คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-14 ธนกร กลางอรัญ ธนวัฒน์ แนบชัยภูมิ ศิวภัทร พูลศิลป์

m.nb_

Ross 128b เพื่อนบ้านที่อาจมีสภาพเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

ในปีที่แล้วนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ชื่อ Ross 128b ซึ่งอยู่ห่างจากโลกไปเพียง 11 ปีแสงเท่านั้น นอกจากมันจะเป็นดาวเคราะห์หินที่อยู่ในโซนอยู่อาศัยรอบดาว Ross 128 แล้ว จากงานวิจัยล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่ามันอาจจะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตได้

ถึงแม้จะไม่ใช่ฝาแฝดของโลก (แต่ก็ดีอยู่นะ เพราะลองดูดาวศุกร์ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ฝาแฝดของโลกดูสิ” ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ใช่มั้ยและยังมีอีกมากมายที่เราต้องทำความเข้าใจกับมัน แต่จากข้อมูลล่าสุดก็ช่วยสนับสนุนความเป็นไปได้ที่มันมีสภาพที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้ โดยนักดาราศาสตร์ใช้เครื่อง spectroscope ที่ช่ือย่อว่า APOGEE บนหอดูดาวที่ New Mexico ในการวัดแสงของดาว Ross 128 ที่ช่วงแสงใกล้อินฟาเรด ซึ่งเป็นช่วงแสงที่ดาวฤกษ์ดวงนี้จะสว่างที่สุด

1920px-Artist's_impression_of_the_planet_Ross_128_b

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1882990861765724

อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัว Ross 128 ซึ่งเป็นดาวแคระแดงหรือ Red Dwarf นั่นหมายความว่ามันคือดาวฤกษ์ที่เล็กกว่าดวงอาทิตย์และอุณหภูมิต่ำกว่า (ของ Ross 128 มีอุณหภูมิที่ใกล้พื้นผิวของมันเพียง 3,000 องศาเซลเซียสเท่านั้นแต่ก็จะมีข้อเสียที่ค่อนข้างจะเป็นพวกหัวร้อนเกรี้ยวกราด ชอบปล่อยอนุภาคออกมาและมักจะไปโดนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบมัน เช่น Proxima Centauri ที่คอยทำร้าย Proxima b อยู่เรื่อย ๆ จนอาจจะพังทลายชั้นบรรยากาศของมันไปหมดแล้วก็ได้ แต่กับ Ross 128 มันเป็นดาวฤกษ์ที่ผู้ดีและสุขุมกว่า (ค่อนข้างมากและนั่นทำให้Ross 128b เป็นเป้าหมายที่น่าติดตามสำรวจอย่างมาก

และจากข้อมูลที่ได้นั้นแสดงให้เห็นถึงการมีคาร์บอน ออกซิเจน แมกนีเซียมและเหล็กในดาว Ross 128 เป็นจำนวนมาก ซึ่งดาวฤกษ์และดาวเคราะห์เหล่านี้ต่างล้วนเกิดมาจากที่เดียวกัน  และเมื่อเอาข้อมูลที่ได้มารวมกับมวลที่เรารู้เกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงนี้ ทำให้เรารู้ได้ว่าดาวเคราะห์ Ross 128b มีรัศมีใหญ่กว่าโลกอยู่เล็กน้อย แต่ไม่มากเกินไปจนทำให้มันเป็นดาวเคราะห์แก๊ส ดังนั้นจึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเมื่อวันหนึ่งที่เรามีเทคโนโลยียานลงจอดที่ดีพอ เราจะสามารถส่งยานไปเยือนมันได้เลย (แต่เสียใจด้วย คุณอาจอยู่ไม่ทันได้เห็น รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วยเช่นกัน)

ทีนี้ข้อมูลที่ได้จากรัศมีของมันทำให้เราสามารถวัดข้อมูลได้อีกตัว นั่นก็คือแสงและความร้อนที่ดาวได้รับ ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ยืนยันได้ว่ามันอยู่ใน Goldilocks zone หรือเขตที่อยู่อาศัยได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีอีกมากมายที่เราต้องตามหาคำตอบเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงนี้ เช่น

