คลังเก็บหมวดหมู่: อภิสรา ศรียาภัย 7

ไขทุกข้อสงสัย ไขมันทรานส์ หลังสธ. ห้ามขายผลิตภัณฑ์ที่มี กรดไขมันทรานส์ ในประเทศไทย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1888507807880696

กรดไขมันทรานส์ กระทรวงสาธารณสุข คอเลสเตอรอล โรคหัวใจขาดเลือด ไขมันทรานส์

หลังจากที่คนไทย ตื่นตัวกับประกาศ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ไขมันทรานส์ มีผลบังคับใช้อีก 180 วัน ชี้ปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่าเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โดยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน(Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต น้ำเข้า หรือจำหน่าย ในประเทศไทย ภายใน 180 วัน

โดยเรื่องนี้หลายคนยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ ไขมันทราส์ เราจึงนำคำอธิบายโดยละเอียด จากอาจารย์เจษฎ์ ที่ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้มาให้ได้ติดตามกัน

“อีก 6 เดือน ประเทศไทยจะปลอด “ไขมันพืชเติมไฮโดรเจนบางส่วน ( ไขมันทรานส์ )

เมื่อวานหลายคนคงได้เห็นการแชร์กันเต็มฟีด เรื่องที่กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงฯ เกี่ยวกับกรดไขมันทรานส์ (trans fat acid) ว่า เนื่องจากไขมันทรานส์ที่เกิดจากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenated oil) ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ จึงให้อาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (ต้องเขียนให้ครบนะ) เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายใน 180 วัน นับจาก 11 ก.ค. 2561

ประกาศนี้ ทำเอาหลายคนดีใจกันใหญ่ โดยเฉพาะคนในวงการสาธารณสุขและโภชนาการ เพราะรู้กันมานานแล้วไขมันทรานส์อันตราย (ซึ่งผมก็เคยโพสต์เรื่องนี้หลายทีแล้ว)

เรามาสรุปเรื่องนี้กันหน่อยนะ ก่อนที่จะตื่นเต้นปนตกใจกัน แล้วแชร์ข้อมูลอะไรผิดๆ เกี่ยวกับไขมันทรานส์ … อย่างที่ก่อนนี้ก็เคยมีหลายทีแล้ว

1. ไขมันทรานส์ นั้นเป็นรูปฟอร์มหนึ่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ที่แทนที่โมเลกุลของมันจะมีตำแหน่งของไฮโดรเจน เป็นแบบซีส cis ตามปรกติ มันกลับพลิกตำแหน่งของไฮโดรเจน ทำให้เปลี่ยนรูปทรงไปแบบทรานส์ trans (ดูรูปบนขวา)

2. ไขมันทรานส์พบได้ในธรรมชาติ แต่ไม่มากนัก เช่น ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม แต่ที่เราพบกันมากกว่า คือเป็นผลพวงจากการผลิต “น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน” ซึ่งก็คือการทำให้น้ำมันพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว เปลี่ยนสถานะจากสภาพของเหลว มาเป็นของกึ่งแข็ง เช่น เนยเทียม มาร์การีน ครีมเทียม ช้อตเทนนิ่งสำหรับขนมอบ ฯลฯ (ซึ่งนิยมทำขึ้นเพื่อทดแทนไขมันสัตว์ที่แข็งตัวง่ายกว่า และมีไขมันอิ่มตัว เช่น เนยสด ครีมจริง) ทำให้ในผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มนี้ แม้จะมีราคาถูก และลดการบริโภคไขมันอิ่มซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ กลับทำให้ผู้บริโภคได้รับไขมันทรานส์ไปโดยไม่รู้ตัว

3. พึ่งจะไม่กี่ปีนี้เอง ที่เริ่มแน่ชัดแล้วว่าไขมันทรานส์นั้น ไปเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด เพราะมันไปเพิ่มการสร้างคอเลสเตอรอลตัวที่เลว คือ แอลดีแอล (LDL) ในร่างกาย ลดคอเลสเตอรอลตัวที่ดี คือ เอชดีแอง (HDL) แถมเพิ่มไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดด้วย … ทำให้เริ่มมีการรณรงค์ในต่างประเทศ ให้ลดละเลิกกินอาหารกลุ่มน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ที่มีไขมันทรานส์สังเคราะห์

4. แม้ว่าจะมีกระแสรณรงค์ต่อต้านไขมันทรานส์ เช่น มีข้อจำกัดว่าในอาหารจะมีปริมาณไขมันทรานส์ได้มากน้อยเพียงใด ไปจนถึงการห้ามผลิตห้ามจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน … แต่ก็ยังมีช่องว่างในการหลบเลี่ยงตรงที่ผู้ผลิตหันไปใช้ช่องโหว่เรื่อง “ไขมันทรานส์ 0 กรัม” แทน เนื่องจากถ้าในอาหารนั้น ถึงจะมีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และน่าจะมีไขมันทรานส์มาด้วย แต่ถ้ามีปริมาณน้อยกว่าตามที่แต่ละประเทศกำหนด ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ก็มีสิทธิเขียนได้ว่า 0 gram trans fat (ดูรูปล่างซ้าย) ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ ว่าเป็น 0% คือไม่มีอยู่เลย

5. ดังนั้น ตามประกาศใหม่ของ ก.สาธารณสุข (ซึ่งแรงมาก) ก็จะทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถใช้ช่องโหว่นั้นได้อีกต่อไป นั่นคือ ห้ามที่ผลิต ทั้งจำหน่าย อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน แม้แต่น้อย … ซึ่งดีต่อผู้บริโภคที่จะไม่ต้องคอยดูที่ฉลากให้ชัดเจนอีกต่อไป ถ้าห่วงเรื่องไขมันทรานส์

6. ส่วนผู้ผลิตนั้น ก็เหนื่อยกันหน่อยล่ะ โดยถ้าเป็นบริษัที่ทำครีมเทียม เนยเทียม มาร์การีนอยู่ ก็ต้องเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิต จากที่เคยเอาน้ำมันพืช มาผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ก็ต้องทำให้เป็นการเติมไฮโดรเจนแบบสมบูรณ์ทั้งสายโมเลกุล ซึ่งจะเป็นการกำจัดไขมันไม่อิ่มตัวทั้งแบบซิสและแบบทรานส์ ออกจากผลิตภัณฑ์

7. ขณะที่ผู้ผลิตอาหาร ก็อาจจะหันกลับไปใช้พวกเนยจริง ครีมจริง แทนน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน … สำหรับคนไทยเรา ราคาสินค้าอาหารกลุ่มนี้ ก็คงจะแพงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มที่ในไทยเรานิยมเอามาใช้เป็นวัตถุดิบ ก็อาจจะตกต่ำลง เพราะขาดความต้องการ

