คลังเก็บหมวดหมู่: อภิสรา ศรียาภัย 7

ผลวิจัยใหม่ชี้โพรไบโอติกส์ตามท้องตลาดไร้ประโยชน์ต่อสุขภาพ

โยเกิร์ต

คนที่นิยมชมชอบผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ (Probiotics) อย่างโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวชนิดต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าช่วยในการขับถ่ายหรือเสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หลังผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า การกินจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตในผลิตภัณฑ์ที่วางขายทั่วไปตามท้องตลาดนั้น แทบจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อร่างกายทั้งสิ้น

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มานน์ของอิสราเอล ตีพิมพ์รายงานข้างต้นลงในวารสาร Cell โดยระบุว่าได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี 25 คน เพื่อพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ต่อร่างกายว่าจะมีอยู่มากน้อยเพียงใด

มีการทดลองให้อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มโพรไบโอติกส์วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน โดยเครื่องดื่มนี้ประกอบด้วยแบคทีเรียชนิดดี 11 สายพันธุ์ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์ยอดนิยมอย่างแลคโตบาซิลลัสและไบฟิโดแบคทีเรียด้วย

แก้วใส่โยเกิร์ต
คำบรรยายภาพวงการแพทย์เชื่อกันมานานว่า อาหารโพรไบโอติกส์อย่างโยเกิร์ตนั้นมีแบคทีเรียชนิดที่เป็นประโยชน์อยู่

หลังจากนั้นมีการตรวจทางเดินอาหารและลำไส้ของอาสาสมัครด้วยการส่องกล้อง รวมทั้งมีการผ่าตัดเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์จากจุดต่าง ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งผลปรากฏว่าในจำนวนครึ่งหนึ่งของกลุ่มทดลองนั้น จุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ที่กินเข้าไปไม่สามารถปักหลักเพิ่มจำนวนและยึดครองพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยในผนังลำไส้อย่างถาวรได้ โดยทั้งหมดถูกขับออกจากร่างกายแทบจะในทันที

ส่วนผลที่ได้ในกลุ่มทดลองอีกครึ่งหนึ่งนั้น พบว่าจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์สามารถจะอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลาไม่นานนัก ก่อนจะถูกจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเบียดแย่งที่อยู่อาศัยและอาหารจนหมดไป

ดร. เอราน เอลินาฟ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ผลการทดลองได้ชี้ให้เห็นว่าร่างกายของคนที่มีสุขภาพแข็งแรงจะมีภูมิต้านทานจุลินทรีย์อยู่สูง โดยร่างกายจะต่อต้านไม่เว้นแม้แต่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ยากที่คนเราจะได้ประโยชน์จากการกินโพรไบโอติกส์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ภาพจำลองจุลินทรีย์ในร่างกายคน

“ทางเดินอาหารยังเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์อื่น ๆ อีกหลายชนิด ซึ่งแต่ละคนมีสัดส่วนและชนิดของกลุ่มจุลินทรีย์เหล่านี้อยู่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการกินจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์จากผลิตภัณฑ์ที่วางขายทั่วไปในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยไม่ได้มีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพของชีวนิเวศจุลชีพ (Microbiome) ที่มีลักษณะเฉพาะตัวในแต่ละคนแล้ว ก็ถือว่าไม่เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพแต่อย่างใด” ดร. เอลินาฟกล่าว

นอกจากนี้ ทีมผู้วิจัยยังพบว่าการกินโพรไบโอติกส์หลังจากที่กลุ่มทดลองได้รับยาปฏิชีวนะไประยะหนึ่ง ยังทำให้เกิดผลเสียต่อสมดุลทางชีวภาพในร่างกายด้วย เนื่องจากจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าแทนที่แบคทีเรียอื่น ๆ ที่ถูกยาปฏิชีวนะกำจัดไปจนหมด ทำให้ต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะฟื้นสมดุลความหลากหลายของจุลชีพในลำไส้กลับคืนมาได้ ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติของระบบเผาผลาญที่แสดงออกเป็นโรคอ้วนลงพุงและโรคเบาหวานได้

Qualcomm เปิดตัวโมดูลเสาอากาศสำหรับการใช้งาน 5G ตัวแรกของสมาร์ทโฟน

Qualcomm เปิดตัวโมดูลเสาอากาศสำหรับการใช้งาน 5G ตัวแรกของสมาร์ทโฟน

ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าที่เราจะได้ใช้งาน 5G มีกลไกต่างๆ มากมายที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เครือข่าย 5G สามารถใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ ตั้งแต่โมเด็มใหม่ไปจนถึงการวางฮาร์ดแวร์ระบบเน็ตเวิร์คใหม่ แต่ด้วยแนวทางของ Qualcomm ในที่สุดเราก็จะมีผลิตภัณฑ์แรกที่จะมาทำให้โทรศัพท์มือถือสามารถใช้งาน 5G ได้แล้ว

Qualcomm เปิดตัวโมดูลเสาอากาศสำหรับการใช้งาน 5G ตัวแรกของสมาร์ทโฟน

โมดูลเสาอากาศ QTM052 (ชิ้นบนซ้าย) ชิปโมเด็ม X50 (ชิ้นล่างซ้าย) เทียบกับขนาดของเหรียญ

ด้วย QTM052 โมดูลเสาอากาศที่ใช้คลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตร (mmWave) ทำงานควบคู่กับโมเด็ม Snapdragon X50 ซึ่งมันจะสนับสนุนแบนด์วิดท์ได้กว้างสุดถึง 800 MHz ในย่านความถี่ 26.5-29.5 GHz (n257), 27.5-28.35 GHz (n261) และ 37-40 GHz (n260) และที่สำคัญก็คือ โมดูลดังกล่าวได้ถูกทำให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดจนสามารถใส่เข้าไปในสมาร์ทโฟนได้

