คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-9 กนกวรรณ พ่วงศร ชลลดา ถุงเงินโต นครินทร์ นิตยนุช พลอยวรินทร์ แพงเหล่า

มาเรียนวิชา ขุดเหมืองแร่อวกาศ กันไหมหล่ะ? มีโรงเรียนเปิดสอนเรียบร้อยแล้วด้วย

มาเรียนวิชา ขุดเหมืองแร่อวกาศ กันไหมหล่ะ? มีโรงเรียนเปิดสอนเรียบร้อยแล้วด้วย

สำหรับหนุ่มสาวที่ยังอยู่ในวัยของการศึกษาเล่าเรียน เคยเกิดความหวั่นใจหรือเปล่าว่า ถ้าเรียนจบไปแล้วจะได้ทำงานตรงสาย หรือจะมีงานอะไรให้ทำหรือไม่ เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่มนุษย์กำลังจะโดนหุ่นยนต์ และระบบสมองปัญญาประดิษฐ์อันฉลาดล้ำลึก พวกมันกำลังจะแย่งงานของเรา จนอดสงสัยไม่ได้ว่าจะเหลืองานอะไรให้มนุษย์อย่างเราๆ ได้ทำกันบ้างหนอ และถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเรียนสายอาชีพใดที่จบไปแล้วไม่ตกงาน ไม่แน่ว่า โรงเรียนสอนการขุดเหมือง หรือ Colorado School of Mines ในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะโรงเรียนนี้เขากำลังเปิดสอนในหลักสูตร การขุดเหมืองแร่ในอวกาศ

นี่ไม่ใช่เรื่องตลกขำขันแต่อย่างใด! เนื่องจากดาวเคราะห์ดวงอื่นที่ไม่ใช่โลก กำลังจะกลายเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในการขุดเหมืองแร่ เพื่อนำทรัพยากรบางอย่างมาสนับสนุนภารกิจการสำรวจดาว หรือแม้แต่การนำแร่ที่ขุดได้กลับมาใช้งานบนโลก นี่อาจจะเหมือนเรื่องเฟ้อฝันในนิยายวิทยาศาสตร์ แต่เชื่อเถอะว่าการทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น กำลังจะเกิดขึ้นจริงในทศวรรษหน้าแล้ว และโรงเรียน Colorado School of Mines ได้เปิดหลักสูตรใหม่ที่มีชื่อว่า “Space Resources” หรือ “ทรัพยากรในอวกาศ” ซึ่งก็คือการขุดเหมืองแร่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ นั่นเอง

ด็อกเตอร์ Angel Abbud-Madrid หัวหน้าศูนย์ Space Resources แห่ง Colorado School of Mines กล่าวว่า “หลักสูตร ทรัพยากรในอวกาศ นั้นครอบคลุม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและระบุประเภทของแร่ธาตุบนดาวเคราะห์ วิธีการขุดแร่ การสกัดแร่ รวมถึงวิธีการนำแร่มาใช้ประโยชน์”

โดยหลักสูตร Space Resources นั้นมีทั้งในระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เป็นการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาการหลายแขนงที่เกี่ยวเนื่องกับการขุดเหมืองบนดาวเคราะห์ มันครอบคลุมถึงวิธีการสำรวจ การสกัดแร่ และการใช้ทรัพยากรบนดวงจันทร์ ดาวอังคาร รวมถึงดาวเคราะห์น้อย โดยวิทยากรที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ความรู้ก็จะมีความหลากหลาย ทั้งผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการทำเหมือง รวมถึงวิทยากรจากบริษัทด้านการบุกเบิกอวกาศ

ด็อกเตอร์ Angel Abbud-Madrid กล่าวว่า “ผมจะอธิบายให้เห็นภาพที่ชัดเจน โดยการเปรียบเทียบกับโรงเรียนสอนการบิน โดยมีการเปิดสถาบันสอนการบินแห่งแรกของโลกแค่เพียง 2 ปี หลังจากที่สองพี่น้องตระกูลไรต์บุกเบิกเรื่องการบินขึ้นมา ในช่วงเวลานั้นผู้คนรู้สึกว่าอุตสาหกรรมการบินไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะเทคโนโลยีการบินยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่พอมาในทุกวันนี้ เราต่างก็รู้ดีว่าอุตสาหกรรมการบินนั้นเป็นอะไรที่สำคัญ และสิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนสอนเทคโนโลยีด้านอวกาศ ที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่มีการปล่อยดาวเทียม สปุตนิก ซึ่งในช่วงเวลานั้น การส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ยังเป็นอะไรที่ไกลเกินคิดไปเลยด้วยซ้ำ และผมมองว่าสถาบันการศึกษาต้องชี้นำความเป็นไปได้ และเตรียมกำลังคนให้พร้อมกับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

