คลังเก็บหมวดหมู่: ธนเทพ เทพสถิตย์ 7

ทำไมเราถึงเกลียดตัวต่อและรักผึ้ง

wasps

การศึกษาใหม่เผยให้เห็นว่าสัตว์ตัวต่อส่วนใหญ่ไม่ชอบโดยสาธารณชนในขณะที่ผึ้งชื่นชมอย่างมาก

นักวิจัยกล่าวว่ามุมมองนี้ไม่เป็นธรรมเพราะตัวต่อเป็นเพียงประโยชน์ทางนิเวศวิทยาเช่นผึ้ง

นักวิทยาศาสตร์แนะนำให้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่ทารุณของตัวต่อ

พวกเขาต้องการเห็นความพยายามเช่นเดียวกันในการอนุรักษ์พวกเขาเนื่องจากปัจจุบันมีผึ้งอยู่

การสำรวจ 750 คนจาก 46 ประเทศได้รับการเผยแพร่ใน Entomology ระบบนิเวศน์วิทยา

ตามที่นักด็อคกี้กลัวว่าจะเป็นความเจ็บปวดของพวกมัน – แมลงตัวนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รับความรักน้อยที่สุดจากการศึกษาครั้งใหม่
ในการสำรวจผู้เข้าร่วมถูกถามอัตราแมลงในระดับที่วิ่งจากลบห้าแทนอารมณ์ความรู้สึกเชิงลบอย่างมากบวกห้าแทนเป็นบวกอย่างมากหนึ่ง

ส่วนใหญ่ของการตอบสนองสำหรับผึ้งเป็นบวก 3 หรือสูงกว่าในขณะที่มันเป็นแบบย้อนกลับที่สมบูรณ์แบบสำหรับตัวต่อกับคะแนนส่วนใหญ่ความรู้สึกของพวกเขาลบสามหรือต่ำกว่า

เมื่อถามถึงคำที่เกี่ยวข้องกับผึ้งที่นิยมมากที่สุดสำหรับผึ้งคือ “น้ำผึ้ง” “ดอกไม้” และ “การผสมเกสร”

bees

อย่างไรตามแตนยังผสมผเสดอกไม้เช่นเดียวกับการฆ่าศัตรูพืชและมีความสำคัญกับสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับผึ้ง

ปัญหาตามที่ดร. เซริแยนซอมเนอร์จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนซึ่งเป็นผู้นำในการค้นคว้าวิจัยพบว่าตัวต่อตัวนี้มีข่าวร้าย

ประชาชนไม่ตระหนักถึงสิ่งที่ดีที่พวกเขาทำเพื่อให้พวกเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นสิ่งที่น่ารำคาญแทนที่จะเป็นสินทรัพย์ทางนิเวศวิทยาที่สำคัญ
เธอบอกกับบีบีซีนิวส์ว่า “ผู้คนไม่รู้ว่าพวกเขามีค่าเท่าไร

“แม้ว่าคุณอาจคิดว่าพวกเขากำลังตามเบียร์หรือแยมแซนด์วิชของคุณ แต่จริงๆแล้วพวกเขาสนใจที่จะหาเหยื่อแมลงเพื่อกลับไปที่รังเพื่อเลี้ยงอาหารลาวของพวกมัน”

ดร. ซัมเนอร์ยังค้นพบว่ามีการขาดการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อสภาพแวดล้อม

เธอวิเคราะห์เอกสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์และงานนำเสนอการประชุมสำหรับผึ้งและตัวต่อในช่วง 37 ปีที่ผ่านมาและ 16 ปีตามลำดับ

จากเอกสารจำนวน 908 ฉบับพบว่ามีเพียง 2.4% ที่ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2523 เทียบกับ 97.6% (886 ฉบับ) จากบทคัดย่อการประชุม 2,543 เรื่องผึ้งหรือตัวต่อจากช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 81.3% อยู่บนผึ้ง
การขาดการค้นคว้าวิจัยนี้ทำให้ความพยายามในการพัฒนากลยุทธ์การอนุรักษ์สัตว์ตัวต่อที่มีจำนวนลดลงเนื่องจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามที่ดร. อเลสซานโดรซินิแห่งมหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ผู้ร่วมวิจัย

