คลังเก็บหมวดหมู่: ณัฐษรา แก้วสุริยาภรณ์ 7

เบคอน ไส้กรอก อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Bacon

งานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่รับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปในปริมาณมากมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่รับประทานอาหารประเภทดังกล่าวน้อย ถึง 9 เปอร์เซ็นต์ ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับการศึกษาขององค์กรอนามัยโลกก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าเนื้อสัตว์แปรรูปทำให้เกิดมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางฝ่ายบอกว่าความเสี่ยงมะเร็งจากการรับประทานอาหารดังกล่าวยังมี “น้อยมาก ๆ”

เสี่ยงแค่ไหน?

ในสหราชอาณาจักร ผู้หญิง 14 ใน 100 คน จะเป็นมะเร็งเต้านม ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต นั่นหมายความว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ในหมู่ประชากรกลุ่มนี้ ทำให้ประเมินได้ว่าจะมีผู้หญิงป่วยเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 1 คน ต่อทุก ๆ 100 คน

ศูนย์วิจัยมะเร็งสหราชอาณาจักร ระบุว่าการเกิดมะเร็งราว 23 เปอร์เซ็นต์ เป็นกรณีที่ป้องกันได้ และ การเกิดมะเร็ง ราว 8 เปอร์เซ็นต์ มีสาเหตุมาจากโรคอ้วน และอีก 8 เปอร์เซ็นต์เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ทีมนักวิจัยซึ่งตีพิมพ์ผลการวิจัยนี้ในวารสารมะเร็งนานาชาติ (International Journal of Cancer) ระบุว่า สิ่งที่นักวิจัยค้นพบว่ามีส่วนทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้นเป็นเฉพาะเนื้อสัตว์แปรรูป ไม่ใช่เนื้อแดง

ก่อนหน้านี้องค์กรอนามัยโลกระบุว่า เนื้อสัตว์แปรรูปก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็ง เพราะมีหลักฐานว่าอาหารดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ในส่วนของเนื้อแดงนั้น องค์กรอนามัยโลกระบุว่า “อาจ” ทำให้มีความเสี่ยงเกิดมะเร็ง

งานวิจัยนี้เชื่อถือได้มากแค่ไหน?

งานวิจัยนี้ศึกษาโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้หญิงมากกว่าหนึ่งล้านคน และแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการกินเนื้อที่ผ่านกระบวนการแปรรูปกับความเสี่ยงเกิดมะเร็ง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าอาหารนี้ก่อให้เกิดมะเร็งจริงหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีจุดอ่อนอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณา รวมถึงงานวิจัย 15 ชิ้นที่ถูกนำมาศึกษาต่างให้คำจำกัดความของการ “รับประทานในจำนวนมาก” ต่างกัน เช่นงานวิจัยหนึ่งอาจบอกว่า 9 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 2-3 แผ่นต่อสัปดาห์ แต่งานวิจัยอื่นระบุว่าสูงกว่านั้น นอกจากนี้ งานวิจัยส่วนใหญ่ยังเป็นการสังเกตและไม่สามารถพิสูจน์สาเหตุและผลกระทบได้ รวมทั้งยังอาศัยข้อมูลที่ได้จากความทรงจำของผู้ที่เข้าร่วมในการวิจัยว่ารับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปมากน้อยแค่ไหน จากนั้นนักวิจัยจึงไปตามต่อว่าใครที่ป่วยเป็นมะเร็ง

นอกจากนี้ผู้ที่บอกว่ารับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปและเป็นมะเร็งในเวลาต่อมา ก็อาจจะมีพฤติกรรมอื่น ๆ ที่อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงมะเร็งได้

ไส้กรอกImage copyrightGETTY IMAGES

เราควรเลิกกินเนื้อสัตว์แปรรูปหรือไม่?

ดร.มาเรียม ฟาร์วิด จากวิทยาลัยสาธารณสุข ที เฮช ชาน ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นแกนนำการวิจัยชิ้นนี้ แนะนำให้ทานเนื้อสัตว์น้อยลงแทนที่จะเลิกทานไปเลย

ขณะที่สำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติของอังกฤษ หรือ เอ็นเอชเอส แนะนำว่าไม่ควรกินเนื้อสัตว์แปรรูปหรือเนื้อแดงมากกว่า 70 กรัมต่อวัน

ด้าน ดร.คูนลี บอกว่า ยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่าคนเราควรกินอาหารประเภทดังกล่าวน้อยลงตามที่งานวิจัยชิ้นนี้บอกหรือไม่ โดยเขาบอกว่าความเสี่ยงมะเร็งจากอาหารประเภทนี้ยัง “น้อยมาก ๆ”

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า ควรจะศึกษาเพิ่มเติมถึงความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อสัตว์แปรรูปกับการเกิดมะเร็งและจะมีวิธีใดในกาลดความเสี่ยงได้หรือไม่ เช่น หากระบวนใหม่ ๆ การในการผลิตอาหาร

ทำไมเราถึงคัน แล้วเราควรเกาไหม

ผู้หญิงพยายามเกาที่ด้านหลังคอ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อพูดถึง ศาสตร์ของอาการคัน เราศึกษามันเพียงผิวเผินมาก แต่ประเด็นทางการแพทย์ที่มักถูกมองข้ามไปนี้ มีผลการศึกษาเกียวกับสมองของมนุษย์ที่น่าทึ่งไม่น้อย

นี่คือความจริง 12 ข้อ ที่เกี่ยวพันกับผิวหนังของเรา

1. คนเราเกาประมาณ 97 ครั้งต่อวัน

ภาพวาดประกอบเป็นรูปผู้ชายเกาตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย 18 จุดImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพคนเราเกาประมาณ 97 ครั้งต่อวัน

ผลการศึกษาระบุว่า เราเกาเกือบ 100 ครั้งต่อวัน คุณอาจจะกำลังเกาอยู่ในขณะนี้ เกาต่อได้ ไม่มีใครมอง

2. อาการคันจากสัตว์หรือพืช เกิดจากสารพิษที่ตกค้าบนผิวหนัง

แมงกะพรุน 2 ตัว
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพแมงกะพรุน ทำให้เราหมดสนุกเวลาเล่นน้ำได้ หากไปโดนตัวมันเข้า

เมื่อสารพิษปล่อยสารฮิสตามีนออกมา ภูมิต้านทานบางส่วนในร่างกายเราก็ตอบสนอง ซึ่งส่งผลให้ใยประสาทส่งสัญญาณคันไปยังสมองของเรา

3. อาการคันมีเครือข่ายเส้นประสาทของตัวเอง

เด็กหญิงตัวเล็กสวมเสื้อสีแดง แว่นตากรอบดำ กำลังเกาหัว
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพกรุณา หยุดเกา!

เราเคยคิดว่า ความรู้สึกคันและเจ็บเกิดขึ้นมาจากใยประสาทเดียวกัน แต่ในปี 1997 มีการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่เปิดเผยว่า ความรู้สึกคันมีใยประสาทเฉพาะของตัวมันเอง

4. แต่สัญญาณคันเดินทางช้ามาก

ลากำลังใช้กิ่งไม้ช่วยเกาคาง
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่มีอาการคัน

ใยประสาทมีความเร็วแตกต่างกัน:

สัญญาณการสัมผัสเดินทางผ่านใยประสาทด้วยความเร็ว 200 ไมล์ต่อชั่วโมง

“ความเจ็บปวดแบบทันที” (เช่น เมื่อเราโดนหม้อร้อน ๆ โดยไม่ตั้งใจ) เดินทาง 80 ไมล์ต่อชั่วโมง

ส่วนความรู้สึกคันนั้นเดินทางที่ 2 ไมล์ต่อชั่วโมง ช้ากว่าการเดินของคนเสียอีก

5. เมื่อเห็นคนอื่นเกา เราอาจเกาตามได้ เหมือนกับการหาว

ทั้งคนและสุนัขสวมอุปกรณ์ป้องกันการเกา
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพอาการคันติดกันได้

นักวิทยาศาสตร์ พิสูจน์แล้วว่า การเปิดวิดีโอหนูกำลังเกาให้หนูตัวอื่นดู ปรากฏว่า หนูกลุ่มแรกเริ่มเกาตามอย่างรวดเร็ว

6. การเกาตามกันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมองส่วนเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ซูปราไคแอสมาติก นิวเคลียส(suprachiasmatic nucleus)

แพทย์สวมถุงกระดาษปิดหน้า มองภาพสมอง และเกาศีรษะ
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพซูปราไคแอสมาติก นิวเคลียส ทำงานอย่างไร? อยากรู้จัง…

ปัจจุบัน นักประสาทวิทยายังไม่รู้ว่า สมองส่วนนี้ของเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการมองเห็นและการทำให้เกิดการเกาตามกันได้อย่างไร

7. การเกาเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายของเราในการรับมือกับผู้บุกรุกที่ทำให้เกิดอาการคัน

สุนัขกำลังเกาหู
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพอาการคันที่ไม่หาย

การเกาช่วยไล่แมลงที่สร้างความรำคาญ หรือพืชที่มีพิษได้ นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมผิวหนังของเราจึงกลายเป็นปื้นแดง

8. การเกาทำให้รู้สึกดี เพราะมันช่วยทำให้เกิดการหลั่งสารเซโรโทนิน (serotonin) ในสมอง

หมีกำลังเสียดสีหลังตัวเอง ดูท่าทางมีความสุข
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพการเกาช่วยทำให้มีความสุข

สารเซโรโทนิน เป็นสารสื่อประสาทที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกมีความสุข และรู้สึกดี

ยิ่งมีสารเซโรโทนินไหลผ่านร่างกายมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้รู้สึกมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมบางครั้งถึงห้ามไม่ให้ตัวเองเกาได้ยาก

9. จุดที่คนมักจะเกามากที่สุดคือ ข้อเท้า

เด็กคนหนึ่งกำลังเกาที่ข้อเท้า
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพนั่นแหละ รู้สึกดีจัง!

…จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารตจวิทยาของอังกฤษ (British Journal of Dermatology) ในปี 2012 ระบุว่า คนเรารู้สึกคันมากที่สุดที่บริเวณข้อเท้า และยังเป็นจุดที่เกาแล้วรู้สึกดีที่สุดด้วย และมักจะคันตรงนั้นนานที่สุด

เมื่อกี้ คุณเพิ่งลองเกาที่ข้อเท้าตัวเองหรือเปล่า?

10. ยิ่งเกายิ่งคัน

ชายหนุ่มถือโทรศัพท์และกำลังเกาศีรษะ
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพอย่าเกาไม่หยุด ต้องรู้ว่าต้องหยุดเกาเมื่อไหร่

ระวัง วัฏจักรของการคันแล้วเกา เกาแล้วคัน!

การเกาที่ผิวหนังจะมีสารฮิสตามีนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งสัญญาณคันไปที่สมองมากขึ้นด้วย

เกามากไป ก็อาจจะทำให้ผิวหนังถลอกได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเป็นแผลตกสะเก็ด

11. วัฏจักรคันแล้วเกา เกาแล้วคัน เป็นปัญหาเดียวกับที่พบในโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) และโรคผิวหนังอักเสบ(eczema)

ผู้หญิงผิวดำที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพอาการทางผิวหนังบางอย่างยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อเราเกา

แพทย์มักจะสั่งจ่ายยาต้านฮิสตามีน เพื่อลดผลกระทบจากสารฮิสตามีน และลดอาการคัน

12. การคันเรื้อรังทำให้เราอ่อนเพลียได้เท่ากับการปวดเรื้อรัง

นักธุรกิจหญิงนอนหมดแรงในชุดเสื้อเหลืองกับสูทสีดำ
Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพการคันเรื้อรังอาจทำให้อ่อนเพลียได้

นักวิจัยทางการแพทย์พบว่า คนที่มีอาการคันเรื้อรัง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวและซึมเศร้าในระดับหนึ่ง คล้ายกับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังอื่น ๆ

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน หอจดหมายเหตุตจวิทยา (Archives of Dermatology) พบว่า ผู้ที่มีอาการคันติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ หรือหลายปี ทำให้รู้สึกแย่ไปหมดเหมือนกับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง

ความจริงแล้ว ผู้เขียนผลการศึกษานี้ บอกว่า อาการคันเรื้อรัง ไม่ต่างจาก “ความรู้สึกปวดทางผิวหนัง” และไม่เพียงเท่านั้น เราไม่ควรเพิกเฉยกับอาการคันต่อเนื่อง การคันเรื้อรังอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการของโรคบางอย่างได้ เช่น โรคตับ หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

เภสัชกรยิปซี : กฤษณา ไกรสินธุ์ กับโครงการสุดท้ายในชีวิต

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เภสัชกรยิปซี : กฤษณา ไกรสินธุ์ กับโครงการสุดท้ายในชีวิต

คลิก facebook

พลันที่หญิงผมสีดอกเลาปรากฏกายกลางดงชายฉกรรจ์ซึ่งอยู่ในสถานะ “ผู้ป่วย” รวม 51 ชีวิต ณ ศาลารูปโดมของศูนย์สาธิตจิตสังคมบำบัด โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จ.สุราษฎร์ธานี สีหน้าของชายหลายคนในกลุ่มนั้นอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

ชายวัย 35 ปีที่ถูกเรียกว่า “หัวหน้า″ ส่งรอยยิ้มต้อนรับ ก่อนนำเพื่อน ๆ แสดงความเคารพ ศ.ภญ.ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ อย่างนอบน้อม

เขารีบรายงานความก้าวหน้าในการปลูกพืชผักสวนครัวเกษตรอินทรีย์ให้ผู้มาเยือนได้รับทราบ หลังช่วยกันลงแรงหว่านเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้ผลผลิตชุดแรกเป็นผักบุ้ง 45 กก.

“พรุ่งนี้ครูขอซื้อสัก 30 กก. นะ เราเอามาผัดกินกัน และเอาไว้รับแขกที่จะมาเยี่ยม และมาดูโครงการฝึกอบรมพวกเราด้วย” ศ.ภญ.ดร. กฤษณาบอกกับผู้ป่วยยาเสพติด

นี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ฟื้นฟูสุขภาพและสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติดด้วยสมุนไพร และพัฒนาทักษะการปลูกพืชสมุนไพรแบบเกษตรอินทรีย์สำหรับผู้ป่วยยาเสพติด” ริเริ่มโดยเภสัชกรหญิงวัย 66 ปี เจ้าของรางวัลแมกไซไซสาขาบริการสาธารณะประจำปี 2552 และรางวัลอื่น ๆ อีกกว่า 200 รางวัล

ผักสวนครัวImage copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพผักสวนครัวเกษตรอินทรีย์ที่ผู้ป่วยยาเสพติดช่วยกันปลูกมีหลายชนิด อาทิ ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว บวบ แฟง ฟักทอง คะน้า

โครงการแบบเดียวกันนี้กำลังจะเกิดขึ้นที่ประเทศเปรู ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ส่งออกโคเคนเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศโคลอมเบีย เธอจึงบอกกับบรรดาผู้ป่วยยาเสพติดซึ่งเธอเรียกว่า “นักเรียน” ให้ภูมิใจที่ได้เป็นต้นแบบให้ต่างประเทศ “เรื่องราวในอดีตเราแก้ไขไม่ได้แล้ว แต่ปัจจุบัน พวกเราทำได้ดีแล้ว” และ “พวกเราที่นี่เหมือนคนอื่นทุกประการ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ถ้าพวกเรามีความสุข คนอื่นก็พลอยมีความสุขไปด้วย”

โปรเจกต์สุดท้ายในชีวิต

แม้การยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ในชีวิตของหญิงผู้ได้รับสารพัดสมญานามทั้ง “นางฟ้าหมอยา″ “เภสัชกรยิปซี” “วีรสตรีในภาคสนาม” หลังประสบความสำเร็จในการวิจัยและผลิตยาสามัญชื่อ “ยาเอดส์” และ “ยารักษาโรคมาลาเรีย” ได้เป็นครั้งแรกของโลก

ทว่าผู้ป่วยยาเสพติดถือเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่เธอยื่นมือเข้าช่วยเหลือ และประกาศผ่านบีบีซีไทยว่า “นี่เป็นโปรเจกต์ (โครงการ) สุดท้ายในชีวิตที่จะทำ″

ดร.กฤษณาImage copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพศ.ภญ.ดร. กฤษณาแวะมาพูดคุยกับผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดรุ่นแรกไม่ต่ำกว่า 4 ครั้งในรอบ 2 เดือน

วิธีการที่หมอยารายนี้เลือกใช้หาได้เริ่มต้นจากการให้ยาถอนพิษในร่างกายไม่ หากแต่มุ่งส่งมอบความสุขเพื่อบำบัดจิตใจ เพราะเธอเชื่อว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้คือคนที่มีปัญหา-ใจอ่อน-อยากหาที่พึ่ง-หันไปใช้ยาเสพติด

“เราให้เขาทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้คิดถึงยา และให้อาชีพแก่เขา เพราะคนเราถ้ามีศักดิ์ศรี มีอาชีพ มีความภูมิใจในตัวเอง เขาไม่กลับไปใช้ยาหรอก” ศ.ภญ.ดร. กฤษณากล่าว

ผู้ป่วยยาเสพติดของโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ส่วนใหญ่ถูกจับกุมและเข้าสู่ระบบบังคับบำบัดเป็นเวลา 120 วัน เพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษทางอาญา ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545

ด้วยความคุ้นเคยกับสถานที่เพราะเคยตามพ่อผู้เป็นแพทย์มาวิ่งเล่นตั้งแต่เด็ก ๆ จึงรู้ว่าที่นี่มีดินดี ลักษณะภูมิประเทศได้ และสำรวจพบว่ามีกลไกตลาดรองรับ ศ.ภญ.ดร. กฤษณาจึงวางแผนร่วมกับผู้บริหารโรงพยาบาลนำสมุนไพรจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาปลูก ทว่ากว่าจะเห็นดอกผลต้องใช้เวลา 4-12 เดือน เธอจึง “ปรับแผนใหม่” ให้ปลูกผักสวนครัวซึ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเวลา 2 เดือน เพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสชื่นชมสิ่งที่พวกเขาเป็นผู้ปลูกภายใต้แนวคิดที่ว่า “นำความภูมิใจมาทดแทนความทุกข์ใจ”

“สวนสราญรมย์โมเดล” บำบัดผู้ติดเสพติดที่หัวใจ

ห้วงเวลา กิจกรรม
สัปดาห์ที่ 1 ปรับอารมณ์ของผู้ป่วย
สัปดาห์ที่ 2-3 ปรับพฤติกรรมของผู้ป่วย และเริ่มให้ลองทำกิจกรรมต่าง ๆ
สัปดาห์ที่ 4-8 ปรับทัศนคติของผู้ป่วยและครอบครัว ให้คิดบวกมองเห็นคุณค่าในตัวเอง พร้อมจัดผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมวิธีปลูกผักสวนครัว 4 วัน*
สัปดาห์ 9-12 ฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย ทำกิจกรรมบำบัด ในจำนวนนี้คือการลงแปลงปลูกผักและเลี้ยงสัตว์*
สัปดาห์ที่ 13-16 ฟื้นฟูเต็มรูปแบบ ด้วยการให้ยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักเพื่อถอนพิษยาเสพติด

ที่มา: ศูนย์สาธิตจิตสังคมบำบัด ซึ่งโครงการของ ศ.ภญ.ดร.กฤษณาจะอยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 4-12