9/11วินาศกรรมโลกไม่ลืมก่อการร้ายถล่ม ‘ตึกแฝดเวิลด์เทรด’

11ก.ย.2544 วินาศกรรมโลกไม่ลืมก่อการร้ายจี้เครื่องบินถล่ม‘ตึกแฝดเวิลด์เทรด’- ‘เพนตากอน’ ปชช.สังเวยชีวิต3พันคน

คลิก facebook

วันที่11ก.ย.เมื่อปี2544 เกิดเหตุการณ์ที่คนทั่วโลกต้องจดจำไปตลอดชีวิตหลังเกิดการก่อการร้ายโจมตีสหรัฐฯ4ครั้งในนครนิวยอร์และกรุงวอชิงตันดีซี จากฝีมือของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงอัลกออิดะฮ์จี้เครื่องบินสี่ลำโจมตีสถานที่สำคัญต่างๆ

การก่อวินาศกรรมที่เลวร้ายที่สุดคือผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบิน2ลำชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์กอาคารทั้งสองถล่มลงภายใน2ชั่วโมง มีประชาชนเสียชีวิตเกือบ3พันคน

ส่วนลำที่3 ชนกับอาคารเพนตากอนในอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย  ลำสุดท้ายตกในทุ่งใกล้กับแชงค์วิลล์ รัฐเพนซิลเวเนียเนื่องจากผู้โดยสารฮึดสู้พยายามยึดเครื่องบินกลับคืนทำให้ภารกิจชนอาคารรัฐสภาสหรัฐฯในวอชิงตัน ดี.ซี. ล้มเหลว ทั้งนี้ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียวจากเครื่องบินทั้ง4ลำ

เหตุการณ์ดังกล่าวและทำให้สหรัฐฯดำเนินมาตรการตอบโต้เหตุวินาศกรรมโดยการเริ่มสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror), การรุกรานอัฟกานิสถานเพื่อขับรัฐบาลตอลิบัน ซึ่งให้ที่พักพิงแก่สมาชิกอัลกออิดะฮ์ หลายประเทศเพิ่มกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายและขยายอำนาจการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554บิน ลาเดนถูกพบและถูกสังหาร หลังลอยนวลมาได้นานหลายปี

 

บริษัทซีบีเอสอาจต้องจ่ายเงินชดเชยให้อดีตซีอีโอ $120 ล้าน

Leslie Moonves, Chairman and CEO of CBS Corporation, speaks during the Milken Institute Global Conference in Beverly Hills, California, May 3, 2017.

บริษัท ซีบีเอส (CBS) กล่าวในวันจันทร์ว่า จะจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้กับ นายเลสลี มูนเวส (Leslie Moonves) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวานนี้ ในวงเงิน $120 ล้าน หากผลการสอบสวนชี้ชัดว่า ไม่มีหลักฐานว่านายมูนเวสประพฤติผิดเรื่องการก่อกวนทางเพศ

คาดว่านายมูนเวส ผู้ปฏิวัติ CBS จากสถานีโทรทัศน์และวิทยุที่ล้าสมัย จนกลายเป็นผู้ผลิตรายการและนำเสนอเนื้อหาทางสื่อดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน อาจได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้าง ราว 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนายมูนเวสระบุว่าจะบริจาคเงินส่วนหนึ่งราว 20 ล้านดอลลาร์ให้กับองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี #MeToo

นายมูนเวส ถือเป็นเสาหลักของวงการสื่อและเครือข่ายโทรทัศน์ในสหรัฐฯ มากว่า 20 ปี เขาประกาศลาออกเมื่อวันอาทิตย์ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวเรื่องการล่วงละเมิดและก่อกวนทางเพศ

หลังจากข่าวการลาออกของนายมูนเวส ราคาหุ้นของ CBS ร่วงลงไป 2.5% เมื่อเริ่มซื้อขายในวันจันทร์

ผลงานวิจัยล่าสุดชี้ชัด จิบเหล้าจิบเบียร์วันละนิด ไม่ได้ดีต่อสุขภาพ มีแต่ทำให้ตายไวขึ้น

ผลงานวิจัยล่าสุดชี้ชัด จิบเหล้าจิบเบียร์วันละนิด ไม่ได้ดีต่อสุขภาพ มีแต่ทำให้ตายไวขึ้น

