คลังเก็บหมวดหมู่: หงส์หยก จี่แก้ม 7

ภารกิจ “แตะ” ดวงอาทิตย์ของนาซา

 (12 ส.ค.) นาซาได้ส่งยาน พาร์คเกอร์ โซลาร์ โพรบ ขึ้นไปสำรวจชั้นบรรยากาศรอบนอกของดวงอาทิตย์แล้ว เมื่อเวลา 14.31 น. ที่ผ่านมา ตามเวลาในไทย

ยานสำรวจขนาดเท่ารถยนต์คันเล็ก ๆ นี้ มีภารกิจที่จะเข้าไปถึงชั้นบรรยากาศรอบนอกของดวงอาทิตย์ พร้อมกับเกราะป้องกันความร้อนพิเศษจะช่วยให้ยานทนความร้อนได้ถึง 1,500 องศาเซลเซียส โดยจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สุดถึง 690,000 กม./ชม.

นาซาประกาศแผนดำเนินโครงการนี้เมื่อปี 2009 โดยใช้งบประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 5 หมื่นล้านบาท) โดยยานสำรวจมีกำหนดการโคจรรอบดวงอาทิตย์นาน 7 ปี โดยจะเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศบางส่วนของดวงอาทิตย์ แล้วจะเข้าใกล้พื้นผิวมากที่สุดเท่าที่เคยมีวัตถุซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์เคยสำรวจมา ส่วนเป้าหมายหลักของการเก็บข้อมูล คือเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับส่วนนอกสุดของชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ที่เรียกว่าโคโรนา ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีความรู้มากขึ้นถึงที่มาและพัฒนาการของลมสุริยะ

นาซาได้เปลี่ยนชื่อยานสำรวจดวงอาทิตย์ลำนี้จากเดิมคือ “โซลาร์โพรบพลัส” มาเป็น “พาร์กเกอร์ โซลาร์โพรบ” เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.ยูจีน ปาร์กเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านลมสุริยะ

นอกจากนาซาแล้ว องค์การอวกาศยุโรป เป็นอีกหน่วยงานที่มีแผนจะปล่อยยานสำรวจดวงอาทิตย์ชื่อ โซลาร์ ออร์บิเทอร์ ในเดือน ก.พ. ปี 2019

โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนอีก 2 องศาเซลเซียส

_102858806_0f317d38-46cd-4292-a91e-fdab38b15fcdผลการศึกษาล่าสุดของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติชี้ว่า โลกของเรามีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดที่ไม่อาจแก้ไขให้คืนสภาพเดิมได้ในอีกไม่ กี่ร้อยปีข้างหน้า แม้ว่าชาติต่าง ๆ จะพยายามร่วมมือกันตัดลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้สำเร็จ ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ก็ตาม

รายงานดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ PNAS ระบุว่า หากเรายังคงปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ย ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นจะเกิดการรบกวนระบบดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ ให้กลับกลายเป็นตัวการปลดปล่อยคาร์บอน ปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแทน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดถาวรในแต่ละปี ผืนป่าสำคัญอย่างป่าแอมะซอน รวมทั้งมหาสมุทรต่าง ๆ และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ในแถบขั้วโลก ได้ดูดซับคาร์บอน จากชั้นบรรยากาศมาเก็บไว้ถึง 4.5 พันล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลก แต่ก็น่าหวั่นเกรงว่าแผนการที่ระบุไว้ ในความตกลงปารีส ซึ่งนานาชาติจะช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศานั้น ไม่เพียงพอจะป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเรือนกระจก แบบถาวรนี้ได้

แสงสีฟ้าจากหน้าจอก่อสารพิษเร่งให้ตาบอดได้

_102924048_gettyimages-498439227-1แม้จะทราบกันดีว่าแสงสีฟ้า (Blue light) จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งผลเสียต่อสายตาของคนเราได้ แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น โดยพวกเขาชี้ว่าสารเคมีสำคัญในดวงตาทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้าจนเกิดเป็นสารพิษทำลายจอตาขึ้น

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทเลโดของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Scientific Reports โดยระบุว่าการจ้องมองแสงสีฟ้าซึ่งเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นและมีพลังงานสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ดวงตาสร้างสารพิษขึ้นในเซลล์รับแสง จนเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้เร็วก่อนวัยอันควร

ผศ.ดร. อจิต กรุณารัตเน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “ในแต่ละวันดวงตาได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่กระจกตาและเลนส์ตาของเราไม่สามารถจะป้องกันหรือสะท้อนแสงสีฟ้าออกไปได้”

