คลังเก็บหมวดหมู่: อภิสรา ศรียาภัย 7

ช่องคลอดหดเกร็ง: เมื่อร่างกายของผู้หญิงปฏิเสธเซ็กส์

ไอส์ลีย์ ลีนน์

“คุณไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้ตลอดเวลาหรอกค่ะ”

เมื่อไอส์ลีย์ ลีนน์ นึกถึงประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกของเธอในช่วงเป็นวัยรุ่น เธอเรียกว่ามันว่าล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม

“ฉันรู้สึกว่ามันทรมานใจมาก ฉันรู้สึกเหมือนใจสลาย ฉันรู้สึกผิดทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของฉัน”

ขณะที่คนอื่นอาจจะรู้สึกกระอักกระอ่วน ทำตัวไม่ถูกเมื่อมีประสบการณ์ทางเพศครั้งแรก แต่สำหรับไอส์ลีย์แล้วประสบการณ์ของเธอเกี่ยวข้องกับ อาการที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก

ไอส์ลีย์ ปัจจุบันอายุ 30 ปี ยังคงมีอาการช่องคลอดหดเกร็ง (vaginismus) เธอเดินสายแสดงละครเรื่อง Skin a Cat บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเอง ในเรื่องนี้

ฉากหนึ่งในละครเรื่อง Skin A Cat
คำบรรยายภาพSkin a Cat บอกเล่าเรื่องราวผู้หญิงคนหนึ่งที่มีปัญหาช่องคลอดหดเกร็ง

บริการสาธารณสุขแห่งชาติ (National Health Service–NHS) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าช่องคลอดหดเกร็ง คือปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกาย ที่มีต่อความกลัวการสอดใส่ทางช่องคลอดในบางรูปแบบหรือทุกรูปแบบ โดยกล้ามเนื้อช่องคลอดจะเกิดการบีบรัดจนไม่สามารถควบคุมได้

คนที่มีอาการนี้อาจรู้สึกว่า การสอดใส่ผ้าอนามัยแบบสอดเป็นเรื่องยากเย็น, การมีเซ็กส์เป็นเรื่องต้องใช้ความพยายามอย่างมาก, อาจรู้สึกแสบร้อน หรือ ปวดเหมือนถูกแมลงต่อย

ไอส์ลีย์ บอกว่า: “ฉันลองใช้ผ้าอนามัยแบบสอดครั้งแรก ตอนอายุ 10 ขวบ มันเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เหมือนกับไม่มีช่องให้สอด เหมือนกับมีผนังมาปิดกั้นตรงที่ควรจะเป็นช่องให้สอดเข้าไป”

“ฉันรู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างผิดปกติอย่างรุนแรง หลังจากมีแฟนคนแรก”

ผ้าอนามัยแบบสอด
คำบรรยายภาพผู้ที่มีอาการช่องคลอดหดเกร็ง อาจเผชิญกับปัญหาในการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด

อาการที่เธอเผชิญยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อความสัมพันธ์ของไอส์ลีย์ด้วย

“ฉันจำได้ว่า ฉันรู้สึกกลัวว่าคนที่ฉันคบหาอยู่จะคิดว่าฉันไม่ได้รักเขา หรือเขาไม่ดึงดูดใจฉันพอ” เธอเล่า

ไอส์ลีย์ ซึ่งเป็นนักเขียนบทละคร ได้รับการวินิจฉัยว่ามีปัญหาช่องคลอดหดเกร็งในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย และได้รับการรักษาด้วยอุปกรณ์ฝึกช่องคลอด ซึ่งจะช่วยค่อย ๆ ขยายขนาดเพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และยังได้รับการรักษาทางกายภาพด้วย

ไอส์ลีย์ เล่าว่า หลังจากพยายามรักษาหลายวิธี ไม่นานเธอก็รู้ว่าไม่ได้ผล และ “การรักษา″ ไม่ใช่คำตอบของความสุขในระยะยาวของเธอ

แพทย์กำลังรักษาคนไข้
คำบรรยายภาพการรักษาช่องคลอดหดเกร็ง รวมถึงการบำบัดจิตวิทยาทางเพศ และเทคนิคในการผ่อนคลายต่าง ๆ

“คนที่ช่วยบำบัดอาการของฉันเป็นคนที่หยุดและถามฉันว่า ฉันอยากจะเป็นปกติมากแค่ไหน”

“จากการสนทนาครั้งนั้น คุณก็เห็นละครฉากสุดท้าย ตัวละครตัวนี้ถูกขอให้บอกสิ่งที่เธอต้องการเกี่ยวกับชีวิตทางเพศของเธอ” เธอเล่า

“แล้วเธอก็ตระหนักว่าเธอมีความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องมีชีวิตทางเพศในแบบเดียวกันกับคนอื่น”

“คุณกำหนดบทละครชีวิตของตัวเอง และควรทำในสิ่งที่คุณมีความสุข”

คน 2 คนบนเตียง

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประเมินว่ามีผู้หญิงในสหราชอาณาจักรมากน้อยเพียงใดที่มีปัญหาช่องคลอดหดเกร็ง อย่างไรก็ดี การสำรวจเมื่อไม่นานนี้พบว่า เกือบ 1 ใน 10 ของผู้หญิงอังกฤษ รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

การเจ็บนั้นอาจมาจากหลายเหตุผล แต่ช่องคลอดหดเกร็งเป็นสาเหตุหนึ่ง

ดร. วาเนสซา แม็กเคย์ สูตินรีแพทย์ที่ปรึกษาและแพทย์ผู้ชำนาญโรคสตรี จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยควีนเอลิซาเบธ ในเมืองกลาสโกว์ อธิบายว่า “ช่องคลอดหดเกร็ง แตกต่างจากอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ เพราะมันเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายที่ทำให้เกิดอาการขึ้น”

“มันเป็นเรื่องยากที่จะระบุว่ามีผู้หญิงที่มีปัญหานี้อยู่เท่าไหร่ เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ซึ่งมีปัญหาทางเพศมักไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้”

นอกจากการแก้ปัญหาทางกายภาพแล้ว การรักษายังมุ่งเน้นไปที่ด้านจิตใจด้วย นั่นก็คือความกลัวการสอดใส่

ดร. แม็กเคย์ บอกว่า การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาทางเพศ มักจะนำมาใช้อยู่บ่อย ๆ ซึ่งเป็นการบำบัดด้วยการพูดคุยที่ช่วยให้คนคนนั้นเข้าใจและเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่มีต่อร่างกาย

“เรื่องเทคนิคต่าง ๆ ที่ช่วยในการผ่อนคลายจะช่วยให้คุณรู้จักผ่อนคลายกล้ามเนื้อช่องคลอด การออกกำลังกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ก็เป็นวิธีที่นำมาใช้ในการรักษาช่องคลอดหดเกร็งได้เช่นกัน

“เราได้สั่งให้ใช้อุปกรณ์ฝึกช่องคลอดด้วย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับผ้าอนามัยแบบสอดที่มีผิวเรียบ มีความกว้างหลายขนาด ที่ช่วยทำให้คุณรู้สึกคุ้นเคยกับการมีอะไรอยู่ในช่องคลอด”

