คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-10 ไววิทญ์ สาธุธรรม กรรณิการ์ พันธ์ชมภู สหรัฐ ร่มไทรทอง วันใหม่ ศุภราทิตย์

รวบชายใช้พาสปอร์ตปลอมเข้าสหรัฐฯ ด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า

FILE - Facial recognition technology is used to screen people before they visit the Statue of Liberty in New York, US.

ทางการสหรัฐฯ นำเทคโนโลยีจดจำใบหน้า มาช่วยให้จับกุมชายที่ใช้พาสปอร์ตปลอม ลักลอบเข้าประเทศ ที่สนามบินนานาชาติดัลเลส ในเวอร์จิเนีย หลังจากติดตั้งระบบจดจำใบหน้าในสนามบินได้เพียง 3 วัน

คลิก facebook

ทางการจับกุมชายวัย 26 ปี ที่เดินทางจากนครเซา เปาโล ของบราซิล ซึ่งพยายามเข้าสหรัฐฯโดยใช้พาสปอร์ตปลอมของฝรั่งเศส แต่ระบบจดจำใบหน้าสามารถระบุตัวได้ว่าข้อมูลบนใบหน้าของเขาไม่ตรงกับสัญชาติของหนังสือเดินทางที่เขาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าตรวจค้นจึงพบว่า ชายคนดังกล่าวมีสัญชาติคองโก และซ่อนบัตรประจำตัวประชาชนของตัวเองไว้ในรองเท้า

เจ้าหน้าที่หน่วยงานศุลกากร ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ระบุว่า สนามบินนานาชาติดัลเลส เป็นหนึ่งใน 14 สนามบินในอเมริกา ที่นำร่องการใช้ระบบจดจำใบหน้า ตามด่านตรวจคนเข้าเมืองของสนามบิน ซึ่งเริ่มใช้ระบบนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน มีหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มนำระบบดังกล่าวไปใช้ โดยเฉพาะที่ประเทศจีน ซึ่งมีการใช้ระบบจดจำใบหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนที่สหรัฐฯ ก็เริ่มนำใช้ระบบนี้บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองตามพรมแดนสหรัฐฯ ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล รวมทั้งการวิจัยที่ชี้ว่าระบบจดจำใบหน้ายังไม่แม่นยำเพียงพอ โดยเฉพาะกับคนผิวสี

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินจะใช้การระบุเอกลักษณ์ อย่างการตรวจลายนิ้วมือ เพื่อดูว่าใช้หนังสือเดินทางจริงหรือไม่ในการเข้าออกประเทศ แต่สร้างความล่าช้าในระบบตรวจคนเข้าเมืองอย่างมาก ทำให้มีการผลักดันการใช้ระบบตรวจลายนิ้วมือเพียงอย่างเดียวแทนการใช้เอกสารการเดินทาง ก่อนจะมีการเสนอให้ใช้ระบบจดจำใบหน้านี้ขึ้นมา

ระบบจดจำใบหน้า เริ่มได้รับความสนใจในสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ผู้ก่อเหตุกราดยิงในสำนักงานของหนังสือพิมพ์ Capital Gazette ที่เมืองแอนนาโพลิส รัฐแมรีแลนด์ ซึ่งช่วยระบุตัวผู้ก่อเหตุ ที่ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อระบุเอกลักษณ์

ชงยูเอ็นทำสนธิสัญญาควบคุม “หุ่นยนต์สังหาร”

FILE - The mock killer robot was displayed in London in April 2013 during the launching of the Campaign to Stop Killer Robots, which calls for the ban of lethal robot weapons that would be able to select and attack targets without any human intervention.

หลายประเทศทโลกเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ หรือ UN พิจารณาในการผลักดันให้มีสนธิสัญญาซึ่งมีผลผูกพันทางกฏหมาย ห้ามใช้ “หุ่นยนต์สังหาร” ที่ทำงานได้เองโดยไม่มีการควบคุม

ตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศ 76 หน่วยงาน จาก 32 ประเทศทั่วโลก อาทิ Human Right Watch, องค์การนิรโทษกรรมสากล, Mines Action Canada และ Nobel Women’s Initiative ร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกันในการรณรงค์เพื่อต่อต้านการใช้ “หุ่นยนต์สังหาร” หรือระบบอาวุธที่ทำงานโดยอัตโนมัติ โดยปราศจากการควบคุมของมนุษย์ และเตรียมใช้เวทีการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบ หรือ CCW ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ในการเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ หรือ UN จัดทำสนธิสัญญาซึ่งมีผลผูกพันทางกฏหมายในประเด็นนี้

การรณรงค์เพื่อต่อต้านการใช้ “หุ่นยนต์สังหาร” แบบอัตโนมัติ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 2013 ซึ่งมี 26 ประเทศทั่วโลกที่สนับสนุนการห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าว รวมทั้งประเทศจีน ที่เห็นชอบในหลักการห้ามใช้หุ่นยนต์สังหารแบบอัตโนมัติ แต่ยังสนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะที่รัสเซียก็สนับสนุนให้มีการทำข้อตกลงร่วมกันที่ไม่มีผลผูกพันทางกฏหมาย

ด้าน Mary Wareham ตัวแทนจาก Human Rights Watch บอกว่า เวทีประชุม CCW ต้องการกดดันให้สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ผลักดันแผนห้ามใช้จักรกลสังหาร ที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องรอผลการประชุมที่จะทราบกันในวันศุกร์นี้ว่าการผลักดันให้เป็นสนธิสัญญานั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

ทั้งนี้ การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบ หรือ CCW มีเป้าหมายในการผลักดันให้มีสนธิสัญญาที่มีผลทางกฏหมายให้ได้ภายในช่วงปลายปี ค.ศ. 2019

โดยในการประชุมครั้งที่แล้ว ฝรั่งเศส อิสราเอล รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐฯ มีท่าทีคัดค้านการออกสนธิสัญญาห้ามใช้จักรกลสังหารนี้อย่างชัดเจน แต่บรรดานักเคลื่อนไหวยืนยันว่าข้อตกลงที่มีผลทางกฏหมายนั้นควรจัดทำขึ้น เพื่อผลักดันให้มีการควบคุมอาวุธเหล่านี้โดยมนุษย์ ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นการละเมิดมาตรฐานด้านจริยธรรมระหว่างประเทศ

ปรัชญาโอลิมปิก: เจ้าของรางวัลแรกของไทยทำสำเร็จได้อย่างไร ?