Qualcomm เปิดตัวโมดูลเสาอากาศสำหรับการใช้งาน 5G ตัวแรกของสมาร์ทโฟน

ทั้งนี้ การเลือกใช้คลื่น mmWave กับอุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะคลื่นชนิดดังกล่าวมักต้องการแนวส่งสัญญาณแบบไร้สิ่งกีดขวาง ทาง Qualcomm จึงได้แก้ปัญหาด้วยการใช้เทคนิคทางวิทยุ ในการปรับสัญญาณคลื่นวิทยุให้เล็งไปยังอุปกรณ์ปลายทางเพื่อให้การเชื่อมต่อเสถียรเพียงพอ นอกจากนี้ โมเด็ม X50 ยังได้รับการออกแบบมารองรับการติดตั้งโมดูลเสาอากาศได้ถึง 4 ตัว (ติดตั้งบนมุมทั้ง 4 ของตัวเครื่องสมาร์ทโฟน เพื่อให้ไม่เกิดการอับสัญญาณไม่ว่าเราจะจับถือตัวเครื่องในลักษณะไหน) โดยที่โมดูล 1 ตัวนั้นมีเสาอากาศติดตั้งอยู่ภายในถึง 4 ตัวนั้น เท่ากับว่าในมือถือหนึ่งเครื่อง จะมีเสาอากาศ 5G ได้มากถึง 16 เสาเลยทีเดียว

นับเป็นทางออกที่ชาญฉลาด แล้วก็ยังเป็นการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่สำหรับเป้าหมายในการพัฒนาอุปกรณ์เคลื่อนที่ 5G ในการนี้ Qualcomm อุปกรณ์รุ่นแรกที่มีเสาอากาศ QTM052 ควรจะวางจำหน่ายได้เร็วที่สุดตั้งแต่ต้นปี 2019 อย่างไรก็ตาม หวังว่าตอนนั้นเราคงจะมีเครือข่าย 5G มาให้ใช้กันแล้ว

 

พบช่องใหว่ในระบบ Bluetooth สามารถใช้ในการแฮคข้อมูลในเครื่องได้

พบช่องใหว่ในระบบ Bluetooth สามารถใช้ในการแฮคข้อมูลในเครื่องได้

มีการค้นพบช่องโหว่ใหม่ในระบบเชื่อมต่อ Bluetooth โดยทาง Intel ผู้เผยแพร่รายงานดังกล่าวได้ให้รายละเอียดว่าช่องโหว่นี้จะอนุญาตให้แฮกเกอร์เข้าถึงอุปกรณ์ได้โดยไม่ต้องผ่านการอนุญาต ด้วยการดักที่เส้นทางรับส่งข้อมูล ได้รับผลกระทบทั้ง Bluetooth และ Bluetooth LE

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1962277380503738

ช่องโหว่นี้มีผลต่อตัวไดร์เวอร์ Bluetooth ทั้งบน Apple, Broadcom, Intel และ Qualcomm ทาง BleepingComputer ได้อธิบายว่า อุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี Bluetooth ส่วนใหญ่ ขาดระบบตรวจสอบการเข้ารหัสด้านความปลอดภัยที่เข้มแข็งพอ ซึ่งนำไปสู่ช่องทางที่แฮกเกอร์สามารถใช้ในการดักเก็บข้อมูลที่ถูกรับส่งระหว่างอุปกรณ์ได้

อย่างไรก็ตามทาง Bluetooth Special Interest Group (SIG) องค์กรที่ดูแลมาตรฐาน Bluetooth ได้เปิดเผยว่าช่องโหว่ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้มากนัก ในการโจมตีแฮกเกอร์จะต้องอยู่ในระยะของเป้าหมาย และทำการโจมตีในจังหวะที่อุปกรณ์ทั้งคู่กำลังเชื่อมต่อหากันเท่านั้น เพื่อดักเอา Public key มาให้ได้ จากนั้นจึงนำคีย์ที่ได้มาใช้ในการส่งข้อมูลปลอมไปหลอกเครื่องเป้าหมายอีกที และที่สำคัญ คือ ทั้งสองเครื่องจำเป็นต้องมีช่องโหว่ด้วย หากมีแค่เครื่องเดียวการโจมตีด้วยวิธีดังกล่าวจะไม่ได้ผล

ข่าวดีคือ ทาง Apple ได้ปิดช่องโหว่ดังกล่าวแล้วใน macOS High Sierra 10.13.5/10.13.6, iOS 11.4, tvOS 11.4 และ watchOS 4.3.1 ส่วนทาง Intel, Broadcom และ Qualcomm ก็ได้มีการประกาศการอัพเดทเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว ในขณะที่ทาง Microsoft ได้กล่าวว่า อุปกรณ์ของตนไม่ได้รับผลกระทบต่อช่องโหว่นี้

ทำไมคนเราถึงปักใจเชื่อทฤษฎีสมคบคิด ?