ไม่เพียงผู้ป่วยยาเสพติดที่รอคอยการมาเยือนของ ศ.ภญ.ดร. กฤษณา แต่เจ้าหมูป่าวัย 4 เดือนเศษชื่อ “บุญมี” ก็แจ้นมาต้อนรับ พลางกระดิกหางสั้นกุดของมัน และไม่ลืมนำตัวอวบอ้วนไปสีขาของเธออย่างประจบประแจง

เจ้าหน้าที่ศูนย์สาธิตฯ และผู้ป่วยยาเสพติดช่วยกันเลี้ยงดูฟูมฟักหมูป่าซึ่ง “ไม่เป็นที่ต้องการของสังคม” เหตุเพราะแม่หมูมีน้ำนมไม่พอต่อการเลี้ยงลูกครบทั้ง 9 ตัว ชะตากรรมของลูกหมูป่าจึงบังเอิญไปสอดคล้องกับ “แผลในใจ” ของผู้ป่วยบางคน

ดร.กฤษณากับหมูป่าImage copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ดร.กฤษณากับหมูป่าImage copyrightHATAIKARN TREESUWAN/BBC THAI

จาก “ขยะสังคม” สู่ชีวิตใหม่

ก่อนเข้ารับการบำบัด ผู้ป่วยที่ถูกเรียกว่า “หัวหน้า″ เคยถูกคนในชุมชนตราหน้าเป็น “ขยะสังคม” ระหว่างเสพยาไอซ์ 6 ปี แต่ความรู้สึกเหล่านั้นเลือนหายไปเมื่อได้พบกับ ศ.ภญ.ดร. กฤษณา

“ครูเป็นคนที่มองเห็นในคุณค่าของเรา น้อยมากที่คนในโลกภายนอกจะมาสนใจคนอย่างพวกเรา ยิ่งคนแถวบ้านผมจะมองว่าไอ้พวกติดยาคือขยะสังคม คอยจ้องรอดูว่าพอเราบำบัดแล้วจะกลับไปใช้ยาอีกเมื่อไร แต่ครูทำให้วงจรชีวิตเราเปลี่ยนไป กลับบ้านไปอย่างน้อยเราก็มีอาชีพติดตัว ไม่คิดถึงยาอีก”

ขณะที่หนุ่มน้อยวัย 22 ปีซึ่งเสพยาบ้ามา 2 ปี บอกว่าครั้งแรกที่รู้ว่าหญิงตรงหน้าเป็น “บุคคลระดับโลก” รู้สึกตื่นเต้นระคนกับภูมิใจ แต่ความภาคภูมิใจมาพุ่งถึงขีดสุดเมื่อได้เห็นผักบุ้งที่ปลูกมากับมือ ทำให้การใช้ชีวิต 120 วันไม่ใช่การหายใจทิ้งไปวัน ๆ นอกจากนี้ครูยังทิ้งเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ให้ติดต่อ เผื่อใครต้องการทำงานหลังออกจากโรงพยาบาล

“สำหรับผม ดร. กฤษณาคือผู้ให้ชีวิตใหม่ คอยให้กำลังใจและความหวังให้เราอยากใช้ชีวิตต่อไป” ผู้ป่วยยาเสพติดเผยความรู้สึก

ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเภสัชกร

โครงการใหม่ที่คิดและทำโดยเภสัชกรยิปซีเป็นที่โจษจันไปไกลถึงประเทศเปรู ดินแดนที่ประชาชนนิยมเคี้ยวใบโคคา (นำไปสกัดเป็นโคเคน) เป็นกิจวัตร จนมีผู้ป่วยยาเสพติดล้นประเทศ รัฐบาลจึงหวังนำ “สวนสราญรมย์โมเดล” ไปปรับใช้กับศูนย์สาธิตจิตสังคมบำบัดที่มีราว 400 แห่งทั่วประเทศ

สวนสราญรมย์Image copyrightWASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพก่อนมี “สวนสราญรมย์โมเดล” ศ.ภญ.ดร. กฤษณาเคยอบรมการปลูกพืชสมุนไพรให้นักโทษเรือนจำกลางคลองไผ่ จ.นครราชสีมา เมื่อ 5 ปีก่อน แต่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่รับตำแหน่งใหม่บอกว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของนักโทษในการปลูกต้นไม้” จึงล้มเลิกโครงการไป

“ถ้าได้ผล ก็จะได้ช่วยที่อื่นด้วย ไม่ใช่ไทยประเทศเดียว เราอย่าตั้งกำแพง เพราะคนก็คือคนเหมือนกัน” ศ.ภญ.ดร. กฤษณากล่าวกับบีบีซีไทยก่อนเดินทางไปเปรูตามคำเชิญของรัฐบาลเปรูในวันที่ 8 ก.ย.

ไม่เฉพาะการทำงานโดยไม่คิดถึงสัญชาติและพรมแดนประเทศ แต่เธอยังทลาย “กำแพงในจิตใจ” ตัวเองตั้งแต่ยังไม่เริ่มประกอบอาชีพด้วยซ้ำ บทบาทเภสัชกรของเธอซึ่งเป็นสายงานด้านวิทยาศาสตร์จึงไม่จบลงที่การผลิตยา แต่มุ่งพัฒนาสังคม

“ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเภสัชกรเลยนะคะ คิดว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชีวิตจิตใจเหมือนคนอื่น ๆ เวลาเราคิดว่าเราอยู่ในอาชีพอะไร เราสร้างกำแพงรอบตัวเรา มองแต่ตัวเอง มองแต่สังคมของตัวเองโดยไม่ได้มองคนอื่นเลย ดังนั้นเอากำแพงออกตั้งนานแล้ว”

การลงแปลงปลูกพืชผักสมุนไพร ทำให้เภสัชกรรายนี้มีโอกาสสัมผัสผู้คน ได้เรียนวิชาชีวิต และพบเจอความสุขรูปแบบใหม่ ซึ่งเธอเห็นว่า “มีค่ากว่าชีวิตในห้องปฏิบัติการ” ซึ่งจะพาความสุขมาให้ในนาทีสุดท้ายเมื่อได้นำยาไปช่วยคน

งานสำเร็จเพราะโจทย์อยู่ที่คนอื่น

แต่ถึงกระนั้น ผลงานที่ออกจากห้องทดลองของ ศ.ภญ.ดร.กฤษณา ในเมืองไทยมีคำว่า “ครั้งแรกของโลก” ห้อยท้าย ไม่ว่าจะเป็น ยาต้านไวรัสเอดส์ Zidovudine (AZT), ยาต้านไวรัสเอดส์สูตรผสมยา 3 ชนิดไว้ในเม็ดเดียว GPO-VIR ก่อนลุยไปช่วยชาวแอฟริกาต่อ ด้วยการคิดค้นและผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ afri-vir, ยารักษาโรคมาลาเรีย Thai-Tanzunate ฯลฯ จึงน่าสนใจว่าความยากในการบุกเบิกทำสิ่งใหม่ ๆ ตามทัศนะของเธอคืออะไร

ดร.กฤษณาImage copyrightKRISANA KRAISINTU
คำบรรยายภาพเภสัชกรยิปซียืนยันคนเป็นเอดส์ไม่ใช่คนเลว ซึ่งก่อนเธอคิดค้นยาสามัญต้านไวรัสเอดส์สำเร็จ มีผู้ติดเชื้อในไทยเพียง 600 คนที่เข้าถึงยา

“ไม่เคยคิดเลยว่าต้องเป็นสิ่งแรก แต่มันบังเอิญเป็นสิ่งแรกเท่านั้น มันเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมาย” เธอแย้ง ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่าในการตั้งโจทย์ เธอไม่ได้คิดจากตัวเองว่าต้องทำสิ่งใหม่ ๆ แต่คิดถึงคนไข้ว่าต้องการอะไร อย่างการผลิตยาคอกเทลล์ ก็เกิดจากการรู้ปัญหาของผู้ป่วยเอดส์ที่ต้องกินยาวันละ 6 เม็ด หากลืมกินเม็ดใดจะเกิดอาการดื้อยา เธอจึงคิดรวมยา 3 ชนิดไว้ในเม็ดเดียวเพื่อความสะดวกของผู้ป่วย ให้เหลือกินยาวันละ 2 เม็ด อีกทั้งยังทำให้ยามีราคายาถูกลง แทนที่จะผลิต 3 ครั้ง 3 เม็ด ก็เหลือเม็ดเดียว

“ดังนั้นถ้าโจทย์อยู่ที่คนอื่น งานจะสำเร็จนะคะ ไม่ใช่โจทย์อยู่ที่ตัวเอง”

อย่างไรก็ตามโจทย์ที่เธอตั้งไว้ กระทบต่อกำไรของบริษัทยาข้ามชาติอย่างไม่อาจปฏิเสธ เป็นผลให้เธอถูกขอร้อง ข่มขู่ ฟ้องร้อง ขึ้นบัญชีดำ

ครั้งหนึ่งตัวแทนบริษัทยาสัญชาติอเมริกันได้เดินทางมาเปิดเจรจาตรงกับเธอ

“เขาบินกันมา 6 คน พูดอะไรไม่รู้ ไม่ใช่ฟังไม่รู้เรื่องนะคะ แต่เราไม่ฟัง เราก็โน ๆๆ ไป แล้วเขาพูดบอกว่าเธอนี่เป็นคน tough (แข็งกระด้าง, ก้าวร้าว) มากนะ เราเยสไปคำเดียว ที่เหลือโนหมดเลย เขาก็จบเลย ไม่มีคำถามอีก”

นักต่อสู้เพื่อสิทธิคนจน

แทบทุกการกระทำของหมอยารายนี้ เกี่ยวข้องกับสิทธิของคนจนและคนด้อยโอกาส และสัมพันธ์กับความเชื่อที่ว่าทุกคนมี “สิทธิที่จะมีชีวิต” เธอจึงต่อสู้เพื่อให้ประชากรโลกมี “สิทธิในการเข้าถึงยา″ อันถือเป็น “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน”

