คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-11 พงศกร สังข์สวัสดิ์ ณัฐพงษ์ ปั้นเหน่งเพ็ชร

นาซาเผย 3 สาเหตุทำให้แกนหมุนโลกเคลื่อนไปจากเดิม

ภาพถ่ายบางส่วนของโลกยามต้องแสงอาทิตย์ โดยเป็นมุมมองจากสถานีอวกาศนานาชาติ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แม้ลูกโลกแบบตั้งโต๊ะที่เราคุ้นเคยกันดีจะมีรูปทรงสมมาตร ทั้งยังหมุนในแนวเดียวได้อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงโลกของเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาได้ออกมาเผยผลการศึกษาที่ชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาและสภาพภูมิอากาศส่งผลให้การกระจายตัวของมวลในโลกไม่คงที่ ทำให้แกนหมุนของโลกเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิมโดยเฉลี่ยปีละราว 10 เซนติเมตร ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งเท่ากับเคลื่อนที่ไปไกลจากเดิมทั้งหมด 10 เมตร ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยดังกล่าวในวารสาร Earth and Planetary Science Letters โดยทีมผู้วิจัยชี้ว่ามีกระบวนการสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนที่ของขั้วโลก (Polar motion) อยู่อย่างน้อย 3 กระบวนการด้วยกัน ได้แก่ 1) ความเปลี่ยนแปลงของมวลน้ำแข็งในกรีนแลนด์ 2) การคืนตัวของแผ่นดินหลังธารน้ำแข็งละลาย 3)การพาความร้อนในชั้นเนื้อโลก ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นสาเหตุที่ทำให้แกนหมุนของโลกเคลื่อนที่ไป

ดร. สุเรนทรา อธิการี ผู้นำทีมนักวิจัยของนาซาบอกว่า ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ โดยผลการวิเคราะห์ชี้ว่ามีหลายสาเหตุที่ทำให้แกนหมุนของโลกเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นแนวคิดต่างจากเดิมที่เคยเชื่อกันว่า ความเปลี่ยนแปลงของมวลธารน้ำแข็งขนาดใหญ่เป็นสาเหตุหลักเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น

ภาพแสดงแนวการเคลื่อนที่ของแกนหมุนโลก เส้นสีฟ้าอ่อนคือแกนหมุนเดิม ส่วนเส้นสีชมพูคือแนวที่เคลื่อนไป เนื่องจากอิทธิพลของมวลน้ำแข็งในกรีนแลนด์ (เส้นสีน้ำเงิน) การคืนตัวของแผ่นดินหลังธารน้ำแข็งละลาย (เส้นสีเหลือง) และการพาความร้อนในชั้นเนื้อโลก (เส้นสีแดง)

ภาวะโลกร้อนทำให้มวลน้ำแข็งในกรีนแลนด์ลดลง โดยน้ำแข็งถึง 7,500 กิกะตันได้ละลายลงเป็นน้ำในมหาสมุทรตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและมวลของกรีนแลนด์ลดลง ทั้งที่กรีนแลนด์ตั้งอยู่ในตำแหน่งสำคัญคือ 45 องศาจากขั้วโลกเหนือ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อแนวแกนหมุนของโลกมากกว่ามวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่อื่น เช่นที่ทวีปแอนตาร์กติกา

นอกจากนี้ การคืนตัวของแผ่นดินซึ่งยกตัวสูงขึ้นหลังจากธารน้ำแข็งที่กดทับอยู่ละลายลง (Glacial rebound) และการพาความร้อน (Convection) ในชั้นเนื้อโลก (Mantle) ซึ่งทำให้เกิดการไหลเวียนแทนที่ในของเหลวที่มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน ยังผลักให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ และส่งผลต่อตำแหน่งแกนหมุนของโลกด้วย

ทีมผู้วิจัยยังกล่าวย้ำว่า ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ทำให้แกนหมุนของโลกเคลื่อนที่ไปนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ เว้นแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่และธารน้ำแข็งสายหลักต้องละลายไปเท่านั้น ซึ่งในระยะยาวการเคลื่อนที่ของตำแหน่งแกนหมุนโลกอาจส่งผลกระทบต่อฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่บนโลกได้

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-45940235

เดจาวู: 8 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ชวนพิศวง

Portrait close-up of a woman wearing a blue and white stripy top, she's looking up, confused, and is standing in front of a blue wall background

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

มันคือความรู้สึกที่น่าพิศวง เหมือนกับว่าคุณเคยได้ไป ได้เห็น หรือได้ประสบเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาแล้ว ทั้งที่สามัญสำนึกแย้งว่ามันเป็นไปไม่ได้ ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่า “เดจาวู″ ( Déjà vu)

เดจาวูเกิดจากอะไร และเหตุใดมันจึงเกิดขึ้น?

1. การเดินทางคือปัจจัยกระตุ้นให้เกิดเดจาวู

Young female tourist walking on an old street in Barcelona, CataloniaImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพสาบานได้ว่าฉันเคยเห็นระเบียงนี้มาก่อน!

คริส มูลิน ผู้เชี่ยวชาญด้าน เดจาวู บอกว่า โดยทั่วไป เดจาวู มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ และผู้คนมักมีความรู้สึกนี้รุนแรงเวลาที่เดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ๆ และได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสถานที่ที่เราไม่รู้จักมักกระตุ้นให้เกิด “ความขัดแย้ง” ระหว่างความรู้สึกรุนแรง ว่ามีบางอย่างที่เราคุ้นเคยกับความตระหนักว่านี่ไม่ใช่ความทรงจำ

ผลการศึกษาหลายชิ้นพบหลักฐานบ่งชี้ว่า ยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสัมผัสประสบการณ์เดจาวู มากขึ้นเท่านั้น

2. คนอายุน้อยมักประสบเหตุการณ์เดจาวูได้มากกว่า

A group of school kids on a trek in South AfricaImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเราปีนเขาลูกนี้มากี่ครั้งแล้วนะ?