  • มันมีชั้นบรรยากาศมั้ย ถ้ามีแล้วมันหนาหรือบางเท่าไหร่
  • จากด้านบน ถ้ามีแล้วสภาพมันยังเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ (ยกตัวอย่างดาวศุกร์กับดาวอังคาร ซึ่งล้วนมีชั้นบรรยากาศเหมือนกัน)
  • สนามแม่เหล็กของดาวนั้นเป็นอย่างไร

venussouth_vexpress

มีข้อมูลอีกมากมายที่เราต้องตามหาคำตอบจากเพื่อนบ้านของเราดวงนี้ และไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้ทักทายกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ห่างจากเราไปไม่กี่ปีแสงนี้ก็ได้หรือเราอาจจะเจอดาวศุกร์ V.2 ก็ได้เหมือนกัน

อ้างอิงhttp://iopscience.iop.org/article/10.3847/2041-8213/aac896/meta

pia22556-16

พบดาวเคราะห์น้อยคู่ที่มีขนาดใกล้เคียงกันเพิ่งเฉียดผ่านไป !!

นักดาราศาสตร์ได้พบว่าที่จริงแล้วดาวเคราะห์น้อย 2017 YE5 ที่เฉียดผ่านโลกไปเมื่อเดือนที่ผ่านมานั้นเป็นดาวเคราะห์น้อยคู่ซึ่งโคจรรอบกันและกัน

ภาพของมันทั้งคู่ปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อนักดาราศาสตร์ส่องกล้องโทรทรรศน์เรดาร์ไปหามัน ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มานั้นเมื่อแปลงออกมาเป็นภาพแล้วจะเห็นได้ว่ามันคือก้อนหินขนาดใหญ่สองก้อนหมุนโคจรรอบกันและกันทุก ๆ 20 ถึง 24 ชั่วโมง

ที่น่าตื่นเต้นก็คือขนาดที่มันที่ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งจนถึงปัจจุบันนักดาราศาสตร์เคยค้นพบดาวเคราะห์น้อยคู่ที่มีขนาดเกือบเท่ากันเพียงแค่ 3 ดวงเท่านั้น ยังไม่รวมถึงโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยจะอยู่เป็นคู่ซึ่งก็มีน้อยแล้วเช่นกัน โดย 2017 YE5 ทั้งคู่นั้นมีขนาดประมาณ 900 เมตร

และเมื่อดูข้อมูลที่ได้มาดี ๆ แล้วนั้น ก็จะเห็นได้ว่าทั้งคู่ไม่ได้เหมือนกัน เมื่อก้อนหินก้อนหนึ่งดูมืดกว่า ซึ่งอาจหมายความว่ามันมีส่วนผสมที่ต่างกัน หรือพื้นผิวที่ต่างกันก็เป็นได้

น่าเสียดายที่ความลับของมันก็คงจะเป็นความลับที่ซ่อนไว้อยู่ในเงาอีกต่อไป เพราะต้องรออีกถึง 170 ปีก่อนที่มันจะกลับเข้ามาใกล้โลกเหมือนครั้งนี้อีกรอบ

ที่มา: https://www.nasa.gov/feature/jpl/observatories-team-up-to-reveal-rare-double-asteroid

24443777644_6ef9e6d2d7_b

ทำไมพบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานในผักไฮโดรโปนิกส์มากกว่าผักที่ใช้ดินปลูก

ไบโอไทยเผยพบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานของผักไฮโดรโปนิกส์เกิดในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ด้วย เหตุผสมปุ๋ยเคมีเพื่อให้พืชดูดสารพิษเพื่อฆ่าแมลง

Hydroponic-Vegetables_cover_

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1882984381766372

12 ก.ค. 61 ไบโอไทยเปิดเผยข้อมูลว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) เปิดเผยผลการตรวจสอบพบว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ที่จำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐานมากกว่า 60% ของตัวอย่างที่มีการสุ่มตรวจ สั่นคลอนความเชื่อของผู้คนที่เข้าใจว่าผักที่ปลูกโดยระบบที่ไม่ใช้ดินนี้ปลอดภัยกว่าผักทั่วๆ ไป