NASA

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1960921800639296

กระแสความเชื่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory) ที่กำลังมาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนหันมาตัดสินข่าวสารที่ได้รับฟังหลายเรื่องว่าเป็น “ข่าวปลอม” กันมากขึ้น ดังเช่นที่หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า แท้ที่จริงแล้วสหรัฐฯ คือผู้จัดฉากก่อเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน (9/11) ขึ้นเสียเอง หรือการที่นาซาส่งมนุษย์อวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ ก็เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ถ่ายทำขึ้นหลอกลวงชาวโลกเท่านั้น

แม้ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้จะมีหลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อมูลอยู่น้อยมาก แต่คนจำนวนไม่น้อยก็พร้อมจะปักใจเชื่อโดยไม่สงสัยหรือตั้งคำถามแม้สักนิด ซึ่งในหลายกรณีก็สร้างความเสียหายขึ้นในวงกว้างอย่างคาดไม่ถึง เช่นการที่นักการเมืองผู้วางนโยบายระดับประเทศไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง หรือการที่เกิดโรคหัดระบาดหนักในหมู่เด็กชาวยุโรป เพราะพ่อแม่ไม่ยอมให้ลูกรับการฉีดวัคซีนที่ตนเชื่อว่าเป็นแผนการทดลองควบคุมประชากรของรัฐบาล

นักจิตวิทยาหลายคนพยายามหาคำตอบว่า เหตุใดผู้คนจำนวนมากจึงเชื่อถือในทฤษฎีสมคบคิด ไม่เว้นแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาหรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มที่น่าจะมีความคิดเป็นเหตุเป็นผลด้วยซ้ำ

Scene of attack
คำบรรยายภาพบางคนเชื่อว่าสหรัฐฯ คือผู้จัดฉากก่อเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน (9/11) ขึ้นเสียเอง

เรื่องราวฝังใจจากจินตนาการวัยเด็ก

หากลองตั้งคำถามกับเด็กอายุ 3 ขวบว่าทำไมฝนจึงตก หนูน้อยก็อาจตอบว่า “เพราะดอกไม้กระหายน้ำ″ เด็กในวัยเดียวกันอีกคนก็อาจจะบอกคุณด้วยว่า ต้นไม้ผลิใบเพื่อจะได้ให้ร่มเงากับคนและสัตว์ที่ผ่านไปมา

คำพูดเช่นนี้คือตัวอย่างของความคิดแบบ “อันตนิยม” (Teleological thinking ) ซึ่งหมายถึงความคิดแบบที่เชื่อว่าสรรพสิ่งมีจุดมุ่งหมายในตัวเอง และทุกเหตุการณ์ล้วนเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง นับว่าเป็นความคิดที่ตรงข้ามกับหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ โดยไม่ต้องรับใช้วัตถุประสงค์ใด ๆ เลยก็ได้

ความคิดแบบอันตนิยมเป็นพื้นฐานสำคัญในการเริ่มเรียนรู้โลกและสิ่งรอบตัวของเด็กเล็ก แต่วิทยาศาสตร์มองว่าความคิดแนวนี้ทำให้คนเราเชื่อมโยงเหตุและผลผิดพลาด เช่นหนูน้อยอาจคิดว่าฝนตกเพื่อให้ดอกไม้ได้ดื่มน้ำ แต่อันที่จริงฝนตกได้ทุกเมื่อหากมีปัจจัยทางธรรมชาติพร้อมมูล โดยไม่จำเป็นว่าจะมีดอกไม้อยู่หรือไม่

ความคิดที่มาจากนิทานสอนเด็ก หรือการที่ผู้ใหญ่ตอบคำถามเรื่องปรากฏการณ์ต่าง ๆ แบบให้เด็กได้เข้าใจง่าย อาจฝังลึกอยู่ในฐานความคิดและจินตนาการของคนเราจนโตเป็นผู้ใหญ่ นำไปสู่ความเชื่อถือในทฤษฎีสมคบคิดที่สามารถให้คำอธิบายได้ว่า เหตุการณ์สะเทือนโลกต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะใครคือผู้บงการ และเขาผู้นั้นมีจุดประสงค์อะไรกันแน่

ไม่ต่างจากความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก

การที่ความคิดแบบอันตนิยมมีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างมากนั้น อาจเป็นเพราะมันมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับแนวความคิดที่แพร่หลายกว้างขวางในหมู่คนเรามาแต่โบราณกาล ซึ่งก็คือความเชื่อว่ามี “ผู้สร้าง” สรรพสิ่ง (Creationism) หรือความเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก จักรวาล และสรรพชีวิตนั่นเอง

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสและชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันตีพิมพ์ผลวิจัยล่าสุดลงในวารสาร Current Biology โดยระบุว่าผู้ที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดนั้น มีพื้นฐานความคิดคล้ายคลึงกับคนที่เชื่อว่ามีผู้สร้างสรรพสิ่งอย่างมาก ซึ่งคนกลุ่มนี้เองก็มองว่า เรื่องกำเนิดมนุษย์และสัตว์ในทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงเช่นกัน

ดร. เซบาสเตียน ดีเกซ หนึ่งในทีมนักวิจัยดังกล่าวจากมหาวิทยาลัยฟริบัวร์ (Fribourg) ของสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าพบความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างสองแนวคิดนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คนในฝรั่งเศส ทั้งยังพบความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างแนวคิดอันตนิยมกับความเชื่อถือทฤษฎีสมคบคิด ในกลุ่มนักศึกษา 150 คนในสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

ดร. ดีเกซหวังว่างานวิจัยของเขาจะช่วยให้ผู้คนมีความกระจ่างทางความคิดมากขึ้น และได้เข้าใจว่าความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความคิดแบบโบราณที่ว่ามีผู้สร้างสรรพสิ่งเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการข้อมูลในโลกยุคหลังความจริง (Post-truth) ที่ผู้คนต่างสับสนและไม่แน่ใจว่าอะไรจริงอะไรเท็จกันแน่

เหตุใดบางคนจึงปฏิเสธวิทยาศาสตร์ ?

