คลังเก็บหมวดหมู่: ปวีร์ ถนอมพันธุ์ 7

พืชจีเอ็มโอ ต่างจาก พืช“ปรับแก้จีโนม” อย่างไร

East-West Seed vegetables in a wooden cart

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

บริษัทเมล็ดพันธุ์สัญชาติดัตช์ที่มีฐานการผลิตในไทย ผลักดัน “ปรับแก้จีโนม” ให้เป็น “ทางเลือก” ของ จีเอ็มโอ หวังตลาดเมล็ดพันธุ์มูลค่านับหมื่นล้านเติบโต แต่วงวิชาการไทยยังตั้งคำถาม และ สหภาพยุโรปยังไม่ยอมรับ

การปรับแก้จีโนม (Genome editing) คือ การปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขสารพันธุกรรมที่อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต โดยส่วนมากจะทำในส่วนที่เป็นยีนของสิ่งมีชีวิตนั้นให้มีลักษณะที่ต้องการ โดยนายธนพัฒน์ นิลวรานนท์ นิสิตปริญญาโท ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ยกตัวอย่างว่า สามารถแก้ไขยีนที่ควบคุมการต้านทานโรคในมะเขือเทศสายพันธุ์ A ให้มีลำดับดีเอ็นเอของยีนเหมือนสายพันธุ์ B (Gene knock-in) เพื่อให้มีคุณสมบัติต้านทานโรคดี

การปรับแก้จีโนมนี้แตกต่างจากเทคนิคจีเอ็มโอ ในแง่ที่จีเอ็มโอเป็นการใส่ยีนของพืชต่างชนิดเพิ่มลงไปในพืชหลัก เพราะต้องการให้มีคุณสมบัติผสมผสาน เช่น มะเขือเทศกับพริก เพื่อให้มะเขือเทศมีรสเหมือนกับพริก และในเชิงทฤษฎีแล้ว ยังสามารถตัดต่อยีนของสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ หรือ พืช เข้าด้วยกันได้อีกด้วย

นายธนพัฒน์ ยกตัวอย่างฝ้ายบีที ซึ่งเป็นต้นฝ้ายที่ใส่ยีนของแบคทีเรียบีทีเข้าไปในจีโนมของต้นฝ้าย ทำให้ต้นฝ้ายเกิดคุณสมบัติต้านทานต่อหนอนเจาะสมอฝ้ายได้

Conceptual illustration - a hand appearing to insert a molecule into a DNA strandImage copyrightGETTY CREATIVE

ในขณะที่การปรับแต่งจีโนมนั้นจะทำภายในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันเท่านั้น เช่น ทำให้มะเขือเทศชนิดหนึ่งมีคุณสมบัติที่ดีของมะเขือเทศอีกชนิดหนึ่ง และเทคนิคนี้ยังสามารถแก้ไขยีนที่ทำให้เกิดลักษณะที่ไม่ต้องการโดยการเอาออกไปได้ (Gene knock-out) อย่างแม่นยำ

ในกระบวนการของการปรับแก้จีโนม จะมีการใช้เทคนิคที่ใช้ทำจีเอ็มโอเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะได้พืชเหมือนที่ปรับปรุงพันธุ์กันตามปกติ จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่าการปรับแก้จีโนมเป็นจีเอ็มโอหรือไม่

ปัจจุบันในไทย มีเพียง มก. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการปรับแก้จีโนม โดย มก. เริ่มศึกษาเมื่อปีที่แล้วในห้องทดลอง และอยู่ในระหว่างการพูดคุยกับบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดง ในการร่วมมือทำการวิจัย

ทั้งนี้ บริษัทสัญชาติดัทช์ที่มีฐานอยู่ในไทย ได้เริ่มศึกษาการปรับแก้จีโนมเมื่อ 4 ปีที่แล้วกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส เพื่อที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีดังกล่าวในมะเขือเทศ โดยเป็นเพียงแค่การศึกษาในห้องทดลอง และยังไม่มีการทดสอบในแปลงหรือทำเป็นผลิตภัณฑ์

BertImage copyrightEAST-WEST SEED
คำบรรยายภาพนายเบิร์ท แวน เดอ เฟลซ์ ประธานและกรรมการบริหาร บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดง

“ในฐานะที่เราเป็นบริษัท เราต้องระมัดระวังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่มีข้อกำหนดควบคุม แต่เราเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นคำตอบสำหรับสิ่งท้าทายต่าง ๆ ที่สังคมกำลังเผชิญ” นายเบิร์ท แวน เดอ เฟลซ์ ประธานและกรรมการบริหาร บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ จ. เชียงใหม่

อีสท์ เวสท์ ซีด เป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดงานวิชาการนานาชาติ The Solanaceae Conference ครั้งที่ 15 ระหว่าง 30 ก.ย. – 4 ต.ค. 2561 ซึ่งมีผู้ร่วมงานกว่า 300 คนจาก 30 ประเทศที่มารวมตัวกันเพื่อประชุมเรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชในตระกูล Solanaceae (มะเขือ พริก ยาสูบ และมันฝรั่ง) ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยและพัฒนาของ อีสท์ เวสท์ ซีด

ไม่มีการควบคุม

แม้ว่าไทยจะไม่มีกฎหมายควบคุมการปรับแก้จีโนม แต่เป็นไปได้สูงที่เทคนิคดังกล่าวจะถูกควบคุมเช่นเดียวกับจีเอ็มโอ ซึ่งไม่อนุญาตให้เพาะปลูกพืชจีเอ็มไอในประเทศ ยกเว้นในห้องปฏิบัติการ หรือในโรงเรือนที่มีมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ

รศ.จุลภาค คุ้นวงศ์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพ มก. กล่าวว่า แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่ากระบวนการทางกฎหมายของไทยจะไปในทิศทางใด แต่ควรต้องมีการศึกษาการปรับแก้จีโนมเพื่อเป็นการเตรียมตัวรองรับเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงสำหรับการนำไปใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช โดยเฉพาะเทคนิคการน็อคเอาท์ยีน (gene knock-out) ที่สามารถจะยับยั้งการแสดงออกของยีนที่ไม่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หากไทยออกข้อกำหนดที่อนุญาตให้มีการปรับแก้จีโนม นายแวน เดอ เฟลซ์ คาดว่าจะใช้เวลาสองถึงสามปีบริษัทถึงจะมีผลผลิตป้อนสู่ตลาดได้ โดยขณะนี้บริษัทส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปกว่า 60 ประเทศ และอ้างว่ามีส่วนแบ่งการตลาด 48% ในเมล็ดพันธุ์ผักในประเทศไทย

เมล็ดพันธุ์บรรจุซองImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเมล็ดพันธุ์บรรจุซองทั่วไปในท้องตลาด

ไม่แก้ปัญหา ?

