คลังเก็บหมวดหมู่: หงส์หยก จี่แก้ม 7

นักวิจัยพัฒนาโดรนจิ๋วเคลื่อนย้ายสิ่งของที่หนักกว่าได้มากถึง 40 เท่า เหมาะกับภารกิจค้นหา-กู้ภัย

นักวิจัยจาก Stanford University ของสหรัฐอเมริกา และสถาบัน Ecole Polytechnique Fédérale de Lausanne (EPFL) ของสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันพัฒนาโดรน “FlyCroTugs” ที่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าได้ถึง 40 เท่า ทั้งที่โดรนจิ๋วมีขนาดเล็กแค่ไม่กี่นิ้วเท่านั้น

ทั้งนี้ โดรนส่วนใหญ่ที่ใช้กันในปัจจุบันสามารถยกสิ่งของได้มากกว่าน้ำหนักตัวของมันเพียงแค่ 2 เท่า แต่สำหรับโดรนจิ๋วที่มีรอกหมุนได้นี้สามารถยก และวางสิ่งของได้ง่ายขึ้นแม้สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับโดรนอื่นๆ เพื่อช่วยกันเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ด้วย ซึ่ง Mark Cutkosky แห่งโรงเรียนวิศวกรรมที่ Stanford University ได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาโดรนจิ๋วมาจากตีนตุ๊กแก และพฤติกรรมของแมลงต่างๆ

โดยไอเดียในการพัฒนาโดรน FlyCroTugs เกิดขึ้นจากการที่ Mark Cutkosky และเพื่อนๆ ของเขา ศึกษาวิธีการของพวกแมลงเวลาที่พวกมันเคลื่อนย้ายวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเวลาที่ตัวต่อจะขนอาหารที่มีน้ำหนักเกินกว่าจะแบกไปได้นั้น พวกมันจะใช้วิธีลากไปตามพื้นแทน จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ใช้พัฒนาโดรนให้เคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวของมันได้ ด้วยวิธีการทอดสมอไปที่วัตถุหรือสิ่งของขนาดใหญ่ ซึ่งจากในคลิปวีดีโอจะเห็นว่าโดรนจิ๋วนี้สามารถเปิดประตูได้อย่างง่ายดาย

ขณะที่แรงบันดาลใจที่มาจากตีนตุ๊กแกนั้น ก็นำมาใช้พัฒนาโดรนเมื่อต้องมีการยึดเกาะบนผิวสัมผัสต่างๆ โดยการใช้ตะขอเหล็กเล็กๆ 32 ชิ้นเพื่อการยึดเกาะบนผิวสัมผัสนั้น เช่นที่ตุ๊กแกทำเวลาไต่อยู่บนผนังนั่นเอง

และด้วยความที่โดรน FlyCroTugs มีขนาดจิ๋ว ทำให้สามารถบินเข้าไปยังพื้นที่แคบๆ และบินใกล้ๆ คนได้อย่างปลอดภัย  จึงเหมาะกับการนำไปใช้ในภารกิจค้นหา และกู้ภัย ซึ่งสามารถช่วยเคลื่อนย้ายซากปรักหักพัง หรือบินไปวางกล้องเพื่อให้นักกู้ภัยสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมภายในที่ไม่ปลอดภัยได้ โดยในขั้นต่อไป ทีมวิศวกรชุดนี้กำลังพัฒนาการควบคุมโดรนให้ขับเคลื่อนได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงหาวิธีการให้โดรนหลายๆ ตัวสามารถทำงานได้พร้อมๆ กันด้วย

 

การขุดบิตคอยน์พ่นพิษ อาจทำโลกร้อนขึ้นถึง 2 องศาในปี 2033

bitcoin-virtual-money

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

จากผลการวิจัยล่าสุด การขุดบิตคอยน์ทั่วโลกนั้นทำให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล อาจส่งผลให้โลกร้อนขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสภายในอีก 15 ปี

บิตคอยน์ อาจนำมาซึ่งเสรีภาพใหม่ทางด้านระบบการเงิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องมีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมหหาศาลในการขุด ดังนั้นในงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ จึงได้มีการพุ่งเป้าไปที่ การหาจำนวนตัวเลขที่แท้จริงว่าการขุดบิตคอยน์นั้นส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมากน้อยขนาดไหน

