คลังเก็บหมวดหมู่: บุรพล บุญเกิด 7

ญี่ปุ่นเตรียมทดสอบต้นแบบ “ลิฟต์อวกาศ” ครั้งแรกของโลก

กราฟิกดาวเทียม

ในสัปดาห์หน้า ทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นจะลงมือทดสอบความเป็นไปได้ของ “ลิฟต์อวกาศ” (Space Elevator) โดยใช้ต้นแบบขนาดย่อส่วนทดลองเคลื่อนที่ขึ้นลงระหว่างดาวเทียมจิ๋วสองดวงที่อยู่ในวงโคจรของโลก

ปฏิบัติการดังกล่าวถือว่าเป็นการทดลองการเคลื่อนที่แบบลิฟต์ในอวกาศครั้งแรกของโลก โดยในวันที่ 11 ก.ย. นี้จะมีการยิงจรวด H-2B จากศูนย์อวกาศทาเนะงะชิมะซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เพื่อนำอุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

จรวดจะปล่อยดาวเทียมจิ๋วทรงลูกบาศก์ 2 ดวง เพื่อทำหน้าที่เป็นสถานีต้นทางและปลายทางของลิฟต์อวกาศต้นแบบ โดยแต่ละด้านของดาวเทียมมีความกว้างเพียง 10 เซนติเมตรเท่านั้น

ส่วนลิฟต์อวกาศต้นแบบซึ่งเป็นกล่องบรรจุเครื่องยนต์ขนาดเล็ก จะทดลองเคลื่อนที่ขึ้นลงตามสายเคเบิลเหล็กกล้าความยาว 10 เมตรที่เชื่อมต่อระหว่างดาวเทียมจิ๋วทั้งสอง โดยมีกล้องภายในดาวเทียมคอยบันทึกภาพการทดสอบเอาไว้

ระบบลิฟต์อวกาศดังกล่าว ริเริ่มออกแบบและพัฒนาโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิซึโอกะ และบริษัทโอบะยะชิของญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีทั้งสองหน่วยงานได้ประกาศแผนการคิดค้นและก่อสร้างระบบลิฟต์อวกาศ โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้งานได้จริงภายในปี 2050

ตามแผนการดังกล่าว ส่วนฐานของลิฟต์อวกาศจะตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และจะก่อสร้างปล่องลิฟต์สูงขึ้นไปจนถึงสถานีอวกาศปลายทางที่ความสูง 35,000 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ซึ่งทำให้ผู้ใช้ลิฟต์จะต้องใช้เวลาเดินทางราว 9 วันกว่าจะไปถึงสถานีปลายทาง

ที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมองกันว่า ลิฟต์อวกาศที่สามารถขนส่งผู้คนและสิ่งของจากพื้นโลกขึ้นไปสู่อวกาศได้โดยตรง อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการยิงจรวด เนื่องจากประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า ทั้งเสียเวลาเตรียมการเดินทางและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ากันมาก

อย่างไรก็ตาม ความคิดเรื่องก่อสร้างระบบลิฟต์อวกาศที่มีมานานกว่า 100 ปีนั้น ทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ยาก เพราะมีข้อจำกัดมหาศาล ทั้งเรื่องวัสดุที่ใช้ซึ่งจะต้องมีน้ำหนักเบาและทนทานแข็งแกร่ง เพื่อให้ระบบลิฟต์ที่สูงเกินปกติรับน้ำหนักของตัวเองได้ ส่วนโครงสร้างของลิฟต์ต้องสามารถต้านทานต่อแรงโน้มถ่วงของโลกและแรงหนีศูนย์กลางที่มากระทำ รวมทั้งทนต่อสภาพอากาศรุนแรงบนโลกเช่นลมพายุได้ด้วย

 

อาการ “เสพติดโทรศัพท์มือถือ” ปัญหาใหญ่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล!

อาการ "เสพติดโทรศัพท์มือถือ" ปัญหาใหญ่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล!

คลิก facebook

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าในยุคสังคมก้มหน้าขณะนี้ เทคโนโลยีการสื่อสารได้ตามติดตัวเราไปทุกที่ซึ่งทำให้เกิดความผูกพันถึงขั้นการติดโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์แท็บเลต หรืออุปกรณ์อื่นๆ นั้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา ตั้งแต่ชั่วโมงการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ ไปจนถึงความวิตกกังวลและปัญหาซึมเศร้า

istock-505839618

ผลการสำรวจหลายชิ้นทำให้พบว่า ตัวเลขของผู้ที่มีอาการติดเทคโนโลยีและตัดไม่ขาดจากอุปกรณ์มือถือนั้น มีอยู่ราว 1 – 6% และปัญหาดังกล่าวเริ่มเป็นที่สนใจของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Google และ Apple

รวมทั้งฝรั่งเศสเองก็ได้ออกมาตรการห้ามส่งอีเมลหลังเลิกงาน และกำลังออกกฎหมายห้ามนักเรียนนักศึกษาใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ของโรงเรียนด้วย

คุณ Tanya Goodin ผู้เขียนหนังสือชื่อ “Off: Your Digital Detox for a Better Life” กล่าวว่าขณะนี้เราได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า digital babysitting คือการที่พ่อแม่ผู้ปกครองยอมให้บุตรหลานของตนใช้อุปกรณ์มือถือเร็วกว่าสมัยก่อนมาก