ปรัชญาโอลิมปิก

“ธีรเชษฐ์ โรจน์รัชสมบัติ” เป็นตัวแทนประเทศไทยคนแรกที่ได้รางวัลจากการแข่งขัน “ปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศ” แต่โรงเรียนทั่วประเทศไทย ยังไม่มีที่ไหนสอนปรัชญาในห้องเรียน

ถ้าหากคุณถาม ธีรเชษฐ์ โรจน์รัชสมบัติ ว่าสองสิ่งที่เขาชอบมากที่สุดคืออะไร ก็คงหนีไม่พ้นภูมิศาสตร์และปรัชญา สองสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เข้าค่อยกันเท่าไรสำหรับคนไทยทั่วไป แต่สำหรับเขา มันเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก

ความกังวลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมทำให้ธีรเชษฐ์ หรือ “ไดร์ฟ” อายุ 18 ปี สนใจภูมิศาสตร์จนได้ไปแข่งภูมิศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศและคว้าเหรียญทองกลับมา และความกังวลของเขาต่อ “ตรรกะวิบัติ” ของคนไทย ได้ทำให้เขาไปแข่งปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศจนได้คะแนนเป็นอันดับที่ 15 ของโลก

ปัจจุบัน เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเรียนรู้ทางด้าน “จริยศาสตร์ทางสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามว่า การทำอะไรด้านสิ่งแวดล้อมมันถูกหรือผิดอย่างไร ซึ่งเขาเชื่อว่าความรู้ทางปรัชญาจะเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้

“ปรัชญาคือการตั้งคำถามกับสิ่งรอบ ๆ ตัว แต่เป็นความรู้ในการดำรงชีวิต ว่าจะดำรงชีวิตอย่างไรถึงจะดีที่สุด” เขากล่าว “ส่วนการเรียนภูมิศาสตร์คือการศึกษาสิ่งรอบตัว และแก้ปัญหาเหล่านั้น เช่น ภาวะโลกร้อน การทำลายระบบนิเวศ มลภาวะ”

ค่ายภูมิศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

ไดร์ฟ ศึกษาหาความรู้ด้านปรัชญาจากการค้นคว้าด้วยตัวเอง ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่เขาเพิ่งเรียนจบเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาก็ไม่ได้สอนวิชานี้ เช่นเดียวกับโรงเรียนทุกแห่งในไทยที่ไม่ได้กำหนดวิชาปรัชญาไว้ในหลักสูตรการศึกษา

กำเนิด ตรรกะวิบัติ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ไดร์ฟสนใจศึกษาด้านปรัชญา เกิดจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ “การใช้เหตุผล” เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

จากนั้นเขาจึงชวนเพื่อนอีก 4 คนตั้งเพจ “ต่อต้านตรรกะวิบัติ” ในเฟซบุ๊ก เพื่อให้ความรู้คนไทยเกี่ยวกับการให้เหตุผล โดยใช้ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น ผี แอลกอฮอล์ เซ็กซ์ ไปจนถึงประเด็นที่หนักกว่า เช่น รัฐบาล รัฐธรรมนูญ ภาวะโลกร้อน และการเกณฑ์ทหาร

“นักการเมืองต่อต้านรัฐธรรมนูญ นักการเมืองน่าจะต้องโกง เพราะฉะนั้นเราควรรับรัฐธรรมนูญ”

“นายเธียรมาจากอิรัก ประเทศอิรักมีการก่อการร้าย เพราะฉะนั้นนายเธียรเป็นผู้ก่อการร้าย”

“ถ้าซื้อเรือดำน้ำแล้วประเทศจะเจริญ ไม่ซื้อเรือดำน้ำ เพราะฉะนั้นประเทศจะไม่เจริญ”

คือตัวอย่างของประเด็นการเมืองที่ไดร์ฟและเพื่อน ๆ ใช้ประกอบเป็นตัวอย่างของ “ตรรกะวิบัติ” โดยวันแรกที่เปิดตัว มีคนกดไลค์เพจถึง 5,000 คน และปัจจุบันมีการลงประเภทของตรระกะวิบัติไว้ 22 ชนิด

  • เปิดใจเด็กไทยเจ้าของเหรียญรางวัลชีววิทยาโอลิมปิก
  • เฟซบุ๊กต่อต้านตรรกะวิบัติ
  • เรียนจากยูทิวบ์

    การศึกษาเรื่องตรรกศาสตร์ทำให้ไดร์ฟสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องปรัชญาทั่วไป เขาจึงดูวิดีโอที่สอนปรัชญาเป็นภาษาอังกฤษในยูทิวบ์ แหล่งหาความรู้ทั่วไปตั้งแต่อยู่ชั้น ม. 1

    “การที่เรารู้อะไรใหม่ ๆ ทุกวันโดยไม่มีกรอบของโรงเรียนเข้ามาเกี่ยว เราฟังแค่เพราะอยากรู้ มันเป็นอะไรที่ทำแล้วมีความสุข แล้วมันเป็นนิสัยอย่างหนึ่ง ที่ได้ดีจากในหลาย ๆ ด้านเพราะยูทิวบ์นี่แหละ” เขากล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า 80% ของความรู้ด้านปรัชญาที่เขามี มาจากการศึกษาผ่านยูทิวบ์

    ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ไดร์ฟเป็นหนึ่งในผู้สมัคร 50 คนที่สอบคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สมาคมปรัชญาแห่งประเทศไทยมีการคัดเลือกดังกล่าว

    ไดร์ฟเป็นนักเรียน 1 ใน 2 คนที่ผ่านการคัดเลือก และใช้เวลาอีก 3 เดือนก่อนเดินทางไปแข่งขันในเดือน พ.ค. ที่ประเทศมอนเตเนโกร เตรียมตัวไปแข่ง โดยอ่านหนังสือจากห้องสมุดของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การศึกษาข้อสอบเก่า ๆ มาก่อนทำให้ไดร์ฟรู้ว่าควรจะเน้นสาขาปรัชญาที่ตัวเองถนัดที่สุด นั่นคือ จริยศาสตร์ (ethics) ที่ว่าด้วยความถูกผิดของการกระทำ

    “ชอบเป็นพิเศษเพราะดูเป็นสาขาที่ใช้จริง การตอบคำถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้องคืออะไรที่ทุกคนควรเรียนด้วยซ้ำไป อะไรถูกต้อง อะไรคือความดี รู้ได้ไงว่าเป็นความดี ทำอย่างนี้ผิดไหม การใช้ชีวิตยังไงดีที่สุด คือ จริยศาสตร์” เขากล่าว

    “สิทธิ” สิ่งแวดล้อม

  • ธีรเชษฐ์ โรจน์รัชสมบัติ หรือ ไดร์ฟ ในขณะแข่งขัน
  • ข้อสอบของปรัชญาโอลิมปิก เป็นการเขียนเรียงความวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของนักปรัชญา ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 ข้อความ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องตอบเป็นภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแรกเกิดของตัวเอง ซึ่งมีให้เลือกเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และสเปน

    คำถามที่ไดร์ฟเลือกตอบ มาจากคำพูดของนักปรัชญาชาวเยอรมัน อิมมานูเอล คานต์ ที่กล่าวว่า “เนื่องจากชุมชนสากลที่ (แคบกว่าหรือกว้างกว่า) มีอยู่ทั่วไปท่ามกลางประชากรต่าง ๆ ในโลก การละเมิดสิทธิของประชากรเหล่านั้นในที่ใดที่หนึ่งบนโลกนี้ จะรู้สึกไปทุกแห่งหน”

