คลังเก็บหมวดหมู่: อภิสรา ศรียาภัย 7

รู้จักพาราควอต 1 ใน 3 สารเคมีอันตรายในอุตสาหกรรมการเกษตร

พาราควอต

ความพยายามในไทยในการผลักดันการห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด (พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต) ยืดเยื้อมากว่าหนึ่งปี ท่ามกลางข้อถกเถียงของฝ่ายที่เป็นห่วงเรื่อง สุขภาพและสิ่งแวดล้อม กับฝ่ายธุรกิจเคมีและภาคเกษตรบางส่วนที่เห็นว่า การใช้สารเคมียังมีความจำเป็นเพราะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ทีผ่านมา คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่แต่งตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสรุปให้ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมารวบรวมข้อมูลวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดใหม่ หลังจากคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสังคม และภาคประชาชน เสนอให้ทบทวนการตัดสินใจของคณะกรรมการวัถตุอันตราย ที่มีมติไม่ห้ามใช้ สารเคมีอันตรายดังกล่าว

อะไรคือพาราควอต

พาราควอต เป็นชื่อของสารเคมีกำจัดวัชพืช หรือยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรไทยนิยมใช้ในพืชไร่ เป็นยาเผาไหม้ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้วัชพืชแห้งเหี่ยวและตายได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่มีฤทธิ์ทำลายระบบรากของพืชประธาน ใช้ในไร่อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา

ปี 2560 ไทยนำเข้าสารพาราควอต 44,501 ตัน มูลค่า 3,816 ล้านบาท เป็นมูลค่าสูงเป็นอันดับหนึ่งของวัตถุอันตรายที่นำเข้ามาในไทย ตามด้วยสารไกลโฟเซต ที่ไทยนำเข้า 59,852 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,283 ล้านบาท

พาราควอต

วันที่ 23 พ.ค.2561 คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด แต่ให้จำกัดการใช้ สวนทางกับข้อเสนอของ กระทรวงสาธารณสุขที่เสนอให้ยกเลิก

การตกค้างของพาราควอตต่อพืชผัก นักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ในเดือน ธ.ค. 2560 ตรวจพบสารพาราควอตในผักท้องถิ่นทุกตัวอย่าง ได้แก่ พริกแดง กระเพรา คะน้า ชะอม ขณะที่การตรวจสารตกค้างของผักผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างค้าปลีกของเครือข่ายเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) พบสารพาราควอตในผักผลไม้ในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่างจาก 76 ตัวอย่าง

ขวดสารเคมียี่ห้อราวนด์อัพ
คำบรรยายภาพสารไกลโฟเซตเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาปราบศัตรูพืช “ราวด์อัพ” (RoundUp)

ทว่าในรายงานของอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับอ้างรายงานการตรวจวิเคราะห์ของ กรมวิชาการเกษตร ตรวจสารพิษตกค้างพาราควอต ในตัวอย่างพืช มะเขือเปราะ และหน่อไม้ฝรั่ง ที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ช่วงเดือน มี.ค. 2561 ไม่พบสารพิษตกค้าง ซึ่งเป็นการตรวจในกลุ่มตัวอย่างคนชนิดและต่างช่วงเวลา

ข้อถกเถียงเรื่องพิษพาราควอต

ตามข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่า พาราควอตมีพิษสูง แค่การกินเพียงจิบเดียวก็ถึงแก่ชีวิตได้ โดยไม่มียาถอนพิษ

เมื่อปี 2009 องค์การอนามัยโลก จัดให้พาราควอต เป็นสารเคมีอันตรายปานกลาง แต่มีข้อสังเกตในรายงานว่า มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหากถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย และเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากรับประทาน หรือสัมผัสกับผิวหนังในบริเวณกว้าง

ด้านศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี รายงานสถิติผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษพาราควอต ช่วงปี 2553-2559 ว่ามีจำนวน 4,223 ราย มีผู้เสียชีวิตคิดเป็น 46.18% สาเหตุหลักเกิดจากการนำไปใช้ฆ่าตัวตาย 56.60%

สถิติที่น่าในใจอีกอย่างหนึ่งคือ มีผู้เสียชีวิตด้วยพาราควอตจากการประกอบอาชีพ 8.19% คิดเป็นจำนวน 171 ราย

พาราควอต

ประชาคมนักวิชาการที่สนับสนุนการยกเลิกพาราควอต ได้เผยแพร่งานวิชาการหลายชิ้นที่ระบุว่า พาราควอต สัมพันธ์กับการก่อโรคพาร์กินสัน เป็นพิษเฉียบพลันสูงจากการสูดดม

การสวมเสื้อผ้าแบบปกปิดมิดชิดก็ไม่สามารถป้องกันการสัมผัสทางผิวหนังได้ และบาดแผลเผาไหม้ที่เกิดจากพาราควอตเองจะทำให้พาราควอต ผ่านเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการปฏิรูปสาธารณสุข กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กลไกของพาราควอตเมื่อเข้าไปทำลายร่างกายแล้ว สามารถทำลายอวัยวะต่าง ๆ ได้หมด กลุ่มอาการของโรคที่สารเคมีสะสม เป็น โรคที่รักษาไม่ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่โรคไต มะเร็ง โรคตับ น่าจะมีส่วนร่วมอยู่ด้วย และโรคทางสมองที่รักษาไม่ได้