8. ที่เข้าใจกันผิดๆ อีกอย่าง คือ น้ำมันพืชบรรจุขวดนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องไขมันทรานส์นะ … ที่เห็นข้างขวดน้ำมันว่าเป็นน้ำมันผ่านกรรมวิธีเนี่ย มันเรื่องกรรมวิธีการกลั่นน้ำมัน แล้วก็ไม่ได้เอามาเติมไฮโดรเจนเพื่อกันหืนแต่อย่างไร เพราะไม่งั้นได้กลายเป็นของกึ่งแข็งกันพอดี

9. เรื่องเอาน้ำมันพืชไปผัดทอดแล้วจะเกิดไขมันทรานส์ขึ้น ก็เป็นอีกเรื่องที่แชร์กันผิดๆ (ทำให้คนหันไปกินน้ำมันหมูกัน ซึ่งแย่เข้าไปใหญ่) … มีงานวิจัยพบว่าน้ำมันพืช ถ้าโดนความร้อนสูงมาก ซ้ำๆ หลายๆ รอบ จะมีไขมันทรานส์เกิดขึ้นจริง แต่ปริมาณน้อยมากๆ (จะน้อยกว่าที่เราได้รับจากไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเสียอีก) ดังนั้น ถ้าเอามาใช้ทำอาหารแค่ครั้งเดียว ก็ไม่ต้องกลัวอะไร (ที่เค้าห้ามเอามาทอดซ้ำบ่อยๆ เนี่ย จริงๆ เค้ากลัวเรื่องการเกิดสารก่อมะเร็งขึ้นต่างหาก)

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

เผยการค้นพบครั้งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ หากเป็นไปตามทฤษฎีที่คาด เชื่อจะพัฒนาเทคโลยีความเร็วสูงในอนาคตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประสบความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นโลหะ เรียกว่า โลหะไฮโดรเจน หรือ เมทัลลิคไฮโดรเจน (metallic hydrogen) นับว่าเป็นการปฏิวัติหลักทฤษฎีทางเทคโนโลยีของโลก อันนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีความเร็วสูงในอนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และยานยนต์บินได้ รวมไปถึงการช่วยให้มนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศาสตราจารย์ไอแซค ซิลเวอร์รา ผู้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ ร่วมกับ ดร.รังกา ไดแอส กล่าวว่า นี่คือตัวอย่างชิ้นแรกของโลหะไฮโดรเจนบนโลก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นบนโลกของเรามาก่อน โดยในขณะนี้ ชิ้นโลหะตัวอย่างนี้สามารถมองเห็นได้แค่เพียงผ่านทางเพชร 2 ชิ้น ที่ถูกนำมาใช้บดกับไฮโดรเจนเหลวในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และใช้ปริมาณแรงดันมหาศาล มากกว่าแรงดันที่พบที่จุดศูนย์กลางของโลก

อย่างไรก็ดีความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินการวิจัยขั้นต่อไปของทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ นั่นคือ โลหะที่ถูกเปลี่ยนสภาพมาจากไฮโดรเจนนี้ จะคงสภาพเดิมอยู่หรือไม่ในอุณหภูมิและความดันที่เป็นปกติ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

จากการอ้างอิงตามทฤษฎีหนึ่ง ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ราคาดว่า เมทัลลิคไฮโดรเจนจะคงรูปเดิมในอุณหภูมิห้อง นั่นหมายความว่า หากกำจัดความดันออกจนหมด มันจะยังคงสภาพเป็นโลหะ ในลักษณะที่คล้ายกับเพชรกราไฟต์ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกราไฟต์ภายใต้ความร้อนและความดันสูง และสามารถกลับกลายมาเป็นเพชรได้ เมื่อกำจัดความร้อนและความดันออกไป โดยคาดว่าใน 2-3 สัปดาห์หน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะกำจัดความดันออกอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้หากทฤษฎีดังกล่าวเป็นไปตามที่ทางทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ คุณสมบัติของโลหะดังกล่าวนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมากมาย โดยโลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนนี้ จะช่วยเปลี่ยนความพยายามของมนุษย์ในการสำรวจระบบสุริยะโดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงจรวดอย่างทุกวันนี้ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่า โลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนดังกล่าว พื้นผิวจะไม่เสถียร และจะค่อย ๆ สลายตัวไป ขณะที่ด้าน ศาสตราจารย์ซิลเวอร์รา เผยว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการคาดเดาใด ๆ แต่มีความตั้งใจที่จะทดลองอย่างมุ่งมั่นถึงความสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

ใครงามเลิศในปฐพี? “กระจกอัจฉริยะ” ผู้ช่วยใหม่ของธุรกิจมีหน้าร้าน

ใครงามเลิศในปฐพี? “กระจกอัจฉริยะ” ผู้ช่วยใหม่ของธุรกิจมีหน้าร้าน

ระหว่างที่หลายคนอาจจะสนุกสนานกับการถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอ ที่สามารถตกแต่งภาพด้วยตัวการ์ตูนในสื่อสังคมออนไลน์กันอยู่นี้ มีหลายธุรกิจที่ใช้ความคลั่งไคล้การเซลฟี่ มาเรียกเงินจากกระเป๋าคุณได้ ผ่าน กระจกอัจฉริยะ หรือ Smart Mirror

ปีเตอร์ จอห์นสัน ผู้บริหาร FaceCake บริษัทเทคโนโลยีด้านการตลาด สาธิตการใช้ทดลองสวมใส่ต่างหูเสมือนจริงผ่านแอพพลิเคชั่น Dangle ให้ลูกค้าทดลองสวมใส่ต่างหูเสมือนจริง

โดยบอกว่า virtual try-on หรือ การทดลองสินค้าเสมือนจริง จะใช้เทคโนโลยีเสริมจริง หรือ Augmented Reality พร้อมกับระบบจดจำใบหน้า และแอพพลิเคชั่น โดยใช้กล้องและหน้าจอคอมพิวเตอร์และแทปเล็ตทำหน้าที่เหมือนกระจก ที่แสดงภาพใบหน้าของลูกค้าที่อยากจะทดลองสินค้า โดยอาศัยแอพพลิเคชั่นต่างๆ เข้าช่วย

Advertisement

อย่างเช่น แอพพลิเคชั่น Dangle ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถลองต่างหูที่มีอยู่ในร้านได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องเอาของจริงออกมา และยังลองสวมใส่พร้อมกันได้ พร้อมให้ความรู้สึกที่สมจริงเหมือนกำลังสวมใส่ต่างหูอยู่จริงๆ โดยเห็นภาพลูกค้าที่ทดลองใส่ผ่านหน้าจอ