แม้ว่าผู้ที่สนับสนุนการปรับแก้จีโนมหรือการดัดแปลงพันธุกรรมจะมองเทคโนโลยีดังกล่าวว่าเป็นการแก้ปัญหาการขาดอาหารที่เกิดจากภาวะโลกร้อนได้อย่างเร็วที่สุด แต่นายสาคร สงมา ผู้ประสานงาน Climate Watch Thailand องค์กรติดตามเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า ทางออกดังกล่าวไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของภาวะโลกร้อน แถมยังสร้างผลกระทบด้านลบอื่น ๆ ตามมา เช่น เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการผลิตได้ ต้องผลิตส่งธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่อย่างเดียว

“จริง ๆ แล้วคำถามคือ จะแก้ปัญหาอะไร ถ้าโลกร้อนทำให้อาหารน้อย ก็ต้องเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร โดยให้ชาวนามีอำนาจในการปลูกอาหารเอง” นายสาคร กล่าว

เช่นเดียวกันกับนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย ที่มองว่าการปรับแก้จีโนมยังอยู่ในช่วงที่เพิ่งเริ่มศึกษา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงลำดับยีนเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการอาจมีข้อจำกัดและความเสี่ยงอยู่ เนื่องจากมียีนบางส่วนที่เรายังไม่รู้หน้าที่การทำงาน ดังนั้นการปรับแก้จีโนมต้องเข้าสู่กระบวนการเดียวกันกับจีเอ็มโอ และต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดและผ่านกระบวนการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพก่อน

“มันคือจีเอ็มโอ”

GM protestsImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพการทดลองพืชจีเอ็มโอที่สถาบันวิจัย Rothamsted ในประเทศอังกฤษ เป็นต้นเหตุของการประท้วงในปี 2555

เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรปได้ตัดสินว่าการดัดแปลงสิ่งมีชีวิตโดยใช้การปรับแก้จีโนม ถือว่าเป็นการดัดแปลงพันธุกรรม หรือ จีเอ็ม

คำพิพากษาดังกล่าวหมายความว่า อาหารทุกชนิดที่ผลิตขึ้นมาโดยใช้วิธีการปรับแก้ยีน จะเข้าข่ายจีเอ็มโอ และยังรวมไปถึงพื้นที่อื่น ๆ เช่น การรักษาโรคทางพันธุกรรมในมนุษย์ และสัตว์ที่ดัดแปลงพันธุกรรม

การตัดสินดังกล่าวมาจากการที่สหภาพเกษตรกร Confédération Paysanne ในประเทศฝรั่งเศสยื่นฟ้องในกรณีที่เมล็ดพันธุ์ที่ต้านสารเคมีกำจัดวัชพืชมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะถูกสร้างมาโดยวิธีใดก็ตาม

เทคนิคในการปรับแก้จีโนมที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด รู้จักกันในชื่อ “คริสเปอร์-แคสไนน์” (CRISPR-Cas9) ซึ่งถูกค้นพบเมื่อปี 2555 โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาโรคใหม่ ด้วยการตัด เพิ่ม หรือดัดแปลง บางส่วนของดีเอ็นเอในยีนที่บกพร่อง ทำให้เซลล์ซ่อมแซมยีนที่เสียหายในร่างกายมนุษย์ได้

มีการนำเทคนิคแก้ไขดัดแปลงพันธุกรรมแบบคริสเปอร์-แคสไนน์ ไปประยุกต์ใช้ในงานหลายด้าน ทั้งทางการแพทย์และการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อเกษตรกรรม โดยในทางการแพทย์ขณะนี้กำลังมีการวิจัยเพื่อใช้เทคนิคดังกล่าวรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว อาการตาบอดจากพันธุกรรม รวมทั้งใช้ในการผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกัน (ที-เซลล์) ที่ทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายด้วย

นักเรียนเคนยาคิดค้นอุปกรณ์ไล่ช้าง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นักเรียนเคนยาคิดค้นอุปกรณ์ไล่ช้าง

คลิก facebook

นักเรียนในเคนยา ประดิษฐ์อุปกรณ์ไล่ช้าง เมื่อบุกเข้ามาในหมู่บ้าน เพื่อลดความเสียหาย และหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างชาวบ้านและช้าง

แซนดรา ลูกินโด หนึ่งในนักเรียนที่ประดิษฐ์อุปกรณ์นี้ เล่าว่า “ช้างเป็นปัญหาใหญ่มานาน ตั้งแต่ฉันยังเด็ก เราตีแผ่นเหล็ก เราตีกลอง เพื่อให้ช้างกลัว แล้วหนีไป พวกมันสร้างความเสียหายต่อพืชผล บางตัวก็ทำให้คนเสียชีวิต ผู้คนจึงไม่ปรานีต่อช้างนัก บางทีก็ฆ่าช้างเหล่านั้น”

บรรดานักเรียนจึงประดิษฐ์ ‘เอ็นโดวู แคร์’ อุปกรณ์ตรวจจับ ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์

แซนดรา อธิบายถึงการใช้อุปกรณ์นี้ว่า “ที่อยู่กับฉันคือ เอ็นโดวู แคร์ (Ndovu Care) คุณเปิดเครื่องตรงนี้ จะมีแสงสีส้มสว่างขึ้น แสดงให้รู้ว่า พร้อมใช้งาน ตัวตรวจจับความเคลื่อนไหว จะคอยตรวจจับช้างจากระยะไกล จากนั้น ไฟแอลอีดี จะสว่างขึ้น เมื่อช้างเข้ามา และทำให้ช้างกลัวจนหนีไป หลังจากนั้น เสียงรบกวนจะดังขึ้น และจะมีการส่งข้อความแจ้งว่า มีช้างเข้ามาในพื้นที่”

ผู้คิดค้น เชื่อว่า อุปกรณ์นี้จะทำให้ผู้คน มีชีวิตดีขึ้น

 

ช็อคโลก! จีบค้นพบไข้หวัดมรณะสายพันธุ์ใหม่ แต่เก็บเงียบไม่ยอมส่งตัวอย่างเชื้อให้ต่างชาติ

ช็อคโลก! จีบค้นพบไข้หวัดมรณะสายพันธุ์ใหม่ แต่เก็บเงียบไม่ยอมส่งตัวอย่างเชื้อให้ต่างชาติ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1963127047085438

เชื้อโรคร้ายสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในกลุ่มประชากรมนุษย์ และการระบาดของโรคร้ายหลายๆ ครั้งในอดีตก็เป็นเครื่องพิสูจน์เป็นอย่างดีว่า มันมีความสำคัญมากที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องช่วยกันระดมสมองหาวิธีการรับมือกับเชื้อโรคร้ายสายพันธุ์ใหม่ เพื่อหาหนทางรักษาก่อนที่จะเกิดการแพร่กระจาย ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

ในระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างจีน และอเมริกา นั้นมีความร่วมมือเป็นอย่างดีในการแบ่งปันตัวอย่างเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกค้นพบ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์จากหลายๆ ประเทศได้ช่วยกันหาทางเยียวยารักษา แต่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อจีนไม่ทำการส่งตัวอย่างเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ให้กับนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา

ตามการรายงานข่าวของสื่อ New York Times ระบุว่า จีนได้ระบุชื่อของเชื้อไขหวัดสายพันธุ์ใหม่เอาไว้ว่า H7N9 และเป็นเชื้อที่มีความอันตรายและสร้างปัญหาได้อย่างแน่นอนหากเกิดการระบาดในวงกว้าง แต่ดูเหมือนว่าจีนจะเมินเฉยต่อการร้องขอตัวอย่างเชื้อไวรัสจากสหรัฐอเมริกา

โดยทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา เป็นสมาชิกของ องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) และได้มีการแบ่งปันองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์ รวมถึงมีการแบ่งปันตัวอย่างเชื้อไวรัสเพื่อผลประโยชน์ทางศึกษามาเป็นเวลายาวนาน เพื่อที่จะได้ร่วมกันหาทางเยียวยา หาวิธีจัดการความเสี่ยง รวมถึงการวางแผนรับมือในกรณที่เกิดการระบาดของโรคในสเกลขนาดใหญ่

ซึ่งข้อตกลงในลักษณะนี้เป็นผลดีกับชาติมหาอำนาจทั้งสอง และประชากรของทั้งสองประเทศก็ยังเดินทางท่องเที่ยวไปมาหาสู่กันอยู่ไม่น้อย ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่กระจายเชื้อระหว่างกันโดยนักท่องเที่ยว ดูเหมือนว่าความตึงเครียดทางการค้าที่เกิดกับประเทศจีน จะทำให้ความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ จืดจางลงด้วย ทำให้ไม่มีการแบ่งปันข้อตัวอย่างเชื่อไวรัวสรวมถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับสหรัฐอเมริกา

H7N9 เป็นเชื้อสายพันธุ์อันตรายของไข้หวัดนก ที่คร่าชีวิตชาวจีนไปแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย เชื้อมีการแพร่ระบาดในหมู่สัตว์ปีกก่อนจะติดมายังมนุษย์ และเคสการติดเชื้อไวรัสในมนุษย์ได้มีการรายงานเข้ามาแล้วเกิน 750 ราย และผู้ติดเชื้อจำนวนกว่าครึ่งเสียชีวิต ถึงแม่จะเป็นเช่นนั้น แต่จีนก็ยังเมินเฉยต่อคำขอตัวอย่างเชื้อไวรัสจากสหรัฐอเมริกา

ดราม่ารอบใหม่ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้บอกว่า แสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือ จะทำให้เราตาบอด

ดราม่ารอบใหม่ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้บอกว่า แสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือ จะทำให้เราตาบอด

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่สร้างกระแสได้รุนแรงมากในประเด็นที่ว่า การจ้องมองหน้าจอนั้นเป็นอันตรายต่อดวงตาอย่างร้ายแรง โดยสื่อ USA Today ถึงกับเขียนพาดหัวข่าวว่า “ผลการวิจัยพบว่า แสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต จะทำให้เราตาบอดเร็วขึ้น ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง” แต่มีความเป็นจริงที่ว่า การทดลองครั้งนั้น นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้แสงสีฟ้าที่ออกมาจากหน้าจอแต่อย่างไร และแถมยังเป็นการทดลองที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับดวงตาของมนุษย์จริงๆ อีกด้วย การกล่าวอ้างถึงความรุนแรงของแสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต จึงอาจเป็นความวิตกกังวงที่เกินจริง

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เคยมีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของแสงสีฟ้า อาทิ การวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า แสงสีฟ้า ส่งผลกระทบรบกวนการหลับนอนของเรา และงานวิจัยบางชิ้นบอกว่า แสงสีฟ้า สามารถทำลาย เรติน่า ของหนู (เรติน่า คือ จอประสาทตา ที่มีผลกับการมองเห็นของสิ่งมีชีวิต) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า แสงสีฟ้า จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ จะทำลายการมองเห็นของมนุษย์แต่อย่างใด และ Rebecca Taylor ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ ได้กล่าวกับสื่อ The Verge ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า “หน้าจอของอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลายที่เราใช้ง้าน ไม่ได้ส่งผลเสียต่อดวงตาของเราในระยะยาวแต่อย่างใด”

แต่อย่างไรก็ดี ดราม่าเรื่อง แสงสีฟ้า ครั้งล่าสุดได้ปรากฏเป็นข่าวไปเมื่อเดือนที่แล้ว และเป็นการอ้างอิงจากผลงานวิจัยที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ nature.com เมื่อเดือนที่แล้ว ที่มีการเปิดเผยว่า เรตินาล (Retinal) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ทำหน้าที่รับแสงในดวงตาของเรานั้น เมื่อมันทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ก็จะทำให้เซลล์ถูกทำลายได้เลย และไม่แปลกใจเลยที่ข่าวนี้จะทำให้ผู้คนแตกตื่น

และเมื่อมีการสอบถามไปยังคุณ Ajith Karunarathne แห่ง University of Toledo in Ohio ซึ่งเป็นผู้เขียนผลงานวิจัยชิ้นนี้ ด้วยคำถามที่ว่า “การมองหน้าจอแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เราตาบอดได้หรือไม่” และคำตอบจากคุณ Ajith ก็คือ “ไม่มีทางที่จะเป็นแบบนั้น”

แล้วผลงานวิจัยล่าสุดบอกอะไรกับเรา??? มันบอกว่าแสงสีฟ้า สามารถสร้างความเสียหายได้จริง แต่ประเด็นคือ ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับการทดสอบในสภาพของดวงตามนุษย์ที่แท้จริง แต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับการทดสอบในสภาพที่ช่างแตกต่างกับดวงตามนุษย์โดยสิ้นเชิง

ซึ่งในทีแรกการวิจัยชิ้นนี้ ไม่ได้มีเพื่อการการทดสอบผลกระบทจากแสงสีฟ้า แต่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับวิธีในการใช้แสงควบคุมการเคลื่อนที่ของเซลล์ ในลักษณะเดียวกับที่เซลล์เคลื่อนที่โดยตอบสนองกับการหลั่งสารเคมีในร่างกาย ลองคิดดูง่ายๆ ถ้าเราสามารถนำทาการเคลื่อนที่ของเซลล์ด้วยแสง มันก็จะเหมือนการที่เราฉายแสงเลเซอร์ไปบนพื้น แล้วเจ้าแมวตัวน้อยก็จะไล่ตะปบแสงเลเซอร์ และเราฉายแสงไปทางไหน เจ้าแมวก็จะวิ่งตามแสงไป

ด้วยความที่แสงนั้นควบคุมง่ายกว่าการหลั่งสารเคมี และถ้าการวิจัยนี้เป็นผลสำเร็จ ก็จะสามารถเปิด/ปิดการเคลื่อนที่ของเซลล์ได้ง่ายราวกับ เปิด/ปิด สวิทช์เลย และการที่สามารถ เปิด/ปิด การเคลื่อนที่ของเซลล์ได้ตามต้องการ ก็อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายว่าเซลล์ต่างๆ มีส่วนร่วมในกระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อนได้อย่างไร