เนื่องจาก บิตคอยน์ เป็นเทคโนโลยีใหม่ของระบบเงินดิจิทัลที่ต้องใช้พลังการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์อย่างมหาศาลเพื่อการที่จะได้มาครอบครองซึ่งสกุลเงินดิจิทัล หรือที่เรียกกันว่าการ “ขุดบิตคอยน์” นั่นเอง และทำให้เกิดต้นทุนอย่างมหาศาลกับสิ่งแวดล้อมของโลก และดูเหมือนว่าผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมจากการขุดบิตคอยน์นั้นจะไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับ

โดยทีมวิจัยจาก University of Hawaii ได้ทำการประเมินว่า โลกต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่หาก การขุดบิตคอยน์เริ่มได้รับความนิยมในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยมองล่วงหน้าไปถึง 20 ปี

และถ้าบิตคอยน์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราการเติบโตเดียวกับการใช้งานบัตรเครดิต หรือสมาร์ทโฟน ผลก็สรุปออกมาว่า ผลกระทบของการขุดบิตคอยน์จะทำให้โลกร้อนขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2033

ซึ่งการที่โลกอุณหภูมิสูงขึ้นเพียง 2 องศา ทำให้ประสบปัญหาเรื่องคลื่นความร้อนที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนบางพื้นในโลกจมลงใต้ระดับน้ำทะเล มีผลกระทบกับประชากรโลกกว่า 46 ล้านคน ปะการัง 9 ใน 10 ของโลกจะถูกทำลาย และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย

โดยคุณ Katie Taladay หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า “ในเวลานี้ มลพิษจากยานพาหนะ และที่อยู่อาศัย นั้นเป็นปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน และผลการวิจัยนี้ฉายภาพให้เห็นว่า บิตคอยน์ จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้”

บิตคอยน์คือสกุลเงิน ที่ถูกบริหารจัดการในระบบะดิจิทัล ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลแบบไม่รวมศูนย์บนระบบเครือข่าย รวมถึงการทำธุรกรรมที่มีการตรวจสอบแบบไม่รวมศูนย์ในรูปแบบของ Blockchain โดยในทางทฤษฎีแล้ว Blockchain เป็นรูปแบบที่จะทำให้ระบบของบิตคอยน์มีความปลอดภัย และมีเสถียรภาพ

แต่อย่างไรก็ดี ขั้นตอนการยืนยันการทำธุรกรรมแบบไม่รวมศูนย์ของระบบ Blockchain นั้นต้องมีการประมวลผลบนระบบคอมพิวเตอร์อย่างหนักหน่วง โดยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก เพื่อการถอดรหัสที่มีความซับซ้อน ซึ่งระบบบิทคอยน์จะมีการจ่ายผลตอบแทนให้กับเจ้าของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการถอดรหัส แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการที่ระบบคอมพิวเตอร์มีการใช้งานพลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล กลับถูกมองข้ามไป

โดยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการยืนยันการทำธุรกรรมแต่ละครั้งบนระบบ Blockchain นั้น มากเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงบ้านทั้งหลังได้เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ เลย

โดยคุณ Randi Rollins หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า “การรันระบบ บิตคอยน์ นั้นต้องการพลังการประมวลผลของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างสูง ทำให้มีความต้องการใช้งานพลังไฟฟ้าในปริมาณมาก”

การขุดบิตคอยน์พ่นพิษ อาจทำโลกร้อนขึ้นถึง 2 องศาในปี 2033

นักวิทย์ฯ พลิกตำราวิทยาการ ปลุกชีพพยาธิแช่แข็ง 4.2 หมื่นปี อีกการค้นพบครั้งสำคัญ

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียปลุก พยาธิตัวกลม 2 ตัว อายุ 32,000 ปี และ 42,000 ปี ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง หลังถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน ชี้เป็นการค้นพบครั้งใหญ่ ที่อาจพลิกวงการวิทยาศาสตร์โลก

หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ การแช่แข็งหยุดเวลา กันมาบ้าง แนวคิดนี้พบเห็นบ่อยครั้งในนิยายหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เช่นการให้ลูกเรือบนยานอวกาศนอนเฉย ๆ ในอุปกรณ์แช่แข็งคล้ายกับการจำศีล ขณะออกเดินทางไปยังกาแล็กซีอันไกลโพ้น สำหรับโลกของความเป็นจริงนั้น ในแวดวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ก็ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก 4 สถาบันวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย ในการนำ พยาธิหนอนตัวกลม (Nematodes) ราว ๆ 300 ตัว มาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ (Cryonics) หรือการแช่แข็งมนุษย์