“รายงานที่ตรงกันพบว่า ความสำคัญของมันอยู่ที่ได้รับบ่อย ๆ ถึงจะปริมาณน้อยก็ตามเข้าไปสม่ำเสมออยู่เรื่อย ๆ ถึงทำให้เกิดโรค” นพ. ธีระวัฒน์ กล่าว “การบอกว่าเมื่อเจาะเลือดแล้วไม่เจอ ได้รับการพิสูจน์เรียบร้อยแล้วว่า ไม่ใช่แค่ปริมาณเยอะอย่างเดียว แต่แม้ปริมาณน้อยจนแทบตรวจไม่ได้ แต่ได้อยู่เรื่อย ๆ ก็ทำให้เกิดโรคชัดเจน”

การห้ามใช้พาราควอตในต่างประเทศ

ปัจจุบันมีอย่างน้อย 53 ประเทศทั่วโลกที่ ยกเลิกการใช้พาราควอต ซึ่งรวมถึงประเทศในสหภาพยุโรป ที่ยกเลิกเมื่อปี 2007

ศาลแห่งสหภาพยุโรปมีคำสั่งยกเลิกการใช้พาราควอต เนื่องจากข้อกังวลด้านสุขภาพและการประเมินความปลอดภัยในสารเคมี รวมทั้งการไม่นำรายงานผลกระทบต่อโรคพาร์กินสัน มาพิจารณา

ในเอเชีย ห้ามใช้พาราควอตแล้วใน 9 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน คูเวต ลาว เกาหลีใต้ ศรีลังกา ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวียดนาม ส่วนประเทศที่จำกัดการใช้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

จีนทยอยยกเลิกการใช้พาราควอตตั้งแต่ปี 2012 ด้วยเหตุผลเพื่อการปกป้องสุขภาพของประชาชน และยกเลิกการใช้และจำหน่ายสูตรน้ำเมื่อปี 2016

พาราควอต

สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นกลุ่มประเทศที่ยังไม่ยกเลิกพาราควอต แต่จำกัดการใช้อย่างเข้มงวด

ส่วนในไทย กรมวิชาการเกษตรชี้แจงกับบีบีซีไทยว่า ได้จัดทำหลักเกณฑ์การจำกัดการใช้วัตถุอันตรายเสนอไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

กินจิ้งหรีดช่วยเพิ่มจุลชีพในลำไส้-ลดการอักเสบทั่วร่างกาย

จิ้งหรีดทอด

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1920370871361056

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชี้ว่า จิ้งหรีดคือหนึ่งในแมลงที่นับเป็นสุดยอดอาหารหรือซูเปอร์ฟูดส์ (Super foods) อย่างแท้จริง โดยผลการวิจัยล่าสุดพบว่าการกินจิ้งหรีดช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้เติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น ลดการอักเสบในร่างกาย และไม่เป็นอันตรายแม้กินเข้าไปในปริมาณมาก

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Scientific Reports โดยชี้ว่าจิ้งหรีดเป็นอาหารแนวใหม่ที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์มากกว่าที่เคยคาดกันเอาไว้ โดยนอกจากจะมีโปรตีนสูงและมีสารอาหารอื่น ๆ แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น

มีการทดลองนำร่องในกลุ่มจำกัดเพื่อทดสอบว่าเส้นใยอาหาร (ไฟเบอร์) จากจิ้งหรีด เช่นเส้นใยอาหารที่เรียกว่าไคติน (Chitin) จะมีประโยชน์ต่อจุลชีพในร่างกายมนุษย์เป็นพิเศษหรือไม่ เพราะไฟเบอร์จากแมลงนั้นแตกต่างกับของพืชผักผลไม้โดยทั่วไปมาก แม้จะเป็นอาหารของจุลชีพในลำไส้เหมือนกันก็ตาม

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ
คำบรรยายภาพปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ

ทีมผู้วิจัยให้ชายและหญิงสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-48 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารเช้าตามปกติ แต่อีกกลุ่มจะได้รับจิ้งหรีดแห้งบดเป็นผง 25 กรัมผสมไปกับขนมและเครื่องดื่มด้วย แล้วให้ทั้งสองกลุ่มรับประทานอาหารแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์

จากนั้นผู้วิจัยให้อาสาสมัครทั้งหมดงดรับประทานจิ้งหรีดอย่างสิ้นเชิงตลอด 2 สัปดาห์ถัดมา แล้วจึงสลับให้กลุ่มที่ไม่ได้กินจิ้งหรีดในตอนแรกเป็นฝ่ายได้รับประทานบ้างอีก 2 สัปดาห์ โดยมีการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือด อุจจาระ และคำตอบในแบบสอบถามเรื่องระบบทางเดินอาหารของอาสาสมัครในการทดลองทุกระยะ

ผลที่ได้พบว่า อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนโปรตีนในเลือดชื่อ TNF-alpha ซึ่งสัมพันธ์กับการอักเสบ การก่อมะเร็ง และภาวะซึมเศร้านั้นกลับลดลง และที่สำคัญพบว่าจำนวนของแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่ถือว่าจุลชีพเหล่านี้มีบทบาทส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพร่างกายโดยรวมอย่างยิ่ง

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ ส่วนผู้คนในโลกตะวันตกต่างให้ความสนใจรับประทานแมลงเป็นอาหารกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการทำฟาร์มปศุสัตว์ ทั้งยังอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี วิตามิน และแร่ธาตุ มากกว่าหมูหรือเนื้อวัวซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากเกินไป

ขาดน้ำแม้เพียงเล็กน้อยทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง

คนดื่มน้ำ

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1916212121776931

หากรู้สึกว่าสมองไม่ค่อยแจ่มใสคิดอะไรติดขัดไปเสียทุกอย่าง ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ได้ โดยผลวิจัยล่าสุดพบว่า การที่ร่างกายขาดน้ำแม้ในระดับที่เล็กน้อยจะเริ่มส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของสมองให้ทำงานชนิดที่ยากและซับซ้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร

แม้จะทราบกันมานานว่าการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้นดีต่อสุขภาพ แต่ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจีย (GIT) ของสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาภาวะขาดน้ำแบบเจาะลึกมากขึ้น เพื่อให้ทราบว่าเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำในระดับใดจึงจะทำให้กระบวนการคิดและสั่งการของสมองเริ่มได้รับผลกระทบ

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยนี้ในวารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการกีฬาและการออกกำลังกาย (Medicine & Science in Sports & Exercise) โดยระบุว่าภาวะขาดน้ำแม้เพียง 2% ของมวลกาย หรือเทียบเท่ากับการเสียเหงื่อปริมาณ 1 ลิตร ก็เริ่มส่งผลเสียต่อการประมวลผลของสมองในงานที่ต้องใช้สมาธิสูงและมีความยุ่งยากซับซ้อนแล้ว

ทีมผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลการศึกษาในอดีต 33 ชิ้น ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างภาวะขาดน้ำกับประสิทธิภาพในการใช้สมอง โดยงานวิจัยทั้งหมดครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 416 คน ที่มีภาวะขาดน้ำตั้งแต่ระดับ 1% ไปจนถึงระดับ 6% ของมวลกาย

ผลวิเคราะห์พบว่าภาวะขาดน้ำที่ระดับ 2% ของมวลกาย ก็เพียงพอที่จะทำให้การทำงานของสมองเริ่มรวนเรได้แล้ว แม้การขาดน้ำในระดับนี้จะไม่ทำให้คนเรารู้สึกกระหายน้ำเลยก็ตาม

ภาวะขาดน้ำในระดับเล็กน้อยดังกล่าวส่งผลเสียต่อกระบวนการสร้างสมาธิ และการประสานงานของระบบประสาทสั่งการที่ควบคุมให้ร่างกายเคลื่อนไหวมากที่สุด แต่ไม่สู้มีผลต่อความว่องไวในการตอบสนองสิ่งเร้าต่าง ๆ มากนัก

ทั้งนี้ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยทั่วไปให้คนเราดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือราว 2 ลิตรต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำที่ควรดื่มนั้นขึ้นอยู่กับ เพศ วัย สภาพอากาศ และสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย ส่วนภาวะขาดน้ำรุนแรงเนื่องจากการเสียเหงื่อ อาเจียน ปัสสาวะมากผิดปกติหรือท้องร่วง จะทำให้อ่อนเพลีย มึนงง หัวใจเต้นเร็วและหอบหายใจแรง จนถึงแก่ชีวิตได้

เหตุใดเราจึงชอบกินมันฝรั่งทอด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เหตุใดเราจึงชอบกินมันฝรั่งทอด

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1909685729096237

งานวิจัยจากสถาบันมักซ์พลังค์เพื่อการวิจัยเรื่องการเผาผลาญอาหารในเยอรมนี ไขปริศนาว่าเหตุใดคนเราจึงมักกินมันฝรั่งทอดและโดนัท แม้ว่าจะอิ่มแล้วก็ตาม

ทีมนักวิทยาศาสตร์ศึกษาเรื่องนี้โดยใช้วิธีสแกนสมองของคนตอนที่พวกเขาได้เห็นภาพอาหารชนิดต่าง ๆ และพบว่าสมองของอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อภาพอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูงมากที่สุด

นักวิจัยอธิบายว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะมันฝรั่งทอดมีทั้งไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ถือเป็นอาหารธรรมชาติเพียงไม่กี่ชนิดที่มีคุณสมบัตินี้ โดยหนึ่งในนั้นคือ “น้ำนมแม่”ซึ่งมีทั้งไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง นักวิจัยจึงเชื่อว่าความชื่นชอบอาหารประเภทนี้ของคนเรามีอิทธิพลมาจากการกินนมแม่ ซึ่งสำคัญต่อสุขภาพทารกในช่วงวิวัฒนาการของมนุษย์นั่นเอง

อาชาสายฟ้า “Powered Commuter Bike” พร้อมควบในเมืองกรุงด้วยพลังงานสะอาด

อาชาสายฟ้า “Powered Commuter Bike” พร้อมควบในเมืองกรุงด้วยพลังงานสะอาด

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1906478152750328

โดยบริษัทนี้ได้เริ่มต้นพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จะออกแบบให้เหมือนรถจักรยานยนต์ในยุคเก่า สำหรับรถจักรยานยนต์ที่ บริษัท startup แห่งนี้กำลังพัฒนา ถูกขนานนามว่า มอเตอร์ไซค์ สายฟ้า(Bolt Motorbikes) รุ่น M1 Electric Moped โดยการพัฒนามอเตอร์ไซค์คันนี้ได้รับอิทธิพลมาจากจำนวนผู้ใช้จักรยานยนต์ในสังคมเมืองเพิ่มขึ้น นวัตกรรมแบตเตอรี่ใหม่ๆ และ รสนิยมย้อนยุค