ศ. สเตฟาน เลวานโดวสกี ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสทอลของสหราชอาณาจักรชี้ว่า แต่เดิมนั้นนักจิตวิทยาให้คำอธิบายเรื่องความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ว่า ทฤษฎีสมคบคิดเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อพยายามหลีกหนี “ความจริงที่รับฟังได้ยาก” ของคนกลุ่มดังกล่าว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเรื่องหนึ่ง คือกรณีที่คนสูบบุหรี่ไม่สู้จะเชื่อถือข่าวสารเรื่องพิษภัยต่อสุขภาพจากบุหรี่เท่าใดนัก โดยมักจะกล่าวหาว่าเป็นข่าวลวงที่รัฐบาลสร้างขึ้น เพื่อหวังผลบางอย่างในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองไป

ปธน.ทรัมป์
คำบรรยายภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะเชื่อในผลการวิจัยเรื่องภาวะโลกร้อน

ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็ปฏิเสธที่จะเชื่อในผลการวิจัยเรื่องภาวะโลกร้อนเช่นกัน ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ได้สั่งสมข้อมูลอย่างเป็นระบบมานานถึง 150 ปี แต่นายทรัมป์กลับยืนกรานว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวปลอมที่จีนปล่อยแพร่ออกมา เพื่อให้สหรัฐฯเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและการค้าเท่านั้น

“งานวิจัยล่าสุดที่ระบุว่าทฤษฎีสมคบคิดนั้นไม่ต่างกับความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก ช่วยทำให้เราเข้าใจความคิดของคนกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นระบบและลึกซึ้งมากขึ้น และจะช่วยให้เราแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องในระบบการศึกษาที่สร้างความเชื่อเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างตรงจุดอีกด้วย” ศ. เลวานโดวสกี กล่าว

 

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีตรวจหาเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือด โดยใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรีย

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีตรวจหาเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือด โดยใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรีย

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์จาก University of Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก สามารถพัฒนาวิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ จากการตรวจเลือดด้วยโปรตีนที่สร้างขึ้นจากเชื้อมาลาเรีย

Ali Salanti ศาสตราจารย์จากคณะภูมิคุ้นกันวิทยา และจุลวิทยาของ University of Copenhagen ซึ่งเป็นผู้ร่วมทำการศึกษาดังกล่าว เผยในแถลงการณ์ว่า ทีมวิจัยสามารถตรวจจับเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือดได้หลายชนิด ซึ่งหากมีเซลล์มะเร็งอยู่ในเลือด นั่นหมายความว่ามีเนื้องอกอยู่ในร่างกายไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง

ในผลการศึกษาชิ้นนี้ ทีมวิจัยแสดงให้เห็นถึงการใช้โปรตีนที่สร้างขึ้นจากเชื้อมาลาเรีย (มีชื่อเรียกว่า “VAR2CSA”) ที่สามารถช่วยตรวจหามะเร็งได้เกือบทุกชนิดจากการตรวจเลือดง่ายๆ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้จะจับตัวกับโมเลกุลน้ำตาล ที่พบได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ในเซลล์มะเร็งทุกชนิด

และเนื่องด้วยโปรตีน VAR2CSA เกาะติดกับเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ ทีมวิจัยจึงค้นพบว่า พวกเขาสามารถติดอนุภาคแม่เหล็กเล็กๆ ไว้กับโปรตีนดังกล่าว และใส่ลงไปในตัวอย่างเลือด เพื่อกู้คืนเซลล์มะเร็ง และนำไปทำการศึกษาต่อไป

ทั้งนี้  จากการทดลองด้วยตัวอย่างเลือด 5 มิลลิลิตร พบว่าสามารถกู้คืนเซลล์มะเร็งได้ถึง 9 ใน 10 เซลล์เลยทีเดียว

Mette ØrskovAgerbæk ผู้ร่วมทำการวิจัยระบุว่า จากการนับจำนวนเซลล์มะเร็งนี้ ส่งผลให้สามารถพยากรณ์โรคได้ ซึ่งหากจำนวนเซลล์เนื้องอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างทำการรักษาคนไข้ ก็อาจช่วยให้ตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนวิธีการรักษาได้ นั่นหมายความว่า การใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรียจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนรักษาคนไข้ได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยให้ได้เซลล์มะเร็งที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสามารถนำไปเพาะ และใช้ทดสอบการรักษา เพื่อกำหนดทิศทางในการรักษาที่ตอบสนองต่อคนไข้ด้วย

 

ผลวิจัยชี้การผัดวันประกันพรุ่งเป็นเรื่องการจัดการ “อารมณ์” ไม่ใช่ “เวลา″

Putting off til tomorrow...

