คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-9 กนกวรรณ พ่วงศร ชลลดา ถุงเงินโต นครินทร์ นิตยนุช พลอยวรินทร์ แพงเหล่า

‘ไทเป คอมพิวเทกซ์ 2018′ งานโชว์ศักยภาพสตาร์ทอัพเอเชีย

ในงานเทคโนโลยีประจำปีของไต้หวัน Taipei Computex 2018 ที่เพิ่งจบไป มีบริษัทเทคฯ น้องใหม่เข้าร่วมถึง 388 บริษัท มากขึ้นจาก 272 บริษัทเมื่อปีที่แล้ว

มีบรรดาบริษัทกองทุนร่วมลงทุนเข้าร่วมงานด้วย รวมทั้งบริษัทเเห่งหนึ่งที่มีเงินลงทุน 500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่เข้าร่วมประเมินผลงานของสตาร์ทอัพเหล่านี้

เจมมี่ ลิน (Jamie Lin) ผู้ร่วมก่อตั้งแอบเวิร์คส เวนเจอร์ส (AppWorks Ventures) ในไต้หวัน บอกว่า บริษัทสตาร์ทอัพกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ในฐานะผู้คิดค้นอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เนื่องจากยังไม่มีตลาดรองรับในขณะนี้

เทคโนโลยีนี้หมายถึงโปรแกรมซอฟท์เเวร์เเละฮาร์ดแวร์ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์เเละโทรศัพท์สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันได้ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายภาพเเละระบบเตือนภัย

การเชื่อมโยงกันบางอย่างดำเนินการด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ มีการประมวลข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บได้จากอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งนี่อาจหมายความว่าระบบคอมพิวเตอร์จะสามารถตัดสินใจได้เลียนแบบมนุษย์

ลิน กล่าวว่า คอมพิวเตอร์ยังเดินหน้าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และยังไม่มีใครเป็นผู้ครองสังเวียนในเรื่องของอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง นี่ทำให้สตาร์ทอัพมีบทบาทสำคัญเเละทำให้งานแสดงเทคโนโลยีปีนี้ทันยุคทันสมัยมากขึ้น

บริษัทวิจัยด้านการตลาด การ์ทเนอร์ (Gartner) คาดว่าภายในปี 2020 จะมีอุปกรณ์มากกว่า 20,000 ล้านชิ้นที่เชื่อมโยงเข้ากับอินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้นจาก 8,400 ล้านชิ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยจำนวนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อการบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายระบบ 5G จะช่วยให้การเชื่อมโยงเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

ภายในปีหน้า บริษัทการ์ทเนอร์คาดว่าบรรดาบริษัทสตาร์ทอัพที่พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ จะเเซงหน้าบริษัทแอมะซอน กูเกิ้ล ไมโครซอฟท์ เเละไอบีเอ็ม ในด้านการผลักดันให้บริษัทต่างๆ หันไปใช้งานปัญญาประดิษฐ์เพื่อเศรษฐกิจ

บริษัทฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช (Forrester Research) ชี้ว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะมีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นไปที่ 1.2 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2020 ในขณะที่การลงทุนเพิ่มขึ้นสามเท่าตัว

เทรซี่ ไช่ (Tracy Tsai) ประธานฝ่ายวิจัยของบริษัทการ์ทเนอร์ในไทเปกล่าวว่า บริษัทสตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญ เพราะจะเน้นพัฒนาส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมดเท่านั้น เเละมุ่งพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อบริษัทที่ต้องการเสาะหาทางออกสามารถนำผลงานของบริษัทสตาร์ทอัพไปใช้ประกอบกันได้ตามแต่ต้องการ

