คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-10 ไววิทญ์ สาธุธรรม กรรณิการ์ พันธ์ชมภู สหรัฐ ร่มไทรทอง วันใหม่ ศุภราทิตย์

เกิดมาฉลาดเพราะพันธุกรรมดี ยังเรียนเก่งสู้ “เกิดมารวย” ไม่ได้

Students at an elementary school west of Seoul,

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ล่าสุดซึ่งผสมผสานความรู้ด้านพันธุศาสตร์เข้าไว้ด้วย ชี้ถึงโอกาสประสบความสำเร็จทางการศึกษาในกลุ่มประชากรที่มีคุณภาพทางพันธุกรรมใกล้เคียงกันว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับฐานะความมั่งคั่งของแต่ละครอบครัวเสียยิ่งกว่าพันธุกรรมที่กำหนดระดับความฉลาดของแต่ละคนมาด้วยซ้ำ

ทีมนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันได้เผยแพร่ผลการศึกษาข้างต้น ในรายงานของสำนักงานวิจัยทางเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ (NBER) โดยระบุว่า “ทุนชีวิต” ในรูปแบบของพันธุกรรมคุณภาพดี ซึ่งเอื้อให้บุคคลมีความฉลาดและความสามารถสูงนั้น มีการกระจายตัวอย่างเท่าเทียมทั้งในกลุ่มลูกของครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ และในกลุ่มลูกของครอบครัวที่มีรายได้สูง แต่โอกาสประสบความสำเร็จในการเรียนระหว่างสองกลุ่มดังกล่าวกลับไม่เท่าเทียมกันเช่นนั้น

ศ. เควิน ทอม นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก หนึ่งในทีมวิจัยของ NBER บอกว่า “ความเชื่อที่ว่าคนในตระกูลร่ำรวยกับครอบครัวที่ยากจนมีพันธุกรรมด้านความฉลาดแตกต่างกันนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง”

“หากไม่มีทรัพยากรที่ครอบครัวเกื้อหนุนให้ แม้แต่เด็กที่ฉลาดที่สุดและมีความสามารถสูงโดยกำเนิด ก็จะต้องพบกับอุปสรรคขัดขวางไม่ให้บรรลุถึงความสำเร็จทางการศึกษาได้โดยง่าย”

เด็กยากจนในอินเดียต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อยและขาดโอกาสทางการศึกษา

ผลวิจัยพบว่า แม้แต่คนที่มีความสามารถน้อยที่สุดจากครอบครัวร่ำรวย ก็สามารถสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ในอัตราที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้มีความสามารถมากที่สุดจากครอบครัวยากจน

ทีมผู้วิจัยค้นพบแนวโน้มข้างต้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลของงานวิจัยทางพันธุศาสตร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Genetics โดยงานวิจัยดังกล่าวมุ่งหาความสัมพันธ์ระหว่างยีนและระดับชั้นที่บุคคลจะสามารถสำเร็จการศึกษาได้ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมของกลุ่มตัวอย่างกว่า 1.1 ล้านคน

ในบรรดาผู้ที่มีคะแนนคุณภาพพันธุกรรมใกล้เคียงกัน ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ฉลาดสูงสุด 25% แรกของกลุ่ม ปรากฏว่าคนที่บิดามีฐานะยากจนสามารถเรียนจบขั้นอุดมศึกษาได้เพียง 24% ในขณะที่คนซึ่งบิดามีรายได้สูงสามารถเรียนจบขั้นอุดมศึกษาได้ถึง 63%

ศ. นิโคลัส พาพาจอร์จ จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมทีมวิจัยของ NBER บอกว่า “สังคมต้องสูญเสียศักยภาพของผู้มีความสามารถแต่ฐานะยากจนเหล่านี้ไปโดยเปล่าประโยชน์ เรื่องนี้ไม่เป็นผลดีต่อตัวพวกเขาเองและต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ใครจะรู้ว่าหากพวกเขาได้เล่าเรียนในระดับสูง ในวันหนึ่งอาจเป็นผู้ค้นพบวิธีรักษามะเร็งก็เป็นได้”

ภาวะโลกร้อนอาจทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนเบียร์ทั่วโลก

Visitors celebrate in a beer tent at the opening day of the 2018 Oktoberfest beer festival on September 22, 2018 in Munich, Germany.