เจ้ามอเตอร์ไซค์ สายฟ้า(Bolt Motorbikes) รุ่น M1 Electric Moped คันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถจักรยานยนต์ในยุค 70s หรือ ค.ศ. 1970 โดยตัวถังของเจ้ามอเตอร์ไซค์ สายฟ้า คันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากจักรยานยนต์ในตำนาน Puch Magnum รุ่น adored Puch Maxi family หากเพียงเจ้ามอเตอร์ไซค์ สายฟ้าคันนี้จะนำถังนำมันออกและแทนที่ด้วย แบตเตอรี่ สำหรับการออกแบบมอเตอร์ไซค์คันนี้จะคงยึดรสนิยมย้อนยุคก่อนทั้งหมด แต่จะใช้ระบบเชื้อเพลิงของโลกใหม่

อาชาสายฟ้า “Powered Commuter Bike” พร้อมควบในเมืองกรุงด้วยพลังงานสะอาด

รถจักรยานยนต์ในยุค 70s (ที่มาของรูปภาพ website : yclasicos)

และที่สำคัญการออกแบบเจ้ามอเตอร์ไซค์คันนี้ยึดมาตรฐานการออกแบบให้สอดคล้องกับกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ที่ไม่จำเป็นต้องทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์เพิ่มอีกใบ โดยผู้พัฒนาเน้นย้ำการออกแบบให้มีรสนิยมที่เท่ห์ และ เบา สำหรับการจารจรในสังคมเมือง โดยผู้พัฒนาให้คำมั่นสัญญาที่ว่าหากผู้ซื้อสามารถขับจักรยานได้ เจ้ามอเตอร์ไซค์สายฟ้าคันนี้ผู้ซื้อก็สามารถขับขี่ได้เช่นกัน

อาชาสายฟ้า “Powered Commuter Bike” พร้อมควบในเมืองกรุงด้วยพลังงานสะอาด

ขนาดของมอเตอร์ไซค์ สายฟ้า(Bolt Motorbikes) (ที่มาของรูปภาพ website : indiegogo)

 

สำหรับการขับขี่เจ้าอาชาสายไฟคันนี้ ผู้พัฒนาออกแบบให้สามารถขับที่ได้ 2 ฟังก์ชัน โดยหนึ่งเป็น โหมด economy ซึ่งจะขับเคลื่อนด้วยกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวความเร็วที่ทำได้จะอยู่ที่ 32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถขับได้ในระยาทางกว่า 80 กิโลเมตรต่อหนึ่งรอบการชาร์จแบตเตอรี่เลยทีเดียว เมื่อปรับโหมดขับขี่เป็น Sport จะสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่หากจะสามารถขับได้ในระยาทางพียง 50 กิโลเมตรต่อหนึ่งรอบการชาร์จแบตเตอรี่ ส่วนน้ำหนักสุทธิของเจ้าอาชาสายไฟคันนี้อยู่ที่เพียง 63 กิโลกรัม มากไปกว่านั้นเจ้ามอเตอร์ไซค์สายฟ้าคันนี้ติดตั้งระบบป้องกันขโมยด้วยการต้องใส่รหัสผ่านก่อนใช้งาน และ มาพร้อมกันช่องเสียบสายโทรศัพท์ อีกทั้งเจ้าอาชาไฟฟ้าคันนี้ สามารถเชื่อมต่อระบบส่งสัญญาณแบบไร้สาย ด้วย Bluetooth

อาชาสายฟ้า “Powered Commuter Bike” พร้อมควบในเมืองกรุงด้วยพลังงานสะอาด

ฟังก์ชั่นพร้อมใช้กับโทรศัพท์มือถือ

ท้ายนี้เจ้ามอเตอร์ไซค์สายฟ้า(Bolt Motorbikes) อยู่ในระหว่างการระดุมเงินทุนจากผู้สนับสนุนผ่าน website Indiegogo ซึ่งคาดว่าเจ้าอาชาสายฟ้าคันนี้จะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 6,500 เหรียญสหรัฐ

เชื้อปรสิตเปลี่ยนพฤติกรรม “ทาสแมว” ให้เป็นคนกล้าเสี่ยงมากขึ้น

แมว

เชื้อปรสิต Toxoplasma gondii ที่แมวเป็นพาหะให้เกิดการติดต่อเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์นั้น นอกจากจะส่งผลต่อสมองให้เกิดความเปลี่ยนแปลงผันผวนทางอารมณ์แล้ว ล่าสุดยังมีการค้นพบว่าปรสิตนี้สามารถทำให้ผู้ที่ติดเชื้อมีพฤติกรรมกล้ารับความเสี่ยง กล้าได้กล้าเสียมากขึ้นอีกด้วย

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของราชสมาคมกรุงลอนดอนฉบับบี (Proceedings of the Royal Society B ) เผยว่าบรรดานักธุรกิจมืออาชีพที่เข้าร่วมการประชุมแนะนำโอกาสทางธุรกิจต่าง ๆ มีโอกาสจะตัดสินใจลงทุนหรือเริ่มก่อตั้งกิจการใหม่ได้มากกว่า หากเป็นผู้ที่มีเชื้อโปรโตซัว Toxoplasma gondii ในร่างกาย