เทเรซา
คำบรรยายภาพเทเรซา พยายามใช้การสะกดจิตในการรักษาช่องคลอดหดเกร็ง

เทเรซา วัย 23 ปี ก็เป็นอีกคนที่มีปัญหาช่องคลอดหดเกร็ง เธอเล่าว่า หลังจากได้รับการวินิจฉัยโรค เธอได้รับคำแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ

“นักบำบัดคนหนึ่งแนะนำให้ฉันลองใช้การสะกดจิต ฉันก็ลองทำดูตอนที่รู้สึกแย่ ๆ แต่มันไม่ได้ผลสำหรับฉันเลย ฉันรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา คอยแต่คิดว่า ‘แบบนี้จะได้ผลหรือเปล่านะ'” เทเรซา เล่า

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า: “วิธีหนึ่งที่ได้ผลสำหรับฉันคือ อุปกรณ์ถ่างช่องคลอดที่มีหลายขนาด เพียงแต่คุณต้องฝึกให้ตัวเองผ่อนคลายเวลาใช้มัน”

“ตอนนี้ ชีวิตค่อนข้างดี ฉันไม่กังวลเรื่องนี้ทุกวันแล้ว ฉันรู้สึกสบาย ๆ มีความสุขมาก ตอนแรก ๆ ก็ยาก แต่ฉันคิดว่า เมื่อคุณพบทางออก มันก็ง่ายแล้วล่ะ” เธอกล่าว

แผ่นดินไหว-สึนามิอินโดนีเซีย: ระบบเตือนของไทยพร้อมแค่ไหนหากภัยมา

ความเสียหายบนเกาะพีพีหลังคลื่นสึนามิเข้าถล่มในปี 2547

คลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวในอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,200 คนไปแล้ว ก่อให้เกิดความสงสัยในประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยสึนามิที่มีอยู่ และเมื่อย้อนมองกลับมายังประเทศไทยซึ่งเคยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสึนามิเมื่อปี พ.ศ. 2547 ก็เกิดคำถามคล้ายคลึงกันว่าระบบเตือนภัยสึนามิมีประสิทธิภาพเพียงไร

ในขณะที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติยืนยันว่าระบบมีประสิทธิภาพ แต่คนในบางชุมชนที่เคยเผชิญเหตุมาก่อนกลับระบุว่าระบบการอพยพ ย้ายคนไปสู่ที่ปลอดภัย และเส้นทางการอพยพอาจมีปัญหา

ระบบเตือนภัยของไทย

ความเสียหายที่หาดป่าตองหลังสีนามิเข้า
คำบรรยายภาพความเสียหายที่หาดป่าตองหลังสึนามิเข้า

นายศุภภิมิตร เปาริก ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่าระบบเตือนภัยคลื่นสึนามิของไทยนั้นอยู่ในสภาพพร้อม และมีการตรวจสอบประสิทธิภาพอยู่เสมอ ซึ่งระบบประกอบไปด้วยฐานเก็บบันทึกข้อมูลใต้ทะเลลึก และทุ่นลอยส่งสัญญาณผิวทะเล 2 แห่ง และมีการใช้คอมพิวเตอร์จำลองรูปแบบเพื่อทำนายแนวโน้มของการเกิดคลื่นสึนามิจากข้อมูลที่ได้มา แล้วแจ้งให้ศูนย์เตือนภัยตามชายฝั่งทะเลต่าง ๆ ทราบ เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยให้ประชาชนในท้องถิ่นเตรียมตัวอพยพหนีภัยได้ทันเวลา

“ทุ่นลอย 2 แห่งนี้ ตัวแรกอยู่ห่างจากเกาะภูเก็ตราว 1,000 กม. ตัวที่ 2 อยู่ห่างจากเกาะภูเก็ตราว 300 กม. ถ้ามีการเตือนภัยจากทุ่นลอยตัวแรก คนบนฝั่งจะมีเวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการอพยพ และหากมีสัญญาณเตือนมาจากทุ่นตัวที่ 2 จะมีเวลาอพยพราว 45 นาที” เขากล่าว

หอเตือนภัย

นอกจากทุ่น 2 ตัวนี้แล้วก็ยังมีเครือข่ายทุ่นตรวจจับของประเทศต่าง ๆ ที่วางในมหาสมุทรแปซิฟิกอีกด้วย ซึ่งสามารถให้ข้อมูลแรงสะเทือนที่เกิดตามที่ต่าง ๆ ได้

และก็มียังมีสถานีวัดระดับน้ำของกองทัพเรือ ซึ่งจะสามารถวัดได้เมื่อระดับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว และส่งข้อมูลมายืนยันว่าจะเกิดสึนามิอย่างแท้จริง

“หากว่าเกิดในฝั่งอันดามัน เราก็มีสถานีวัดระดับน้ำที่เกาะเมียง จ.พังงาที่จะส่งสัญญาณเตือนเข้ามาในระบบเตือนภัยสึนามิ ซึ่งจะช่วยยืนยันว่ากำลังจะเกิดสึนามิแล้ว” เขากล่าว

ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งไปยังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ก่อนที่จะถูกส่งออกไปยังศูนย์เตือนภัยชายฝั่งต่าง ๆ ที่เตือนคนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทั้งเป็นเสียงสัญญาณ และคำพูดที่เป็นภาษาต่าง ๆ 5 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น เพื่อให้อพยพไปที่สูงได้ทันท่วงที

“ศูนย์เตือนภัยชายฝั่งได้รับการซ่อมแซมและทำนุบำรุงให้ใช้งานได้อยู่เสมอ และมีการทดสอบว่าระบบเตือนใช้ได้หรือไม่อยู่ทุกวันพุธ โดยจะมีการกระจายเสียงเป็นเพลงชาติในตอนเช้าให้ชุมชนต่าง ๆ ได้ยิน หากว่าไม่ได้ยิน หรือเสียหาย ชุมชนก็จะรายงานเข้ามา ทางหน่วยราชการก็จะไปซ่อมแซม” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ผอ. ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่ากรณีของอินโดนีเซียที่เพิ่งผ่านมานั้นเป็นสึนามิที่เกิดขึ้นบนพื้นดิน ซึ่งอาจทำให้แผ่นดินถล่มใต้ทะเลใกล้ชายฝั่ง และก่อให้เกิดเป็นคลื่นสึนามิย้อนกลับมาสู่ฝั่ง การเกิดใกล้ชายฝั่ง ทำให้ทุ่นกลางทะเลไม่สามารถตรวจจับได้ แต่สถานีตรวจวัดระดับน้ำตรวจได้และมีการประกาศเตือนสึนามิออกไป “แต่ไม่นานก็ยกเลิกประกาศไป ซึ่งผมก็ไม่มีข้อมูลเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน”

เขากล่าวอีกว่าหากกรณีนี้เกิดขึ้นกับไทย เชื่อว่าสถานีตรวจระดับน้ำทะเล เช่น สถานีที่เกาะเมียง จะสามารถตรวจจับระดับน้ำที่ลดลงได้ และส่งข้อมูลออกมาเพื่อให้ทางศูนย์ฯ ออกคำเตือนไปยังประชาชนก่อนที่จะเกิดสึนามิ