และเพื่อให้เซลล์สามารถตอบสนองต่อแสง ทีมวิจัยจึงได้ใส่ดวงตาให้กับเซลล์ โดยการนำโปรตีนที่สามารถตรวจจับแสงที่มีชื่อเรียกว่า Photoreceptors ใส่ลงไปในเซลล์มะเร็ง รวมทั้งยังได้มีการเติม เรตินาล ซึ่งเป็นโมเลกุลสำคัญในการรับแสงเข้าไปด้วย

และการทดลองเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของเซลล์ด้วยแสงนี้ กลับให้ผลออกมาในแบบที่ไม่มีใครคาดคิดคือ แสงสีฟ้าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งที่มีส่วนผสมของ Photoreceptors และ เรตินาล ได้ และ Photoreceptors ไม่น่าจะเป็นตัวการที่ทำให้เซลล์โดนทำลาย ดังนั้นผลสรุปที่ได้จากการทดลองนี้คือ เมื่อ เรตินาล ทำปฏิกิริยากับ แสงสีฟ้า ทำให้เซลล์ (มะเร็ง) ถูกทำลายได้ เมื่อข่าวของงานวิจัยนี้ถูกสื่อออกไปอย่างผิดๆ ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนกว่า แสงสีฟ้า จะส่งผลเสียต่อดวงตาของเราได้จริง

แต่ในความเป็นจริงคือ สภาพของการทดลองนั้นต่างจากสภาพความเป็นจริงในดวงตาของเรา อย่างแรกเลยก็คือ การทดลองนี้เกิดขึ้นบนจานในห้องแล็ป ไม่ใช่ในดวงตาของเรา และเซลล์ที่ใช้ในการทดสอบนี้เป็น เซลล์มะเร็ง เซลล์ภูมิคุ้มกัน และเซลล์ที่พบในดวงตาของเรา แต่คุณ Ajith Karunarathne ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า “มันก็ยังคงไม่ชัดเจนว่า แสงสีฟ้า จะสามารถทำลายเซลล์ในดวงตาของเราได้จริงๆ หรือไม่ อีกทั้งในการทดสอบครั้งนี้ ก็ไม่ได้ใช้แสงสีฟ้าที่มาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตอีกด้วย  ดังนั้นจึงไม่อาจสรุปได้ว่าแสงสีฟ้าจากหน้าจอสามารถทำร้ายดวงตาของเรา″

เด็กมหาวิทยาลัยคิดค้นเครื่องตรวจมาลาเรีย วินิจฉัยภายใน 2 นาที

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ malariaหลังจากป่วยหนักเพราะโรคมาลาเรียเมื่อสี่ปีที่แล้ว ไบรอัน จิตตา ชวนเพื่อน ๆ มหาวิทยาลัยในกรุงกัมปาลาของยูกันดา มาช่วยกันคิดค้นและประดิษฐ์ “Matibabu” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้แสงและพลังงานแม่เหล็กและสามารถวินิจฉัยโรคได้ภายในสองนาที

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ malaria

พวกเขากำลังพยายามทำให้คลินิกต่าง ๆ มีเครื่องมือนี้ใช้ภายในปี 2020 และเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพิ่งคว้ารางวัล Africa Prize for Engineering อันทรงเกียรติ โดยราชบัณฑิตแห่งราชบัณทิตสถานด้านวิศวกรรมอังกฤษยกนวัตกรรมนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจัดการกับโรคมาลาเรีย

สถิติขององค์การอนามัยโลกในปี 2016 ระบุว่า ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไข้มาลาเรียถึง 216 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตเพราะโรคนี้ถึง 445,000 คน ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายประเทศซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลทรายสะฮาราลงมา

ให้เงินด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดแทนเงินสด วิธีช่วยคนไร้บ้าน?

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1935563256508484

คุณจะให้เงินคนไร้บ้านโดยสแกนคิวอาร์โค้ดแทนเงินสดไหม หากวิธีนี้ช่วยคนไร้บ้านได้จริง? อเล็กซ์ แมคแคเลียน เชื่อเช่นนั้น เขาก่อตั้งโครงการ Greater Change ซึ่งเป็นโครงการทดลองที่เมืองออกซฟอร์ด เสนอทางเลือกให้คนให้เงินแก่คนไร้โดยการสแกนผ่านสมาร์ทโฟนแทนที่จะเป็นเงินสด

ระบบช่วยให้ผู้รับผิดชอบได้ร่วมบริหารบัญชีเงินไปกับคนไร้บ้าน ให้แน่ใจได้ว่าเงินถูกใช้ตามจุดประสงค์ นอกจากนี้ยังสามารถรู้ข้อมูลภูมิหลังของคนที่เขาช่วยเหลือได้อีกด้วย แต่คนทั่วไปก็ยังมีความเห็นแตกต่างออกไป บ้างเห็นว่าคนไร้บ้านกำลังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นแค่ “สิ่งของ” ในซูเปอร์มาร์เก็ต

สามสัตว์ “ซูเปอร์ฮีโร่” ที่เรามองข้าม

ภาพวาดคางคก ชื่อว่า อะเมซซิ่ง ของ ธีโอดอร์ คิตเทลเสน

ในขณะที่สิ่งมีชีวิตตั้งแต่มดตัวจ้อย แมงมุมไปจนถึงเสือดำที่แสนสง่างามต่างก็กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในหนังกัน ซึ่งสร้างชื่อเสียงด้านดีให้พวกมัน ยังมีสัตว์ที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่ แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เข้าตากรรมการของพวกมันทำให้ถูกมองข้ามไป

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1928248947239915

วันนี้เราจะมาแนะนำซูเปอร์ฮีโร่สักสามสายพันธุ์ ที่ธรรมชาติออกแบบพวกมันมาอย่างน่าทึ่ง รวมทั้งบทบาทของมันในระบบนิเวศน์ก็ไม่ธรรมดาเลย

คางคก

คางคก
คำบรรยายภาพคางคกอเมริกา (anaxyrus americanus)

คางคกเป็นที่รู้จักกันดีในหลากหลายบทบาท เช่น สัตว์เลี้ยงคู่กายแม่มด ตัวการ์ตูนมนุษย์กลายพันธ์ หรือแม้กระทั่งใช้ขึ้นวอเพื่อเป็นสำนวนแทนคนที่ลืมชาติกำเนิดของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถพิเศษของมันแต่อย่างใด

ในทางวิทยาศาสตร์ กบและคางคกนั้นแยกออกจากกันได้ค่อนข้างยาก แต่โดยส่วนใหญ่ เรามักมองว่าคางคกจะอาศัยอยู่บนบกมากกว่า และมีผิวหนังที่แห้งกว่ากบ คางคกกินแมลงขนาดเล็กเป็นอาหารโดยอาศัยลิ้นอันยืดหยุ่น ซึ่งนอกเหนือจากนั้นแล้ว พวกมันก็ไม่มีอาวุธอื่นใดเพื่อใช้ล่าเหยื่อได้อีก ทว่าสำหรับเรื่องการป้องกันตัวแล้ว คางคกบางสายพันธุ์กลับร้ายกาจอย่างมาก