คลิก facebook
ผ่อนคลายหลังเลิกงาน โดยอิงตามข้อมูลบางอย่างที่ว่า การกินเหล้ากินเบียร์วันละนิดนั้นปลอดภัย แถมยังดีต่อสุขภาพอีกต่างหาก ก็อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อมีข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดออกมาว่า ไม่มีปริมาณการดื่มที่ปลอดภัยสำหรับเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายทั้งปวง คือไม่ว่าจะดื่มเล็กน้อยขนาดไหนก็เป็นผลเสียกับสุขภาพ และทำให้ตายเร็วขึ้นทั้งสิ้น โดยผลการวิจัยนี้ เป็นการสรุปผลจากการทำแบบสำรวจกว่า 700 ครั้ง โดยความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นภาพรวมที่ครอบคลุมถึงผลที่ร่างกายจะได้รับจากการดื่มแอลกอฮอล์ และบทสรุปก็ออกมาแบบที่ไม่สู้จะดีสักเท่าไหร่

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ The Lancet ได้แสดงให้เห็นสถิติที่น่าตกใจจากผลการดื่มแอลกอฮอล์มีการเปิดเผยว่าเฉพาะในปี 2016 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 3 ล้านคนเกี่ยวเนื่องกับการดื่มแอลกอฮอล์ โดย 12% ของผู้ตาย เป็นชายที่มีอายุอยู่ในช่วง 15 – 49 ปี

อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการแจกแจงประเภทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่าเป็น เหล้า, ไวน์, เบียร์ หรือเครื่องดื่มประเภทไหน รวมถึงไม่มีการอธิบายเรื่อง “ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน” ของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่นประเทศ อังกฤษ ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน จะมีแอลกอฮอล์ 8 กรัม ในขณะที่ ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน ของสหรัฐอเมริกา จะมีแอลกอฮอล์ 14 กรัม ซึ่งความแตกต่างในเรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญในการวิจัย แต่อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยอธิบายอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าจะดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยเพียงใด ก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพแต่อย่างใด สรุปผลจากงานวิจัยนี้ คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทไม่มีผลดีต่อร่างกายแต่อย่างใด

และไม่เพียงแต่ไม่มีผลดี นักวิทยาศาสตร์ยังบอกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างร้ายกาจ และมีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์นั้นเชื่อมโยงกับโรคร้ายนับ 20 ชนิด อาทิ มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ รวมถึงเป็นต้นตอของอุบัติเหตุเกี่ยวกับยานพาหนะ สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดคนกับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์

ด็อกเตอร์ Emmanuela Gakidou จาก University of Washington ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า 
มีความจำเป็นเร่งด่วน และจำเป็นต้องปรับปรุงนโยบายเพื่อส่งเสริมให้มีการลดระดับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของผู้คนหรือละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์
 และความเชื่อที่ว่า การดื่มแอลกอฮอล์วันละเล็กน้อยนั้นดีต่อสุขภาพ นั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่จริง และผลการวิจัยนี้ก็เป็นการล้มล้างความเชื่อผิดๆ โดยสิ้นเชิง”

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ข่าวที่รื่นหูสำหรับสิงห์นักดื่ม หรือคนที่ชอบจิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละนิดวันละหน่อยเพื่อหวังผลดีต่อสุขภาพ ก็ต้องบอกว่าสำหรับคนที่ห่วงใยสุขภาพอย่างแท้จริง ก็ควรปรับเปลี่ยนจากการดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นดื่มน้ำผลไม้แทนก็จะดีกว่านะ

 

แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ… ผู้หญิงจะฉลาดกว่าผู้ชาย เมื่ออยู่ในอวกาศ

แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ... ผู้หญิงจะฉลาดกว่าผู้ชาย เมื่ออยู่ในอวกาศ

ห้วงอวกาศเป็นสถานที่ที่น่าพิศวงและน่ากลัวอยู่ไม่น้อย มันทั้งเงียบ เวิ้งว้าง และมีอันตรายแอบแฝงอยู่รอบตัว บอกเลยว่าอยู่บนโลกของเรานั้นสบายกว่าไปอยู่ในห้วงอวกาศเยอะเลย