 

ในบรรดาปรสิตเหล่านี้ มีอยู่ 2 ตัวที่พิเศษไปจากตัวอื่น ๆ แน่นอนว่าพวกมันเป็นสัตว์ในสปีชีส์เดียวกัน รูปร่างหน้าตาก็เหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่ 2 ตัวนี้แตกต่างไปก็คือ พวกมันมีอายุหลายหมื่นปีแล้ว

จากการรายงานของเว็บไซต์ไซบีเรียนไทม์ส เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า พยาธิหนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ ถูกพบเจอในจุดที่ไม่ห่างจากกันมากนัก ตัวหนึ่งถูกพบในโพรงกระรอกเก่าแก่ บริเวณชั้นหินดูแวนนียาร์ ลุ่มแม่น้ำโคลีมา ไม่ไกลจากอุทยานไพลสโตซีน พื้นที่อนุรักษ์สำหรับศึกษาสิ่งมีชีวิตในยุคน้ำแข็ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐซัคคา หรือยาคูเตีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ส่วนอีกตัวถูกพบเมื่อปี 2558 มันอยู่ในชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือเพอร์มาฟรอสต์ (Permafrost) บริเวณแม่น้ำอลาเซยา ในพื้นที่สาธารณรัฐซัคคา เช่นกัน

 

ความน่าทึ่งของหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้คืออายุของพวกมัน โดยพวกมันมีชีวิตอยู่ในช่วงยุคน้ำแข็ง ตัวที่ถูกพบแถว ๆ แม่น้ำโคลีมา มีอายุประมาณ 32,000 ปี และอีกตัวที่พบแถว ๆ แม่น้ำอลาเซยา มีอายุ 41,700 ปี หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าการพบหนอนแช่แข็ง 2 ตัว มันน่าทึ่งตรงไหน และมีความสำคัญอย่างไร คำตอบของข้อสงสัยนี้ก็ได้รับคำตอบ หลังจากที่หนอนตัวกลมทั้ง 2 ตัวนี้ถูกส่งมายัง ห้องแล็บของสถาบันเคมีเชิงฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพดิน ในกรุงมอสโก

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันนี้ ได้นำหนอนตัวกลม 2 ตัว ที่คาดว่าน่าจะเป็นเพศเมีย ไปใส่ในจานเพาะเชื้อ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พวกมันยังมีชีวิตอยู่ เหมือนทั้ง 2 พวกมันยังไม่ตาย ทั้งทีหลับใหลอยู่นิ่ง ๆ มาเป็นเวลาหลายหมื่นปี

 

“เราได้เก็บตัวอย่างสัตว์หลายเซลล์มาจากชั้นดินเยือกแข็งแถบขั้วโลกเหนือ เพื่อนำมาศึกวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการไครโอนิกส์ ซึ่งก็คือการแช่แข็งที่คงสภาพเซลล์เนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตได้เป็นระยะเวลานาน พวกเราพบว่าเมื่อนำหนอนตัวกลม 2 ตัวนี้มาละลายน้ำแข็ง พวกมันก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการมีชีวิต พวกมันเริ่มขยับตัว เริ่มเคลื่อนไหว และกิน” นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ กล่าว

 

การค้นพบที่น่าทึ่งนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะมันสามารถนำไปสู่การศึกษาชีวดาราศาสตร์ในแง่มุม ใหม่ ๆ ทั้งการกำเนิดและการวิวัฒนาการ รวมไปถึงการศึกษากระบวนการไครไอนิกส์ ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จากเดิม เพราะโลกได้รับรู้แล้วว่า ไม่ได้มีแค่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเท่านั้นที่สามารถสมบุกสมบันมีชีวิตอยู่เป็นเวลานาน ๆ ได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย สัตว์หลายเซลล์ที่ถูกแช่แข็งหยุดเวลาเอาไว้ ก็ยังรอดชีวิตได้เช่นกัน

 

ศัลยแพทย์รุ่นใหม่ใช้มือทำงานได้ย่ำแย่ลงจริงเหรอ?

ศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาศัลยกรรม ประจำคณะแพทยศาสตร์แห่งอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ของสหราชอาณาจักร เผยถึงข้อสังเกตที่น่าตกใจว่า นักศึกษาที่ฝึกฝนเพื่อเป็นศัลยแพทย์ในปัจจุบัน ขาดทักษะการใช้มือทำงานที่ประณีตเป็นอย่างมาก จนน่าเป็นห่วงถึงระดับความชำนาญของศัลยแพทย์รุ่นใหม่ เมื่อต้องลงมือผ่าตัดหรือเย็บแผลให้กับคนไข้

ศ. นพ. โรเจอร์ นีโบน ระบุว่า คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มีประสบการณ์ด้านงานฝีมือน้อยมาก และมักจะประสบความยากลำบากเมื่อทำงานที่ต้องลงมือปฏิบัติจริงโดยใช้ทักษะทางกายภาพ ซึ่งปัญหานี้เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตอยู่หน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์มากเกินไป

“นี่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นเราอาจจะได้นักศึกษาแพทย์ที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมและเกรดสูง แต่ผ่าตัดหรือเย็บแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นเลยก็ได้” ศ. นพ. นีโบน กล่าว

“ในอดีตเราอาจจะเชื่อมั่นได้ว่า ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์มาแล้ว จะต้องทำงานหัตถการทางการแพทย์ได้อย่างชำนาญคล่องแคล่วระดับหนึ่ง แต่ในปัจจุบันเรื่องนี้ไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป”

ศัลยแพทย์Image copyrightGETTY IMAGES

ศ. นพ. นีโบน ยังกล่าวว่า ตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาและเพื่อนร่วมงานสังเกตเห็นทักษะการใช้มือทำงานของบรรดานักศึกษาศัลยแพทย์ลดต่ำลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นปัญหาต่อการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ต้องอาศัยทักษะฝีมือมากพอ ๆ กับความรู้ทางวิชาการ

“เรื่องนี้เป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากวิธีการเลี้ยงดูและให้การศึกษากับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งพวกเขาขาดการเรียนรู้ที่รอบด้าน โดยในหลักสูตรมีวิชาศิลปะและงานประดิษฐ์สร้างสรรค์อยู่น้อยเกินไป ทำให้ขาดโอกาสฝึกทักษะการใช้มือของตนเอง”

“หลายสิ่งในชีวิตสมัยใหม่ถูกย่อส่วนลงให้เหลือเพียงการเลื่อนหน้าจอสองมิติเท่านั้น ซึ่งเท่ากับปิดกั้นไม่ให้คนรุ่นใหม่มีประสบการณ์หยิบจับหรือสัมผัสของจริง ทำให้นักศึกษาแพทย์พลอยมีความสามารถและความมั่นใจในการใช้มือทำงานลดน้อยลงไปด้วย”

“อันที่จริงการเลี้ยงดูในครอบครัวจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้เช่นกัน โดยให้เด็กพัฒนาทักษะการใช้มือให้มากขึ้นที่บ้าน ผ่านการตัดหรือเย็บผ้า ชั่วตวงวัดวัตถุดิบเพื่อทำอาหาร ซ่อมแซมสิ่งของที่เสียหาย ฝึกทำงานไม้ง่าย ๆ หรือฝึกใช้เครื่องมือต่าง ๆ ” ศ. นพ. นีโบนกล่าวทิ้งท้าย

ภารกิจ “แตะ” ดวงอาทิตย์ของนาซา

 (12 ส.ค.) นาซาได้ส่งยาน พาร์คเกอร์ โซลาร์ โพรบ ขึ้นไปสำรวจชั้นบรรยากาศรอบนอกของดวงอาทิตย์แล้ว เมื่อเวลา 14.31 น. ที่ผ่านมา ตามเวลาในไทย

ยานสำรวจขนาดเท่ารถยนต์คันเล็ก ๆ นี้ มีภารกิจที่จะเข้าไปถึงชั้นบรรยากาศรอบนอกของดวงอาทิตย์ พร้อมกับเกราะป้องกันความร้อนพิเศษจะช่วยให้ยานทนความร้อนได้ถึง 1,500 องศาเซลเซียส โดยจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สุดถึง 690,000 กม./ชม.