และในงานเทคฯ ประจำปีนี้ที่ไต้หวัน มีเเมวมองจากบริษัทกองทุนร่วมลงทุนหรือ Venture Capital เข้าไปดูผลงานของบริษัทสตาร์ทอัพซึ่งเป็นเอเชียเสียส่วนมาก ที่มีแนวคิดด้านการคิดค้นซอฟแวร์เเละฮาร์ดแวร์ที่เน้นอุปกรณ์เชื่อมโยงต่างๆ ในด้านการดูแลสุขภาพเเละการจัดการโดรน

งานแสดงเทคโนโลยีนี้เสนอโอกาสเเก่บริษัทสตาร์ทอัพในการเสนอแนวคิดของตนให้กับบริษัทกองทุนร่วมการลงทุนทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลจาก 13 ชาติเข้าไปสังเกตุการณ์ในงานด้วย รวมทั้งจากฝรั่งเศส เเละเนเธอร์แลนด์ เพื่อมองหาผลงานของบริษัทสตาร์ทอัพเอเชียที่อาจจะช่วยส่งเสริมผลงานของตน

อวกาศเต็มไปด้วยละอองไขมันสกปรกและเป็นพิษ

ท้องฟ้ายามราตรีเผยให้เห็นทางช้างเผือก ที่หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ยุโรปประจำซีกโลกใต้ (ESO) ในประเทศชิลีห้วงอวกาศที่หนาวเย็นและดำมืดอาจจะดูเหมือนว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่ แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและตุรกีพบว่า พื้นที่ว่างระหว่างดวงดาวโดยเฉพาะในกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้น มีฝุ่นละอองของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคุณสมบัติแบบไขมันล่องลอยอยู่เต็มไปหมด

ศ. ทิม ชมิดต์ หนึ่งในทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า พบโมเลกุลของสารอะลิฟาติกไฮโดรคาร์บอน (Aliphatic hydrocarbon ) ที่ล่องลอยในอวกาศ ในปริมาณมากกว่าที่เคยคาดกันไว้ โดยมีถึง 1 หมื่นล้านล้านล้านล้านล้านตันในกาแล็กซีทางช้างเผือก หรือเทียบเท่ากับปริมาณไขมันในเนยจำนวน 40 ล้านล้านล้านล้านล้านล้านก้อน (เลข 4 ตามด้วยเลขศูนย์ 37 ตัว)

“ในอนาคต ยานสำรวจที่เดินทางไปในห้วงอวกาศเป็นเวลานาน อาจจะถูกอนุภาคคาร์บอนที่คล้ายไขมันเหล่านี้จับตามช่องหน้าต่างจนสะสมเป็นคราบเหนียวได้” ศ. ชมิดต์ กล่าว

ถ้ำหลวง: อีลอน มัสก์ วิวาทะนักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษกรณี “เรือดำน้ำ″

อีลอน มัสก์ ถ้ำหลวง

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1887723107959166
นายอีลอน มัสก์ นักธุรกิจผู้นำด้านเทคโนโลยีชื่อดังของโลก เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์โจมตี นายเวิร์น อันส์เวิร์ธ นักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษที่เข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าที่ถ้ำหลวง โดยเรียกเขาว่าเป็นพวกใคร่เด็ก (“pedo guy”)

ข้อความดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายข้อความที่นักธุรกิจวัย 47 ปี เขียนโต้ตอบนายอันส์เวิร์ธ ที่วิพากษ์วิจารณ์ความพยายามช่วยเหลือของนายมัสก์ ระหว่างการสัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นก่อนหน้านี้

นายอันส์เวิร์ธเรียก “เรือดำน้ำขนาดเท่าตัวเด็ก” ที่ทีมงานของมัสก์ส่งมาช่วยเหลือภารกิจที่ถ้ำหลวง ว่าเป็นการกระทำเพื่อสร้างความสนใจ หรือ “พีอาร์สตันท์” พร้อมระบุว่า มัสก์ “สามารถเอาเรืดดำน้ำของเขาไปยัดไว้ตรงไหนก็ได้ที่มันรู้สึกเจ็บ”

