกไซด์ไม่พอให้สร้างชั้นบรรยากาศขึ้นใหม่

พาหนะสำรวจ Mars Curiosity Rover ตระเวนหาร่องรอยของน้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

ทีมนักดาราศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือนาซา เผยผลการศึกษาล่าสุดที่ชี้ว่า มนุษย์ไม่มีทางจะสร้างหรือปรับเปลี่ยนสภาพบรรยากาศ (Terraforming) บนดาวอังคาร เพื่อให้เหมาะสมกับการตั้งอาณานิคมนอกโลกได้ เนื่องจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวแห่งนี้มีไม่เพียงพอ

มีการตีพิมพ์รายงานการวิจัยดังกล่าวในวารสาร Nature Astronomy โดยระบุว่าผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากภารกิจสำรวจดาวอังคารตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บ่งบอกชัดว่าแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวอังคารทั้งหมดนั้น มีไม่เพียงพอที่จะทำให้ความดันบรรยากาศของดาวอังคาร ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.6% ของความดันบรรยากาศบนโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้

ผลการวิจัยครั้งนี้เท่ากับดับความฝันของนายอีลอน มัสก์ นักธุรกิจผู้บุกเบิกโครงการขนส่งอวกาศคนสำคัญ ซึ่งเคยประกาศไว้ครั้งแรกเมื่อปี 2015 ว่าเขามีแผนการให้มนุษย์ย้ายถิ่นฐานไปยังดาวอังคาร โดยวิธีที่เร็วที่สุดในการทำให้คนเราอาศัยอยู่บนดาวแห่งนี้ได้ คือต้องสร้างชั้นบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับโลกขึ้นมา

นายมัสก์เสนอให้ทิ้งระเบิดไฮโดรเจนอานุภาพร้ายแรงที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคาร เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปของน้ำแข็งแห้งกลายเป็นไอและก่อตัวเป็นชั้นบรรยากาศที่หนาขึ้น หลังจากนั้นปฏิกิริยาเรือนกระจกที่เกิดติดตามมาจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูง จนสามารถเก็บกักน้ำในรูปของเหลวที่พื้นผิวดาวได้

พาหนะสำรวจ Mars Curiosity Rover ตระเวนหาร่องรอยของน้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

อย่างไรก็ตาม รายงานวิจัยของนาซาประเมินว่า แม้จะปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปน้ำแข็งแห้งที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคารออกมาได้ทั้งหมด ก็จะช่วยเพิ่มแรงดันบรรยากาศขึ้นได้เพียง 1.2% ของบนโลกเท่านั้น

หากมีการทำให้พื้นดาวร้อนขึ้นเพื่อปลดปล่อยอนุภาคคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นดินออกมาอีก ก็จะรวบรวมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นเพียง 4% จากของเดิม และหากมีการขุดเหมืองความลึก 100 เมตรทั่วทั้งดาวเพื่อค้นหาคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป ก็จะได้มาเพิ่มอีกเพียง 5% เท่านั้น

ดร. บรูซ จาโคสกี จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดของสหรัฐฯ หนึ่งในทีมนักวิจัยของนาซาบอกว่า “การปรับเปลี่ยนสภาพชั้นบรรยากาศของดาวอังคารนั้น ยังคงทำไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน และถึงแม้จะทำได้ ก็คงต้องใช้เวลากว่า 10 ล้านปีเพียงเพื่อรอให้บรรยากาศที่มีอยู่หนาตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งปริมาณนี้ก็ยังไม่เพียงพอให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้”

แสงดาวฤกษ์เปลี่ยนไปขณะเข้าใกล้หลุมดำตามทฤษฎีของไอน์สไตน์

แสงจากดาวฤกษ์ S2 เปลี่ยนเป็นสีแดง ขณะเข้าใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวด

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1909669182431225

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติค้นพบหลักฐานที่พิสูจน์ว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มีความถูกต้องเป็นจริงอีกครั้ง แม้ในภาวะที่สนามความโน้มถ่วงมีความแข็งแกร่งอย่างมหาศาล เช่นที่บริเวณโดยรอบหลุมดำมวลยิ่งยวด

รายงานการค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Astronomy & Astrophysics โดยทีมนักดาราศาสตร์ระบุว่าได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope (VLT) ที่ประเทศชิลี ติดตามศึกษาดาวฤกษ์ S2 ซึ่งโคจรเข้าใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวด Sagittarius A* ที่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกทุก 16 ปี

ทีมนักดาราศาสตร์พบว่า แสงจากดาวฤกษ์ S2 เกิดความเปลี่ยนแปลงขณะเข้าใกล้หลุมดำดังกล่าวในระยะ 120 เท่าของระยะห่างระหว่างโลกและดวงอาทิตย์

คลื่นแสงจากดาวฤกษ์ถูกสนามความโน้มถ่วงดึงให้ขยายยาวขึ้น จนเกิดการเคลื่อนไปทางแสงสีแดง (Gravitational Redshift) ซึ่งเป็นไปตามที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้ทำนายไว้

นอกจากนี้ ดาวฤกษ์ S2 ยังเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้น ขณะที่ถูกสนามความโน้มถ่วงอันทรงพลังของหลุมดำมวลยิ่งยวด เร่งให้โคจรผ่านไปด้วยความเร็วสูงถึง 8,000 กิโลเมตรต่อวินาที หรือ 2.7% ของความเร็วแสงอีกด้วย

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องอีกครั้ง
คำบรรยายภาพทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องอีกครั้ง
กล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope (VLT) ที่ประเทศชิลี
คำบรรยายภาพกล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope (VLT) ที่ประเทศชิลี

ทีมนักดาราศาสตร์ผู้ทำการศึกษาในครั้งนี้อธิบายว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดจากอนุภาคของแสงหรือโฟตอนพยายามปีนป่ายออกจากหลุมของกาล- อวกาศที่บิดเบี้ยวด้วยความโน้มถ่วงมหาศาล จึงต้องเกิดการสูญเสียพลังงานโดยทำให้ความยาวคลื่นของแสงขยายตัวออก

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) หลุมดำมวลยิ่งยวดที่มีสนามความโน้มถ่วงพลังมหาศาล เป็นเครื่องมือทดสอบทฤษฎีของไอน์สไตน์ได้เป็นอย่างดี
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) หลุมดำมวลยิ่งยวดที่มีสนามความโน้มถ่วงพลังมหาศาล เป็นเครื่องมือทดสอบทฤษฎีของไอน์สไตน์ได้เป็นอย่างดี

ดร. แฟรงก์ ไอเซนฮาวเออร์ จากสถาบันมักซ์พลังก์ด้านฟิสิกส์อวกาศ (MPE) ของเยอรมนี หนึ่งในทีมผู้วิจัยครั้งนี้บอกว่า การพิสูจน์ทฤษฎีของไอน์สไตน์ในครั้งนี้ จะเปิดประตูสู่การศึกษาปรากฎการณ์เกี่ยวกับความโน้มถ่วงในห้วงอวกาศลึกได้อีกมาก โดยเราอาจได้เห็นดวงดาวเปลี่ยนแปลงวงโคจร หรือสภาวะที่กาล-อวกาศ หมุนไปพร้อมกันกับหลุมดำได้