อย่างไรก็ตาม เรื่องของการติดอุปกรณ์มือถืออย่างแยกไม่ออกนี้ จะกล่าวโทษเด็กวัยรุ่นหรือคนยุคเจนเนอเรชั่น Y ฝ่ายเดียวคงไม่ได้ เพราะผลการสำรวจของ Pew Research Center เมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า ขณะที่ราวสองในสามของพ่อแม่ผู้ปกครอง บ่นว่า เวลาที่ลูกหลานของตนใช้หรือติดโทรศัพท์มือถือนั้นมีมากเกินไป

แต่กว่าครึ่งของเด็กวัยรุ่นก็บอกเช่นกันว่า บ่อยครั้งที่พ่อแม่ดูจะสนใจให้เวลากับโทรศัพท์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ตนอยากจะสนทนาหารือกับพ่อแม่เช่นกัน

ญี่ปุ่นปั้นโมเดล CG ไอดอลสาววง AKB48 ที่กำลังป่วยแต่ต้องมีงานถ่ายเอมวี!

ญี่ปุ่นปั้นโมเดล CG ไอดอลสาววง AKB48 ที่กำลังป่วยแต่ต้องมีงานถ่ายเอมวี!

ล้ำได้อีก! กับงานโปรดักชั่นของเกิร์ลกรุ๊ปไอดอลญี่ปุ่นชื่อดัง AKB48 (พี่สาวของวงไอดอลไทย BNK48) ที่ต้องประสบปัญหาเนื่องจากสมาชิกในวงคนหนึ่ง คือ “Jurina Matsui” เธอได้รับคัดเลือกให้เป็น “เซ็นเตอร์”ในมิวสิควีดีโอใหม่ล่าสุดของวง เกิดป่วยหนักขึ้นมาจนไม่สามารถมาถ่ายเอมวีดังกล่าวได้ ทางผู้ผลิตจึงทำการ “ปั้นตัวละคร CG” ของเธอขึ้นมาแทน

ถ้าเป็นกรณีของ BNK48 เราอาจจะพอได้ยินมาบ้างว่า “เซ็มบัตสึ” ของแต่ละซิงเกิ้ลนั้นจะถูกเลือกมาจากการโหวตของแฟนๆ อย่างไรก็ดี ในแต่ละซิงเกิ้ลก็จะมีการกำหนด “ตัวสำรอง” เอาไว้เผื่อในกรณีที่เซ็มบัตสึหลักไม่สามารถทำหน้าที่ได้

แต่ในกรณีของ Matsui นั้น อย่างที่บอกไปว่าเธอไม่ใช่แค่ Matsui ธรรมดาๆ แต่ยังได้ตำแหน่งเซ็นเตอร์ไปด้วย จากคะแนนท่วมท้นที่บรรดาแฟนๆ โหวตให้ ทีมงานจึงไม่สามารถนำใครอื่นในวงมาแทนที่เธอได้จริงๆ และในที่สุดเซ็นเตอร์ในเอมวีซิงเกิ้ล “Sentimental Train” ก็เลยออกมาเป็น Jurina Matsui เวอร์ชั่น CG และอนิเมะ ที่ดูน่ารักไปอีกแบบ ตามคลิปมิวสิควีดีโอนั่นเอง!

 

น้ำลายคนปรับตัวตามชนิดอาหาร ช่วยให้ของไม่อร่อยรสชาติดีขึ้น

คนกิน

อาหารบางอย่างที่หลายคนชิมแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกปากเลยในครั้งแรก แต่กลับมีรสชาติดีขึ้นในการกินครั้งถัดไป เช่นผักขมหรือของหมักดองที่มีกลิ่นแรง อาหารเหล่านี้กลับกลายเป็นของอร่อยขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะคนกินเริ่มคุ้นเคยกับรสชาติเฉพาะตัวมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะสารเคมีในน้ำลายเกิดการปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดูของสหรัฐฯ พบว่าน้ำลายของคนเรานั้นมีบทบาทในการรับรู้รสชาติอาหารมากกว่าที่เคยคาดกันไว้ โดยได้นำเสนอผลการศึกษานี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมเคมีอเมริกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เมื่อพูดถึงน้ำลาย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าหน้าที่หลักของมันคือสารหล่อลื่นที่ทำให้กลืนอาหารลงคอได้ง่าย รวมทั้งช่วยย่อยอาหารบางอย่าง แต่ที่จริงน้ำลายนั้นช่วยในการรับรู้รสด้วย โดยโปรตีนหลายชนิดที่ต่อมน้ำลายหลั่งออกมาจะจับตัวกับสารประกอบที่ให้รสชาติในอาหาร รวมทั้งจับตัวเข้ากับเซลล์รับรสในปาก ซึ่งเท่ากับทำหน้าที่เป็นเสมือน “สื่อเคมี” ในช่องปากนั่นเอง

ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเพอร์ดูได้ทดลองให้อาสาสมัคร 64 คน ดื่มน้ำนมเมล็ดอัลมอนด์รสช็อกโกแล็ตที่ขมจัดวันละ 3 ครั้ง โดยดื่มติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และในระหว่างนั้นให้บันทึกผลการประเมินรสชาติที่รู้สึกได้ไว้ตลอดเวลาด้วย