คุณจะสัมผัสประสบการณ์เดจาวูบ่อยที่สุดตอนอายุน้อย แต่โดยเฉลี่ยมักไม่เกินเดือนละครั้ง

ความรู้สึกเช่นนี้จะค่อย ๆ ลดลงเหลือครึ่งหนึ่งเมื่อคุณอายุแตะวัย 40-50 ปี และพออายุเข้า 60 ปี โอกาสที่คุณจะได้สัมผัสเหตุการณ์เดจาวูจะเหลือเพียงปีละครั้งเท่านั้น

3. บางคนอาจมีความรู้สึกเดจาวูได้ตลอดทั้งวัน

A young Cuban woman walking down a street in HavanaImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพความรู้สึกเดจาวูอาจเป็นเรื่องสนุก แต่ถ้าเกิดขึ้นทั้งวันอาจเป็นเรื่องที่ขำไม่ออก

คนส่วนใหญ่มักมีความรู้สึกเดจาวู เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง และเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ แต่สำหรับบางคน ความรู้สึกนี้อาจกินเวลานานทั้งวันจนกลายเป็นปัญหาใหญ่

ลิซา จากเมืองแมนเชสเตอร์ของอังกฤษ เริ่มสัมผัสเหตุการณ์เดจาวูอย่างต่อเนื่องรุนแรงตอนอายุ 22 ปี และความรู้สึกที่เกิดขึ้นอาจกินเวลาทั้งวัน

“บางครั้งฉันตื่นนอนตอนเช้า แล้วเริ่มมีความรู้สึกคุ้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันที” ลิซา กล่าว

ความรู้สึกเดจาวู ที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อประสาทสัมผัสทั้งหมดของเธอ

แต่ในที่สุด ลิซาก็ค้นพบว่าความรู้สึกดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโรคลมชักชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ลมชักเฉพาะที่แบบขาดสติเหตุสมองกลีบขมับ (Temporal lobe epilepsy) และได้รับการรักษาในที่สุด

4. เดจาวู เกิดจากจุดกำเนิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติในสมอง

Scientific medical illustration: silhouette of a man's head, the brain is light up in orange, and the surrounding area is blue.Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเดจาวู เกิดจากจุดกำเนิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติในสมอง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ หาหมอ ระบุว่า ลมชักเฉพาะที่แบบขาดสติเหตุสมองกลีบขมับ (Temporal lobe epilepsy) นั้นนั้นมีจุดกำเนิดของกระแสไฟฟ้าผิดปกติในสมองส่วนกลีบขมับ (Temporal lobe)

โดยอาการผิดปกติที่พบจะเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของสมองส่วนกลีบขมับได้แก่ อารมณ์ พฤติกรรม และความจำ เป็นหลัก เช่น ความรู้สึกกลัว ความรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่ (เหมือนเคยไปมาก่อน) ทั้งที่จริงไม่เคยไปมาก่อน ความรู้สึกมีความสุขมาก ซึ่งถ้าเป็นไม่รุนแรงก็ยังรู้ตัวแต่ควบคุมอาการไม่ได้ แต่ถ้าเป็นรุนแรงขึ้นก็จะไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เช่น อาจมีการถูมือไปมา หรือเคี้ยวปากโดยไม่รู้สึกตัว

ส่วนคำอธิบายอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดเดจาวูรวมถึง ทฤษฎีเอกภพคู่ขนาน (Parallel Universe) ที่มาบรรจบกันในช่วงจังหวะที่เกิดเดจาวู ส่วนอีกทฤษฎีเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด

5. ระบบ “ตรวจเช็คความเป็นจริง” ในสมองคุณกู้คืนความจริง

Concept illustration: a boy and girl, back to back, their brains lit upImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพระบบ “ตรวจเช็คความเป็นจริง” ในสมอง ทำให้ความรู้สึกเดจาวูจบลง

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าในสมองคนเรามีระบบการทำงานที่ 2 ในการควบคุมการทำงานของสมองส่วนกลีบขมับ

โดยเรียกระบบนี้ว่า ระบบตรวจเช็คข้อเท็จจริงที่ช่วยให้คนเรารับรู้ว่าเราเข้าใจผิดไปเอง และทำให้ความรู้สึกเดจาวูจบลง

6. คุณอาจคิดว่าคุณหยั่งรู้อนาคตได้…

a crystal ball by a lake at sunsetImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเวลาที่เดจาวูเกิดขึ้นในหลายจุดของสมองมากกว่าปกติ อาจไปกระตุ้นให้คุณรู้สึกราวกับว่าสามารถรับรู้ได้ล่วงหน้าว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

คริส มูลิน บอกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบความทรงจำของคุณช่วยเราทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราจึงมีความทรงจำ เพราะมันช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาดซ้ำ ๆ และคาดการณ์ได้ถึงสิ่งที่จะเกิดตามมา″

ดังนั้น เวลาที่เดจาวูเกิดขึ้นในหลายจุดของสมองมากกว่าปกติ ก็อาจไปกระตุ้นอารมณ์ และภาพที่ถูกบันทึกไว้ จนทำให้คุณรู้สึกราวกับว่ารับรู้ได้ล่วงหน้าว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นนั่นเอง