ข้อดีสำหรับการทดลองสินค้าเสมือนจริง คือ ลูกค้าสามารถทดลองสินค้าได้ทุกประเภทอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีความปลอดภัย เพราะไม่ต้องเอาสินค้าจริงออกมาทดลอง นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการขายในสินค้าประเภทอื่นได้ด้วย เช่น การจับคู่ต่างหูกับเครื่องแต่งกายสไตล์ต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายได้อีกทางหนึ่ง

หรือในกรณีของสินค้าเครื่องสำอางค์ กระจกอัจฉริยะ MeMoMi ช่วยตอบโจทย์ง่ายๆ เวลาเข้าร้านเครื่องสำอาง ว่ารองพื้นสีไหนที่ตรงกับผิว หรือลิปสติกสีไหนที่ตรงใจเรา ซึ่งหากต้องลองกันจริงๆ อาจสร้างความยากลำบากกับลูกค้าและพนักงาน

แอพพลิเคชั่น MeMoMi จะบันทึกภาพนิ่งและวิดีโอลูกค้าที่เข้ามาทดลองเครื่องสำอางเสมือนจริง ตั้งแต่การเตรียมผิว รองพื้น ปกปิดริ้วรอย เขียวคิ้ว ทาปาก ปัดแก้ม โดยมีคำอธิบายการใช้แต่ละขั้นตอน และทำให้ลูกค้าจดจำวิธีการใช้เมื่อซื้อสินค้าเหล่านั้นกลับบ้าน

ไม่เพียงแค่นั้น หากเกิดเหตุการณ์ลูกค้าแน่นร้าน จนต้องต่อคิวจ่ายเงินเป็นแถวยาว กระจกอัจฉริยะ ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าและจ่ายเงินได้ทันทีที่หน้ากระจก

อเล็ก เจไฟรส์ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Intel บอกว่า กระจกอัจฉริยะได้ต่อยอดไปที่ระบบการดูแลลูกค้าที่ครบวงจร ตั้งแต่สิ่งที่ลูกค้าชอบและไม่ชอบ การทดลองสินค้า ประวัติการซื้อสินค้า และเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อส่งเสริมการขายในอนาคต ซึ่งเชื่อมโยงการตลาดออนไลน์กับธุรกิจที่มีหน้าร้านเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว และเป็นการดึงลูกค้ากลับเข้ามายังร้าน ผ่านการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าการซื้อสินค้าทั่วไป

‘ยางรถยนต์อัจฉริยะ’ เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจน

ยางล้อรถยนต์แบบใหม่ที่กู้ดเยียร์ (Goodyear)กำลังพัฒนานี้ เป็นยางล้อรถยนต์แห่งอนาคต มีลักษณะใสเเละมีสีเขียว เพราะภายในบรรจุมอสมีชีวิตเอาไว้จนเต็ม

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1884611671603643

เซบาสเตียน ฟอนเทน (Sebastien Fontaine) นักออกแบบทางอุตสาหกรรมอาวุโสแห่งบริษัทกู้ดเยียร์ กล่าวว่า ยางล้อรถยนต์ยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งเเวดล้อมนี้ มีชื่อเรียกว่า “อ็อกซิจีน” (Oxygene) เหมาะแก่การใช้งานในเมืองใหญ่ที่มีประชากรสิบล้านคนขึ้นไป เพราะจะมีรถยนต์ใช้กันถึงสองล้านกว่าคัน

มอสที่บรรจุอยู่ภายในยางล้อรถยนต์ช่วยดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ผ่านรูขนาดเล็กๆ หลายรูที่อยู่บริเวณขอบยาง เเล้วเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นแก๊สอ็อกซิเจน ผ่านขั้นตอนการสังเคราะห์เเสงตามธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้เเสงแดด

เเละนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวยาง “อ็อกซิจีน” จึงมีความใส

นอกจากนี้ ลายหยักบนล้อยางจะช่วยให้ล้อดูดซับน้ำ ซึ่งจำเป็นสำหรับมอสเพื่อใช้ร่วมกับแสงแดดในการเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอ็อกซิเจน

นอกเหนือจากจะช่วยลดมลพิษลงเเล้ว ยางล้อรถยนต์สีเขียว “อ็อกซิจีน” ยังผลิตกระเเสไฟฟ้าเองได้ด้วย จากพลังงานที่เกิดจากการสังเคราะห์เเสง

ยางล้อรถยนต์ชนิดใหม่นี้ทำขึ้นจากยางที่ได้จากยางล้อรถยนต์เก่าที่นำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ซึ่ งช่วยลดปริมาณขยะลง

จิม โฮล์เดอร์ (Jim Holder) ผู้อำนวยการฝ่ายบรรณาธิการของนิตยสารออโต้คาร์ เเม็กกาซีน (Autocar Magazine) กล่าวว่า อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ประสบปัญหาในการกำจัดยางล้อรถยนต์ใช้เเล้วมานานเเล้ว และต้องการหาทางออกแก่เรื่องนี้ โดยจะต้องเป็นเเนวทางแก้ปัญหาแบบองค์รวม ไม่ควรทิ้งให้เป็นปัญหาของผู้ผลิตรถยนต์ต้องรับมืออยู่ฝ่ายเดียวเพราะมีปัญหาสิ่งเเวดล้อมรอบด้านที่ต้องคำนึงถึง ตั้งเเต่การผลิตรถยนต์ไปจนถึงการขับขี่รถยนต์

เขาชี้ว่า บริษัทกู้ดเยียร์กำลังพยายามหาทางแก้ปัญหานี้ด้วยการพัฒนายางล้อสีเขียวนี้

ยางล้อสีเขียว “อ็อกซิจีน” ที่เป็นมิตรต่อส่งเเวดล้อมนี้ ยังจะต้องนำไปทดสอบภาคสนามอีกหลายครั้ง ก่อนที่จะออกมาใช้งานจริงๆ ได้กับรถยนต์ที่ขับขี่กันตามท้องถนน

เเต่บริษัทกู้ดเยียร์ชี้ว่า เป็นไปได้ที่ยางล้อรถยนต์ที่ทำความสะอาดอากาศไปในตัวนี้ น่าจะออกมาสู่ตลาดผู้บริโภคได้ภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

เทคโนโลยีการรักษา “แผลที่เท้า″ ของผู้ป่วย “เบาหวาน”

เทคโนโลยีการรักษา "แผลที่เท้า" ของผู้ป่วย "เบาหวาน"