    ในคำตอบ 5 หน้าของไดร์ฟ เขาเสนอว่า การให้สิทธิกับสิ่งแวดล้อมเหมือนที่มนุษย์ให้สิทธิมนุษย์ทุกคนในรูปแบบของสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะชุมชนโลกกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และมนุษย์ต้องพึ่งสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิต

    ไดร์ฟขยายความว่า การให้สิทธิกับสิ่งแวดล้อมในมุมมองของเขา จะถือว่าสิ่งทางธรรมชาติทั้งหลาย เช่น ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเลสาบ ควรอยู่ในฐานะทางกฎหมายเทียบเท่ากับคน แต่เมื่อไม่สามารถที่จะพูดในศาลได้ ก็ให้ถือว่าเป็น “บุคคลพิการทางสติปัญญา″

  • น้ำมันรั่ว
  • “สมมุติว่าไดร์ฟเป็นองค์กรทางสิ่งแวดล้อมแล้วไดร์ฟรู้ว่าโรงงานหนึ่งทิ้งสารลงไปในแม่น้ำ ไดร์ฟสามารถแจ้งความโรงงานนั้นได้เลยในฐานะเป็นผู้ปกครองของแม่น้ำนั้น แล้วโรงงานนั้นต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับแม่น้ำ″ ไดร์ฟกล่าว “แล้วจ่ายมากแค่ไหน? สมมุติว่าค่าฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาเหมือนเดิมคือ 1 ล้านบาท ก็ต้องใช้ 1 ล้านบาท”

    คำตอบของไดร์ฟทำให้เขาได้คะแนนรวมเป็นอันดับที่ 15 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 100 คน จาก 50 ประเทศ และได้รับรางวัลชมเชย

    ปรัชญาในห้องเรียน

    แม้ว่าสมาคมปรัชญาฯ จะก่อตั้งมา 20 ปีแล้ว แต่ไม่เคยมีการส่งนักเรียนไปแข่งปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศ จนกระทั่งเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ได้เริ่มจัดการคัดเลือกเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการผลักดันการเรียนการสอนปรัชญาในโรงเรียน

    “มีงานวิจัยสนับสนุนความคิดที่ว่า การเรียนปรัชญา ทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในวิชาอื่น ๆ ดีขึ้น เพราะปรัชญาเป็นเรื่องความคิดและตรรกะ และพวกนี้จำเป็นต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ทำให้เข้าใจว่าทฤษฎีที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร” ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นายกสมาคมปรัชญาฯ และอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

  • ธีรเชษฐ์ โรจน์รัชสมบัติ (กลาง) และ ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นายกสมาคมปรัชญาแห่งประเทศไทย
  • เนื่องจากสมาคมฯ ไม่ได้ขึ้นกับมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา (สอวน.) จึงทำให้ไม่มีงบที่จะสนับสนุนค่าเดินทางให้แก่ผู้แข่งขัน หรือจัดการติวหรือเข้าค่ายอย่างที่มีในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการอื่น ๆ ในประเทศ

    ศ.ดร.โสรัจจ์กล่าวว่า การที่จะให้ สอวน. ซึ่งมีหน้าที่คัดเลือกและส่งนักเรียนไปแข่งโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ บรรจุปรัชญาเป็นหนึ่งในวิชาที่ทางองค์กรสนับสนุน อาจมีเงื่อนไขว่าต้องมีปรัชญาในหลักสูตรการศึกษาของไทยก่อน

    แต่การผลักดันเรื่องดังกล่าวอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องให้กระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญของวิชาดังกล่าว รวมถึงความเชื่อและวัฒนธรรมของคนไทย ที่นักเรียนจะต้อง “ว่านอนสอนง่าย” และ “เชื่อฟังผู้ใหญ่”

    “ปรัชญาเป็นวิชาที่ท้าทายคนสอนค่อนข้างเยอะ เพราะเนื้อหาอยู่ที่การตั้งคำถาม คิด เถียง สงสัย” ศ.ดร.โสรัจจ์ กล่าว “แต่เรารู้ ๆ กันว่าวัตถุประสงค์การเรียนการสอนของประถมไม่เน้นให้เถียงเก่ง แต่ปรัชญาทำให้คนเถียงเก่งขึ้น มันไปด้วยกันไม่ได้”

    คณะกรรมการปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ในบรรดา 50 ประเทศที่เข้าแข่งขันในปีนี้ มีไทยเพียงประเทศเดียวที่ไม่มีการเรียนการสอนปรัชญาในโรงเรียน ไม่ว่าจะภายใต้วิชาปรัชญาโดยตรง หรือผ่านวิชาอื่น เช่น สังคมศาสตร์

  • นักเรียนไทยเรียนรู้เรื่องค่านิยม 12 ประการ
  • โดย ศ.ดร.โสรัจจ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรงเรียนรัฐบาลไม่ได้สอนวิชาปรัชญา แต่โรงเรียนนานาชาติบางแห่งสอน และถึงแม้ว่าจะมีข้อโต้เถียงว่ามีวิชาปรัชญาในไทยสอนอยู่ในรูปแบบของการเรียนศีลธรรม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หน้าที่พลเมือง และค่านิยม 12 ประการ ที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน แต่ในการเรียนการสอนเหล่านั้นไม่มีการถกเถียงถึงที่มาที่ไปของแนวคิดเหล่านั้น

    “เพราไม่อย่างนั้นจะเป็นแค่การนั่งท่องแต่ค่านิยม โดยไม่มีการคิดวิเคราะห์ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่รับอะไรของผู้ใหญ่ แต่เราจะรับอะไรที่สมควรและมีเหตุผลที่เพียงพอ” เขากล่าว

    ส่งแรงสะเทือน

    ไดร์ฟให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยผ่านโทรศัพท์ จากหอพักในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ที่เขาพักอยู่กับนักเรียนทุนไทยอีก 58 คน ที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทยหลากหลายทุน

    ไดร์ฟเองได้ทุนจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเรียนภูมิศาสตร์ในระดับปริญญาตรีถึงเอก หลังจากที่ปีที่แล้วเขาได้เหรียญทองจากการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งภูมิศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

    หลังจากที่เข้าค่ายเพื่อเรียนภาษาอังกฤษและเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ในวันเสาร์นี้ ไดร์ฟจะย้ายไปอยู่รัฐคอนเนตทิคัตเพื่อเรียนชั้น ม.6 ที่โรงเรียน Loomis Chaffee ซึ่งเป็น “prep school” หรือโรงเรียนเอกชนที่เปิดให้เตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ที่ไดร์ฟเรียกว่าเป็น “เตรียมอุดมฯ ของอเมริกา″

  • น้ำท่วมประเทศไทยปี 2554
  • แม้ว่าเป้าหมายของไดร์ฟหลังจากเรียนจบ คือการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเขามองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือเรื่องภาวะโลกร้อน แต่ลึก ๆ แล้ว ไดร์ฟบอกว่าเป้าหมายสูงสุดคือ อยากเป็นนักการเมือง เพราะน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าในแง่ของนโยบาย