7. จาเมส์วู ตรงข้ามกับ เดจาวู

Photo of a woman on an open field, but the woman's head has been replaced by a black balloon, and the feeling is eeryImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ“จาเมส์วู″ เป็นประสบการณ์ที่เราคุ้นเคย แต่กลับมีความรู้สึกแปลก ๆ

“จาเมส์วู″ (Jamais vu) เป็นประสบการณ์ที่เราคุ้นเคย แต่กลับมีความรู้สึกแปลก ๆ เช่น การที่เรามองหน้าคนที่เรารู้จัก แต่จู่ ๆ พวกเขากลับดูเหมือนคนแปลกหน้า

คุณอาจรู้สึกแบบนี้กับตัวหนังสือ เช่น ตอนที่คุณจะเขียนคำ ๆ หนึ่ง แต่ชั่วขณะหนึ่งกลับดูเหมือนว่าคำนั้นไม่ถูกต้อง

คริส มูลิน บอกว่า คุณอาจกระตุ้นความรู้สึกนี้ด้วยการพูดคำที่คุ้นเคยซ้ำ ๆ จนฟังดูไม่มีความหมายและกลายเป็นเพียงเสียง ๆ หนึ่งเท่านั้น

8. นักปรจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ให้กำเนิดคำว่า เดจาวู

Black and white portrait of Émile BoiracImage copyrightHISTORIC IMAGES / ALAMY STOCK PHOTO
คำบรรยายภาพเอมีล บัวรัค บิดาแห่ง “เดจาวู″

เอมีล บัวรัค (Emile Boirac) ใช้คำศัพท์ “เดจาวู″ เป็นครั้งแรกในหนังสือ L’Avenir des sciences psychiques ซึ่งหมายความถึง อาการที่รู้สึกว่า เหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอนั้นคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเจอมาแล้ว เป็นประสบการณ์ทางจิต เกิดได้กับทุกคนและทุกเวลา ไม่ว่าหลับหรือตื่น

ปรากฏการณ์นี้มักถูกมองเป็นเรื่องปริศนาเหนือธรรมชาติ

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-45783622

คุมสารพิษตกค้าง พบมากใน ผัก-ผลไม้ 6 ชนิด

คุมสารพิษตกค้าง พบมากใน ผัก-ผลไม้ 6 ชนิด

คุมเข้มสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ พบมากในผัก 6 ชนิดขณะที่ผลตรวจภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าถึง โครงการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สด ตามเกณฑ์มาตรฐานของไทย ซึ่งการดำเนินงานในปี 2561 มีการเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สดทั้งหมด 41 ชนิดพืช รวม 7,054 ตัวอย่างจากทั่วประเทศ ผ่านมาตรฐานร้อยละ 88.8 ไม่ผ่านมาตรฐานร้อยละ 11.2 และเมื่อนำปริมาณที่ตรวจพบในผักและผลไม้สดมาประเมินความเสี่ยงของผู้บริโภค พบว่า ร้อยละ 99.86 อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

จากข้อมูลการตรวจของกระทรวงสาธรณสุขและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ผักและผลไม้สดที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 100% มีจำนวน 6ชนิด ได้แก่ มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง มังคุด ผักกาดขาวปลี ถั่วแขก และข้าวโพดหวาน พบสารพิษต่ำมาก ส่วนผักและผลไม้สดที่พบปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด 6 อันดับแรก ได้แก่ พริก ถั่วฝักยาว คะน้า ส้ม มะเขือ และมะเขือเทศ แต่ทั้งนี้ยังมีความปลอดภัยในการบริโภค เนื่องจากสารตกค้างนี้จะเกิดอันตรายต่อเมื่อผู้บริโภค บริโภคในปริมาณมากเท่านั้น

ผู้บริโภคจึงควรบริโภคอาหารที่หลากหลายไม่บริโภคอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำๆ มากเกินไป ส่วนส้มซึ่งเป็นพืชที่พบปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด หากปอกเปลือกแล้วจะทำให้ปริมาณสารพิษตกค้างลดลงกว่าร้อยละ 90 หรือหากจะนำส้มไปคั้นน้ำ ควรล้างเปลือกด้านนอกให้สะอาดก่อน อีกทั้งก่อนการบริโภคผักและผลไม้สด ผู้บริโภคควรล้างผักและผลไม้สดให้สะอาดเพื่อลดการตกค้างสารเคมีกำจัดศัตรูพืชด้วย

ภาพและข้อมูลจาก รัฐบาลไทย / สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7

ที่มา : https://www.hatyaifocus.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/6787-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1-%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%2B%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%2B%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%2B6%2B%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94/

เปิดตัวเศรษฐีญี่ปุ่น “ทัวร์ดวงจันทร์” คนแรกของโลก

เปิดตัวเศรษฐีญี่ปุ่น "ทัวร์ดวงจันทร์" คนแรกของโลก

SpaceX เปิดตัวเศรษฐีญี่ปุ่นซึ่งกำลังจะกลายเป็นนักท่องเที่ยวอวกาศคนแรกที่เหมาเที่ยวบินของยาน BFR เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวดวงจันทร์ในปี 2566 นี้

คลิก  facebook

วันนี้ (18 ก.ย.2561) ผู้สื่อข่ารวายงานว่า  SpaceX เปิดตัว ยูซาคุ มาเอซาวา วัย 42 ปี เศรษฐีพันล้าน เจ้าของเว็บไซต์ขายปลีกรายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นชื่อดังของญี่ปุ่นชื่อ ZOZO ซึ่งกำลังจะกลายเป็นนักท่องเที่ยวอวกาศคนแรกที่เหมาเที่ยวบินของยาน Big Falcon Rocket (BFR) เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวดวงจันทร์ในปี 2566 นี้