แม้นักวิทยาศาสตร์จะเฝ้าย้ำเตือนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่นการเกิดภัยธรรมชาติมาหลายต่อหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจลงมือแก้ไขภาวะโลกร้อนกันได้อย่างจริงจังนัก

แต่อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดที่ชี้ว่าอุณหภูมิโลกซึ่งกำลังพุ่งสูงขึ้นจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อการผลิตเบียร์ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมของคนทั่วโลก อาจทำให้คอเบียร์ส่วนใหญ่เริ่มหวั่นเกรงและตระหนักถึงภัยด้านสิ่งแวดล้อมนี้มากขึ้นก็เป็นได้

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียในสหราชอาณาจักร ซึ่งกำลังจะลงตีพิมพ์ในวารสาร Nature Plants ระบุว่าสภาพอากาศที่ผันผวนและรุนแรงสุดขั้วเนื่องจากภาวะโลกร้อน อาจจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตข้าวบาร์เลย์ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ในอนาคตอันใกล้นี้

ทีมผู้วิจัยประมาณการว่า ภัยแล้งหรือเหตุน้ำท่วมฉับพลันจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อธัญพืชซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเบียร์ จนอาจทำให้ปริมาณการบริโภคเบียร์ทั่วโลกต้องลดลงถึง 16% หรือราว 2.9 หมื่นล้านลิตร ซึ่งเท่ากับปริมาณการบริโภคเบียร์ต่อปีในสหรัฐฯ

เรื่องนี้นับเป็นข่าวร้ายสำหรับคอเบียร์ รวมทั้งแวดวงอุตสาหกรรมการผลิตเบียร์ทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านี้คาดกันว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวกำลังจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2022

A view shows ears of barley during sunset in Krasnoyarsk Region

สำหรับจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีการบริโภคเบียร์มากที่สุดในโลก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติจะทำให้ปริมาณการบริโภคลดลงราว 10% หรือเท่ากับเบียร์กว่า 1.2 หมื่นล้านกระป๋องหายไปจากตลาด ส่วนที่สหรัฐฯนั้น ปริมาณการบริโภคเบียร์อาจถูกจำกัดให้ลดลงสูงสุดถึง 20% หรือเกือบ 1 หมื่นล้านกระป๋อง

การที่เบียร์ขาดตลาดจะทำให้ราคาเบียร์ถีบตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีและผู้คนรักการดื่มเบียร์เป็นชีวิตจิตใจอย่างไอร์แลนด์ ราคาเบียร์ 1 แพ็ก ซึ่งมีอยู่ 6 ขวด อาจแพงขึ้นกว่าเดิมถึง 21 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 686 บาท) ได้เลยทีเดียว

ศ. ก้วน ต้าป๋อ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า วิกฤตขาดแคลนเบียร์สามารถลุกลามไปเป็นปัญหาทางสังคมและการเมืองได้ด้วย เพราะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอาจถูกจำกัดไม่ให้เข้าถึงเบียร์ ซึ่งกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ราคาสูงเกินเอื้อมไปเสียแล้ว

“เราไม่ได้ทำวิจัยเพื่อบอกให้ผู้คนรีบ ๆ ดื่มเบียร์ตุนไว้ เผื่อว่าจะไม่มีดื่มในวันข้างหน้า″ ศ. ก้วน กล่าว “แต่สิ่งที่เราย้ำเตือนก็คือ หากยังอยากจะมีเบียร์เย็น ๆ ดื่ม ตอนที่นั่งดูการแข่งขันฟุตบอลรายการโปรด ก็ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขภาวะโลกร้อน”

Windows 10 เปิดตัวฟีเจอร์ Your Phone มิเรอร์จอ Android บนเดสก์ท็อป พร้อมตอบแชทได้

Windows 10 เปิดตัวฟีเจอร์ Your Phone มิเรอร์จอ Android บนเดสก์ท็อป พร้อมตอบแชทได้

