คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-16 โสภณวิชญ์ เนระแก กัลยารัตน์ มั่นยืน

ทำความรู้จัก “ไซมอน” ผู้ช่วยนักบินอวกาศระบบปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกของโลก เดินทางสู่สถานีอวกาศนานาชาติ

ทำความรู้จัก “ไซมอน” ผู้ช่วยนักบินอวกาศระบบปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกของโลก เดินทางสู่สถานีอวกาศนานาชาติ

ทำความรู้จัก “ไซมอน” ผู้ช่วยนักบินอวกาศระบบปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกของโลก เดินทางสู่สถานีอวกาศนานาชาติแล้ว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นายกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจไอบีเอ็ม คลาวด์ และโซลูชันส์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึงความสำเร็จของแอร์บัส (Airbus) ในการพัฒนา “ไซมอน” (Crew Interactive Mobile Companion หรือ CIMON) ในนามของศูนย์อวกาศยานเยอรมัน (German Aerospace Center: DLR) โดยไซมอนเป็นหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้เทคโนโลยีไอบีเอ็ม วัตสัน ที่ได้ติดตามนักบินอวกาศ อเล็กซานเดอร์ เกิร์สต ไปสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจสำคัญ 3 ประการ คือ การร่วมกันทำการทดลองกับคริสตัล การแก้ไขปัญหาลูกบาศก์ของรูบิกโดยอาศัยวิดีโอต่างๆ และการทดลองทางการแพทย์ที่ซับซ้อนโดยใช้ไซมอนทำหน้าที่กล้องบินได้แบบ “อัจฉริยะ”

cimoncourtesyairbusCimon

ไซมอนเป็นระบบอัจฉริยะแบบอินเตอร์แอคทิฟที่พกพาได้ ที่จะเป็นผู้ช่วยนักบินอวกาศเกิร์สตในภารกิจครั้งที่ 2 สู่สถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการสถานีอวกาศในช่วงที่สองของการปฏิบัติการระยะเวลา 6 เดือน โดยไซมอนได้รับการพัฒนาโดยแอร์บัสในนามของศูนย์อวกาศยานเยอรมัน และจะได้รับการทดสอบบนสถานีอวกาศนานาชาติ ภายใต้ภารกิจ “ฮอไรซันส์” ขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency)

หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ไซมอนมีลักษณะเป็นอุปกรณ์กลมๆ ขนาดเล็ก มีน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม ใบหน้าและเสียงดิจิทัล รวมถึงการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ของไซมอน ทำให้ไซมอนเป็นเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” ของบรรดาลูกเรือบนอวกาศ โดยกลุ่มนักพัฒนาที่รับผิดชอบการพัฒนาไซมอนคาดการณ์ว่าไซมอนจะช่วยลดความเครียดของบรรดานักบินอวกาศ ขณะเดียวกันก็ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และทำหน้าที่เป็นระบบเตือนล่วงหน้าในกรณีที่เกิดปัญหาทางเทคนิค ซึ่งถือเป็นการเข้ามาช่วยปรับปรุงเรื่องความปลอดภัย

ไซมอนเรียนรู้อย่างไร

ปัจจุบันไซมอนได้รับการฝึกอบรมให้สามารถระบุสภาพแวดล้อมของตนและสามารถระบุคู่สนทนาที่เป็นมนุษย์ที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับตนได้ โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยให้ไซมอนสามารถประมวลผลข้อความ คำพูด และรูปภาพ รวมถึงช่วยดึงข้อมูลและข้อค้นพบต่างๆ ได้อีกด้วย ทักษะเหล่านี้ (ซึ่งสามารถฝึกฝนทีละส่วนและเพิ่มความลึกซึ้งในบริบทของงานที่ได้รับมอบหมายเข้าไปได้) ได้รับการพัฒนาขึ้นบนหลักการของการทำความเข้าใจ การให้เหตุผล และการเรียนรู้

 เทคโนโลยีด้านการมองเห็นภาพและการโต้ตอบด้วยคำพูดของวัตสัน ช่วยให้ไซมอนสามารถจดจำอเล็กซานเดอร์ เกิร์สต์ ได้ ผ่านการฝึกจากตัวอย่างเสียงและรูปภาพของเกิร์สต์ รวมทั้งรูปภาพของบุคคลที่ “ไม่ใช่ เกิร์สต์” นอกจากนี้ไซมอนยังอาศัยความสามารถในการจำแนกแยกแยะภาพ (Visual Recognition) ของวัตสัน เพื่อเรียนรู้ผังโครงสร้างของโมดูลโคลัมบัสบนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งทำให้ไซมอนสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆ ได้อย่างไร้ปัญหา

ไซมอนยังได้เรียนรู้ขั้นตอนดำเนินการทั้งหมดเพื่อให้สามารถช่วยทำการทดลองต่างๆ บนยานอวกาศได้อีกด้วย โดยบางครั้งการทดลองอาจประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ มากกว่า 100 ขั้นตอนที่แตกต่างกัน ซึ่งไซมอนรู้จักขั้นตอนเหล่านั้นทั้งหมด

ปัญญาประดิษฐ์บนระบบคลาวด์ – ข้อมูลที่ได้รับการปกป้อง

บริการไอบีเอ็ม วัตสัน บนไอบีเอ็ม คลาวด์ ช่วยให้ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและมีกรรมสิทธิ์ของสถานีอวกาศนานาชาติได้รับการปกป้องไว้ไม่ว่าข้อมูลจะถูกสร้างขึ้นบนเซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเบส หรือที่ใดก็ตาม โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องอัพโหลดข้อมูลไปไว้ที่ระบบคลาวด์ภายนอกเพื่อใช้ความสามารถด้าน AI อย่างเต็มประสิทธิภาพแต่อย่างใด