    และถ้าหากเขาได้เป็นนักการเมือง หรือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ไดร์ฟรับปากว่า จะทำเรื่องการเรียนปรัชญาในโรงเรียนให้เป็นจริงอย่างแน่นอน เพียงแต่ปัจจุบัน อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเด็กไทยที่ตั้งคำถาม อาจถูกตราหน้าเป็น “บุคคลอันตราย”

    “ถ้าเด็กคิดเป็น เดี๋ยวระบบการศึกษาสะเทือนหมด ระบบอำนาจนิยมในไทยจะสะเทือนหมด เพราะปรัชญาคือวิชาที่มีไว้เพื่อตั้งคำถาม ถ้าเด็กตั้งคำถามจะอยู่ยังไง?” เขากล่าว

เผยแผนขัดขวางเอไอครองโลกด้วย “ความโง่ประดิษฐ์”

หุ่นยนต์

ผู้คนจำนวนไม่น้อยหวั่นเกรงกันว่า หากปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอพัฒนาตนเองอย่างก้าวกระโดดเรื่อยไปเช่นนี้ สักวันหนึ่งมนุษย์จะต้องตกเป็นทาสของเอไอที่มีความสามารถล้ำเกินคนไปหลายขุม ซึ่งความคิดดังกล่าวทำให้มีผู้เสนอแผนการยับยั้งปัญญาประดิษฐ์ที่น่ากลัวเสียแต่วันนี้ ด้วยการสร้าง “ความโง่ประดิษฐ์” (Artificial Stupidity) ขึ้นมาต่อกร

นักวิทยาศาสตร์สองรายคือ ดร. มิเกล ทราซซี จากมหาวิทยาลัยซอร์บอน์ของฝรั่งเศส และดร. โรมัน ยัมโปลสกี จากมหาวิทยาลัยลุยส์วิลล์ของสหรัฐฯ ร่วมกันเสนอแนวคิดข้างต้นลงในบทความที่เผยแพร่ทางคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุว่า “เราสามารถใส่รหัสของความโง่ประดิษฐ์ลงในโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ได้ เพื่อสร้างข้อจำกัดในการทำงานและประมวลผลบางอย่าง โดยกำหนดให้เอไอมีความสามารถในบางเรื่องไม่เหนือไปกว่ามนุษย์”

แผนการดังกล่าวจะทำให้ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนกับใช้สมองมนุษย์ (Artificial General Intelligence – AGI ) มีความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้น หลังลดทอนขีดความสามารถในการคิดคำนวณและความจำลงบ้าง แม้ในปัจจุบันมนุษย์จะยังไม่สามารถสร้างปัญญาประดิษฐ์ในระดับดังกล่าวขึ้นมาได้ก็ตาม

ผู้เสนอแนวคิด “ความโง่ประดิษฐ์” ทั้งสองยังบอกว่า ในปัจจุบันก็มีแชตบ็อต (Chatbot) ที่เป็นโปรแกรมสนทนาอัตโนมัติทางออนไลน์ ซึ่งถูกตั้งค่าการทำงานให้พูดจาผิดพลาดได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบางครั้ง เพื่อให้ฟังดูเป็นธรรมชาติเหมือนพูดคุยกับคนจริง ๆ มากขึ้น

“การทำให้เอไอมีข้อด้อยทางสติปัญญานั้นทำได้หลายทาง เช่นการป้อนอคติแบบเดียวกับที่มนุษย์มีลงไปในกระบวนการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ หรืออาจวางโปรแกรมให้เอไอมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม เพื่อที่จะได้ไม่พยายามพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง ซึ่งอาจเป็นหนทางก่อกำเนิดเอไอที่มีความชั่วร้ายได้” บทความดังกล่าวระบุ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า การใช้ “ความโง่ประดิษฐ์” กับเอไอนั้น จะต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ไปลดทอนความสามารถของปัญญาประดิษฐ์มากจนเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้เอไอพัฒนาตนเองไปอย่างสุดขั้ว จนมนุษย์ไม่สามารถจะเข้าใจและติดตามได้ทันเช่นกัน

ด้านดร. สจวร์ต อาร์มสตรอง จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดแสดงความเห็นว่า แผนการใช้ “ความโง่ประดิษฐ์” นั้นไม่เพียงพอที่จะควบคุมเอไอเอาไว้ได้ เพราะมันอาจลอบทำสำเนาตนเอง ขณะที่ยังไม่ถูกตั้งขีดจำกัดทางสติปัญญาเอาไว้ และอาจลอบพัฒนาตนเองไปในทางที่มนุษย์คาดไม่ถึงจนได้

นักวิทยาศาสตร์ปลูกถ่ายปอดเทียมในหมูได้สำเร็จ หวังช่วยรักษาชีวิตทารกแรกเกิดในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ปลูกถ่ายปอดเทียมในหมูได้สำเร็จ หวังช่วยรักษาชีวิตทารกแรกเกิดในอนาคต

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1924975440900599

แม้ไม่เคยมีข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่างรอรับการบริจาคปอด แต่ถึงกระนั้น ปอดที่ได้รับบริจาคมา และมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้ ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกคน และเมื่อมีการปลูกถ่ายอวัยวะให้ใครสักคน ก็ยังมีอัตราล้มเหลวอยู่ในระดับสูงด้วย ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเร่งหาทางแก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยการปลูกเนื้อเยื่อที่สำคัญของมนุษย์ขึ้นในห้องทดลอง

ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยของ University of Texas Medical Branch สามารถเพาะหรือสังเคราะห์ปอดเทียมของมนุษย์ได้สำเร็จมาแล้วในปี 2014  แต่ตอนนี้พวกเขาประสบความสำเร็จไปอีกขั้น เมื่อสามารถปลูกถ่ายปอดเทียมในหมูได้สำเร็จ ซึ่งหมายความว่าเข้าใกล้ความเป็นจริงในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับมนุษย์มากขึ้นด้วย

โดยในการเพาะปอดนั้น ทีมนักวิจัยจะต้องสร้างโครงปอดขึ้นมาก่อน ด้วยการใช้น้ำตาลและสารซักฟอกมาผสมกัน เพื่อฟอกเซลล์และเลือดออกจากปอดของหมูให้เหลือเพียงแค่โปรตีนอยู่ในโครงปอดเท่านั้น จากนั้นก็นำโครงปอดหมูไปใส่ไว้ในถังเพาะเลี้ยงที่มีสารอาหารแบบพิเศษ จากนั้นก็นำเซลล์จากปอดของหมูที่จะรับการปลูกถ่ายใส่เข้าไปในปอดที่อยู่ในถังเพาะเลี้ยง และเพาะไว้นาน 30 วัน จากนั้นจึงนำมาปลูกถ่ายในหมูทดลอง 4 ตัว