Microsoft ได้เปิดตัวแอพฯ ใหม่ที่ชื่อว่า ‘Your Phone’ ภายในงานแถลงข่าว Surface ล่าสุด โดยแอพฯ Your Phone มีความสามารถเด่นๆ ในการใช้งานร่วมกับ Android ให้ผู้ใช้สามารถทำการมิเรอร์หน้าจอมือถือแอนดรอยด์ขึ้นแสดงผลบนจอเดสก์ท็อป รวมทั้งสามารถตอบแชทผ่านหน้าจอที่แสดงขึ้นมาได้ทันทีโดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์แชท

Windows 10 เปิดตัวฟีเจอร์ Your Phone มิเรอร์จอ Android บนเดสก์ท็อป พร้อมตอบแชทได้

นอกจากการมิเรอร์หน้าจอแล้ว Your Phone ยังมีอีกรูปแบบในการจัดการแอพฯ แชทบนมือถือ ด้วยรูปแบบหน้าต่างวินโดวส์ และยังสามารถจัดการกับรูปต่างๆ บนมือถือแอนดรอยด์ได้

Windows 10 เปิดตัวฟีเจอร์ Your Phone มิเรอร์จอ Android บนเดสก์ท็อป พร้อมตอบแชทได้

สำหรับการตอบแชทนั้น จะเป็น Android messages เท่านั้น ก็ไม่รู้ว่าที่บ้านเรา นิยมใช้ Text messages นี้กันแค่ไหน?

ไม่เพียงแค่ทางฝั่งแอนดรอยด์เท่านั้น แต่สำหรับ iPhone ก็มีฟีเจอร์ที่ใช้งานร่วมกับ Your Phone ได้เช่นกัน แต่ในตอนนี้ สามารถทำได้เพียงการส่งหน้าเว็บเพจที่เปิดไว้อยู่บน iPhone มาแสดงผลต่อบนเดสก์ท็อปได้เท่านั้น

โดยสำหรับแอพฯ Your Phone นี้ จะพร้อมให้ใช้งานเมื่อมีการอัพ Windows 10 October updateใหม่ ซึ่งทางแอนดรอยด์จะมีฟีเจอร์เพิ่มเติมมากกว่านี้ในอนาคต ส่วนทางฝั่ง iOS ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมนอกจากฟีเจอร์ที่กล่าวมาหรือไม่

 

Everence หมึกสักผสม DNA! เก็บส่วนหนึ่งของคนที่คุณรักติดตัวคุณไปตลอดกาล

Everence หมึกสักผสม DNA! เก็บส่วนหนึ่งของคนที่คุณรักติดตัวคุณไปตลอดกาล

มีวิธีการมากมายที่เราจะเก็บอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคนสำคัญในชีวิต เช่น ครอบครัว หรือคนรัก เอาไว้กับตัว รูปถ่ายใบเล็กๆ เหน็บไว้ที่กระเป๋าสตางค์ก็เป็นหนึ่งในวิธีคลาสสิคที่คนนิยมทำกัน แต่มาวันนี้ Endeavour Life Sciences บริษัทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ได้นำเสนอไอเดียที่เฉียบยิ่งกว่านั้น นั่นคือ “Everence” หมึกสักผสม DNA!

Everence มีที่มาจากคำว่า “forever (ตลอดกาล)” และ “reverence (ความเคารพนับถือ)” ดูจากชื่อก็น่าจะรู้ถึงแรงบันดาลใจอันเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์แล้ว เช่นเดียวกับในหน้าเว็บไซต์ของบริษัทฯ ที่กล่าวไว้ว่า

“คุณจะสามารถใช้รอยสักของคุณ ในการนำเอาคนสำคัญต่างๆ ในชีวิตของคุณ ติดตัวไปกับคุณได้ตลอดเวลา มันคือ ของที่ระลึกแห่งยุคดิจิทัล ที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับรอยสักของคุณได้มากขึ้น”

Everence หมึกสักผสม DNA! เก็บส่วนหนึ่งของคนที่คุณรักติดตัวคุณไปตลอดกาล

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้รับสิทธิบัตรในขั้นตอนการเเปลี่ยนตัวอย่าง DNA, เส้นผม รวมถึงเถ้าอัฐิของคนที่เรารัก ให้กลายเป็นผงเพื่อนำมันไปผสมกับหมึกสักได้ โดยตัวสินค้าที่วางจำหน่ายนั้น ก็จะเป็น ชุดสำหรับเก็บรวบรวม DNA, เส้นผม หรือเถ้าอัฐิ เพื่อส่งกลับไปยังบริษัท แล้วพวกเขาก็จะจัดการแปลงสภาพของมันผ่านตามขั้นตอนในสิทธิบัตร ออกมาเป็น Everence