ดร.กฤษณาImage copyrightKRISANA KRAISINTU

“ในเมื่อไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเภสัชกร แต่คิดว่าเป็นมนุษยคนหนึ่ง ดังนั้นอะไรก็สัมพันธ์ได้ทั้งนั้นถ้าเราเป็นมนุษย์ แต่บังเอิญเป็นมนุษย์ที่มีความรู้เรื่องนี้ ก็เอาความรู้เรื่องนี้ไปใช้”

การลุกขึ้นมาใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นของ ศ.ภญ.ดร. กฤษณา เป็นผลจากการหล่อหลอมความคิดของครอบครัว ด้วยความมีพ่อเป็นแพทย์ผู้ขี่ม้าออกไปรักษาคนไข้สลับกับการเปิดบ้านเป็นสถานพยาบาลขนาดย่อม มีแม่เป็นพยาบาลผู้ทำคลอดให้คนทั้งเกาะสมุย และมีตาเป็นแพทย์แผนโบราณ ทำให้เธอเห็นการช่วยชีวิตคนมาตลอด

มนุษย์ผู้ไม่ติดยึดกับทุกสิ่ง

ขณะเดียวกันยังได้รับอิทธิพลจากยายผู้เป็นแม่ชี ซึ่งคอยพร่ำสอนธรรมและความพอเพียง นั่นทำให้เธอไม่ติดยึดกับวัตถุใด ๆ ไม่ว่าชื่อเสียง เงินทอง หรือถิ่นฐาน

ดร.กฤษณาImage copyrightKRISANA KRAISINTU

66 ปี ที่เกิดและเติบโต สะสมความรู้จนมีปริญญาเอกถึง 7 ใบ สั่งสมชื่อเสียงโดยมีรางวัลการันตีผลงานความสำเร็จและการอุทิศตนเพื่อสังคมกว่า 200 รางวัล อาทิ นักวิทยาศาสตร์โลก บุคคลแห่งปีของเอเซีย แมกไซไซ และเป็นบุคคลที่ บิล เกตส์ มหาเศรษฐีระดับโลกชาวอเมริกัน ยกย่องให้เป็น “Heros in the field” หรือวีรสตรีในภาคสนาม เมื่อปี 2560 ทว่า ศ.ภญ.ดร. กฤษณาไม่เคยได้ยินคำชื่นชมใด ๆ จากครอบครัว ตรงกันข้ามพ่อได้บอกกับแม่ของเธอว่า “อย่าไปชมลูกตัวเองนะ”

20 ปี ที่พัฒนายาไม่ต่ำกว่า 100 ชนิด เธอควักเงินในกระเป๋าสตางค์ตัวเองออกมาต่อลมหายใจให้ผู้อื่น และไม่คิดระดมทุนใด ๆ เพื่อรักษาความเป็นอิสระในการทำงาน

12 ปี ที่เร่ร่อน-รอนแรมในแถบแอฟริกาใต้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย จนได้ฉายา “เภสัชกรยิปซี” เธอไม่มีบ้านในเชิงกายภาพ เพราะนิยามคำว่าบ้านสำหรับเธอไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างที่แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของผู้อาศัย หากแต่เป็น “ที่ที่เราอยู่แล้วมีความสุข” แต่ถึงกระนั้นเธอมี “ครอบครัวใหญ่” เพราะสมาชิกคือผู้ป่วย ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส

“ถ้าเราคิดว่าเขาคือสมาชิกในครอบครัว เราก็จะปฏิบัติกับเขาดี ไม่ทำร้ายความรู้สึกเขา″ ศ.ภญ.ดร. กฤษณาบอก

ดร.กฤษณาImage copyrightKRISANA KRAISINTU
คำบรรยายภาพศ.ภญ.ดร. กฤษณาไปคิดค้นและผลิตยาในแอฟริกา 17 ประเทศ ซึ่งการดีลกับคนแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน จึงไม่มีสูตรสำเร็จในการทำงาน

แม้แต่เพศกำเนิดที่ทำให้ใครหลายคนชื่นชมในความเป็น “หญิงเก่ง” และ “หญิงแกร่ง” เธอก็ยังไม่ติดยึด

“ความเป็นมนุษย์นี่ไม่มีผู้หญิงผู้ชายหรอกค่ะ มันก็เท่ากันหมด ไม่ได้คิดว่าผู้หญิงต้องมาเดินแถวหน้า ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเพศไหน ก็ทำงานไปเรื่อย ๆ อย่าเอาตรงนี้มาเป็นข้ออ้าง”

ชีวิตล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ 66 ศ.ภญ.ดร. กฤษณายังไม่หยุดใช้จ่ายชีวิตเพื่อผู้ป่วยยาเสพติด

“ไม่จำเป็นต้องพัก เดี๋ยวค่อยพักทีเดียวตอนหายไปจากโลกนี้” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ไม่ใช่เภสัชฯ ก็จ่ายยาได้ ควรกังวลแค่ไหน กับ พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่

ห้องเก็บยา

เหตุผลการคัดค้านของบุคลากรในแวดวงสาธารณสุข คือ ประเด็นความปลอดภัยของผู้ใช้ยาและการปรับแก้กฎหมายที่อาจ “เอื้อ” ต่อกลุ่มธุรกิจที่เปิดมุมขายยาในร้านสะดวกซื้อ แต่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ผู้ผลักดันกฎหมายนี้ ชี้ว่าเพื่อแก้ปัญหาการจ่ายยาในพื้นที่ห่างไกลที่มีปัญหาขาดแคลนเภสัชกร

ฝ่ายที่คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ นำโดยองค์กรสมาคมเภสัชกร และบุคลากรสาธารณสุข โดยประเด็นสำคัญคือ การเปิดให้วิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่เภสัชกร สามารถจ่ายยาได้

หนึ่งในประเด็นหลักของฝ่ายที่ค้านอย่างสภาเภสัชกรรมชี้คือ ประเด็นมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน

“เมื่อแพทย์มีใบสั่งยามา เภสัชจะดูว่ายาแต่ละตัวที่แพทย์สั่ง กินด้วยกันได้หรือเปล่า ถ้ามันกินไม่ได้ ก็จะได้บอกแพทย์ให้เปลี่ยน ผลสุดท้าย คือ คนไข้จะได้รับยาที่ถูกต้อง ปลอดภัย” ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวกับบีบีซีไทย

ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่นี้ มีข้อถกเถียงอะไรบ้างที่ประชาชนควรกังวล และทำไมคนในแวดวงสาธารณสุขจึงออกมาคัดค้าน

ทำไมถึงคัดค้าน พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่

สภาเภสัชกรรม ออกแถลงการณ์คัดค้านเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ใน 9 ประเด็น เช่น การแบ่งประเภทยาไม่เป็นไปตามหลักสากล การตัดบทบาทวิชาชีพเภสัชกรรมในการปรุงยาและจ่ายยา การจดแจ้งการโฆษณายา

นอกจากนี้ยังกำหนดให้เภสัชกรสามารถที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานประกอบการด้านยาได้มากกว่า 1 แห่ง หากเวลาปฏิบัติการไม่ทับซ้อนกัน ซึ่งสภาเภสัชกรรมมองว่า จะทำให้เกิดสภาพ ร้านขายยา ไม่มีเภสัช หรือปัญหา “เภสัชแขวนป้าย” รุนแรงขึ้นอีก ในบทบัญญัติข้อนี้ สภาเภสัชกรรมเสนอให้ตัดออก เพื่อประชาชนจะได้มีโอกาสได้พบเภสัชกรประจำร้านยามากขึ้น

ห้องจ่ายยา

แต่ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงมากที่สุด คือ การเปิดให้วิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่เภสัช เป็นผู้จ่ายยาให้กับคนไข้ได้ ร่าง พ.ร.บ.เขียนไว้ว่าจะเป็นผู้ที่มีใบประกอบโรคศิลปะก็ได้ ซึ่งเท่ากับว่า ทั้งพยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด และแพทย์แผนไทย จ่ายยาได้

เสียงจากในแวดวงบุคลากรทางการแพทย์ที่คัดค้านมองว่า เป็นการผิดหลักการความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน ที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ รอง ผอ.โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา อธิบายการสั่งยาด้วยแพทย์ และการจ่ายยาโดยเภสัชกรว่า เป็น “ระบบตรวจสอบและช่วยกันดูแลผู้ป่วยของสหวิชาชีพ”

เอื้อกลุ่มทุนขยายร้านขายยาหรือไม่ ?