ประสบการณ์ที่ยังคงหลอกหลอ

“ทุกวันนี้ เวลาผมได้ยินเรื่องสึนามิที่เกิดขึ้นตามที่ต่าง ๆ อย่างเช่นอินโดนีเซียที่เกิดขึ้นไม่กี่วันนี้ ประสบการณ์ครั้งนั้นก็ตามมาหลอกหลอน” วินัย ชิดเชี่ยว กำนันตำบลกะรน จ. ภูเก็ต ที่เป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิถล่มชายฝั่งของไทยจนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 รายกล่าวกับบีบีซีไทย

สิ่งที่เขารู้สึกก็คือการมีศูนย์เตือนภัยตามที่ต่าง ๆ นั้นก็ไม่เพียงพอ เพราะยังต้องมีระบบอื่นที่สอดประสานกันอย่างเช่น ระบบการสื่อสารระหว่างประชาชน ระบบการอพยพเคลื่อนย้ายคน เส้นทางการเคลื่อนย้ายที่สามารถทำได้โดยสะดวก

นักท่องเที่ยวกำลังวิ่งหนีคลื่นที่โถมเข้ามาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547
คำบรรยายภาพนักท่องเที่ยวกำลังวิ่งหนีคลื่นที่โถมเข้ามาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ที่หาดไรเลย์ กระบี่

“ในฐานะที่บ้านผมอยู่ห่างจากหาดกะรนเพียง 300 เมตร ทำให้ผมรู้สึกว่าควรจะมีระบบการเตือนภัยและการอพยพคนขึ้นสู่ที่สูงให้ดีกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ที่หาดกะรนนั้นไม่มีป้ายที่ชัดเจนอธิบายแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติว่าหากเกิดสึนามิขึ้น ควรจะหนีไปทางไหนจึงจะปลอดภัย และควรมีระบบการกระจายเสียงตามสายเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนที่กำลังตื่นตระหนกว่าควรทำอย่างไร เพราะตอนนี้คนก็เพิ่มขึ้น รถรา อาคารบ้านเรือนก็หนาแน่น การควบคุมและสื่อสารคนที่ตื่นตระหนกมีความจำเป็นอย่างมาก รวมทั้งควรมีการปรับปรุงสถานที่พักอาศัยชั่วคราวให้มีความพร้อมมากขึ้นด้วยเพื่อรองรับเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา″ นายวินัยกล่าว

เมื่อถามว่าเขาอยู่ที่ไหน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปี 2547 วินัยกล่าวว่าเขาโชคดีมากที่ไม่ได้ไปอยู่ที่หาดกะรนในเช้าวันนั้น

“ปกติผมจะไปกินกาแฟและนั่งคุยกับเพื่อนบ้านที่ชายหาดทุกวันเสาร์ แต่วันนั้นผมต้องไปเรียนหนังสือ เรียนอะไรก็จำไม่ได้ สักพักเพื่อนผมที่อยู่ที่สูงเหนือหาดกะรน ก็โทร. มาบอกว่าให้รีบกลับบ้าน พายุกำลังหอบน้ำทะเลซัดเข้ามาทางหาดกะรน ระหว่างทางกลับบ้านผมก็พยายามบอกทุกคนที่เจอว่าพายุจากทะเลพัดเข้าฝั่ง ไม่มีใครเชื่อผมเลย ท้องฟ้าใสมากไม่มีวี่แววพายุ เพราะตอนนั้นเราไม่มีความรู้เรื่องสึนามิกันเลย”

เมื่อไปถึงบ้านก็เห็นน้ำทะเลยกสูงเป็นแนวเข้าสู่ฝั่ง เขาบอกให้คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านวิ่งหนีขึ้นที่สูง

“หาดกะรนจะมีสันทรายกั้นระหว่างทะเลกับบ้านคน สันทรายเป็นตัวช่วยสกัดไว้ก่อน เราก็เห็นน้ำเอ่อขึ้นแล้วล้นข้ามสันทรายมาอย่างรวดเร็ว แต่มันก็เพียงพอให้เราหนีขึ้นที่สูงได้” แม้กระนั้นก็ยังมีผู้เสียชีวิตสิบกว่ารายที่หาดกะรนในเหตุการณ์ดังกล่าว

“หลังจากเหตุการณ์นั้น ก็มีการประชุมหารือว่าเราควรทำอย่างไรหากเกิดเหตุอีกครั้ง ซึ่งก็มีการทำป้าย หอสัญญาณเตือนภัย รวมทั้งเส้นทางหนีขึ้นเขาที่อยู่ใกล้ แต่ปัจจุบันนี้ ทุกอย่างก็ผุพังเสียหายไป เส้นทางที่ควรจะมีก็ไม่ได้ทำขึ้นจนเสร็จเพราะติดปัญหาหลายประการ” วินัยกล่าวและบอกว่าจากเรื่องสึนามิที่เกาะสุลาเวสีทำให้เขาเห็นว่าควรจะต้องยกระดับการเรียกร้องให้มีการทำนุบำรุงเส้นทางอพยพ หรืออุปกรณ์การสื่อสารระหว่างกันให้มากขึ้น และเขามีแผนที่จะได้หารือกับทางหน่วยงานราชการในวันพรุ่งนี้

เครือข่ายเตือนภัยอันดามัน

เจ้าหน้าที่กำลังเช็คระบบเตือนภัยสึนามิที่่หาดป่าตอง จ. ภูเก็ต สึนามิปี 2547 ทำให้มีคนเสียชีวิตในไทยถึง 5,395 คน
คำบรรยายภาพเจ้าหน้าที่กำลังเช็คระบบเตือนภัยสึนามิที่่หาดป่าตอง จ. ภูเก็ต สึนามิปี 2547 ทำให้มีคนเสียชีวิตในไทยถึง 5,395 คน

ศรัญพักตร์ ตันติวงศ์ไพศาล เครือข่ายเพื่อนเตือนภัยจังหวัดภูเก็ต (วิทยุสมัครเล่น) กล่าวว่าประชาชนที่อยู่ชายหาดในจังหวัดที่เคยได้รับผลกระทบจากสึนามิ อย่างเช่น ภูเก็ต พังงา กระบี่ ฯ ต่างก็รวมตัวกันขึ้นเป็นเครือข่ายเพื่อนเตือนภัยอันดามัน ซึ่งสื่อสารกันโดยใช้แอพพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงกับสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหวโดยตรง

“หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาจะมีคำเตือนส่งมาทางไลน์ของกลุ่ม ว่ามีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ไหน ความลึกเท่าไร จะมีผลกระทบหรือไม่ กรณีที่มีผลกระทบ มีความเป็นไปได้ที่จะมีสึนามิ ก็จะมีเครือข่ายของเราที่เป็นประชาชนตามชายหาดอย่างเช่น กมลา ป่าตอง ราไว ไปแจ้งเตือนสมาชิกคนอื่น ๆ และสมาชิกก็จะไปแจ้งเตือนบ้านข้าง ๆ อีกทีหนึ่ง” เธอกล่าว

นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้วิทยุสื่อสาร โดยสมาชิกที่เป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นจะได้รับการอบรมจากหน่วยงานราชการ โดยใช้คลื่น 145.000 เมกกะเฮิร์ซ เพื่อรายงานสถานการณ์ รวมทั้งประสานงานกับ หน่วยงานราชการในกรณีที่เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ขึ้นไม่เฉพาะแต่สึนามิเท่านั้น

ป้ายบอกเส้นทางหนีคลื่นยักษ์ที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต
คำบรรยายภาพป้ายบอกเส้นทางหนีคลื่นยักษ์ที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต

“ตามชายหาดของภูเก็ต ก็จะมีป้ายต่าง ๆ ระบุว่าเป็นเส้นทางหลบภัยสึนามิอยู่ แต่ก็อาจมีป้ายที่ชำรุดไม่ชัดเจนได้บ้างเหมือนกัน ซึ่งถ้าเป็นคนในพื้นที่ก็น่าจะทราบว่าควรจะไปทางไหนเพื่อจะปลอดภัย และน่าจะบอกกับนักท่องเที่ยวได้ และคนที่ทำงานด้านบริการท่องเที่ยวในภูเก็ตก็คิดว่าจะได้รับการอบรมมาบ้าง และสามารถสื่อสารช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้หากเกิดเหตุ”

อย่างไรก็ตามเธอก็เห็นว่าปัจจุบันภูเก็ต มีจำนวนประชาชน อาคารและรถยนต์มากกว่าในปี 2547 มาก ดังนั้นจึงจะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายหากว่าจะต้องมีการอพยพขึ้นมา “เราต้องมีความพร้อม มีความตื่นตัว แต่ไม่ตระหนก”

ผลวิจัยใหม่ชี้โพรไบโอติกส์ตามท้องตลาดไร้ประโยชน์ต่อสุขภาพ

โยเกิร์ต

คนที่นิยมชมชอบผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ (Probiotics) อย่างโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวชนิดต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าช่วยในการขับถ่ายหรือเสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หลังผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า การกินจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตในผลิตภัณฑ์ที่วางขายทั่วไปตามท้องตลาดนั้น แทบจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อร่างกายทั้งสิ้น

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มานน์ของอิสราเอล ตีพิมพ์รายงานข้างต้นลงในวารสาร Cell โดยระบุว่าได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี 25 คน เพื่อพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ต่อร่างกายว่าจะมีอยู่มากน้อยเพียงใด

มีการทดลองให้อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มโพรไบโอติกส์วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน โดยเครื่องดื่มนี้ประกอบด้วยแบคทีเรียชนิดดี 11 สายพันธุ์ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์ยอดนิยมอย่างแลคโตบาซิลลัสและไบฟิโดแบคทีเรียด้วย

แก้วใส่โยเกิร์ต
คำบรรยายภาพวงการแพทย์เชื่อกันมานานว่า อาหารโพรไบโอติกส์อย่างโยเกิร์ตนั้นมีแบคทีเรียชนิดที่เป็นประโยชน์อยู่

หลังจากนั้นมีการตรวจทางเดินอาหารและลำไส้ของอาสาสมัครด้วยการส่องกล้อง รวมทั้งมีการผ่าตัดเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์จากจุดต่าง ๆ ภายในร่างกาย ซึ่งผลปรากฏว่าในจำนวนครึ่งหนึ่งของกลุ่มทดลองนั้น จุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ที่กินเข้าไปไม่สามารถปักหลักเพิ่มจำนวนและยึดครองพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยในผนังลำไส้อย่างถาวรได้ โดยทั้งหมดถูกขับออกจากร่างกายแทบจะในทันที

ส่วนผลที่ได้ในกลุ่มทดลองอีกครึ่งหนึ่งนั้น พบว่าจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์สามารถจะอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลาไม่นานนัก ก่อนจะถูกจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเบียดแย่งที่อยู่อาศัยและอาหารจนหมดไป

ดร. เอราน เอลินาฟ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ผลการทดลองได้ชี้ให้เห็นว่าร่างกายของคนที่มีสุขภาพแข็งแรงจะมีภูมิต้านทานจุลินทรีย์อยู่สูง โดยร่างกายจะต่อต้านไม่เว้นแม้แต่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ยากที่คนเราจะได้ประโยชน์จากการกินโพรไบโอติกส์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ภาพจำลองจุลินทรีย์ในร่างกายคน

“ทางเดินอาหารยังเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์อื่น ๆ อีกหลายชนิด ซึ่งแต่ละคนมีสัดส่วนและชนิดของกลุ่มจุลินทรีย์เหล่านี้อยู่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการกินจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์จากผลิตภัณฑ์ที่วางขายทั่วไปในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยไม่ได้มีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพของชีวนิเวศจุลชีพ (Microbiome) ที่มีลักษณะเฉพาะตัวในแต่ละคนแล้ว ก็ถือว่าไม่เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพแต่อย่างใด” ดร. เอลินาฟกล่าว

นอกจากนี้ ทีมผู้วิจัยยังพบว่าการกินโพรไบโอติกส์หลังจากที่กลุ่มทดลองได้รับยาปฏิชีวนะไประยะหนึ่ง ยังทำให้เกิดผลเสียต่อสมดุลทางชีวภาพในร่างกายด้วย เนื่องจากจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าแทนที่แบคทีเรียอื่น ๆ ที่ถูกยาปฏิชีวนะกำจัดไปจนหมด ทำให้ต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะฟื้นสมดุลความหลากหลายของจุลชีพในลำไส้กลับคืนมาได้ ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติของระบบเผาผลาญที่แสดงออกเป็นโรคอ้วนลงพุงและโรคเบาหวานได้

Qualcomm เปิดตัวโมดูลเสาอากาศสำหรับการใช้งาน 5G ตัวแรกของสมาร์ทโฟน

Qualcomm เปิดตัวโมดูลเสาอากาศสำหรับการใช้งาน 5G ตัวแรกของสมาร์ทโฟน

ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าที่เราจะได้ใช้งาน 5G มีกลไกต่างๆ มากมายที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เครือข่าย 5G สามารถใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ ตั้งแต่โมเด็มใหม่ไปจนถึงการวางฮาร์ดแวร์ระบบเน็ตเวิร์คใหม่ แต่ด้วยแนวทางของ Qualcomm ในที่สุดเราก็จะมีผลิตภัณฑ์แรกที่จะมาทำให้โทรศัพท์มือถือสามารถใช้งาน 5G ได้แล้ว

Qualcomm เปิดตัวโมดูลเสาอากาศสำหรับการใช้งาน 5G ตัวแรกของสมาร์ทโฟน

โมดูลเสาอากาศ QTM052 (ชิ้นบนซ้าย) ชิปโมเด็ม X50 (ชิ้นล่างซ้าย) เทียบกับขนาดของเหรียญ