ผลที่ได้คืออาสาสมัครรายงานว่าเครื่องดื่มมีรสขมและฝาดน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ส่วนผลวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในน้ำลายของอาสาสมัคร พบว่ามีโปรตีนชนิดที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน “โพรลีน” (Proline) เพิ่มขึ้น ซึ่งกรดอะมิโนนี้สามารถจับตัวกับสารประกอบที่ทำให้เกิดรสขมและฝาดในน้ำนมอัลมอนด์ได้ ทำให้รู้สึกว่ามีรสชาติดีขึ้น

ศ.คอร์ดีเลีย เอ. รันนิ่ง ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “หากเราสามารถควบคุมการแสดงออกของโปรตีนเหล่านี้ในน้ำลายได้ เราก็อาจจะทำให้รสชาติแย่ ๆ ในอาหาร เช่นรสขมและฝาดอ่อนลงได้”

“เรามองว่านี่คือการปรับตัวของร่างกายมนุษย์ เพื่อให้รับรู้รสชาติที่ไม่พึงปรารถนาได้น้อยลง เมื่อน้ำลายสามารถเปลี่ยนแปลงการรับรู้รสอาหารได้แล้ว ก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารได้เช่นกัน”

“ในอนาคตอาจมีการสกัดโปรตีนนี้ออกมา เพื่อให้ผู้บริโภคเติมลงในอาหารที่มีคุณประโยชน์แต่รสชาติรับประทานได้ยาก ซึ่งก็จะช่วยให้คนเราอยู่กับแบบแผนการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ในระยะยาว” ศ. รันนิ่งกล่าว

รู้จัก “ไกลโฟเซต” สารกำจัดวัชพืชที่แพ้คดีสารก่อมะเร็งในสหรัฐฯ

Roundup is a popular brand of weedkiller in the UK

ไกลโฟเซต สารเคมีกำจัดวัชพืชที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรในหลายประเทศนิยมใช้ กลายเป็นข่าวดังอีกครั้ง หลังจากคณะลูกขุนในสหรัฐฯ มีคำสั่งให้บริษัทมอนซานโต้เจ้าของผลิตภัณฑ์ จ่ายค่าเสียหายมูลค่า 289 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 9,500 ล้านบาท) ให้แก่ชายคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เพราะใช้ผลิตภัณฑ์ปราบศัตรูพืชที่มีสารไกลโฟเซตของบริษัทเป็นประจำในการทำงาน

คดีประวัติศาสตร์

คณะลูกขุนแห่งศาลนครซานฟรานซิสโก มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 ส.ค.) ว่าบริษัทมอนซานโต้ ผู้ประกอบธุรกิจด้านเคมีเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพด้านการเกษตรรายใหญ่ของโลก มีความผิด เนื่องจากไม่แสดงคำเตือนอย่างเพียงพอ ว่าสารไกลโฟเซตซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาปราบศัตรูพืช “ราวด์อัพ” (RoundUp) และ “แรงเจอร์โปร” (RangerPro) อาจก่อให้เกิดมะเร็งกับผู้ใช้

คณะลูกขุนมีคำวินิจฉัยว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของมอนซานโต้ “มีส่วนสำคัญ” ที่ทำให้โจทก์ คือ นายดีเวย์น จอห์นสัน ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จากการที่เขาใช้ผลิตภัณฑ์แรงเจอร์โปร เป็นประจำในการทำงานเป็นคนสวนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย และได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma) เมื่อปี 2014

คดีนี้นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สารไกลโฟเซตถูกเชื่อมโยงกับการก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และจะกลายเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีลักษณะเดียวกันต่อไป โดยนอกจากนายจอห์นสันแล้ว ปัจจุบันมีผู้ยื่นฟ้องคดีในลักษณะเดียวกันกว่า 5,000 รายทั่วสหรัฐฯ

ด้านบริษัทมอนซานโต้ ประกาศว่าบริษัทจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินคดีครั้งนี้ต่อไป ขณะที่บริษัทไบเออร์ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทมอนซานโต้ หลังเข้าซื้อกิจการเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ยืนยันว่า ยากำจัดวัชพืชที่มีสารไกลโฟเซตเป็นส่วนผสมนั้นมีความปลอดภัยในการใช้งานและไม่ก่อให้เกิดมะเร็งหากใช้งานถูกต้องตามที่ระบุไว้ที่ฉลากสินค้า

ไกลโฟเซต คืออะไร และมีอันตรายไหม?

ไกลโฟเซต เป็นสารเคมีที่บริษัทมอนซานโต้เริ่มใช้ใน “ราวด์อัพ” ซึ่งออกจำหน่าย มาตั้งแต่ปี 1974 โดยโฆษณาว่ามีประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชโดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อพืชผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์นี้มีจำหน่ายในกว่า 160 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

หลังจากสิทธิบัตรสารไกลโฟเซตของบริษัทมอนซานหมดอายุลงเมื่อปี 2000 ก็ทำให้ปัจจุบันสารดังกล่าวถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย

ราวด์อัพ

แม้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ (EPA) จะไม่ออกข้อจำกัดเรื่องการใช้สารไกลโฟเซต โดยชี้ว่ามีอันตรายต่ำ พร้อมออกคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมที่ใช้ยากำจัดวัชพืชชนิดนี้เป็นเวลา 12 ชั่วโมงหลังการฉีดพ่น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นจากนานาชาติบ่งชี้ว่าไกลโฟเซตเป็นสารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ได้