ขณะเดียวกันการปรับแก้นี้ถูกมองว่าจะกลายเป็นช่องทางของกลุ่มทุนที่ขยายธุรกิจ เปิดมุมขายยาตามร้านสะดวกซื้อ โดยจะเป็นการเปิดให้มีการ “จ้าง” ผู้ที่ไม่ใช่เภสัชกรขายยาตามร้านได้ ตามความเห็นของ นพ.สุภัทร ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก

ทว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะผู้ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ชี้แจงว่า การแก้ไขให้อาชีพอื่นจ่ายยาได้ เพื่อแก้ปัญหาการจ่ายยาของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งความขาดแคลนเภสัชกร ทำให้พยาบาลต้องทำหน้าที่จ่ายยาอยู่แล้วในปัจจุบัน เพียงแต่ว่ายังไม่มีกฎหมายรองรับ พร้อมปฏิเสธว่า ไม่ได้มีเป้าหมายเอื้อกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่เปิดโซนขายยาภายใน

ในตัว พ.ร.บ. ยา ฉบับที่กำลังผลักดันอยู่นี้ มีข้อความระบุว่า หากผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ สามารถจัดหาผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการมาทำงานแทนได้ แต่ใน พ.ร.บ. ยาฉบับเดิม (2510) ระบุว่า ผู้ได้รับอนุญาตขายยาต้องมีเภสัชกรอยู่ประจำร้านขายยาตลอดเวลาทำการ

ช่วยแก้ปัญหาการจ่ายยาในพื้นที่ห่างไกล ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รพ.สต. หรือที่ในอดีตประชาชนเรียกว่า สถานีอนามัย เป็นหน่วยสุขภาพที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะในเขตต่างจังหวัด หนึ่งในเหตุผลที่ฟากของกลุ่มพยาบาล ออกมาสนับสนุน พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ เพราะว่า ปัจจุบันพยาบาลต้องทำหน้าที่จ่ายยาอยู่แล้ว เพราะบุคลากรเภสัชกรไม่เพียงพอ

สภาการพยาบาลยังออกแถลงการณ์ว่า ในสถาบันการศึกษาด้านพยาบาลมีการสอนเรื่องยาในหลักสูตรอย่างเพียงพอแก่การปฏิบัติงานต่อผู้ป่วยอย่างปลอดภัย รวมทั้งการวินิจฉัยแยกโรค และการให้การรักษาโรคเบื้องต้น

นายสราวุฒิ ที่ดี อดีตประธานเครือข่ายพยาบาลลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์พีพีทีวีว่า ปัจจุบันพยาบาลต้องจ่ายยาให้ผู้ป่วยเรื้อรัง และยาสามัญประจำบ้าน จึงอยากให้ พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ “คุ้มครอง” พยาบาลที่ต้องจ่ายยา

เรื่องนี้ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการ อย. ระบุว่า ปัจจุบัน พยาบาลที่ทำงานใน รพ.สต. ต้องจ่ายยาตามแพทย์สั่ง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีเภสัชกรใน รพ.สต.อยู่ ซึ่งกฎหมายยังไม่รองรับ จึงต้องการให้ อย.มีกฎหมายรองรับการจ่ายยาของพวกเขาใน รพ.สต.

ทว่า ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสมาคมเภสัชกรรม ระบุว่า การแก้ปัญหานี้ควรแก้ไปที่ระบบอัตรากำลังของเภสัชกร ซึ่งมีปัญหาความขาดแคลนในระบบสาธารณสุข

โรงพยาบาล

ประเด็นนี้สภาเภสัชกรรม เคยเรียกร้องต่อกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2560 เพราะการบรรจุข้าราชการ สธ.ไม่มีการเพิ่มตำแหน่งให้กับเภสัชกร

“เภสัชกรไม่ได้ขาด แต่เป็นเพราะกระทรวงไม่มีตำแหน่ง หากมองจากปลายทางดูเหมือนว่าขาด แต่ต้นทางผลิตออกมามากพอ” ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ กล่าวกับบีบีซีไทย

“กรอบอัตรากำลังคนกลับกำหนดให้ สธ.มีอัตรากำลังคนได้น้อยเกินกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้สถาบันต่าง ๆ สามารถผลิตเภสัชได้ปีละ 1,700 คน ซึ่งถือว่าเพียงพอ แต่ระบบราชการดึงไปใช้เพียง 350 คน” ภญ.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ ประธานประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้ระบุเมื่อปี 2560

ข้อเสนอระบุให้ชัด วิชาชีพอื่นสั่งจ่ายยาอะไรได้บ้าง

ในแถลงการณ์สนับสนุนของสภาการพยาบาล เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ระบุว่า ที่ผ่านมา สภาวิชาชีพด้านสุขภาพได้ให้ความเห็นชอบร่วมกับสภาการพยาบาลให้ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์สามารถใช้ยาได้ 18 กลุ่ม กับผู้ป่วยที่พยาบาลวินิจฉัยโรค

แต่ ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม เห็นว่า ในกลุ่มยานี้ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากยาบางชนิดเป็นยาอันตราย และยาปฏิชีวนะ

“ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องดี แต่จะมองข้ามเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของการจ่ายยาไม่ได้” นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวกับบีบีซีไทย

ยา

กรณีนี้ นพ.ทรงพล ชวาลตันพิพัทธ์ ผอ.โรงพยาบาลราชบุรี กล่าวกับสำนักข่าว Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ ซึ่งดำเนินการโดย มูลนิธิภิวัฒน์สาธารณสุขไทย ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ร้านขายยาในประเทศไทยจะมีใบสั่งยาทั้งหมด เพราะมีการปล่อยให้ขายกันมาเป็นเวลานาน

นพ.ทรงพล แนะว่า กรณีนี้อาจต้องถอยคนละครึ่งทาง “อาจจะมีกฎหมายใหญ่ว่าด้วยหลักการ แล้วมีกฎหมายลูกอีกฉบับว่าด้วยรายละเอียดการปฏิบัติ กำหนดให้ชัดเจนว่ายาอะไรบ้างที่วิชาชีพอื่นสั่งจ่ายได้หรือไม่ได้ เช่น ยาบางตัวที่ไม่อันตราย หรือในทางกลับกัน ยาอันตรายเภสัชกรก็จ่ายเองไม่ได้ ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เหมือนกัน”

ความปลอดภัยของคนไข้ควรเป็นเรื่องหลัก เสียงจากวิชาชีพกายภาพบำบัด

ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความกังวลว่า พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ที่เปิดให้สหวิชาชีพจ่ายยาได้นั้น ซึ่งมีนักกายภาพบำบัดรวมอยู่ด้วย วิชาชีพกายภาพบำบัดอาจมีความรู้ไม่เพียงพอ

คณบดีคณะกายภาพบำบัด อธิบายว่า วิชาชีพกายภาพบำบัด เป็นการรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการผ่าตัด ความเชี่ยวชาญของนักกายภาพที่เกี่ยวกับยา คือ การแนะนำคนไข้เรื่องยาและผลข้างเคียงของยาที่คนไข้ต้องใช้เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่เป็นยาใช้ภายนอก

ตามมาตรฐานสากล แพทย์เป็นผู้สั่งยาและเภสัชกรเป็นจ่ายยา ซึ่งลักษณะเป็นการควบคุมตรวจสอบ ซึ่งวิชาชีพกายภาพบำบัดไม่มีความรู้เรื่องนี้มากพอที่จะสามารถสั่งจ่ายยาหรือจ่ายยาได้

“นักกายภาพไม่ได้เรียนมา และไม่ถูกฝึกปฏิบัติให้จ่ายยาได้” ดร.วรชาติ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทย

แม้นักกายภาพจะมีความรู้ว่า ยามีผลต่อคนไข้อย่างไร แต่ไม่ได้ลงลึกถึงการออกฤทธิ์ของยา โดยเฉพาะการจ่ายยาที่มีตัวยาร่วมกัน กระบวนการจ่ายยายังจำเป็นต้องเข้าใจโรคที่เกิดกับคนไข้ กับภาวะที่ซ่อนอยู่ในอาการของโรค ดร.วรชาติ เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นบทบาทของนักกายภาพบำบัด ส่วนการผสมยา ปรุงยา ดร.วรชาติ ระบุว่า “อันนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

“สุดท้ายหลักการใหญ่ที่สุด คือ ความปลอดภัยของคนไข้เป็นตัวตั้ง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ ไม่เหมาะสม และเป็นการทำลายประชาชน” ดร.วรชาติกล่าวกับบีบีซีไทย

แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ… ผู้หญิงจะฉลาดกว่าผู้ชาย เมื่ออยู่ในอวกาศ

แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ... ผู้หญิงจะฉลาดกว่าผู้ชาย เมื่ออยู่ในอวกาศ

ห้วงอวกาศเป็นสถานที่ที่น่าพิศวงและน่ากลัวอยู่ไม่น้อย มันทั้งเงียบ เวิ้งว้าง และมีอันตรายแอบแฝงอยู่รอบตัว บอกเลยเลยว่าอยู่บนโลกของเรานั้นสบายกว่าไปอยู่ในห้วงอวกาศเยอะเลย

และภัยเงียบที่เราต้องเผชิญเมื่ออยู่ในห้วงอวกาศคือ รังสีคอสมิก (Cosmic rays) ที่มีระดับความเข้มข้นที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่เมื่อเราอยู่บนโลก เราจะได้รับการป้องกันจากสนามแม่เหล็กโลกที่ปกคลุมอยู่ สนามแม่เหล็กจะป้องกันไม่ให้รังสีคอสมิกทำอันตรายเราได้ แต่ถ้าเราเดินทางออกนอกโลก เลยวงโครจรระดับต่ำออกไป อนุภาคโปรตอนที่มีพลังงานสูง และอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า สามารถทำให้เกิดผลเสียกับสุขภาพ และทำให้เกิดปัญหากับระบบสมอง ระบบความคิดของมนุษย์ได้เลย

แต่ผลงานวิจัยล่าสุดที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง University of California, San Fransisco และ Brookhaven National Laboratory โดยมี NASA เป็นผู้ออกทุนในการวิจัย ได้ผลสรุปว่า ไม่ใช่สมองของทุกคนที่จะได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิก และสมองของนักบินอวกาศหญิงอาจไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกเลยด้วยซ้ำ โดยผลงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Brain, Behavior, and Immunity โดยมีการให้รายละเอียดว่า หนูตัวเมียสามารถทนทานต่อความเสียหายกับระบบความรู้สึกนึกคิด เมื่อมันอยู่ในสภาพจำลองที่มีการแผ่รังสีอวกาศ และการศึกษานี้อาจเป็นการปูทางไปสู่การรักษาผลที่เป็นอันตรายของการเดินทางในอวกาศ