ด้วย QTM052 โมดูลเสาอากาศที่ใช้คลื่นความถี่ระดับมิลลิเมตร (mmWave) ทำงานควบคู่กับโมเด็ม Snapdragon X50 ซึ่งมันจะสนับสนุนแบนด์วิดท์ได้กว้างสุดถึง 800 MHz ในย่านความถี่ 26.5-29.5 GHz (n257), 27.5-28.35 GHz (n261) และ 37-40 GHz (n260) และที่สำคัญก็คือ โมดูลดังกล่าวได้ถูกทำให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดจนสามารถใส่เข้าไปในสมาร์ทโฟนได้

Qualcomm เปิดตัวโมดูลเสาอากาศสำหรับการใช้งาน 5G ตัวแรกของสมาร์ทโฟน

ทั้งนี้ การเลือกใช้คลื่น mmWave กับอุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะคลื่นชนิดดังกล่าวมักต้องการแนวส่งสัญญาณแบบไร้สิ่งกีดขวาง ทาง Qualcomm จึงได้แก้ปัญหาด้วยการใช้เทคนิคทางวิทยุ ในการปรับสัญญาณคลื่นวิทยุให้เล็งไปยังอุปกรณ์ปลายทางเพื่อให้การเชื่อมต่อเสถียรเพียงพอ นอกจากนี้ โมเด็ม X50 ยังได้รับการออกแบบมารองรับการติดตั้งโมดูลเสาอากาศได้ถึง 4 ตัว (ติดตั้งบนมุมทั้ง 4 ของตัวเครื่องสมาร์ทโฟน เพื่อให้ไม่เกิดการอับสัญญาณไม่ว่าเราจะจับถือตัวเครื่องในลักษณะไหน) โดยที่โมดูล 1 ตัวนั้นมีเสาอากาศติดตั้งอยู่ภายในถึง 4 ตัวนั้น เท่ากับว่าในมือถือหนึ่งเครื่อง จะมีเสาอากาศ 5G ได้มากถึง 16 เสาเลยทีเดียว

นับเป็นทางออกที่ชาญฉลาด แล้วก็ยังเป็นการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่สำหรับเป้าหมายในการพัฒนาอุปกรณ์เคลื่อนที่ 5G ในการนี้ Qualcomm อุปกรณ์รุ่นแรกที่มีเสาอากาศ QTM052 ควรจะวางจำหน่ายได้เร็วที่สุดตั้งแต่ต้นปี 2019 อย่างไรก็ตาม หวังว่าตอนนั้นเราคงจะมีเครือข่าย 5G มาให้ใช้กันแล้ว

 

พบช่องใหว่ในระบบ Bluetooth สามารถใช้ในการแฮคข้อมูลในเครื่องได้

พบช่องใหว่ในระบบ Bluetooth สามารถใช้ในการแฮคข้อมูลในเครื่องได้

มีการค้นพบช่องโหว่ใหม่ในระบบเชื่อมต่อ Bluetooth โดยทาง Intel ผู้เผยแพร่รายงานดังกล่าวได้ให้รายละเอียดว่าช่องโหว่นี้จะอนุญาตให้แฮกเกอร์เข้าถึงอุปกรณ์ได้โดยไม่ต้องผ่านการอนุญาต ด้วยการดักที่เส้นทางรับส่งข้อมูล ได้รับผลกระทบทั้ง Bluetooth และ Bluetooth LE

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1962277380503738

ช่องโหว่นี้มีผลต่อตัวไดร์เวอร์ Bluetooth ทั้งบน Apple, Broadcom, Intel และ Qualcomm ทาง BleepingComputer ได้อธิบายว่า อุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี Bluetooth ส่วนใหญ่ ขาดระบบตรวจสอบการเข้ารหัสด้านความปลอดภัยที่เข้มแข็งพอ ซึ่งนำไปสู่ช่องทางที่แฮกเกอร์สามารถใช้ในการดักเก็บข้อมูลที่ถูกรับส่งระหว่างอุปกรณ์ได้

อย่างไรก็ตามทาง Bluetooth Special Interest Group (SIG) องค์กรที่ดูแลมาตรฐาน Bluetooth ได้เปิดเผยว่าช่องโหว่ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้มากนัก ในการโจมตีแฮกเกอร์จะต้องอยู่ในระยะของเป้าหมาย และทำการโจมตีในจังหวะที่อุปกรณ์ทั้งคู่กำลังเชื่อมต่อหากันเท่านั้น เพื่อดักเอา Public key มาให้ได้ จากนั้นจึงนำคีย์ที่ได้มาใช้ในการส่งข้อมูลปลอมไปหลอกเครื่องเป้าหมายอีกที และที่สำคัญ คือ ทั้งสองเครื่องจำเป็นต้องมีช่องโหว่ด้วย หากมีแค่เครื่องเดียวการโจมตีด้วยวิธีดังกล่าวจะไม่ได้ผล

ข่าวดีคือ ทาง Apple ได้ปิดช่องโหว่ดังกล่าวแล้วใน macOS High Sierra 10.13.5/10.13.6, iOS 11.4, tvOS 11.4 และ watchOS 4.3.1 ส่วนทาง Intel, Broadcom และ Qualcomm ก็ได้มีการประกาศการอัพเดทเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว ในขณะที่ทาง Microsoft ได้กล่าวว่า อุปกรณ์ของตนไม่ได้รับผลกระทบต่อช่องโหว่นี้

ทำไมคนเราถึงปักใจเชื่อทฤษฎีสมคบคิด ?

NASA

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1960921800639296

กระแสความเชื่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory) ที่กำลังมาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนหันมาตัดสินข่าวสารที่ได้รับฟังหลายเรื่องว่าเป็น “ข่าวปลอม” กันมากขึ้น ดังเช่นที่หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า แท้ที่จริงแล้วสหรัฐฯ คือผู้จัดฉากก่อเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน (9/11) ขึ้นเสียเอง หรือการที่นาซาส่งมนุษย์อวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ ก็เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ถ่ายทำขึ้นหลอกลวงชาวโลกเท่านั้น

แม้ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้จะมีหลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อมูลอยู่น้อยมาก แต่คนจำนวนไม่น้อยก็พร้อมจะปักใจเชื่อโดยไม่สงสัยหรือตั้งคำถามแม้สักนิด ซึ่งในหลายกรณีก็สร้างความเสียหายขึ้นในวงกว้างอย่างคาดไม่ถึง เช่นการที่นักการเมืองผู้วางนโยบายระดับประเทศไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง หรือการที่เกิดโรคหัดระบาดหนักในหมู่เด็กชาวยุโรป เพราะพ่อแม่ไม่ยอมให้ลูกรับการฉีดวัคซีนที่ตนเชื่อว่าเป็นแผนการทดลองควบคุมประชากรของรัฐบาล

นักจิตวิทยาหลายคนพยายามหาคำตอบว่า เหตุใดผู้คนจำนวนมากจึงเชื่อถือในทฤษฎีสมคบคิด ไม่เว้นแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาหรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มที่น่าจะมีความคิดเป็นเหตุเป็นผลด้วยซ้ำ