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX

มีรายงานว่า ยูซาคุ มาเอซาวา ซื้อเที่ยวบิน BFR เที่ยวนี้แบบเหมาลำ เนื่องจากต้องการเชิญศิลปินในด้านต่างๆ ขึ้นไปด้วย ทั้งนักร้อง นักวาดรูป ตากล้อง นักร้อง สถาปนิค นักออกแบบ และสาขาอื่นๆ จากทั่วทุกมุมโลกร่วมออกเดินทางในชื่อแคมเปญ “Dear Moon” โดยเป้าหมายพาศิลปินประมาณ 6-8 คน ไปเห็นดวงจันทร์ในมุมมองที่ต่างออกไปเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อกลับมาสร้างผลงานที่จะจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับมวลมนุษยชาติ

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX

 

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX

ภายในงานเปิดตัววันนี้ อีลอน มักส์ ผู้บริหารของ SpaceX ได้ออกมาพูดถึงยาน BFR ที่ปรับมาเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกที่งาน International Astronautical Congress ปี 2559 โดยในรอบนี้มีการปรับดีไซน์ภายนอก ทั้งปีกที่ควบกับขาลงจอดและการจัดเรียงเครื่องยนต์แบบใหม่  ส่วนรายละเอียดภายในนั้นยังไม่มีการเปิดเผยมาก แต่อีลอน มัสก์ ระบุว่า สำหรับภารกิจแรกนั้นจะมีการเพิ่มปริมาณของเชื้อเพลิง ออกซิเจน อาหารและน้ำสำรองไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX

ขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของภารกิจอย่างชัดเจนว่าเส้นทางในภารกิจครั้งนี้เป็นอย่างไร แต่คาดการณ์ว่า ยูซาคุ มาเอซาวา และคณะจะกลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางออกไปไกลจากโลกมากที่สุด ที่ระยะประมาณ 500,000-600,000 กิโลเมตรจากโลก มากกว่าที่ภารกิจอพอลโล 13 เคยทำไว้เมื่อปี 2513 ที่ระยะ 400,171 กิโลเมตร

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX

ทั้งนี้ ความพิเศษของเที่ยวบินนี้ คือ นอกจาก ยูซาคุ มาเอซาวา จะเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้เดินทางสู่ดวงจันทร์แล้ว เที่ยวบินนี้จะเป็นเที่ยวบินแรกที่พามนุษย์ธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านดาราศาสตร์ออกเดินทางสู่อวกาศอีกด้วย โดยตามกำหนดในปัจจุบันของ SpaceX นั่นจะเกิดขึ้นในปี 2566 แต่ อีลอน มัสก์ไม่ได้ยืนยันว่าภารกิจนี้จะไม่ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อตัวภารกิจได้

Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=zu7WJD8vpAQ

ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/274638

“หัวปลี” ยอดสมุนไพรของดีเมืองไทย ดังไกลข้ามโลก

กลายเป็นที่สนใจไปทั่วโลกสำหรับ “หัวปลี” โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่นิยมไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เนื่องจากรสชาติที่คล้ายคลึงและมีแคลอรีต่ำ แถมมากไปด้วยสรรพคุณ จึงทำให้เป็นที่ต้องในต่างประเทศ จนมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท

“หัวปลี” หรือ “ปลีกล้วย” เป็นดอกที่ปลายลำต้นของต้นกล้วย โดยเมื่อกล้วยเจริญเติบโตเต็มที่ หัวจะสร้างใบสุดท้ายที่เรียกว่าใบธง จากนั้นจะหยุดสร้างใบใหม่ และเริ่มสร้างช่อดอก ลำต้นที่มีช่อดอกอ่อนบรรจุอยู่ ก่อนจะพัฒนาขึ้นภายในลำต้นเทียม จนในที่สุดมันก็โผล่ออกที่ด้านบนลำต้นเทียม โดยแต่ละลำต้นเทียมจะสร้างช่อดอกเพียงช่อเดียวเป็น “ปลี” 

คลิก facebook

สรรพคุณของหัวปลีนั้นโดดเด่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ รุ่นปู่ยาตาทวดในเรื่องของการบำรุงน้ำนมของแม่ลูกอ่อนที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร แก้ร้อนใน ยางจากปลีกล้วยก็ใช้รักษาแผลสดหรือทาบริเวณที่แมลงกัดต่อยได้ ปัจจุบันนักวิจัยยังพบว่าหัวปลีมีคุณสมบัติบรรเทาอาการหวัด ไข้  รักษาโรคกระเพาะ และยังช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ที่สำคัญสามารถรักษาแก้โรคยอดฮิตอย่าง เบาหวานได้อีกด้วยหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากหัวปลีอุดมเต็มไปด้วยใยอาหาร มีแมกนีเซียม ธาตุอาหารสำคัญที่มีผลรักษาอาการซึมเศร้า มีแคลเซียม และวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส ที่จะช่วยให้วิตามินเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายทำให้ร่างกายแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก

นอกจากนี้ปลีกล้วยยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง และช่วยให้ฟันขาวสะอาด บำรุงเลือด เพิ่มความเปล่งปลั่ง ดูมีเลือดฝาด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี บำรุงลำไส้ โดยทั้งหมดทั้งมวลในคุณค่าสารอาหาร 100 กรัม ที่พลังงาน 26 กิโลแคลอรี แคลเซียม 37 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 52 มิลลิกรัม เหล็ก 1.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 283 IU วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.03 มิลลิกรัม และวิตามินซี 12 มิลลิกรัม