ไบโอไทยพบว่า ปัญหาสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานของผักไฮโดรโปนิกส์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น การสุ่มตรวจในออสเตรเลียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการส่งเสริมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์มากที่สุดในโลกก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน รวมทั้งนิวซีแลนด์ด้วย

รายงานการวิเคราะห์ของอุตสาหกรรมไฮโดรโปนิกส์เอง ซึ่งเป็นการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศค้นหาสาเหตุพบความจริงหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางเรื่องที่ถูกปิดบังมานาน เช่น การผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลงในสารอาหาร(ปุ๋ยเคมี)เพื่อให้รากของพืชดูดสารพิษเหล่านั้นเพื่อฆ่าแมลงศัตรูพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์ เป็นต้น

นับตั้งแต่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เรายังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบใดๆของหน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

ส่วนสาเหตุที่พบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานในผักไฮโดรโปนิกส์มากกว่าผักปลูกโดยใช้ดิน เนื่องจาก

1.) ส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรือนที่มีร่มเงา/ผนังกั้น สารเคมีกำจัดโรคและแมลงที่ฉีดพ่นจึงสลายตัวด้วยแสงแดดช้ากว่า ไม่ถูกชะล้างด้วยฝนหรือน้ำเหมือนผักทั่วไป ทำให้สะสมอยู่ในโรงเรือนและวัสดุปลูก และไม่ถูกสลายด้วยจุลินทรีย์ในดิน

2.) ฟาร์มไฮโดรโปนิกส์ส่วนใหญ่ทั้งระบบปิดและเปิดใช้สารเคมีกำจัดแมลงและเชื้อรา

3.) ผักสามารถดูดซึมสารละลายไนเตรทอย่างรวดเร็วโดยตรง และมีโอกาสสะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ได้ง่ายกว่าผักที่ปลูกบนดิน

4.) มีการใส่สารเคมีกำจัดศัตรูพืชผสมอยู่ในสารละลายปุ๋ยเคมีและสะสมอยู่ในผักหลังการเก็บเกี่ยว

ที่มา: https://prachatai.com/journal/2018/07/77806

จะเกิดอะไรขึ้นกับสมอง เมื่อเราเลิกทานน้ำตาล

จะเกิดอะไรขึ้นกับสมอง เมื่อเราเลิกทานน้ำตาล!?

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1873036806094463

NF-Oct16-Are-Sugary-Foods-Addictive-e1530626010713

iStock-490647134_M

สมองเป็นศูนย์บัญชาการของอวัยวะในทุกระบบของร่างกาย โดยเฉพาะระบบปลายประสาท สมองต้องการกลูโคสตลอดเวลา ซึ่งได้จากการเปลี่ยนแปลงคาร์โบไฮเดรต(แป้งและน้ำตาล) เท่านั้น สมองไม่สามารถสำรองกลูโคสไว้ได้ ดังนั้น เลือดจึงต้องมีกลูโคสตลอดเวลา เพื่อนำไปเลี้ยงสมอง แต่อย่าพึ่งมองน้ำตาลเป็นผู้ร้าย หรือ พลเมืองดี ไปสะทีเดียว เพราะอะไรที่เราได้รับมากเกินไปก็ย่อมกลับมาทำร้ายเราได้ทั้งสิ้น