ผลวิเคราะห์เชื้อจากตัวอย่างน้ำลายของนักศึกษาชาวอเมริกัน 1,300 คนชี้ว่า ผู้ที่ติดเชื้อปรสิตจากแมวมีแนวโน้มจะเลือกเรียนในสาขาการบริหารธุรกิจมากกว่าผู้อื่น 1.4 เท่า ในจำนวนนี้มีผู้เลือกเรียนด้านการบริหารและการลงทุนเป็นวิชาเอกมากกว่าคนทั่วไป 1.7 เท่า

นอกจากนี้ ผลวิเคราะห์ข้อมูลการติดเชื้อจากกลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจในอีก 42 ประเทศ ก็ให้ผลสรุปที่สอดคล้องกันว่า ประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อ Toxoplasma gondii สูง มีความริเริ่มลงทุนและก่อตั้งธุรกิจใหม่ ๆ กันมากกว่า

ดร. สเตฟานี จอห์นสัน จากคณะบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโดในสหรัฐฯ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้บอกว่า การติดเชื้อปรสิตดังกล่าวทำให้ผู้คนไม่กลัวความล้มเหลว ซึ่งถือเป็นผลดีต่อการสร้างบรรยากาศความคึกคักในทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง

ตามปกติแล้ว เชื้อ Toxoplasma gondii ไม่ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรง โดยผู้ติดเชื้ออาจมีอาการคล้ายไข้หวัดเพียงเล็กน้อย แต่ในทางจิตใจและพฤติกรรมแล้ว ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่าเชื้อดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ อาการทางจิตและบุคลิกภาพแปรปรวน รวมทั้งการฆ่าตัวตายมาแล้ว

มนุษย์และสัตว์อื่น ๆ รับเอาตัวอ่อนที่มีลักษณะคล้ายไข่ของเชื้อปรสิตนี้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางอุจจาระที่แมวถ่ายออกมา โดยแมวรับปรสิตนี้จากหนูที่ติดเชื้อ ซึ่งหนูดังกล่าวจะสูญเสียสัญชาติญาณความกลัวแมว และกล้าเข้าใกล้ถิ่นที่อยู่ของแมวมากกว่าปกติ

รถไฟฟ้าใต้ดินปักกิ่งเตรียมใช้ระบบจดจำใบหน้าและสแกนนิ้วมือในการจ่ายค่าโดยสารแล้ว

รถไฟฟ้าใต้ดินปักกิ่งเตรียมใช้ระบบจดจำใบหน้าและสแกนนิ้วมือในการจ่ายค่าโดยสารแล้ว

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1898726676858809

ในเร็วๆนี้ รถไฟฟ้าใต้ดินปักกิ่งเตรียมใช้ระบบจดจำใบหน้าและการสัมผัสนิ้วมือเพื่อการจ่ายค่าโดยสาร ซึ่งพวกเขานำกระบวนการนี้มาใช้เพื่อบรรเทาการจราจรผู้คนที่แออัดและช่วยการจ่ายค่าโดยสารให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ในพื้นที่บริเวณสถานีของรถไฟฟ้าใต้ดินในปักกิ่ง ถือว่าได้มีผู้คนคับคั่งมากที่สุดในโลก มีผู้ใช้บริการถึง 10 ล้านคนต่อวัน แน่นอนว่าพนักงานเดินตั๋วต้องรับหน้าที่หนักหนาพอสมควร ดังนั้นการติดตั้งระบบการจดจำใบหน้าและสแกนนิ้วมือ จะช่วยให้การจ่ายตั๋วคล่องตัวมากกว่าเดิม

แต่เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า นับว่าไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไหร่สำหรับพลเมืองชาวจีน เพราะเคยมีกฎหมายการจดจำใบหน้าและระบบการระบุแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ เพื่อป้องกันความผิดทางอาญาไปแล้ว

ทั้งนี้ในประเทศจีนค่อนข้างมีชื่อเสียงในเรื่องของการตรวจสอบพลเมืองผ่านทางแอพพลิเคชั่นบนมือถือและบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และถึงแม้ว่าการใช้เทคโนโลยีจะช่วยในการสร้างความปลอดภัยแต่หากการใช้ที่ข้ามเส้นมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ได้

เหตุผล 4 ข้อที่ยานในภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์ไม่มอดไหม้

ยานสำรวจ Parker Solar Probe ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีกันความร้อนสูง กำลังเข้าใกล้ดวงอาทิตย์

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1896722650392545

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา กำลังเตรียมส่งยานสำรวจ “พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ” (Parker Solar Probe) ฝ่าอุณหภูมิร้อนแรงเข้าไปในชั้นบรรยากาศส่วนบนของดวงอาทิตย์ เพื่อศึกษาปรากฏการณ์เรื่องลมสุริยะในเดือนหน้านี้

ยานสำรวจดังกล่าวจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ภายในระยะห่างราว 6.4 ล้านกิโลเมตรจากพื้นผิว ซึ่งเป็นส่วนของโคโรนา (Corona) หรือเปลวพลาสมาร้อนแรงของอนุภาคพลังงานสูงที่บริเวณรอบนอกของดวงอาทิตย์ โดยอุณหภูมิในส่วนนี้สูงได้ถึงกว่า 1 ล้านองศาเซลเซียส ไปจนถึงเกือบ 10 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าร้อนกว่าด้านในของดวงอาทิตย์เสียอีก