แผลเบาหวานที่เท้า   (Diabetic Foot Ulcer)

  1. 85% ของผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกตัดเท้ามีแผลบริเวณเท้ามาก่อน
  2. 40% – 70% ของโรคเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการถูกตัดขา/เท้า
  3. ทุกๆ 30 วินาทีมีผู้ป่วยเบาหวานสูญเสียเท้าจากการถูกตัดขา/เท้า
  4. 1 ใน 6 รายของผู้ป่วยเบาหวาน ต้องเคยมีบาดแผลอย่างน้อย 1 ครั้ง

 

โรคเบาหวานเป็นสาเหตุหลักของการถูกตัดขาหรือเท้า ซึ่งการถูกตัดเท้าในผู้ป่วยเบาหวานส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมากเพราะ ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้อื่น ทำให้อาจสูญเสียงานและอยู่ในสภาพที่ต้องการการฟื้นฟูในช่วงแรก ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

ซึ่งเทคโนโลยี การรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยแผลเบาหวานที่เท้า จะสามารถช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องตัดขาทิ้ง พร้อมทั้งให้ข้อมูลในการป้องกันและการดูแลผิวหนัง ให้เหมาะสำหรับผู้ป่วยในแต่ละบุคคล เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากแผลและลดโอกาสของการสูยเสียอวัยวะของผู้ป่วย ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยเป็นสำคัญ  โดยเทคโนโลยีการรักษาที่ใช้ ได้แก่

 

  1. Ultrasonic ( เทคโนโลยีการเลาะเนื้อเยื่อเล็ก )

เครื่องมือที่จะช่วยการรักษาแผลเป็น โดยวิธีปล่อยคลื่นความถี่ต่ำไปบริเวณผิวหนังที่เป็นแผล ลักษณะการทำงานจะมีฟองก๊าซ ขนาดเล็กคล้ายโพรงอากาศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดเนื้อเยื่อไขมันในเซลล์ การทำงานของคลื่นอัลตร้าโซนิกจะเพิ่มพลังงานจลน์ ของการเคลื่อนที่ของโมเลกุลภายในเซลล์  ส่งผลให้จำนวนของเชื้อแบคทีเรียและเนื้อเยื่อที่ตายแล้วบนแผลและไบโอฟิล์มก็จะถูกลบออกโดยไม่มีความเสียหายใดที่เกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง

 

  1. Versajet Debridement ( การผ่าตัดด้วยน้ำ )

นวัตกรรมโดยใช้เครื่องแรงดันน้ำโดยใช้เครื่องฉีดน้ำเกลือที่มีมีดโกน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด  ระบบนี้ช่วยให้สามารถเร่งการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อแบคทีเรียและสารปนเปื้อนที่ไม่สามารถกำจัดได้จากแผล การเผาไหม้และการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน โดยใช้เทคนิคการรักษาเนื้อเยื่อ ซึ่งช่วยลดเวลาในการปิดบาดแผลลงและอาจลดต้นทุนการรักษาโดยรวมอาศัยหลักการชะล้างบาดแผล โดยไม่ก่อให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อแกรนูเลชั่น ( Granulation Tissue )

ข้อดี

– ลดจำนวนแบคทีเรียบริเวณบาดแผล

– คงไว้ซึ่งเนื้อเยื่อที่ดี

– กำจัดเนื้อเยื่อที่ตายหรือเซลล์ที่ตายแล้วทิ้งไป

– ส่งเสริมช่วยให้ผลของการผ่าตัดดีขึ้น

– เนื้อเยื่อที่ดีบริเวณใกล้เคียง โดนทำลายน้อยที่สุด

 

  1. Hyperbaric oxygen therapy ( HBOT )  ( เทคโนโลยีการบำบัดออกซิเจนเพื่อสุขภาพ )

การบำบัดด้วยออกซิเจนในอากาศสูง เป็นการรักษาผู้ป่วยด้วยการหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ในขณะที่ผู้ป่วยเข้าไปอยู่ภายใต้สภาพความกดบรรยากาศสูงที่ 1 บรรยากาศ จากการศึกษาพบว่า HBO ช่วยในการรักษาแผลที่ดีขึ้น แผลที่หายสนิท ลดความเสี่ยงต่อการตัดแขนขา โรคที่เกิดอากาศอักเสบเรื้อรัง, รักษาแผลเรื้อรังจากการเป็นโรคเบาหวาน

ข้อดี 

  1. ลดความพิการ และ การสูญเสียอวัยวะ ช่วยให้บาดแผลเรื้อรังบริเวณนิ้วมือ นิ้วเท้า ที่เกิดอาการขาดออกซิเจนหายเร็วขึ้น จึงลดระยะเวลาในการรักษา รวมถึงลดค่าใช้จ่าย ในการรักษา และนอกจากนี้ การทำ HBOT ยังช่วยเสริมออกซิเจนให้กับสมองทันที หรือเนื้อเยื่อ ที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอ  ดังนั้นผู้ป่วยที่มาด้วยการลดความกดอากาศ แรงดันในห้องปรับบรรยากาศ HBO จะส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนที่สะสมในร่างกาย ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มสูงขึ้นตามมา ส่งผลให้ออกซิเจน แพร่ออกจากเส้นเลือดฝอยได้ไกลสามารถไปเลี้ยงสมอง และร่างกายส่วนปลายได้เพียงพอ
  2. ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท เมื่อร่างกายสามารถได้รับออกซิเจนสูงกว่าการใช้ออกซิเจนตามปกติหลายเท่า จะสามารถช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  3. ช่วยสร้างคอลลาเจนและเส้นเลือดใหม่ ออกซิเจนบริสุทธิ์ทำให้เกิดการกระตุ้นสร้างเซลล์อ่อน และทำให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ รวมถึงการสร้างเส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้นในบริเวณที่ขาดเส้นเลือด ดังนั้นผู้ป่วยที่ต้องฉายแสงรังสี แล้วต้องทำการรักษาด้านทันตกรรม ( ฟันผุเนื่องจากได้รับรังสี ) จะช่วยให้แผลหายไวขึ้น เช่นเดียวกับแผลเบาหวาน

เปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด เทคโนโลยีใหม่เพื่อผู้ป่วย

เปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด เทคโนโลยีใหม่เพื่อผู้ป่วย

ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาล ม.อ. เปิดนวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจแบบใหม่ เปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านทางสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด แห่งแรกในส่วนภูมิภาค คนไข้ฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผล ภาวะแทรกซ้อนน้อย ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1878539775544166