ผลวิจัยชี้ว่าคนจะมีนิสัยชอบผัดวันประกันพรุ่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการก่อตัวของสมองของแต่ละคน และเป็นเรื่องของการบริหารอารมณ์มากกว่าการบริหารเวลา

นักวิจัยซึ่งเผยแพร่งานวิจัยในวารสาร Psychological Science ศึกษาเรื่องนี้โดยการใช้แบบสำรวจและสแกนสมองคน 264 คน เพื่อดูว่าเป็นคนที่มีแนวโน้มจะรีบจัดการกับภารกิจตรงหน้าอย่างรวดเร็วแค่ไหน นักวิจัยพบว่ามีสมองอยู่สองส่วนที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะลงมือทำภารกิจตรงหน้าให้เสร็จ หรือเลื่อนเวลาออกไปเรื่อย ๆ

งานวิจัยพบว่าคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งนั้น มีสมองส่วนที่เรียกว่า อมิกดาลา (amygdala) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ ทำหน้าที่ควบคุมเหตุผลและอารมณ์ ใหญ่กว่า และการเชื่อมต่อของสมองส่วนที่เรียกว่าอมิกดาลา กับส่วนล่างของสมองบริเวณที่เรียกว่า anterior cingulate cortex ไม่ดีเท่าคนอื่น ซึ่งจะมีผลให้สามารถจัดการกับอารมณ์และสิ่งเร้าที่เข้ามารบกวนน้อยกว่า อันจะส่งผลต่อความแน่วแน่ในการจัดการกับภารกิจตรงหน้า

แอร์ฮัน เก็นค์ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยนี้ ซึ่งประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัว เมืองโบคุม ระบุว่า คนที่มีสมองส่วนอมิกดาลาใหญ่กว่าคนอื่นอาจจะวิตกกังวลว่าหากตัวเองลงมือทำอะไรแล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีตามมา ดังนั้นคนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะลังเลและผัดวันประกันพรุ่ง

ศ. ทิม พิชชิล จากมหาวิทยาลัยคาร์ลตัน ที่เมืองออตตาวา ผู้ศึกษาเรื่องการผัดวันประกันพรุ่งมาหลายทศวรรษ เชื่อว่า นี่เป็นปัญหาของการจัดการกับอารมณ์มากกว่าจัดการเวลา โดยบอกว่า งานวิจัยชิ้นนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ และสมองส่วนที่ใช้ในการจัดการอารมณ์สามารถครอบงำความสามารถในการจัดระเบียบตัวเองได้

ศ.พิชชิล บอกต่ออีกว่า การเปลี่ยนแปลงของสมองเกิดขึ้นได้ และเคยมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการฝึกสติและทำสมาธิมีความเกี่ยวข้องกับการหดตัวของสมองส่วนอมิกดาลา และการขยายตัวของส่วนหน้าของสมองกลีบหน้าผาก (pre-frontal cortex) และทำให้การเชื่อมต่อระหว่างสมองทั้งสองส่วนนั้นอ่อนแอลง

ดร.แคโรไลน์ ชลึทเทอร์ หัวหน้าทีมวิจัยในครั้งนี้ บอกว่า สมองของคนเรามีความสามารถในการตอบสนอง และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต

คนนอน

คำแนะนำสำหรับผู้ชอบผัดวันประกันพรุ่ง

-หากคุณไม่มีกำหนดเส้นตาย ก็ให้กำหนดเวลาในการทำงานแทน เช่น ทำงาน 25 นาที และหยุดพัก 5 นาที หรือพักนานกว่านั้น หากกำหนดเวลาทำงานไว้ 90 นาที

-เขียนภารกิจที่คุณต้องทำทั้งหมด จากนั้นแบ่งภารกิจแต่ละอย่างออกเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ทำงานแต่ละชิ้นเสร็จง่ายขึ้น

-พยายามลดสิ่งที่จะมารบกวนความสนใจ เช่น ปิดเสียงเตือนอีเมล ปรับโทรศัพท์มือถือให้เป็นโหมดสำหรับขึ้นเครื่องบิน หรือไปทำงานในที่ ๆ คุณจะไม่ถูกรบกวน

-แทนที่จะทำงานที่ต้องทำ เราอาจจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น และบอกตัวเองว่าเราไม่ว่าง แต่หากจริง ๆ แล้วคุณมีเวลา คุณก็ต้องลงมือทำงานนั้นเสีย

ไข้หวัดใหญ่: การระบาดปีนี้น่ากังวลแค่ไหน

ไข้หวัดใหญ่

จำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่กำลังมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน ขณะที่หลายคนแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ หลังมีรายงานว่าหญิงวัย 23 ปี เสียชีวิตหลังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในจังหวัดอุทัยธานี เมื่อวานนี้

นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 ส.ค. ปีนี้ มีผู้ที่คาดว่าป่วยด้วยโรคไข้วัดใหญ่แล้ว 89,846 และกว่า 1 ใน 4 หรือ 26.7% ของจำนวนนั้น เป็นนักเรียน โดยมีผู้เสียชีวิตจำนวน 12 ราย

วันนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยระบุว่า จำนวนดังกล่าวยังถือว่าน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 106,415 ราย และมีผู้เสียชีวิตรวม 29 ราย ในช่วงใกล้เคียงกัน (ม.ค.-ส.ค. 2560)

อย่างไรก็ตาม รายงานสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสํานักระบาดวิทยา ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 21 ส.ค. ของปีที่แล้ว อยู่ที่ 76,424 ราย ซึ่งจะเท่ากับว่าจำนวนผู้ป่วยในปีนี้สูงกว่าราว 17.5%

อาการป่วยไข้หวัดใหญ่

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีไข้แบบทันทีทันใด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รู้สึกหนาว ปวดศีรษะ มีน้ำมูก รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร

ผู้ป่วยส่วนมากมักมีอาการไม่รุนแรง และหายป่วยในช่วง 5-7 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย

การรักษาส่วนมากเป็นการรักษาตามอาการ อย่างไรก็ตามแพทย์อาจให้ยาต้านไวรัสเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่เป็นโรคอ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

โรคไข้หวัดใหญ่แพร่ติดต่อผ่านเชื้อไว้รัสที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย ดังนั้นการไอจาม หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยในระยะใกล้ หรือการใช้ของใช้ร่วมกัน จึงทำให้มีโอกาสติดโรคได้