อยากแข็งแรงสุขภาพดีพร้อมกับหุ่นบอดี้งามสวย เราสามารถรับประทานปลีกล้วยได้ทุกวันโดยสามารถรับประทานได้สดๆ เป็นผักแกล้ม หรือรังสรรค์เมนูยอดฮิตในแบบน้ำและแบบแห้งเช่น หัวปลีไปเผาไฟ จิ้มน้ำพริก ยำหัวปลี รสชาติก็ถูกปากครบครันด้วยสรรพคุณ

ที่มา : https://mgronline.com/goodhealth/detail/9610000085552

แบคทีเรียเปลี่ยนหมู่โลหิตช่วยแก้ปัญหาเลือดบริจาคขาดแคลน

ภาพถุงเลือด

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1951473288250814

นักวิทยาศาสตร์จากแคนาดาค้นพบวิธีเปลี่ยนหมู่โลหิตจากเลือดกรุ๊ปเอ (A) ให้เป็นกรุ๊ปโอ (O) โดยใช้เอนไซม์จากแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ของคนเรา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเลือดในปัจจุบัน เพราะเลือดกรุ๊ปโอสามารถนำไปให้กับผู้รับบริจาคเม็ดเลือดแดงเข้มข้น (Packed red cells) ได้ทุกคน ไม่ว่าผู้รับจะมีหมู่โลหิตใดก็ตาม

ศ. สตีเฟน วิเธอร์ส จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) ของแคนาดา นำเสนอผลการค้นพบนี้ในการประชุมประจำปีของสมาคมเคมีอเมริกันที่เมืองบอสตันในสหรัฐฯ โดยระบุว่าเอนไซม์จากแบคทีเรียในลำไส้สามารถขจัดแอนติเจนเอ (Antigen A) ซึ่งก็คือโมเลกุลที่เป็นเครื่องหมายแสดงหมู่โลหิตเอที่ผิวด้านนอกของเซลล์เม็ดเลือดแดงออกไปได้

เมื่อแอนติเจนของเลือดกรุ๊ปเอถูกขจัดออกไป เซลล์เม็ดเลือดแดงดังกล่าวจะมีคุณสมบัติเหมือนกับเลือดกรุ๊ปโอ ที่ไม่มีทั้งแอนติเจนเอและแอนติเจนบีในทันที ทำให้สามารถถ่ายเลือดนั้นให้กับผู้รับบริจาคทุกคนได้อย่างปลอดภัย ไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากภูมิคุ้มกันที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

Red Blood Cells, Illustration
ภาพเซลล์เม็ดเลือดแดงจากฝีมือศิลปิน

ศ. วิเธอร์สกล่าวว่า การเปลี่ยนเลือดที่ได้รับบริจาคมาให้เป็นกรุ๊ปโอนั้น นอกจากจะทำให้ใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้อย่างสูงสุดแล้ว ยังมีความสะดวกต่อสถานการณ์ที่ต้องให้เลือดฉุกเฉิน ซึ่งแพทย์ไม่มีเวลาพอจะตรวจสอบอย่างละเอียดว่า เลือดของคนไข้และเลือดที่มีผู้บริจาคมานั้นเข้ากันได้อย่างแน่นอนหรือไม่

“แม้ในขณะนี้เราสามารถเปลี่ยนหมู่โลหิตได้เพียงในห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่จะมีการทดลองระดับคลินิกต่อไปในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน เพื่อให้แน่ใจว่าวิธีนี้ใช้กับมนุษย์ได้โดยไม่เป็นอันตราย”

“เอนไซม์นี้ใช้ได้กับผลิตภัณฑ์โลหิตครบส่วน (Whole blood) โดยสามารถเติมลงในถุงเลือดขณะที่รับบริจาค และมันจะทำงานเปลี่ยนหมู่โลหิตไปเรื่อย ๆ ขณะที่ยังมีการเก็บเลือดนั้นเอาไว้” ศ. วิเธอร์สกล่าว

สำหรับระบบหมู่โลหิตแบบเอบีโอ (ABO) แล้ว กรุ๊ปเลือดโอสามารถเป็นผู้ให้เม็ดเลือดแดงเข้มข้นกับกรุ๊ปเลือดเดียวกันและกรุ๊ปเลือดอื่น ๆ คือ เอ (A) บี (B) และเอบี (AB) ได้ทั้งหมด แต่ในกรณีของน้ำเลือดหรือพลาสมานั้น ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือดเอบี (AB) เท่านั้นจึงจะบริจาคพลาสมาให้กับผู้รับทุกหมู่โลหิตได้

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-45270924

ยารักษาต้อหินช่วยคุมน้ำหนัก – สกัดการดูดซึมไขมัน

ยารักษาต้อหินช่วยคุมน้ำหนัก - สกัดการดูดซึมไขมัน

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1941434629254680

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคต้อหิน (Glaucoma) อาจนำมาช่วยควบคุมน้ำหนักและรักษาโรคอ้วนได้ เนื่องจากทำให้ลำไส้ดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกายได้ลดลง แม้จะกินอาหารไขมันสูงเข้าไปมากมายในแต่ละมื้อก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลของสหรัฐฯ เผยผลการค้นพบล่าสุดลงในวารสาร Science โดยระบุว่าได้ทดสอบตัดต่อพันธุกรรมของหนูทดลองเพื่อขจัดยีน 2 ตัวออกไป ซึ่งจะทำให้ช่องเปิดสู่ท่อน้ำเหลืองในเซลล์ผนังลำไส้เล็กที่เรียกกันว่าแล็กทีล (Lacteal ) เปลี่ยนรูปร่างตีบแคบลง ส่งผลให้โมเลกุลไขมันที่ย่อยแล้วไม่อาจผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้