ปรากฏว่า ภายในเวลา 2 สัปดาห์ ปอดที่ได้รับการปลูกถ่ายเริ่มสร้างโครงข่ายของหลอดเลือดให้แข็งแรงขึ้นเพื่อความอยู่รอด ซึ่งจากการสังเกตการณ์หลังการปลูกถ่ายในช่วงระหว่าง 2 เดือน พบว่าไม่มีสัญญาณใดที่บ่งชี้ว่าระบบภูมิคุ้นกันของสัตว์ปฏิเสธปอดใหม่ อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยต้องการทำการศึกษาในระยะยาวต่อไปถึงการทำงานของอวัยวะที่ปลูกถ่ายเข้าไปด้วยว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจแรกเริ่มมาจากทารกแรกเกิดที่พัฒนาการบกพร่อง โดยเฉพาะอาการที่เรียกว่า Diaphragmatic Hernia (ไส้เลื่อนกระบังลม) ที่ลำไส้เลื่อนไปอยู่ในช่องอก และไปหยุดการเจริญเติบโตของปอด ซึ่ง Joan Nichols หัวหน้าทีมวิจัยชุดนี้ ระบุว่ากรณีดังกล่าวทำให้ทารกเสียชีวิตแทบจะในทันทีที่เกิดออกมา และไม่มีการรักษาใดที่จะช่วยได้ ซึ่งปอดเทียมที่เพาะขึ้นมานี้อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยรักษาชีวิตของทารกไว้ได้ และหากได้รับการสนับสนุนเงินทุนที่ดี รวมถึงมีอุปกรณ์ที่ดีขึ้น ก็เชื่อว่าการปลูกถ่ายปอดเทียมจะพร้อมใช้งานครั้งแรกภายในระหว่าง 5-10 ปี ข้างหน้า

ที่มา : www.newsweek.com , futurism.com

แผ่นดินไหวส่งแรงสั่นสะเทือนถึงอีกฝั่งของโลกได้ใน 3 วัน

Rescue personnel search for survivors at the site of a collapsed building on February 6, 2016 in Tainan, Taiwan. A magnitude 6.4 earthquake hit southern Taiwan

แม้อาฟเตอร์ช็อก (Aftershock) หรือการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นตามหลังเหตุแผ่นดินไหวจะเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในบริเวณใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ แต่ล่าสุดนักธรณีวิทยาต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงแต่ละครั้งสามารถส่งคลื่นสะเทือนที่ทำให้เกิดการสั่นไหวได้ไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่ง ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออริกอนสเตทของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องดังกล่าวลงในวารสาร Nature Scientific Reports โดยระบุว่าได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุแผ่นดินไหวย้อนไปในอดีตตลอด 44 ปีที่ผ่านมา และพบว่าหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 6.5 ขึ้นไป มักมีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.0 หรือรุนแรงกว่าตามมาในอีกฝั่งหนึ่งของโลก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 2-3 วันให้หลัง

ดร. โรเบิร์ต โอมัลลีย์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า “แผ่นดินไหวเป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่แผ่นเปลือกโลกสะสมแรงเค้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรอยเลื่อนที่แผ่นเปลือกโลกมาบรรจบกันใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของวงจรนี้ แรงเค้นจะเพิ่มสูงจนถึงจุดที่ต้องปลดปล่อยออกมาและเกิดแผ่นดินไหวได้”

“ยิ่งเหตุแผ่นดินไหวมีความรุนแรงมากขึ้นเท่าใด การสั่นสะเทือนที่เกิดตามมาในอีกซีกโลกหนึ่งยิ่งมีขนาดหรือแมกนิจูดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มักเกิดเหตุแผ่นดินไหวตามหลังที่รุนแรงเกือบทั้งสิ้น โดยจะเกิดภายในพื้นที่ 30 องศา วัดจากจุดตรงข้ามกับศูนย์กลางแผ่นดินไหวซึ่งเกิดก่อนในอีกซีกโลกหนึ่ง” ดร. โอมัลลีย์กล่าว

อย่างไรก็ดีนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบชัดถึงสาเหตุและกลไกที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ขึ้น แม้ก่อนหน้านี้จะพบว่าพลังงานจากคลื่นสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวสามารถสะท้อนลึกลงไปในชั้นเนื้อโลกหรือแมนเทิล (Mantle) ได้ก็ตาม

ตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ลักษณะนี้ คือเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2004 ซึ่งมีจุดศูนย์กลางนอกชายฝั่งเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย และมีความรุนแรงจนทำให้เปลือกโลกทั้งแผ่นเคลื่อนตัวขึ้นลงช้า ๆ ราว 1 เซนติเมตร และทำให้โลกทั้งใบ “สั่นไหวเหมือนกับตีระฆัง” ส่งผ่านพลังงานซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวตามมาในอีกซีกโลกได้ แต่คลื่นสั่นสะเทือนนี้จะเคลื่อนที่ช้ามากจนมนุษย์ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแต่อย่างใด

นักวิจัยอังกฤษพัฒนาวิธีพิมพ์ ‘ลายนิ้วมือพราน’ ช่วยอนุรักษ์ตัวนิ่ม

FILE - Bags of pangolin scales are pictured next to elephant tusks seized from traffickers by Ivorian wildlife agents, Abidjan, Ivory Coast, Jan. 25, 2018.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1914515268613283

ตัวนิ่มเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีเกล็ดหนาเรียงซ้อนกันเป็นเเถวๆ คล้ายกับตัวอาร์มาดิลโล (armadillo) เพื่อป้องกันตัวเองจากสัตว์ล่าเหยื่อ เเต่ความต้องการเกล็ดตัวนิ่มทำให้คนลักลอบล่าเเละค้าตัวนิ่มจนคุกคามต่อความอยู่รอดของสัตว์ป่าชนิดนี้

แต่ในขณะนี้ ทีมนักวิจัยในอังกฤษได้พัฒนาวิธีจัดเก็บลายนิ้วมือของผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่า ที่ติดอยู่บนเกล็ดตัวนิ่ม

เเจค รีด เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคการเก็บหลักฐานแห่งมหาวิทยาลัยพอร์ทสมัธ ในอังกฤษ กล่าวว่า ทีมงานตื่นเต้นและทึ่งมากหลังจากการทดลองครั้งแรกช่วยให้ทีมงานได้ลายนิ้วมือของคนบนเกล็ดตัวนิ่ม