นาซาประกาศแผนดำเนินโครงการนี้เมื่อปี 2009 โดยใช้งบประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 5 หมื่นล้านบาท) โดยยานสำรวจมีกำหนดการโคจรรอบดวงอาทิตย์นาน 7 ปี โดยจะเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศบางส่วนของดวงอาทิตย์ แล้วจะเข้าใกล้พื้นผิวมากที่สุดเท่าที่เคยมีวัตถุซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์เคยสำรวจมา ส่วนเป้าหมายหลักของการเก็บข้อมูล คือเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับส่วนนอกสุดของชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ที่เรียกว่าโคโรนา ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีความรู้มากขึ้นถึงที่มาและพัฒนาการของลมสุริยะ

นาซาได้เปลี่ยนชื่อยานสำรวจดวงอาทิตย์ลำนี้จากเดิมคือ “โซลาร์โพรบพลัส” มาเป็น “พาร์กเกอร์ โซลาร์โพรบ” เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.ยูจีน ปาร์กเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านลมสุริยะ

นอกจากนาซาแล้ว องค์การอวกาศยุโรป เป็นอีกหน่วยงานที่มีแผนจะปล่อยยานสำรวจดวงอาทิตย์ชื่อ โซลาร์ ออร์บิเทอร์ ในเดือน ก.พ. ปี 2019

โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนอีก 2 องศาเซลเซียส

_102858806_0f317d38-46cd-4292-a91e-fdab38b15fcdผลการศึกษาล่าสุดของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติชี้ว่า โลกของเรามีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดที่ไม่อาจแก้ไขให้คืนสภาพเดิมได้ในอีกไม่ กี่ร้อยปีข้างหน้า แม้ว่าชาติต่าง ๆ จะพยายามร่วมมือกันตัดลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้สำเร็จ ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ก็ตาม

รายงานดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ PNAS ระบุว่า หากเรายังคงปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ย ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นจะเกิดการรบกวนระบบดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ ให้กลับกลายเป็นตัวการปลดปล่อยคาร์บอน ปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแทน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดถาวรในแต่ละปี ผืนป่าสำคัญอย่างป่าแอมะซอน รวมทั้งมหาสมุทรต่าง ๆ และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ในแถบขั้วโลก ได้ดูดซับคาร์บอน จากชั้นบรรยากาศมาเก็บไว้ถึง 4.5 พันล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลก แต่ก็น่าหวั่นเกรงว่าแผนการที่ระบุไว้ ในความตกลงปารีส ซึ่งนานาชาติจะช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศานั้น ไม่เพียงพอจะป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเรือนกระจก แบบถาวรนี้ได้

แสงสีฟ้าจากหน้าจอก่อสารพิษเร่งให้ตาบอดได้

_102924048_gettyimages-498439227-1แม้จะทราบกันดีว่าแสงสีฟ้า (Blue light) จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งผลเสียต่อสายตาของคนเราได้ แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น โดยพวกเขาชี้ว่าสารเคมีสำคัญในดวงตาทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้าจนเกิดเป็นสารพิษทำลายจอตาขึ้น

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทเลโดของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Scientific Reports โดยระบุว่าการจ้องมองแสงสีฟ้าซึ่งเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นและมีพลังงานสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ดวงตาสร้างสารพิษขึ้นในเซลล์รับแสง จนเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้เร็วก่อนวัยอันควร

ผศ.ดร. อจิต กรุณารัตเน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “ในแต่ละวันดวงตาได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่กระจกตาและเลนส์ตาของเราไม่สามารถจะป้องกันหรือสะท้อนแสงสีฟ้าออกไปได้”

ด้วยเหตุนี้ สารเคมีช่วยการมองเห็นในจอตาที่เรียกว่าเรตินอล (Retinal) จึงทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ทำให้เกิดโมเลกุลมีพิษทำลายเยื่อหุ้มเซลล์รับแสงจนเซลล์ตายลงในที่สุด ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเพราะจอตาไม่สามารถส่งสัญญาณสื่อประสาทไปยังสมองได้