โดยเมื่อปี 2015 สำนักวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติขององค์การอนามัยโลก สรุปผลการศึกษาว่า สารไกลโฟเซต “อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์” แต่รายงานร่วมระหว่างองค์การอนามัยโลกและสหประชาชาติในปี 2016 สรุปว่า สารไกลโฟเซต “ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคมะเร็งในมนุษย์ผ่านการบริโภคอาหาร”

ปัจจุบันบางประเทศ เช่น โปรตุเกส อิตาลี และนครแวนคูเวอร์ของแคนาดา ได้ออกกฎห้ามใช้สารไกลโฟเซตในพื้นที่สวนสาธารณะต่าง ๆ ขณะที่ทางการศรีลังกาห้ามใช้ไกลโฟเซตเมื่อปี 2015 แม้จะถูกต่อต้านจากผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมชา เช่นเดียวกับโคลอมเบียที่ห้ามการฉีดพ่นสารไกลโฟเซตทางอากาศในปี 2015 แม้จะมีการใช้วิธีดังกล่าวอย่างแพร่หลายในการทำลายไร่โคคาผิดกฎหมายก็ตาม

ปัจจุบันหลายประเทศห้ามใช้สารไกลโฟเซตในพื้นที่สวนสาธารณะต่าง ๆ
คำบรรยายภาพปัจจุบันหลายประเทศห้ามใช้สารไกลโฟเซตในพื้นที่สวนสาธารณะต่าง ๆ

การใช้ไกลโฟเซตในประเทศไทย

ส่วนในประเทศไทยนั้น ข้อมูลจากองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมกรีนพีซ ระบุว่า ไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่ถูกนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในปี 2014

ในการเสวนาบนเวทีวิชาการเรื่อง “ข้อเท็จจริงทางวิชาการในการควบคุมสารเคมีอันตราย : พาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos)” เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมานั้น รศ.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้กล่าวอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยาโรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 2553-2559 ที่พบหลักฐานว่า ไกลโฟเซต มีส่วนกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึง 5- 13 เท่า และยังออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่วนกลางในระยะยาวด้วย

เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องที่คณะกรรมการวัถตุมีพิษอันตราย มีมติไม่แบนการใช้วัตถุอันตรายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

แกนีมีดทรงพลังแม่เหล็กไฟฟ้าแรงกว่าโดยรอบดาวพฤหัสฯ 1 ล้านเท่า

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดวงจันทร์แกนีมีด (ขวา) กำลังโคจรรอบดาวพฤหัสบดี โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจับภาพแสงออโรราที่เกิดจากสนามแม่เหล็กทรงพลังได้

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติค้นพบว่าดวงจันทร์แกนีมีด (Ganymede) ของดาวพฤหัสบดีนั้น นอกจากจะได้ชื่อว่ามีสนามแม่เหล็กทรงพลังเป็นของตนเองแล้ว ลักษณะดังกล่าวยังทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเข้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรอบดาวพฤหัสบดีถึง 1 ล้านเท่าอีกด้วย

รายงานการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ยานสำรวจกาลิเลโอ (Galileo)รวบรวมได้ระหว่างช่วงทศวรรษ 1990 ชี้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถาวรโดยรอบดวงจันทร์แกนีมีด ซึ่งทำให้เกิดแสงเหนือและแสงใต้ (ออโรรา) บนดวงจันทร์แห่งนี้อย่างชัดเจน

เมื่อเทียบกับดวงจันทร์ขนาดใหญ่ดวงอื่น ๆ ของดาวพฤหัสบดีเช่นยูโรปา นับว่าแกนีมีดมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังยิ่งกว่ากันมาก เนื่องจากยูโรปามีความแรงของคลื่นดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรอบดาวพฤหัสบดีเพียง 100 เท่า

ดาวบริวารบางส่วนของดาวพฤหัสบดี (จากซ้ายไปขวา) ดวงจันทร์ไอโอ, ยูโรปา,แกนีมีด และคัลลิสโต
คำบรรยายภาพดาวบริวารบางส่วนของดาวพฤหัสบดี (จากซ้ายไปขวา) ดวงจันทร์ไอโอ, ยูโรปา,แกนีมีด และคัลลิสโต

ทีมผู้วิจัยได้นำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าวมาแปลงเป็นคลื่นเสียงที่เรียกว่า Chorus wave ซึ่งฟังแล้วคล้ายเสียงนกร้องเพลงและเสียงวาฬร้องเรียกผสมผสานกัน และพบว่าคลื่นเสียงดังกล่าวของดวงจันทร์แกนีมีดมีความแรงมากเป็นพิเศษ โดยสามารถเร่งให้อนุภาคโดยรอบมีพลังงานสูงขึ้น และเกิดอิเล็กตรอนความเร็วสูงวิ่งอยู่ภายในสนามแม่เหล็กของดาวได้

อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้ดวงจันทร์แกนีมีดมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังเช่นนี้ แต่สันนิษฐานว่าไม่พบปรากฏการณ์เดียวกันในดวงจันทร์บริวารที่ไม่มีสนามแม่เหล็กเป็นของตนเอง

ความรู้ที่ได้จากการค้นพบครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบยานสำรวจอวกาศ ซึ่งจะออกปฏิบัติภารกิจในแถบโดยรอบดาวพฤหัสบดีในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหาวิธีหลบเลี่ยง “อิเล็กตรอนสังหาร” (Killer electrons) ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทรงพลัง ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับยานและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้