คลิกครับ

และภัยเงียบที่เราต้องเผชิญเมื่ออยู่ในห้วงอวกาศคือ รังสีคอสมิก (Cosmic rays) ที่มีระดับความเข้มข้นที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่เมื่อเราอยู่บนโลก เราจะได้รับการป้องกันจากสนามแม่เหล็กโลกที่ปกคลุมอยู่ สนามแม่เหล็กจะป้องกันไม่ให้รังสีคอสมิกทำอันตรายเราได้ แต่ถ้าเราเดินทางออกนอกโลก เลยวงโคจรระดับต่ำออกไป อนุภาคโปรตอนที่มีพลังงานสูง และอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า สามารถทำให้เกิดผลเสียกับสุขภาพ และทำให้เกิดปัญหากับระบบสมอง ระบบความคิดของมนุษย์ได้เลย

แต่ผลงานวิจัยล่าสุดที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง University of California, San Fransisco และ Brookhaven National Laboratory โดยมี NASA เป็นผู้ออกทุนในการวิจัย ได้ผลสรุปว่า ไม่ใช่สมองของทุกคนที่จะได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิก และสมองของนักบินอวกาศหญิงอาจไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกเลยด้วยซ้ำ โดยผลงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Brain, Behavior, and Immunity โดยมีการให้รายละเอียดว่า หนูตัวเมียสามารถทนทานต่อความเสียหายกับระบบความรู้สึกนึกคิด เมื่อมันอยู่ในสภาพจำลองที่มีการแผ่รังสีอวกาศ และการศึกษานี้อาจเป็นการปูทางไปสู่การรักษาผลที่เป็นอันตรายของการเดินทางในอวกาศ

คุณ Susanna Rosi นักประสาทวิทยาจาก University of California, San Fransisco และเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวิจัย กล่าวว่า “ผลจากงานวิจัยของเรา แสดงให้เห็นว่าหนูตัวเมียสามารถป้องกันตัวเองจากผลที่เป็นอันตรายจากการได้รับรังสีคอสมิก ในขณะตัวผู้นั้นเกิดภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาในรูปแบบต่างๆ เมื่อได้รับรังสีคอสมิก”

ซึ่งความบกพร่องทางสติปัญญา นั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความสามารถในการเข้าสังคม ความทรงจำในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคม พฤติกรรมความวิตกกังวล และส่งผลต่อเรื่องความจำด้วย

คุณ Susanna Rosi ยังกล่าวต่ออีกว่า “เมื่อเราพิจารณาลึกลงไปในสมอง เราก็พบความแตกต่างอย่างชัดเจนในระหว่างชายกับหญิง โดยสมองของหนูตัวผู้นั้นมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเซลล์ที่เกิดการอักเสบ รวมถึงการสูญเสียจุดประสานเซลล์ประสาท เป็นผลที่เกิดจากพื้นฐานที่แตกต่างกันระหว่างสมองของชายและหญิง”

ซึ่ง ความบกพร่องทางสติปัญญาเมื่อต้องเผชิญกับรังสีอวกาศ ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับมนุษย์อวกาศในปัจจุบัน เนื่องจากสถานีอวกาศ โคจรจรอยู่ในระดับวงโคจรต่ำ ทำให้ยังได้รับการปกป้องจากสนามแม่เหล็กโลก แต่ถ้าในอนาคต มนุษย์เราจะกลับไปสำรวจดวงจันทร์ หรือไปดาวอังคาร การหาวิธีป้องกันตัวเองจากรังสีคอสมิก นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ เลย

โดยคุณ Susanna Rosi และทีมงาน ได้ตังสมมติฐานว่า เซลล์ไมโครเกลีย (Microglia) มีบทบาทสำคัญในการปกป้องสมองของผู้หญิง แต่ก็ยังคงไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริง

ทีมวิจัยเน้นย้ำว่า นี่เป็นเพียงก้าวแรกในการศึกษาเรื่องความปลอดภัยสำหรับภารกิจด้านอวกาศในอนาคต และพวกเขาจะทำการทดสอบที่ซับซ้อนขึ้นในการจำลองสภาวะการแพร่รังสี รวมถึงการปรับแต่ง เซลล์ไมโครเกลีย เพื่อใช้ในการรักษาความบกพร่องทางสติปัญญา อันเป็นผลจากการได้รับรังสีคอสมิก

 

Boeing มีแผนลดนักบินบนเครื่องเหลือคนเดียว หลังนำเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับมาใช้

Boeing มีแผนลดนักบินบนเครื่องเหลือคนเดียว หลังนำเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับมาใช้

แม้ว่ากฎหมายการบินของสหภาพยุโรปในปัจจุบัน ระบุให้เครื่องบินที่รองรับผู้โดยสารมากกว่า 20 ที่นั่ง ต้องมีนักบินอย่างน้อย 2 คน แต่ Boeing ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ มีแผนจะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในห้องนักบิน เพื่อลดความจำเป็นในการมีนักบิน 2 คนบนเครื่องบิน