Scene of attack
คำบรรยายภาพบางคนเชื่อว่าสหรัฐฯ คือผู้จัดฉากก่อเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน (9/11) ขึ้นเสียเอง

เรื่องราวฝังใจจากจินตนาการวัยเด็ก

หากลองตั้งคำถามกับเด็กอายุ 3 ขวบว่าทำไมฝนจึงตก หนูน้อยก็อาจตอบว่า “เพราะดอกไม้กระหายน้ำ″ เด็กในวัยเดียวกันอีกคนก็อาจจะบอกคุณด้วยว่า ต้นไม้ผลิใบเพื่อจะได้ให้ร่มเงากับคนและสัตว์ที่ผ่านไปมา

คำพูดเช่นนี้คือตัวอย่างของความคิดแบบ “อันตนิยม” (Teleological thinking ) ซึ่งหมายถึงความคิดแบบที่เชื่อว่าสรรพสิ่งมีจุดมุ่งหมายในตัวเอง และทุกเหตุการณ์ล้วนเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง นับว่าเป็นความคิดที่ตรงข้ามกับหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ โดยไม่ต้องรับใช้วัตถุประสงค์ใด ๆ เลยก็ได้

ความคิดแบบอันตนิยมเป็นพื้นฐานสำคัญในการเริ่มเรียนรู้โลกและสิ่งรอบตัวของเด็กเล็ก แต่วิทยาศาสตร์มองว่าความคิดแนวนี้ทำให้คนเราเชื่อมโยงเหตุและผลผิดพลาด เช่นหนูน้อยอาจคิดว่าฝนตกเพื่อให้ดอกไม้ได้ดื่มน้ำ แต่อันที่จริงฝนตกได้ทุกเมื่อหากมีปัจจัยทางธรรมชาติพร้อมมูล โดยไม่จำเป็นว่าจะมีดอกไม้อยู่หรือไม่

ความคิดที่มาจากนิทานสอนเด็ก หรือการที่ผู้ใหญ่ตอบคำถามเรื่องปรากฏการณ์ต่าง ๆ แบบให้เด็กได้เข้าใจง่าย อาจฝังลึกอยู่ในฐานความคิดและจินตนาการของคนเราจนโตเป็นผู้ใหญ่ นำไปสู่ความเชื่อถือในทฤษฎีสมคบคิดที่สามารถให้คำอธิบายได้ว่า เหตุการณ์สะเทือนโลกต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะใครคือผู้บงการ และเขาผู้นั้นมีจุดประสงค์อะไรกันแน่

ไม่ต่างจากความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก

การที่ความคิดแบบอันตนิยมมีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างมากนั้น อาจเป็นเพราะมันมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับแนวความคิดที่แพร่หลายกว้างขวางในหมู่คนเรามาแต่โบราณกาล ซึ่งก็คือความเชื่อว่ามี “ผู้สร้าง” สรรพสิ่ง (Creationism) หรือความเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก จักรวาล และสรรพชีวิตนั่นเอง

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสและชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันตีพิมพ์ผลวิจัยล่าสุดลงในวารสาร Current Biology โดยระบุว่าผู้ที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดนั้น มีพื้นฐานความคิดคล้ายคลึงกับคนที่เชื่อว่ามีผู้สร้างสรรพสิ่งอย่างมาก ซึ่งคนกลุ่มนี้เองก็มองว่า เรื่องกำเนิดมนุษย์และสัตว์ในทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงเช่นกัน

ดร. เซบาสเตียน ดีเกซ หนึ่งในทีมนักวิจัยดังกล่าวจากมหาวิทยาลัยฟริบัวร์ (Fribourg) ของสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าพบความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างสองแนวคิดนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คนในฝรั่งเศส ทั้งยังพบความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างแนวคิดอันตนิยมกับความเชื่อถือทฤษฎีสมคบคิด ในกลุ่มนักศึกษา 150 คนในสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

ดร. ดีเกซหวังว่างานวิจัยของเขาจะช่วยให้ผู้คนมีความกระจ่างทางความคิดมากขึ้น และได้เข้าใจว่าความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความคิดแบบโบราณที่ว่ามีผู้สร้างสรรพสิ่งเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการข้อมูลในโลกยุคหลังความจริง (Post-truth) ที่ผู้คนต่างสับสนและไม่แน่ใจว่าอะไรจริงอะไรเท็จกันแน่

เหตุใดบางคนจึงปฏิเสธวิทยาศาสตร์ ?

ศ. สเตฟาน เลวานโดวสกี ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสทอลของสหราชอาณาจักรชี้ว่า แต่เดิมนั้นนักจิตวิทยาให้คำอธิบายเรื่องความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ว่า ทฤษฎีสมคบคิดเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อพยายามหลีกหนี “ความจริงที่รับฟังได้ยาก” ของคนกลุ่มดังกล่าว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเรื่องหนึ่ง คือกรณีที่คนสูบบุหรี่ไม่สู้จะเชื่อถือข่าวสารเรื่องพิษภัยต่อสุขภาพจากบุหรี่เท่าใดนัก โดยมักจะกล่าวหาว่าเป็นข่าวลวงที่รัฐบาลสร้างขึ้น เพื่อหวังผลบางอย่างในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองไป

ปธน.ทรัมป์
คำบรรยายภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะเชื่อในผลการวิจัยเรื่องภาวะโลกร้อน

ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็ปฏิเสธที่จะเชื่อในผลการวิจัยเรื่องภาวะโลกร้อนเช่นกัน ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ได้สั่งสมข้อมูลอย่างเป็นระบบมานานถึง 150 ปี แต่นายทรัมป์กลับยืนกรานว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวปลอมที่จีนปล่อยแพร่ออกมา เพื่อให้สหรัฐฯเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและการค้าเท่านั้น

“งานวิจัยล่าสุดที่ระบุว่าทฤษฎีสมคบคิดนั้นไม่ต่างกับความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก ช่วยทำให้เราเข้าใจความคิดของคนกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นระบบและลึกซึ้งมากขึ้น และจะช่วยให้เราแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องในระบบการศึกษาที่สร้างความเชื่อเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างตรงจุดอีกด้วย” ศ. เลวานโดวสกี กล่าว

 

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีตรวจหาเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือด โดยใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรีย

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีตรวจหาเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือด โดยใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรีย

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์จาก University of Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก สามารถพัฒนาวิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ จากการตรวจเลือดด้วยโปรตีนที่สร้างขึ้นจากเชื้อมาลาเรีย

Ali Salanti ศาสตราจารย์จากคณะภูมิคุ้นกันวิทยา และจุลวิทยาของ University of Copenhagen ซึ่งเป็นผู้ร่วมทำการศึกษาดังกล่าว เผยในแถลงการณ์ว่า ทีมวิจัยสามารถตรวจจับเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือดได้หลายชนิด ซึ่งหากมีเซลล์มะเร็งอยู่ในเลือด นั่นหมายความว่ามีเนื้องอกอยู่ในร่างกายไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง

ในผลการศึกษาชิ้นนี้ ทีมวิจัยแสดงให้เห็นถึงการใช้โปรตีนที่สร้างขึ้นจากเชื้อมาลาเรีย (มีชื่อเรียกว่า “VAR2CSA”) ที่สามารถช่วยตรวจหามะเร็งได้เกือบทุกชนิดจากการตรวจเลือดง่ายๆ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้จะจับตัวกับโมเลกุลน้ำตาล ที่พบได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ในเซลล์มะเร็งทุกชนิด

และเนื่องด้วยโปรตีน VAR2CSA เกาะติดกับเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ ทีมวิจัยจึงค้นพบว่า พวกเขาสามารถติดอนุภาคแม่เหล็กเล็กๆ ไว้กับโปรตีนดังกล่าว และใส่ลงไปในตัวอย่างเลือด เพื่อกู้คืนเซลล์มะเร็ง และนำไปทำการศึกษาต่อไป

ทั้งนี้  จากการทดลองด้วยตัวอย่างเลือด 5 มิลลิลิตร พบว่าสามารถกู้คืนเซลล์มะเร็งได้ถึง 9 ใน 10 เซลล์เลยทีเดียว

Mette ØrskovAgerbæk ผู้ร่วมทำการวิจัยระบุว่า จากการนับจำนวนเซลล์มะเร็งนี้ ส่งผลให้สามารถพยากรณ์โรคได้ ซึ่งหากจำนวนเซลล์เนื้องอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างทำการรักษาคนไข้ ก็อาจช่วยให้ตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนวิธีการรักษาได้ นั่นหมายความว่า การใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรียจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนรักษาคนไข้ได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยให้ได้เซลล์มะเร็งที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสามารถนำไปเพาะ และใช้ทดสอบการรักษา เพื่อกำหนดทิศทางในการรักษาที่ตอบสนองต่อคนไข้ด้วย

 

ผลวิจัยชี้การผัดวันประกันพรุ่งเป็นเรื่องการจัดการ “อารมณ์” ไม่ใช่ “เวลา″

Putting off til tomorrow...

ผลวิจัยชี้ว่าคนจะมีนิสัยชอบผัดวันประกันพรุ่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการก่อตัวของสมองของแต่ละคน และเป็นเรื่องของการบริหารอารมณ์มากกว่าการบริหารเวลา

นักวิจัยซึ่งเผยแพร่งานวิจัยในวารสาร Psychological Science ศึกษาเรื่องนี้โดยการใช้แบบสำรวจและสแกนสมองคน 264 คน เพื่อดูว่าเป็นคนที่มีแนวโน้มจะรีบจัดการกับภารกิจตรงหน้าอย่างรวดเร็วแค่ไหน นักวิจัยพบว่ามีสมองอยู่สองส่วนที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะลงมือทำภารกิจตรงหน้าให้เสร็จ หรือเลื่อนเวลาออกไปเรื่อย ๆ

งานวิจัยพบว่าคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งนั้น มีสมองส่วนที่เรียกว่า อมิกดาลา (amygdala) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ ทำหน้าที่ควบคุมเหตุผลและอารมณ์ ใหญ่กว่า และการเชื่อมต่อของสมองส่วนที่เรียกว่าอมิกดาลา กับส่วนล่างของสมองบริเวณที่เรียกว่า anterior cingulate cortex ไม่ดีเท่าคนอื่น ซึ่งจะมีผลให้สามารถจัดการกับอารมณ์และสิ่งเร้าที่เข้ามารบกวนน้อยกว่า อันจะส่งผลต่อความแน่วแน่ในการจัดการกับภารกิจตรงหน้า

แอร์ฮัน เก็นค์ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยนี้ ซึ่งประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัว เมืองโบคุม ระบุว่า คนที่มีสมองส่วนอมิกดาลาใหญ่กว่าคนอื่นอาจจะวิตกกังวลว่าหากตัวเองลงมือทำอะไรแล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีตามมา ดังนั้นคนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะลังเลและผัดวันประกันพรุ่ง

ศ. ทิม พิชชิล จากมหาวิทยาลัยคาร์ลตัน ที่เมืองออตตาวา ผู้ศึกษาเรื่องการผัดวันประกันพรุ่งมาหลายทศวรรษ เชื่อว่า นี่เป็นปัญหาของการจัดการกับอารมณ์มากกว่าจัดการเวลา โดยบอกว่า งานวิจัยชิ้นนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ และสมองส่วนที่ใช้ในการจัดการอารมณ์สามารถครอบงำความสามารถในการจัดระเบียบตัวเองได้

ศ.พิชชิล บอกต่ออีกว่า การเปลี่ยนแปลงของสมองเกิดขึ้นได้ และเคยมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการฝึกสติและทำสมาธิมีความเกี่ยวข้องกับการหดตัวของสมองส่วนอมิกดาลา และการขยายตัวของส่วนหน้าของสมองกลีบหน้าผาก (pre-frontal cortex) และทำให้การเชื่อมต่อระหว่างสมองทั้งสองส่วนนั้นอ่อนแอลง

ดร.แคโรไลน์ ชลึทเทอร์ หัวหน้าทีมวิจัยในครั้งนี้ บอกว่า สมองของคนเรามีความสามารถในการตอบสนอง และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต

คนนอน

คำแนะนำสำหรับผู้ชอบผัดวันประกันพรุ่ง

-หากคุณไม่มีกำหนดเส้นตาย ก็ให้กำหนดเวลาในการทำงานแทน เช่น ทำงาน 25 นาที และหยุดพัก 5 นาที หรือพักนานกว่านั้น หากกำหนดเวลาทำงานไว้ 90 นาที

-เขียนภารกิจที่คุณต้องทำทั้งหมด จากนั้นแบ่งภารกิจแต่ละอย่างออกเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ทำงานแต่ละชิ้นเสร็จง่ายขึ้น

-พยายามลดสิ่งที่จะมารบกวนความสนใจ เช่น ปิดเสียงเตือนอีเมล ปรับโทรศัพท์มือถือให้เป็นโหมดสำหรับขึ้นเครื่องบิน หรือไปทำงานในที่ ๆ คุณจะไม่ถูกรบกวน

-แทนที่จะทำงานที่ต้องทำ เราอาจจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น และบอกตัวเองว่าเราไม่ว่าง แต่หากจริง ๆ แล้วคุณมีเวลา คุณก็ต้องลงมือทำงานนั้นเสีย

ไข้หวัดใหญ่: การระบาดปีนี้น่ากังวลแค่ไหน

ไข้หวัดใหญ่

จำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่กำลังมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน ขณะที่หลายคนแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ หลังมีรายงานว่าหญิงวัย 23 ปี เสียชีวิตหลังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในจังหวัดอุทัยธานี เมื่อวานนี้

นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 ส.ค. ปีนี้ มีผู้ที่คาดว่าป่วยด้วยโรคไข้วัดใหญ่แล้ว 89,846 และกว่า 1 ใน 4 หรือ 26.7% ของจำนวนนั้น เป็นนักเรียน โดยมีผู้เสียชีวิตจำนวน 12 ราย

วันนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยระบุว่า จำนวนดังกล่าวยังถือว่าน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 106,415 ราย และมีผู้เสียชีวิตรวม 29 ราย ในช่วงใกล้เคียงกัน (ม.ค.-ส.ค. 2560)

อย่างไรก็ตาม รายงานสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสํานักระบาดวิทยา ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 21 ส.ค. ของปีที่แล้ว อยู่ที่ 76,424 ราย ซึ่งจะเท่ากับว่าจำนวนผู้ป่วยในปีนี้สูงกว่าราว 17.5%

อาการป่วยไข้หวัดใหญ่

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีไข้แบบทันทีทันใด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รู้สึกหนาว ปวดศีรษะ มีน้ำมูก รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร

ผู้ป่วยส่วนมากมักมีอาการไม่รุนแรง และหายป่วยในช่วง 5-7 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย

การรักษาส่วนมากเป็นการรักษาตามอาการ อย่างไรก็ตามแพทย์อาจให้ยาต้านไวรัสเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่เป็นโรคอ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

โรคไข้หวัดใหญ่แพร่ติดต่อผ่านเชื้อไว้รัสที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย ดังนั้นการไอจาม หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยในระยะใกล้ หรือการใช้ของใช้ร่วมกัน จึงทำให้มีโอกาสติดโรคได้

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ความรู้กับประชาชนในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ชิดเอ สายพันธุ์ H1N1 เมื่อปี 2552
คำบรรยายภาพเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ความรู้กับประชาชนในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์ H1N1 เมื่อปี 2552

ทำความรู้จักไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ (H1N1 และ H3N2) เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบได้มากที่สุด และมักแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝน รองลงมา ได้แก่ ชนิดบี และซี ตามข้อมูลจากสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่

ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อที่มักเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้เสมอ ซึ่งอาจเกิดโดยธรรมชาติของไว้รัสเองหรือจากการผสมข้ามสายพันธุ์

การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงมักเกิดขึ้นเมื่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นจากสัตว์ และทำให้คนส่วนมากไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน ดังเช่นที่เคยเกิดเหตุ “ไข้หวัดหมูระบาด” ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศเม็กซิโก ก่อนแพร่กระจายไปยัง 171 ประเทศทั่วโลก เมื่อปี 2552

การรับวัคซีน

ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้เชิญชวนให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีจำนวน 3.5 ล้านโดส เพื่อรับมือก่อนการระบาดช่วงฤดูฝน

จำนวนผู้โรคไข้หวัดใหญ่มักสูงขึ้นเป็นตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี และคนส่วนมากมักมีภูมิคุ้มกันไข้หวัดอยู่บ้างจากการที่เคยได้รับเชื้อหรือวัคซีนมาก่อน

การได้รับวัคซีนนอกจากจะช่วยลดโอกาสป่วยแล้ว ยังช่วยให้ลดความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นอีกด้วย

คำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข

1. ปิด – ปิดปากและจมูกเมื่อไอจาม รวมถึงใส่หน้ากากอนามัย

2. ล้าง – ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ราวบันได และราวบนรถโดยสาร

3. เลี่ยง – หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และสถานที่แออัด

4. หยุด – แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ

คลื่นความโน้มถ่วงพลังมหาศาลให้กำเนิดหลุมดำได้

ภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกมาจากหลุมดำที่ชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน

คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational waves) ซึ่งตกเป็นข่าวฮือฮาในแวดวงวิทยาศาสตร์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น นอกจากจะเกิดขึ้นเพราะเหตุรุนแรงในจักรวาลอย่างการชนและรวมตัวกันของหลุมดำแล้ว ผลการศึกษาทางทฤษฎีล่าสุดยังชี้ว่า คลื่นความโน้มถ่วงบางชนิดที่มีพลังมหาศาลก็อาจจะให้กำเนิดหลุมดำขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

ศ. ฟรานซ์ พรีทอเรียส จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันของสหรัฐฯ และ ดร. วิลเลียม อีสต์ จากสถาบันเพอริมิเทอร์เพื่อฟิสิกส์ทฤษฎี (PI) ของแคนาดา ร่วมกันเสนอความเป็นไปได้ดังกล่าวในบทความที่เผยแพร่ทางคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุถึงผลการคำนวณของพวกเขาที่ชี้ว่า มีโอกาสที่คลื่นความโน้มถ่วงสองชนิดซึ่งมีหน้าคลื่นแบนราบเหมือนกันจะชนกันเข้า ทำให้เกิดภาวะเอกฐาน (Singularity) ที่มวลมีความหนาแน่นเป็นอนันต์เช่นเดียวกับศูนย์กลางของหลุมดำขึ้นได้

คลื่นความโน้มถ่วงคือการยืดและหดตัวของปริภูมิ-เวลา (Space-time) เนื่องมาจากแรงดึงดูดของวัตถุมวลมหาศาลอย่างหลุมดำหรือดาวนิวตรอนที่โคจรวนรอบกันและกัน ก่อนจะชนและรวมตัวเข้าด้วยกันในที่สุด โดยปลดปล่อยพลังงานมหาศาลเป็นคลื่นความโน้มถ่วงที่แผ่ออกไปในจักรวาลทุกทิศทางเหมือนระลอกคลื่นในน้ำ

แบบจำลองคอมพิวเตอร์แสดงโครงสร้างของคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งแผ่ออกจากคู่ดาวนิวตรอนที่โคจรวนรอบกันและกัน
คำบรรยายภาพแบบจำลองคอมพิวเตอร์แสดงโครงสร้างของคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งแผ่ออกจากคู่ดาวนิวตรอนที่โคจรวนรอบกันและกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่คลื่นความโน้มถ่วงขยายวงกว้างออก จนเกิดจุดที่หน้าคลื่นมีความโค้งเหลือน้อยเสมือนกับเป็นคลื่นของเส้นตรงที่ขนานกันแล้ว หากคลื่นชนิดนี้ปะทะเข้ากับคลื่นความโน้มถ่วงอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า Plane-fronted wave ในช่วงเวลาที่เหมาะสมซึ่งมีพลังงานมหาศาลแฝงอยู่ด้วย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การที่ปริภูมิ-เวลาเข้าห่อหุ้มภาวะเอกฐานเอาไว้ ซึ่งก็คือกำเนิดของหลุมดำนั่นเอง

แม้ปรากฏการณ์นี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่หากเกิดขึ้นในห้วงอวกาศส่วนที่ใกล้กับโลกของเราแล้วก็จัดว่าน่ากังวลไม่น้อย เพราะหลุมดำที่เกิดขึ้นจะมีพลังทำลายล้างโลกและดวงดาวต่าง ๆ ได้อย่างราบคาบ

ส่วนกรณีที่จะมีผู้นำหลักการนี้มาใช้ เพื่อทดลองสร้างหลุมดำขนาดจิ๋วสำหรับการศึกษาทางฟิสิกส์บนโลกนั้น ทีมผู้ทำการวิจัยบอกว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะสามารถหาพลังงานมหาศาลมาใช้สร้างหลุมดำด้วยวิธีการนี้