นพ.สิริชัย ชีวธนากรณ์กุล รองผู้อำนวยการศูนย์โรคหัวใจนราธิวาสราชนครินทร์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มของคนไข้เป็นโรคหัวใจมีมากขึ้น ประกอบกับประชาชนสนใจในสุขภาพ และมีความรู้เรื่องโรคหัวใจมากขึ้น ทำให้มีความต้องการตรวจสุขภาพ และรับการรักษามีมากขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้มีการสร้างศูนย์โรคหัวใจ เพื่อรองรับรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจแบบครบวงจรที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในภาคใต้ ทำการรักษาทั้งการรักษาแบบมาตรฐานทั่วไป เป็นศูนย์ที่ดูแลรักษารับส่งต่อคนไข้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก และพยายามนำนวัตกรรม ความรู้ทางวิชาการใหม่ๆ จากต่างประเทศมาใช้

heart-3

ทคโนโลยีใหม่ เพื่อผู้ป่วยโรคหัวใจ

ปัจจุบัน ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้มีการพัฒนาวิธีการรักษาโรคหัวใจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น โดยมีการบุกเบิกการทำหัตถการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ aortic ผ่านทางสายสวนนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งนับได้ว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในส่วนภูมิภาคที่ได้นำวิธีการนี้มาใช้ โดยได้ศึกษาและพัฒนาทีมรักษาด้วยวิธีนี้มาเป็นเวลาประมาณ 2 ปี แต่เริ่มนำมาใช้รักษาคนไข้ตั้งแต่ วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 มีคนไข้รับการรักษาไป 8 คน อายุตั้งแต่ 75-91 ปี มีผลการรักษาที่ดี สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เช่นคนทั่วไป การรักษาด้วยวิธีนี้ ได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศเป็นเวลา 7-8 ปีแล้ว ส่วนในเอเชีย และในประเทศไทยเพิ่งได้มีการนำมาใช้กันไม่นานมานี้ ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร

heart-4

ไม่มีแผลผ่าตัดที่หน้าอกอีกต่อไป

เมื่อก่อนการรักษาลิ้นหัวใจต้องใช้วิธีการผ่าตัดเปิดหน้าอก ซึ่งผู้ป่วยต้องอยู่โรงพยาบาลนานเป็นสัปดาห์ พัฒนาการของการรักษาพยาบาลโดยการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน มีลักษณะการรักษาคล้ายกับการทำบอลลูน คือคนไข้ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก เพียงใส่สายเข้าไปทางเส้นเลือดบริเวณแขน ขา หรือคอ แล้วใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านทางหลอดเลือด ซึ่งข้อดีของการรักษาแบบนี้คือคนไข้ฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลบริเวณหน้าอก ภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน ซึ่งผู้ป่วยที่เหมาะสำหรับการรักษาด้วยวิธีนี้ คือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อต้องรับการผ่าตัด ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะตอบโจทย์ในการรักษาผู้สูงอายุหรือผู้ที่ความเสี่ยงสูงอื่นๆ เช่น มีโรคประจำตัวบางชนิด

ในขณะนี้ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์เป็นที่แรก และที่เดียวในภาคใต้ ที่ให้การรักษาด้วยวิธีนี้ การรักษาโดยการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนต้องมีการร่วมทำงานเป็นทีม ระหว่างอายุรแพทย์ ศัลยแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด รังสีแพทย์ วิสัญญีแพทย์ ทีมพยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัด เป็นต้น ซึ่งการสามารถร่วมรักษาเป็นทีมถือเป็นจุดเด่นของการรักษาของที่นี่ นอกจากต้องมีความพร้อมทั้งบุคลากรและอุปกรณ์แล้ว ยังต้องมีห้องผ่าตัดแบบ Hybrid ที่มีโปรแกรมสำหรับทำการหัตถการ TAVR (Transcatheter Aortic Valve Replacement) โดยเฉพาะ และสามารถรองรับการผ่าตัดในกรณีฉุกเฉินได้ซึ่งจะมีอยู่ไม่กี่แห่ง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันทราบว่าหลายโรงพยาบาลก็พยายามสร้างความพร้อมเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่นี้

heart-2

งไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มีส่วนในการตัดสินใจของผู้ป่วยที่จะรับการรักษาด้วยวิธีนี้ ก็คือค่ารักษาที่ในปัจจุบันยังค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้วิธีผ่าตัด เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาที่เป็นลิ้นหัวใจเทียม ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ และเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ ซึ่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจากมูลนิธิโรงพยาบาลเพื่อดำเนินการรักษาด้านนี้ แต่ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีนี้แพร่หลายมากขึ้น ราคาของลิ้นหัวใจเทียม และอุปกรณ์จะถูกลง และมีบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์ด้านนี้เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตามหากท่านผู้มีจิตศรัทธาประสงค์ร่วมจะร่วมสนับสนุนเพื่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ สามารถร่วมบริจาคได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

เล็งใช้ไวรัสช่วยย้อนวัย ลบรอยเหี่ยวย่นให้เซลล์ชราภาพ

_101810916_c8a68727-596a-4baf-a302-a008fa24324e

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1873852166012927

นักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐฯ ค้นพบว่าริ้วรอยเหี่ยวย่นบนเยื่อหุ้มนิวเคลียสของเซลล์ที่แก่ชรา เป็นตัวการขัดขวางไม่ให้ยีนทำงานได้ตามปกติและส่งผลให้ร่างกายชราภาพลง แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้สามารถหยุดยั้งได้ด้วยการใช้ไวรัสเป็นพาหะนำ “ครีมลบริ้วรอย” เข้าถึงภายในเซลล์ดังกล่าว

ดร. อิรินา เอ็ม. บ็อกคิส และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบล่าสุดลงในวารสาร Aging Cell โดยระบุว่าภาวะที่ร่างกายแสดงความเสื่อมถอยในด้านต่าง ๆ ตามวัยที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นผลมาจากริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นบนเยื่อหุ้มนิวเคลียสของเซลล์เมื่อแก่ตัวลง ซึ่งริ้วรอยนี้ทำให้ตำแหน่งของดีเอ็นเอที่อยู่ภายในนิวเคลียสเปลี่ยนไป

“ตำแหน่งของดีเอ็นเอในนิวเคลียสนั้นสำคัญมาก ตามปกติแล้วยีนที่ถูกกำหนดให้ปิดสวิตช์การทำงานในเซลล์ประเภทหนึ่ง จะถูกดันให้เข้าไปชิดติดกับเยื่อหุ้มนิวเคลียส ทำให้ยีนตัวนั้นไม่ทำงานในเซลล์ชนิดดังกล่าวโดยสมบูรณ์ แต่หากพื้นผิวของเยื่อหุ้มนิวเคลียสยับย่นไม่สม่ำเสมอ ก็ไม่อาจจะปิดสวิตช์การทำงานของยีนนั้นลงได้ดีเท่าที่ควร” ดร.บ็อกคิส อธิบาย