“จากนั้น คุณจะนำมันไปหาช่างสักคนไหนในโลกก็ได้หมด” Patrick Duffy ซีอีโอของบริษัทฯ กล่าว

 

Microsoft นำฟีเจอร์ OneDrive On-Demand มาบน MacOS ให้ได้ทดสอบใช้งานกันแล้ว

Microsoft นำฟีเจอร์ OneDrive On-Demand มาบน MacOS ให้ได้ทดสอบใช้งานกันแล้ว

ในตอนนี้ทาง Microsoft ได้นำเอาฟีเจอร์ OneDrive Files On-Demand มาใช้งานกับระบบปฏิบัติการ macOS แล้ว โดยจะมีเหล่าผู้ทดสอบ OneDrive beta ที่จะเริ่มเข้าถึงฟีเจอร์นี้กันได้ก่อน ซึ่งฟีเจอร์นี้จะเข้ามาช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกเข้าถึงหรือดาวน์โหลดเฉพาะไฟล์ที่ต้องการบน OneDrive ได้ ไม่ต้องซิงค์โฟลเดอร์ทั้งหมดของ OneDrive ลงไปบน Mac เพื่อใช้งานไฟล์เพียงไม่กี่ไฟล์

โดยฟีเจอร์ Files On-Demand ของ OneDrive นี้ รองรับการใช้งานบนเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการ macOS 10.14 Mojave (ซึ่งมีการเริ่มเปิดให้อัพเดทกันไปแล้ว) และต้องการระบบ Apple File System (APFS) ในการใช้งาน

นอกจากการเริ่มเปิดใช้งาน OneDrive Files On-Demand บน Mac แล้ว ทาง Microsoft จะทำการรวม OneDrive ทั้งเวอร์ชั่น Mac และ Windows ไปอยู่ใน Code base เดียวกันอีกด้วย ซึ่งก็หมายความว่าทางบริษัทฯ จะมีการทดสอบฟีเจอร์อื่นๆ เพิ่มเติมบน macOS อีก ซึ่งน่าจะรวมถึงฟีเจอร์การใช้งานร่วมกับ Touch Bar และฟีเจอร์อื่นๆ ที่จะตามมาให้ใช้งานบน MacOS อีกมากมาย
ที่มา : www.theverge.com , techcrunch.com

The Walking Dead อนาคตมืดมน เมื่อ Telltales Games ประกาศปิดตัวสตูดิโอหลัก!

The Walking Dead อนาคตมืดมน เมื่อ Telltales Games ประกาศปิดตัวสตูดิโอหลัก!

ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวเศร้าของวงการเกมส์ เมื่อ Telltale Games ผู้พัฒนาเกมส์ดังอย่าง The Walking DeadThe Wolf Among UsTales from the Borderlands และเกมแนวผจญภัย Storytelling ที่การตัดสินใจของผู้เล่นจะส่งผลกระทบต่อไปยังเนื้อเรื่องทั้งหมดของเกมส์ ได้ประกาศว่า “พวกเขากำลังจะปิดตัวลง!”

ในแถลงการณ์ยืนยันว่า ทีมงานส่วนใหญ่ได้ถูกปลดออกไปแล้ว โดย Pete Hawley ซีอีโอของบริษัทฯ ได้อธิบายว่า “เราพยายามผลักดันตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง จากความยากลำบากที่ต้องเผชิญ หลักๆ เลยก็คือเรื่องการเงิน ซึ่งดูเหมือนว่าสุดท้ายแล้ว เราไม่อาจก้าวผ่านมันไปได้  เราทุกคนพยายามส่งมอบเนื้อหาเกมที่ดีที่สุดให้แก่ผู้เล่น แต่มันก็ทำยอดขายไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้”