ยานอวกาศ Hayabusa2 ลงจอดบนดาวเคราะห์น้อย สำเร็จเเล้ว

เมื่อวันที่ 21 กันยายนเครื่องบิน MINERVA-II1 ยานขนาดเล็กที่แยกออกจากยานอวกาศ Hayabusa2 (ระยะเวลาในการแยกตัวคือ 13:06 JST) MINERVA-II1 ประกอบด้วยสองโรเวอร์, โรเวอร์ -1A และโรเวอร์ -1B เราได้ยืนยันว่าโรเวอร์ทั้งสองได้ลงจอดบนพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย Ryugu โรเวอร์ทั้งสองอยู่ในสภาพที่ดีและกำลังถ่ายโอนข้อมูลและรูปภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลนี้ยืนยันว่ามีโรเวอร์อย่างน้อยหนึ่งดวงเคลื่อนที่บนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย

MINERVA-II1 เป็นรถแลนด์โรเวอร์ตัวแรกของโลก (หุ่นยนต์สำรวจยานยนต์) เพื่อลงจอดบนพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่มีการเคลื่อนไหวอิสระและการจับภาพบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย MINERVA-II1 เป็น “วัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นครั้งแรกของโลกเพื่อสำรวจการเคลื่อนไหวบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย” เรารู้สึกยินดีที่ทั้งสองโรเวอร์ทั้งสองประสบความสำเร็จในการดำเนินการนี้ในเวลาเดียวกัน

ภาพที่ส่งมาจาก MINERVA-II1

ภาพที่ 1: ภาพที่ถ่ายโดย Rover-1A ในวันที่ 21 กันยายนเวลาประมาณ 13:08 น. JST นี่คือภาพสีที่ถ่ายทันทีหลังจากแยกออกจากยาน Hayabusa2 อยู่ด้านบนและพื้นผิวของ Ryugu อยู่ด้านล่าง ภาพเบลอเนื่องจากการถ่ายภาพขณะที่โรเวอร์หมุนอยู่

รูปภาพ 2: ภาพที่ถ่ายโดย Rover-1B ในวันที่ 21 กันยายนเวลาประมาณ 13:07 น. JST ภาพสีนี้ถ่ายทันทีหลังจากแยกออกจากยาน พื้นผิวของ Ryugu อยู่ด้านล่างขวา ภาพเบลอที่ด้านบนซ้ายเกิดจากการสะท้อนแสงแดดเมื่อถ่ายภาพ

ภาพที่ 3: ภาพที่ถ่ายโดย Rover-1A ในวันที่ 22 กันยายนเวลาประมาณ 11:44 น. JST จับภาพสีขณะเคลื่อนที่ (ในระหว่างการกระโดด) บนผิวของ Ryugu ด้านซ้ายของภาพคือพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย บริเวณสีขาวสว่างไสวเนื่องจากแสงแดด

ตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งพุ่งสูงทั่วโลก เกือบครึ่งอยู่ในเอเชีย

ผู้ป่วยมะเร็งทำคีโม

องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) เปิดเผยรายงานประจำปีฉบับล่าสุด ซึ่งชี้ว่าจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 18.1 ล้านคนทั่วโลกภายในช่วงสิ้นปี 2018 และจะทำให้มียอดผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งพุ่งสูงถึง 9.6 ล้านคนก่อนสิ้นปีนี้เช่นกัน

ตัวเลขดังกล่าวนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับสถิติของปี 2012 ที่มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 14.1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต 8.2 ล้านคน ซึ่งนักวิจัยคาดว่าแนวโน้มนี้มีสาเหตุมาจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนของประชากรสูงวัยมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

การคาดการณ์ตามสถิติล่าสุดชี้ว่า มีโอกาสที่ผู้ชาย 1 ใน 5 คน และผู้หญิง 1 ใน 6 คน จะล้มป่วยเป็นโรคมะเร็งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต โดยสาเหตุของมะเร็งมาจากวิถีการดำเนินชีวิตในสังคมที่มีความมั่งคั่งมากขึ้น ยิ่งกว่าที่จะเกี่ยวข้องกับสาเหตุเรื่องความยากจนดังเช่นก่อนหน้านี้

ผลการศึกษาดังกล่าวมาจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโรคมะเร็ง 36 ชนิด ใน 185 ประเทศทั่วโลก โดยผู้วิจัยระบุว่าปัจจุบันวิธีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งได้พัฒนาขึ้นมามาก ซึ่งก็ทำให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจำนวนผู้ป่วยใหม่และผู้เสียชีวิตนั้นพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี

เกือบครึ่งของจำนวนผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีผู้เสียชีวิตด้วยมะเร็งจำนวนมากที่สุดของโลกในปีนี้ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีประชากรมาก ทั้งยังมีมาตรการป้องกันและวินิจฉัยโรคมะเร็งไม่ดีพอ เช่นจีนมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งตับสูงมาก แต่คุณภาพการตรวจคัดกรองโรคยังไม่ดีนัก

สำหรับมะเร็งชนิดที่มีผู้ป่วยมากที่สุดและทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ได้แก่มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยมะเร็งทั้งสามชนิดนี้คิดเป็น 1 ใน 3 ของกรณีที่มีการตรวจพบทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปอดนั้น ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่สูงที่สุดของผู้หญิงใน 28 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ จีน ฮังการี เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์

นายจอร์จ บัตเทอร์เวิร์ธ ผู้บริหารองค์กรการกุศลเพื่อการวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK )กล่าวว่า “บุหรี่คือสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงทั่วโลกเป็นมะเร็งปอดกันมากขึ้นชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากบุหรี่เป็นที่นิยมของผู้หญิงในกลุ่มประเทศรายได้น้อยและรายได้ปานกลางมากขึ้น หลังผู้ผลิตโหมทำการตลาดเจาะกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะ”

อนามัยโลกชี้ สาเหตุการตาย 1 ใน 20 กรณีทั่วโลกมาจากแอลกอฮอล์

ผู้คนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยข้อมูลในรายงานฉบับล่าสุดว่า แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุการตายกว่า 5% ของกรณีการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตถึง 3 ล้านคน

รายงานที่จัดทำขึ้นทุก 4 ปีนี้ยังระบุว่า ผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุจากแอลกอฮอล์ในปี 2016 เป็นเพศชายถึง 2.3 ล้านคน โดยเกือบ 29% ของการตายนั้นเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเพราะมึนเมา เช่นอุบัติเหตุทางรถยนต์และการฆ่าตัวตาย

แนวโน้มที่น่าสนใจในรายงานดังกล่าว ยังรวมถึงการที่คนหนุ่มสาววัย 20-29 ปี ต้องมาเสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์มากที่สุดถึง 13.5% ซึ่งทำให้ยอดผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะน้ำเมาเพิ่มขึ้นเป็น 7.2% ทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกชี้ว่า แอลกอฮอล์ยังคงส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก โดยความเสี่ยงอันตรายที่เกิดจากการดื่มสุราในหมู่คนยากจนนั้นมีสูงกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะร่ำรวย

แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสถิติของการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์นั้นลดลงเล็กน้อยจาก 5.9% ในปี 2012 มาอยู่ที่ 5.3% ในการสำรวจครั้งล่าสุด

ดร. วลาดิเมียร์ พอซเนียก หนึ่งในคณะผู้จัดทำรายงานขององค์การอนามัยโลกบอกว่า “แอลกอฮอล์นั้นเป็นภาระต่อสุขภาพและสังคมอย่างใหญ่หลวงเกินกว่าจะยอมรับได้ แต่น่าเสียดายที่นโยบายต่าง ๆ เพื่อลดการดื่มแอลกอฮอล์นั้นตามไม่ทันแนวโน้มทั่วโลก ซึ่งการบริโภคน้ำเมาและผลเสียของมันกำลังจะพุ่งสูงขึ้นอีกในไม่กี่ปีข้างหน้านี้”

แม้จำนวนผู้ดื่มแอลกอฮอล์จะลดลงในบางส่วนของยุโรปและทวีปอเมริกา แต่ภูมิภาคที่มีการบริโภคแอลกอฮอล์สูงสุดยังคงเป็นในภาคพื้นยุโรป ส่วนชนิดของแอลกอฮอล์ที่นิยมดื่มกันมากที่สุดทั่วโลกนั้น เครื่องดื่มจำพวกสุรากลั่นครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ 45% ตามมาด้วยเบียร์ที่ 34% และไวน์ที่เกือบ 12%

ขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล “อิกโนเบล” สาขาการแพทย์

 