“ยาย้อนวัย” ใช้ได้ผลในหนูทดลอง
รับแสงแดดเท่าใดจึงดีต่อสุขภาพ
กินของมันทำให้คุณเป็นสิวจริงหรือ?
สุขภาพเสียเพราะอดนอนในวันทำงานแก้ได้ หากงีบเพิ่มในวันหยุด
“คนเรามียีนและดีเอ็นเอชุดเดียวกันอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย แต่ว่ายีนแต่ละตัวจะถูกเปิดและปิดสวิตช์การทำงานในรูปแบบที่ต่างกันออกไปซึ่งขึ้นอยู่กับเซลล์แต่ละชนิด ยีนบางตัวถูกเปิดสวิตช์ให้ทำงานในเซลล์ตับ แต่จะถูกปิดสวิตช์ไม่ให้ทำงานในเซลล์สมอง หากยีนตัวใดทำงานผิดไปจากตำแหน่งที่เหมาะสม ก็จะทำให้ร่างกายมีปัญหาได้”

ดร. บ็อกคิสและคณะใช้เซลล์ของผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับเป็นต้นแบบในการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งพบว่ารอยเหี่ยวย่นบนเยื่อหุ้มนิวเคลียสของเซลล์ดังกล่าว ได้ทำให้ยีนทำงานผิดปกติจนเซลล์ตับกลายสภาพเป็นเซลล์ไขมันไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม รอยเหี่ยวย่นในระดับเซลล์ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการขาดโปรตีนลามิน (Lamin) ซึ่งทำให้เยื่อหุ้มนิวเคลียสเรียบสม่ำเสมอ ดร.บ็อกคิสจึงได้เสนอแนวคิดใช้ไวรัสเป็นพาหะนำลามินเข้าถึงภายในเซลล์ เพื่อให้เป็นเสมือนครีมลบริ้วรอยที่จะทำให้ยีนกลับมาทำงานเป็นปกติ ซึ่งจะช่วย “ย้อนวัย” ให้กับเซลล์ต่าง ๆ ได้ด้วย
_101920369__95327986_eab7fd6f-311b-4d2e-9004-9dd858e013ca
“ในขั้นต้นเราคาดว่าวิธีนี้จะสามารถนำไปรักษาภาวะผิดปกติของระบบเผาผลาญ เช่นโรคเบาหวานและไขมันพอกตับได้ แต่ในระยะยาวคาดว่าจะสามารถประยุกต์ใช้ฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่แก่ชราได้ทั่วร่างกาย เนื่องจากเซลล์ต่าง ๆ ต้องเผชิญกับภาวะที่ทำให้ชราภาพในแบบเดียวกัน” ดร.บ็อกคิสกล่าว

มนุษย์อยู่รอดได้นานที่สุดอย่างไร หากต้องกลั้นหายใจใต้น้ำ ?

78A8A6D9-E044-424E-94F5-F161178F614D

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1872220616176082

เหตุการณ์ที่ จ.อ. สมาน กุนัน อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยซีลเสียชีวิต เนื่องจากหมดสติขณะปฏิบัติภารกิจใต้น้ำเพื่อช่วยเหลือเยาวชนนักฟุตบอลทีมหมูป่าออกจากถ้ำ ได้ย้ำเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้นได้ทุกวินาที เมื่อมนุษย์ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ปราศจากอากาศสำหรับหายใจ

สาเหตุหนึ่งที่อวกาศและใต้มหาสมุทรเป็นอาณาบริเวณที่ยากต่อการสำรวจให้ทั่วถึง นั่นก็เพราะเป็นสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตมนุษย์อย่างยิ่ง แม้แต่นักดำน้ำแบบตัวเปล่าหรือฟรีไดฟ์วิ่ง (Free-diving) ระดับโลก อย่างนายนิโคลัส เมโวลี ชาวอเมริกันที่สามารถดำได้ลึกถึง 72 เมตร โดยไม่ใช้ตีนกบและอุปกรณ์ช่วยหายใจ ยังหมดสติและเสียชีวิตลงหลังกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยก่อนหน้านั้นเขาดำดิ่งลงไปเป็นเวลาทั้งสิ้น 3 นาที 38 วินาที

ถ้ำหลวง: ร่างกายและจิตใจเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อใช้ชีวิตในถ้ำมืด 2 เดือน

ขีดจำกัดของนักดำน้ำ

โดยทั่วไปแล้วนักดำน้ำแบบตัวเปล่ามืออาชีพ จะใช้เวลาในการดำดิ่งครั้งหนึ่งราว 3-4 นาที ร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อภาวะจมน้ำโดยอัตโนมัติ (Mammalian dive reflex) ซึ่งจะช่วยให้นักดำน้ำเหล่านี้กลั้นหายใจและอยู่ใต้น้ำได้นานยิ่งขึ้น

ปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติที่ว่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป แม้แต่ในเวลาที่เอาใบหน้าจุ่มลงในภาชนะใส่น้ำเย็นเท่านั้น โดยหัวใจจะเต้นช้าลง มีการควบคุมกระแสเลือดให้เข้ามาเลี้ยงเฉพาะอวัยวะสำคัญในแกนกลางของร่างกาย ส่วนม้ามจะปล่อยเม็ดเลือดแดงที่อิ่มด้วยออกซิเจนออกมามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักดำน้ำแบบตัวเปล่าที่ไม่ต้องแหวกว่ายเคลื่อนไหวร่างกายขณะอยู่ใต้น้ำ จะสามารถกลั้นหายใจอยู่ได้นานกว่าพวกที่มุ่งทำสถิติพิชิตระดับความลึก เช่นนายสติก เซเวรินเซน นักดำน้ำแบบตัวเปล่าชาวเดนมาร์ก สามารถกลั้นหายใจทำสถิติโลกได้นานถึง 22 นาที โดยเขานอนลอยตัวนิ่งอยู่ใต้น้ำระดับตื้น ในสระว่ายน้ำแห่งหนึ่งใจกลางกรุงลอนดอน เมื่อปี 2012

การกลั้นหายใจได้นานอย่างเหลือเชื่อของนายเซเวรินเซน เกิดจากการฝึกฝนและเตรียมความพร้อมร่างกายเป็นพิเศษ โดยก่อนจะลงมือทำสถิติโลก เขาได้หายใจเอาออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าไปในร่างกายด้วยวิธีการหายใจเป็นจังหวะเร็วและลึกนานเกือบ 20 นาที ซึ่งจะทำให้ร่างกายอิ่มตัวด้วยออกซิเจน และช่วยขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ตกค้างออกจากปอด