“มันไม่มีโอกาสเลยที่จะใช้งานได้ เขา [มัสก์] ไม่มีความเข้าใจว่าช่องถ้ำมีลักษณะเป็นอย่างไร เรือดำน้ำนี้ ผมเชื่อว่ามีขนาดยาว 5 ฟุต 6 นิ้ว และไม่ยืดหยุ่น ดังนั้นมันไม่มีทางผ่านบริเวณมุมแคบและสิ่งกีดขวางในถ้ำได้ มันไม่มีทางไปได้ถึง 50 เมตรแรก มันเป็นแค่การสร้างความสนใจ” นายอันส์เวิร์ธกล่าวกับซีเอ็นเอ็น

นักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษวัย 63 ปี ผู้อาศัยอยู่ใน จ. เชียงราย ระบุด้วยว่า นายมัสก์ได้ถูกขอให้ออกไปจากตัวถ้ำ และนั่นเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว

อีลอน มัสก์ เผยคลิปล่าสุดของเรือดำน้ำไซส์เด็ก ก่อนส่งมาไทย เผื่อว่าอาจได้ช่วยน้องๆ ทีมหมูป่า

อีลอน มัสก์ เผยคลิปล่าสุดของเรือดำน้ำไซส์เด็ก ก่อนส่งมาไทย เผื่อว่าอาจได้ช่วยน้องๆ ทีมหมูป่า

ตามที่เราได้เคยนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเรือดำน้ำไซส์เด็กที่ทางคุณ อีลอน มัสก์ และทีมงานของเขาได้สร้างขึ้นมา ด้วยความตั้งใจที่จะนำมาใช้ในภารกิจช่วยพาน้องๆ ทีมหมูป่าออกจากถ้ำหลวง ล่าสุด อีลอน มัสก์ ได้แชร์ภาพถ่าย และคลิปวีดีโอที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานของเรือดำน้ำไซส์เด็ก ผ่านทวีตเตอร์ของเขา ตามรายละเอียดทางด้านบน โดยในคลิปเราจะเห็นว่า นักดำน้ำ 2 คน สามารถนำพาเด็กที่อยู่ในเรือดำน้ำ เคลื่อนที่ไปได้โดยที่เด็กไม่ต้องทำอะไรเลย

คุณอีลอน มัสก์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า เรือดำน้ำไซส์เด็กของเขา จะทำให้นักดำน้ำกู้ภัยสามารถนำพาน้องๆ ออกมาได้อย่างปลอดภัย และเรือดำน้ำของเราจะเดินทางมาถึงไทยในวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม เราหวังว่ามันจะได้ถูกใช้งานในภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ แต่ถ้าไม่ได้ใช้งาน มันก็มีประโยชน์สำหรับการกู้ภัยในอนาคต

และล่าสุด อีลอน มัสก์ พร้อมเรือดำน้ำของเขาก็เดินทางมาถึงถ้ำหลวงเรียบร้อยแล้ว ตามที่หลายสำนักข่าวในไทยนำเสนอข่าวกัน แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าเรือดำน้ำของเขาจะถูกนำมาใช้งานจริงหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม เราขอให้ 12 น้องๆ ทีมหมูป่า และโค้ช ออกมาจากถ้ำหลวงได้อย่างปลอดภัย

นักวิจัยพัฒนา ผ้าพันแผลอัจฉริยะ จ่ายยาเองได้ และติดตามอาการได้แบบเรียลไทม์

นักวิจัยพัฒนา ผ้าพันแผลอัจฉริยะ จ่ายยาเองได้ และติดตามอาการได้แบบเรียลไทม์
เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลก กำลังทำให้ความอัจฉริยะแพร่กระจายไปสู่ทุกสิ่ง เรามีสมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี สมาร์ทโฮม ฯลฯ และตอนนี้เราก็กำลังจะมี “Smart bandage หรือ ผ้าพันแผลอัจฉริยะ”