โดย Steve Nordlund รองประธานของ Boeing เผยว่า เทคโนโลยี “ยานยนต์ไร้คนขับ” (ที่จะช่วยให้ลดจำนวนลูกเรือบนเครื่องบินลงได้) กำลังได้รับการพัฒนาอยู่ในระดับที่ดี  ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นในเที่ยวบินไร้คนขับ และเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง โดยคาดว่าจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาทดลองใช้ครั้งแรกกับเครื่องบินขนส่งสินค้า ก่อนจะขยายไปใช้กับเครื่องบินขนส่งผู้โดยสารในอนาคต

แม้ Nordlund ระบุว่าจะยังไม่ได้เห็นเครื่องบินไร้คนขับใน Boeing 737 เร็วๆ นี้ แต่สิ่งที่อาจจะได้เห็น คือการนำระบบอัตโนมัติ และการช่วยเหลือเข้ามาใช้ในห้องนักบินมากขึ้น และบางทีอาจจะมีการลดจำนวนนักบินลงด้วย โดยมองว่าการผสมผสานทั้งด้านความปลอดภัย, เศรษฐศาสตร์ และเทคโนโลยี ควรจะมาบรรจบกันได้แล้ว

ทั้งนี้ นอกจากผลประโยชน์ทางการเงินที่สายการบินจะได้รับแล้ว เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยรับมือกับปัญหาขาดแคลนนักบินได้ด้วย แม้ว่าปัจจุบันเครื่องบินต่างๆ กำลังกลายเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติมากขึ้น แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการบิน ก็มีสิทธิ์ที่จะขาดแคลนนักบินร่วม 200,000 คนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การทำให้หน่วยงานที่ควบคุม, เจ้าหน้าที่ของสายการบิน และผู้บริโภควางใจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก โดยสำนักงานความปลอดภัยการบินยุโรป (EASA) มีข้อบังคับให้นักบิน 2 คน อยู่ในห้องนักบินตลอดเวลาในระหว่างเที่ยวบินที่มีผู้โดยสาร หลังจากเกิดเหตุการณ์นักบินของสายการบิน Germanwings ขับเครื่องบิน A320 ดิ่งเทือกเขาแอลป์ เมื่อเดือน มี.ค. ปี 2015 จนเป็นเหตุให้ทุกคนบนเครื่องบินลำนั้น จำนวน 150 คน เสียชีวิตทั้งหมด ก่อนที่ EASA จะมาผ่อนปรนข้อบังคับดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว โดยให้ขึ้นอยู่กับสายการบินต่างๆ ที่จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่าเครื่องบินของพวกเขาปลอดภัย

 

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คริสตีส์ จัดการประมูลภาพวาดจากฝีมือหุ่นยนต์ AI

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คริสตีส์ จัดการประมูลภาพวาดจากฝีมือหุ่นยนต์ AI

ระบบสมองกลอัจฉริยะนับวันจะยิ่งฉายแววความโดดเด่นเหนือสมองมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ แชมป์หมากรุกโลกอย่างคุณ Garry Kasparov ต้องฝ่ายแพ้ให้กับ Deep Blue เครื่องคอมฯ เล่นหมากรุกของ IBM และในปี 2016 หุ่นยนต์เล่นเกมส์กระดาน โกะ ของ DeepMind ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Google ได้เอาชนะคุณ Lee Sedol ซึ่งเป็นแชมป์โกะโลก จากปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามที่ลึกซึ้งในการดำรงอยู่ และตัวตนของมนุษย์ในโลกยุคที่หุ่นยนต์กำลังจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้แรงงานแทนมนุษย์ มาเป็นสิ่งที่อาจจะอยู่เหนือมนุษย์ด้วยซ้ำไป ทำให้การมีและใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ AI นั้นเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวง ในการกำกับดูแลเรื่องนี้ให้เหมาะเจาะพอดี

และพัฒนาการของระบบปัญญาประดิษฐ์ AI ที่เราจะนำเสนอในข่าวนี้ ก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งน่าเหลือเชื่อไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะในช่วงปลายปีนี้ คริสตีส์ ซึ่งเป็นสถาบันการประมูลระดับโลก ที่เปิดทำการตั้งแต่ปี 1766 จะทำการเปิดประมูล ภาพวาดที่เป็นฝีมือจากระบบปัญญาประดิษฐ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มันเป็นภาพของชายคนหนึ่งที่มีรูปลักษณ์อวบอ้วน และชื่อของเข้าคือ Edmond Belamy ในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำ คอเสื้อขาว ใบหน้าของเขาเหมือนเป็นภาพวาดที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นภาพที่ต้องบอกว่าดูมีศิลปะทีเดียว ถ้าไม่บอกก็คงจะไม่รู้ว่านี่เป็นภาพที่หุ่นยนต์วาด