มีการจัดให้หนูทดลองดังกล่าวกินแต่อาหารไขมันสูงติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ แต่ปรากฏว่าหนูกลุ่มนี้ยังคงมีน้ำหนักตัวเท่าเดิมเมื่อสิ้นสุดการทดลอง ในขณะที่หนูกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมกลับอ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ยารักษาต้อหินช่วยคุมน้ำหนัก - สกัดการดูดซึมไขมัน

ดร. เฟิ่ง จาง ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจนำมาประยุกต์ใช้เพื่อควบคุมน้ำหนักและรักษาโรคอ้วนในมนุษย์ได้โดยไม่ต้องตัดต่อพันธุกรรม เนื่องจากมียาบางชนิดที่ใช้ลดความดันภายในดวงตาเมื่อเกิดต้อหิน ซึ่งสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเซลล์ผนังลำไส้เล็กแบบเดียวกันได้

“เมื่อนำยานี้ไปฉีดให้หนูปกติที่ไม่ได้ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม ส่วน Cytoskeletal ซึ่งเป็นเส้นใยค้ำจุนโครงสร้างของเซลล์จะคลายตัวลง ทำให้แล็กทีลในผนังลำไส้เล็กที่เป็นช่องเปิดกลับตีบแคบและแบนราบลง จนไขมันผ่านไปไม่ได้และต้องถูกขับถ่ายออกจากร่างกาย” ดร.จาง กล่าว

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญยังคงมีความเห็นว่าวิธีการควบคุมน้ำหนักแบบนี้จะต้องระวังผลข้างเคียงในหลายด้าน เช่น การที่สารอาหารจำเป็นซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยโมเลกุลไขมันจะพลอยไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายไปด้วย ทั้งยังอาจขัดขวางกระบวนการขับของเหลว และการขนส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันในบริเวณลำไส้ได้ ซึ่งจะต้องมีการศึกษาทดลองเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่ามีความปลอดภัยกับการใช้ยานี้ในมนุษย์ต่อไป

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45217755

กระดูกเทียมยืดหยุ่นได้จาก ‘เครื่องพิมพ์สามมิติ’ เปลี่ยนโฉมหน้าการผ่าตัดกระดูก

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1957020044362805

วีดิโอ : blob:https://www.voathai.com/f8f3994c-c506-4ccc-bd49-3ed692b1ac75

ศัลยแพทย์กระดูก เนียราฟ ชาห์ (Nirav Shah) เชี่ยวชาญด้านกระดูกหัวไหล่เเละหัวเข่า เขาผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกหัวไหล่ให้กับ ลูซี บอยยาดเจนซ์ (Lucie Boyadjian) เมื่อสามเดือนที่เเล้ว ศัลยแพทย์ใช้ข้อต่อหัวไหล่เทียมไททาเนียมในการผ่าตัด และลูซี่รู้สึกเป็นปกติดี

เเต่ผลการผ่าตัดจะเป็นอย่างไร หากศัลยแพทย์สามารถสั่งกระดูกข้อต่อหัวไหล่เทียมผลิตขึ้นด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ ซึ่งสั่งพิมพ์ได้ตามขนาดของหัวไหล่ของลูซี่

ราเมล ชาห์ (Ramille Shah) นักวิทยาศาสตร์ด้านวัสดุที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น และภรรยาของนายแพทย์ชาห์ ได้ร่วมมือกับอดัม เจคัส วิศวกร ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (National Science Foundation) พัฒนากระดูกเทียมแบบใหม่ที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ เรียกว่า “Hyper-elastic Bone”

นายแพทย์ชาห์กล่าวว่า รามิลกับอดัมได้พัฒนาวัสดุใหม่ที่ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นนวัตกรรมที่ก้าวหน้ามากจะช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าการผ่าตัดกระดูก

รามิล ชาห์ กล่าวว่า เครื่องพิมพ์สามมิติช่วยให้ทีมงานของตนพิมพ์ชิ้นกระดูกเทียมได้ตามขนาดที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคนได้ ยกตัวอย่าง หากผู้ป่วยได้รับอาการบาดเจ็บที่กระดูกหุ้มสมองกับกระดูกใบหน้า ทีมงานสามารถสแกนกระดูกส่วนที่เสียหาย เเละพิมพ์ชิ้นกระดูกเทียมออกมาให้ได้ขนาดเเละรูปทรงที่จำเป็นต้องใช้

กระดูกเทียมที่มีความยืดหยุ่นสูงชนิดใหม่นี้แตกต่างจากกระดูกจริงของผู้ป่วยและกระดูกเทียมที่ทำจากโลหะกับเซรามิกชนิดดั้งเดิม ตรงที่ทำจากเซรามิกที่มีความยืดหยุ่น และสามารถกลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เเม้จะถูกกดทับเเรงๆ

การผลิตกระดูกเทียมยืดหยุ่นได้ เริ่มจากน้ำหมึกเเละถูกพิมพ์ออกมาตามรูปทรงเเละขนาดที่ศัลยแพทย์ต้องการใช้งาน ขั้นตอนนี้ทำได้อย่างรวดเร็วเเละพิมพ์ได้ในอุณหภูมิห้อง

รามิล ชาห์ ผู้พัฒนาวัสดุกระดูกเทียมยืดหยุ่นสูง กล่าวว่า เครื่องพิมพ์สามารถพิมพ์วัสดุได้ตามแต่เราต้องการ พิมพ์ลงได้ทุกพื้นผิวเเละรูปทรงเเละทีมงานยังพิมพ์วัสดุออกมาในรูปแผ่นอีกด้วย