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1887736451291165

บทความล่าสุดในวารสาร Small ทีมวิจัยจาก Tufts University นำโดย Pooria Mostafalu กำลังพัฒนาวิธีการรักษาแผลเรื้อรังด้วยสิ่งนี้ Smart bandage ของพวกเขา มีความสามารถในการตรวจสอบอุณหภูมิ และค่า pH (ความเป็นกรด – ด่าง) ของแผลได้

นักวิจัยพัฒนา ผ้าพันแผลอัจฉริยะ จ่ายยาเองได้ และติดตามอาการได้แบบเรียลไทม์

หากมีการตรวจพบความเปลี่ยนแปลงใดๆ มันจะสามารถวิเคราะห์ปัญหา และจ่ายยาได้ ในส่วนนี้ แพทย์จะสามารถตั้งโปรแกรมการรักษาเอาไว้ได้ นอกจากนี้ มันยังสามารถอัพเดทอาการของแผลได้แบบเรียลไทม์ ผ่านบลูทูธ

Smart bandage นั้นมีความยืดหยุ่น และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของบาดแผลได้ดี ทั้งยังทำการรักษาได้แบบเรียลไทม์ มันจะมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาบาดแผลเรื้อรัง และป้องกันการติดเชื้อจนถึงขั้นที่ต้องตัดแขน-ขา ของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม Smart bandage ยังต้องมีการพัฒนา และทดสอบการใช้งานต่อไปก่อนที่จะถูกนำมาใช้งานจริงๆ แต่ไอเดียที่สร้างสรรค์นี้จะต้องสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับมนุษย์เราอย่างแน่นอน

คิดค้นแผ่นฟิล์มอำพรางอุณหภูมิ ซ่อนวัตถุจากกล้องอินฟราเรด

รูปถ่ายอินฟราเรด

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้พัฒนาแผ่นฟิล์มบางน้ำหนักเบาและยืดหยุ่น ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยอำพรางอุณหภูมิที่แท้จริงของวัตถุให้กลมกลืนไปกับอุณหภูมิพื้นหลังของสภาพแวดล้อมได้ โดยแผ่นฟิล์มนี้จะทำให้กล้องอินฟราเรดตรวจหาวัตถุที่ต้องการค้นหาไม่พบ

มีการตีพิมพ์เผยแพร่รายละเอียดของผลงานดังกล่าวในวารสาร Nano Letters โดย ศ.คอสคูน โคซาบาส์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร หนึ่งในทีมผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวระบุว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหมึกกระดองที่เปลี่ยนสีและลวดลายให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเพื่อหลบภัยและซุ่มโจมตีเหยื่อ

แผ่นฟิล์มดังกล่าวประกอบด้วยวัสดุหลายชนิดเช่น ไนลอน ทอง และพอลิเอทิลีน เรียงซ้อนกัน โดยมีการนำวัสดุเหล่านี้ไปแช่ในของเหลวมีประจุไฟฟ้า ก่อนนำมาประกอบเข้ากับแผ่น “กราฟีน” (Graphene) ซึ่งถือเป็นวัสดุมหัศจรรย์แห่งยุคอีกชั้นหนึ่ง

ตามปกติแล้วกราฟีนจะแผ่ความร้อนในรูปของรังสีอินฟราเรดได้ดี ทำให้วัตถุที่แผ่นกราฟีนปกคลุมอยู่ถูกตรวจจับด้วยกล้องอินฟราเรดได้ง่าย แต่ในกรณีนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าขึ้นทั่วแผ่นฟิล์มที่ประดิษฐ์ไว้ โมเลกุลมีประจุไฟฟ้าในชั้นพอลิเอทิลีนจะรวมตัวเข้ากับชั้นกราฟีน จนการแผ่รังสีอินฟราเรดลดลงอย่างมาก