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ความรู้กับประชาชนในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ชิดเอ สายพันธุ์ H1N1 เมื่อปี 2552
คำบรรยายภาพเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ความรู้กับประชาชนในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์ H1N1 เมื่อปี 2552

ทำความรู้จักไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ (H1N1 และ H3N2) เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบได้มากที่สุด และมักแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝน รองลงมา ได้แก่ ชนิดบี และซี ตามข้อมูลจากสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่

ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อที่มักเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้เสมอ ซึ่งอาจเกิดโดยธรรมชาติของไว้รัสเองหรือจากการผสมข้ามสายพันธุ์

การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงมักเกิดขึ้นเมื่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นจากสัตว์ และทำให้คนส่วนมากไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน ดังเช่นที่เคยเกิดเหตุ “ไข้หวัดหมูระบาด” ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศเม็กซิโก ก่อนแพร่กระจายไปยัง 171 ประเทศทั่วโลก เมื่อปี 2552

การรับวัคซีน

ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้เชิญชวนให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีจำนวน 3.5 ล้านโดส เพื่อรับมือก่อนการระบาดช่วงฤดูฝน

จำนวนผู้โรคไข้หวัดใหญ่มักสูงขึ้นเป็นตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี และคนส่วนมากมักมีภูมิคุ้มกันไข้หวัดอยู่บ้างจากการที่เคยได้รับเชื้อหรือวัคซีนมาก่อน

การได้รับวัคซีนนอกจากจะช่วยลดโอกาสป่วยแล้ว ยังช่วยให้ลดความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นอีกด้วย

คำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข

1. ปิด – ปิดปากและจมูกเมื่อไอจาม รวมถึงใส่หน้ากากอนามัย

2. ล้าง – ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ราวบันได และราวบนรถโดยสาร

3. เลี่ยง – หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และสถานที่แออัด

4. หยุด – แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ

คลื่นความโน้มถ่วงพลังมหาศาลให้กำเนิดหลุมดำได้

ภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกมาจากหลุมดำที่ชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน

คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational waves) ซึ่งตกเป็นข่าวฮือฮาในแวดวงวิทยาศาสตร์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น นอกจากจะเกิดขึ้นเพราะเหตุรุนแรงในจักรวาลอย่างการชนและรวมตัวกันของหลุมดำแล้ว ผลการศึกษาทางทฤษฎีล่าสุดยังชี้ว่า คลื่นความโน้มถ่วงบางชนิดที่มีพลังมหาศาลก็อาจจะให้กำเนิดหลุมดำขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

ศ. ฟรานซ์ พรีทอเรียส จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันของสหรัฐฯ และ ดร. วิลเลียม อีสต์ จากสถาบันเพอริมิเทอร์เพื่อฟิสิกส์ทฤษฎี (PI) ของแคนาดา ร่วมกันเสนอความเป็นไปได้ดังกล่าวในบทความที่เผยแพร่ทางคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุถึงผลการคำนวณของพวกเขาที่ชี้ว่า มีโอกาสที่คลื่นความโน้มถ่วงสองชนิดซึ่งมีหน้าคลื่นแบนราบเหมือนกันจะชนกันเข้า ทำให้เกิดภาวะเอกฐาน (Singularity) ที่มวลมีความหนาแน่นเป็นอนันต์เช่นเดียวกับศูนย์กลางของหลุมดำขึ้นได้

คลื่นความโน้มถ่วงคือการยืดและหดตัวของปริภูมิ-เวลา (Space-time) เนื่องมาจากแรงดึงดูดของวัตถุมวลมหาศาลอย่างหลุมดำหรือดาวนิวตรอนที่โคจรวนรอบกันและกัน ก่อนจะชนและรวมตัวเข้าด้วยกันในที่สุด โดยปลดปล่อยพลังงานมหาศาลเป็นคลื่นความโน้มถ่วงที่แผ่ออกไปในจักรวาลทุกทิศทางเหมือนระลอกคลื่นในน้ำ

แบบจำลองคอมพิวเตอร์แสดงโครงสร้างของคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งแผ่ออกจากคู่ดาวนิวตรอนที่โคจรวนรอบกันและกัน
คำบรรยายภาพแบบจำลองคอมพิวเตอร์แสดงโครงสร้างของคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งแผ่ออกจากคู่ดาวนิวตรอนที่โคจรวนรอบกันและกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่คลื่นความโน้มถ่วงขยายวงกว้างออก จนเกิดจุดที่หน้าคลื่นมีความโค้งเหลือน้อยเสมือนกับเป็นคลื่นของเส้นตรงที่ขนานกันแล้ว หากคลื่นชนิดนี้ปะทะเข้ากับคลื่นความโน้มถ่วงอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า Plane-fronted wave ในช่วงเวลาที่เหมาะสมซึ่งมีพลังงานมหาศาลแฝงอยู่ด้วย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การที่ปริภูมิ-เวลาเข้าห่อหุ้มภาวะเอกฐานเอาไว้ ซึ่งก็คือกำเนิดของหลุมดำนั่นเอง

แม้ปรากฏการณ์นี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่หากเกิดขึ้นในห้วงอวกาศส่วนที่ใกล้กับโลกของเราแล้วก็จัดว่าน่ากังวลไม่น้อย เพราะหลุมดำที่เกิดขึ้นจะมีพลังทำลายล้างโลกและดวงดาวต่าง ๆ ได้อย่างราบคาบ