นอกจากจะได้ความรู้สึกตื่นเต้นหวาดเสียวแล้ว การนั่งรถไฟเหาะยังช่วยขจัดนิ่วในไตได้อีกด้วย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักวิจัยชาวอเมริกันผู้ค้นพบว่าการนั่งรถไฟเหาะบางแบบช่วยขจัดก้อนนิ่วในไตอย่างได้ผล คว้ารางวัลอันทรงเกียรติสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุดเพี้ยน “อิกโนเบล” (Ig Nobel) สาขาการแพทย์ประจำปีนี้ไปครอง

ส่วนงานวิจัยที่ได้รับรางวัลอิกโนเบลในสาขาอื่น ๆ ต่างก็เรียกเสียงฮาได้ไม่แพ้กัน โดยมีทั้งวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ด้วยตนเอง ผลวิจัยที่ชี้ว่าเนื้อมนุษย์มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าเนื้อสัตว์อื่น และการประเมินประสิทธิภาพของตุ๊กตาวูดูในการใช้เวทมนตร์แก้แค้นหัวหน้างาน

ศ. เดวิด วอร์ทิงเกอร์ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Michigan State University ของสหรัฐฯ ได้รับรางวัลอิกโนเบลสาขาการแพทย์ หลังคนไข้ผู้หนึ่งแจ้งว่าก้อนนิ่วในไตเกิดหลุดออกมา ขณะไปเที่ยวสวนสนุก วอลต์ ดิสนีย์ เวิร์ลด์ ในรัฐฟลอริดา และได้นั่งรถไฟเหาะ Big Thunder Mountain (ภูเขาสายฟ้ายักษ์) หลายรอบ

เพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ศ. วอร์ทิงเกอร์ได้ขอให้คนไข้ผู้นี้ลองขึ้นนั่งบนรถไฟเหาะดังกล่าวอีกหลายครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่ามีก้อนนิ่วหลุดออกมาทุกครั้ง

ศ. วอร์ทิงเกอร์จึงได้สร้างแบบจำลองของไตและก้อนนิ่วในไตที่เหมือนจริงขึ้นมา แล้วนำไปขึ้นเครื่องเล่นจำพวกรถไฟเหาะตีลังกาอีกหลายแบบ จนพบว่ารถไฟเหาะ Big Thunder Mountain ให้ผลในการรักษาดีที่สุด เนื่องจากมีการสั่นสะเทือน รวมทั้งเคลื่อนที่ขึ้นลงและเอียงข้างซ้ายขวามากกว่าเครื่องเล่นที่มีการตีลังกาหรือพุ่งดิ่งลงมาเป็นระยะทางยาว

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลในปีนี้

สำหรับรางวัลอิกโนเบลสาขาแพทยศาสตรศึกษา (Medical Education) ดร. อากิระ โฮริอุจิ นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นคว้ารางวัลนี้ไปจากการคิดค้นวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง

“คนทั่วไปโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นมักจะกลัวการส่องกล้องเข้าไปในร่างกายกันมาก ทำให้ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น ผมจึงพยายามคิดค้นวิธีส่องกล้องที่ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิม” ดร. โฮริอุจิกล่าว

รางวัลอิกโนเบลสาขาเคมีตกเป็นของนักวิจัยที่ค้นพบว่า น้ำลายของคนเราใช้เป็นสารทำความสะอาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพื้นผิวของวัสดุที่ละเอียดอ่อนเสียหายง่าย เช่นสีที่ทาลงบนเซรามิกหรือกับทองคำเปลว

ส่วนทีมนักวิจัยชาวสวีเดนคว้ารางวัลสาขาชีววิทยา โดยพิสูจน์ว่านักชิมไวน์มืออาชีพสามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีแมลงวันอยู่ในแก้วไวน์ เพียงอาศัยจมูกดมกลิ่นเอาเท่านั้น

สำหรับรางวัลในสาขาโภชนาการ นักวิจัยชาวอังกฤษพบว่าเนื้อมนุษย์มีคุณค่าอาหารน้อยกว่าเนื้อสัตว์อื่นในปริมาณที่เท่ากัน จนไม่คุ้มค่าที่จะบริโภค ด้านรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์นั้นได้แก่ งานวิจัยที่ประเมินประสิทธิภาพของตุ๊กตาวูดูในการใช้เวทมนตร์แก้แค้นเจ้านายที่ชอบข่มเหง ซึ่งพบว่าตุ๊กตาวูดูช่วยลดอารมณ์ความรู้สึกในทางลบลงได้ แต่ในระยะยาวควรจัดการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ จะดีกว่า