“ความสามารถในการเป็นตัวนำไฟฟ้าและสมบัติเชิงแสงของกราฟีนถูกทำให้เปลี่ยนไปด้วยกระบวนการนี้ พูดง่าย ๆ คือเราทำให้กราฟีนมีความเป็นโลหะมากขึ้น จนเกิดการสะท้อนรังสีความร้อน ซึ่งจะปิดบังไม่ให้กล้องอินฟราเรดตรวจจับความร้อนจากวัตถุที่ค้นหาได้” ศ. โคซาบาส์ กล่าว

เมื่อเพิ่มแรงดันไฟฟ้าในแผ่นฟิล์มอำพรางอุณหภูมิ วัตถุที่ร้อนกว่าสิ่งรอบข้างจะดูเหมือนเย็นตัวลง และวัตถุที่เย็นกว่าสภาพแวดล้อมก็ดูเหมือนจะร้อนขึ้น ทั้งที่แผ่นฟิล์มยังมีอุณหภูมิคงที่ โดยจะทำงานปรับเปลี่ยนสภาพอุณหภูมิที่มองผ่านกล้องอินฟราเรดให้อยู่ในช่วงระหว่าง 25-38 องศาเซลเซียสได้ ภายใน 5 วินาที

สำหรับการนำแผ่นฟิล์มนี้ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ นอกจากใช้อำพรางการตรวจจับวัตถุโดยกล้องอินฟราเรดแล้ว ยังอาจนำไปใช้งานในอวกาศ โดยเป็นฝาครอบตัวปล่อยความร้อนจากดาวเทียม ซึ่งจะช่วยสะท้อนแสงและความร้อนได้ดีขณะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ ทั้งยังช่วยให้ดาวเทียมปลดปล่อยความร้อนส่วนเกินได้มากขึ้นเมื่อหันหน้าเข้าหาด้านมืดของอวกาศด้วย

นักวิทย์ฯ อินเดียค้นพบกบจิ๋วสายพันธุ์ใหม่ ตัวเล็กจนวางบนปลายเล็บได้เลย !

a1_2344
นักวิทยาศาสตร์อินเดียค้นพบกบจิ๋วสายพันธุ์ใหม่ ในตระกูลกบกลางคืน ขนาดตัวเพียงแค่ 12.2-15.4 มิลลิเมตร เล็กมากจนสามารถนำมาวางไว้บนปลายเล็บได้เลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เปิดเผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากประเทศอินเดีย ค้นพบกบกลางคืนสายพันธุ์ใหม่ในตระกูล นิคติบาทราชัส (Nyctibatrachus) ทั้งหมด 7 สายพันธุ์ หลังจากทำการสำรวจมานานกว่า 5 ปี ในพื้นที่บริเวณเวสต์เทิร์น แกตส์ เทือกเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย อันเป็นที่รู้จักกันว่าจุดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ ทำให้กบกลางคืนตระกูลดังกล่าวนี้ มีสายพันธุ์เพิ่มขึ้นรวมทั้งหมดเป็น 35 สายพันธุ์ด้วยกัน                                                                                                              โดยจากจำนวนกบกลางคืนทั้งหมด 7 สายพันธุ์ที่เพิ่งพบนี้ มี 4 สายพันธุ์เป็นกบจิ๋วที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ ได้แก่ นิคติบาทราชัส มานาลาริ (Nyctibatrachus manalari), นิคติบาทราชัส พูลิวิชายานิ (Nyctibatrachus pulivijayani), นิคติบาทราชัส โรบินมัวเรอิ (Nyctibatrachus robinmoorei ) และ นิคติบาทราชัส ซาบาริมาลาอิ (Nyctibatrachus sabarimalai) ซึ่งวัดขนาดตัวได้อยู่ที่ระหว่าง 12.2-15.4 มิลลิเมตร มีขนาดเล็กมากจนดูคล้ายแมลง และสามารถนำมาวางไว้ที่ปลายเล็บของมนุษย์ได้เลยทีเดียวa1_2344ส่วนที่เหลืออีก 3 สายพันธุ์ จะมีขนาดตัวใหญ่ถัดขึ้นมา ได้แก่ สายพันธุ์ นิคติบาทราชัส เวบิลลา (Nyctibatrachus webilla) และ นิคติบาทราชัส อาธิราพพิลลิเอ็นซิส (Nyctibatrachus athirappillyensis) ตัวจะมีขนาดอยู่ที่ประมาณ 20 มิลลิเมตร และสายพันธุ์สุดท้าย นิคติบาทราชัส แรดคลิฟเฟอิ (Nyctibatrachus radcliffei) ตัวใหญ่ที่สุด มีขนาด 38.3 มิลลิเมตร

