คลังเก็บหมวดหมู่: ธัญสุดา จันทนเทศ 7

ครั้งแรกในไทย!! เปิดตัว “แม่เหล็กดูดสาหร่าย” เก็บเกี่ยวใน 10 วินาที

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1888579947873482
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ธรรมศาสตร์ ชูนวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทย “แม่เหล็กดูดสาหร่าย” นวัตกรรมที่ช่วยเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็กได้ไว้ใน 10 วินาที ตอบโจทย์อุตสาหกรรมพลังงานประเทศ

รศ.ดร.สุเปญญา จิตตพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของสาหร่ายและแพลงก์ตอน กล่าวว่า ทีมนักวิจัย ได้คิดค้นและพัฒนา “แม่เหล็กดูดสาหร่าย” นวัตกรรมช่วยเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็กได้ไว้ใน 10 วินาที โดยนวัตกรรมดังกล่าว เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 ส่วนสำคัญ คือ แป้งมันสำปะหลังประจุบวก หรือ แป้งประจุบวก ที่ผ่านการสังเคราะห์และดัดแปลงโครงสร้าง ให้มีความสามารถในการยึดเกาะสาหร่ายขนาดเล็กที่เป็นประจุลบ ประกอบกับ อนุภาคแม่เหล็ก ทั้งนี้ จากการทดลองพบว่า สามารถทำหน้าที่เหนี่ยวนำสาหร่ายออกจากแหล่งน้ำได้ใน 10 วินาที สำหรับสาหร่ายที่มีปริมาณบรรจุขวด 100 มิลลิลิตร และมีต้นทุนประมาณ 60 – 70 บาทต่อการสังเคราะห์แป้งมันสำปะหลังประจุบวก 20 กรัม โดยมีศักยภาพในการเก็บเกี่ยวเซลล์สาหร่ายถึง 100 ลิตร อีกทั้งยังไม่เสียค่าไฟและเจ้าหน้าที่ในการดูแล ซึ่งถูกกว่าการพึ่งพาเครื่องมือจากต่างประเทศหลายเท่าตัว อย่างไรก็ดี นวัตกรรมดังกล่าว ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นผลงานการศึกษาวิจัยและพัฒนาของ นางสาวกานต์ธิดา แจ้งยุบล นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นเวลากว่า 2 ปี ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์

ด้าน รศ.ดร.เทพปัญญา เจริญรัตน์ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมกระบวนการชีวภาพ กล่าวว่า สาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae) เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพน้ำ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะในบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1,040 โรง ที่มาพร้อมกับศักยภาพสำคัญในการผลิตพลังงานเชื้อเพลิง ไบโอดีเซล เนื่องจากภายในเซลล์สาหร่ายบางสายพันธุ์ จะมีการสะสมน้ำมันไว้สูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ (ที่มา: สำนักคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง, 2557) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระบวนการเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็ก เพื่อสกัดเป็นน้ำมันไบโอดีเซลในภาคอุตสาหกรรม สามารถทำได้หลายวิธี อาทิ การตกตะกอน หรือการปั่นเหวี่ยง เพื่อแยกเซลล์สาหร่ายออกจากอาหารเพาะเลี้ยง จากนั้นจึงนำไปผ่านกระบวนสกัดเป็นน้ำมันไบโอดีเซล สำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมพลังงานและเชื้อเพลิงเป็นลำดับต่อไป ซึ่งมีต้นทุนสูงในการก่อสร้างรวมถึงต้องสูญเสียค่าไฟ และทรัพยากรคนในการดูแล

ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าว ถือเป็นสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สาหร่ายขนาดเล็ก เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวที่รวดเร็ว ง่ายขึ้น และต้นทุนที่ต่ำลง ดังนั้น การผลิตน้ำมันจากสาหร่ายขนาดเล็ก ที่มีส่วนผสมของแป้งประจุบวก จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่แก่ภาคอุตสาหกรรมไทย ในการขยายฐานวัตถุดิบการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ภายในประเทศและสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจากการส่งออก ขณะเดียวกัน สำหรับแหล่งน้ำที่ผ่านการแยกเซลล์สาหร่ายออกแล้ว ยังสามารถนำกลับมาใช้เพาะเลี้ยงสาหร่ายต่อได้อีกครั้ง หรือสามารถปล่อยสู่แหล่งน้ำได้โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ สาหร่ายที่ได้จากการเก็บเกี่ยว ยังสามารถนำมาสกัดให้เหลือเพียงสาหร่ายบริสุทธิ์ เพื่อขยายผลสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เวชสำอาง อาหารคนหรืออาหารสัตว์ได้หลากรูปแบบ อาทิ ครีมหรือโลชั่นเพื่อบำรุงผิวกาย แป้งรองพื้น โดยที่ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง หรือทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง รศ.ดร.เทพปัญญา กล่าว

รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. มีนโยบายในการพัฒนาและบ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์พันธุ์ใหม่ในยุค 4.0 สู่ “นักวิทย์คิดประกอบการ” ที่มีองค์ความรู้ มีกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ มีทักษะด้านการบริหารธุรกิจ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เหล่านั้น ในการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาสังคมในมิติต่างๆ และขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพ ผ่านการส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนแบบบูรณาการของหลักสูตร SCI+BUSINESS ที่เน้นการเรียนรู้จริง-ปฏิบัติเป็น ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ สอดแทรกไปในทุกหลักสูตร ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ในด้านบริหารธุรกิจ โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากคณาจารย์ภายใน มธ. และหน่วยงานธุรกิจจากภาคเอกชน มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และเติมเต็มประสบการณ์ ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายเดียวกันในการผลิตบุคลากรคุณภาพ สู่การเป็นฟั่นเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.springnews.co.th/view/308225

ตะลึง! ไดโนเสาร์ยักษ์ตัวแรก เก่าสุดตั้งแต่เคยเจอมา จนนักวิจัยต้องรื้อการศึกษาใหม่

 

 ไดโนเสาร์ยักษ์ตัวแรก – 10 ก.ค.เว็บไซต์ เดอะ เทเลกราฟ รายงานข่าว นักวิทยาศาสตร์ ค้นพบไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ตัวแรกที่เกิดก่อนไดโนเสาร์ยักษ์ที่เคยเจอมา จนต้องผลักดันให้รื้อการศึกษา ‘วิวัฒนาการของความใหญ่ยักษ์’ ย้อนกลับไป 30 ล้านปี

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1879309852133825

นักวิทยาศาสตร์ในอาร์เจนตินาค้นพบฟอลซิลไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ที่เก่าแก่ที่สุด พร้อมเผยข้อมูล‘วิวัฒนาการของความใหญ่ยักษ์’ (evolution of gigantism) ที่เริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณ 30 ล้านปีก่อน ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการที่เร็วกว่าเคยมีการศึกษามา

 ไดโนเสาร์ยักษ์ตัวแรก

 

‘อินเจนเทีย พริมา’ เป็นชื่อของไดโนเสาร์ที่มีความหมายว่า “ยักษ์ตัวแรก” ซึ่งมีขนาดความยาวของลำตัวกว่า 10 เมตรและมีน้ำหนักมากถึง 10 ตัน พวกมันเคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อ 210 ล้านปีที่แล้วในยุคไทรแอสซิก จัดอยู่ในกลุ่มของไดโนเสาร์กินพืชที่มี 4 ขาและมีขนาดใหญ่กว่าไดโนเสาร์ทั่วไปถึง 3 เท่า

 ไดโนเสาร์ยักษ์ตัวแรก

 

การค้นพบครั้งนี้ ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Ecology & Evolution สร้างความแปลกใจให้กับนักบรรพชีวินวิทยา และกระตุ้นให้พวกเขาทบทวนถึงวิวัฒนาการของไดโนเสาร์เสียใหม่อีกครั้ง เซซิเลีย หนึ่งในนักบรรพชีวินวิทยา กล่าวว่า..

“ผลการวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวิวัฒนาการครั้งใหญ่ของไดโนเสาร์ ก่อนการค้นพบนี้ ได้มีสมมติฐานว่าวิวัฒนาการของความใหญ่ยักษ์ของไดโนเสาร์เริ่มตั้งแต่ยุคจูแรสซิก ประมาณ 180 ล้านปีที่แล้ว แต่‘อินเจนเทีย พริมา’มีชีวิตอยู๋ในช่วงปลายของยุคไทรแอสซิก ระหว่าง 205-210 ล้านปีก่อน”

“เราพบว่า‘อินเจนเทีย พริมา’เป็นต้นกำเนิดของไดโนเสาร์ที่มีวิวัฒนาการความใหญ่ยักษ์”

‘อินเจนเทีย พริมา’ เป็นสมาชิกกลุ่มแรกของไดโนเสาร์ในกลุ่มซอโรพอด หรือไดโนเสาร์คอยาวที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ วิวัฒนาการความใหญ่ยักษ์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า นี่คือเครื่องมือในการอยู่รอดของพวกมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มกินพืชที่จะสามารถใช้ขนาดตัวป้องกันตัวเองจากผู้ล่า

 ไดโนเสาร์ยักษ์ตัวแรก

 

ทั้งนี้ฟอลซิลของมันได้ขุดพบในเมืองซานฆวน ทางตอนเหนือของประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งในภูมิภาคแถบนี้ถือเป็นถิ่นที่ตั้งที่สัตว์โบราณเคยอาศัยอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้มีทีมวิจัยขุดพบฟอสซิลเต่าโบราณ รวมถึงไดโนเสาร์สายพันธุ์อื่นๆมาแล้ว

ในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์พบโครงกระดูกฟอสซิลไดโนเสาร์ทั้งหมด 4 ชนิด หนึ่งในนั้นเป็นของ‘อินเจนเทีย พริมา’สายพันธุ์ใหม่ และอีก 3 ชิ้นเป็นของสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องอีก 3 ตัว

 ไดโนเสาร์ยักษ์ตัวแรก

หลังจากนักวิจัยศึกษาฟอสซิลของ ‘อินเจนเทีย พริมา’ พบว่าไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้จะโตขึ้นเป็นวัฏจักร โดยมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นระยะๆ และมีระยะหยุดเหยียดคล้ายคลึงกับต้นไม้ นอกจากนี้ยังพบโพรงในกระดูกของมัน ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลต่อน้ำหนักและการเจริญเติบโตของมัน และถุงลมที่ถูกพัฒนาขึ้นคล้ายกับนก เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนไปช่วยในระบบหายใจอีกด้วย

ที่มา  : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_1329102

ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ขณะดำน้ำ วิทยาศาสตร์ของการดำน้ำตัวเปล่า

_102446659_p06d8qzs

บรรดานักดำน้ำตัวเปล่าหรือฟรีไดฟ์เวอร์ (Freediver) สามารถทำสถิติอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานานเหนือคนทั่วไปได้ ด้วยการสูดลมหายใจเข้าเพียงเฮือกเดียวเท่านั้น ทั้งยังไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ดำน้ำช่วยเหลือ

นอกจากจะต้องฝึกฝนอย่างหนักแล้ว นักดำน้ำตัวเปล่ายังใช้ประโยชน์จากปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติของร่างกายที่เกิดขึ้นขณะจมน้ำอีกด้วย ปฏิกิริยานี้เรียกว่า Mammalian Diving Reflex หรือปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ขณะดำน้ำของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมนุษย์มีเหมือนกับวาฬและแมวน้ำ

ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงกลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์ขณะอยู่ใต้น้ำ การทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งทำให้นักดำน้ำตัวเปล่ามีความสามารถเหนือมนุษย์ โดยสถิติโลกระบุว่ามีผู้ดำน้ำตัวเปล่าได้ถึงระดับความลึก 253 เมตร และกลั้นหายใจได้เป็นเวลานานถึง 22 นาที