ข้อดีของน้ำตาล (เมื่อได้รับน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 2-6 ช้อนชา ต่อวัน)
  • การกินน้ำตาลช่วยให้ความจำ ดีขึ้น จดจำได้มากขึ้น และยังต่อสู้กับโรคสมองเสื่อมได้
  • การกินน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมข้างต้นจะทำให้มีน้ำตาลในกระแสเลือดเพียงพอและสมดุล
  • ได้มีการทดลองทั้งในหนูและคน พบว่า เมื่อขาดน้ำตาลไปเลย 3 วันร่างกาจจะปรับเข้าสู่โหมดดีท็อกซ์ ระบบภายในจะทำงานได้ดีขึ้น และเมื่อกลับมาทานน้ำตาลอีกครั้งจะทำให้รู้สึกว่ามันหวานมาก และจะเริ่มควบคุมอาหารและน้ำหนักได้ในที่สุด
  • เคล็ดลับเพิ่มความจำระยะสั้น ท่องหนังสือ ก่อนเข้าประชุม กินน้ำตาลปริมาณ 1 ช้อนชา จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น ในขณะเดียวกัน หากร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไปจะก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า ขาดความกระตือรือร้น / กาแฟ วันละ 1 ถ้วย น้ำตาล 1 ช้อนชา เท่านั้นพอ
  • แต่หากคุณอยากรู้สึกตื่นตัว หรือมีแรงไปตลอดทั้งวัน ควรกินข้าวโอ๊ต เพราะเป็นอาหารที่ย่อยช้า ทำให้ไม่หิวบ่อย และเป็น Super Food สำหรับนักกีฬาอีกด้วย
ข้อเสียของน้ำตาล ที่เยอะกว่าข้อดี จนทำให้คุณเสพติดจนกลายเป็นขาดหวานไม่ได้ (เครื่องดื่มโดยเฉลี่ยมีน้ำตาลอยู่ที่ ประมาณ 7 ช้อนชา)
  • เมื่อเรากินหวานจัดปริมาณมากเข้าไป น้ำตาลเปลี่ยนเป็นกลูโคสเข้าร่างกายทันทีในเวลาอันสั้น ร่างกายเกิดภาวะเครียด เพราะน้ำตาลในกระแสเลือดสูงสมองมึนงง ความคิดสับสน และถึงขึ้นเป็นลม หมดสติได้จะอันตรายเป็นอย่างมาก
  • เด็กทานน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการเกิดภาวะสมาธิสั้น ระดับเชาว์ปัญญาตก พัฒนาการด้านอารมณ์ไม่คงที่ เครียด วิตกกังวล ดุดัน
  • ตุ่มรับรสของคุณ ลำไส้ของคุณ และสมองของคุณ จะกระตุ้นระบบให้รางวัลไม่ต่างจากที่ร่างการกระทำกระบวนการต่อสารเสพติด อย่างเช่น สุรา หรือนิโคติน – น้ำตาลส่วนเกินจะทำให้ระดับโดพามีนพุ่งขึ้นและทำให้คุณอยากกว่าเดิม กล่าวคือเมื่อคุณกินน้ำตาลเข้าไปมากๆ จะทำให้รู้สึกเหมือนได้รับรางวัลไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสพติดการให้รางวัลตัวเองนั่นเอง (แต่นานๆทีจะกินเค้กสักชิ้นคงไม่เป็นไรหรอก)

สรุป – คุณควรทานน้ำตาลให้พอดี ไม่มากไปและไม่น้อยไป เพราะถึงอย่างไรร่างกายก็ยังต้องการน้ำตาลเพื่อไปหล่อเลี้ยงสมองอยู่ดี ซึ่งการขาดน้ำตาลไปเลยจะเป็นอันตรายอย่างมากครับ เรื่องของการเสพติดน้ำตาล เป็นเรื่องใหญ่มากในประเทศไทย เพราะก่อให้เกิดผู้ป่วยจำนวนมาก และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ใครที่ยังเสพติดความหวานอยู่ ก็ควรลด ละ เลิก ด้วยวิธีการที่เราแนะนำมา จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายในอนาคตได้แบบไม่น่าเชื่อ

สรุป 2 – ดังนั้นของหวานไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ากลัวของคนอ้วนที่คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเป็นตัวทำให้อ้วน แต่อีกแต่อีกด้านหนึ่งมันยังเป็นตัวเสริมความสมองของคุณด้วย

ที่มา : http://www.iflscience.com/brain/here-s-what-happens-your-brain-when-you-give-sugar-lent/

 

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงรูปแบบใหม่

    เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าพืชสาหร่ายและแบคทีเรียกลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย(cyanobacteria) สามารถสร้างอาหารได้เองจากคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำโดยอาศัยพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ กระบวนการนี้เรียกว่า การสังเคราะห์ด้วยแสง(photosynthesis)

     สิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้เหล่านี้จะสร้างเม็ดสีขึ้นมาดักจับพลังงานแสง โดยเม็ดสีหลักๆที่เราต่างคุ้นชื่อกันดีอยู่แล้วก็คือคลอโรฟิลล์เอ (chlorophyllๅa) ซึ่งดูดซับแสงโทนสีน้ำเงินม่วงและสีแดงได้ดี ส่วนแสงสีเขียวไม่ได้ถูกนำไปใช้งานทำให้เราเห็นใบไม้เป็นสีเขียวเพราะมันหลงเหลือมาสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของเรานั่นเอง

     ความสามารถในการดูดซับพลังงานแสงเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษามาโดยตลอดเพราะนี่คือกุญแจสำคัญสำหรับการสร้างอาหารของโลก ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์พบว่าพลังงานต่ำที่สุดที่สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อยู่ในย่านแสงสีแดง แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า ขีดจำกัดแสงสีแดง (Red limit)

     ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์จากอิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษได้ค้นพบไซยาโนแบคทีเรียกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในที่อับแสงของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน(YellowStone)ประเทศสหรัฐอเมริกาและหินที่อยู่ตามชายหาดของประเทศออสเตรเลียโดยที่แบคทีเรียกลุ่มนี้สามารถจะใช้คลอโรฟิลล์เอในภาวะแสงปกติแต่เมื่อใดก็ตามที่อยู่ในสภาพแสงน้อยมันจะสลับมาใช้คลอโรฟิลล์เอฟ (chlorophyllf) เป็นเม็ดสีหลักในการดักจับพลังงานจากรังสีอินฟราเรด! โดยรังสีอินฟราเรดที่ว่านี้อยู่ในช่วงความยาวคลื่นที่เรียกว่าเนียร์อินฟราเรด (near-infrared) ซึ่งอยู่ใกล้กับแสงสีแดงที่สุด

พบโปรตีนจากเมือกเหนียวของ “กบในอินเดีย” ฆ่าไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้

     โดยกบชนิดที่ว่ามีชื่อว่า Hydrophylax bahuvistara เป็นกบที่มีถิ่นกำเนิดจากภาคใต้ของอินเดีย นักวิจัยพบว่ามันมีอาวุธชีวภาพที่สู้กับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1 ได้อย่างชะงัด โดยเมือกที่กบหลั่งออกมาเมื่อถูกกระตุ้นมีโปรตีนพิเศษ เรียกว่า อูรูมิน (urumin) ซึ่งมีคุณสมบัติทำลายไวรัสที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้หลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ H1 และสายพันธ์ที่อาจทำให้เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากได้

     นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า “เนื่องจากกบไม่มีระบบภูมิต้านทาน กบจึงสร้างเมือกเหนียวนี้ขึ้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อ”

     หลังจากที่สามารถระบุโปรตีน Peptide ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสโดยเฉพาะสายพันธุ์ H1 ได้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถสังเคราะห์โครงสร้างของโปรตีนนี้ขึ้นในห้องทดลอง โดยขั้นตอนต่อไปคือการแปลงรูปโปรตีนนี้ให้อยู่ในรูปของยาเม็ดหรือยาฉีดเพื่อใช้กับมนุษย์สำหรับฆ่าเชื้อไวรัส

     อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โปรตีนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่ไม่มีวัคซีนหรือเมื่อไวรัสบางสายพันธุ์ดื้อยาก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เตือนว่าโปรตีน Peptide จากกบในอินเดียนี้ ยังใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อไข้หวัดซึ่งระบาดในแต่ละปี เนื่องจากเชื้อไวรัสดังกล่าวสามารถกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว.