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คริสตีส์ จัดการประมูลภาพวาดจากฝีมือหุ่นยนต์ AI

ภาพวาดมีขนาด 70×70 ซม. บนผืนผ้าใบชิ้นนี้ เป็นผลงานจากระบบปัญญาประดิษฐ์ AI ในรูปแบบที่มีชื่อเรียกว่า GAN (Generative Adversarial Network) โดยเจ้าระบบปัญญาประดิษฐ์ GAN นี้ ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มที่มีชื่อว่า Obvious ที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มศิลปินและนักวิจัยในเทคโนโลยี AI พวกเขาทำการสอนให้ปัญญาประดิษฐ์ AI รู้จักการวาดภาพ โดยการป้อนภาพวาดบุคคลในช่วงศตวรรษที่ 14 – 20 เป็นจำนวนมากถึง 15,000 ภาพ ให้ระบบ AI ทำการเรียนรู้ และถึงแม้ว่า AI จะไม่เข้าใจว่าศิลปะคืออะไร แต่มันก็สามารถเรียนรู้รูปแบบจากภาพวาดจำนวนมากด้วยวิธีการของมัน เช่นเดียวกับการที่ระบบ AI สามารถจดจำ และเรียนรู้รูปแบบบนภาพสแกนสมอง เพื่อตรวจหามะเร็งได้โดยไม่ต้องเข้าใจในรายละเอียดทุกอย่าง

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คริสตีส์ จัดการประมูลภาพวาดจากฝีมือหุ่นยนต์ AI

กลุ่ม Obvious ที่นำพาศิลปะและวิทยาการมาพบกัน

เมื่อมองในมุมของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มันก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากๆ เลยที่ระบบ GAN สามารถซึมซับรายละเอียดจากภาพวาดในช่วงหลายศตวรรษ และสามารถสร้างสรรค์ผลงานภาพวาดที่เป็นบทสรุปรวมของผลงานจากหลายจิตรกรดัง แต่ความสามารถของเจ้า GAN นั้นเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่าแอพฯ แต่งภาพในสมาร์ทโฟน ที่สามารถเปลี่ยนภาพเซลฟี่ให้กลายเป็นภาพวาดในสไตล์ของศิลปินอย่าง ปิกัสโซ่ หรือ โกลด มอแน (Claude Monet) อยู่หลายช่วงตัว เพราะ GAN ทำการวิเคราะห์ว่าทิศทางของงานศิลปะมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงศตวรรษ และสร้างสรรค์ผลงานที่มีความทันสมัยโดยอิงจากสไตล์ภาพวาดในช่วงศตวรรษที่ 18

โดยระบบ AI ของ GAN นั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ Generator หรือจิตรกรวาดภาพ และ Discriminator หรือนักวิจารณ์ โดยเมื่อ Generator วาดภาพออกมาแล้ว Discriminator จะทำการตรวจสอบรายละเอียดในภาพว่า มีความเป็นธรรมชาติเหมือนภาพวาดฝีมือมนุษย์หรือไม่ และถ้าตรวจไม่พบข้อบกพร่อง ผลงานก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

ความท้าทายที่สุดคือการวาดภาพตรงส่วนใบหน้าของมุนษย์ และการใช้หุ่นปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานศิลปะนั้นเป็นอะไรที่ยากมาก เนื่องจากเรายังให้คุณค่ากับหุ่นยนต์ไม่เทียบเท่ามนุษย์ในเรื่องของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เรายกย่องและให้คุณค่ากับศิลปินที่เป็นมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหุ่นปัญญาประดิษฐ์สามารถใช้มันสมองของมัน สร้างสรรค์ผลงานได้ในระดับเดียวกัน ก็อาจไม่มีใครชื่นชมเจ้าหุ่นยนต์เลยก็เป็นได้

แต่อย่างไรก็ดี เราก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าภาพวาดของเจ้า GAN จะได้รับการต้อนรับที่ดีจากนักสะสมภาพวาดหรือไม่

ชายอายุ 61 รอดตายราวปาฏิหาริย์ จากเหตุโดนฉลามยักษ์กัด ด้วยวิธีการที่ไม่มีใครคาดคิด

ชายอายุ 61 รอดตายราวปาฏิหาริย์ จากเหตุโดนฉลามยักษ์กัด ด้วยวิธีการที่ไม่มีใครคาดคิด