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวลว่ายานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ จะถูกความร้อนมหาศาลและรังสีที่เจิดจ้าเผาไหม้ทำลายไป แม้อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์จะสัมผัสกับยานได้ก็ตาม เพราะมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์บางประการและมีเทคโนโลยีป้องกันความร้อนที่ตระเตรียมไว้อย่างเพียบพร้อมดังนี้

1. อุณหภูมิสูงไม่ได้ทำให้เกิดความร้อนสูงเสมอไป

ที่จริงแล้วอุณหภูมิ (Temperature) คือสิ่งที่บ่งบอกว่าอนุภาคเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าใด ในขณะที่ความร้อน (Heat) นั้นคือความสามารถในการถ่ายทอดพลังงานของอนุภาค ในบางสภาวะที่อนุภาคอุณหภูมิสูงมีความหนาแน่นต่ำ เช่นในห้วงอวกาศหรือชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ จะไม่เกิดการถ่ายทอดความร้อนให้วัตถุอย่างยานอวกาศมากนัก

ลองนึกภาพขณะเอามือยื่นเข้าไปในเตาอบร้อน เปรียบเทียบกับการเอามือจุ่มลงไปในน้ำเดือด เราจะทนต่อไอความร้อนในเตาอบได้มากกว่า เช่นเดียวกับเกราะป้องกันความร้อนของยานสำรวจซึ่งจะมีอุณหภูมิราว 1,400 องศาเซลเซียสเท่านั้น ขณะที่ผ่านเข้าไปในบรรยากาศชั้นโคโรนาซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า 1 ล้านองศาเซลเซียส

องค์การนาซาเลื่อนกำหนดปล่อยยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ ไปเป็นวันที่ 6 ส.ค.นี้Image copyrightNASA
คำบรรยายภาพองค์การนาซาเลื่อนกำหนดปล่อยยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ ไปเป็นวันที่ 6 ส.ค.นี้

2. เกราะป้องกันความร้อน TPS

ระบบป้องกันความร้อน Thermal Protection System หรือ TPS หนา 4.5 นิ้ว ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในรูปของแผ่นโฟมน้ำหนักเบา จะทำให้ด้านในของยานอวกาศมีอุณหภูมิเพียง 30 องศาเซลเซียสเท่านั้น ส่วนพื้นผิวด้านนอกที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์มีการเคลือบเซรามิกสีขาวเพื่อสะท้อนความร้อนออกไปให้มากที่สุด ซึ่งจะทำให้เกราะนี้ทนความร้อนได้ถึง 1,650 องศาเซลเซียส

3. อุปกรณ์นอกเกราะป้องกันความร้อนทำจากวัสดุจุดหลอมเหลวสูง

อุปกรณ์ของยานบางส่วนเช่นสายเคเบิลและ “ถ้วยฟาราเดย์” (Faraday cup) ซึ่งใช้ตรวจวัดเก็บข้อมูลประจุไฟฟ้าและกระแสอิเล็กตรอนในลมสุริยะนั้น ตั้งอยู่ภายนอกเกราะป้องกันความร้อน ทำให้ต้องใช้วัสดุที่มีจุดหลอมเหลวสูงสร้างอุปกรณ์เหล่านี้ โดยมีการใช้ผลึกของแซฟไฟร์ (Sapphire) ทำปลอกหุ้มสายเคเบิล และใช้โลหะผสมโมลิบดีนัมอัลลอย (Molybdenum Alloys ) รวมทั้งทังสเตนซึ่งมีจุดหลอมเหลวที่ 3,422 องศาเซลเซียส ในการผลิตถ้วยฟาราเดย์สำหรับภารกิจนี้โดยเฉพาะ

4. ระบบทำความเย็นที่ทรงพลัง

มีการติดตั้งระบบทำความเย็นที่สามารถทำให้ห้องรับแขกขนาดกลางเย็นยะเยือกได้ โดยใช้น้ำปราศจากประจุไฟฟ้า (Deionized water) เป็นสารหล่อเย็น เพราะทนต่ออุณหภูมิที่ผันแปรไปอย่างมากระหว่าง 10-125 องศาเซลเซียส ตลอดการเดินทางสู่ดวงอาทิตย์ได้ ทั้งยังมีการอัดแรงดันเพื่อให้น้ำมีจุดเดือดสูงขึ้นเป็น 125 องศาเซลเซียสด้วย

ทั้งนี้ นาซาตั้งชื่อยานสำรวจดวงอาทิตย์พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ เพื่อเป็นเกียรติแก่ยูจีน พาร์กเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านลมสุริยะ โดยมีกำหนดจะส่งยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศด้วยจรวดเดลตา 4 ที่แหลมคานาเวอรัลในศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ เพื่อปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์เป็นเวลา 7 ปี

ไขทุกข้อสงสัย ไขมันทรานส์ หลังสธ. ห้ามขายผลิตภัณฑ์ที่มี กรดไขมันทรานส์ ในประเทศไทย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1888507807880696

กรดไขมันทรานส์ กระทรวงสาธารณสุข คอเลสเตอรอล โรคหัวใจขาดเลือด ไขมันทรานส์

หลังจากที่คนไทย ตื่นตัวกับประกาศ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ไขมันทรานส์ มีผลบังคับใช้อีก 180 วัน ชี้ปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่าเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โดยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน(Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต น้ำเข้า หรือจำหน่าย ในประเทศไทย ภายใน 180 วัน