คุณ Susanna Rosi นักประสาทวิทยาจาก University of California, San Fransisco และเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวิจัย กล่าวว่า “ผลจากงานวิจัยของเรา แสดงให้เห็นว่าหนูตัวเมียสามารถป้องกันตัวเองจากผลที่เป็นอันตรายจากการได้รับรังสีคอสมิก ในขณะตัวผู้นั้นเกิดภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาในรูปแบบต่างๆ เมื่อได้รับรังสีคอสมิก”

ซึ่งความบกพร่องทางสติปัญญา นั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความสามารถในการเข้าสังคม ความทรงจำในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคม พฤติกรรมความวิตกกังวล และส่งผลต่อเรื่องความจำด้วย

คุณ Susanna Rosi ยังกล่าวต่ออีกว่า “เมื่อเราพิจารณาลึกลงไปในสมอง เราก็พบความแตกต่างอย่างชัดเจนในระหว่างชายกับหญิง โดยสมองของหนูตัวผู้นั้นมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเซลล์ที่เกิดการอักเสบ รวมถึงการสูญเสียจุดประสานเซลล์ประสาท เป็นผลที่เกิดจากพื้นฐานที่แตกต่างกันระหว่างสมองของชายและหญิง”

ซึ่ง ความบกพร่องทางสติปัญญาเมื่อต้องเผชิญกับรังสีอวกาศ ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับมนุษย์อวกาศในปัจจุบัน เนื่องจากสถานีอวกาศ โคจรจรอยู่ในระดับวงโคจรต่ำ ทำให้ยังได้รับการปกป้องจากสนามแม่เหล็กโลก แต่ถ้าในอนาคต มนุษย์เราจะกลับไปสำรวจดวงจันทร์ หรือไปดาวอังคาร การหาวิธีป้องกันตัวเองจากรังสีคอสมิก นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ เลย

โดยคุณ Susanna Rosi และทีมงาน ได้ตังสมมติฐานว่า เซลล์ไมโครเกลีย (Microglia) มีบทบาทสำคัญในการปกป้องสมองของผู้หญิง แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริง

ทีมวิจัยเน้นย้ำว่า นี่เป็นเพียงก้าวแรกในการศึกษาเรื่องความปลอดภัยสำหรับภารกิจด้านอวกาศในอนาคต และพวกเขาจะทำการทดสอบที่ซับซ้อนขึ้นในการจำลองสภาวะการแพร่รังสี รวมถึงการปรับแต่ง เซลล์ไมโครเกลีย เพื่อใช้ในการรักษาความบกพร่องทางสติปัญญา อันเป็นผลจากการได้รับรังสีคอสมิก

มีรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากลึกเกินวัย อาจเสี่ยงตายด้วยโรคหัวใจสูงกว่า

รอยเหี่ยวย่น

ร่องลึกบนหน้าผากไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่บ่งบอกวัยเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นสัญญาณชี้ถึงความเสี่ยงที่คนผู้นั้นจะเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) ได้สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยตูลูสของฝรั่งเศส ได้นำเสนอผลการค้นพบดังกล่าวในที่ประชุมสมาคมหทัยวิทยาแห่งยุโรป(ESC) เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าพบความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องระหว่างการมีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากที่มากและลึกเกินวัย กับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นจากโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่นภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง

ผลวิจัยดังกล่าวมาจากการติดตามศึกษาข้อมูลสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,200 คน ซึ่งเป็นชายและหญิงวัย 32-62 ปีที่มีสุขภาพดี เป็นระยะเวลายาวนานถึง 20 ปี โดยในตอนแรกจะมีการให้คะแนนลักษณะริ้วรอยบนหน้าผากของกลุ่มตัวอย่างแต่ละคน 0-3 คะแนนด้วย ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนสูงจะยิ่งมีรอยเหี่ยวย่นจำนวนมากกว่าและเป็นร่องลึกกว่า

เมื่อเวลาผ่านไปครบ 20 ปี มีกลุ่มตัวอย่างเสียชีวิตลงในระหว่างนั้นทั้งสิ้น 233 คน ซึ่งพบว่าในจำนวนนั้น 15.2% ได้คะแนนริ้วรอยที่หน้าผากสูงถึง 2-3 คะแนน ในขณะที่ 6.6% ของผู้เสียชีวิตได้ 1 คะแนน และ 2.1% ในกลุ่มนี้ได้ 0 คะแนน ซึ่งหมายถึงไม่มีริ้วรอยบนหน้าผากเลย

รศ.ดร. โยลองเด เอสกีฮอล ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “เมื่อนำปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจทำให้คนเราเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้มาพิจารณาร่วมด้วยแล้ว พบว่าคนที่มีรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากมากและลึกเกินกว่าวัยที่ควรจะเป็น มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคนี้สูงกว่าคนที่ไม่มีริ้วรอยบนหน้าผากเลยถึง 10 เท่า″

ทีมผู้วิจัยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่า รอยเหี่ยวย่นที่หน้าผากเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างไร แต่สันนิษฐานว่าการที่ผนังหลอดเลือดหัวใจหนาและแข็งตัวขึ้น เนื่องจากมีคราบไขมันและพังผืดมาเกาะ รวมทั้งการเกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) ส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดขนาดเล็กที่หน้าผากซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

“แม้แพทย์จะมีวิธีอื่นที่วินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจได้แม่นยำกว่านี้อยู่ แต่การดูริ้วรอยบนหน้าผากนั้นทำได้ง่ายและเห็นได้ทันที ซึ่งก็ไม่เสียหายหากคนรักสุขภาพจะหมั่นสังเกตเอาไว้ ” รศ.ดร.เอสกีฮอล กล่าว

ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุถึงสัญญาณบ่งชี้ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจแบบแปลก ๆ เช่น ติ่งหูยับย่น ศีรษะล้านบางรูปแบบในผู้ชาย เล็บงุ้มมากผิดปกติ มีต้อกระจก เป็นต้น อย่างไรก็ตามริ้วรอยตีนกาที่หางตาไม่นับว่าเป็นสัญญาณความผิดปกติแบบดังกล่าวแต่อย่างใด

เมื่อลูกสาววัย 3 ขวบของคุณมีไอคิว 171

โอฟีเลีย ดิว มีระดับไอคิวอยู่ที่ 171 ซึ่งสูงกว่าคนทั่วไป

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1953671208031022

พ่อแม่ของโอฟีเลีย มอร์แกน-ดิว ทราบมานานแล้วว่าลูกสาวเป็นเด็กฉลาด แต่หลังส่งเธอเข้าโรงเรียนได้ไม่นาน พวกเขาจึงได้เข้าใจว่าเธอพัฒนาไปไกลกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมากกว่าที่คิด

“จริง ๆ ตั้งแต่เธออายุได้ 8 เดือน [ที่เราเริ่มรู้ว่าเธอเป็นเด็กฉลาด]” นาตาลี มอร์แกน แม่ของโอฟีเลีย กล่าวในรายการโทรทัศน์ของบีบีซี

คำว่า “เป็นไง’ (hiya)” คือคำแรกที่โอฟีเลียสามารถพูดได้ ในช่วงเวลาที่เร็วกว่าเกณฑ์ปกติ 2-3 เดือน

“มันเริ่มจากตรงนั้นเลย เธอเริ่มพูดชื่อสี ตัวอักษร ตัวเลข ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเด็กส่วนมาก”

ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ โอฟีเลีย สามารถจดจำและท่องตัวอักษรได้ทั้งหมด และตอนนั้นเองที่ทั้งสองตัดสินใจพาโอฟีเลีย เข้ารับการประเมินโดยนักจิตวิทยาเด็กผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กที่มีพรสวรรค์

พบกับเด็กหญิงวัย 3 ขวบ ที่มีไอคิว 171

โอฟีเลียได้ทำแบบทดสอบสแตนฟอร์ด-บิเนต์ (Stanford-Binet test) ซึ่งใช้ประเมินเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ในด้านต่าง ๆ เช่น การรับรู้ถึงพื้นที่ ทักษะทางภาษา และการใช้เหตุผล

ความฉลาดทางปัญญา หรือไอคิว (IQ) ของคนทุกวัยมักอยู่ที่ระดับ 85-115 คะแนน และมีค่าเฉลี่ยที่ 100 คะแนน

โอฟีเลียสามารถทำได้ 171 คะแนน และในวัย 3 ขวบ เธอได้เข้าร่วมสมาคมเมนซา (Mensa) ซึ่งเป็นสมาคมของกลุ่มผู้มีระดับความฉลาดทางปัญญาสูงที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

เชื่อกันว่านักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกอย่าง สตีเฟน ฮอว์คิง และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มีระดับไอคิวอยู่ที่ 160 คะแนน

“ฉันกังวลว่าคนจะคิดว่าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ผลักดันลูกมากเกินไป” นาตาลี กล่าว “ฉันภูมิใจในตัวโอฟีเลีย ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ตาม ตราบเท่าที่เธอมีความสุขและสุขภาพแข็งแรง”

นาตาลีกล่าวว่า ลูกสาวของเธอ ยังคงเป็น “เด็ก 3 ขวบอย่างมาก ในด้านอื่น ๆ ” เธอชอบวิ่งเล่นกับลูกพี่ลูกน้องและกระโดดใส่แอ่งน้ำ แบบที่เด็กวัยเดียวกันชอบทำ นอกจากนี้ยังชอบทดลองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

“มันเหมือนกับผมคุยกับเด็กอายุ 19 ปี” พ่อของเธอกล่าว

“เธอสามารถสนทนาได้เป็นเรื่องเป็นราว เธอมีความคิดของเธอเอง มันดูเหมือนว่าเธอจะเรียนรู้ทุกอย่างได้รวดเร็วมาก และจดจำสิ่งเหล่านั้นได้”