เทคนิคเช่นนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อการกลั้นหายใจได้เป็นเวลานานโดยไม่เป็นอันตราย เนื่องจากขณะที่อยู่ใต้น้ำ การสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายจะทำให้เลือดเป็นกรด กล้ามเนื้อเกร็งตัว หัวใจเต้นแรง มึนงงสับสน และอาจถึงกับเสียชีวิตได้ในที่สุด

สมาธิช่วยผ่อนคลาย-ลดอัตราการเผาผลาญ

การที่คนเราจะกลั้นหายใจใต้น้ำได้เป็นเวลานานเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสามารถทนทานภาวะที่ร่างกายมีออกซิเจนต่ำที่สุดได้เท่าใด และทนรับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นได้มากที่สุดในระดับไหนด้วย

โอกาสอยู่รอดในภาวะออกซิเจนต่ำและคาร์บอนไดออกไซด์สูง ถูกกำหนดด้วยอัตราการเผาผลาญเพื่อสร้างพลังงานให้ร่างกายเป็นสำคัญ นักดำน้ำที่ต้องแหวกว่ายออกแรงจะเกิดการเผาผลาญสูงจนใช้ออกซิเจนหมดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากกว่าคนที่กลั้นหายใจอยู่ใต้น้ำนิ่ง ๆ

เมื่อปี 1986 หนูน้อยมิเชลล์ ฟังก์ เด็กอเมริกันซึ่งยังอยู่ในวัยหัดเดินเตาะแตะ ตกลงไปในลำธารที่เย็นเยียบจนกลายเป็นน้ำแข็งไปส่วนใหญ่ แต่น่าอัศจรรย์ที่เธอรอดชีวิตมาได้แม้จะจมน้ำอยู่เป็นเวลานานถึง 66 นาที ซึ่งผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าเป็นเพราะอุณหภูมิที่ต่ำถึงขีดสุดลดระดับการเผาผลาญในร่างกายของเธอจนเกือบเป็นศูนย์

นักดำน้ำหลายคนมีเคล็ดลับในการรักษาระดับออกซิเจนและลดอัตราการเผาผลาญลง โดยพยายามทำใจให้สบายและผ่อนคลายขณะอยู่ใต้น้ำ เทคนิคนี้คล้ายกับการทำสมาธิ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลงและนักดำน้ำสามารถสงบจิตใจจนไม่เกิดความคิดฟุ้งซ่านสับสนขณะทำกิจกรรมเสี่ยงอันตราย

หายใจด้วยของเหลว

แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ช่วยนักดำน้ำให้กลั้นหายใจได้นานเพียงระดับหนึ่ง ซึ่งไม่อาจเทียบได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดเช่นวาฬและแมวน้ำที่มีวิวัฒนาการของร่างกายจนดำน้ำได้นานราว 1 ชั่วโมง วาฬนั้นมีโปรตีนไมโอโกลบิน (Myoglobin) ที่ช่วยจับออกซิเจนอยู่ในกล้ามเนื้อปริมาณมาก ทำให้เนื้อวาฬมีสีแดงคล้ำตามสีของไมโอโกลบินจนดูเหมือนกับสีดำ

A638CD66-367C-4734-93C8-47A02F245E33

สำหรับคนเราที่ร่างกายไม่มีข้อได้เปรียบเช่นนั้น ก็อาจใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่นการสูดหายใจเอาของเหลวกลุ่มเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (Perfluorocarbons – PFCs) เข้าในปอด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มออกซิเจนในกระแสเลือดและทำให้ดำน้ำได้นานขึ้น เนื่องจากของเหลวที่สูดเข้าไปนั้นกักเก็บออกซิเจนเอาไว้ได้มากกว่าก๊าซที่ใช้หายใจใต้น้ำโดยทั่วไป

มีการทดลองแช่สุนัขและแมวลงในสาร PFCs และพบว่าพวกมันสามารถปรับตัวหายใจในของเหลวได้นานหลายวัน สารนี้ไม่มีส่วนผสมของไนโตรเจน จึงอาจนำมาปรับใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อนักดำน้ำต้องขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งการหายใจในของเหลวจะช่วยหลีกเลี่ยงภาวะเมาไนโตรเจนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ยาที่คุณกินอาจทำให้รู้สึกซึมเศร้า?

CA4C65E8-5C80-49E6-A36A-406E18A0C0A3

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1870499363014874

เมื่อพูดถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยา คุณอาจนึกถึงผื่นคัน หรือ อาการปวดศีรษะ แต่งานวิจัยล่าสุดในสหรัฐฯ พบว่า ยาที่แพทย์สั่งให้ใช้เป็นประจำหลายชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้มีอาการซึมเศร้า

ส่วนหนึ่งของยาเหล่านี้ คือ ยารักษาโรคหัวใจ, ยาคุมกำเนิด และยาแก้ปวด ซึ่งเป็นยาที่คนจำนวนมากในประเทศอื่น ๆ ได้รับการสั่งจ่ายจากแพทย์เช่นกัน

มากกว่า 1 ใน 3 ของยาที่ผู้เข้าร่วมการศึกษา 26,000 คน มีอาการซึมเศร้าเป็นผลข้างเคียงจากยาที่ใช้

ขาศึกษาอะไรบ้าง?

วารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันตีพิมพ์ผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และกำลังรับยาอย่างน้อย 1 ชนิดระหว่างปี 2005-2014 ซึ่งพบว่า 37% ของยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์ ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดบางชนิด และยาลดกรด มีผลข้างเคียงอันตรายอย่างหนึ่งคือ การมีอาการซึมเศร้า

ผลการศึกษาจากลุ่มตัวอย่างพบว่า ยิ่งใช้ยามากชนิด ยิ่งมีโอกาสมีอาการซึมเศร้ามากขึ้น

  • 7% ในกลุ่มผู้ที่กินยาเหล่านี้ 1 ชนิด
  • 9% สำหรับคนที่กิน 2 ชนิด
  • 15% สำหรับคนที่กิน 3 ชนิดขึ้นไป

ประเมินกันว่า ราว 5% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เผชิญกับการมีอาการซึมเศร้า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดีมา กาโต หัวหน้าคณะผู้ศึกษา จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ กล่าวว่า “หลายคนอาจแปลกใจที่รู้ว่า ยาที่พวกเขากินอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาอาการวิตกกังวล หรือ ด้านอารมณ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงของการมีอาการซึมเศร้าได้ และอาจนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าในที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ยาเหล่านี้ เป็นสาเหตุของการมีความรู้สึกเศร้าเหงาหงอยหรือไม่