เธอกล่าวว่า แผ่นกระดูกเทียมชนิดบางที่พิมพ์ออกมาสามารถนำไปตัดออกเป็นรูปทรงและขนาดที่แพทย์ต้องการในการใช้งาน อาจจะม้วนหรืออาจจะใช้ในรูปแผ่นปิดแผลก็ได้และหลังจากผ่าตัดเเล้ว กระดูกเทียมยืดหยุ่นสูงช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเติบโต

นักวิจัยกล่าวว่า เมื่อฝังชิ้นกระดูกเทียมแก่ผู้ป่วยเเล้ว กระดูกเทียม hyper-elastic จะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกจริงของผู้ป่วยในที่สุด

กระดูกใหม่ที่ว่านี้ราคาถูกกว่ากระดูกเทียมชนิดอื่นๆ ที่มีใช้ในปัจจุบัน เเละใช้งานได้ดีกว่าในห้องผ่าตัด นายแพทย์ชาห์กล่าวว่า ศัลยแพทย์พร้อมที่จะอ้าเเขนรับความก้าวหน้านี้เพื่อช่วยปรับปรุงการผ่าตัดกระดูกแก่ผู้ป่วย

ที่มา : https://www.voathai.com/a/tech-3d-printed-bone-grafts-tk/4510316.html

5 แก็ดเจ็ตในบ้าน เปลี่ยนที่พักอาศัยให้เป็นสมาร์ทโฮมยุคใหม่

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1887716157959861

ปัจจุบันเทคโนโลยีหลายอย่างได้เข้ามาอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตของเราในแบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน  เมื่อเครื่องใช้ภายในบ้านถูกพัฒนาให้เข้าสู่ยุค IoT หรือ Internet of Things ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้เปลี่ยนไป มีการเชื่อมต่อความสัมพันธ์และแบ่งปันข้อมูลกันมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด การเชื่อมต่อนี้เองกลายเป็นหัวใจหลักของพวกเขาไปเสียแล้ว เมื่ออยู่นอกบ้าน สมาร์ทโฟนอาจเป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่อ แต่เมื่ออยู่ในบ้าน อุปกรณ์เหล่านี้นี่เองที่จะมาตอบโจทย์การใช้ชีวิตในบ้านให้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ดังนั้นวันนี้ ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จะพาคุณไปรู้จักกับเทคโนโลยีภายในบ้าน ว่ามีอะไรที่จะมาช่วยให้การอยู่บ้านของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้นบ้าง เริ่มกันที่…
1. Google Home

หากใครได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Iron man คงจำ Jarvis ผู้ช่วยอัจฉริยะของ โทนี่ สตาร์ก ได้ เจ้าอุปกรณ์เครื่องนี้ก็จะมาทำหน้าที่ผู้ช่วยดูแลบ้านเช่นกัน Google Home คือลำโพงพร้อมไฟ LED ที่มีดีไซน์สวยงาม ขับเคลื่อนด้วยระบบ Google Assistant สามารถสั่งปิดไฟ เปิดเพลง ถามสภาพอากาศ ตั้งเวลาปลุก จัดตารางการทำงาน และควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน บอกเลยว่าไม่มีไม่ได้แล้ว ปล. ในประเทศไทยยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

2. ฟิลิปส์ ฮิว หลอดไฟอัจฉริยะ

สมาร์ทไลท์ติ้ง ควบคุมบนเทคโนโลยี IoT ที่มาในลักษณะของหลอดไฟสีที่เอาไว้ตกแต่งห้อง หรือทำให้ห้องดูมีอะไรมากขึ้นกว่าแสงไฟปกติ ตอบโจทย์คนสไตล์ฮิป เปลี่ยนสีได้ถึง 16 ล้านสี ใช้ได้กับทั้งระบบ iOS และแอนดรอยด์ พร้อมการสั่งงานด้วยเสียง ผ่านผู้ช่วยอัจฉริยะ เช่น Siri (บนไอโฟน) และสมาร์ทสปีคเกอร์อื่นๆ เช่น Google Home เป็นต้น ที่เก๋คือเมื่อ Sync แล้วสามารถให้บรรยากาศร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เปิดเพลงเศร้าก็จะให้แสงที่เหมาะกับอารมณ์เพลง

3. August Smart Lock

สมาร์ทล็อกสุดเจ๋ง เอาไปเปิด-ปิดประตูในเวลาที่ต้องการ บางทีมีเพื่อนมาหาที่บ้านแต่ตัวเองไม่อยู่ ก็เอารหัสให้เพื่อนเปิดเข้ามาโดยการใส่รหัสผ่านสมาร์ทโฟนของเพื่อนได้ นอกจากนี้ยังควบคุมการทำงานผ่านระบบบลูทูธ หากเกิดไฟฟ้าดับก็ยังสามารถทำงานต่อได้ไร้กังวล ที่สำคัญคือไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยด้วย เพราะระบบถูกเซตมาให้เราจัดการได้อย่างเป็นระบบเลยจ้า แต่น่าเสียดายที่ในประเทศไทยหาซื้อยากหน่อย เพราะไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