ส่วนกรณีที่จะมีผู้นำหลักการนี้มาใช้ เพื่อทดลองสร้างหลุมดำขนาดจิ๋วสำหรับการศึกษาทางฟิสิกส์บนโลกนั้น ทีมผู้ทำการวิจัยบอกว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะสามารถหาพลังงานมหาศาลมาใช้สร้างหลุมดำด้วยวิธีการนี้

รู้จักพาราควอต 1 ใน 3 สารเคมีอันตรายในอุตสาหกรรมการเกษตร

พาราควอต

ความพยายามในไทยในการผลักดันการห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด (พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต) ยืดเยื้อมากว่าหนึ่งปี ท่ามกลางข้อถกเถียงของฝ่ายที่เป็นห่วงเรื่อง สุขภาพและสิ่งแวดล้อม กับฝ่ายธุรกิจเคมีและภาคเกษตรบางส่วนที่เห็นว่า การใช้สารเคมียังมีความจำเป็นเพราะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ทีผ่านมา คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่แต่งตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสรุปให้ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมารวบรวมข้อมูลวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดใหม่ หลังจากคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสังคม และภาคประชาชน เสนอให้ทบทวนการตัดสินใจของคณะกรรมการวัถตุอันตราย ที่มีมติไม่ห้ามใช้ สารเคมีอันตรายดังกล่าว

อะไรคือพาราควอต

พาราควอต เป็นชื่อของสารเคมีกำจัดวัชพืช หรือยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรไทยนิยมใช้ในพืชไร่ เป็นยาเผาไหม้ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้วัชพืชแห้งเหี่ยวและตายได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่มีฤทธิ์ทำลายระบบรากของพืชประธาน ใช้ในไร่อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา

ปี 2560 ไทยนำเข้าสารพาราควอต 44,501 ตัน มูลค่า 3,816 ล้านบาท เป็นมูลค่าสูงเป็นอันดับหนึ่งของวัตถุอันตรายที่นำเข้ามาในไทย ตามด้วยสารไกลโฟเซต ที่ไทยนำเข้า 59,852 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,283 ล้านบาท

พาราควอต

วันที่ 23 พ.ค.2561 คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด แต่ให้จำกัดการใช้ สวนทางกับข้อเสนอของ กระทรวงสาธารณสุขที่เสนอให้ยกเลิก

การตกค้างของพาราควอตต่อพืชผัก นักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ในเดือน ธ.ค. 2560 ตรวจพบสารพาราควอตในผักท้องถิ่นทุกตัวอย่าง ได้แก่ พริกแดง กระเพรา คะน้า ชะอม ขณะที่การตรวจสารตกค้างของผักผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างค้าปลีกของเครือข่ายเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) พบสารพาราควอตในผักผลไม้ในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่างจาก 76 ตัวอย่าง

ขวดสารเคมียี่ห้อราวนด์อัพ
คำบรรยายภาพสารไกลโฟเซตเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาปราบศัตรูพืช “ราวด์อัพ” (RoundUp)

ทว่าในรายงานของอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับอ้างรายงานการตรวจวิเคราะห์ของ กรมวิชาการเกษตร ตรวจสารพิษตกค้างพาราควอต ในตัวอย่างพืช มะเขือเปราะ และหน่อไม้ฝรั่ง ที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ช่วงเดือน มี.ค. 2561 ไม่พบสารพิษตกค้าง ซึ่งเป็นการตรวจในกลุ่มตัวอย่างคนชนิดและต่างช่วงเวลา

ข้อถกเถียงเรื่องพิษพาราควอต

ตามข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่า พาราควอตมีพิษสูง แค่การกินเพียงจิบเดียวก็ถึงแก่ชีวิตได้ โดยไม่มียาถอนพิษ

เมื่อปี 2009 องค์การอนามัยโลก จัดให้พาราควอต เป็นสารเคมีอันตรายปานกลาง แต่มีข้อสังเกตในรายงานว่า มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหากถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย และเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากรับประทาน หรือสัมผัสกับผิวหนังในบริเวณกว้าง

ด้านศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี รายงานสถิติผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษพาราควอต ช่วงปี 2553-2559 ว่ามีจำนวน 4,223 ราย มีผู้เสียชีวิตคิดเป็น 46.18% สาเหตุหลักเกิดจากการนำไปใช้ฆ่าตัวตาย 56.60%

สถิติที่น่าในใจอีกอย่างหนึ่งคือ มีผู้เสียชีวิตด้วยพาราควอตจากการประกอบอาชีพ 8.19% คิดเป็นจำนวน 171 ราย

พาราควอต

ประชาคมนักวิชาการที่สนับสนุนการยกเลิกพาราควอต ได้เผยแพร่งานวิชาการหลายชิ้นที่ระบุว่า พาราควอต สัมพันธ์กับการก่อโรคพาร์กินสัน เป็นพิษเฉียบพลันสูงจากการสูดดม

การสวมเสื้อผ้าแบบปกปิดมิดชิดก็ไม่สามารถป้องกันการสัมผัสทางผิวหนังได้ และบาดแผลเผาไหม้ที่เกิดจากพาราควอตเองจะทำให้พาราควอต ผ่านเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการปฏิรูปสาธารณสุข กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กลไกของพาราควอตเมื่อเข้าไปทำลายร่างกายแล้ว สามารถทำลายอวัยวะต่าง ๆ ได้หมด กลุ่มอาการของโรคที่สารเคมีสะสม เป็น โรคที่รักษาไม่ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่โรคไต มะเร็ง โรคตับ น่าจะมีส่วนร่วมอยู่ด้วย และโรคทางสมองที่รักษาไม่ได้