 

นักวิทย์ฯ ประดิษฐ์เครื่องเปลี่ยนฉี่ให้เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ ดับกระหายได้ชื่นใจ !

a1_2344
นักวิทยาศาสตร์ชาวเบลเยียมเจ๋ง ประดิษฐ์เครื่องเปลี่ยนปัสสาวะให้กลายเป็นน้ำดื่มด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ใสสะอาดบริสุทธิ์ ดื่มได้ชื่นใจ หวังนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริง

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1858957514169059

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 เว็บไซต์เดลี่เมล เผยรายงานชวนทึ่ง ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกนต์ ในประเทศเบลเยียม ได้ทำการประดิษฐ์อุปกรณ์ชนิดหนึ่งขึ้นมาโดยมีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถเปลี่ยนน้ำปัสสาวะให้กลายเป็นน้ำที่ดื่มได้ โดยเจ้าเครื่องที่ว่านี้ก็มีกระบวนการทำงานง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน และอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์ช่วยเท่านั้นเอง

ดร. เซบาสเตียน ดีรีส หัวหน้าทีมผู้คิดค้น ได้เปิดเผยว่า กระบวนการทำงานของเจ้าเครื่องนี้ เริ่มจากการกักเก็บปัสสาวะไว้ในแท็งก์น้ำที่ทำหน้าที่เป็นหม้อต้มขนาดใหญ่ แล้วอาศัยความร้อนจากแสงอาทิตย์ในการต้ม เมื่อได้รับความร้อนปัสสาวะก็จะแยกตัวเป็นชั้นระหว่างน้ำกับธาตุที่อยู่ในนั้น อย่างพวกโปแตสเซียม ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้จะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ย ส่วนน้ำจะผ่านกระบวนการกลั่นภายในเครื่อง จนได้น้ำที่บริสุทธิ์สามารถดื่มได้

โดยทางทีมนักวิทยาศาสตร์ได้นำเจ้าเครื่องเปลี่ยนฉี่ให้ดื่มได้นี้ ไปจัดแสดงที่เทศกาลงานภาพยนตร์และดนตรีที่กลางเมืองเกนต์ ภายในงานมีผู้ให้ความสนใจเข้ามาร่วมทดสอบเป็นจำนวนมาก จนได้ปริมาณน้ำดื่มมากถึง 1,000 ลิตรด้วยกัน ซึ่งคาดว่าน้ำเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ผลิตเบียร์ต่อไป !

 ทั้งนี้ ด้านทีมนักวิทยาศาสตร์มีความหวังว่า เทคนิคที่พวกเขานำมาใช้กับอุปกรณ์ดังกล่าว จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ช่วยเหลือและพัฒนาพื้นที่ในชนบทที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้และมีทรัพยากรจำกัดได้ หรือแม้กระทั่งในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากแต่มีพื้นที่จำกัด อย่างเช่น สนามกีฬา หรือสนามบิน ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าเจ้าเครื่องนี้จะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้เช่นกัน