“เราเพิ่งจะเปิดตัวเกมส์ที่ดีที่สุดของเราไปในปีนี้ จริงอยู่ว่ามันได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ายอดขายจะดีด้วย เราต้องมองดูเพื่อนของเราเดินออกจากบริษัทไป และนำพาสิ่งที่เป็นเรา อย่างเกมส์แนว Storytelling ไปจากวงการอุตสาหกรรมเกมด้วยความเศร้าสร้อย” Hawley เสริม

อย่างที่เรารู้กันดี Telltale Games นับว่าเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางสาย Storytelling ให้กับวงการเกมส์มาอย่างยาวนาน ด้วยเนื้อเรื่องที่ลึกซึ้ง กินใจ มีเกมส์ดังอย่าง The Walking Dead ที่กวาดรางวัลอย่างมากมาย

นั่นจึงเท่ากับว่า อนาคตของ The Walking Dead ที่เพิ่งเริ่มออกตอนแรกของ The Final Season เมื่อเดือนที่แล้ว รวมไปถึงเกมส์อื่นๆ ของ Telltale กำลังอยู่ในช่วงมืดมน ไม่แน่ใจว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องรอดูกันต่อไป
ที่มา : gamingbolt.com

โจทย์คณิตศาสตร์อายุ 160 ปี โคตรอภิมหายาก ถูกแก้ได้แล้ว และคนที่แก้ได้อาจได้เงิน 32 ล้าน

โจทย์คณิตศาสตร์อายุ 160 ปี โคตรอภิมหายาก ถูกแก้ได้แล้ว และคนที่แก้ได้อาจได้เงิน 32 ล้าน

นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก แสดงวิธีการแก้โจทย์คณิตอายุ 160 ปีที่ยังไม่เคยมีใครแก้ได้มาก่อน ซึ่งโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากระดับอภิมหาอมตะนี้มีชื่อว่า “Riemann hypothesis” หรือ “สมมติฐานของ Riemann” โดยนักคณิตศาสตร์ที่บอกว่าตัวเองสามารถแก้โจทย์ได้แล้ว เขาได้แสดงวิธีการแก้โจทย์ผ่านการเลคเชอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และเขาจะได้รับรางวัลเป็นจำนวนเงิน $1,000,000 หากมีการพิสูจน์แล้วว่า วิธีการแก้โจทย์ของเขานั้นถูกต้อง (รางวัลคิดเป็นเงินไทยประมาณ 32 ล้านบาท)

นักคณิตศาสตร์ที่แสดงตัวว่าเขาสามารถแก้โจทย์ได้มีชื่อว่า ท่านเซอร์ Michael Atiyah และเขาเคยชนะรางวัลด้านการแก้โจทย์คณิตศาสตร์มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเป็นรางวัลจากสถาบัน Fields Medal และ Abel Prize และเขาได้ขึ้นเวทีในงาน Heidelberg Laureate Forum เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเพื่อนำเสนอวิธีแก้โจทย์

โดยการแก้โจทย์ “สมมติฐานของ Riemann” นั้นท่านเซอร์ Michael Atiyah ต้องหาวิธีคาดการณ์รูปแบบการเกิดขึ้นของทุกๆ “เลขเฉพาะ หรือ Prime number” โดยที่แต่เดิมนักคณิตศาสตร์เชื่อว่า รูปแบบการเกิดขึ้นของ Prime number นั้น เป็นการเกิดขึ้นในแบบสุ่ม และไม่สามารถอธิบายรูปแบบการเกิดของ Prime number ด้วยสมการใดๆ ได้เลย

***Prime number คือ เลขเฉพาะ มันคือชุดของเลขจำนวนเต็มที่ไม่มีเลขจำนวนอื่นใดมาหารมันได้ลงตัว นอกจากเลข 1 และตัวมันเอง โดยตัวอย่างของเลข Prime number อาทิ 2, 3, 5, 7, 11, 13, 17, 19, 23… และมีตัวเลขอื่นๆ อีกจำนวนมหาศาลที่เป็น Prime number จะเห็นว่าตัวเลขที่เป็น Prime number จะไม่สามารถถูกหารได้ลงตัวจากตัวเลขอื่นใด ในขณะที่ 4, 15, 22… ไม่จัดว่าเป็น Prime number เพราะสามารถใช้ตัวเลขอื่นมาหารแล้วได้คำตอบที่เป็นตัวเลขลงตัว ไม่มีจุดทศนิยม