โมเดลข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของไอบีเอ็มช่วยให้องค์กรสามารถฝึกโมเดล AI ด้วยเทคโนโลยีของวัตสัน โดยไม่จำเป็นต้องผสานรวมข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหรือมีกรรมสิทธิ์เข้ากับโมเดลแบบสาธารณะแต่อย่างใด และจะไม่มีองค์กรใด (หรือแม้แต่ไอบีเอ็ม) ที่สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้พัฒนาแอพพลิเคชัน AI อื่นๆ เพิ่มเติมได้ ช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะสามารถเก็บรักษาข้อมูลที่สำคัญมากของตนไว้เป็นส่วนตัวและภายใต้กรรมสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญารวมถึงข้อมูลของบริษัทจะถูกนำไปใช้สร้างความได้เปรียบให้แก่ตัวบริษัทเองเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้แอร์บัสเลือกไอบีเอ็มเป็นพันธมิตรในการพัฒนาไซมอน

ในระยะกลาง โครงการไซมอนจะมุ่งที่ผลของกลุ่มทางจิตวิทยาซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับทีมเล็กๆ ระหว่างภารกิจระยะยาวบนอวกาศ โดยผู้สร้างสรรค์ไซมอนมีความมั่นใจว่าการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ หรือในกรณีนี้คือระหว่างนักบินอวกาศกับผู้ช่วยอัจฉริยะบนอวกาศที่ได้รับการติดตั้งภาวะความฉลาดทางอารมณ์ จะส่งผลสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ และจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับงานในโรงพยาบาลหรือการสนับสนุนบริการด้านพยาบาลต่อไป

งานวิจัยระบุจะมีเครื่องจักรทำงานมากกว่ามนุษย์ภายใน 7 ปี

งานวิจัยระบุจะมีเครื่องจักรทำงานมากกว่ามนุษย์ภายใน 7 ปี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

รายงานจากผู้จัดงานประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ มุ่งเน้นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดแรงงาน และระบุว่า กว่า 50% ของงานทั้งหมดทั่วโลกจะถูกดำเนินการโดยเครื่องจักรและหุ่นยนต์ ภายในปี ค.ศ. 2025 หรืออีก 7 ปีข้่างหน้า
สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ประเมินว่า เครื่องจักรจะเป็นผู้ทำงานราว 52% ของงานทั้งหมดในภาคแรงงานภายในเจ็ดปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ใช้เครื่องจักรอยู่เพียง 29%

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ภายในปี ค.ศ. 2022 งานทั่วโลกราว 75 ล้านตำแหน่งจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร แต่ก็จะมีการชดเชยด้วยการสร้างงานใหม่ 133 ล้านตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการฝึกอบรม พร้อมทั้งให้ความรู้ใหม่แก่พนักงานเพื่อเตรียมรับมือกับโลกใหม่แห่งการทำงาน

คุณ Saadia Zahidi สมาชิกคณะกรรมการสภาเศรษฐกิจโลก กล่าวว่า การศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่าทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐต่างยังไม่ทราบถึงขอบเขตของความท้าทายสำคัญในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 นี้อย่างถ่องแท้

รายงาน “อนาคตภาคแรงงาน 2018″ ฉบับที่สอง ซึ่งสำรวจผู้บริหารที่เป็นตัวแทนของพนักงานกว่า 15 ล้านคนใน 20 บริษัท ระบุว่า การสร้างงานมีแนวโน้มที่เป็นด้านบวกมากขึ้น เมื่อเทียบกับรายงานฉบับที่แล้วที่ทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2016 เนื่องจากบรรดาผู้บริหารธุรกิจต่างตระหนักรู้ถึงโอกาสต่างๆ ที่เทคโนโลยีจะสามารถทำให้เป็นไปได้

WEF กล่าวว่า ความท้าทายสำหรับบรรดานายจ้างนั้น รวมไปถึงการให้ทำงานนอกสถานที่ การสร้างเครือข่ายความปลอดภัยเพื่อปกป้องคนงาน และการอบรมทักษะใหม่ให้แก่พนักงาน

อย่างไรก็ตาม รายงานพบว่ามีเพียงหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้น ที่วางแผนอบรมทักษะใหม่แก่พนักงานที่มีความเสี่ยง

รายงานกล่าวว่า เกือบ 50% ของบริษัทต่างๆ คาดว่าจะลดจำนวนแรงงานที่ทำงานเต็มเวลาในบริษัทลงภายในปี ค.ศ. 2022 ในขณะที่เกือบสองในห้าคาดว่าจะเพิ่มจำนวนพนักงาน และกว่าหนึ่งในสี่คาดว่าระบบอัตโนมัติจะสร้างบทบาทใหม่ในองค์กรของตน

จีนพัฒนานวัตกรรม “เต้าเสียบกันน้ำ” น้ำไม่เข้า ไฟไม่รั่ว ปลอดภัยหายห่วง

จีนพัฒนานวัตกรรม “เต้าเสียบกันน้ำ” น้ำไม่เข้า ไฟไม่รั่ว ปลอดภัยหายห่วง

หมดยุคไฟช็อต-ไฟดูด! จีนพัฒนานวัตกรรม “เต้าเสียบกันน้ำ” ปลอดภัยหายห่วง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เต้าเสียบแบบใหม่ที่เห็นในคลิปวิดีโอด้านล่างนี้เป็นนวัตกรรมของบริษัทสัญชาติจีนที่ชื่อว่า ArGangle ซึ่งพัฒนาให้ป้องกันน้ำเข้า ไฟไม่รั่ว ไม่ลัดวงจร และไม่เกิดประกายไฟ สามารถทำงานได้เป็นปกติแม้อยู่ใต้น้ำลึก 30 เมตร