เทคโนโลยีเก็บหลักฐานลายนิ้วมือนี้ใช้ง่ายเพราะมีขั้นตอนแบบ low-tech

ด็อกเตอร์ พอล สมิธ แห่งศูนย์นวัตกรรมด้านการจัดเก็บหลักฐานแห่งมหาวิทยาลัยพอร์ทสมัธ กล่าวว่า วิธีการจัดเก็บลายนิ้วมือนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบเท่ากับการจัดเก็บในห้องทดลองหรือในจุดเกิดเหตุอาชญากรรมที่มีการควบคุม เเต่ก็ใช้งานได้ในการช่วยจัดเก็บหลักฐานอย่างรวดเร็ว เเล้วนำไปวิเคราะห์ต่อในห้องแล็บ
ผู้ร่วมมือในโครงการนี้ รวมทั้งสมาคมสวนสัตว์แห่งกรุงลอนดอน (Zoological Society of London) กับสำนักงานคนเข้าเมืองเเละศุลกากรแห่งสหราชอณาจักร (UK Border Force) ซึ่งเป็นผู้นำเกล็ดตัวนิ่มมาให้ทีมนักวิจัย โดยตัวนิ่มนั้นถือเป็นสัตว์ปกป้องภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ ไซเตส (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora – CITES)

ทีมนักวิจัยคาดกันว่า เทคนิคการจัดเก็บลายนิ้วมือจากตัวนิ่มนี้จะมีผลดีมหาศาลต่อการปราบปรามการลักลอบค้าขายตัวนิ่ม

เเกรนท์ มิลเล่อร์ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเเละศุลกากรอาวุโสของอังกฤษ กล่าวว่า เทคนิคการจัดเก็บลายนิ้วมือนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ระบุได้ว่าเครือข่ายอาชญากรใดเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าเกล็ดตัวนิ่มที่ยึดได้ นำไปสู่การสอบสวนเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดได้

หลายคนกังวลว่าตัวนิ่มอาจสูญพันธุ์ได้หากไม่สามารถปราบปรามการลักลอบค้าขายตัวนิ่ม คริส เเรนสัม ผู้จัดการโครงการแอฟริกา สมาคมสวนสัตว์แห่งกรุงลอนดอน กล่าวว่า มีหลายพื้นที่ที่ไม่มีตัวนิ่มหลงเหลืออยู่และปัญหานี้ยังเกิดขึ้นต่อไป จึงจำเป็นต้องหาทางปราบปรามการลักลอบค้าตัวนิ่ม ลดความต้องการบริโภคตัวนิ่ม และหยุดยั้งการล่าตัวนิ่มเพื่อช่วยให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายากนี้อยู่รอดได้ในธรรมชาติ

ด้าน คริสตี้ แฮนเดอร์สัน ผู้ประสานงานการรณรงค์อาวุโสเเห่ง PETA (People for the Ethical Treatment of Animals) หน่วยงานพิทักษ์สิทธิ์สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวว่า จำเป็นต้องทำมากกว่านี้เพื่อปกป้องตัวนิ่มที่ถูกล่าเพื่อนำไปบริโภค เพราะความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของเกล็ดตัวนิ่ม

การลักลอบค้าขายสัตว์ป่าเเละพันธุ์พืชเป็นอาชญากรรมใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก ตามหลังการลักลอบค้ามนุษย์ ยาเสพติดเเละอาวุธ โดยประมาณว่ามีมูลค่าระหว่าง 17,000 – 23,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯต่อปี

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

ประมวลภาพ 3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ในหนึ่งคืน ดาวอังคารสีแดง-จันทร์สีเลือด

ประมวลภาพ มหัศจรรย์ในคืนอาสาฬหบูชา 3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ดาวอังคารตรงข้ามดวงอาทิตย์ – จันทรุปราคาเต็มดวง – ดวงจันทร์ไกลโลกสุด เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ก.ค. ถึงรุ่งเช้า 28 ก.ค. 

จันทรุปราคา

จันทรุปราคา

วานนี้ (27 กรกฎาคม 2561) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีรายงานเผยภาพบรรยากาศการสังเกตการณ์ 3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญที่เกิดขึ้นตลอดคืนวันที่ 27 กรกฎาคม คือ ดาวอังคารอยู่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ จันทรุปราคาเต็มดวงนานที่สุดในศตวรรษที่ 21 และดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี โดย สดร. มีโดยตั้งกล้องโทรทรรศน์บริการประชาชน 4 จุดสังเกตการณ์หลัก คือที่ เชียงใหม่ โคราช ฉะเชิงเทรา และสงขลา พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมชมปรากฏการณ์ด้วยกัน ตั้งแต่เวลา 18.00-04.30 น.

พบว่า บริเวณลานนางเงือก หาดสมิหลา จ.สงขลา ท้องฟ้าเปิดตั้งแต่ช่วงค่ำ สังเกตเห็นดาวอังคารสว่างชัดเต็มตา เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ เคียงดวงจันทร์เต็มดวง และยังสังเกตเห็นวัตถุท้องฟ้าอื่น ๆ อาทิ ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี ผ่านกล้องโทรทรรศน์หลากหลายชนิด เช่นเดียวกับหลายจังหวัดภาคใต้ พบท้องฟ้าเป็นใจต่อการสังเกตการณ์ อาทิ กระบี่ ภูเก็ต สุราษฏร์ฯ ยะลา

จันทรุปราคา

ขณะที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา แม้เจอฟ้าเปิดสลับกับมีเมฆมาก แต่ยังสามารถสังเกตการณ์ดาวอังคารและวัตถุท้องฟ้าได้ตั้งแต่ช่วงค่ำเช่นกัน

ส่วนบรรยากาศที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ ฉะเชิงเทรา ได้รับความสนใจจากเยาวชนและประชาชนจำนวนมาก เฝ้ารอสังเกตการณ์ดาวอังคารอยู่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ แต่สภาพอากาศไม่เป็นใจ ท้องฟ้ามีเมฆมาก และฝนตกบางช่วงเวลา เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสังเกตการณ์

จันทรุปราคา

ขณะที่ช่วงหลังเที่ยงคืนวันที่ 27 กรกฎาคม ยังคงมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ให้เฝ้ารอชม เวลาประมาณ 00.14 น. จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงนานที่สุดในศตวรรษที่ 21 คราสเต็มดวงกินเวลา 1 ชั่วโมง 43 นาที ตั้งแต่เวลา 02.30-04.13 น. และยังตรงกับช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวงโคจรไกลโลกที่สุดในรอบปีอีกด้วย

ทั้งนี้ประเทศไทยจะสามารถสังเกตปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ถึงเวลาประมาณ 05.19 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม

จันทรุปราคา

จันทรุปราคา

จันทรุปราคา

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

แผ่นดินไหวอินโดนิีเซีย: ทำไมคนไทยชอบปีนภูเขาไฟบนเกาะลอมบอก

ภูเขาไฟรินจานี ถือเป็นเป้าหมายที่กำลังได้รับความนิยมของคนไทย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1911263702271773

จำนวนคนไทยที่ติดค้างบนภูเขาไฟรินจานี ในเกาะลอมบอกกว่า 200 คน สะท้อนถึงความนิยมต่อการท่องเที่ยว แนวผจญภัยของนักท่องเที่ยวไทย บีบีซีไทยรวบรวมเหตุผลว่า ทำไมคนไทยชอบเที่ยวเกาะลอมบอก