นอกจากนี้ ศักยภาพของพวกมันยังเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในตำรับยาแผนโบราณ และการแพทย์แผนปัจจุบัน ในประเทศจีนนั้น หนังคางคก ที่เชื่อกันว่ามีพิษ ยังถูกยกย่องว่ามีสรรพคุณหลายด้าน ตั้งแต่ระงับความเจ็บปวดไปจนถึงเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ คางคกส่วนใหญ่ปกป้องตัวเองด้วยการขับสารพิษออกมาสู่ผิวหนังจากต่อมชนิดหนึ่ง

มิสเตอร์โทด ตัวละครในหนังสือเด็กคลาสสิคเรื่อง 'The Wind in the Willows'
คำบรรยายภาพมิสเตอร์โทด ตัวละครในหนังสือเด็กคลาสสิคเรื่อง ‘The Wind in the Willows’

อย่างไรก็ตาม คางคกยักษ์ออสเตรเลีย (cane toads) สัตว์ท้องถิ่นทางตอนกลางและใต้ของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งกลายเป็นสัตว์รุกรานในหลายพื้นที่) นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษจากบูโฟท๊อกซิน สารที่มีลักษณะคล้ายน้ำนมซึ่งออกฤทธิ์รุนแรงจนสามารถล้มสัตว์ขนาดใหญ่อย่างสุนัข และหากได้รับเข้าไปก็ส่งผลให้มนุษย์เจ็บป่วยอย่างแสนสาหัส

สารเคมีชนิดหนึ่งในพิษที่ร้ายแรงของคางคกนี้คล้ายคลึงกับพิษของดอกดิจิทาลิส หรือถุงมือจิ้งจอก ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ ถ้าใช้ในปริมาณเล็กน้อยนั้นก็สามารถรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจล้มเหลวได้ด้วย งานวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย พบผลลัพธ์ที่เป็นบวกเมื่อลองใช้พิษของคางคกยักษ์ออสเตรเลียยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก

แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของคางคกจะไม่ค่อยน่ารักเท่าไรนัก แต่หากพวกมันสามารถปราบมะเร็งได้ ก็คงจะกล่าวได้แล้วว่า คางคกนั้นเหมาะสมกับตำแหน่ง ฮีโร่ที่มีด้านมืด อยู่ ใช่ไหม?

ฉลาม

ฉลาม
คำบรรยายภาพฉลามสีฟ้า หนึ่งในสายพันธ์ของฉลามที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำเปิด พวกมันท่องเที่ยวทางไกลเพื่อมองหาอาหารมื้อถัดไป แต่ก็อดท้องได้นานเป็นอาทิตย์หากไร้เหยื่อ

ตามสื่อประเภทต่างๆ ฉลามมักถูกทาบทามให้เล่นบทฆาตรกรจอมคลุ้มคลั่งแห่งท้องทะเลอยู่เสมอ ทว่าภาพจำนี้ไม่ค่อยให้เกียรติเครือญาติหลากหลายอันน่าทึ่งกว่า 400 สกุลของพวกมันเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้ายักษ์ใหญ่ใจดี ฉลามวาฬ ที่กินแพลงตอนเป็นอาหาร ไปจนถึง ฉลามกบ (epaulette shark) ที่สามารถ ‘เดิน’ บนพื้นได้ แต่ละสายพันธ์นั้นล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ว่าฉลามสามารถได้กลิ่นเลือดจากระยะทางไกลหลายไมล์นั้นดูจะเกินจริงไปเสียหน่อย แต่ฉลามหลายสายพันธุ์มีประสาทสัมผัสเป็นเลิศ ที่จริงพวกมันเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ตอบสนองได้ว่องไวที่สุดในโลกอีกด้วย โดยสามารถรับรู้ถึงสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่บางเบาอย่างมากได้

อวัยวะรับสัมผัสแสนพิเศษบนหัวของพวกมันมีชื่อว่า Ampullae of Lorenzini อันเป็นกลุ่มของรูที่อัดแน่นด้วยสารคล้ายเยลลี ซึ่งช่วยให้การล่าแม่นยำยิ่งขึ้นด้วยการรับสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดจากเหยื่อ ยกตัวอย่างเช่น ฉลามหัวค้อนถูหัวของพวกมันไปตามพื้นทรายใต้ทะเลเพื่อค้นหาปลากระเบนที่ซ่อนตัวอยู่

ชาวประมงอินเดียกำลังจะขายฉลามที่เขาจับได้เมื่อออกทะเลที่ท่าเมืองเชนไน เมื่อเดือนมค. 2018
คำบรรยายภาพชาวประมงอินเดียกำลังจะขายฉลามที่เขาจับได้เมื่อออกทะเลที่ท่าเมืองเชนไน เมื่อเดือนมค. 2018

นักวิจัยจากสถาบันชีววิทยาทางทะเลฮาวาย พบว่า ฉลามสามารถท่องเที่ยวโดยใช้สภาพแวดล้อมในท้องทะเล และสนามแม่เหล็กโลกเข้าช่วย เพื่อนำทางไปยังจุดออกหากินในเวลากลางคืน จุดพักผ่อนหย่อนใจในเวลากลางวัน หรือแม้กระทั่งติดตามเส้นทางอพยพอันยาวไกลได้อย่างแม่นยำ

ในฐานะที่ฉลามออกลูกเป็นตัวมักจะมีระยะเวลาตั้งท้องยาวนาน รวมทั้งกว่าปลาฉลามจะโตเต็มวัยก็ใช้เวลามากด้วย ดังนั้นเมื่อถูกรังควานไม่ว่าจะโดยมนุษย์ผู้หวาดกลัว ได้รับผลกระทบจากมลพิษ ถูกล่าเพื่อเอาครีบ หรือติดอยู่ภายในแห ผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดขึ้นทำให้จำนวนของพวกมันลดลงอย่างรวดเร็ว

ชาวประมงโซมาลีแบกฉลามหัวค้อนที่เขาจับได้เพื่อไปขายที่ตลาดในเมืองโมกาดิชู เมื่อมกราคม 2018
คำบรรยายภาพชาวประมงโซมาลีแบกฉลามหัวค้อนที่เขาจับได้เพื่อไปขายที่ตลาดในเมืองโมกาดิชู เมื่อมกราคม 2018

หลายคนเข้าใจว่าฉลามไม่สามารถหยุดนิ่งได้เพราะต้องเคลื่อนไหวเอาออกซิเจนเข้าไปสู่ร่างกาย แต่ความจริงแล้ว อีกหลายสายพันธ์นั้นสามารถดึงก๊าซออกซิเจนเข้าสู่เหงือกโดยอาศัยกล้ามเนื้อส่วนแก้มเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ระบบช่วยหายใจที่เรียกว่า obligate ram ventilators ของฉลามก็สามารถอาศัยประโยชน์จากกระแสน้ำที่ไหลแรง หรือกระแสน้ำที่มีระดับออกซิเจนสูงดึงออกซิเจนเข้าร่างกายได้ ทำให้สามารถหยุดว่ายน้ำได้เป็นระยะเวลาสั้นๆ