แหวกแนว Centauro หุ่นยนต์กู้ภัยตัวใหม่ของอิตาลี ลักษณะคล้ายสัตว์ในเทพนิยายครึ่งคนครึ่งม้า

แหวกแนว Centauro หุ่นยนต์กู้ภัยตัวใหม่ของอิตาลี ลักษณะคล้ายสัตว์ในเทพนิยายครึ่งคนครึ่งม้า

อะไรเอ่ยมี 6 ขา 4 ล้อ และ 2 มือทรงพลังแบบคาราเต้? คำตอบก็คือ Centauro หุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัยตัวใหม่ที่สร้างขึ้นโดยทีมนักวิจัยและนักออกแบบโดย Istituto Italiano di Tecnologia สถาบันเทคโนโลยีในประเทศอิตาลีนั่นเอง

Centauro (เซนตัวโร่) คือหุ่นยนต์ตัวใหม่ล่าสุดที่พัฒนาและออกแบบโดยทีมนักวิจัยและนักออกแบบ จากสถาบันเทคโนโลยีในประเทศอิตาลี โดยได้รับการออกแบบรูปร่างให้มีความเหมาะสมและปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น มีความแม่นยำมากกว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid robot หุ่นยนต์ที่มี 2 แขน 2 ขาคล้ายมนุษย์)สำหรับภารกิจในการช่วยเหลือมนุษย์เมื่อเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งโดยปกติแล้วหุ่นยนต์จะถูกสร้างขึ้นมาจำลองลักษณะให้เหมือนกับมนุษย์มากที่สุด คือมี 2 แขน 2 ขา แต่ทีมนักวิจัยและออกแบบกลุ่มนี้พบว่า การออกแบบแบบไฮบริด (Hybrid design) จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จึงได้ออกแบบให้เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้มี 4 ขาและมีการติดตั้งล้อเอาไว้ที่ขาทุกข้าง ทำให้มันมีเสถียรภาพในการเคลื่อนที่มากกว่าการมีแค่ 2 ขา และมีแขน 2 ข้างทางด้านหน้าตัวหุ่น ไว้สำหรับหยิบจับสิ่งของ เช่น เครื่องมือต่างๆ หรือการเปิดประตู นอกจากนี้ยังมีความสามารถด้านคาราเต้ด้วยการใช้มือทรงพลังหักแผ่นไม้อัดได้อย่างง่ายดาย

IEEE Spectrum นิตยสารขององค์กร IEEE รายงานว่า Centauro ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Momaro หุ่นยนต์ที่มีลักษณะเลียนแบบสัตว์ในเทพนิยาย ซึ่ง Momaro ที่ได้รับการออกแบบโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอนน์ในประเทศเยอรมนี จากงานการแข่งขันหุ่นยนต์ DSCA ‘s Robotics Challenge ในปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา โดยโจทย์การแข่งขันเพื่อทดสอบความสามารถของหุ่นยนต์ในการปฏิบัติภารกิจการค้นหาและกู้ภัย ซึ่งแน่นอนว่าหลายทีมได้โชว์ความสามารถของหุ่นยนต์ออกมาได้ดีมาก รวมถึงทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากมหาวิทยาลัย KAIST ของประเทศเกาหลีใต้ที่ออกแบบหุ่นยนต์ที่มีสองเท้าเเละสามารถเปลี่ยนเป็นล้อได้

Centauro สร้างจากเหล็กมวลเบา มีความสูง 1.5 เมตร น้ำหนัก 93 กิโลกรัม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานถึง 2.5 ชั่วโมง และผู้ควบคุมสามารถควบคุมหุ่นยนต์ได้ตลอดเวลา จุดเด่นของการออกแบบ Centauro คือมีความยืดหยุ่น แขนของหุ่นยนต์เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ สะโพก เข่า ข้อเท้าสามารถหมุนได้ อีกทั้งล้อของหุ่นยนต์ยังเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว พูดได้ว่าสามารถใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของร่างกายได้ ที่สำคัญยังมีโหมด “แมงมุม” ที่ทำให้หุ่นยนต์สามารถหมอบคลานได้ ทำให้การปฏิบัติภารกิจมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเดินผ่านเส้นทางที่มีซากปรักหักพังและแม้กระทั่งการไต่ขึ้นบันไดได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

แน่นอนว่าการออกแบบหุ่นยนต์ตัวนี้จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้ทีมนักออกแบบและพัฒนาก็ได้ทุ่มเทคิดหาวิธีที่จะควบคุมหุ่นยนต์ให้ดีที่สุด และจะพัฒนาความสามารถของ Centauro ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นหุ่นยนต์ที่มีการออกแบบลักษณะเลียนแบบสัตว์ในเทพนิยายเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์จากสถานการณ์อันตราย

ดาวอังคารมีคาร์บอนไดออกไซด์ไม่พอให้สร้างชั้นบรรยากาศขึ้นใหม่

พาหนะสำรวจ Mars Curiosity Rover ตระเวนหาร่องรอยของน้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

ทีมนักดาราศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือนาซา เผยผลการศึกษาล่าสุดที่ชี้ว่า มนุษย์ไม่มีทางจะสร้างหรือปรับเปลี่ยนสภาพบรรยากาศ (Terraforming) บนดาวอังคาร เพื่อให้เหมาะสมกับการตั้งอาณานิคมนอกโลกได้ เนื่องจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวแห่งนี้มีไม่เพียงพอ