นพ.อรรควิชญ์ หาญนวโชค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว ผู้ก่อตั้งและดูแลเฟซบุ๊กเพจแนะนำการท่องเที่ยว “หมอ ๆ ตะลุยโลก” มาแล้ว 5 ปี และมีผู้ติดตามอยู่มากกว่า 1.5 แสนคน บอกกับ บีบีซีไทย ว่า การเดินสำรวจภูเขาไฟในประเทศอินโดนีเซีย นอกจากมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่และแตกต่างจากการปีนเขาในไทยแล้ว ยังมีอีก 4 เหตุผล ที่คนไทยไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านทางใต้มากขึ้นในขณะนี้

1) การปีนภูเขาไฟยังแบบดั้งเดิม

หากพิจารณาการปีนเขาในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้แล้ว จะพบว่าการผจญภัยบนภูเขาไฟในอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเขาไฟโบรโม ภูเขาไฟรินจานี และภูเขาไฟคาวาอีเจียน ยังคงรูปแบบการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติดั้งเดิม ทิวทัศน์ยังมีความเป็นธรรมชาติสูง ไม่ถูกคุกคามมาก

ทิวทัศน์มีความแปลกตารายล้อมโดยธรรมชาติ

เมื่อเที่ยบกับสถานที่ปีนเขาอื่น ๆ ที่คนไทยนิยม เช่น การปีนภูเขาไฟฟูจิในญี่ปุ่น หรือ การปืนยอดเขาเอเวอเรสต์ในเนปาล ระยะทางและเวลาในการเดินทางมาที่เกาะลอมบอกใช้เวลาไม่นาน ระยะเวลาบินราว 4 ชั่วโมง จากกรุงเทพมหานครมายังสนามบินเดนปาซาร์ บนเกาะบาหลี และ บินต่อไปยังเกาะลอมบอกอีกเพียง 30 นาทีเท่านั้น

2. ค่าใช้จ่ายไม่สูง

โดยปกติจุดหมายหลักในการท่องเที่ยวบนเกาะลอมบอก ก็คือ “การปีนภูเขาไฟรินจานี” ส่วนใหญ่คนไทยจะมาเป็นกลุ่ม ๆ ละประมาณ 10-20 คน โดยจะจองกับบริษัทนำเที่ยวท้องถิ่น หากเป็นกลุ่มใหญ่ ค่าทัวร์ก็ถือว่าคุ้มค่าเงินมากขึ้น โดยเฉลี่ย หากเป็นแพกเกจ 3 วัน 2 คืน มีค่าใช้จ่ายราว 150 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ หรือราว 5,000 บาท ต่อคน ขณะที่การเดินทางมายังเกาะลอมบอก ก็มีสายการบินต้นทุนต่ำก็ให้บริการ

หากเทียบกับการปีนเขาหรือภูเขาไฟที่ประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ค่าใช้จ่ายโดยรวมถือว่าสูงกว่าที่เกาะลอมบอก

3. คนหนุ่มสาวคือกลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก

การปีนเขาจำเป็นต้องอาศัยความอดทนและความแข็งแรงของร่างกาย ดังนั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มหลัก ๆ ของไทยส่วนใหญ่ เป็นคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน อายุตั้งแต่ 20 – 40 ปี ที่สำคัญก่อนมาเที่ยวภูเขาไฟ ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะการเดินบนภูเขาไฟจะต้องใช้ระยะเวลานานหลายชั่วโมงและต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เบาบางเพราะอยู่บนที่สูง นอกจากนี้ต้องเตรียมความพร้อมในกรณีเกิดแผ่นดินไหว

4. ช่วงนี้คือฤดูการท่องเที่ยว

โดยปกติแล้วช่วง มิ.ย. – ต.ค. เป็นช่วงที่เหมาะสมในการเดินทางมาที่เกาะลอมบอกมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ฝนตกน้อยที่สุด ส่วนช่วงที่ถือว่าเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว คือ ช่วงเดือน ก.ค. ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาจึงมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาปีนภูเขารินจานีเป็นจำนวนมาก

นักท่องเที่ยวจะต้องมีการออกกำลังกายให้ร่างกายพร้อม เพราะการเดินบนภูเขาไฟจะต้องใช้ระยะเวลานานหลายชั่วโมงและต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เบาบางเพราะอยู่บนที่สูง นอกจากนี้ต้องเตรียมความพร้อมในกรณีเกิดแผ่นดินไหว

รู้อะไรแล้วบ้าง หลังแผ่นดินไหวใกล้เกาะลอมบอก

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทางการอินโดนีเซียได้เริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ติดค้างบนภูเขาไฟริมจานีแล้ว หลังจากแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวานนี้ทำให้ดินถล่มปิดทางเข้าออก ล่าสุดเจ้าหน้าทีสามารถเปิดทางออกบางส่วนได้แล้ว

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูเขาไฟรินจานีของอินโดนีเซียระบุว่า มีผู้ที่ยังติดค้างอยู่บนภูเขาไฟรินจานีมากกว่า 500 คน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจาก ฝรั่งเศส ไทย เนเธอร์แลนด์ และมาเลเซีย ที่ยังรอการช่วยเหลือ ล่าสุดมีรายงานว่านักท่องเที่ยวบางส่วนได้เดินทางลงมาแล้ว เหลือเพียง 266 คนเท่านั้นที่ยังรอการช่วยเหลือ

ภาพชาวอินโดนีเซียและนักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนที่เดินทางลงมาจากภูเขาไฟรินจานี แต่ยังเหลืออีกจำนวนหลายร้อยยังติดค้างอยู่ข้างบนภูเขา

รีเบกกา เฮนชกี้ บรรณาธิการข่าวบีบีซี แผนกภาษาอินโดเซียรายงานว่า ทางการได้สั่งปิดอุทยานดังกล่าวแล้วเป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ปฏิบัติการอพยพนักปีนเขาที่ยังติดค้างบนภูเขาไฟดังกล่าวทำได้อย่างสะดวก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่หลายร้อยนาย ทั้งจากหน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ กองทัพ และตำรวจ พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์ประจำการอีก 2 ลำ

ขณะที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซียเยือนพื้นที่ประสบภัยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ด้านบีบีซีไทย สอบถามไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงจาการ์ตา เช้านี้ ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทางการไทยยังอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลผู้ที่ยังติดค้างบนภูเขาไฟรินจานี ขณะที่เอกอัครราชทูตไทย ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์แล้ว

บ้านเรือนประชาชนบนเกาะลอมบอกพังเสียหายจำนวนมาก

มีนักท่องเที่ยวชาวไทยราว 200 คน

น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา สามารถติดต่อกับกลุ่มคนไทยดังกล่าวได้แล้ว ทราบว่าเป็นนักท่องเที่ยวไทยที่ขึ้นไปดูภูเขาไฟรินจานีบนเกาะลอมบอก โดยมีมัคคุเทศก์ชาวอินโดนีเซียพาขึ้นไปหลายกลุ่มรวมราว 200 คน แต่หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวทำให้ดินถล่มปิดทางลง ขณะนี้ได้ขอให้คนไทยทั้งหมดรวมกลุ่มกันไว้ ขณะที่ทางสถานทูตได้ประสานกับทางการอินโดนีเซียเพื่อให้ความช่วยเหลือคนไทยทั้งหมดแล้ว