นักวิทย์ฯ เผย ดวงจันทร์เคลื่อนห่างจากโลกเรื่อย ๆ ทำให้เวลาบนโลก เริ่มช้าลง

a1_2344

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1861294037268740

นักวิทยาศาสตร์พบข้อมูลใหม่ ดวงจันทร์เคลื่อนที่ห่างจากโลก ปีละ 3.82 เซนติเมตร ทำให้เวลาบนโลกนานขึ้น

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 เว็บไซต์สเปซ รายงานว่า การค้นคว้าทางดาราศาสตร์ล่าสุดได้เผยข้อมูลว่า ดวงจันทร์ ดาวบริวารอายุ 4.5 พันล้านปี ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 385,000 กิโลเมตร กำลังเคลื่อนที่ห่างจากโลกไปเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปี เฉลี่ยปีละ 3.82 เซนติเมตร ซึ่งเมื่อดวงจันทร์อยู่ห่างออกไป การโคจรของโลกก็จะช้าลงไปด้วย ส่งผลให้เวลาในแต่ละวันจะยาวนานมากกว่าเดิม

ดวงจันทร์ และวัตถุในห้วงอวกาศต่าง ๆ ในระบบสุริยะ ล้วนมีผลต่อการหมุนของโลก นำไปสู่รูปแบบวงโคจรที่เรียกว่าวัฏจักรมิลานโควิทช์ (Milankovitch Cycle) รูปแบบเหล่านี้เป็นตัวกำหนดตำแหน่งที่แสงอาทิตย์ส่องกระจายอยู่บนพื้นโลก ตามองศาการหมุนและเอียง

การค้นพบว่าดวงจันทร์ได้เคลื่อนที่ห่างจากโลกอยู่ตลอดเวลา เกิดขึ้นหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีการทางสถิติที่ที่เรียกว่า Astrochronology ซึ่งเป็นการรวมเอาทฤษฎีทางดาราศาสตร์ และการสังเกตทางธรณีวิทยา เข้าด้วยกัน วิธีนี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถเขียนประวัติศาสตร์ของระบบสุริยะขึ้นมาได้ใหม่ และสามารถเข้าใจบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศในสมัยโบราณได้ดีกว่าเดิม

สำหรับกรณีนี้ เหล่านักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ได้ศึกษาโครงสร้างทางธรณีวิทยาของโลก เพื่อคำนวณอายุของมันเสียใหม่ จากการวิเคราะห์พบว่า เมื่อประมาณ 1.4 พันล้านปีก่อน ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกกว่าปัจจุบันมาก และหมุนรอบโลกเร็วกว่ามากเช่นกัน เวลาบนโลกน่าจะเหลือแค่เพียง 18 ชั่วโมงเท่านั้น

รายงานจากเว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ ระบุว่า ดวงจันทร์น่าจะขยับห่างจากโลกไปเป็นระยะทาง 3.82 เซนติเมตรต่อไป อย่างไรก็ตามคงต้องรอต่อไปอีกหลายร้อยล้านปีข้างหน้า กว่าช่วงเวลาที่ขยายออกในแต่ละวันจะยาวพอให้นำมาคำนวณใหม่ ว่าเวลา 1 วันบนโลกในตอนนั้น ยาวนานกี่ชั่วโมง

“เมื่อดวงจันทร์อยู่ห่างออกไป โลกของเราก็จะหมุนช้าลง เหมือนกับนักกีฬาสเกตยื่นแขนออกไปเพื่อให้การเคลื่อนไหวของตัวเองช้าลง สิ่งที่เราตื่นเต้นมากก็คือการใช้ Astrochronology ในการระบุเวลาในอดีตอันไกลโพ้น เพื่อศึกษาธรณีกาล หรือช่วงเวลาทางธรณีวิทยาในสมัยโบราณ สิ่งที่เราต้องการก็คือ การสามารถศึกษาก้อนหินที่มีอายุหลายพันล้านปีได้ โดยในวิธีที่ใกล้เคียงกับกระบวนการศึกษาในยุคปัจจุบัน” สตีเฟน เมเยอร์ส ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน กล่าว 