เจ้าของรางวัลอิกโนเบลสาขาวรรณกรรมในปีนี้ พบว่าการอ่านคู่มือการใช้งานที่มากับสินค้าสำหรับผู้บริโภคนั้นสร้างความสับสนและเสียเวลาให้อย่างมาก โดยหัวข้อของบทความวิจัยดังกล่าวมีชื่อว่า “ชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะมัวมาอ่านคู่มือการใช้งาน”

ส่วนรางวัลอิกโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้ ได้แก่ทีมนักวิจัยชาวสเปนที่ศึกษาหาวิธีลดการทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรงบนท้องถนน โดยระบุว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นยากพอกับการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางเลยทีเดียว

แม้การมอบรางวัลอิกโนเบลจะมีจุดมุ่งหมายเรียกเสียงหัวเราะ แต่ก็ต้องการให้ผู้คนได้ฉุกคิดไปในขณะเดียวกันด้วย งานวิจัยที่ได้รับรางวัลทุกชิ้นมีสาระจริงจังทางวิทยาศาสตร์ และได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการแล้วทั้งสิ้น

พบวิธีใหม่รักษาผมร่วง-ศีรษะล้าน ด้วยกลิ่นไม้หอมสังเคราะห์

_103506611_baldnessgettyimages

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ค้นพบวีธีใหม่ในการรักษาภาวะผมร่วงและศีรษะล้านอย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม โดยใช้สารให้กลิ่นสังเคราะห์เลียนแบบไม้จันทน์หอม (Sandalwood) ซึ่งสามารถยืดอายุเซลล์ในปุ่มรากผมให้ตายช้าลงและกระตุ้นการเติบโตของเส้นผมได้ดี

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยดังกล่าวลงในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าสารให้กลิ่นสังเคราะห์แซนดาลอร์ (Sandalore) ซึ่งเป็นส่วนผสมในน้ำหอม สบู่ และเครื่องสำอางที่ใช้กันทั่วไปนั้น มีคุณสมบัติช่วยให้เส้นผมงอกขึ้นมาใหม่จากหนังศีรษะส่วนที่ล้านเลี่ยนเตียนโล่งไปแล้วได้

ศ. ราล์ฟ เพาส์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า ได้ทดลองให้สารแซนดาลอร์กับชิ้นส่วนหนังศีรษะที่ได้รับบริจาคมาจากผู้รับการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า และพบว่าสามารถกระตุ้นการเติบโตของเส้นผมบนชิ้นส่วนหนังศีรษะดังกล่าวได้ ก่อนหน้านั้นยังมีการทดลองนำร่องเบื้องต้นในกลุ่มอาสาสมัครหญิง 20 คน และพบว่าสารแซนดาลอร์ช่วยลดจำนวนเส้นผมที่หลุดร่วงในแต่ละวันลงได้ด้วย

“นี่เป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์ให้เห็นว่า เราสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างของอวัยวะขนาดเล็กในมนุษย์อย่างปุ่มรากผมได้ เพียงแค่ใช้สารให้กลิ่นสังเคราะห์ธรรมดาที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว” ศ. เพาส์ กล่าว

ผู้นำทีมวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผิวหน้าของเยื่อหุ้มเซลล์ปุ่มรากผม (Hair follicle) นั้นมีหน่วยรับกลิ่นซึ่งเป็นโปรตีนชื่อว่า OR2AT4 อยู่ ซึ่งหากมีโมเลกุลของสารให้กลิ่นมาจับกับโปรตีนดังกล่าว เซลล์ปุ่มรากผมจะมีปฏิกิริยาเสมือนกับได้ดมกลิ่น และได้รับการกระตุ้นให้หลั่งสารเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม

ขณะนี้ทีมผู้วิจัยกำลังดำเนินการทดลองใช้สารแซนดาลอร์กับกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น และคาดว่าจะสรุปผลได้ภายในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งหากการทดลองเป็นผลสำเร็จ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการพัฒนาให้วิธีรักษาผมร่วงและศีรษะล้านดังกล่าวนำออกใช้ได้กับคนทั่วไปในเร็ว ๆนี้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่าบริษัทเวชภัณฑ์แห่งหนึ่งในอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสารให้กลิ่นสังเคราะห์แซนดาลอร์รายใหญ่ เป็นหนึ่งในผู้อุปถัมภ์ที่มอบทุนสนับสนุนการวิจัยในครั้งนี้ด้วย