มีการตีพิมพ์รายงานการวิจัยดังกล่าวในวารสาร Nature Astronomy โดยระบุว่าผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากภารกิจสำรวจดาวอังคารตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บ่งบอกชัดว่าแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวอังคารทั้งหมดนั้น มีไม่เพียงพอที่จะทำให้ความดันบรรยากาศของดาวอังคาร ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.6% ของความดันบรรยากาศบนโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้

ผลการวิจัยครั้งนี้เท่ากับดับความฝันของนายอีลอน มัสก์ นักธุรกิจผู้บุกเบิกโครงการขนส่งอวกาศคนสำคัญ ซึ่งเคยประกาศไว้ครั้งแรกเมื่อปี 2015 ว่าเขามีแผนการให้มนุษย์ย้ายถิ่นฐานไปยังดาวอังคาร โดยวิธีที่เร็วที่สุดในการทำให้คนเราอาศัยอยู่บนดาวแห่งนี้ได้ คือต้องสร้างชั้นบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับโลกขึ้นมา

นายมัสก์เสนอให้ทิ้งระเบิดไฮโดรเจนอานุภาพร้ายแรงที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคาร เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปของน้ำแข็งแห้งกลายเป็นไอและก่อตัวเป็นชั้นบรรยากาศที่หนาขึ้น หลังจากนั้นปฏิกิริยาเรือนกระจกที่เกิดติดตามมาจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูง จนสามารถเก็บกักน้ำในรูปของเหลวที่พื้นผิวดาวได้

พาหนะสำรวจ Mars Curiosity Rover ตระเวนหาร่องรอยของน้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

อย่างไรก็ตาม รายงานวิจัยของนาซาประเมินว่า แม้จะปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปน้ำแข็งแห้งที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคารออกมาได้ทั้งหมด ก็จะช่วยเพิ่มแรงดันบรรยากาศขึ้นได้เพียง 1.2% ของบนโลกเท่านั้น

หากมีการทำให้พื้นดาวร้อนขึ้นเพื่อปลดปล่อยอนุภาคคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นดินออกมาอีก ก็จะรวบรวมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นเพียง 4% จากของเดิม และหากมีการขุดเหมืองความลึก 100 เมตรทั่วทั้งดาวเพื่อค้นหาคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป ก็จะได้มาเพิ่มอีกเพียง 5% เท่านั้น

ดร. บรูซ จาโคสกี จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดของสหรัฐฯ หนึ่งในทีมนักวิจัยของนาซาบอกว่า “การปรับเปลี่ยนสภาพชั้นบรรยากาศของดาวอังคารนั้น ยังคงทำไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน และถึงแม้จะทำได้ ก็คงต้องใช้เวลากว่า 10 ล้านปีเพียงเพื่อรอให้บรรยากาศที่มีอยู่หนาตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งปริมาณนี้ก็ยังไม่เพียงพอให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้”

แสงดาวฤกษ์เปลี่ยนไปขณะเข้าใกล้หลุมดำตามทฤษฎีของไอน์สไตน์

แสงจากดาวฤกษ์ S2 เปลี่ยนเป็นสีแดง ขณะเข้าใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวด

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1909669182431225

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติค้นพบหลักฐานที่พิสูจน์ว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มีความถูกต้องเป็นจริงอีกครั้ง แม้ในภาวะที่สนามความโน้มถ่วงมีความแข็งแกร่งอย่างมหาศาล เช่นที่บริเวณโดยรอบหลุมดำมวลยิ่งยวด

รายงานการค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Astronomy & Astrophysics โดยทีมนักดาราศาสตร์ระบุว่าได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope (VLT) ที่ประเทศชิลี ติดตามศึกษาดาวฤกษ์ S2 ซึ่งโคจรเข้าใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวด Sagittarius A* ที่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกทุก 16 ปี

ทีมนักดาราศาสตร์พบว่า แสงจากดาวฤกษ์ S2 เกิดความเปลี่ยนแปลงขณะเข้าใกล้หลุมดำดังกล่าวในระยะ 120 เท่าของระยะห่างระหว่างโลกและดวงอาทิตย์

คลื่นแสงจากดาวฤกษ์ถูกสนามความโน้มถ่วงดึงให้ขยายยาวขึ้น จนเกิดการเคลื่อนไปทางแสงสีแดง (Gravitational Redshift) ซึ่งเป็นไปตามที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้ทำนายไว้

นอกจากนี้ ดาวฤกษ์ S2 ยังเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้น ขณะที่ถูกสนามความโน้มถ่วงอันทรงพลังของหลุมดำมวลยิ่งยวด เร่งให้โคจรผ่านไปด้วยความเร็วสูงถึง 8,000 กิโลเมตรต่อวินาที หรือ 2.7% ของความเร็วแสงอีกด้วย

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องอีกครั้ง
คำบรรยายภาพทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องอีกครั้ง
กล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope (VLT) ที่ประเทศชิลี
คำบรรยายภาพกล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope (VLT) ที่ประเทศชิลี

ทีมนักดาราศาสตร์ผู้ทำการศึกษาในครั้งนี้อธิบายว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดจากอนุภาคของแสงหรือโฟตอนพยายามปีนป่ายออกจากหลุมของกาล- อวกาศที่บิดเบี้ยวด้วยความโน้มถ่วงมหาศาล จึงต้องเกิดการสูญเสียพลังงานโดยทำให้ความยาวคลื่นของแสงขยายตัวออก