ที่มา: https://www.voathai.com/a/frog-virus-killer-ct/3816334.html

FRB_head-768x505

Fast Radio Burst ปริศนาสัญญาณวิทยุจากฟากฟ้า

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ นักดาราศาสตร์ตรวจพบสัญญาณวิทยุจากอวกาศหลายครั้ง โดยมีไม่กี่ครั้งที่พบสัญญาณที่มีความเข้มเป็นพิเศษ หนึ่งในนั้นก็คือ Fast Radio Burst หรือการลุกจ้าอย่างฉับพลันในช่วงคลื่นวิทยุที่นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจมากๆ ด้วยอาจไขปริศนาบางอย่างของเอกภพได้

หลายคนคงเคยดูภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์อย่างเรื่อง Contact (1997) ที่นางเอกซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์พบสัญญาณวิทยุแปลกประหลาดจากดวงดาวอันไกลโพ้น ก่อนจะพบว่าเป็นคลื่นวิทยุจากโลกของเราที่สะท้อนกลับมา จึงออกแบบยานอวกาศเพื่อเดินทางไปยังแหล่งกำเนิดของมันโดยเชื่อว่าผู้ที่ส่งมาอาจเป็นมนุษย์ต่างดาวที่พยายามติดต่อกับมนุษย์โลก ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวไม่ได้เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป เมื่อมนุษย์พบสัญญาณขนาดใหญ่อย่างที่ว่าจริงๆ

ปกติวัตถุต่างๆ ในอวกาศมีการปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาอยู่แล้ว แม้แต่ดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ต่างๆ รวมถึงหลุมดำก็ปลดปล่อยออกมาทุกช่วงคลื่น เพียงแต่เป็นช่วงที่เรามองไม่เห็น สำหรับคลื่นวิทยุเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนแสงที่เรามองเห็น เพียงแต่ความถี่ต่ำกว่า จึงมีพลังงานต่ำกว่าและไม่เป็นอันตรายมาก ในชีวิตประจำวันเราใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อสื่อสาร ดูหนังฟังเพลง ใช้ wi-fi ได้ก็ด้วยคลื่นวิทยุ รวมถึงใช้ในการสำรวจต่างๆ อย่างการสำรวจท้องทะเลด้วย SONAR หรือสำรวจสภาพอากาศด้วย RADAR นอกจากนี้ดาวเทียมและยานอวกาศต่างๆ ก็นิยมส่งข้อมูลด้วยคลื่นวิทยุเนื่องจากสูญเสียพลังงานต่ำ สามารถทะลุชั้นบรรยากาศมายังพื้นโลกได้ รวมถึงใช้ศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบของดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ และวัตถุอื่นๆ ได้

ในส่วนของคลื่นที่มาจากอวกาศ คลื่นวิทยุที่มีความเข้มสูงมักจะมาจากวัตถุพลังงานสูง อย่าง “พัลซาร์ (Pulsar)” ดาวนิวตรอนที่หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วและปลดปล่อยคลื่นวิทยุออกมา หรือไม่ก็ AGN แก่นดาราจักรที่มีหลุมดำมวลยิ่งยวดพลังงานสูงอยู่ตรงกลาง

พัลซาร์ในเนบิวลาปู (M1) จากการซ้อนภาพสีแดงในช่วงแสงที่มองเห็นได้ (Optical) โดยกล้องฮับเบิล กับภาพรังสีเอกซ์โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา (สีน้ำเงิน) สังเกตดีๆ จะเห็นลำพลังงานพวยพุ่งออกมา

Fast Radio Burst คืออะไร

Fast Radio Burst (FRB) หรือการลุกจ้าฉับพลันของคลื่นวิทยุที่เกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ แต่ละครั้งกินเวลาไม่กี่มิลลิวินาที วัดได้จากกล้องโทรทรรศน์วิทยุบนโลกและในอวกาศ โดยกราฟของ FRB จะเป็นยอดคลื่นเดี่ยวๆ ที่พุ่งขึ้นมาท่ามกลางสัญญาณขนาดเล็กต่อเนื่อง ไม่เหมือนกับพัลซาร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและสัญญาณบนกราฟออกมาเป็นคาบชัดเจน

ที่มา…https://soscity.co/news/physics/fast-radio-burst

banner_short-768x281

ยีนส์ดัดแปลง CRISPR–Cas9 เริ่มทดลองใช้กับมนุษย์เป็นครั้งแรกแล้ว ในผู้ป่วยมะเร็งปอด