ชี้ฟอสซิลสิ่งมีชีวิต 558 ล้านปี คือสัตว์ชนิดเก่าแก่ที่สุดของโลก

_103524421_dickinsoniafossilsilyabobrovskiy

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ค้นพบร่องรอยของโมเลกุลคอเลสเตอรอล ในซากฟอสซิลสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่มีอายุถึง 558 ล้านปี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตดังกล่าวเป็นสัตว์ ไม่ใช่พืชหรือเชื้อรา ทั้งยังเป็นสัตว์ชนิดเก่าแก่ที่สุดของโลก เท่าที่เคยมีการค้นพบมาอีกด้วย

สิ่งมีชีวิตดังกล่าวมีชื่อว่า “ดิกคินโซเนีย” (Dickinsonia) เป็นสัตว์ทะเลซึ่งมีลักษณะคล้ายแมงกะพรุนที่ถูกผ่าลำตัวบางส่วนออก เดิมถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตโบราณยุคอีดีแอคารัน (Ediacaran) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์จำพวกแรกที่ปรากฏตัวขึ้นบนโลกเมื่อราว 635-541 ล้านปีก่อน

ก่อนหน้านี้นักบรรพชีวินวิทยาไม่สามารถจำแนกชี้ชัดได้ว่า ดิกคินโซเนียและสิ่งมีชีวิตยุคอีดีแอคารันเป็นพืช สัตว์ หรือเชื้อรากันแน่ เนื่องจากไม่พบร่องรอยของสารอินทรีย์ในซากฟอสซิลที่แสดงว่าเป็นสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น ๆ มาก่อน จนกระทั่งได้มาพบโมเลกุลของคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นไขมันที่มีในสัตว์ ในฟอสซิลดิกคินโซเนียหลายชิ้นที่ได้มาจากชายฝั่งทะเลขาว (White Sea) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย

มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวลงในวารสาร Science โดยนายอิลยา โบบรอฟสกี นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ระบุว่า “ฟอสซิลเหล่านี้มาจากภูมิภาคที่ห่างไกลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทีมสำรวจต้องเดินทางไปด้วยเฮลิคอปเตอร์ และต้องปีนหน้าผาสูงเพื่อเจาะเอาฟอสซิลเหล่านี้ออกมาจากหินทรายที่ส่วนกลางของหน้าผา″

“เดิมทีการศึกษาสิ่งมีชีวิตยุคอีดีแอคารัน จะใช้ฟอสซิลที่พบบริเวณเนินเขาอีดีแอคาราในออสเตรเลียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งฟอสซิลกลุ่มนั้นแทบจะไม่มีร่องรอยของสารอินทรีย์หลงเหลืออยู่ เพราะได้ผ่านความร้อน แรงกดดันใต้พื้นพิภพ และถูกชะล้างด้วยสภาพภูมิอากาศมานานหลายล้านปี ต่างจากฟอสซิลในยุคเดียวกันจากรัสเซียซึ่งยังคงมีโมเลกุลของคอเลสเตอรอลหลงเหลืออยู่สูงถึง 93% เลยทีเดียว” นายโบบรอฟสกีกล่าว

การค้นพบครั้งนี้เท่ากับไขปริศนาด้านบรรพชีวินวิทยาที่ติดค้างอยู่มานานถึง 75 ปีให้กระจ่าง โดยนักวิทยาศาสตร์สามารถสรุปได้ว่า สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์จำนวนมากเมื่อ 558 ล้านปีก่อนนั้น มักเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และพบได้ทั่วไปในท้องทะเล แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตยุคอีดีแอคารันได้สูญพันธุ์ไปเป็นส่วนใหญ่ เมื่อย่างเข้าสู่ยุคแคมเบรียนที่มีสัตว์หลากหลายชนิดพันธุ์เกิดขึ้น

โกงความตายด้วยการ ‘อัปโหลดความนึกคิด’

images (4)

เทคโนโลยีในอนาคตจะทำให้มนุษย์สามารถโกงความตาย ด้วยการเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์ และมีชีวิตดิจิทัลตลอดกาลได้หรือไม่?