นักวิจัย ค้นพบอวัยวะชิ้นใหม่ อีกความหวังในการศึกษาการแพร่กระจายของมะเร็ง

a1_2344
นักวิจัย ค้นพบอวัยวะชิ้นใหม่ แม้ไม่ได้ถูกพบครั้งแรก แต่เป็นครั้งแรกที่ถูกระบุเป็น อวัยวะ ชี้เป็นอีกความหวังในการศึกษาเรื่องการแพร่กระจายของมะเร็ง

วันที่ 27 มีนาคม 2561 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ มีรายงานอ้างอิงผลงานวิจัยชิ้นใหม่ ที่เพิ่งเผยแพร่ผ่านทางวารสาร Scientific Reports เผยให้เห็นการค้นพบครั้งสำคัญ เมื่อกลุ่มนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ในสหรัฐฯ เพิ่งจะค้นพบอวัยวะชิ้นใหม่ของร่างกายมนุษย์ ที่เรียกว่า “Interstitium” ซึ่งนักวิจัยหวังว่าการค้นพบครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจถึงการแพร่กระจายของมะเร็งในร่างกายได้

โดย Interstitium เป็นชั้นที่เต็มไปด้วยของเหลว แทรกตัวอยู่ระหว่างเซลล์ มีลักษณะเป็นโครงข่ายคล้ายตาข่าย พบได้ทั่วร่างกาย นับตั้งแต่ใต้ผิวหนัง ตลอดไปจนถึงรอบ ๆ อวัยวะสำคัญอย่าง ลำไส้ ปอด เส้นเลือด และกล้ามเนื้อ มันเป็นโปรตีนที่มีความยืดหยุ่น คาดว่ามันทำหน้าที่ช่วยป้องกันแรงสั่นสะเทือนต่าง ๆ และหากนำ Interstitium ทั้งหมดมารวมกัน มันอาจกลายเป็นหนึ่งในอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกายเลยทีเดียว

สำหรับ Interstitium ไม่ได้เพิ่งจะถูกค้นพบเป็นครั้งแรก แต่มันเป็นครั้งแรกที่ชิ้นส่วนนี้ ถูกกล่าวถึงในฐานะ “อวัยวะ”

 

สำหรับการค้นพบอวัยวะใหม่ครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างที่ ดร.เดวิด คารร์-ล็อก และ ดร.ปีตรอส เบเนียส จากศูนย์การแพทย์ เมาท์ ไซไน เบ็ธ อิสราเอล ทำการส่องกล้องตรวจสอบท่อน้ำดีของผู้ป่วย เพื่อมองหาสัญญาณของโรคมะเร็ง แต่แล้วพวกเขากลับเห็นช่องว่างบางอย่างที่ไม่สัมพันธ์กับกายวิภาคของมนุษย์ที่รู้จักกันก่อนหน้านี้ จึงได้ติดต่อให้ ดร.นีล ไทส์ นักพยาธิวิทยา จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มาทำการตรวจสอบ กระทั่งนำไปสู่การค้นพบดังกล่าว
โดยนักวิจัยมองว่า มันอาจเป็นหนึ่งในช่องทางที่เซลล์มะเร็ง ใช้ในการเคลื่อนที่ไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งพวกเขายังต้องศึกษากระบวนการทำงานของมันให้แน่ชัดต่อไป ด้วยความหวังว่ามันอาจนำไปสู่หนทางการรักษาโรคใหม่ ๆ ขณะที่ ดร.นีล ย้ำว่า การค้นพบครั้งนี้มีส่วนผลักดันความก้าวหน้าทางการแพทย์อย่างมาก และเราอาจใช้มันเป็นหนึ่งในช่องทางวินิจฉัยโรคที่มีประสิทธิภาพด้วย