CRISPR คืออะไร

CRISPR เป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้นักพันธุศาสตร์และนักวิจัยทางการแพทย์มีความสามารถในการแก้ไขจีโนม (ยีนส์และโครโมโซม) ของสิ่งมีชีวิต ด้วยการตัดต่อ เพิ่ม หรือเรียงลำดับของ DNA ใหม่ ซึ่งเทคนิค CRISPR นี้มีความง่าย แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ซึ่งในอนาคตอาจนำไปใช้ในคน สัตว์ หรือพืชได้

ยีนส์ดัดแปลง CRISPR-Cas9 เริ่มทดลองในมนุษย์

ทีมนักวิจัยนำโดยคุณ Lu You นักเนื้องอกวิทยาจากมหาวิทยาลัย Sichuan University เมืองเฉิงตู ประเทศจีน นำเทคนิค CRISPR-Cas9 ซึ่งเป็นการดัดแปลงเซลล์ที่ประกอบด้วยเอนไซม์ที่มีความสามารถในการตัด DNA และ RNA ที่ทำหน้าที่ในการชี้เป้าหมายในการตัด DNA ให้กับเอนไซม์ ฉีดเข้าไปในร่างกายมนุษย์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นผู้ช่วยมะเร็งปอดขั้นรุนแรง หลังผ่านการรับรองจากคณะกรรมการด้านจริยธรรมแล้ว เพื่อทดสอบการรักษาโรคมะเร็งและความปลอดภัยของการใช้เทคนิค CRISPR ในมนุษย์

ขั้นตอนการทำงานของ Cas9ความหวังของทีมนักวิจัยคือ เซลล์ที่ทำการตัดต่อแก้ไขด้วยเทคนิค CRISPR นี้ ปราศจากโปรตีนชื่อ PD-1 (Programmed Death-1) ที่ทำหน้าที่ในการเปิดการทำงานของ T-cell ให้ไปกำจัดเซลล์แปลกปลอม จะสามารถเอาชนะเซลล์มะเร็งได้
อนาคตในการรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคนิค CRISPRคุณ Lu You กล่าวว่า ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะตัดสินว่า การรรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคนิค CRISPR นี้จะเป็นวิธีที่ดีกว่าการใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (เช่น การใช้ T-cell) ไปกำจัดเซลล์มะเร็งแต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นครั้งแรกของการนำเทคนิค CRISPR ในมนุษย์ ซึ่งยังต้องมีการศึกษาและทดลองอีกมากมาย

ที่มา… https://soscity.co/news/biology/crispr-cas9-first-trial-in-human

นาซาค้นพบน้ำพุบนดวงจันทร์ยูโรปา หรือนี่อาจเป็นสัญญาณที่เอื้อต่อการมีชีวิต

a2_440วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา (NASA) ยืนยันการค้นพบน้ำพุขนาดใหญ่ พวยพุ่งออกมาบนพื้นผิวของดวงจันทร์ยูโรปา (Europa) หนึ่งในดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี นั่นหมายความว่าดวงจันทร์ดวงนี้อาจเป็นสถานที่ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ และเรื่องนี้นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญ ที่อาจนำไปสู่การค้นหาสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวในระบบสุริยะ
การค้นพบที่น่าตื่นเต้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการส่งทีมนักบินอวกาศเดินทางไปสำรวจถึงที่แต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นหลังจากที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ ทำการตรวจสอบดูเอกสารและภาพถ่ายเก่า ๆ ของดวงจันทร์ยูโรปาซึ่งถูกบันทึกโดยยานกาลิเลโอ เมื่อปี 2540 หรือ 21 ปีที่แล้ว โดยพวกเขาค้นพบว่าร่องรอยสนามแม่เหล็กที่เห็นในภาพ น่าจะเกิดขึ้นจากน้ำพุร้อนที่ผุดทะลุพื้นผิวที่เป็นน้ำแข็ง ซึ่งปกคลุมมหาสมุทรที่อยู่ข้างใต้

ที่มา: https://hilight.kapook.com/view/172381