ร่างกายและอารมณ์ของพวกเขายังคงเป็นเด็ก

พบกับเด็กหญิงวัย 3 ขวบ ที่มีไอคิว 171

ลิน เคนดัลล์ นักจิตวิทยา และผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเด็กที่มีพรสวรรค์สำหรับสมาคมเมนซา ประจำสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เด็กพิเศษเหล่านี้ สามารถประมวลความคิดได้อย่างรวดเร็ว มีความจำที่ดี และมีสมาธิต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมากกว่าเด็กส่วนใหญ่

นอกจากนี้ เด็กเหล่านี้ยังมีความกระหายที่จะเรียนรู้ ซึ่งเคนดัลล์กล่าวว่าอาจทำให้ผู้ปกครองลำบากในการตอบสนองความต้องการ

“ปกติเวลาพ่อแม่มาปรึกษาฉัน พวกเขาจะบอกว่า ‘ช่วยด้วย เด็กคนนี้ไม่อยากจะหยุดถามคำถามและเรียนรู้ตลอดเวลา′ ” เธอกล่าว

นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ของเด็กพิเศษต้องเผชิญคือความรู้สึกโดดเดี่ยว เนื่องจากไม่สามารถปรึกษาพ่อแม่เด็กคนอื่น ๆ ได้เนื่องจากมันอาจฟังดูเป็นการโอ้อ้วด

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า พ่อแม่บางคนมักผลักดันลูกมากเกินพอดี ซึ่งมีตั้งแต่การควบคุมอาหารและจัดไปจนถึงจัดตารางชีวิตอย่างเคร่งครัด และนั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

“ถึงแม้สมองของเด็กเหล่านี้จะขับเคลื่อนด้วยความเร็วแสง ร่างกายและอารมณ์ของพวกเขายังคงเป็นเด็ก และเราต้องจำไว้เสมอ” เธอกล่าว

มนุษย์จะสร้าง “ไทม์แมชชีน” ไว้เดินทางข้ามเวลาได้จริงหรือไม่ ?

Prof Ron Mallett

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1935574196507390

การเดินทางข้ามเวลาเพื่อกลับไปสู่อดีตหรือก้าวกระโดดไปยังโลกอนาคตนั้น แม้จะยังไม่สามารถทำได้ด้วยวิทยาการในปัจจุบัน แต่ก็น่าสงสัยว่าการท่องห้วงเวลาด้วย “ไทม์แมชชีน” (Time machine) มีความเป็นไปได้อยู่หรือไม่ และบรรดานักวิทยาศาสตร์มีหนทางที่จะพัฒนาเครื่องมือในจินตนาการชิ้นนี้ให้เป็นจริงขึ้นมาอยู่บ้างหรือเปล่า

เจาะเวลาผ่านรูหนอน

หากเรามองว่าเวลาคือสิ่งที่เดินทางเป็นเส้นตรง โดยเข็มนาฬิกาเดินจากอดีตมายังปัจจุบันและมุ่งต่อไปสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง การเดินทางข้ามเวลาในรูปแบบนี้จะอิงอาศัยสมการทางฟิสิกส์ของอัจฉริยะตลอดกาลอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งบ่งชี้ว่าปริภูมิ (Space) 3 มิติในจักรวาล ทั้งความกว้าง ความยาว และความสูง มีความเชื่อมโยงกับมิติที่ 4 คือเวลา (Time) อย่างแน่นแฟ้น

ไอน์สไตน์ยังเล็งเห็นว่าเราสามารถ “พับ” ให้ปริภูมิ-เวลา 2 ตำแหน่งที่อยู่แยกห่างกันไกลมาบรรจบกัน เพื่อย่นระยะทางและเดินทางข้ามเวลาได้ โดยทางลัดที่เกิดจากการพับมิติทั้งสี่นี้เรียกว่า “รูหนอน” (Wormhole) ซึ่งเป็นช่องทางคล้ายอุโมงค์เชื่อมต่อเวลาและสถานที่ที่แตกต่างกัน

Albert Einstein
คำบรรยายภาพไอน์สไตน์เห็นว่าเราสามารถพับให้กาล-อวกาศ 2 ตำแหน่งมาบรรจบกัน เพื่อย่นระยะทางและเดินทางข้ามเวลาได้

รูหนอนนี้อาจมีอยู่ทั่วไปในจักรวาลตามธรรมชาติ แต่รูหนอนที่อยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด ก็อาจอยู่ห่างออกไปไกลถึงหลายล้านปีแสง ทั้งยังไม่มีหลักประกันด้วยว่าหากเราเดินทางผ่านรูหนอนแล้วจะถูกส่งไปยังที่ใดในช่วงยุคสมัยไหนด้วย

แม้นักฟิสิกส์บางกลุ่มเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถเชื่อมต่อรูหนอนซึ่งนำไปยังสถานที่และเวลาที่ต้องการได้อย่างเฉพาะเจาะจงในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอื่น ๆ อยู่ เช่นมีผลคำนวณที่ทำนายว่ารูหนอนมักยุบตัวพังถล่มได้ง่าย และอาจบดขยี้ผู้ที่กำลังเดินทางท่องเวลาอยู่ภายในนั้นได้ ทำให้ต้องหาวิธีแก้ไขปัญหานี้ไว้ล่วงหน้าเช่นกัน

ศ. ทามารา เดวิส นักจักรวาลวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียบอกว่า การทำให้ปากรูหนอนทั้งสองด้านเปิดอยู่เป็นเวลานานมากพอโดยไม่ยุบตัวลงมาเสียก่อนเป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้พลังงานที่เป็นลบซึ่งสามารถต่อต้านแรงโน้มถ่วงได้มาทำหน้าที่นี้ แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังค้นหาพลังงานชนิดที่ว่านี้ไม่พบ เว้นเสียแต่ “พลังงานมืด” (Dark energy ) ที่เชื่อกันว่าเป็นตัวการทำให้จักรวาลขยายตัวด้วยอัตราเร่งจะมีอยู่จริง และสามารถค้นพบวิธีนำมาใช้งานได้

กาลเวลาที่หมุนเหมือนน้ำวน

นับเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ ศ. โรนัลด์ มัลเลตต์ จากมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัตของสหรัฐฯ เฝ้าศึกษาและคิดค้นหลักการสร้างเครื่องเดินทางข้ามเวลา เนื่องมาจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ของเอช.จี.เวลส์ เรื่อง The Time Machine และความปรารถนาที่จะได้พบกับพ่อที่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเด็กอีกครั้ง

ปัจจุบัน ศ. มัลเลตต์พบหลักการสร้างเครื่องไทม์แมชชีนที่เป็นไปได้ ซึ่งแตกต่างไปจากหลักการในแบบของไอน์สไตน์ที่กาลเวลาเดินเป็นเส้นตรง โดยเขาสร้างอุปกรณ์ตั้งโต๊ะขนาดย่อมขึ้นมาสาธิตหลักการที่ว่านี้

Wormhole
คำบรรยายภาพภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นรูหนอนข้ามเวลาซึ่งเกิดจากการพับตัวและบิดเบี้ยวของกาล-อวกาศ

มีการสร้างลำแสงเลเซอร์ที่หมุนวนเป็นวงกลมในอุปกรณ์ดังกล่าวได้หลายรอบ ซึ่งภายในวงแหวนเลเซอร์นี้ปริภูมิ (Space) จะถูกบิดให้ผิดรูปไปจากเดิมเหมือนกับการคนกาแฟในแก้ว หากปริภูมิและเวลามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดจริงแล้ว เวลาในวงแหวนเลเซอร์ก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนไปด้วย โดยจะเกิดสภาพเวลาที่หมุนวนเป็นรอบจากอดีตไปสู่อนาคตและย้อนกลับสู่อดีตอีกครั้ง

ในทางทฤษฎีแล้ว หากเราสามารถทำให้เลเซอร์มีความเข้มมากพอในปริภูมิที่เล็กมากจุดหนึ่ง เราก็อาจจะบิดให้เวลาที่เดินเป็นเส้นตรงโดยไม่หวนกลับคืน กลายเป็นเวลาที่หมุนวนกลับมาบรรจบกันอีกได้หลายรอบโดยไม่จำกัด แต่วิธีนี้จะต้องใช้พลังงานมหาศาล และต้องหาวิธีย่อส่วนสรรพสิ่งให้ลงมาอยู่ในขนาดเล็กจิ๋วระดับไมโครเท่านั้น

อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต มีอยู่พร้อมกันหรือไม่ ?

จักรวาลในแบบของไอน์สไตน์นั้น ถือว่าทุกสิ่งอยู่ในโครงสร้างของปริภูมิ-เวลาเดียวกันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตามแนวคิดนี้เวลาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนแล้วแต่เป็นจริงเท่าเทียมกัน ซึ่งเท่ากับว่าเหตุการณ์ในทั้งสามช่วงเวลานั้นมีอยู่แล้วมาโดยตลอดในปริภูมิ-เวลา (Space-Time) ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของจักรวาล

“เหตุการณ์ที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ในอดีต เหตุการณ์ที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต่างก็ดำรงอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งของปริภูมิ-เวลาเดียวกันทั้งสิ้น” ดร. คริสตี มิลเลอร์ จากศูนย์เพื่อการศึกษาเรื่องเวลาของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ในออสเตรเลียกล่าว

ปรากฏการณ์นี้อาจเทียบได้กับการที่เราอยู่ที่ประเทศไทย แต่ก็มีคนอื่นอยู่ที่กรุงลอนดอน หรืออยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งสถานที่ทั้งสามแห่งนั้นต่างมีอยู่จริงเหมือนกันหมด เพียงแต่เรารับรู้ได้ถึงสถานที่ที่เราอยู่เท่านั้น

Rod Taylor in the Time Machine
คำบรรยายภาพร็อด เทย์เลอร์ นำแสดงในภาพยนตร์ยุคทศวรรษ 1960 ที่สร้างจากนิยายของเอช.จี. เวลส์ เรื่อง The Time Machine