นายโจวกัง ผู้ก่อตั้งบริษัทระบุว่า “เต้าเสียบนี้ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อไฟฟ้าที่หุ้มด้วยฉนวน ตัวเต้าเสียบนั้นห่อหุ้มป้องกันน้ำไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และสร้างพื้นที่ให้ไฟฟ้าวิ่งได้โดยไม่โดนน้ำ”

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อไฟฟ้านี้ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วในเกือบ 100 ประเทศ สามารถนำไปใช้กับรถยนต์พลังงานใหม่ หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรม และสายไฟฟ้าใต้ทะเล

ข้อมูล :China Xinhua News

AI Guardman กล้องเฝ้าระวังความปลอดภัยอัจฉริยะ อ่านใจโจรจากภาษากาย!

AI Guardman กล้องเฝ้าระวังความปลอดภัยอัจฉริยะ อ่านใจโจรจากภาษากาย!

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1887729377958539

AI Guardman คือ กล้องเฝ้าระวังความปลอดภัยอัจฉริยะ (Smart security camera) อันเกิดจากการจับมือกันของ 2 บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น NTT East ยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม และ Earth Eyesบริษัทด้านเทคโนโลยี ที่ร่วมกันฝึกฝน AI ร่วมกับลักษณะด้านพฤติกรรมของเหล่านักช้อป

กล้องดังกล่าวนี้ ใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่พัฒนาโดย Carnegie Mellon University (CMU) มันถูกฝึกฝนให้รู้จักการอ่านภาษากายของลูกค้าที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้า ซึ่งทำให้มันมีความสามารถที่โดดเด่นในการตรวจจับพฤติกรรม การทำท่าทางต่างๆ ของผู้คน โดยวิเคราะห์ได้อย่างละเอียดไปจนถึงการดู “ท่าทางของนิ้วมือ”

ซึ่งในปีที่ผ่านมา ทาง CMU ก็ได้เปิดโอเพ่นซอร์สโปรเจคดังกล่าว บน GitHub เพราะต้องการที่จะให้นวัตกรรมนี้ถูกพัฒนาต่อยอดไปอีก โดยเหล่านักพัฒนาจากทั่วโลก โดยเฉพาะผู้พัฒนาในเชิงพาณิชย์

การต่อยอดเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาพัฒนาจนเป็น AI Guardman นับว่าเป็นประโยชน์มหาศาล จากรายงานของ Soranews24 ได้ระบุว่า “ในการทดสอบเบื้องต้น ณ ร้านค้าแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น พบว่าตัวเลขของเม็ดเงินที่สูญไปในรายปีลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์”

โดย AI Guardman จะสังเกตกิริยาอาการของคนที่มาเลือกซื้อสินค้า และเมื่อตรวจพบพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การพยายามมองหามุมอับของร้าน, มองหากล้องวงจรปิด หรือเอาแต่มองซ้ายมองขวา ฯลฯ กล้องก็จะแจ้งเตือนต่อพนักงานร้าน ด้วยข้อความ, ภาพ พร้อมทั้งตำแหน่งของผู้ต้องสงสัย

นับเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของ AI ที่ตอนนี้สามารถตรวจจับการสื่อสารที่ไม่ใช่คำพูดได้แล้ว แถมยังทำได้ดีอีกด้วย ซึ่งในอนาคตเทคโนโลยีที่ว่าจะถูกใช้ทำประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น ใช้ในการฟื้นฟูผู้ป่วยทางจิต, ใช้กับรถยนต์ไร้คนขับในการตรวจจับสัญญาณคนเดินเท้าโดยอิงกับภาษากาย เป็นต้น
ที่มา : thenextweb.com

นวัตกรรมใหม่ RoboFly หุ่นยนต์ขนาดเท่าแมลง บินได้แบบไร้สาย ใช้งานในที่โดรนเข้าไม่ถึง

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1879328028798674

นวัตกรรมใหม่ RoboFly หุ่นยนต์ขนาดเท่าแมลง บินได้แบบไร้สาย ใช้งานในที่โดรนเข้าไม่ถึง

<iframe frameborder=”0″ width=”480″ height=”270″ src=”//www.dailymotion.com/embed/video/x6ocwsb” allowfullscreen allow=”autoplay”></iframe>

 

นักวิจัยจาก University of Washington ในสหรัฐอเมริกา พัฒนา RoboFly หุ่นยนต์บินได้ขนาดจิ๋วเท่ากับแมลง เพื่อใช้ประโยชน์ในการบินเข้าไปยังสถานที่ที่โดรนขนาดปกติไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่ง RoboFly ที่มีน้ำหนักเบากว่าไม้จิ้มฟันเพียงอันเดียวนี้ สามารถบินและลงจอดได้แบบไร้สาย ด้วยปีกเล็กๆ ข้างลำตัว แทนที่จะใช้ใบพัดอย่างที่คุ้นเคยกัน แต่ยังบินได้แค่ระยะสั้นๆ เท่านั้นในตอนนี้ ซึ่งทีมวิจัยหวังว่าจะพัฒนาขีดความสามารถในด้านนี้ให้ดีขึ้น

Vikram Iyer นักศึกษาปริญญาเอกจากคณะวิศวกรรมไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยดังกล่าว เผยกับเว็บไซต์ Digital Trends ว่า RoboFly เป็นหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วตัวแรกที่สามารถบินขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้สายไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานภายนอก แต่เป็นการยิงแสงเลเซอร์ไปที่แผงโซลาร์เซลล์ขนาดจิ๋วเหนือตัวหุ่นยนต์ เพื่อแปลงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และส่งผ่านไปยังวงจรที่กำหนดขึ้น จากนั้นปีกจะขยับเพื่อยกหุ่นยนต์ให้ลอยขึ้นจากพื้น