ท้องทะเลอันแสนงดงามบนชายหาดของรัฐแมสซาชูเซตส์ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เปลี่ยนเป็นฉากแห่งฝันร้ายอย่างแท้จริงของชายวัย 61 ปี นาม William Lytton โดยปราศจากคำเตือนใดๆ ฉลามขาวตัวใหญ่ก็กัดชายผู้นี้ด้วยฟันที่แหลมคมและขากรรไกรอันทรงพลัง และการที่ชายผู้นี้ตอบโต้เจ้าฉลามอย่างรวดเร็วก็เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้

คลิก facebook

มันมีคำแนะนำมากมายว่าเราต้องทำอะไรหากโดนฉลามกัด แต่ก็ไม่มีใครรู้อย่างแท้จริงว่าวิธีการเหล่านี้จะช่วยชีวิตเราไว้ได้จริงหรือไม่ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์บางคนให้คำแนะนำว่า ให้ต่อยที่ปลายจมูกของเจ้าฉลาม เพื่อให้มันเกิดอาการตกตะลึงหรือตกใจได้ แต่คุณ William ได้ลองทำแบบนี้กับเจ้าฉลามแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ผล

ชายอายุ 61 รอดตายราวปาฏิหาริย์ จากเหตุโดนฉลามยักษ์กัด ด้วยวิธีการที่ไม่มีใครคาดคิด

***ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องราวในข่าวนะครับ***

คุณ William กล่าว่า “ตอนนั้นผมหวาดกลัวมาก และไม่มีเวลาให้คิดอะไรได้มาก และผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษ ที่รอดตายมาได้นี่น่าจะเป็นเรื่องของดวงล้วนๆ”

ซึ่งเรื่องของ ดวง หรือ ความโชคดี นั้นอาจเป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะอธิบายการรอดชีวิตจากการกัดของฉลาม แต่ William ก็ไม่ได้เอาแต่นอนนิ่งแล้วภาวนาให้เจ้าฉลามปล่อยเขาไปแต่อย่างใด คุณ William บอกว่าเขาได้ต่อยรัวๆ เข้าใส่สีข้างของปลาฉลาม โดยเน้นต่อยเข้าที่เหงือกของมัน เขาต่อยไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเจ้าฉลามก็ยอมปล่อยเขาไป

หลังจากเจ้าฉลามหนีไปแล้ว เขาก็พาตัวเองกลับเข้าฝั่ง จากนั้นก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปรับการรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่น เข้าต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 6 ครั้ง และเขาอยู่ในสภาวะอาการโคม่านานถึง 2 วันในขณะที่แพทย์ทำการรักษาบาดแผล

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ยืนยันว่าฉลามที่กัดคุณ William นั้นเป็นฉลามขาว และเข้าต้องสูญเสียเส้นประสาทสำคัญไปในการโดนฉลามกัดครั้งนี้ และการรักษาต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าเขาจะหายดี และเขาคงไม่อยากไปเที่ยวทะเลภายในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

จากข่าวนี้ก็มีบทเรียนที่สอนใจเราได้ว่า หากโดนฉลามกัด นอกจากการต่อยไปที่ปลายจมูกของมันแล้ว การต่อยเข้าที่เหงือกของมันก็เป็นอะไรที่ต้องลอง

ยานแม่ของญี่ปุ่นเดินทางถึงดาวเคราะห์น้อยแล้ว กับภารกิจยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติ

ยานแม่ของญี่ปุ่นเดินทางถึงดาวเคราะห์น้อยแล้ว กับภารกิจยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติ

เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่ยานอวกาศ Hayabusa-2 ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA (Japan Aerospace Exploration Agency) ได้เดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อยที่มีชื่อว่า Ryugu โดยภารกิจการส่งยานไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2014 และยาน Hayabusa-2 ใช้เวลาเดินทางถึง 3 ปี กว่าจะไปถึงดาวเคราะห์ที่รูปทรงแปลกประหลาด และญี่ปุ่นจะประกาศอีกครั้งเมื่อมีการลงจอดบนดาวดวงนี้

การลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยที่ยานสำรวจที่จะลงจอดบนดาวนั้นถูกออกแบบให้เป็นชิ้นส่วนที่แยกย่อยออกไปจากตัวยานแม่ โดยที่ตัวยานแม่อย่าง Hayabusa-2 จะเคลื่อนตัวอยู่ในวงโคจรรอบๆ ดาว Ryugu และทำการส่งหุ่นยนต์สำรวจไปลงจอดบนดาว