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) หลุมดำมวลยิ่งยวดที่มีสนามความโน้มถ่วงพลังมหาศาล เป็นเครื่องมือทดสอบทฤษฎีของไอน์สไตน์ได้เป็นอย่างดี
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) หลุมดำมวลยิ่งยวดที่มีสนามความโน้มถ่วงพลังมหาศาล เป็นเครื่องมือทดสอบทฤษฎีของไอน์สไตน์ได้เป็นอย่างดี

ดร. แฟรงก์ ไอเซนฮาวเออร์ จากสถาบันมักซ์พลังก์ด้านฟิสิกส์อวกาศ (MPE) ของเยอรมนี หนึ่งในทีมผู้วิจัยครั้งนี้บอกว่า การพิสูจน์ทฤษฎีของไอน์สไตน์ในครั้งนี้ จะเปิดประตูสู่การศึกษาปรากฎการณ์เกี่ยวกับความโน้มถ่วงในห้วงอวกาศลึกได้อีกมาก โดยเราอาจได้เห็นดวงดาวเปลี่ยนแปลงวงโคจร หรือสภาวะที่กาล-อวกาศ หมุนไปพร้อมกันกับหลุมดำได้

รู้จักซีอีโอวัย 13 ขวบ ผู้สร้างแบรนด์เครื่องดื่มน้ำมะนาวที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ

ด.ญ. มิคาอิลา อัลเมอร์ ก่อตั้งธุรกิจเมื่ออายุได้เพียง 4 ขวบเท่านั้น

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1906490079415802

แม้ว่าการรับหน้าที่ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ มี แอนด์ เดอะ บีส์ เลมอนเนด (Me & The Bees Lemonade) อย่างเต็มตัวของหนูน้อยมิคาอิลา อัลเมอร์ แต่ก็ไม่ทำให้เธอต้องละทิ้งการเรียนไปได้

“บางครั้ง ฉันต้องขาดเรียนบางวิชา เพื่อที่จะให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ หรือ เดินทางไปออกรายการโทรทัศน์ หรือบางครั้งก็ต้องพลาดงานใหญ่ ๆ งานแสดง เพราะต้องมีโปรเจกท์สำคัญ หรือ ต้องเข้าสอบที่โรงเรียน” ด.ญ.อัลเมอร์บอกกับบีบีซี และยังย้ำว่า “ชีวิตของฉันไม่ง่ายเลย”

เมื่อถามถึงผลการเรียนแล้ว อย่างเช่น ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ คะแนนของเธอก็อยู่ในเกณฑ์กลาง ๆ เท่านั้น แต่หากถามว่าธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมะนาวของเธอเป็นอย่างไรบ้าง บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา เพราะสินค้าของเธอตอนนี้ ถูกวางจำหน่ายไปแล้วในร้านค้ากว่า 500 แห่ง ทั่วสหรัฐฯ โดยมียอดขายราว 360,000 ขวดต่อปี และทำให้เธอกลายเป็นนักธุรกิจที่มีอายุน้อยทีสุดคนหนึ่งในสหรัฐ ฯ

ผลิตภัณฑ์น้ำมะนาวอัดขวดของหนูน้อยอัลเมอร์มาพร้อมเสิร์ฟ 4 รสชาติ โดยมีส่วนผสมหลักคือน้ำผึ้ง
คำบรรยายภาพผลิตภัณฑ์น้ำมะนาวอัดขวดของหนูน้อยอัลเมอร์มาพร้อมเสิร์ฟ 4 รสชาติ โดยมีส่วนผสมหลักคือน้ำผึ้ง

เริ่มธุรกิจได้อย่างไร

ที่จริงแล้ว หนูน้อยอัลเมอร์เริ่มต้นธุรกิจนี้มาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส โดยครั้งแรกที่เธอขายน้ำมะนาวที่หน้าบ้านในปี 2009 ซึ่งจุดเด่นของน้ำมะนาวของเธอเป็น สูตรต้นตำรับที่ตกทอดมาจากรุ่นทวด ที่มีส่วนผสมจากน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เธอถูกผึ้งต่อยอย่างน้อยสองตัวในเวลาสองสัปดาห์

แทนที่พ่อแม่จะเป็นกังวลที่ลูกจะได้รับบาดเจ็บจากการยุ่งกับบรรดาฝูงผึ้ง แต่พวกเขากลับสนับสนุนและให้คำแนะนำดี ๆ ต่อหนูน้อยอัลเมอร์ โดยเธอศึกษาและวิจัยข้อมูลเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพวกมันมากขึ้น โดยเฉพาะการมีบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสรดอกไม้และในระบบนิเวศ

นี่จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอมอบรายได้ส่วนหนึ่งของยอดขายน้ำมะนาวแก่องค์กรพิทักษ์ผึ้ง หลังจากนั้นร้านน้ำมะนาวของเธอก็ได้รับความไว้วางใจให้ส่งน้ำมะนาวไปขายในร้านพิซซ่าแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะขยายช่องทางการขายจนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันธุรกิจของเธอสมทบทุนให้กับกลุ่มอนุรักษ์ผึ้ง ในสัดส่วน 10% ของกำไร