โดยวิธีแก้โจทย์ของเซอร์ Michael Atiyah นั้นต้องได้รับการตรวจสอบโดยนักคณิตศาสตร์คนอื่นๆ และถ้าได้รับการรับรองว่าถูกต้อง วิธีการของเขาก็จะได้รับการเผยแพร่ และท่านเซอร์สามารถนำวิธีการแก้โจทย์ของเขา ไปเคลมเงินรางวัล $1,000,000 กับทางสถาบัน Clay Mathematics Institute of Cambridge (CMI) ได้เลย

และโจทย์คณิต “Riemann hypothesis” เป็นหนึ่งในเจ็ดโจทย์คณิตสุดหินในซีรี่ย์ “Millennium Prizes” ของทางสถาบัน CMI ที่มีการประกาศว่าจะให้รางวัลกับใครก็ตาม ที่สามารถแก้โจทย์เหล่านี้ได้

แล้วอะไรคือ Riemann hypothesis แล้วท่านเซอร์แก้โจทย์นี้ได้อย่างไร?

โดย Bernard Riemann เป็นนักคณิตศาสตร์ในอดีตผู้โด่งดัง เขามีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1826-1866 ในขณะที่แวดวงนักคณิตศาสตร์มีความเชื่อว่า การเกิดของเลข Prime number นั้นเป็นรูปแบบสุ่ม ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ Bernard Riemann ได้เสนอสมมติฐานว่า การเกิดของ Prime number นั้นสามารถอธิบายได้ด้วยสมการที่มีชื่อว่า Riemann zeta

และเพื่อที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่า สมการของ Riemann สามารถพิสูจน์การเกิดของ Prime number ได้จริง ก็ต้องมีการนำ Prime number ที่มนุษย์รู้จักกว่า 10 ล้านล้านตัวเลข มาใส่ในสมการของเขา เพื่อพิสูจน์ว่าสมการนั้นถูกต้อง แต่ด้วยความที่มีตัวเลขจำนวนมากมายมหาศาล ทำให้แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่จะพิสูจน์ทฤษฎีของ Riemann

และเงินรางวัล $1,000,000 จะตกเป็นของใครก็ตามที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสมการของ Riemann เป็นจริง โดยต้องพิสูจน์ด้วยเลข Prime number ทั้งหมด 10 ล้านล้านตัวเลข และท่านเซอร์ Michael Atiyah ที่เคลมว่าตัวเองสามารถพิสูจน์ได้นั้น เขาได้ใช้วิธีการแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

โดยท่านเซอร์อธิบายว่าเขาใช้แนวทางของ John von Neumann (นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี 1903-1957) และ Friedrich Hirzebruch (นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน 1927-2012) ในการแก้โจทย์นี้ โดยนักคณิตศาสตร์นาม Keith Devlin ได้เขียนเอาไว้ในปี 1998 ว่า “ถ้าคุณไปถามนักคณิตศาสตร์ระดับโลกว่ามีโจทย์ใดที่มีความสำคัญและยากที่สุด แน่นอนคำตอบนั้นต้องเป็น Riemann hypothesis อย่างแน่นอน”

โดย ณ เวลานี้ ท่านเซอร์ Michael Atiyah ดำรงตำแหน่งประธานของสมาคม London Mathematical Society, Royal Society และ Royal Society of Edinburgh

แต่อย่างไรก็ดี ณ เวลานี้สถาบัน CMI ผู้ประกาศให้รางวัลกับคนที่สามารถแก้โจทย์ได้ ยังไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้
ที่มา : www.sciencealert.com , www.mwit.ac.th

มนุษย์ได้รับ ‘ยีนเสพติด’ จากพันธุกรรมของไวรัสโบราณ

มนุษย์ได้รับ "ยีนเสพติด" จากพันธุกรรมของไวรัสโบราณ

ชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของไวรัสโบราณสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งแทรกอยู่ใน “ดีเอ็นเอขยะ” (Junk DNA) ของมนุษย์ อาจเป็นกุญแจไขปริศนาที่ช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดบางคนจึงมีความเสี่ยงที่จะติดยาเสพติดได้สูงกว่าผู้อื่น

ทีมนักวิจัยนานาชาติจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยเอเธนส์ของกรีซ พบว่าส่วนหนึ่งของสารพันธุกรรมจากเรโทรไวรัส (Retrovirus) ชนิด HK2 ที่พบสอดแทรกอยู่ใกล้กับหน่วยพันธุกรรมหรือยีนบางตัวของคนเราซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการหลั่งสารโดพามีนในสมอง อาจเป็นตัวการทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติดที่ไม่พึงประสงค์ได้

มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสารวิชาการ PNAS โดยระบุว่าคนทั่วไปราว 5-10% มีสารพันธุกรรมจากไวรัส HK2 ในตำแหน่งใกล้กับยีนที่ควบคุมการหลั่งสารสร้างความรู้สึกพึงพอใจ แต่ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดประเภทฉีดเข้าเส้นที่สหราชอาณาจักรและกรีซนั้น ผู้วิจัยพบว่าคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีสารพันธุกรรมจากไวรัสดังกล่าว ปนเปื้อนในดีเอ็นเอตรงตำแหน่งเฉพาะมากกว่าคนทั่วไปในอัตราสูงสุดถึง 3.6 เท่า

ดร. กีคาส มากิออร์คินิส ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า ผลการค้นพบนี้ชี้ว่าสารพันธุกรรมจากไวรัสโบราณที่อยู่ในร่างกายของคนเรา สามารถทำให้เกิดโรคและความผิดปกติขึ้นได้ โดยมนุษย์ในปัจจุบันรับทอดชิ้นส่วนพันธุกรรมของไวรัสนี้มาจากมนุษย์โบราณที่ติดเชื้อไวรัสดังกล่าว เนื่องจากไวรัสได้ทำสำเนาสารพันธุกรรมของตนใส่เอาไว้ในดีเอ็นเอของผู้ติดเชื้อเสมอ

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่มักคิดกันว่า ชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของไวรัสที่พบกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในดีเอ็นเอมนุษย์นั้น ไม่มีบทบาทหน้าที่และไม่มีอันตรายอะไร แต่นับจากนี้ไปคงต้องมีการศึกษาสารพันธุกรรมดังกล่าวให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของดีเอ็นเอขยะ ซึ่งจะช่วยไขความลับทางพันธุกรรมออกมาได้เพิ่มขึ้น” ดร. มากิออร์คินิส กล่าว

รวบชายใช้พาสปอร์ตปลอมเข้าสหรัฐฯ ด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า

FILE - Facial recognition technology is used to screen people before they visit the Statue of Liberty in New York, US.

ทางการสหรัฐฯ นำเทคโนโลยีจดจำใบหน้า มาช่วยให้จับกุมชายที่ใช้พาสปอร์ตปลอม ลักลอบเข้าประเทศ ที่สนามบินนานาชาติดัลเลส ในเวอร์จิเนีย หลังจากติดตั้งระบบจดจำใบหน้าในสนามบินได้เพียง 3 วัน

คลิก facebook

ทางการจับกุมชายวัย 26 ปี ที่เดินทางจากนครเซา เปาโล ของบราซิล ซึ่งพยายามเข้าสหรัฐฯโดยใช้พาสปอร์ตปลอมของฝรั่งเศส แต่ระบบจดจำใบหน้าสามารถระบุตัวได้ว่าข้อมูลบนใบหน้าของเขาไม่ตรงกับสัญชาติของหนังสือเดินทางที่เขาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าตรวจค้นจึงพบว่า ชายคนดังกล่าวมีสัญชาติคองโก และซ่อนบัตรประจำตัวประชาชนของตัวเองไว้ในรองเท้า

เจ้าหน้าที่หน่วยงานศุลกากร ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ระบุว่า สนามบินนานาชาติดัลเลส เป็นหนึ่งใน 14 สนามบินในอเมริกา ที่นำร่องการใช้ระบบจดจำใบหน้า ตามด่านตรวจคนเข้าเมืองของสนามบิน ซึ่งเริ่มใช้ระบบนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน มีหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มนำระบบดังกล่าวไปใช้ โดยเฉพาะที่ประเทศจีน ซึ่งมีการใช้ระบบจดจำใบหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนที่สหรัฐฯ ก็เริ่มนำใช้ระบบนี้บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองตามพรมแดนสหรัฐฯ ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล รวมทั้งการวิจัยที่ชี้ว่าระบบจดจำใบหน้ายังไม่แม่นยำเพียงพอ โดยเฉพาะกับคนผิวสี