หากเราจะมองแบบโลกสวย สักเล็กน้อย อาจจะกล่าวได้ว่าความดุร้ายของฉลามนั้นทำให้มันเป็นนักรบที่คอยพิทักษ์สรรพสิ่งในท้องทะเลให้พ้นจากอันตราย

แร้ง

แร้ง
คำบรรยายภาพแร้งสวมหมวก (neccrosyrtes monachus) กำลังสยายปีกบินท่ามกลางท้องฟ้าโปร่งที่สดใส

เนื่องจากหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ที่เก่งกาจที่สุดนั้นบินได้ นกจึงสมควรนำมาอยู่ในรายชื่อด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าต้องไม่ใช่นกธรรมดา แต่เป็นตัวแทนของเจ้าเวหานักเอาตัวรอดที่ยอดเยี่ยมที่สุด แร้งนั่นเอง

แร้งมีกิตติศัพท์หลากหลายในศิลปวัฒนธรรมยุคใหม่ โดยมักจะรับบทเป็นตัวร้ายสุดโฉด ทว่าในอนิเมชั่นเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า (Jungle Book) ในปี พ.ศ. 2510 แร้งมีบทบาทที่ตราตรึงใจผู้ชมในฐานะเพื่อนผู้ห่วงใยเมาคลี เด็กชายผู้ถูกทอดทิ้ง

นกชนิดนี้มีลักษณะที่น่าพรั่นพรึง ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่เฉียบแหลม ปากอันทรงพลัง หัวโล้นเกลี้ยงเกลา และความกว้างของปีกทั้งสองข้างที่น่าทึ่ง (แร้งดำหิมาลัยในทวีปเอเชียและยุโรปมีปีกที่กว้างได้ถึง 3.1 เมตร) แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรังเกียจแร้งมากที่สุดนั้นดูเหมือนจะเป็นพฤติกรรมการกินของพวกมัน ที่เลือกกินซากศพแทนที่จะกินเหยื่อที่มีชีวิต ดังนั้นจุดประสงค์ของหัวที่ล้านเลี่ยนของมันก็คือกันไม่ให้คราบเลือดเกาะตัวเกรอะกรังนั่นเอง

ลูกแร้งตุรกีฝาแฝดในอังกฤษ พวกมันออกจากไข่ช่วงช่วงฟุตบอลโลกพอดี
คำบรรยายภาพลูกแร้งตุรกีฝาแฝดในอังกฤษ พวกมันออกจากไข่ช่วงช่วงฟุตบอลโลกพอดี

ด้วยพฤติกรรมที่ต้องสัมผัสกับเชื้อโรคมากมายเช่นนี้ แร้งจึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่น่าทึ่ง รวมถึงน้ำย่อยในกระเพาะที่มีฤทธิ์รุนแรงเพื่อย่อยซากศพ ทั้งนี้การที่พวกมันเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียนั้นก็มีข้อได้เปรียบอยู่เช่นกัน คือ สัตว์น้อยพันธุ์นักที่จะกล้ายุ่งเกี่ยวกับแร้ง แต่น่าเศร้า ที่มนุษย์ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ปัจจุบัน สายพันธ์แร้งในแอฟริกาและเอเชียกำลังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากยาพิษ ในประเทศอินเดียและปากีสถาน การใช้ยาแก้อักเสบชนิดไดโคลฟีแนคในวัวส่งผลให้แร้งที่กินซากศพเหล่านั้นเกิดภาวะไตวาย และทำให้จำนวนประชากรแร้งลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากรัฐบาลห้ามใช้ไดโคลฟีแนคในปศุสัตว์ นักอนุรักษ์ที่พยายามเต็มที่เพื่ออนุรักษ์พวกมัน

ในแอฟริกาตะวันตก แร้งได้ผลกระทบจากซากศพที่ปนเปื้อนสารพิษซึ่งแต่เดิมตั้งใจจะใช้ควบคุมประชากรของไฮยีน่าและสุนัขจิ้งจอก นอกจากนี้ พวกมันยังมักจะบินชนสายไฟและกังหันลมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แร้งซึ่งมีสถานะสูงสุดในห่วงโซ่อาหารนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการที่พวกมันบินโฉบลงมาจัดการกับซากต่าง ๆ ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรคร้ายแรง เช่น โรคแอนแทรกซ์

จะดีกว่าไหมหากหันมามองแร้งในฐานะนักเก็บกวาดที่ยอมทำงานอันแสนสกปรกเพื่อปกป้องสรรพสิ่งจากอันตรายของสิ่งปฏิกูล

SpaceX ปล่อยจรวดนำดาวเทียมสื่อสารที่หนักที่สุดขึ้นสู่วงโคจรแล้ว

SpaceX ปล่อยจรวดนำดาวเทียมสื่อสารที่หนักที่สุดขึ้นสู่วงโคจรแล้ว

SpaceX ปล่อยจรวดรุ่น Falcon 9 แบบ block 5 ลำที่สองจาก Cape Canaveral ที่เมืองฟลอริดาเมื่อ 01.50 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น จรวดลำนี้จะนำดาวเทียม “Telstar 18 Vantage” ดาวเทียมสื่อสารเชิงพาณิชย์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา คือกว่า 7,076 กิโลกรัมขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งจะช่วยในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ทั่วสหรัฐฯ

จรวดแบบ block 5 นี้ Elon Musk ซีอีโอของ SpaceX ระบุว่าจะเป็นเวอร์ชั่นสุดท้ายของรุ่น Falcon 9 โดยมีความสามารถในการนำมาใช้ซ้ำโดยไม่ต้องผ่านการยกเครื่องใหม่ได้ถึง 10 ครั้ง และหากมีการยกเครื่องใหม่ก็อาจใช้ซ้ำได้ถึง 100 ครั้ง จรวดแบบดังกล่าวลำแรกถูกปล่อยไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และลำที่สามที่จะนำดาวเทียมสื่อสาร Iridium จำนวน 10 ดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรก็มีกำหนดจะถูกปล่อยในวันพุธที่แคลิฟอร์เนียด้วย

และการปล่อยจรวดดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จด้วยดี โดยมีการลงจอดบนเรือโดรนที่ชื่อว่า “Of Course I Still Love You”  ที่ประจำการในพื้นที่มหาสมุทรแอตแลนติกตามมา

ศาลสหรัฐฯ สั่งระงับการเผยแพร่พิมพ์เขียวปืนที่ผลิตจากเครื่องพิมพ์สามมิติ

A 3D printed gun

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1916193408445469

ศาลรัฐบาลกลางแห่งสหรัฐฯ ในเมืองซีแอตเติลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเว็บไซต์ต่อสู้เพื่อสิทธิการครอบครองปืนของพลเมืองสหรัฐฯ ปล่อยซอฟต์แวร์ที่จะทำให้คนทั่วไปสามารถประกอบปืนได้เองจากเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ

ก่อนหน้านี้กลุ่มดีเฟนส์ ดิสทริบิวเท็ด ซึ่งเป็นกลุ่มเรียกร้องให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงปืนได้ ประกาศจะปล่อยซอฟต์แวร์พิมพ์เขียวของปืนสามมิติให้คนทั่วไปดาวน์โหลดได้ในวันพุธนี้ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ

ดีเฟนส์ ดิสทริบิวเท็ดบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่าสามารถที่จะเผยแพร่คู่มือการทำปืนสามมิติดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม รัฐแปดแห่ง และเขตปกครองพิเศษ ดิสตริก ออฟ โคลอมเบียได้ยื่นฟ้องรัฐบาลกลางต่อศาลซีแอตเติลเมื่อวันจันทร์ เพื่อสะกัดกั้นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กับดีเฟนส์ ดิสทริบิวเท็ด โดยในคำฟ้องให้เหตุผลว่าปืนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะติดตามได้ และก่อความเสี่ยงให้กับความปลอดภัยของสาธารณชน

ผู้พิพากษา โรเบิร์ต ลาสนิกได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะย่างเข้าวันที่ 1 สิงหาคม ดังนั้นดีเฟนส์ ดิสทริบิวเท็ดไม่สามารถเผยแพร่คู่มือดังกล่าวได้ตามที่ประกาศเจตน์จำนงค์ไว้ ซึ่งผู้พิพากษาลาสนิกให้เหตุผลว่าพิมพ์เขียวอาจจะไปตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดีก็ได้

“เครื่องพิมพ์สามมิตินั้นมีอยู่ในที่ต่าง ๆ อย่างเช่น วิทยาลัยของรัฐ และในอื่น ๆ ที่ประชาชนเข้าถึง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างที่ไม่อาจจะเยียวยาได้เลย” เขากล่าว และกำหนดให้มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 สิงหาคม

แม้ว่าดีเฟนส์ ดิสทริบิวเท็ดจะประกาศว่าจะให้ดาวน์โหลดพิมพ์เขียวได้ในวันที่ 1 สค. แต่นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมามีคนมากกว่า 1,000 ได้ดาวน์โหลดไฟล์สำหรับผลิต ไรเฟิล เออาร์ 15 ไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งปืนรุ่นนี้เป็นปืนที่ใช้ในเหตุกราดยิงหลายครั้งในสหรัฐฯ

รัฐใดบ้างที่พยายามสะกัดกั้นการปล่อยพิมพ์เขียวปืน

นอกจากนี้ รัฐวอชิงตันที่ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ไปที่เมืองซีแอตเติลแล้ว ก็ยังมีอีก 7 รัฐที่เข้าร่วมก็คือ นิวยอร์ค, นิวเจอร์ซี, แมสซาชูเซตส์, คอนเน็คติกัต, เพนซิลเวเนีย, โอเรกอน, แมริแลนด์ รวมทั้งดิสตริก ออฟ โคลอมเบียต่างก็ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องด้วย

ในคำฟ้องดังกล่าวนี้บอกว่าแผนการปล่อยพิมพ์เขียวปืนนี้ “เป็นระฆังส่งสัญญาณที่ไม่ควรจะตี”

A 3D printed Liberator handgun
คำบรรยายภาพลิเบอร์เรเตอร์เป็นปืนด้ามแรกผลิตโดยเครื่องพิมพ์สามมิติในปี 2013

นอกจากนี้อัยการรัฐ 20 รัฐได้เขียนจดหมายถึงกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวกับเรื่องการสะกัดกั้นพิมพ์เขียวปืนไม่ให้ใส่ไว้ในอินเตอร์เน็ตอีกด้วย

ข้อขัดแย้งเรื่องการเข้าถึงปืนด้วยเทคโนโลยีใหม่

การโต้เถียงกันเริ่มมาในปี 2013 เมื่อโคดี วิลสัน ซึ่งเป็นคนก่อตั้งกลุ่มปกป้องสิทธิการเข้าถึงปืนของประชาชน ออกมาประกาศให้โลกรู้ว่าเขามีปืนพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติอยู่

จากนั้นเขาก็เริ่มปล่อยไฟล์ต่าง ๆ ที่แสดงถึงวิธีการผลิตปืนในหน้าเว็บไซต์ของดีเฟนส์ ดิสทริบิวเท็ด ซึ่งทำให้ผู้คนพากันมาดาวน์โหลดไปหลายแสนครั้ง

และนี่เองทำให้กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ สั่งให้เว็บไซต์ถอดไฟล์เหล่านั้นออกจากอินเทอร์เน็ต

จากนั้นก็ตามมาด้วยการต่อสู้กันในศาลเป็นเวลา 4 ปี ซึ่งเว็บไซต์ดีเฟนส์ ดิสทริบิวเท็ดร่วมมือกับมูลนิธิเซคั่น อเมนด์เมนท์ (สิทธิข้อสองตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ซึ่งให้พลเมืองสหรัฐมีปืนได้) ฟ้องกระทรวงการต่างประเทศ

ผู้คนนับร้อยในที่เกิดเหตุต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ในเหตุกราดยิงที่เลวร้ายที่สุดของสหรัฐฯ ที่ลาสเวกัส เมื่อคืนวันที่ 1 ต.ค. 2560Image copyrightGETTY IMAGEรรยายภาพผู้คนนับร้อยในที่เกิดเหตุต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ในเหตุกราดยิงที่เลวร้ายที่สุดของสหรัฐฯ ที่ลาสเวกัส เมื่อคืนวันที่ 1 ต.ค. 2560

เมื่อเดือนที่แล้ว กลุ่มสิทธิการมีปืนทั้งสองชนะคดี เพราะกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ชี้ว่าพลเมืองสหรัฐฯมีสิทธิ “เข้าถึง, หารือ, ใช้ และผลิตซ้ำ″ ข้อมูลทางด้านเทคนิคของการพิมพ์ปืนสามมิติได้

ทำให้วิลสันก็โห่ร้องด้วยความยินดีว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคแห่งปืนที่สามารถดาวน์โหลดได้”

อย่างไรก็ตามก็มีผู้แสดงความวิตกว่าเทคโนโลยีนี้น่าจะทำให้ปืนเถื่อน หรือปืนที่รัฐบาลติดตามร่องรอยไม่ได้เพิ่มมากขึ้น

นับตั้งแต่เกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ดีเฟนส์ ดิสทริบริเท็ดก็เริ่มโครงการออกแบบปืนแบบใหม่ รวมทั้ง “เครื่องกัด” ที่เอาไว้ตัดโลหะหรือวัสดุอื่น ๆ ที่ซึ่งเรียกว่า โกสท์ กันเนอร์ ซึ่งสามารถที่จะสั่งซื้อทางเว็บไซต์ เพื่อให้ปืนที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติสามารถที่จะใช้งานได้อย่างแท้จริง