อ่านต่อได้ที่ : https://www.bbc.com/thai/international-44769815

จัดใหญ่งานวิทยาศาสตร์ภาคอีสานที่ขอนแก่น สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์

561000006823201ศูนย์ข่าวขอนแก่น – กระทรวงวิทย์ฯ จัดใหญ่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น มุ่งขยายโอกาสการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วย “วิทย์สร้างคน” หวังสร้างแรงบันดาลใจสู่เยาวชนภาคอีสาน 11-17 กรกฎาคมนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ดร.อภิญาณ์ หทัยธรรม รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.), ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกันแถลงข่าวงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระดับภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 11-17 กรกฎาคม 2561 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น KICE 

ดร.อภิญาณ์ หทัยธรรม รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า เนื่องจากปี 2560 ที่ผ่านมาทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติในส่วนกลาง มียอดผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,106,724 คน เมื่อคิดเป็นร้อยละของผู้เข้าชมจากภูมิภาคต่างๆ แบ่งได้ดังนี้ ภาคกลางร้อยละ 66.14 ภาคตะวันออกร้อยละ 13.08 ภาคเหนือร้อยละ 10.93 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 8.53 และภาคใต้ร้อยละ 1.32


จากข้อมูลนี้พบว่าผู้เข้าชมส่วนใหญ่มาจากภาคกลาง และจำนวนผู้เข้าชมจากภูมิภาคต่างๆ ค่อนข้างน้อยเนื่องจากอุปสรรคจากระยะเวลาที่ใช้เดินทางและมีค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้น เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเยาวชนและประชาชนคนไทยในภูมิภาคต่างๆ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงมอบหมายให้ อพวช.ดำเนินการจัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระดับภูมิภาค” รวม 4 ภูมิภาคทั่วประเทศขึ้น ที่ผ่านมาครั้งแรกจัดที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 4-10 มิถุนายน และครั้งที่ 2 ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 13-19 มิถุนายน ซึ่งได้รับความสนใจจากเยาวชนและประชาชนจากภาคเหนือและภาคใต้ร่วมงานจำนวนมาก และครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติระดับภูมิภาค ครั้งที่ 3 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น

งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 กรกฎาคม 2561 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น KICE และครั้งที่ 4 จะจัดขึ้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม ณ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ตำบลหว้ากอ

การจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ระดับภูมิภาคเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สำคัญเป็นการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ภูมิภาค ภายใต้นโยบาย “วิทย์สร้างคน” ภารกิจหลักของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และผลักดันให้เด็กๆ เยาวชนและประชาชนในภูมิภาคได้มีโอกาสใกล้ชิดวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่

สำหรับนิทรรศการไฮไลต์สำคัญที่นำมาจัดแสดงที่จังหวัดขอนแก่นครั้งนี้ คือนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทยและพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” นำเสนอเรื่องราวหลักการทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของชาวไทย โดยทรงใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ เกิดเป็นนวัตกรรมหลากหลาย สร้างประโยชน์สุขแก่คนไทยทั้งประเทศ

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นำเสนอแนวทางพระราชดำริที่ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นำเสนอพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน อันจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความรักและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทยของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

ด้าน ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นมีความพร้อมให้การสนับสนุนและร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้การจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระดับภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่นในครั้งนี้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจังหวัดขอนแก่นให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เด็ก เยาวชนและประชาชนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

การจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่จังหวัดขอนแก่นได้เป็นศูนย์กลางของการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ระดับภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เด็กๆ เยาวชน และประชาชนในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสได้เดินทางมาเปิดโลกทัศน์ชมนิทรรศการและกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจในครั้งนี้ได้สะดวกสบายมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เยาวชนได้เปิดประสบการณ์นอกห้องเรียนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเรียนรู้ถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าสนใจ อันจะส่งผลดีต่อการเสริมสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระดับภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 กรกฎาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น KICE โดยนักเรียน เยาวชน และผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.nsm.or.th และ FACEBOOK : มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

ที่มา : https://mgronline.com/local/detail/9610000065476