หนูน้อยอัลเมอร์ข้ามผ่านความกลัวผึ้ง ด้วยการมอบเงินบริจาคในสัดส่วน 10% ของกำไร แก่กลุ่มผู้อนุรักษ์ผึ้ง
คำบรรยายภาพหนูน้อยอัลเมอร์ข้ามผ่านความกลัวผึ้ง ด้วยการมอบเงินบริจาคในสัดส่วน 10% ของกำไร แก่กลุ่มผู้อนุรักษ์ผึ้ง

พ่อแม่ช่วยเหลืออย่างไร

ถึงแม้ว่าพ่อและแม่ของหนูน้อยอัลเมอร์จะเป็นผู้คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจ แต่หนูน้อยซีอีโอบอกว่า เธอเป็นคนเริ่มตั้งแต่ต้น ตั้งแต่บีบน้ำมะนาว ส่วนพ่อและแม่ก็ช่วยออกแบบสติ๊กเกอร์สวย ๆ ติดแก้วให้

“แต่เมื่อธุรกิจขยายขึ้น ฉันทำคนเดียวไม่ได้แน่ ๆ ดังนั้นก็เลยต้องถามพ่อและแม่ว่า ออกแบบตราสินค้า หรือ โลโก้ ทำอย่างไร ไปหาโรงงานผลิตที่ไหน รวมทั้งขยายจำนวนร้านค้าเพิ่มเติมอย่างไร”เธออธิบาย

ที่จริงแล้ว พ่อและแม่ของหนูน้อยอัลเมอร์จบการศึกษามาทางบริหารธุรกิจและมีประสบการณ์ด้านการตลาด แต่ว่าไม่เคยมีประสบการณ์ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเลย สิ่งที่ต้องการคือ “ทีมเวิร์ค”

พ่อและแม่ของหนูน้อยฮัลเมอร์ช่วยเธอในการทำธุรกิจ
คำบรรยายภาพพ่อและแม่ของหนูน้อยอัลเมอร์ช่วยเธอในการทำธุรกิจ

“พวกเราคือ ซีอีโอร่วม ที่จะช่วยการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เพราะบางเรื่องพ่อแม่ตัดสินใจไม่ได้ก็ให้ฉันทำแทน บางเรื่องที่ฉันตัดสินใจไม่ได้ พ่อแม่ก็จะช่วย” เธอบอกและว่า “ฉันยังเด็กด้วยแหละ มีเรื่องไม่รู้อีกตั้งหลายอย่าง ก็ต้องให้พ่อแม่ช่วยออกความคิดเห็นในบางเรื่อง”

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ช่วงต้นปี 2015 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบริษัท เมื่อสามารถคว้าสัญญาที่จะส่งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำมะนาวขวดเข้าไปจำหน่ายในห้าง โฮล์ ฟู้ดส์ มาร์เก็ต (Whole Foods Market) ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำของสหรัฐฯ

ผู้บริหารของห้างแห่งนี้บอกว่า “หนูน้อยซีอีโอคนนี้ และบริษัทของเธอน่าสนใจมาก เนื่องจากมีสินค้าที่มีเอกลักษณ์ รสชาติดีเยี่ยม บวกกับความมุ่งมั่นของเจ้าของและความรับผิดชอบต่อสังคม”

ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้บริหารห้างสรรพสินค้ารายนี้ก็บอกว่า รู้สึกประทับใจซีอีโอวัย 9 ขวบคนนี้มาก โดยเฉพาะการมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเรื่องความสำคัญของผึ้งในการช่วยผสมเกสรดอกไม้

ก้าวที่ยิ่งใหญ่

ต่อมาในปี 2015 หนูน้อยซีอีโอถูกกล่าวขวัญผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง เช่น การแนะนำผ่านรายการโทรทัศน์ที่มีผู้ชมทั่วสหรัฐฯ นอกจากนี้เธอยังได้นำเสนอโครงการต่อกลุ่มนักลงทุนที่มีศักยภาพที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมลงทุนในธุรกิจ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ เดย์มอนด์ จอห์น เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าฟูบู (FUBU) ที่ตกลงจะลงทุนเป็นเงินราว 6 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ

หนูน้อยซีอีโอมีโอกาสกล่าวปาฐกถาในงานทางธุรกิจและการกุศลหลายครั้ง
คำบรรยายภาพหนูน้อยซีอีโอมีโอกาสกล่าวปาฐกถาในงานทางธุรกิจและการกุศลหลายครั้ง

นอกจากนี้เธอยังได้รับรางวัลด้านผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่มาหลายรางวัล ที่สำคัญคือ เธอเคยได้รับการชื่นชมโดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ บารัค โอบามา โดยเธอไปยังทำเนียบขาว

ตอนนี้หนูน้อยซีอีโอเผยว่ามีแผนจะเปิดตัวธุรกิจใหม่เพิ่มเติมด้วย ทว่าเธอบอกว่ายังไงก็ไม่ทิ้งการเรียนเพราะยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะเข้าเรียนระดับมัธยม พบเพื่อนใหม่และไม่ต้องสวมชุดนักเรียนไปโรงเรียน

อดีตประธานาธิบดีโอบามา เคยเรียก มิคาอิลา อัลเมอร์ว่า "สาวน้อยมหัศจรรย์"
คำบรรยายภาพอดีตประธานาธิบดีโอบามา เคยเรียก มิคาอิลา อัลเมอร์ว่า “สาวน้อยมหัศจรรย์”