จาก “สาหร่ายทะเล” สู่ซูเปอร์แบตเตอรี่ Lithium-sulfur

แบตเตอรี่ Lithium-sulfur หรือ แบตเตอรี่ Li-S ถือเป็นแบตเตอรี่ที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่ให้พลังงานสูงและเป็นแหล่งพลังงานทั้งสำหรับยานพาหนะและวัสดุอุปกรณ์หรือโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ดังกล่าวยังคงมีจุดด้อยเรื่องความจุพลังงาน นักวิทยาศาสตร์แห่ง Lawrence Berkeley National Laboratory ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยหลักสังกัดกระทรวงพลังงาน (Department of Energy, DOE) ของสหรัฐอเมริกา หรือเรียกสั้นๆ ว่า Berkeley Lab ได้ค้นพบแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อปกปิดจุดด้อยดังกล่าว

ทีมงานวิจัยที่นำโดย Gao Liu มีการค้นพบว่า ‘สาหร่ายแคร์ราจีแนน’ สามารถทำให้แบตเตอรี่ Li-S ให้พลังงานได้อย่างคงที่ นอกจากนี้ยังทำให้แบตเตอรี่ทำงานได้รอบสม่ำเสมอและมีอายุการใช้งานต่อครั้งยาวนานขึ้น โดยการศึกษาดังกล่าวถูกเขียนลงบนวารสาร Nano Energy ในหัวข้อ “กำเนิดซุปเปอร์แบตเตอรี่ Li-S จากปฏิกิริยา *Nucleophilic Substitution ที่เกิดจากการหลอมรวมสารโพลีซัลไฟด์และสารยึดเหนี่ยว”

“มีความต้องการเป็นอย่างมากเกี่ยวกับพื้นที่จัดเก็บหรือความจุแบตเตอรี่ แต่มีสสารเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่จะบรรลุเป้าหมายด้านงบประมาณและต้นทุน” กล่าวโดย Gao Liu ผู้เขียนบทความ “Sulfur หรือกำมะถันถือเป็นธาตุที่มีต้นทุนต่ำมากและหาได้ง่าย ไม่เพียงเท่านี้ยังให้พลังงานมากกว่าลิเธียมไออน (lithium-ion) ดังนั้น lithium-sulfur จึงเป็นสสารหนึ่งที่บรรลุเป้าหมายเรื่องพื้นที่จัดเก็บหรือความจุแบตเตอรี่” แบตเตอรี่ Li-S ที่สามารถชาร์จไฟได้นี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการผลิตเพื่อใช้เชิงพาณิชย์ เนื่องจากยังมีสารเคมีบางตัวที่เป็นอันตรายและเมื่อสารเคมีเหล่านี้หมดอายุและเกิดการละลายโพลีซัลไฟด์ก็จะระเหยออกมาแน่นอนที่ทางทีมผู้วิจัยได้พยายามแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการทดลองกับสารยึดเหนี่ยวซึ่งเป็นสารที่รักษาสสารทั้งหมดที่บรรจุในแบตเตอรี่เอาไว้

“สารยึดเหนี่ยวเปรียบเสมือนกาว โดยปกติแล้วผู้ที่ออกแบบแบตเตอรี่ทั้งหลายย่อมต้องการกาวที่มีความหนืดสูง” Gao Liu กล่าว “และสารยึดเหนี่ยวที่เราได้ทำการทดลองนั้นสามารถใช้งานได้อย่างดี เราพบว่าสารยึดเหนี่ยวดังกล่าวเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างดีกับโพลีซัลไฟด์ โดยทำให้เกิดโครงสร้างพันธะโควาเลนต์ (covalent bonding structure)”
ในขณะที่สสารเกิดปฏิกิริยากับกำมะถัน สารยึดเหนี่ยวจะสามารถหยุดการละลายของสารเคมีในแบตเตอรี่ได้ และเมื่อทีมผู้วิจัยได้ค้นพบทฤษฎีนี้แล้ว พวกเขาจึงพยายามค้นหาวัสดุธรรมชาติอื่นๆ ที่อาจมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน จึงจบลงที่การใช้สาหร่ายแคร์ราจีแนน สาหร่ายชนิดเดียวกันกับสาหร่ายสีแดง เนื่องจากมีส่วนประกอบของอะตอมที่ทำปฏิกิริยาคล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นลักษณะของโพลีเมอร์สังเคราะห์นั่นเอง

การแสดงปฏิกิริยาเมื่อทดลองใช้งานจริง
Gao Liu ได้ทดลองร่วมกับ Jinghua Guo จากหน่วยงานผลิตพลังงานแสงของ Berkeley Lab ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหนึ่งของโลกที่ผลิตรังสี UV และรังสีเอกซ์ “ทางแล็บได้ใช้เครื่องมือ X-ray แบบพิเศษ” Jinghua Guo กล่าว “เราต้องการใช้เครื่องมือ X-ray ดังกล่าวตรวจสอบเคมีไฟฟ้าในขณะชาร์จแบตเตอรี่ กรณีนี้ เราใช้เซลล์แบตเตอรี่ที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถใช้กับรังสีเอกซ์ได้ เมื่อทดสอบปฏิกิริยาแบตเตอรี่ขณะใช้งานจริง”
Gao Liu กล่าวเพิ่มเติม “คุณไม่สามารถทำการทดลองเช่นนี้ได้ทั่วไป เนื่องจากกรณีนี้เรามี beamline หรือระบบลำเลียงแสงพิเศษที่ใช้ในการตรวจจับกำมะถัน ซึ่งอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการทดสอบจะต้องมีการออกแบบและพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งระบบการทดสอบแบบเดิมนั้นง่ายดายกว่ามาก แต่ทว่าไม่สามารถระบุผลการทดสอบที่ชัดเจนได้ ในขณะที่ระบบการทดสอบใหม่นี้ เราสามารถทราบที่ไปของกำมะถัน สรุปคือ กำมะถันไม่มีการแปลสภาพหรือละลายไปไหนเลย โดยการทดสอบให้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก” โรงงาน General Motors หุ้นส่วนงานวิจัยร่วมของหน่วยงานด้านการจัดเก็บและกระจายพลังงานของ Berkeley Lab ได้ยืนยันผลการวิจัยดังกล่าว และ Gao Liu กล่าวว่า “ทาง General Motors ได้เข้าร่วมการทดสอบที่ว่าและเห็นผลเช่นเดียวกับที่เราเห็น ว่าประสิทธิภาพของแบตเตอรี่นั้นมีความเสถียรดียิ่งขึ้นจริง”


Gao Liu นักวิทยาศาสตร์แห่ง Berkeley Lab (ที่มาของรูปภาพ website : solarthermalmagazine)

 

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1906485286082948

สาหร่ายแคร์ราจีแนน เป็นตัวทำให้แบตเตอรี่ให้พลังงานได้อย่างคงที่ เป็นสาหร่ายชนิดเดียวกันกับสาหร่ายสีแดง

Jinghua Guo ณ หน่วยงานผลิตพลังงานแสงของ Berkeley Lab (ที่มาของรูปภาพ website : Berkeley Lab)