ด้าน Shyam Gollakota ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งโรงเรียนวิศวกรรมและวิทยาการคอมพิวเตอร์ในเครือของ University of Washington เผยว่า หุ่นยนต์แมลงที่บินได้แบบ RoboFly อาจจะมีประโยชน์สำหรับการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงภารกิจในการค้นหาและกู้ภัย ซึ่งด้วยขนาดที่เล็กจึงคุ้มค่าต่อการผลิตและใช้งานในจำนวนมาก นอกจากนี้ ก็ยังสามารถนำมาใช้สำหรับงานตรวจสอบต่างๆ ได้ด้วย อาทิ การตรวจสอบท่อส่งก๊าซที่รั่ว หรือตรวจสอบผลิตผลทางการเกษตรในฟาร์มอัจฉริยะ

ทั้งนี้ ในอนาคต ทีมวิจัยตั้งใจจะพัฒนาศักยภาพของหุ่นยนต์ให้สามารถนำทางได้ในสภาพแวดล้อมที่เข้าถึงลำบาก และอาจจะมีแบตเตอรี่ก้อนเล็กๆ อยู่ในหุ่นยนต์ หรืออาจจะใช้คลื่นความถี่วิทยุเป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งทีมวิจัยจะนำหุ่นยนต์ RoboFly ไปโชว์ตัวในงาน International Conference on Robotics and Atomation (ICRA)ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย

ที่มา : www.digitaltrends.com

 

3 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง จากงาน Innovation Summit ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ กรุงปารีส

สำหรับปี 2018 นี้ถือเป็นปีทองของโลกเทคโนโลยี และในทุก ๆ ปี เรามักจะได้เห็นรายงายสรุปเทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับองค์กร และการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้จริงทั้งในชีวิตประจำวัน และเชิงธุรกิจมากขึ้น แต่เมื่อไม่นานมานี้ ในงานประชุมสุดยอดเทคโนโลยีของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งได้จัดขึ้นในกรุงปารีส เราได้ค้นพบ 3 เทคโนโลยีสำคัญที่องค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญมากขึ้น

3 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง

การที่ได้ร่วมพูดคุยกับเหล่าผู้ใช้บริการในงานประชุมสุดยอดเทคโนโลยีของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในงาน Innovation Summit” เราพบ 3 เทคโนโลยีที่สามารถผลักดันให้องค์กรทันสมัย และสนองตอบการดำเนินธุรกิจ และเป็นที่ต้องการขององค์กรต่าง ๆ มากที่สุด นั่นคือ

เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มโครงข่ายให้กับศูนย์ข้อมูล (Edge data centers) ซึ่งสามารถกระจายไปยังศูนย์ข้อมูลย่อยอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ แทน ทำให้ลดอัตราการตอบสนองในการประมวลผลที่ล่าช้าลง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับผู้ให้บริการองค์กรธุรกิจ

บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ (Colocation) ตลาดของบริการให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ยังคงเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรง เนื่องจากผู้ให้บริการ Colocation ทุกวันนี้สามารถนำเอาเทคโนโลยีแบบออนไลน์เข้ามาใช้ ทำให้ลูกค้าสามารถติดตาม และควบคุมการทำงานได้จากระยะไกลได้

การเพิ่มขีดความสามารถศูนย์ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ (Operate data centers more efficiently and effectively) การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันขององค์กรธุรกิจที่นำนำเอา ดิจิทัล เทคโนโลยี (Digital Technology) มาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจ ทำให้เกิดปริมาณข้อมูลมากขึ้น และทำให้องค์กรมีความต้องการพัฒนาศูนย์ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ และขีดความสามารถที่เพิ่มยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

ในงานประชุม Innovation Summit นี้ ถือเป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากเราได้พบผู้ใช้บริการจำนวนมากกว่า 5400 คน ที่ได้เดินทางมาจากทั่วโลก ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลจริงได้ว่าผู้ใช้บริการพบปัญหาอะไรบ้าง และที่ยอดเยี่ยมมากไปกว่านั้นคือการได้พบว่า สิ่งที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คาดการณ์ และพยายามนำเสนอ ตรงกับสิ่งที่เหล่าผู้ใช้บริการได้พบเช่นกัน

ความต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มโครงข่ายให้กับศูนย์ข้อมูล (Edge data centers)

เมื่อเราพูดถึงความต้องการของเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความเร็ว (Edge) สิ่งที่เป็นแรงขับคือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) หรือ ไอโอที (IoT) เนื่องจาก บริษัทฯ จำนวนมาก ในปัจจุบันใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี IoT ผ่าน แอพพลิเคชั่น ในธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น  การค้าปลีก จนถึง การดูแลสุขภาพ ฯลฯ การใช้งานเทคโนโลยีนี้ ทำให้เกิดปริมาณข้อมูลจำนวนมาก โดยสถิติจากดัชนีชี้วัดของ Cisco Global Cloud Index ระบุว่า IoT นั้นมีความสามารถสร้างข้อมูลได้มากกว่าการวิ่งไปมาของหมายเลข IP ถึง 275 เท่า และภายในปี 2020 (สถิติ data center market trends) จะต้องใช้ศูนย์ข้อมูลจำนวนมากเพื่อจัดการกับข้อมูลทั้งหมดและหลายแห่งจะต้องเป็นศูนย์ข้อมูลระดับสูงที่อยู่ใกล้กับแหล่งที่มาของข้อมูล