4. Dyson V8 Carbon Fibre

อาจไม่ใช่สมาร์ทโฮมเต็มตัว แต่นี่คือเทคโนโลยีที่เราทึ่ง เนื่องจากเป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่มีพลังดูดไปถึงดาวอังคาร (เว่อร์…จริงๆ คือดูดได้ 155 AW นั่นแปลว่ามีพลังดูดเพิ่มขึ้นจากรุ่นเก่าถึง 30%) มีเทคโนโลยีไซโคลน 15 ชุด จัดเรียง 2 ชั้น ทำงานคู่ขนานกัน ช่วยเพิ่มกระแสลมและดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กจากแรงเหวี่ยงของกระแสลมเข้าสู่ถังเก็บฝุ่น ดูดต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 40 นาที

5. Echo by Amazon

รูปลักษณ์ทรงกระบอกแต่ที่มาพร้อมกับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Alexa ที่รับคำสั่งเสียงพร้อมโต้ตอบการใช้งานเช่นเดียวกันกับ Google Assistant และ Siri เพียงแค่เรียก “Alexa” ก็เริ่มใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะตั้งปลุก, เปิดเพลง, เตือนรายการที่ต้องทำ และตอบคำถามทั่วไป ซึ่งในต่างประเทศทีคนเม้าท์กันว่า เจ้านี่เจ๋งที่สุดในหมู่ผู้ช่วยในบ้านเลยนะ แต่ก็น่าเสียดายที่ Alexa ไม่พูดภาษาไทย

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1333885#cxrecs_s

ไทยพร้อมให้บริการแล้ว Google Phone ใช้งานได้ทุกโครงข่ายไร้สายและไวไฟ 2 ล้านจุด ไม่ต้องเปลี่ยนซิม

โครงการ GOOGLE PROJECT FI หรือเรียกว่า FI เป็นโครงการที่ Google ได้ดำเนินงานเป็นความลับมาตั้งแต่เมษายน 2015 เพื่อวางแผนในการให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลกผ่านโครงข่าย 3G, 4G และ WIFI ทั่วโลก แบบรวมทุกโครงข่ายไว้ด้วยกัน ผ่านอุปกรณ์ Google Phone โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักเดินทางระหว่างประเทศและนักท่องเที่ยว ให้สามารถเชื่อมต่อโครงข่ายอย่างไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องเปลื่ยน SIM แถมค่าบริการไม่แพง ภายใต้การรับรองของ Google

 
ซึ่งข่าวนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาทางโครงข่าย AT & T มีความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ผ่านมาไม่นาน ช่วงปลายปี 2016 โครงการ FI สามารถให้บริการได้จริงหลายประเทศทั่วโลก เช่น ในประเทศมี 3 ผู้ให้บริการ ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้โดยเสียค่าใช้จ่ายเท่ากันเหมือนประเทศของลูกค้า (ดูจากข้อมูลการลงทะเบียน) มีการคิดค่าบริการคราวเดียวและรับอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่จำกัด
 


ทำความเข้าใจเสียใหม่ FI ไม่ใช้ MVNO
การให้บริการ GOOGLE PROJECT FI เป็นการให้บริการในรูปแบบ piggybacks ผ่านโครงข่ายอื่นๆทั่วโลก เช่น กรณีการให้บริการในประเทศสหรัฐอเมริกา ทาง Google ได้รวมเครือข่าย 4G LTE Sprint, T-Mobile, และ U.S. Cellular. เป็นหนึ่งเดียวในการให้บริการ Project Fi
ทั้งหมดของโครงการ FI ทาง Google ได้รวบรวมการให้บริการไปแล้วมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก เมื่อลูกค้าเดินทางข้ามประเทศไปยังจุดหมาย Google Phone จะจับสัญญาณเครือข่าย 4G ในประเทศนั้นทันที โดยระบุ ” พื้นนี้อยู่ในการรับรองของ Google” ใช้เวลาเชื่อมต่อสัญญาณไม่เกิน 3 นาที ก็สามารถใช้งานได้ทันที
 
 
นอกจากนี้ยังมีบริการ Wi-Fi Assistant รับรองการเชื่อมต่อ WIFI มากกว่า 2 ล้านจุดให้บริการทั่วโลก ซึ่งจะเชื่อมต่อสัญญาณแบบอัตโนมัติ ซึ่งการเชื่อมต่อเหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงจาก Google
 
 
อัตราค่าบริการ Project Fi
เบื้องต้น Google มีบริการคิดค่าบริการการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไม่จำกัด $ 80 ต่อเดือน จากการตรวจสอบของ adslthailand พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ GOOGLE PROJECT FI โดยให้บริการ Voice calls (non-Wi-Fi) $0.20 per minute และ Data (High Speed) $10 per GB ซึ่งเราไม่พบข้อมูลอย่างแน่ชัดว่าสามารถใช้งานได้ครบทั้ง AIS, True และ Dtac ตลอดจนค่ายมือถืออื่นด้วยหรือไม่ เพียงแต่ชัดเจนว่า Google ระบุประเทศไทยใช้งานได้ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ค่ายหลักอย่างแน่นอน



 
มือถือที่รองรับ Project Fi
 
ทั้งหมดเป็นมือถือรุ่นใหม่ในปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2018)
 
Pixel 2 และ Pixel 2 XL
Motorola Moto G6
Android One Moto X4
LG G7 ThinQ
LG V35 ThinQ
 


ล่าสุดยังเกิดมี Promotion ซื้อสมาร์ทโฟนรุ่น Pixel 2 และ Pixel 2 XL แถมค่าโทรและเน็ต ฟรีผ่าน Project Fi ทั้งนี้ cnet ระบุว่า บริการ GOOGLE PROJECT FI สามารถให้บริการกับเด็กอายุ 13 ปี ผ่านบริการ shared family plans ได้เพียงติดตั้ง Family Link

ที่มา  คลิกค่ะ