ล่าสุดเมื่อ 19 น. ตามเวลาในไทย โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับ บีบีซีไทย ว่า สามารถช่วยคนไทยลงจากเขามาได้แล้ว 216 คน จากที่ติดอยู่ 239 คน หลัง ติดต่อกับกลุ่มคนไทยอยู่โดยตลอด และได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่ของอินโดนีเซีย กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย และหน่วยงานกู้ภัยของทหารอินโดนีเซีย เพื่อหาทางให้ความช่วยเหลือ

แบ่งพื้นที่ช่วยเหลือ 4 จุด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยในพี้นที่ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ในพื้นที่ 4 จุด ได้แก่ Bayan (North Lombok) / Sembalun / Sambelia / Brang Rea (East lombok) และกำลังให้ความช่วยเหลือในจุดอื่นต่อไป อย่างไรก็ดี ยังมีบางจุดที่ยังไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้

ก่อนหน้านี้ มีผู้อ่านของบีบีซีไทยรายหนึ่งแจ้งมาโดยอ้างถึงบัญชีเฟซบุ๊กที่มีเจ้าของบัญชี ชื่อ Rinraphat Kaewwongsa ระบุว่า “ใครก็ได้ช่วยประสานงานให้เราหน่อย เราติดอยู่ที่ทะเลสาบด้านล่างของภูเขาไฟริจานี มีคนไทยประมาณ 150-200 คน”

A villager sits at her damaged house after an earthquake hit Sembalun Bumbung village in Lombok Timur, Indonesia, July 29, 2018.

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียระบุว่า แรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชนจำนวนมาก

ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 16 คน

สำหรับแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาก่อน 07.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวานนี้ (29 ก.ค.) สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างออกไปทางตอนเหนือของเกาะลอมบอกราว 40 กิโลเมตรและอยู่ลึกลงไปราว 7 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนทำให้บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างพังเสียหายเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เกาะลอมบอกถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอินโดนีเซีย และอยู่ห่างเกาะบาหลีไม่ไกลไปทางทิศตะวันออกราว 40 กิโลเมตร

ทางการท้องถิ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเวลา 3 วัน

ผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงได้รับการรักษาตัวจุดพักพิงชั่วคราวบนเกาะลอมบอก

โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติอินโดนีเซียระบุว่า มีรายงานผู้เสียชีวิต 16 คน และบาดเจ็บ 162 คน โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเด็กรวมอยู่ด้วย 5 คน และคาดว่าตัวเลขอาจจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล โดยภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้คือ การอพยพและการค้นหา ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งตัวไปรักษาตัวในสถานพยาบาลแล้ว

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย เผยว่า เหตุการณ์นี้มีชาวมาเลเซียเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 6 คน โดยขณะเกิดเหตุทั้งหมดอยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟรินจานี

แผ่นดินไหวเป็นเรื่องปกติในอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ยังมีรายงานการเกิดอาฟเตอร์ช็อคตามมาอย่างน้อย 120 ครั้ง โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดมีขนาด 5.7

ศูนย์กลางแผ่นดินไหว

อินโดนีเซียถือเป็นสถานที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติจากใต้พื้นพิภพอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือ สึนามิ เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่บนแนววงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

แอลเอชซีทดลองเร่งอะตอมตัวแรกเข้าใกล้ความเร็วแสง

เครื่องชนอนุภาค LHC

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1911274735604003

องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น (CERN) แถลงว่าเครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่แอลเอชซี (LHC)ได้ทำการทดลองพิเศษก่อนปิดเครื่องซ่อมบำรุงประจำปี โดยได้เร่งให้อนุภาคของตะกั่วทั้งอะตอมเข้าใกล้ความเร็วแสง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญไปสู่การผลิตรังสีแกมมาพลังงานสูงที่อาจนำไปสู่การค้นพบสสารชนิดใหม่ได้

ตามปกติแล้วเครื่องชนอนุภาคแอลเอชซีมักทำการทดลองชนโปรตอน ซึ่งเป็นอนุภาคมูลฐานภายในนิวเคลียสของอะตอมเป็นหลัก แต่ในการทดลองพิเศษเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ตัดสินใจทดลองเร่งความเร็วของสสารทั้งอะตอมให้เข้าใกล้ความเร็วแสงเป็นครั้งแรก โดยใช้อะตอมของตะกั่วที่มีอิเล็กตรอน 1 ตัวในการทดลองครั้งนี้

นักฟิสิกส์และวิศวกรของเซิร์นระบุว่า การทดลองดังกล่าวถือเป็นขั้นแรกในการทดสอบแนวคิด “โรงงานรังสีแกมมา″ (Gamma Factory) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการเร่งสสารทั้งอะตอมจะทำให้แอลเอชซีสามารถผลิตลำแสงรังสีแกมมาพลังงานสูงไว้ใช้ เพื่อค้นหาสสารชนิดใหม่ ๆ เช่นสสารที่มีมวลมาก หรือแม้แต่ผลิตสสารมืด (Dark matter) ขึ้นมาเองได้

หากแอลเอชซีสามารถเพิ่มศักยภาพในการเป็น “โรงงานรังสีแกมมา″ ได้สำเร็จ จะมีการใช้เลเซอร์ยิงอะตอมที่ถูกเร่ง เพื่อให้อิเล็กตรอนกระโดดสู่ระดับพลังงานที่สูงขึ้น เมื่ออิเล็กตรอนดังกล่าวกลับคืนสู่ภาวะปกติ จะมีการคายพลังงานในรูปของโฟตอนหรืออนุภาคของแสงที่มีพลังมหาศาลออกมา ซึ่งก็คือลำแสงรังสีแกมมาที่ต้องการนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม การเร่งอนุภาคทั้งอะตอมนั้นทำได้ยาก เพราะโครงสร้างของอะตอมที่เปราะบางอาจทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกไประหว่างการทดลองและส่วนนิวเคลียสชนเข้ากับผนังท่อเร่งความเร็วได้ จึงต้องมีการทดสอบหาระดับพลังงานในการเร่งอนุภาคทั้งอะตอมที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดลำรังสีแกมมาที่มีความเสถียรเป็นเวลานานมากเพียงพอต่อการใช้งาน

รังสีแกมมาพลังงานสูงสามารถให้กำเนิดอนุภาคชนิดต่าง ๆ ทั้งที่เป็นสสารชนิดปกติทั่วไปเช่น ควาร์ก อิเล็กตรอน และอนุภาคมิวออน รวมทั้งสสารที่มีมวลมากซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปต่อไปเป็นสสารหายากเช่นสสารมืดได้