ยานแม่ของญี่ปุ่นเดินทางถึงดาวเคราะห์น้อยแล้ว กับภารกิจยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติ

ดาวเคราะห์น้อย Ryugu ที่มีรูปทรงแปลกประหลาด

สำนักข่าว BBC รายงานว่า JAXA จะทำการปล่อยหุ่นยนต์สำรวจตัวแรกลงบนดาวในวันที่ 21 กันยายน โดยที่ยานแม่จะทำการส่งพัสดุลงไปยังตำแหน่งที่เป็นพื้นที่ที่ทำการสำรวจของหุ่นยนต์ทั้งสองตัว

โดยที่หุ่นยนต์สำรวจดาวของทาง JAXA นั่นไม่ได้มีรูปลักษณ์เป็นรถสำรวจเหมือนอย่างของทาง NASA แต่อย่างใด มันไม่มีล้อสำหรับการเคลื่อนที่ แต่มันอาศัยการเคลื่อนที่โดยการกระโดดไปยังจุดต่างๆ แทน ด้วยแรงโน้มถ่วงที่บางเบาของดาวเคราะห์น้อย ทำให้หุ่นสามารถกระโดดและกลับลงสู่ผิวดาวได้อย่างนุ่มนวล

และเมื่อทำการส่งหุ่นยนต์ตัวแรกลงจอดบนผิวดาวได้อย่างเรียบร้อย การปล่อยหุ่นตัวที่สองจะตามมาในวันที่ 3 ตุลาคม ซึ่งหุ่นตัวที่สองนี้จะมีความแตกต่างจากตัวแรกโดยสิ้นเชิง มันมีชื่อว่าเจ้า Mascot (ย่อมาจาก Mobile Asteroid Surface Scout) มันมีอุปกรณ์สำหรับการส่งข้อมูลกลับมาให้นักวิทยาศาสตร์

ด้วยหุ่นยนต์ทั้ง 2 ตัวที่มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ต่างกัน ทำให้คาดว่าจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมากถูกส่งกลับมา ไม่เพียงแค่ภาพถ่ายความละเอียดสูงของพิ้นผิวดาว แต่ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่ใช้ทดสอบคุณสมบัติของก้อนหินและแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบของดาว เพื่อค้นหาว่าจุดกำเนิดของดาวเคราะห์น้อยนั้นก่อตัวจากวัตถุดิบประเภทใด เพื่อที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถเข้าใจถึงกระบวนการฟอร์มตัวของดาวดวงนี้ รวมถึงเข้าใจเรื่องการก่อกำเนิดของระบบสุริยะ นับว่าเป็นภารกิจการสำรวจอวกาศที่ยิ่งใหญ่ของอีกหนึ่งชาติมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีของโลกเลยทีเดียว

 

โลกนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่ออกหา และฆ่าปลาดาว

โลกนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่ออกหา และฆ่าปลาดาว

 

แนวปะการังที่สวยงามของประเทศออสเตรเรียอย่าง Great Barrier Reef (เกรตแบร์ริเออร์รีฟ) กำลังจะมีช่วงเวลาที่สวยงาม โดยระยะเวลาที่ผ่านมา แนวปะการังที่สวยงามนี้ ได้รับผลกระทบจากความที่มหาสมุทรมีความอบอุ่นขึ้น (เป็นผลจากการที่มนุษย์ทำให้โลกร้อนขึ้น) ส่งผลให้แนวปะการังถูกทำให้เสียหายเป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่เพียงประเด็นปัญหาเดียวที่แนวปะการังอันสวยงามต้องเผชิญ

โดยเมื่อเร็วๆ นี้เกิดการหลั่งไหลของปลาดาวจำนวนมากที่เข้ามาพักพิงในแนวปะการัง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่มนุษย์ปล่อยมลพิษสารเคมีลงในมหาสมุทร และตามการรายงานข่าวของสื่อ CNET ระบุว่า สารเคมีในมหาสมุทรได้เร่งการเติบโตของสาหร่ายซึ่งเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนการดำรงชีวิตของปลาดาว ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างหุ่นยนต์นักดำน้ำที่ทำหน้าที่ตรวจสอบจำนวนประชากรปลาดาว และแถมมันยังเป็นนักฆ่าที่แท้จริงอีกด้วย

และปลาดาวในสายพันธุ์ Crown-of Thorns นั้นเป็นตัวการของปัญหา ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากรสัตว์น้ำนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่กับปลาดาวสายพันธุ์นี้ ด้วยความที่มันชอบกินปะการังนั่นเอง