สิ่งที่ได้กล่าวไปแสดงให้เห็นโอกาสอันดีของเหล่าผู้ให้บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจากการที่ได้พูดคุย เหล่าผู้ให้บริการมีความตื่นเต้นที่จะรับบทบาทนี้ เช่นเดียวกับหุ้นส่วนผู้ทำหน้าที่วางแผนกลยุทธ์ของเรา ผู้ซึ่งพร้อมที่จะออกแบบ และนำเสนอระบบประมวลผลแบบขอบแบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงปัจจัยทางด้านเทคโนโลยี โครงสร้างสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง ซอฟแวร์ และบริการเฝ้าจับตาระบบ ซึ่งกระบวนการที่ครบวงจรนี้ยังรวมถึง ศูนย์ข้อมูลสำเร็จรูปและแบบเป็นหน่วยย่อย อย่างที่เราได้ระบุไว้ใน บทความ Why Prefabricated, Modular Solutions Are a Perfect Fit for Edge Data Centers ของเราก่อนหน้านี้

การเติบโตอย่างมากของตลาดบริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ (Colocation Market)

ขณะที่การเติบโตที่รวดเร็วในหมู่ผู้ให้บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ และวิธีที่จะรับมือ เป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในงาน Innovation Summit นี้ด้วยเช่นกัน การเติบโตที่เพิ่มขึ้นมากนี้ส่วนใหญ่มาจากการที่ยักษ์ใหญ่ของวงการหันมาให้บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ เพื่อพวกเขาสามารถขยายโครงข่ายธุรกิจออกไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ครึ่งหนึ่งของผู้ให้บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ ถูกครอบครองโดยผู้ให้บริการรายใหญ่และยังคงขยายตัวต่อไป เชื่อว่าในระยะเวลาไม่นาน ผู้ให้บริการรายใหญ่เหล่านี้ จะกลายเป็นส่วนใหญ่ของบริการประเภทนี้ในไม่ช้า

สำหรับหลักฐานการเติบโต ก็น่าจะมาจากผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจากบัญชีหุ้นของเหล่าผู้เล่นรายใหญ่ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีข่าวว่า Herb May ซึ่งเป็นหุ้นส่วนและกรรมการผู้จัดการของ DH Capital ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนใน New York และเป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงข่ายและโครงสร้างของระบบอินเทอร์เนต ได้เปิดเผยในช่วงปี 2017 ว่า กำไรจากหุ้น CoreSite ได้เพิ่มมากถึง 60% จากหุ้น Interxion เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และ CyrusOne เพิ่มขึ้นถึง 45% และในทำนองเดียวกัน REITs (ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) ยังทำกำไรจากตลาดหุ้นที่คึกคักได้มากขึ้นกว่าปีก่อนๆอีกด้วย

นอกจากนี้ Herb May ยังกล่าวว่า “ไม่มีกลุ่มอุตสาหกรรมไหนได้รับผลประโยชน์ไปมากกว่า REIT กับผู้ให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์อีกแล้ว” และเขาก็ไม่คิดว่าในปี 2018 แนวโน้มนี้จะลดหรือช้าลง โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่ใช้โครงสร้างแบบดำเนินงานด้วยระบบอัตโนมัติ “คลาวด์และการเพิ่มของปริมาณ IP ที่สัญจรบนอินเทอร์เนต ได้สร้างสถานการณ์ที่พลาดไม่ได้ขึ้นมา สำหรับผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่วางระบบโครงข่ายมาอย่างดีและมีความสามารถในการขยายตัว”

ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ให้บริการหลายๆ คน ที่งานประชุม Innovation Summit ดูเหมือนว่าสิ่งที่ Herb May ได้กล่าว จะเป็นความจริงอย่างยิ่ง

การนำเทคโนโลยี IoT และการวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้ในศูนย์ข้อมูล

นอกจากนี้ การรักษาความต้องการพื้นที่ศูนย์กลางข้อมูลนี้ก็ช่วยเพิ่มความต้องการในการวิเคราะห์และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆและผลลัพธ์ คือ ธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็ต้องการใช้ประโยชน์จากการมี IoT อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลก็เช่นเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบัน มันเป็นไปได้แล้วที่จะใช้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของศูนย์ข้อมูล และแจ้งให้รายงานสถานะอย่างต่อเนื่อง โดยให้ข้อมูลเรียลไทม์เพื่อแจ้งการบำรุงรักษาและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ เช่น แฟลตฟอร์มระบบ EcoStruxure IT  แบบคลาวด์ ของ Schneider Electric ที่สามารถเก็บข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลหลากรูปแบบ รวมถึงสร้างอุปกรณ์และโครงข่าย จากหลายๆ ร้อยศูนย์ข้อมูล ระบบจะเก็บข้อมูลจากที่ๆ เหมือนทะเลสาบของข้อมูล และนำมาดำเนินการ วิเคราะห์ เพื่อ“เรียนรู้” ถึงตัวบ่งชี้ว่าถึงเวลาที่จะซ่อมบำรุงอุปกรณ์สักชิ้นหรือยัง รวมถึงค้นหาว่าทำอย่างไรประสิทธิภาพของระบบจะยกระดับได้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ศูนย์ข้อมูลจะมีความฉลาดขึ้นเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษา และสามารถป้องกันความเสียหาย ได้มากกว่าการแก้ไขความเสียหาย และยังทำงานตามตารางเวลาที่กำหนดได้อีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ระบบมีเวลาปฏิบัติงานได้มากขึ้น ในหลายๆกรณี มันยังช่วยยืดอายุของอุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูล ลดค่าใช้จ่าย ในทำนองเดียวกัน ข้อมูลที่ EcoStruxure IT เก็บรวบรวมยังทำให้แอพพลิเคชั่นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ ทำให้การดูแลศูนย์ข้อมูลประหยัดค่าใช้จ่าย และเมื่อระบบเหล่านี้ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ และเชื่อว่าต่อไปธุรกิจต่าง ๆ จะสามารถดำเนินงาน ผ่านระบบอัตโนมัติมากขึ้น

ซึ่งการเข้าร่วมงาน Innovation Summit ในครั้งนี้ทำให้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล และได้มีโอกาสเฝ้ามองการเติบโตที่น่าตกใจ ซึ่ง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากมีระบบอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่าง EcoStruxure IT

สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ EcoStruxure IT และจะช่วยให้คุณสามารถติดตามการเติบโตของศูนย์ข้อมูลของได้อย่างไ รในขณะที่การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าชมข้อมูลเกี่ยวกับ EcoStruxure IT

บทความโดย เดฟ จอห์นสัน รองประธานบริหารฝ่ายไอที ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
ที่มา : https://blog.schneider-electric.com

กฎระเบียบคุ้มครองข้อมูลทั่วไป (GDPR) กุญแจสำคัญต่ออนาคตของเทคโนโลยี

ทุกวันนี้เทคโนโลยีได้ขยายพื้นที่ของการปฏิสัมพันธ์ ทำให้ทุกคนสามารถแบ่งปันข้อความ ภาพ ไฟล์ และแม้กระทั่งข้อมูลต่อนาทีในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ หรือที่ไหนก็ตาม ซึ่งถึงแม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีประโยชน์ แต่ในแง่หนึ่งก็อาจจะเปิดโอกาสให้มีคนเข้าถึงข้อมูลของคุณ และเอาไปใช้ในทางที่ผิดได้

เหตุใด กฎระเบียบคุ้มครองข้อมูลทั่วไป (GDPR) จึงสำคัญ และจำเป็นต่ออนาคตของเทคโนโลยี ? ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยี และคิดค้นเครื่องมือ ใหม่ๆ เพื่อเอาชนะต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความอดอยาก หรือแม้แต่สงคราม ซึ่งในบางครั้ง เทคโนโลยีบางอย่างก็นำพามนุษย์ไปสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ไม่อาจกลับไปแก้ไขได้ แต่หลาย ๆ สิ่งทีเกิดขึ้น ก็เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้มนุษย์เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้

โดยภาพรวมแล้ว มนุษย์ได้สร้าง และวางรากฐานที่ช่วยปรับปรุงวิถีชีวิตในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดบทกฎหมายทางด้านสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิในทรัพย์สิน อันเป็นสิ่งที่จำเป็นในระบบประชาธิปไตย และยังรวมไปถึงการวางระบบการศึกษา รวมถึงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จนกลายมาเป็นรากฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมปัจจุบัน อย่างไรก็ดีรากฐานเหล่านี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบตั่งแต่เริ่ม มันแค่ถูกสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาชีวิต และความเป็นอยู่ของมนุษย์ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีการสร้างมาตรฐานให้สูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์คนสังคมในยุคใหม่

และวันนี้เรากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ เพื่อสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นในเรื่องของความยั่งยืนด้านพลังงาน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ในฐานะสาธารณูปโภครูปแบบหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงคือ รากฐานในรูปแบบใหม่นี้ สามารถทำลาย ซึ่งกัน และกันได้ หากมีการแข่งขันเพื่อสร้างเติบโตปรับเปลี่ยนที่เร็วเกินไป

IT A Powerful Vulnerability

ทุกวันนี้ IT หรือเทคโนโลยี ได้เข้ามาปฏิวัติทุกอย่างไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งการปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digitalization) การใช้ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงต์ (IoT) การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน (Blockchain) โดยมีส่วนในการพัฒนาธุรกิจคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนทางสังคม (Social Cost) ทั้งสิ้น เราต้องยินยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการไม่ว่าจะเป็นปริมาณ คาร์บอนไดออกไซต์ ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ถ่านหิน เพราะมีการใช้พลังงานมากขึ้น และรวมไปถึงเรื่องของ การสูญเสียความเป็นส่วนตัว ที่วันนี้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคุกคามด้านเสรีภาพ และเรื่องที่น่าเศร้ากว่านั้นคือการสร้างศูนย์ข้อมูลที่เราหวังใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจ กลับกลายเป็นการสร้างช่องทางใหม่ให้นักโจรกรรมทางไซเบอร์ ในประเทศต่าง ๆ สามารถโจมตีทางไซเบอร์กันได้มากขึ้น

Defending Digital Consumers’ Personal Data

จากปัญหาที่กล่าวไป ทำให้เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการสร้าง กฎระเบียบคุ้มครองข้อมูลทั่วไปของสหภาพยุโรป (General Data Protection Regulation : GDPR) เป็นความพยายามอย่างจริงจัง ด้วยความหวังที่จะสร้างกฎ และบังคับ ใช้ระเบียบต่าง ๆ ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เพราะไม่อยากให้การวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีนั้นต้องเสียต้นทุนทางสังคมเพิ่มขึ้น

ซึ่งกฎนี้มีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็เริ่มใช้โดยการมอบอำนาจให้อำนาจแก่พลเมืองของสหภาพยุโรป มีสิทธิในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตน ซึ่งองค์กรที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล จัดเก็บข้อมูล และประมวลผลข้อมูล จะต้องดำเนินการตามกฎระเบียบของ GDPR อย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่าระเบียบนี้จะเป็นการเพิ่มความซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

A Digitized World Powered by Data Centers

ระเบียบ GDPR ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางรากฐาน การเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล และก้าวสู่โลกที่ต้องเชี่ยมต่อกันมากขึ้น (IoT) หรือออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ก็จำเป็นต้องทำให้ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่า จะได้รับความคุ้มครองจากการโจรกรรมข้อมูล และสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่องค์กรต่าง ๆ ต้องทำ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ระบบ และเทคโนโลยีองค์กรสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหากปราศจากความไว้วางใจดังกล่าว อาจจะก่อให้เกิดปัญหาที่ขัดขวางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และรูปแบบการนำไปใช้ในชีวิตจริง และจะสร้างปัญหาอื่น ๆ ให้ เกิดขึ้นตามมาอีกมาก และหากไม่มีข้อบังคับของ GDPR วันนี้อาจจะได้เห็นการทำลายสิทธิมนุษชนกันต่อไป โดยใช้เพียงคำกล่าวอ้างว่าต้องการพัฒนาการทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่คงไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป

และถึงแม้ว่าปัจจุบัน GDPR จะยังไม่สมบูรณ์ แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีการปรับปรุง และแก้ไขให้ดีขึ้น เนื่องจาก เริ่มมี กรณีของการฟ้องร้องด้านสิทธิความเป็นส่วนตัวในเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดแล้ว หากอยากจะปฎิวัติโลกด้วยเทคโนโลยี IoT , AI หรือระบบออโตเมชันต่าง ๆ ให้เกิดผลลัพธิ์ที่น่าพึงพอใจจริง ๆ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ พลเมืองอย่างเราจะต้องแน่ใจว่าจะไม่มีการสูญเสียต้นทุนทางสังคม หรือค่าใช้จ่ายในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลหากเราไม่ยินดี อีกต่อไป

บทความโดย Patrick Donovan
ที่มา : https://blog.schneider-electric.com

Microsoft ประกาศรองรับการใช้ชื่ออีเมลแบบ “ภาษาไทย” แล้ว

Microsoft ประเทศไทย ประกาศรองรับการใช้งานอีเมลภาษาไทย สำหรับบริการและแอปพลิเคชันอีเมล์ต่างๆ เช่น Office 365, Outlook 2016, Outlook.com, Exchange Online และ Exchange Online Protection (EOP) โดยผู้ใช้งานจะสามารถใช้ชื่ออีเมลเป็นภาษาไทยได้เป็นครั้งแรก สำหรับบัญชี Outlook บนพีซี เช่น สมชาย@อินโฟไทยแลนด์.คอม

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1875538349177642

การประกาศรองรับการใช้งานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายอย่างต่อเนื่องของไมโครซอฟท์ในการพัฒนาเพื่อรองรับอีเมลภาษาท้องถิ่น (Email Address Internationalization หรือ EAI) ในบริการและผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างทั่วถึง และทำให้เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงได้ในภาษาท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับ-ส่งข้อมูลด้วยอีเมลในภาษาไทยได้อย่างไร้รอยต่อ ผ่าน Outlook บนพีซี, outlook.com และแอปพลิเคชัน Outlook บนแอนดรอยด์และไอโอเอส

“การทำให้เทคโนโลยีสามารถใช้งานได้ในภาษาที่ผู้คนคุ้นเคยทำให้ชาวไทยทุกคนได้รับประโยชน์และสามารถเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวได้ และจะทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะเราได้ตัดความจำเป็นในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นขั้นตอนแรกออกไป ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของเทคโนโลยี เราเชื่อว่าการลดอุปสรรคด้านภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวสู่อนาคตแห่งดิจิทัลอย่างแข็งแกร่ง เพราะจะช่วยให้การติดต่อและประสานงานเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น และยังช่วยมอบพลังเทคโนโลยีให้กับชาวไทยทุกคน” นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ผู้ใช้งานสามารถสมัครอีเมลเป็นภาษาไทยจากผู้ให้บริการการพัฒนารองรับอีเมลซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นกับพันธมิตรต่างๆ ภายนอกองค์กรได้ที่ทีเอชนิค https://thdomain.thnic.co.th ผ่านขั้นตอนออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังได้ประกาศว่าทางบริษัทได้เพิ่ม Thai Sarabun New ซึ่งเป็นรูปแบบตัวอักษรประจำชาติไทยที่ถูกใช้งานโดยรัฐบาลและองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ให้เป็นรูปแบบตัวอักษรมาตรฐานในแพลตฟอร์ม Windows 10 โดยเริ่มให้บริการแล้ววันนี้

การสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก Internet Corporation for Assigned Names and Numbers (ICANN) ระบุว่าในปี 2557 ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีจำนวนทั้งหมด 2.9 พันล้านคนทั่วโลก และจำนวนนี้ได้ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตทะลุ 5 พันล้านคนภายในปี 2563 โดยผู้ใช้งานในอนาคตส่วนใหญ่จะมาจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ส่งผลให้พวกเขาจะต้องพบกับความยากลำบากในการใช้งานเว็บไซต์ถ้าหากว่ายังคงให้บริการเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ การผสานอีเมลในภาษาท้องถิ่นเข้ากับผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้มากยิ่งขึ้น

ไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่ม Universal Acceptance Steering Group หรือ USAG ได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อรองรับอีเมลในสคริปท์ยูนิโค้ดใดๆ ก็ตาม ผ่านแอปพลิเคชันและบริการต่างๆ ของทางบริษัท รวมถึงภาษาที่มีวิธีเขียนจากซ้ายไปขวาต่างๆ เช่น ภาษาอูรดูและภาษาอารบิก เป็นต้น

ที่มา : Microsoft Thailand (อีเมลประชาสัมพันธ์)

ทฤษฎีความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์เป็นจริงแม้กับดาวนิวตรอน

ภาพจากฝีมือศิลปินจำลองระบบดาว PSR J0337+1715 ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 4,200 ปีแสง

หลักความสมมูล (Equivalence principle ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เสนอไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องอีกครั้ง โดยนักดาราศาสตร์ใช้การโคจรของระบบดาว 3 ดวง ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 4,200 ปีแสง เป็นสนามทดสอบในครั้งนี้

ระบบดาวดังกล่าวมีชื่อว่า PSR J0337+1715 ประกอบด้วยคู่ของดาวนิวตรอนและดาวแคระขาวโคจรวนรอบกันและกันอยู่ในระยะประชิด โดยมีดาวแคระขาวอีกดวงหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปโคจรวนรอบดาวคู่ดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง

ทีมนักดาราศาสตร์อเมริกันใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุกรีนแบงก์ (Green Bank Telescope) ที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนียติดตามการเคลื่อนที่ของระบบดาวดังกล่าว และพบว่าข้อมูลที่ได้เป็นไปตามหลักความสมมูลของไอน์สไตน์ ซึ่งระบุว่าวัตถุที่อยู่ในสนามความโน้มถ่วงเดียวกัน จะตกอย่างอิสระด้วยอัตราเร่งเท่ากัน ไม่ว่าจะมีมวลเท่าใดก็ตาม

กล้องโทรทรรศน์วิทยุกรีนแบงก์ (Green Bank Telescope)

หลักการนี้เคยมีการทดสอบมาแล้วในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 โดยกาลิเลโอปล่อยวัตถุที่มีน้ำหนักต่างกันจากบนหอเอนเมืองปิซา และพบว่าวัตถุทั้งสองตกถึงพื้นพร้อมกัน ต่อมาในปี 1971 นายเดวิด สกอตต์ นักบินอวกาศประจำยานอะพอลโล 15 ใช้ค้อนและขนนกเป็นเครื่องมือทดสอบการตกอิสระในภาวะสุญญากาศบนดวงจันทร์ และพบว่าได้ผลเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การทดสอบหลักความสมมูลแบบเข้ม (Strong equivalence principle )กับวัตถุอวกาศที่มีมวลต่างกันสุดขั้วเช่นดาวนิวตรอนที่มีมวลมหาศาลและดาวแคระขาวในครั้งนี้ นับว่าเพิ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรก

รายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า แรงโน้มถ่วงจากดาวแคระขาวที่โคจรอยู่รอบนอก ไม่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของคู่ดาวนิวตรอน – ดาวแคระขาวที่อยู่ชั้นใน โดยทั้งคู่มีอัตราเร่งเท่ากันแม้จะมีมวลต่างกันมหาศาล ซึ่งเท่ากับว่าดาวทั้งสองดวงตกอย่างอิสระในกาล-อวกาศ ในลักษณะเดียวกัน โดยไม่ขึ้นกับมวลที่มีอยู่ของตน

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน NIST ของสหรัฐฯ ใช้นาฬิกาอะตอมที่มีความแม่นยำสูงช่วยในการคำนวณค่าสำคัญทางฟิสิกส์ ทำให้พบว่าโลกตกอย่างอิสระในอวกาศด้วยอัตราเร่งคงที่เช่นกัน โดยการตกอิสระนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ดาวพฤหัสบดี หรือวัตถุอวกาศขนาดใหญ่อื่น ๆ เลย

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/international-44724496

แมลงภู่อัจฉริยะ “เล่น” ฟุตบอลได้ !!

FD216D39-B8E9-420B-B754-748857EE15A2แมลงภู่ อาจมีสมองเล็กจิ๋ว แต่พวกมันค่อนข้างฉลาด นักนิเวศวิทยาได้ทดลองฝึกมันเพื่อดูว่ามันจะฉลาดแค่ไหน

ศ. ลาร์ส ชิตต์กา นักนิเวศวิทยา กล่าวว่า “เรานำมันออกมาจากสภาพแวดล้อม ที่คุ้นเคย เพื่อดูว่า เราจะทำให้พวกมันไปได้ไกลแค่ไหน ในแง่ของความสามารถในการเรียนรู้

“เราให้พวกมันกลิ้งบอลขนาดเล็ก ไปยังตำแหน่งที่ระบุไว้ในสนาม เกือบจะเหมือนกับการเล่นฟุตบอลกันอยู่ เพื่อดูว่าพวกมันสามารถใช้เหรียญแบบที่เราใช้กับเครื่องหยอดเหรียญเพื่อเข้าไปรับรางวัล และมันก็ทำได้จริง ๆ แล้วก็เรียนรู้จากกันและกันด้วย”

ศ. ชิตต์กา กล่าวอีกว่า “ยกตัวอย่าง เราพบว่า พวกมันเรียนรู้ที่จะดึงเชือกเพื่อเข้าไปรับรางวัลที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะกระจก พวกมันยังเรียนรู้จากกันและกันได้ดีกว่าการที่เราพยายามจะฝึกพวกมัน”

“เมื่อมีแมลงภู่ตัวใดตัวหนึ่งคิดออกก็จะมีการสอนเทคนิคนั้นแก่ตัวอื่นในฝูง มีหลักฐานแน่ชัดว่า แมลงภู่ และอาจจะรวมถึงผึ้งและตัวต่อ มีความเข้าใจถึงผลลัพธ์บางอย่างจากการกระทำของพวกมัน อย่างน้อย พวกมันก็รู้ถึงผลที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า และปรับการกระทำให้สอดคล้อง”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-44660007