คุณอยากจะมีชีวิตอยู่ เป็นนิรันดร์ไหม?

อีลอน มัสก์ นักธุรกิจทุนหนาด้านเทคโนโลยี คิดว่า มนุษย์จะโกงความตายได้ เขากำลังศึกษาเทคโนโลยี ที่จะเชื่อมต่อสมองของมนุษย์ เข้ากับคอมพิวเตอร์ ช่วยให้หลุดพ้นจากร่างกายที่แก่เฒ่า และเปิดประตูสู่ชีวิตดิจิทัลตลอดกาล

เทคโนโลยีนี้และอีกหลายอย่าง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ทรานส์ฮิวแมนนิสซึม (Transhumanism) ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีพัฒนาสภาวะทางจิตใจ, ร่างกาย, และสติปัญญาของเรา ยกตัวอย่างเช่น ‘การอัปโหลดความนึกคิด’

ลองจินตนาการถึงการคัดลอกความนึกคิด, ความจำ, และลักษณะนิสัยของคน ลงในคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ในทางทฤษฎีเป็นไปได้ แต่สมองยังมีความลับอยู่อีกมากมายที่ต้องหาคำตอบ

สมองของเรามีเซลล์ประสาท 8.6 หมื่นล้านเซลล์ ทำให้คนสามารถคิด ผ่านการกระตุ้นสัญญาณไฟฟ้า นักวิทยาศาสตร์ศึกษาหน้าที่ของสมองเหมือนกับคอมพิวเตอร์ยกตัวอย่าง สมองเปลี่ยนข้อมูลที่รับเข้าไป อย่างข้อมูลด้านประสาทสัมผัสให้เป็นข้อมูลที่ส่งออกมา อย่างพฤติกรรมของเรา ผ่านการคิดคำนวณ

นักวิทยาศาสตร์บางคนบอกว่า ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เราอาจลอกจิตใจลงคอมพิวเตอร์ได้

แน่นอนว่า มีคนไม่เห็นด้วย ที่แย้งว่าความซับซ้อนของสมอง ไม่สามารถทำซ้ำได้ ตอนนี้ นักวิจัย หวังว่า จะทำแผนที่การทำงานของเซลล์ประสาทของสมองหนูในเวลา 15 ปี

มันใช้เวลา แต่ผู้ที่เชื่อเรื่อง ทรานส์ฮิวแมนนิสซึม เชื่อว่า อนาคต คนจะผสานเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้

ดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกเคลื่อนที่เหมือนระลอกคลื่น

_103537441_milkywayripplesesa

องค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยถึงข้อมูลล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอา (Gaia) ซึ่งชี้ว่าดาวหลายล้านดวงในกาแล็กซีทางช้างเผือกมีการเคลื่อนที่แบบระลอกคลื่นในน้ำ ซึ่งปรากฏการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์รุนแรงในอดีตเมื่อราว 300-900 ล้านปีก่อน

กล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอาซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจวัดและระบุตำแหน่งของดวงดาวกว่า 1 พันล้านดวงในกาแล็กซีทางช้างเผือก ส่งข้อมูลความเร็วในการเคลื่อนที่ทั้งสามมิติของดวงดาวเหล่านี้ให้กับทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติบนโลก ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวในวารสาร Nature ฉบับล่าสุด

ดร.เทเรซา อันโตฮา ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนาของสเปนบอกว่า ได้ศึกษารูปแบบการเคลื่อนที่ของดาวในดาราจักรที่เราอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง โดยใช้ข้อมูลของตำแหน่งดวงดาวที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอาตรวจวัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น มาเปรียบเทียบกับข้อมูลความเร็วของดวงดาวในคอมพิวเตอร์

ผลที่ได้คือเส้นกราฟการเคลื่อนที่ในรูปแบบประหลาดคล้ายลวดลายบนเปลือกหอยทาก ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักดาราศาสตร์ไม่เคยพบเห็นมาก่อน โดยเส้นกราฟลักษณะนี้บ่งบอกชัดว่า ดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกเคลื่อนที่ขึ้นลงคล้ายระลอกคลื่น เหมือนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังปาก้อนหินลงในบ่อน้ำ