โดยเรื่องนี้หลายคนยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ ไขมันทราส์ เราจึงนำคำอธิบายโดยละเอียด จากอาจารย์เจษฎ์ ที่ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้มาให้ได้ติดตามกัน

“อีก 6 เดือน ประเทศไทยจะปลอด “ไขมันพืชเติมไฮโดรเจนบางส่วน ( ไขมันทรานส์ )

เมื่อวานหลายคนคงได้เห็นการแชร์กันเต็มฟีด เรื่องที่กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงฯ เกี่ยวกับกรดไขมันทรานส์ (trans fat acid) ว่า เนื่องจากไขมันทรานส์ที่เกิดจากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenated oil) ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ จึงให้อาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (ต้องเขียนให้ครบนะ) เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายใน 180 วัน นับจาก 11 ก.ค. 2561

ประกาศนี้ ทำเอาหลายคนดีใจกันใหญ่ โดยเฉพาะคนในวงการสาธารณสุขและโภชนาการ เพราะรู้กันมานานแล้วไขมันทรานส์อันตราย (ซึ่งผมก็เคยโพสต์เรื่องนี้หลายทีแล้ว)

เรามาสรุปเรื่องนี้กันหน่อยนะ ก่อนที่จะตื่นเต้นปนตกใจกัน แล้วแชร์ข้อมูลอะไรผิดๆ เกี่ยวกับไขมันทรานส์ … อย่างที่ก่อนนี้ก็เคยมีหลายทีแล้ว

1. ไขมันทรานส์ นั้นเป็นรูปฟอร์มหนึ่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ที่แทนที่โมเลกุลของมันจะมีตำแหน่งของไฮโดรเจน เป็นแบบซีส cis ตามปรกติ มันกลับพลิกตำแหน่งของไฮโดรเจน ทำให้เปลี่ยนรูปทรงไปแบบทรานส์ trans (ดูรูปบนขวา)

2. ไขมันทรานส์พบได้ในธรรมชาติ แต่ไม่มากนัก เช่น ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม แต่ที่เราพบกันมากกว่า คือเป็นผลพวงจากการผลิต “น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน” ซึ่งก็คือการทำให้น้ำมันพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว เปลี่ยนสถานะจากสภาพของเหลว มาเป็นของกึ่งแข็ง เช่น เนยเทียม มาร์การีน ครีมเทียม ช้อตเทนนิ่งสำหรับขนมอบ ฯลฯ (ซึ่งนิยมทำขึ้นเพื่อทดแทนไขมันสัตว์ที่แข็งตัวง่ายกว่า และมีไขมันอิ่มตัว เช่น เนยสด ครีมจริง) ทำให้ในผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มนี้ แม้จะมีราคาถูก และลดการบริโภคไขมันอิ่มซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ กลับทำให้ผู้บริโภคได้รับไขมันทรานส์ไปโดยไม่รู้ตัว

3. พึ่งจะไม่กี่ปีนี้เอง ที่เริ่มแน่ชัดแล้วว่าไขมันทรานส์นั้น ไปเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด เพราะมันไปเพิ่มการสร้างคอเลสเตอรอลตัวที่เลว คือ แอลดีแอล (LDL) ในร่างกาย ลดคอเลสเตอรอลตัวที่ดี คือ เอชดีแอง (HDL) แถมเพิ่มไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดด้วย … ทำให้เริ่มมีการรณรงค์ในต่างประเทศ ให้ลดละเลิกกินอาหารกลุ่มน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ที่มีไขมันทรานส์สังเคราะห์

4. แม้ว่าจะมีกระแสรณรงค์ต่อต้านไขมันทรานส์ เช่น มีข้อจำกัดว่าในอาหารจะมีปริมาณไขมันทรานส์ได้มากน้อยเพียงใด ไปจนถึงการห้ามผลิตห้ามจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน … แต่ก็ยังมีช่องว่างในการหลบเลี่ยงตรงที่ผู้ผลิตหันไปใช้ช่องโหว่เรื่อง “ไขมันทรานส์ 0 กรัม” แทน เนื่องจากถ้าในอาหารนั้น ถึงจะมีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และน่าจะมีไขมันทรานส์มาด้วย แต่ถ้ามีปริมาณน้อยกว่าตามที่แต่ละประเทศกำหนด ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ก็มีสิทธิเขียนได้ว่า 0 gram trans fat (ดูรูปล่างซ้าย) ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ ว่าเป็น 0% คือไม่มีอยู่เลย

5. ดังนั้น ตามประกาศใหม่ของ ก.สาธารณสุข (ซึ่งแรงมาก) ก็จะทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถใช้ช่องโหว่นั้นได้อีกต่อไป นั่นคือ ห้ามที่ผลิต ทั้งจำหน่าย อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน แม้แต่น้อย … ซึ่งดีต่อผู้บริโภคที่จะไม่ต้องคอยดูที่ฉลากให้ชัดเจนอีกต่อไป ถ้าห่วงเรื่องไขมันทรานส์

6. ส่วนผู้ผลิตนั้น ก็เหนื่อยกันหน่อยล่ะ โดยถ้าเป็นบริษัที่ทำครีมเทียม เนยเทียม มาร์การีนอยู่ ก็ต้องเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิต จากที่เคยเอาน้ำมันพืช มาผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ก็ต้องทำให้เป็นการเติมไฮโดรเจนแบบสมบูรณ์ทั้งสายโมเลกุล ซึ่งจะเป็นการกำจัดไขมันไม่อิ่มตัวทั้งแบบซิสและแบบทรานส์ ออกจากผลิตภัณฑ์

7. ขณะที่ผู้ผลิตอาหาร ก็อาจจะหันกลับไปใช้พวกเนยจริง ครีมจริง แทนน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน … สำหรับคนไทยเรา ราคาสินค้าอาหารกลุ่มนี้ ก็คงจะแพงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มที่ในไทยเรานิยมเอามาใช้เป็นวัตถุดิบ ก็อาจจะตกต่ำลง เพราะขาดความต้องการ

8. ที่เข้าใจกันผิดๆ อีกอย่าง คือ น้ำมันพืชบรรจุขวดนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องไขมันทรานส์นะ … ที่เห็นข้างขวดน้ำมันว่าเป็นน้ำมันผ่านกรรมวิธีเนี่ย มันเรื่องกรรมวิธีการกลั่นน้ำมัน แล้วก็ไม่ได้เอามาเติมไฮโดรเจนเพื่อกันหืนแต่อย่างไร เพราะไม่งั้นได้กลายเป็นของกึ่งแข็งกันพอดี

9. เรื่องเอาน้ำมันพืชไปผัดทอดแล้วจะเกิดไขมันทรานส์ขึ้น ก็เป็นอีกเรื่องที่แชร์กันผิดๆ (ทำให้คนหันไปกินน้ำมันหมูกัน ซึ่งแย่เข้าไปใหญ่) … มีงานวิจัยพบว่าน้ำมันพืช ถ้าโดนความร้อนสูงมาก ซ้ำๆ หลายๆ รอบ จะมีไขมันทรานส์เกิดขึ้นจริง แต่ปริมาณน้อยมากๆ (จะน้อยกว่าที่เราได้รับจากไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเสียอีก) ดังนั้น ถ้าเอามาใช้ทำอาหารแค่ครั้งเดียว ก็ไม่ต้องกลัวอะไร (ที่เค้าห้ามเอามาทอดซ้ำบ่อยๆ เนี่ย จริงๆ เค้ากลัวเรื่องการเกิดสารก่อมะเร็งขึ้นต่างหาก)

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

เผยการค้นพบครั้งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ หากเป็นไปตามทฤษฎีที่คาด เชื่อจะพัฒนาเทคโลยีความเร็วสูงในอนาคตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประสบความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นโลหะ เรียกว่า โลหะไฮโดรเจน หรือ เมทัลลิคไฮโดรเจน (metallic hydrogen) นับว่าเป็นการปฏิวัติหลักทฤษฎีทางเทคโนโลยีของโลก อันนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีความเร็วสูงในอนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และยานยนต์บินได้ รวมไปถึงการช่วยให้มนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศาสตราจารย์ไอแซค ซิลเวอร์รา ผู้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ ร่วมกับ ดร.รังกา ไดแอส กล่าวว่า นี่คือตัวอย่างชิ้นแรกของโลหะไฮโดรเจนบนโลก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นบนโลกของเรามาก่อน โดยในขณะนี้ ชิ้นโลหะตัวอย่างนี้สามารถมองเห็นได้แค่เพียงผ่านทางเพชร 2 ชิ้น ที่ถูกนำมาใช้บดกับไฮโดรเจนเหลวในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และใช้ปริมาณแรงดันมหาศาล มากกว่าแรงดันที่พบที่จุดศูนย์กลางของโลก

อย่างไรก็ดีความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินการวิจัยขั้นต่อไปของทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ นั่นคือ โลหะที่ถูกเปลี่ยนสภาพมาจากไฮโดรเจนนี้ จะคงสภาพเดิมอยู่หรือไม่ในอุณหภูมิและความดันที่เป็นปกติ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

จากการอ้างอิงตามทฤษฎีหนึ่ง ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ราคาดว่า เมทัลลิคไฮโดรเจนจะคงรูปเดิมในอุณหภูมิห้อง นั่นหมายความว่า หากกำจัดความดันออกจนหมด มันจะยังคงสภาพเป็นโลหะ ในลักษณะที่คล้ายกับเพชรกราไฟต์ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกราไฟต์ภายใต้ความร้อนและความดันสูง และสามารถกลับกลายมาเป็นเพชรได้ เมื่อกำจัดความร้อนและความดันออกไป โดยคาดว่าใน 2-3 สัปดาห์หน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะกำจัดความดันออกอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้หากทฤษฎีดังกล่าวเป็นไปตามที่ทางทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ คุณสมบัติของโลหะดังกล่าวนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมากมาย โดยโลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนนี้ จะช่วยเปลี่ยนความพยายามของมนุษย์ในการสำรวจระบบสุริยะโดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงจรวดอย่างทุกวันนี้ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่า โลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนดังกล่าว พื้นผิวจะไม่เสถียร และจะค่อย ๆ สลายตัวไป ขณะที่ด้าน ศาสตราจารย์ซิลเวอร์รา เผยว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการคาดเดาใด ๆ แต่มีความตั้งใจที่จะทดลองอย่างมุ่งมั่นถึงความสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