ด้วยเหตุนี้ สารเคมีช่วยการมองเห็นในจอตาที่เรียกว่าเรตินอล (Retinal) จึงทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ทำให้เกิดโมเลกุลมีพิษทำลายเยื่อหุ้มเซลล์รับแสงจนเซลล์ตายลงในที่สุด ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเพราะจอตาไม่สามารถส่งสัญญาณสื่อประสาทไปยังสมองได้

พบกบยุคก่อนประวัติศาสตร์ฝังในอำพันนาน 99 ล้านปี ในเมียนมา

_101989480_frog-from-cretaceous-burmese-amber

ซากฟอสซิลของกบขนาดจิ๋วหลายตัวที่ฝังอยู่ในก้อนอำพันที่ได้จากประเทศเมียนมา ซึ่งมีความเก่าแก่ถึง 99 ล้านปี ช่วยให้เบาะแส เกี่ยวกับโลกยุคดึกดำบรรพ์

ซากฟอสซิลของกบขนาดจิ๋วนี้ฝังอยู่ในก้อนอำพันมาตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์ โดยซากฟอสซิลทั้ง 4 ชิ้นนี้ เผยให้เห็นความเป็นไปของโลกในช่วง ที่สัตว์เหล่านี้วิวัฒนาการมาเป็นกบและคางคกในเขตป่าฝน

ผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ถือว่าอำพันจากเมียนมา ซึ่งข้างในมี ผิว, เกล็ด, ขน, หนังของสิ่งมีชีวิต หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตทั้งตัวฝังอยู่ เป็นขุมสมบัติอันล้ำค่า

ดร ลี่ต๋า สิง จากมหาวิทยาลัยธรณีศาสตร์แห่งชาติจีนในกรุงปักกิ่งกล่าวว่าเป็นการค้นพบอัน “มหัศจรรย์” เขาบอกกับบีบีซีว่า “ในจีนนั้นถือว่า กบ, กิ้งก่า และแมงป่อง เป็นทรัพย์อำพัน 3 อย่าง”

“ฟอสซิลอำพันเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่ากบเหล่านั้นเคยอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนชื้น ก่อนที่จะเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเซียส”

ซากฟอสซิลของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในยุคแรกที่สุดเป็นสิ่งที่หายากมาก ดังนั้นการค้นพบครั้งนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับวงการวิทยาศาสตร์

ดร เดวิด แบล็กเบิร์น จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา ซึ่งศึกษาฟอสซิลเหล่านี้ร่วมกับ ดร สิง กล่าวว่า ความที่กบมีขนาดเล็ก และยังอาศัยอยู่ในป่าฝนเขตร้อน ทำให้ “แทบจะไม่มีโอกาส” กลายเป็นซากฟอสซิลเลย

เขาบอกด้วยว่า″กบเป็นสัตว์ที่พบอยู่ทั่วไปบนโลกเป็นเวลาราว 200 ล้านปี” เขากล่าว “แต่ว่าพวกมันอยู่ในแถบป่าชื้นนานแค่ไหน? เพิ่งจะเป็นปรากฏการณ์เมื่อไม่นานมานี้ หรือตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์? หากดูซากฟอสซิลของกบในอำพันเหล่านี้บ่งชี้ว่าน่าจะย้อนกลับไปอย่างน้อย ๆ ก็ราว 100 ล้านปีก่อน”

เบาะแสใหม่

ซากฟอสซิลทั้ง 4 ชิ้น ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในป่าในยุคครีเทเซียส ในบริเวณที่เป็นรัฐคะฉิ่นของเมียนมา ในปัจจุบัน

นอกจากกบ ซึ่งนักวิจัยได้ตั้งชื่อว่า อิเล็กโทรรานา ลิโมอา (Electrorana limoa)พวกเขายังพบพืช, แมงมุม และแมลงอีกหลายชนิด และแม้กระทั่งหอยทะเล ซึ่งชี้ว่ากบอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีระบบนิเวศแบบป่าเขตร้อน, อบอุ่น, ชื้น ที่มีทะเลสาบน้ำจืด

ดร ริการ์โต เปเรซ-เด-ลา ฟูเอนเต จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งไม่ได้อยู่ในทีมวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า การค้นพบใหม่ทุกครั้งไม่ต่างจากการเติมชิ้นส่วนลงในภาพปริศนา

“กบสายพันธุ์ใหม่นี้ ถือเป็นชิ้นส่วนของภาพปริศนาอันน่าตื่นเต้น นักล่าแมลงฟอสซิลตัวฉลาจนี้เป็นสิ่งที่ผมและเพื่อนร่วมงาน กำลังสนใจศึกษาอย่างยิ่ง” เขากล่าว

อิเลกโทรรานา (Electrorana) มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับกบและคางคกในยุคสมัยใหม่ รวมถึงคางคกท้องไฟ (fire-bellied toads) และคางคกหมอตำแย (midwife toads)