ศ. อามีนา เฮลมี ผู้ร่วมทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกรนิงเงินของเนเธอร์แลนด์ชี้ว่า การเคลื่อนที่ของดวงดาวอย่างผิดปกติดังกล่าว แม้จะไม่ชัดเจนจนสามารถสังเกตเห็นได้โดยง่าย แต่ก็เป็นร่องรอยของเหตุการณ์รุนแรงในอดีตที่กาแล็กซีทางช้างเผือกได้ประสบมา ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเกิดจากการเฉียดผ่านของวัตถุอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงอันทรงพลังพอสมควร จนเกิดการรบกวนวิถีการเคลื่อนที่ของดวงดาวขึ้น แม้จะไม่ได้ชนปะทะกันโดยตรงก็ตาม

“เหตุการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือการโคจรเฉียดผ่านครั้งสุดท้ายของดาราจักรแคระซาจิตแทเรียส (Sagittarius)เมื่อราว 200-1,000 ล้านปีก่อน และในขณะนี้ดาราจักรแคระดังกล่าวก็กำลังถูกกาแล็กซีทางช้างเผือกดูดกลืนให้เข้ามารวมเป็นดาราจักรเดียวกันอยู่” ศ. เฮลมีกล่าว

รับเลือดจากคนหนุ่มสาว: เคล็ดลับเพื่อชีวิตยืนยาว?

14(1)

ใครจะคาดคิดว่าเคล็ดลับของการมีชีวิตเป็นอมตะด้วยการดื่มกินเลือดจากคนอายุน้อยกว่าของเค้าท์แดรกคูลา แวมไพร์ในนวนิยายสยองขวัญสุดคลาสสิคของนักเขียนชาวไอริช บราม สโตกเกอร์ จะกลายเป็นเรื่องจริงไปได้ แต่งานวิจัยล่าสุดจากสหราชอาณาจักรพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า การรับเลือดจากคนหนุ่มสาวจะช่วยให้คนเรามีชีวิตยืนยาวและแข็งแรงไร้โรคภัยที่เกิดจากความชราได้

งานวิจัยของทีมนักพันธุศาสตร์จากยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอนที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า การรับเลือดจากคนวัยหนุ่มสาวจะช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากความชรา เช่น โรคสมองเสื่อม โรคมะเร็ง และโรคหัวใจได้ โดยการทดลองเบื้องต้นในสัตว์ให้ผลลัพธ์ที่ดี

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยพบว่าหนูแก่ไม่ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากความชรา หลังจากพวกมันได้รับการฉีดเลือดของหนูอายุน้อยกว่าเข้าสู่ร่างกาย ผลที่ได้บ่งชี้ว่าจำเป็นต้องศึกษาเรื่องโลหิตให้ละเอียดยิ่งขึ้นเพื่อหาโมเลกุลที่ทำหน้าที่ช่วยรักษาให้สุขภาพดี

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์อังกฤษต้องการทดลองในสัตว์ให้ละเอียดยิ่งขึ้น แต่ในสหรัฐฯ มีความคืบหน้าไปไกลกว่านั้น โดย Ambrosia บริษัทสตาร์ทอัพในนครซานฟรานซิสโก ได้เริ่มการทดลองในมนุษย์แล้ว ด้วยการให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำเลือดจากวัยรุ่นในราคา 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 260,000 บาท)

ปีเตอร์ ทีล ผู้ก่อตั้งบริษัทระบุว่าคนไข้ที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายเลือดแสดงอาการดีขึ้น เช่น มีระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลง 10% และทำให้ระดับโปรตีนที่มักพบในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมลดลง 1 ใน 5

แนวคิดเรื่องเปลี่ยนถ่ายเลือดมาจากเทคนิคโบราณอายุ 150 ปี ที่ได้ทดลองในหนูซึ่งผลการศึกษาบ่งชี้ว่าเมื่อระบบไหวเวียนโลหิตของหนู 2 ตัวถูกผ่าตัดให้เชื่อมกันเลือดของหนูทั้งสองจะไหลเวียนสู่กัน ช่วยฟื้นฟูสภาพอวัยวะ กล้ามเนื้อ และเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก่อให้เกิดความกังวลด้านจริยธรรม เช่น การซื้อเลือดจากหนุ่มสาวที่อาจเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาให้เลือดแก่ผู้ป่วยที่มีความต้องการทางการแพทย์ นอกจากนี้ นักวิจารณ์ยังชี้ว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันว่าการรักษาเช่นนี้มีประโยชน์จริง