เมื่อคุณรู้สึกไม่สบายกาย คุณย่อมรู้สึกไม่สบายใจ และเป็นไปได้ที่ผู้เข้าร่วมการศึกษาบางส่วนอาจจะมีประวัติการมีอาการซึมเศร้ามาก่อนแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญของอังกฤษว่าอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักร เตือนว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นการเกี่ยวข้องกันระหว่างการรับยาเหล่านี้และความเสี่ยงของการมีอาการซึมเศร้า แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นเหตุและผลของกันและกัน

ศาสตราจารย์เดวิด บอลด์วิน จากราชวิทยาลัยจิตแพทย์ (Royal College of Psychiatrists) กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่การใช้ยาเพื่อรักษาการเจ็บป่วยทางร่างกายอย่างโรคหัวใจและโรคปอด มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้า เพราะการเจ็บป่วยทางร่างกายเองก็มีส่วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะมีอาการซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว”

ราชวิทยาลัยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (Royal College of General Practitioners) ก็ระบุเช่นกันว่า ผลการศึกษาทั้งหมดอาจจะใช้ไม่ได้ในสหราชอาณาจักร เพราะระบบสุขภาพของสหราชอาณาจักรแตกต่างจากในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์เฮเลน สโตกส์-แลมเพิร์ด ประธานของราชวิทยาลัยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า “เป็นเรื่องสำคัญที่คนไข้ควรเปิดเผยยาที่กำลังรับอยู่ที่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปอาจไม่ทราบ หรือเปิดเผยต่อเภสัชกร เมื่อไปซื้อยาที่เคาน์เตอร์”

AEC4C1D1-F719-4D42-9F07-5CF846653AA7

ความเสี่ยงคืออะไร?

ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับยาที่ใช้

ยาบางชนิด ให้ผลข้างเคียง คือ อาการซึมเศร้า เช่น ยาคุมกำเนิดบางชนิด แต่สำหรับยาชนิดอื่น ไม่ค่อยพบผลข้างเคียงเช่นนี้

หากผลข้างเคียงที่พบได้มากกว่่า 10% ของผู้ใช้ยาจัดเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ส่วนผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยพบจะส่งผลต่อคนในอัตราน้อยกว่า 1 ใน 10,000

ข้อมูลนี้สามาถสืบค้นได้ทางออนไลน์ และถูกพิมพ์ติดไว้ที่ขวดยา

ศาสตราจารย์เดวิด เทย์เลอร์ จากราชสมาคมเภสัชกรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า มี “คำอธิบายที่ฟังขึ้น” หรือไม่ ว่าเหตุใดยาจึงทำให้เกิดอาการซึมเศร้า

ยกตัวอย่าง การรับประทานยาคุมกำเนิด มีความเกี่ยวข้องที่ชัดเจนระหว่างระดับฮอร์โมนและอารมณ์

เขากล่าวว่า แต่ในยาตัวอื่น อย่างเช่นยาโรคหัวใจ เป็นเรื่องยากกว่าที่จะวิเคราะห์ว่า ตัวยาหรืออาการของโรคที่ทำให้เกิดอาการซึมเศร้าขึ้น

ศาสตราจารย์เทย์เลอร์ กล่าวว่า “เราไม่รู้ว่ายาส่งผลให้เกิดอะไรขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงของการรักษาคน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเหล่านั้น”

ผู้ใช้ควรทำอย่างไร

ศาสตราจารย์เทย์เลอร์ แนะนำว่า ถ้าคุณกำลังรับยาเหล่านี้อยู่ และไม่มีสัญญาณของอาการซึมเศร้า ก็ไม่ต้องกังวลอะไร

แต่สำหรับผู้ที่รับยาเหล่านี้กำลังเผชิญกับอาการซึมเศร้า เขาแนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือว่า มียาตัวอื่นที่ไม่ส่งผลข้างเคียงหรือไม่

ถ้าคุณกำลังคิดว่าจะต้องรับยาเหล่านี้บางชนิด เขากล่าวว่า ก็ควรจะต้อง “ระมัดระวังไว้บ้าง”

“โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังรับยาอีกตัวหนึ่งอยู่ที่เกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้าอยู่แล้ว”

พัฒนาสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สุดในโลก

3B1B6E9B-E630-4C02-A2E1-3FFB4131D0BD

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1876262429105234

     การแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงแค่ประสิทธิภาพการทำงานสุดล้ำ แต่ยังแข่งกันที่ขนาดของนวัตกรรมใหม่ด้วย

     ล่าสุดไอบีเอ็ม ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้ประกาศว่า แชมป์ใหม่ที่สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สุดในโลกได้กลายเป็นของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิแกน ในสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กตัวนี้มีขนาด 0.3 มิลลิเมตร เทียบแล้วก็เล็กกว่าเมล็ดข้าว ประกอบด้วยแรม (RAM), โฟโตโวลตาอิกส์ (Photovoltaics) เป็นตัวแปลงพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า มีตัวเก็บประจุ (capacitors) และยังมีตัวประมวลผลพร้อมเครื่องส่งสัญญาณและรับสัญญาณแบบไร้สาย มีเซ็นเซอร์อุณหภูมิที่เที่ยงตรง ให้ความแม่นยำสูงในขณะที่ใช้พลังงานต่ำ ระบบถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นมาก เพื่อไปปรับใช้กับวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้

     แต่ทีมวิจัยได้เน้นที่การวัดอุณหภูมิอย่างแม่นยำ เพื่อนำไปช่วยทางการแพทย์โดยเฉพาะการประเมินการรักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากตัวเซ็นเซอร์อุณหภูมิจะตรวจสอบความแปรผันของอุณหภูมิภายในเนื้องอกกับเนื้อเยื่อปกติ จะทำให้กำหนดเป้าหมายในการรักษาได้ อย่างไรก็ตาม นักวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาสร้างคอมพิวเตอร์จิ๋วเผยว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าเป็นคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่ เพราะคอมพิวเตอร์โดยปกติทั่วไปเมื่อดับเครื่องถอดปลั๊กโปรแกรมและข้อมูลจะยังคงอยู่ในนั้น

     เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ข้อมูลก็ไม่ได้หายไปไหน แต่สำหรับเจ้าคอมพิวเตอร์จิ๋วนี้เมื่อปิดเครื่องก็จะสูญเสียโปรแกรมและข้อมูลทั้งหมดจะหายไป ซึ่งยังต้องพัฒนาต่อให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น.