หากหลักการนี้ถูกต้อง ก็นับว่าเป็นข่าวดีต่อโอกาสในการพัฒนาไทม์แมชชีนให้เป็นความจริงขึ้นมาได้ แต่ก็เกิดข้อจำกัดด้วยว่า ในเมื่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถูกกำหนดไว้ตายตัวอยู่แล้ว เราจึงไม่สามารถจะเดินทางข้ามเวลาไปเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่างออกไปในอนาคตได้ เช่นเราไม่สามารถข้ามเวลาไปสังหารฮิตเลอร์ เพื่อหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวได้

แม้ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์บางรายยังมองว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่อาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้ แต่หลายรายก็ฝากความหวังไว้กับความก้าวหน้าของวิทยาการควอนตัม ซึ่งกฎฟิสิกส์ที่มีมาแต่เดิมมักถูกยกเว้นหรือเปลี่ยนแปลงไปภายใต้สภาวะควอนตัมนี้ ดังเช่นที่เคยมีการค้นพบว่าอนุภาคหนึ่งสามารถอยู่ในหลายสถานที่ได้พร้อมกันมาแล้ว

แพทย์เตือน การโหม่งลูกฟุตบอล ส่งผลเสียต่อสมองนักกีฬาในระยะยาว

การโหม่งบอล มีผลกระทบอย่างไร

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1928253513906125

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบาดเจ็บทางสมองมีความเห็นว่า การโหม่งลูกฟุตบอลควรถูกจำกัดในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพ และควรแบนการโหม่งบอลสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

นพ. เบ็นเน็ต โอมาลู เป็นผู้คนพบโรคเนื้อเยื่อสมองเสื่อมรุนแรงเรื้อรัง หรือ Chronic traumatic encephalopathy (CTE) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการได้ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนซ้ำ ๆ และส่งผลเสียในระยะยาว

“มันไม่สมเหตุสมผลที่จะควบคุมวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงด้วยหัวของคุณ” นพ.โอมาลู กล่าว

“ผมเชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้ว ในเกมการแข่งขันอาชีพ เราจะต้องจำกัดการโหม่งลูกบอล มันเป็นสิ่งที่อันตราย”

น็อบบี สไตล์ส นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 ปัจจุบันเขามีอายุ 76 ปี และต่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์ยาวนานกว่า 15 ปีแล้ว
คำบรรยายภาพน็อบบี สไตล์ส นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 ปัจจุบันเขามีอายุ 76 ปี และต่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์ยาวนานกว่า 15 ปีแล้ว

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุของ บีบีซี เรดิโอ 5 นพ. โอมาลู กล่าวเสริมว่าผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรโหม่งลูกบอล

“เด็กอายุต่ำกว่า 12-14 ควรเล่นฟุตบอลที่มีการปะทะน้อยกว่า ซึ่งเราควรจะพัฒนารูปแบบดังกล่าวให้กับพวกเขา เด็กอายุ 12-18 ปี สามารถเล่นฟุตบอลได้ แต่ไม่ควรโหม่งลูกบอล”

“ผมรู้ว่านี่เป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่วิทยาศาสตร์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา สังคมก็เปลี่ยนไป มันถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนวิถีปฏิบัติของเรา″

การเสียชีวิตของอดีตนักฟุตบอล

การสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของ เจฟฟ์ แอสเติล อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและสโมสรเวสต์บรอมฯ ได้ข้อสรุปว่าเขาเสียชีวิตจาก สมองได้รับการกระทบกระเทือน ซึ่งเกิดจากการโหม่งลูกฟุตบอลหนังที่มีน้ำหนักมากในสมัยก่อน

เขาเสียชีวิตเมื่อปี 2004 ในวัย 72 ปี หลังจากป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์นานเกือบ 10 ปี เขาใช้เวลา 16 ปีในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ดอว์น ลูกสาวของแอสเติล ได้ออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างการโหม่งบอล กับโรคเนื้อเยื่อสมองเสื่อมรุนแรงเรื้อรัง

“มันคือข้อเท็จจริง เราไม่ได้แค่คิดเอาเองว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ อาจจะเสียชีวิตด้วยโรคเดียวกับพ่อ ตอนนี้มันเป็นความจริงแล้ว” เธอกล่าว

ดอว์น ออกมาให้ความเห็นครั้งล่าสุด หลังจากการเสียชีวิตของ ร็อด เทย์เลอร์ อดีตปีกของพอร์ทสมัธ จิลลิงแฮม และบอร์นมัธ เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา หลังจากป่วยด้วยโรคเดียวกันกับพ่อของเธอ

การโหม่งลูกฟุตบอล

เรเชล วอลเด็น ลูกสาวของ เทย์เลอร์ กล่าวกับบีบีซีว่า การโหม่งบอลไม่ควรถูกแบน แต่สมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) และสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ควรออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลืออดีตนักฟุตบอลและครอบครัวของพวกเขา

“โรคสมองเสื่อมของพ่อของฉัน เป็นผลมาจากการโหม่งลูกบอล และการถูกกระแทก … เราไม่สามารถรอจนกว่าพวกเขาเสียชีวิตแล้วค่อยช่วยเหลือ เราต้องเริ่มให้การช่วยเหลือตั้งแต่ตอนนี้” วอลเด็นกล่าว

“เราไม่ได้กล่าวโทษสโมสรที่พ่อเคยเล่นให้ เขาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรที่เขาลงสนามให้ มันเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนเกมฟุตบอล มันเกี่ยวกับการพยายามให้สมาคมนักฟุตบอลแสดงความรับผิดชอบต่อเหล่าสมาชิก ในเวลาที่พวกเขาต้องการอย่างมาก”

อดีตนักฟุตบอลชื่อดังหลายคน ได้ถูกวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม นั่นรวมถึง นักเตะชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 อย่าง น็อบบี สไตล์ส, มาร์ติน ปีเตอร์ส และ เรย์ วิลสัน ไปจนถึงตำนานของสโมสรลิเวอร์พูล อย่าง รอน เยตส์ และทอมมี สมิธ

โอมาลูกล่าวถึงผลจากการโหม่งบอลที่มีต่อสมองว่า “สมองของมนุษย์ลอยเหมือนกับบอลลูนภายในกระโหลกของคุณ ดังนั้นเมื่อคุณโหม่งลูกฟุตบอล สมองของคุณจึงได้รับความเสียหาย คุณสร้างความเสียหายให้กับสมองเมื่อคุณโหม่งบอลแต่ละครั้ง”

“การเล่นฟุตบอลจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภาวะสมองบาดเจ็บเมื่อคุณมีอายุมากขึ้นรวมถึงความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมและ CTE”

ตลอดหลายปีมานี้ มีการเคลื่อนไหวหลายครั้งในแวดวงกีฬาอาชีพ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บกับศีรษะ

เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ลีกคริกเกตของอังกฤษได้ออกกฎการเปลี่ยนตัวใหม่สำหรับผู้ได้รับการกระทบกระเทือน โดยอนุญาตให้แต่ละทีมสามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นที่มีความเสี่ยงได้ทันที ขณะที่ผู้นำสหภาพกีฬารักบี้ได้ประกาศแผนที่จะทำให้นักกีฬาปลอดภัยขึ้นเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

ศูนย์บำบัดยาเสพติดในจีนใช้ VR ช่วยจับโกหกผู้รับการบำบัด ว่าเลิกเสพยาได้จริงหรือไม่

ศูนย์บำบัดยาเสพติดในจีนใช้ VR ช่วยจับโกหกผู้รับการบำบัด ว่าเลิกเสพยาได้จริงหรือไม่

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1919716111426532

หนังสือพิมพ์ South China Morning Post (SCMP) รายงานว่า ศูนย์บำบัดยาเสพติดในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน นำเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) มาใช้ค้นหาว่าผู้ติดยาเสพติดยังมีความต้องการเสพยาหรือไม่ โดยให้สวมอุปกรณ์ VR headset  และดูภาพชุดที่มีฉากสมจริง เพื่อทดสอบว่าเมื่อมีโอกาสได้เข้าใกล้การใช้ยาเสพติด พวกเขารู้สึกตื่นเต้นหรือไม่ เช่น การที่ผู้ติดยารายหนึ่งได้ดูฉากที่มีคนเสพยาร่วมกันเป็นเวลานานๆ ก็อาจบ่งชี้ได้ว่าเขาหรือเธอยังสนใจเสพยาอยู่

ศูนย์บำบัดยาเสพติดในจีนใช้ VR ช่วยจับโกหกผู้รับการบำบัด ว่าเลิกเสพยาได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ ก็ยังมีภาพของผู้ติดยารายอื่นๆ ในสภาพที่น่ารังเกียจจากการตกเป็นทาสยาเสพติดให้ดูด้วย เพื่อทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกขยะแขยง ซึ่ง VR headset สามารถบอกได้ว่าพวกเขาได้ดูภาพเหล่านั้นอยู่จริงๆ หรือไม่ โดยอุปกรณ์สวมศีรษะดังกล่าวจะติดตามการเคลื่อนไหวของลูกตา ขณะที่อุปกรณ์เสริมอื่นๆ จะตรวจจับอุณหภูมิของร่างกายและอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ทีมงานได้รู้ว่าผู้ติดยากำลังโกหกในการทดสอบนี้อยู่หรือเปล่า

ทั้งนี้ ทางการจีนต้องการให้ผู้ที่ครอบครอง หรือใช้ยาเสพติด เข้ารับการบำบัดที่ศูนย์บำบัดยาเสพติดเป็นเวลานาน 2 ปี แต่ถ้าประพฤติตัวดีก็จะได้รับการปล่อยตัวออกมาได้ ซึ่งระบบ VR ดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันผู้ติดยาที่หวังจะออกมาจากศูนย์บำบัดด้วยการโกหกว่าเลิกยาได้แล้วนั่นเอง