“รายงานที่ตรงกันพบว่า ความสำคัญของมันอยู่ที่ได้รับบ่อย ๆ ถึงจะปริมาณน้อยก็ตามเข้าไปสม่ำเสมออยู่เรื่อย ๆ ถึงทำให้เกิดโรค” นพ. ธีระวัฒน์ กล่าว “การบอกว่าเมื่อเจาะเลือดแล้วไม่เจอ ได้รับการพิสูจน์เรียบร้อยแล้วว่า ไม่ใช่แค่ปริมาณเยอะอย่างเดียว แต่แม้ปริมาณน้อยจนแทบตรวจไม่ได้ แต่ได้อยู่เรื่อย ๆ ก็ทำให้เกิดโรคชัดเจน”

การห้ามใช้พาราควอตในต่างประเทศ

ปัจจุบันมีอย่างน้อย 53 ประเทศทั่วโลกที่ ยกเลิกการใช้พาราควอต ซึ่งรวมถึงประเทศในสหภาพยุโรป ที่ยกเลิกเมื่อปี 2007

ศาลแห่งสหภาพยุโรปมีคำสั่งยกเลิกการใช้พาราควอต เนื่องจากข้อกังวลด้านสุขภาพและการประเมินความปลอดภัยในสารเคมี รวมทั้งการไม่นำรายงานผลกระทบต่อโรคพาร์กินสัน มาพิจารณา

ในเอเชีย ห้ามใช้พาราควอตแล้วใน 9 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน คูเวต ลาว เกาหลีใต้ ศรีลังกา ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวียดนาม ส่วนประเทศที่จำกัดการใช้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

จีนทยอยยกเลิกการใช้พาราควอตตั้งแต่ปี 2012 ด้วยเหตุผลเพื่อการปกป้องสุขภาพของประชาชน และยกเลิกการใช้และจำหน่ายสูตรน้ำเมื่อปี 2016

พาราควอต

สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นกลุ่มประเทศที่ยังไม่ยกเลิกพาราควอต แต่จำกัดการใช้อย่างเข้มงวด

ส่วนในไทย กรมวิชาการเกษตรชี้แจงกับบีบีซีไทยว่า ได้จัดทำหลักเกณฑ์การจำกัดการใช้วัตถุอันตรายเสนอไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

กินจิ้งหรีดช่วยเพิ่มจุลชีพในลำไส้-ลดการอักเสบทั่วร่างกาย

จิ้งหรีดทอด

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1920370871361056

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชี้ว่า จิ้งหรีดคือหนึ่งในแมลงที่นับเป็นสุดยอดอาหารหรือซูเปอร์ฟูดส์ (Super foods) อย่างแท้จริง โดยผลการวิจัยล่าสุดพบว่าการกินจิ้งหรีดช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้เติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น ลดการอักเสบในร่างกาย และไม่เป็นอันตรายแม้กินเข้าไปในปริมาณมาก

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Scientific Reports โดยชี้ว่าจิ้งหรีดเป็นอาหารแนวใหม่ที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์มากกว่าที่เคยคาดกันเอาไว้ โดยนอกจากจะมีโปรตีนสูงและมีสารอาหารอื่น ๆ แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น

มีการทดลองนำร่องในกลุ่มจำกัดเพื่อทดสอบว่าเส้นใยอาหาร (ไฟเบอร์) จากจิ้งหรีด เช่นเส้นใยอาหารที่เรียกว่าไคติน (Chitin) จะมีประโยชน์ต่อจุลชีพในร่างกายมนุษย์เป็นพิเศษหรือไม่ เพราะไฟเบอร์จากแมลงนั้นแตกต่างกับของพืชผักผลไม้โดยทั่วไปมาก แม้จะเป็นอาหารของจุลชีพในลำไส้เหมือนกันก็ตาม

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ
คำบรรยายภาพปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ

ทีมผู้วิจัยให้ชายและหญิงสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-48 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารเช้าตามปกติ แต่อีกกลุ่มจะได้รับจิ้งหรีดแห้งบดเป็นผง 25 กรัมผสมไปกับขนมและเครื่องดื่มด้วย แล้วให้ทั้งสองกลุ่มรับประทานอาหารแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์

จากนั้นผู้วิจัยให้อาสาสมัครทั้งหมดงดรับประทานจิ้งหรีดอย่างสิ้นเชิงตลอด 2 สัปดาห์ถัดมา แล้วจึงสลับให้กลุ่มที่ไม่ได้กินจิ้งหรีดในตอนแรกเป็นฝ่ายได้รับประทานบ้างอีก 2 สัปดาห์ โดยมีการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือด อุจจาระ และคำตอบในแบบสอบถามเรื่องระบบทางเดินอาหารของอาสาสมัครในการทดลองทุกระยะ

ผลที่ได้พบว่า อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนโปรตีนในเลือดชื่อ TNF-alpha ซึ่งสัมพันธ์กับการอักเสบ การก่อมะเร็ง และภาวะซึมเศร้านั้นกลับลดลง และที่สำคัญพบว่าจำนวนของแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่ถือว่าจุลชีพเหล่านี้มีบทบาทส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพร่างกายโดยรวมอย่างยิ่ง

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ ส่วนผู้คนในโลกตะวันตกต่างให้ความสนใจรับประทานแมลงเป็นอาหารกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการทำฟาร์มปศุสัตว์ ทั้งยังอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี วิตามิน และแร่ธาตุ มากกว่าหมูหรือเนื้อวัวซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากเกินไป