คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-14 ธนกร กลางอรัญ ธนวัฒน์ แนบชัยภูมิ ศิวภัทร พูลศิลป์

phpq49BVK

ล้ำยุค!รถเมล์ไฮโดรเจนเปลี่ยนควันพิษเป็นน้ำดื่ม

จีนผลิตรถเมล์พลังงานไฮโดรเจนเปลี่ยนควันพิษจากท่อเป็นน้ำเปล่าสามารถดื่มได้ลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม

วันนี้(28ส.ค.61)จีนพัฒนารถเมล์พลังงานไฮโดรเจน ไม่ปล่อยควันพิษ แต่เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าจากท่อ ที่สามารถดื่มได้ ถือเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ เพื่อลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม

 

ทั้งนี้นายเจิ้ง คนขับรถเมล์ของบริษัทเดินรถแห่งหนึ่ง ในเมืองเจิ้งโจว รองน้ำจาก “ท่อไอเสีย” ของรถเมล์ที่เขาขับ แล้วดื่มให้ดูต่อหน้าต่อตา เพื่อพิสูจน์ว่ารถเมล์พลังงานใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจนนั้น ปราศจากมลพิษ และปล่อยออกมาเพียงน้ำเปล่า ที่มีคุณภาพสูงและบริโภคได้

หลังจากจิบน้ำจากท่อ นายเจิ้ง บอกว่า “น้ำไม่มีรสชาติ แค่อุ่นๆ หน่อยเท่านั้น” การสาธิตของเขา สร้างความฮือฮากับผู้พบเห็นอย่างมากรถเมล์พลังงานไฮโดรเจน สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 400 กิโลเมตร ต่อการเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน 15 กิโลกรัม 1 ครั้ง

 

ทั้งนี้ บนรถเมล์จะติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนไว้ และเครื่องนี้จะผลิตกระแสไฟฟ้าจากไฮโดรเจน และออกซิเจน ซึ่ถือเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่จะนำมาใช้กับรถสาธารณะมากขึ้น

phpq49BVK

ทางบริษัทเดินรถ เพิ่งนำรถบัสพลังงานไฮโดรเจน 2 คัน ออกวิ่งบนถนนเมืองเจิ้งโจว เมื่อไม่นานมานี้ และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนเป็น 20 คัน ภายในเดือนตุลาคม 2018

ที่มา .. https://www.tnnthailand.com/content/5915

phpiOtAhh

เมนูอาหารเช้าแคลอรี่สูงปรี๊ดกว่าแฮมเบอร์เกอร์

อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน แต่นักโภชนาการชาวออสเตรเลีย เปิดเผยเมนูอาหารเช้ามีจำนวนแคลอรี่มากกว่าอาหารฟาสต์ฟู๊ด

วันที่(2ต.ค.61)ซูซี่ เบอเรลล์ นักโภชนาการชื่อดังชาวออสเตรเลีย เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ news.com.au ถึงความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเมนูอาหารเช้าตามร้านคาเฟ่ ที่เราเชื่อมาตลอดว่าดีต่อสุขภาพ มากกว่าอาหารฟาสต์ฟู๊ด แต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว อาหารเช้าบางเมนู มีจำนวนแคลอรี่ ไขมัน และน้ำตาล มากกว่าจนน่าตกใจ

อย่างเมนู “บิ๊กแมค” ที่เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์ ให้พลังงานมากถึง 900 แคลอรี่ และไขมันถึง 50 กรัม ซึ่งถือว่ามากเกินไปสำหรับหนึ่งมื้อ เนื่องจากคนออสเตรเลียทั่วไป ต้องการพลังงาน 1,200 ถึง 1,600 แคลอรี่เท่านั้น051104082-01-classic-eggs-benedict-thumb16x9

เริ่มต้นที่เมนูอาหารเช้ายอดฮิตอย่าง eggs benedict หรือเมนูไข่ลวก เสิร์ฟพร้อมเบคอน และซอสครีม ให้พลังงานสูงถึง 1,300 แคลอรี่ และไขมันถึง 100 กรัม เนื่องจากใช้น้ำมันในการทำอาหาร หรืออย่างครัวซองต์แฮมชีส ให้พลังงาน 500 แคลอรี่ และไขมัน 30 กรัม ซึ่งยังน้อยกว่าเมนู fish and chips ซึ่งมีพลังงาน 600 แคลอรี่ และไขมัน 36 กรัม

อ่านเพิ่มเติมได้ที่… http://www.tnnthailand.com/content/7632?utm_source=facebook&utm_medium=post&utm_campaign=%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%8A%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AE%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

 

29342486_2098413637107951_5423770334446747648_n

LOLISTRAW หลอดปลอดภัยกินได้ ผลิตจากธรรมชาติ ย่อยสลายใน 60 วัน

ปัจจุบันหลายคนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะองค์กรต่างๆ ที่ช่วยกันรณรงค์ใช้วัตถุที่สามารถย่อยสลายได้ อาทิ การใช้ถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ด้วยแสงอาทิต การใช้แก้วหรือจานกระดาษแทนพลาสติก แต่สำหรับของชิ้นเล็กๆ อย่างหลอดดูดน้ำ แม้ว่าจะมีผู้ที่พยายามพัฒนาหลอดด้วยวัตถุทางเลือกอื่นเช่นแก้วหรือกระดาษ แต่มันก็ไม่สามารถมาแทนที่และใช้ประโยชน์ได้ดีเหมือนกับหลอดพลาสติก อีกทั้งยังไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้เพราะมันมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ต้องจบลงด้วยการนำไปฝังกลบหรือทิ้งทะเล จนเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา

65f42e93879dfa8fa697d47b4ea55b42_original

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1908514259213384

ล่าสุด Chelsea Briganti และ Leigh Ann Tucker แห่งบริษัท Loliware ผู้ที่เคยออกแบบ ‘Loliware แก้วน้ำกินได้‘ เมื่อปี 2015 ก็ได้ต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การลดใช้หลอดพลาสติก เนื่องด้วยจากการศึกษาข้อมูลพบว่า คนอเมริกันใช้และทิ้งหลอดมากถึง 500 ล้านชิ้นต่อวัน ก่อให้เกิดขยะพลาสติกมากมายพวกเธอจึงพัฒนา ‘Lolistraw- หลอดกินได้’ ทำจากสาหร่ายทะเล มีรูปทรงเหมือนกับหลอดพลาสติกทั่วไป สามารถใช้งานได้นานถึง 24 ชั่วโมงในเครื่องดื่ม มีอายุการเก็บรักษานาน 24 เดือน ตัวหลอดมีสีสันสดใสน่าใช้และมีหลายรสหลายกลิ่น ผลิตจากผักและผลไม้อาทิ มะม่วง กุหลาบ ส้ม วนิลา ชาร์โคล เป็นต้น ซึ่งหลอดเหล่านี้สามารถกินได้โดยไม่เพิ่มปริมาณแคลอรี่แก่ผู้บริโภค หรือถ้าไม่ได้กิน หลอดก็จะย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติภายใน 60 วัน แถมยังไม่ทิ้งร่องรอยซึ่งต่างจากวัสดุชีวภาพบางชนิดที่แม้จะย่อยสลายได้ แต่ก็ยังคงเหลือพลาสติกโมเลกุลเล็กๆ เอาไว้ ดังนั้น Lolistraw จึงไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

ทั้งนี้ทางแบรนด์ตั้งเป้าจะแทนที่หลอดพลาสติกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายตามร้านอาหาร ร้านกาแฟ สวนสนุก สนามกีฬาและอื่นๆ ซึ่งไม่เพียงผู้บริโภคจะตื่นตาตื่นใจกับหลอดรูปแบบใหม่นี้แล้ว พวกเขายังได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหาการใช้พลาสติกมากขึ้นด้วย ขณะนี้ทางแบรนด์ได้บรรลุเป้าระดมทุนผ่านทางเว็บไซต์ Indigogo ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและจะเริ่มส่งของได้ในเดือนสิงหาคม 2018 นี้

ที่มา : https://www.creativecitizen.com/lolistraw/

IMG_0926

สบู่ไฟกระพริบ ช่วยคนไทยล้างมือปลอดภัยห่างไกลโรคใน 20 วินาที

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1908481405883336

1532924737014

การล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และการสัมผัสทางผิวหนัง แต่ถ้าล้างไม่นานพอก็ได้ผลไม่เต็มที่  ซึ่งมีผลการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ที่ถูกวิธีเพียง 20 วินาที หรือเท่ากับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 2 รอบ แต่ร้องทุกวันทุกครั้งที่ล้างมือก็คงจะเบื่อ สู้มีคนจับเวลาให้ดีกว่า

Zantiis ที่ไม่เพียงเป็นแค่ Organic Skincare Brand เพื่อสุขภาพผิวที่ดี แต่เป็นแบรนด์ที่ใส่ใจและห่วงใยความเป็นอยู่ของคนด้วย Zantiis จึงขอร่วมสนับสนุนให้ทุกคนมีสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมืออย่างถูกต้องในเวลาที่นานเพียงพอด้วย Clean Light Hand Soap สบู่นวัตกรรมใหม่ มีไฟกระพริบนาน 20 วินาที ซึ่งเป็นเวลาล้างมือที่มีประสิทธิภาพตามข้อมูลจาก Global Hand-washing Day

สบู่ Zantiis ภายนอกก็ดูเป็นสบู่ทั่วไป ก้อนสีขาว กลิ่นหอมอโรมา แต่เมื่อออกแรงกระแทกสบู่นิดหน่อย เพื่อกระตุ้นไฟที่ฝังอยู่ข้างในสบู่ ไฟจะกระพริบส่องแสงวิบวับผ่านเนื้อสบู่สีขาวขุ่นเป็นเวลา 20 วินาทีเป๊ะ ซึ่งจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 90% ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคเดินอาหารเฉียบพลันได้ 50% ซึ่งไวรัสที่ทำให้เกิดเชื้อคือโนโรไวรัส ไวรัสสายพันธุ์รุนแรงสายพันธุ์หนึ่งของโรคที่คร่าชีวิตคนไปแล้วกว่าสองแสนคนในประเทศที่กำลังพัฒนา ไวรัสชนิดนี้ระบาดง่ายและรวดเร็ว แม้ร่างกายได้รับเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อย ทนต่อความร้อนและน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ดี ดังนั้นเมื่อเกิดการปนเปื้อนของโนโรไวรัสในอาหารและน้ำดื่ม จึงทำให้เกิดอาการท้องเสียอาเจียน และสามารถติดต่อกันได้ง่ายทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ไม่มีวัคซีนป้องกัน การล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 20 วินาที คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลจากเชื้อโนโรไวรัส

Zantiis เป็นแบรนด์ของคนไทย และ Clean Light Hand Soap ก็เป็นไอเดียของครีเอทีฟไทย จากเอเยนซี่ Dentsu One Bangkok สร้างชื่อเสียงในการประกวดผลงานสร้างสรรค์มาแล้วหลายเวทีทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เป็นไอเดียที่นำไปใช้ได้จริง ช่วยแก้ปัญหาได้จริง และยังสื่อสารได้ถึงจุดยืนของแบรนด์ได้อย่างสวยงาม

ที่มา : https://www.creativecitizen.com/clean-light-hand-soap/

เนื้อไก่สดและตับไก่สด พบกว่าร้อยละ 40 มีการตกค้างของยาปฏิชีวนะ

ฉลาดซื้อ เผยผลทดสอบ เนื้อไก่สดและตับไก่สด พบกว่าร้อยละ 40 มีการตกค้างของยาปฏิชีวนะ ด้านนักวิชาการเตือน การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนยาปฏิชีวนะบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดการดื้อยาในคน352564

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 ณ สำนักงานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) นิตยสารฉลาดซื้อ โครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ร่วมมือกับเครือข่ายผู้บริโภคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดงานแถลงข่าวผลทดสอบ ‘การตกค้างจากยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ในเนื้ออกไก่และตับไก่สด’ โดยสุ่มเก็บตัวอย่างจากห้างสรรพสินค้า ตลาดสด และห้างออนไลน์ ระหว่างวันที่ 9 – 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561 จำนวนทั้งสิ้น 62 ตัวอย่าง แบ่งเป็นอกไก่สด จำนวน 32 ตัวอย่าง และตับไก่สด จำนวน 30 ตัวอย่าง เพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์หาการตกค้างของยาปฏิชีวนะ 3 ชนิด จาก 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 กลุ่มฟลูออโรควิโนโลน (Fluoroquinolone Group) คือ เอนโรฟลอคซาซิน (Enrofloxacin)

กลุ่มที่ 2 กลุ่มเตตราไซคลิน (Tetracycline Group) คือ ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline)

3 กลุ่มเบต้า – แลคแทม (Beta – Lactam Groups) คือ อะม็อกซีซิลลิน(Amoxicillin)

ผลการตรวจวิเคราะห์การตกค้างของยาปฏิชีวนะทั้ง 3 ชนิด พบการตกค้างตกของยาปฏิชีวนะ 26 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 41.93 โดยพบ 5 ตัวอย่างตกมาตรฐานการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดเอนโรฟลอคซาซิน (Enrofloxacin) เนื่องจากเป็นยาที่นอกเหนือบัญชีแนบท้ายประกาศ ซึ่งสามารถใช้ได้แต่ต้องไม่พบการตกค้างของยาดังกล่าว อีก 21 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนของยาด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) แต่ไม่ตกมาตรฐาน และตรวจไม่พบยาปฏิชีวนะชนิดอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) ส่วนอีก 36 ตัวอย่างนั้น ตรวจไม่พบยาปฏิชีวนะทั้ง 3 กลุ่ม

ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวว่า ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในสัตว์ มีอันตรายทั้งต่อมนุษย์และสัตว์ คือ การดื้อยา การแพ้ยา และอาการไม่พึงประสงค์อื่นๆ ส่วนอันตรายของยา Doxycyclin จะทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ เช่น อาจทำให้ฟันมีสีคล้ำ สามารถพบเห็นได้ในเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่ มีอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร มีผื่นคันบริเวณผิวหนัง และอันตรายของยา Enrolfloxacin อาจทำให้เกิดอาการอาเจียนหรือท้องเสีย ทั้งนี้ หากใช้ยาตัวนี้สูงกว่าขนาดที่แนะนำ 10 เท่า อาจทำให้กระดูกอ่อนตามข้อต่อต่างๆ เกิดความเสียหาย และอันตรายของยา Amoxycillin จะทำให้เกิดผื่นคัน ลมพิษ หรือมีอาการหอบหืด หากพบอาการหายใจมีเสียงหวีด (อาการของหอบหืด) หลังใช้ยา ควรต้องหยุดใช้ยาทันทีและรีบพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาล

“ทุกวันนี้เรามีการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรค ทำให้เรามีโอกาสที่จะได้รับยาดังกล่าวอยู่แล้ว และหากเรารับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนบ่อยๆ ก็อาจทำเราได้รับยาปฏิชีวนะในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งการได้รับยาดังกล่าวงในปริมาณมากและบ่อยครั้งจะส่งผลให้เกิดอาการดื้อยา และจำเป็นต้องใช้เชื้อที่แรงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายอาจไม่มีตัวยาใดมารักษาได้เลย” ผศ.ภญ.นิยดากล่าว

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการบริหารนิตยสารฉลาดซื้อ มพบ. กล่าวว่า จากผลการตรวจวิเคราะห์พบยาเอนโรฟลอคซาซิน (Enrolfloxacin) จำนวน 5 ตัวอย่าง ซึ่งไม่ได้เป็นรายการยาในบัญชีแนบท้ายประกาศ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุญาตให้ใช้ยานี้ได้แต่ต้องไม่พบการตกค้างเลย โดยมีความผิดตามมาตรา 60 โทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ของ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ส่วนผลวิเคราะห์ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Tetracycline (เตตราไซคลีน) พบว่า ไม่มีตัวอย่างใดที่พบปริมาณเกินเกณฑ์มาตรฐานตามที่ อย. ประกาศกำหนด

ทั้งนี้ นางสาวสารีมีข้อเสนอเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 5 ข้อ ดังนี้

1. ผู้บริโภคไม่ต้องการอาหารที่มีการปนเปื้อนยาปฏิชีวนะ เพราะการเกิดเชื้อดื้อยาเกิดได้ทั้งปริมาณการตกค้างทั้งน้อยและมาก

2. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ต้องปรับปรุงมาตรฐานการตกค้างให้ยอมรับได้น้อยที่สุด

3. กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องบังคับใช้แผนปฏิบัติการในการลดการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์ม

4. สำนักงานงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมปศุสัตว์ จะต้องเข้มงวด และติดตามการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ให้ตกค้างเกินมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ สม่ำเสมอ

และ 5. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการจัดการเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ และร้านค้าต่างๆ ควรตรวจสอบที่มาของอาหารก่อนนำเข้ามาจำหน่าย อีกทั้งในส่วนของร้านค้าในตลาด ทาง มพบ.จะทำหนังสือไปถึงสมาคมตลาดสดไทยเพื่อให้ตรวจสอบและเฝ้าระวังด้วย

ที่มา : https://www.hfocus.org/content/2018/07/16101

image_big_5b4f07c9c5148

มธ.วิจัย”นมข้าวข้นหวานไขมันต่ำ″ปราศจากไขมันทรานส์”หวานน้อย-แคลลอรี่ต่ำ″

image_big_5b4f07b60e413

18ก.ค.61-คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดตัว “นมข้าวข้นหวานเพื่อสุขภาพ” นมข้นหวานจากธัญพืช ปราศจากไขมันทรานส์ จากส่วนผสมของน้ำนมข้าวหอมมะลิร่วมกับน้ำเชื่อมพรีไบโอติกจากแก่นตะวัน อินูลิน และน้ำมันรำข้าว ที่ให้น้ำตาลน้อย ต่ำกว่าผลิตภัณฑ์นมข้นหวานทั่วไปถึง6เท่า และไขมัน-แคลลอเรี่ต่ำ สามารถคว้ารางวัลเหรียญเงิน จากเวทีประกวดงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ระดับโลก ครั้งที่ 46 (46th International Exhibition of Inventions of Geneva) ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

image_big_5b4f082e928e3

หัวหน้าทีมวิจัยหัวข้อ “นมข้าวข้นหวานเพื่อสุขภาพ” คือ ดร.กฤติยา เขื่อนเพชร อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า จากสถิติการเสียชีวิตด้วย “โรคเบาหวาน” หนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยอดฮิตของคนไทย ในปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs ถึง 349,090 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 75.2 ของการเสียชีวิตของประชากรไทยทั้งหมด (ที่มา: กรมควบคุมโรค, 2557) ซึ่งเป็นผลมาจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและพฤติกรรมบริโภคที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การทานอาหารหวาน-มัน-เค็มเกินพอดี มีอาการเครียดสะสม พักผ่อนและออกกำลังกายไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันกลุ่มวัยรุ่น มีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่-ผู้สูงอายุที่รักสุขภาพ และควบคุมน้ำหนัก ทีมนักวิจัยจึงพัฒนา “นมข้าวข้นหวานเพื่อสุขภาพ” นมข้นหวานจากธัญพืช สูตรหวานพอดี-ไขมันต่ำ ปราศจากไขมันทรานส์ ผลิตจากน้ำนมข้าวหอมมะลิ ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย มาพร้อมแพ็คเกจจิ้งที่ทานง่ายและพกพาสะดวก
ดร.กฤติยา กล่าวต่อว่า นมข้าวข้นหวานเพื่อสุขภาพ ถูกพัฒนาขึ้นจากผลผลิตภายในประเทศที่มีอัตลักษณ์อย่างข้าวหอมมะลิที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและมีกลิ่นหอม ร่วมกับน้ำเชื่อมพรีไบโอติกจากแก่นตะวัน อินูลิน และน้ำมันรำข้าว ที่ให้คุณค่าเชิงฟังก์ชัน ในรูปแบบ 3L คือ “Less Sugar – น้ำตาลน้อย” จากส่วนผสมของน้ำตาลที่ต่ำกว่าผลิตภัณฑ์นมข้นหวานทั่วไปถึง 6 เท่า “Less Fat – ไขมันต่ำ” ด้วยส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม 0 เปอร์เซ็นต์ และ “Less Calories – แคลอรีต่ำ” จากส่วนผสมของน้ำเชื่อมพรีไบโอติกจากแก่นตะวันและอินูลินที่มีคุณสมบัติให้พลังงานน้อย โดยนมข้าวข้นหวาน 20 กรัม (1 หน่วยบริโภค) จะให้พลังงานประมาณ 30 กิโลแคลอรี่เท่านั้น ทั้งนี้ นมข้าวข้นหวานดังกล่าว จะมีลักษณะคล้ายกับนมข้นหวานทั่วไป คือ มีความข้นหนืด รสชาติหวานมัน แต่มีกลิ่นหอมของข้าวหอมมะลิ ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยวิธีการทำให้อาหารปลอดเชื้อโดยการใช้ความร้อน (Sterilization) พร้อมบรรจุผลิตภัณฑ์ในถุงรีทอร์ทเพาซ์ (Retort Pouch) เพื่อให้สะดวกต่อการเก็บรักษา รับประทานและพกพา นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นส่วนผสมขนมหวานเพื่อสุขภาพได้หลายรูปแบบ ทั้งการเป็นดิปสำหรับจุ่มแครกเกอร์ในมื้อเช้า ราดฉ่ำ ๆ บนเครปเค้กหลากสีสัน หรือเลือกโรยหวาน ๆ กับบิงซู (Bingsu) เมนูดับร้อนสไตล์เกาหลี ฯลฯ เป็นของหวานที่ดี มีประโยชน์ และยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ทั้งโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจได้ในอนาคต

ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/13651

f456848918663092650ec315f9359ae2

กินได้กินดี!! นักวิจัยออสเตรเลียพบความลับ’ส้มวันละลูก’ช่วยลดความเสี่ยงจอตาเสื่ีอมและจอตามัวกว่า 60%

เมื่อไม่นานนี้ สถาบันวิจัยทางการแพทย์เวสต์มีด (Westmead Institute for Medical Research) ของออสเตรเลีย เปิดเผยผลการศึกษาว่า ผู้ที่รับประทานผลไม้ธรรมดาอย่างส้มเป็นประจำ มีโอกาสเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (AMD) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

Fresh orange fruit

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1898248883573255

สถาบันฯ ได้สัมภาษณ์ชาวออสเตรเลียวัยกลางคนที่มีอายุเกิน 50 ปี จำนวนมากกว่า 2,000 คน และเฝ้าติดตามพวกเขาเป็นระยะเวลายาวนาน 15 ปี พบว่าคนที่รับประทานส้มอย่างน้อย 1 ลูกต่อวัน มีความเสี่ยงภาวะตามัวลดลงกว่า 60% โดยยังรวมถึงคนที่รับประทานส้มแค่ลูกเดียวต่อสัปดาห์ด้วย

รองศาสตราจารย์บามินี โกปินาธ นักวิจัยชั้นนำจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้สารประกอบฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ในส้ม ซึ่งเป็นสารต้านออกซิเดชันหรือสารต้านอนุมูลอิสระที่มักพบในผักผลไม้ อาจช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ ที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การวิจัยดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายแสวงหาสาเหตุเบื้องหลังของโรคตาต่างๆ ตลอดจนปัจจัยทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมที่อาจเป็นภัยคุกคามการมองเห็น

ที่มา: https://www.sanook.com/news/7213782/

m.nb_

Ross 128b เพื่อนบ้านที่อาจมีสภาพเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

ในปีที่แล้วนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ชื่อ Ross 128b ซึ่งอยู่ห่างจากโลกไปเพียง 11 ปีแสงเท่านั้น นอกจากมันจะเป็นดาวเคราะห์หินที่อยู่ในโซนอยู่อาศัยรอบดาว Ross 128 แล้ว จากงานวิจัยล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่ามันอาจจะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตได้

ถึงแม้จะไม่ใช่ฝาแฝดของโลก (แต่ก็ดีอยู่นะ เพราะลองดูดาวศุกร์ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ฝาแฝดของโลกดูสิ” ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ใช่มั้ยและยังมีอีกมากมายที่เราต้องทำความเข้าใจกับมัน แต่จากข้อมูลล่าสุดก็ช่วยสนับสนุนความเป็นไปได้ที่มันมีสภาพที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้ โดยนักดาราศาสตร์ใช้เครื่อง spectroscope ที่ช่ือย่อว่า APOGEE บนหอดูดาวที่ New Mexico ในการวัดแสงของดาว Ross 128 ที่ช่วงแสงใกล้อินฟาเรด ซึ่งเป็นช่วงแสงที่ดาวฤกษ์ดวงนี้จะสว่างที่สุด

1920px-Artist's_impression_of_the_planet_Ross_128_b

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1882990861765724

อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัว Ross 128 ซึ่งเป็นดาวแคระแดงหรือ Red Dwarf นั่นหมายความว่ามันคือดาวฤกษ์ที่เล็กกว่าดวงอาทิตย์และอุณหภูมิต่ำกว่า (ของ Ross 128 มีอุณหภูมิที่ใกล้พื้นผิวของมันเพียง 3,000 องศาเซลเซียสเท่านั้นแต่ก็จะมีข้อเสียที่ค่อนข้างจะเป็นพวกหัวร้อนเกรี้ยวกราด ชอบปล่อยอนุภาคออกมาและมักจะไปโดนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบมัน เช่น Proxima Centauri ที่คอยทำร้าย Proxima b อยู่เรื่อย ๆ จนอาจจะพังทลายชั้นบรรยากาศของมันไปหมดแล้วก็ได้ แต่กับ Ross 128 มันเป็นดาวฤกษ์ที่ผู้ดีและสุขุมกว่า (ค่อนข้างมากและนั่นทำให้Ross 128b เป็นเป้าหมายที่น่าติดตามสำรวจอย่างมาก

และจากข้อมูลที่ได้นั้นแสดงให้เห็นถึงการมีคาร์บอน ออกซิเจน แมกนีเซียมและเหล็กในดาว Ross 128 เป็นจำนวนมาก ซึ่งดาวฤกษ์และดาวเคราะห์เหล่านี้ต่างล้วนเกิดมาจากที่เดียวกัน  และเมื่อเอาข้อมูลที่ได้มารวมกับมวลที่เรารู้เกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงนี้ ทำให้เรารู้ได้ว่าดาวเคราะห์ Ross 128b มีรัศมีใหญ่กว่าโลกอยู่เล็กน้อย แต่ไม่มากเกินไปจนทำให้มันเป็นดาวเคราะห์แก๊ส ดังนั้นจึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเมื่อวันหนึ่งที่เรามีเทคโนโลยียานลงจอดที่ดีพอ เราจะสามารถส่งยานไปเยือนมันได้เลย (แต่เสียใจด้วย คุณอาจอยู่ไม่ทันได้เห็น รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วยเช่นกัน)

ทีนี้ข้อมูลที่ได้จากรัศมีของมันทำให้เราสามารถวัดข้อมูลได้อีกตัว นั่นก็คือแสงและความร้อนที่ดาวได้รับ ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ยืนยันได้ว่ามันอยู่ใน Goldilocks zone หรือเขตที่อยู่อาศัยได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีอีกมากมายที่เราต้องตามหาคำตอบเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงนี้ เช่น

  • มันมีชั้นบรรยากาศมั้ย ถ้ามีแล้วมันหนาหรือบางเท่าไหร่
  • จากด้านบน ถ้ามีแล้วสภาพมันยังเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ (ยกตัวอย่างดาวศุกร์กับดาวอังคาร ซึ่งล้วนมีชั้นบรรยากาศเหมือนกัน)
  • สนามแม่เหล็กของดาวนั้นเป็นอย่างไร

venussouth_vexpress

มีข้อมูลอีกมากมายที่เราต้องตามหาคำตอบจากเพื่อนบ้านของเราดวงนี้ และไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้ทักทายกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ห่างจากเราไปไม่กี่ปีแสงนี้ก็ได้หรือเราอาจจะเจอดาวศุกร์ V.2 ก็ได้เหมือนกัน

อ้างอิงhttp://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/aac896/meta

pia22556-16

พบดาวเคราะห์น้อยคู่ที่มีขนาดใกล้เคียงกันเพิ่งเฉียดผ่านไป !!

นักดาราศาสตร์ได้พบว่าที่จริงแล้วดาวเคราะห์น้อย 2017 YE5 ที่เฉียดผ่านโลกไปเมื่อเดือนที่ผ่านมานั้นเป็นดาวเคราะห์น้อยคู่ซึ่งโคจรรอบกันและกัน

ภาพของมันทั้งคู่ปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อนักดาราศาสตร์ส่องกล้องโทรทรรศน์เรดาร์ไปหามัน ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มานั้นเมื่อแปลงออกมาเป็นภาพแล้วจะเห็นได้ว่ามันคือก้อนหินขนาดใหญ่สองก้อนหมุนโคจรรอบกันและกันทุก ๆ 20 ถึง 24 ชั่วโมง

ที่น่าตื่นเต้นก็คือขนาดที่มันที่ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งจนถึงปัจจุบันนักดาราศาสตร์เคยค้นพบดาวเคราะห์น้อยคู่ที่มีขนาดเกือบเท่ากันเพียงแค่ 3 ดวงเท่านั้น ยังไม่รวมถึงโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยจะอยู่เป็นคู่ซึ่งก็มีน้อยแล้วเช่นกัน โดย 2017 YE5 ทั้งคู่นั้นมีขนาดประมาณ 900 เมตร

และเมื่อดูข้อมูลที่ได้มาดี ๆ แล้วนั้น ก็จะเห็นได้ว่าทั้งคู่ไม่ได้เหมือนกัน เมื่อก้อนหินก้อนหนึ่งดูมืดกว่า ซึ่งอาจหมายความว่ามันมีส่วนผสมที่ต่างกัน หรือพื้นผิวที่ต่างกันก็เป็นได้

น่าเสียดายที่ความลับของมันก็คงจะเป็นความลับที่ซ่อนไว้อยู่ในเงาอีกต่อไป เพราะต้องรออีกถึง 170 ปีก่อนที่มันจะกลับเข้ามาใกล้โลกเหมือนครั้งนี้อีกรอบ

ที่มา: https://www.nasa.gov/feature/jpl/observatories-team-up-to-reveal-rare-double-asteroid

24443777644_6ef9e6d2d7_b

ทำไมพบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานในผักไฮโดรโปนิกส์มากกว่าผักที่ใช้ดินปลูก

ไบโอไทยเผยพบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานของผักไฮโดรโปนิกส์เกิดในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ด้วย เหตุผสมปุ๋ยเคมีเพื่อให้พืชดูดสารพิษเพื่อฆ่าแมลง

Hydroponic-Vegetables_cover_

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1882984381766372

12 ก.ค. 61 ไบโอไทยเปิดเผยข้อมูลว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) เปิดเผยผลการตรวจสอบพบว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ที่จำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐานมากกว่า 60% ของตัวอย่างที่มีการสุ่มตรวจ สั่นคลอนความเชื่อของผู้คนที่เข้าใจว่าผักที่ปลูกโดยระบบที่ไม่ใช้ดินนี้ปลอดภัยกว่าผักทั่วๆ ไป

ไบโอไทยพบว่า ปัญหาสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานของผักไฮโดรโปนิกส์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น การสุ่มตรวจในออสเตรเลียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการส่งเสริมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์มากที่สุดในโลกก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน รวมทั้งนิวซีแลนด์ด้วย

รายงานการวิเคราะห์ของอุตสาหกรรมไฮโดรโปนิกส์เอง ซึ่งเป็นการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศค้นหาสาเหตุพบความจริงหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางเรื่องที่ถูกปิดบังมานาน เช่น การผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลงในสารอาหาร(ปุ๋ยเคมี)เพื่อให้รากของพืชดูดสารพิษเหล่านั้นเพื่อฆ่าแมลงศัตรูพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์ เป็นต้น

นับตั้งแต่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เรายังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบใดๆของหน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

ส่วนสาเหตุที่พบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานในผักไฮโดรโปนิกส์มากกว่าผักปลูกโดยใช้ดิน เนื่องจาก

1.) ส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรือนที่มีร่มเงา/ผนังกั้น สารเคมีกำจัดโรคและแมลงที่ฉีดพ่นจึงสลายตัวด้วยแสงแดดช้ากว่า ไม่ถูกชะล้างด้วยฝนหรือน้ำเหมือนผักทั่วไป ทำให้สะสมอยู่ในโรงเรือนและวัสดุปลูก และไม่ถูกสลายด้วยจุลินทรีย์ในดิน

2.) ฟาร์มไฮโดรโปนิกส์ส่วนใหญ่ทั้งระบบปิดและเปิดใช้สารเคมีกำจัดแมลงและเชื้อรา

3.) ผักสามารถดูดซึมสารละลายไนเตรทอย่างรวดเร็วโดยตรง และมีโอกาสสะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ได้ง่ายกว่าผักที่ปลูกบนดิน

4.) มีการใส่สารเคมีกำจัดศัตรูพืชผสมอยู่ในสารละลายปุ๋ยเคมีและสะสมอยู่ในผักหลังการเก็บเกี่ยว

ที่มา: https://prachatai.com/journal/2018/07/77806