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินจะใช้การระบุเอกลักษณ์ อย่างการตรวจลายนิ้วมือ เพื่อดูว่าใช้หนังสือเดินทางจริงหรือไม่ในการเข้าออกประเทศ แต่สร้างความล่าช้าในระบบตรวจคนเข้าเมืองอย่างมาก ทำให้มีการผลักดันการใช้ระบบตรวจลายนิ้วมือเพียงอย่างเดียวแทนการใช้เอกสารการเดินทาง ก่อนจะมีการเสนอให้ใช้ระบบจดจำใบหน้านี้ขึ้นมา

ระบบจดจำใบหน้า เริ่มได้รับความสนใจในสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ผู้ก่อเหตุกราดยิงในสำนักงานของหนังสือพิมพ์ Capital Gazette ที่เมืองแอนนาโพลิส รัฐแมรีแลนด์ ซึ่งช่วยระบุตัวผู้ก่อเหตุ ที่ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อระบุเอกลักษณ์

ชงยูเอ็นทำสนธิสัญญาควบคุม “หุ่นยนต์สังหาร”

FILE - The mock killer robot was displayed in London in April 2013 during the launching of the Campaign to Stop Killer Robots, which calls for the ban of lethal robot weapons that would be able to select and attack targets without any human intervention.

หลายประเทศทโลกเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ หรือ UN พิจารณาในการผลักดันให้มีสนธิสัญญาซึ่งมีผลผูกพันทางกฏหมาย ห้ามใช้ “หุ่นยนต์สังหาร” ที่ทำงานได้เองโดยไม่มีการควบคุม

ตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศ 76 หน่วยงาน จาก 32 ประเทศทั่วโลก อาทิ Human Right Watch, องค์การนิรโทษกรรมสากล, Mines Action Canada และ Nobel Women’s Initiative ร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกันในการรณรงค์เพื่อต่อต้านการใช้ “หุ่นยนต์สังหาร” หรือระบบอาวุธที่ทำงานโดยอัตโนมัติ โดยปราศจากการควบคุมของมนุษย์ และเตรียมใช้เวทีการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบ หรือ CCW ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ในการเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ หรือ UN จัดทำสนธิสัญญาซึ่งมีผลผูกพันทางกฏหมายในประเด็นนี้

การรณรงค์เพื่อต่อต้านการใช้ “หุ่นยนต์สังหาร” แบบอัตโนมัติ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 2013 ซึ่งมี 26 ประเทศทั่วโลกที่สนับสนุนการห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าว รวมทั้งประเทศจีน ที่เห็นชอบในหลักการห้ามใช้หุ่นยนต์สังหารแบบอัตโนมัติ แต่ยังสนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะที่รัสเซียก็สนับสนุนให้มีการทำข้อตกลงร่วมกันที่ไม่มีผลผูกพันทางกฏหมาย

ด้าน Mary Wareham ตัวแทนจาก Human Rights Watch บอกว่า เวทีประชุม CCW ต้องการกดดันให้สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ผลักดันแผนห้ามใช้จักรกลสังหาร ที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องรอผลการประชุมที่จะทราบกันในวันศุกร์นี้ว่าการผลักดันให้เป็นสนธิสัญญานั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

ทั้งนี้ การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบ หรือ CCW มีเป้าหมายในการผลักดันให้มีสนธิสัญญาที่มีผลทางกฏหมายให้ได้ภายในช่วงปลายปี ค.ศ. 2019

โดยในการประชุมครั้งที่แล้ว ฝรั่งเศส อิสราเอล รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐฯ มีท่าทีคัดค้านการออกสนธิสัญญาห้ามใช้จักรกลสังหารนี้อย่างชัดเจน แต่บรรดานักเคลื่อนไหวยืนยันว่าข้อตกลงที่มีผลทางกฏหมายนั้นควรจัดทำขึ้น เพื่อผลักดันให้มีการควบคุมอาวุธเหล่านี้โดยมนุษย์ ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นการละเมิดมาตรฐานด้านจริยธรรมระหว่างประเทศ