พบกบยุคก่อนประวัติศาสตร์ฝังในอำพันนาน 99 ล้านปี ในเมียนมา

_101989480_frog-from-cretaceous-burmese-amber

ซากฟอสซิลของกบขนาดจิ๋วหลายตัวที่ฝังอยู่ในก้อนอำพันที่ได้จากประเทศเมียนมา ซึ่งมีความเก่าแก่ถึง 99 ล้านปี ช่วยให้เบาะแส เกี่ยวกับโลกยุคดึกดำบรรพ์

ซากฟอสซิลของกบขนาดจิ๋วนี้ฝังอยู่ในก้อนอำพันมาตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์ โดยซากฟอสซิลทั้ง 4 ชิ้นนี้ เผยให้เห็นความเป็นไปของโลกในช่วง ที่สัตว์เหล่านี้วิวัฒนาการมาเป็นกบและคางคกในเขตป่าฝน

ผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ถือว่าอำพันจากเมียนมา ซึ่งข้างในมี ผิว, เกล็ด, ขน, หนังของสิ่งมีชีวิต หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตทั้งตัวฝังอยู่ เป็นขุมสมบัติอันล้ำค่า

ดร ลี่ต๋า สิง จากมหาวิทยาลัยธรณีศาสตร์แห่งชาติจีนในกรุงปักกิ่งกล่าวว่าเป็นการค้นพบอัน “มหัศจรรย์” เขาบอกกับบีบีซีว่า “ในจีนนั้นถือว่า กบ, กิ้งก่า และแมงป่อง เป็นทรัพย์อำพัน 3 อย่าง”

“ฟอสซิลอำพันเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่ากบเหล่านั้นเคยอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนชื้น ก่อนที่จะเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเซียส”

ซากฟอสซิลของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในยุคแรกที่สุดเป็นสิ่งที่หายากมาก ดังนั้นการค้นพบครั้งนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับวงการวิทยาศาสตร์

ดร เดวิด แบล็กเบิร์น จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา ซึ่งศึกษาฟอสซิลเหล่านี้ร่วมกับ ดร สิง กล่าวว่า ความที่กบมีขนาดเล็ก และยังอาศัยอยู่ในป่าฝนเขตร้อน ทำให้ “แทบจะไม่มีโอกาส” กลายเป็นซากฟอสซิลเลย

เขาบอกด้วยว่า″กบเป็นสัตว์ที่พบอยู่ทั่วไปบนโลกเป็นเวลาราว 200 ล้านปี” เขากล่าว “แต่ว่าพวกมันอยู่ในแถบป่าชื้นนานแค่ไหน? เพิ่งจะเป็นปรากฏการณ์เมื่อไม่นานมานี้ หรือตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์? หากดูซากฟอสซิลของกบในอำพันเหล่านี้บ่งชี้ว่าน่าจะย้อนกลับไปอย่างน้อย ๆ ก็ราว 100 ล้านปีก่อน”

เบาะแสใหม่

ซากฟอสซิลทั้ง 4 ชิ้น ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในป่าในยุคครีเทเซียส ในบริเวณที่เป็นรัฐคะฉิ่นของเมียนมา ในปัจจุบัน

นอกจากกบ ซึ่งนักวิจัยได้ตั้งชื่อว่า อิเล็กโทรรานา ลิโมอา (Electrorana limoa)พวกเขายังพบพืช, แมงมุม และแมลงอีกหลายชนิด และแม้กระทั่งหอยทะเล ซึ่งชี้ว่ากบอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีระบบนิเวศแบบป่าเขตร้อน, อบอุ่น, ชื้น ที่มีทะเลสาบน้ำจืด

ดร ริการ์โต เปเรซ-เด-ลา ฟูเอนเต จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งไม่ได้อยู่ในทีมวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า การค้นพบใหม่ทุกครั้งไม่ต่างจากการเติมชิ้นส่วนลงในภาพปริศนา

“กบสายพันธุ์ใหม่นี้ ถือเป็นชิ้นส่วนของภาพปริศนาอันน่าตื่นเต้น นักล่าแมลงฟอสซิลตัวฉลาจนี้เป็นสิ่งที่ผมและเพื่อนร่วมงาน กำลังสนใจศึกษาอย่างยิ่ง” เขากล่าว

อิเลกโทรรานา (Electrorana) มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับกบและคางคกในยุคสมัยใหม่ รวมถึงคางคกท้องไฟ (fire-bellied toads) และคางคกหมอตำแย (midwife toads)