คลังเก็บหมวดหมู่: ไกรศร สีจำปา 5

“สเปซเอ็กซ์” ส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศ

บริษัทสเปซ เอ็กซ์ ส่งจรวดฟัลคอน ไนน์ (Falcon 9) ขึ้นสู่อวกาศ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวแคลิฟอร์เนีย ที่ได้ชมลำแสงสวยงามบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

วันที่ 8 ต.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ร่วมชมการปล่อยจรวดฟัลคอน ไนน์ (Falcon 9) ขึ้นสู่อวกาศ เพื่อส่งดาวเทียมของประเทศอาร์เจนตินาเข้าสู่วงโคจร ทำให้เกิดลำแสงสวยงามบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

ภาพ : SpaceX

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

การส่งจรวดฟัลคอน ไนน์ ของบริษัทสเปซ เอ็กซ์ ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ชาวแคลิฟอร์เนียจะได้เห็นจรวดขับดันของจรวดฟัลคอน ไนน์ ลงสู่พื้นที่ฐานปล่อยหลังจากส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรแล้ว

 

ภาพ : SpaceX

สำหรับดาวเทียมของอาร์เจนตินาที่ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจร เป็นดาวเทียมที่ใช้ประโยนช์ด้านการเกษตรกรรมและการจัดการเหตุฉุกเฉิน

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/275004

อาการหวัดจะรุนแรงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับแบคทีเรียในจมูก

ผู้หญิงจาม

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แม้จะทราบกันดีว่าไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส แต่ผลวิจัยล่าสุดของแพทย์ในสหรัฐฯ กลับพบว่า เชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในจมูก มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับระดับความรุนแรงของอาการหวัดที่เกิดขึ้นในแต่ละคนด้วย

การที่แต่ละคนมีสภาพของชีวนิเวศจุลชีพ หรือ ไมโครไบโอม (Microbiome) ในจมูกแตกต่างกัน ซึ่งหมายถึงการมีองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในจมูกในชนิดและสัดส่วนที่ไม่เหมือนกัน มีความสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของอาการหวัดที่เกิดขึ้นแตกต่างกันออกไป

ตัวอย่างเช่นคนที่มีแบคทีเรียชนิดสตาฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus) อยู่มาก จะมีแนวโน้มเกิดอาการหวัดที่จมูกรุนแรงกว่าคนอื่น ๆ ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน

ทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ตีพิมพ์รายงานการวิจัยข้างต้นลงในวารสาร Scientific Reports โดยระบุว่าได้ค้นพบลักษณะของชีวนิเวศจุลชีพในจมูก 6 แบบ จากกลุ่มตัวอย่าง 152 คน ซึ่งแต่ละแบบมีความสัมพันธ์กับปริมาณไวรัสในร่างกายขณะที่ป่วยว่าจะมีมากน้อยเพียงใด ทั้งยังเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันร่างกายว่าจะต่อต้านไวรัสโรคหวัดได้ดีเพียงใดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ศ. นพ. โรนัลด์ เทอร์เนอร์ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเชื้อแบคทีเรียในจมูกมีบทบาทควบคุมอาการหวัดโดยตรงหรือไม่ เพราะสิ่งที่ค้นพบเป็นเพียงความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันเท่านั้น “อาจจะมีปัจจัยบางประการในตัวผู้ติดเชื้อเช่นพันธุกรรม เป็นสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ ซึ่งพันธุกรรมอาจจะส่งผลให้มีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดอยู่มากในจมูก และในขณะเดียวกันยังกำหนดประสิทธิภาพการทำงานของภูมิคุ้มกันไปพร้อมกันด้วย”

ผู้ชายเอากระดาษทิชชูปิดปาก

ทีมผู้วิจัยซึ่งได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากบริษัท DuPont หนึ่งในผู้ผลิตจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์รายใหญ่ ยังได้ทำการทดลองเพื่อดูว่าการดื่มเครื่องดื่มโพรไบโอติกส์ซึ่งอุดมไปด้วยแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะมีส่วนช่วยบรรเทาอาการหวัดได้หรือไม่ แต่ผลปรากฏว่าการบริโภคโพรไบโอติกส์ไม่ได้ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ชนิดดี ทั้งในระบบทางเดินอาหารและในจมูกแต่อย่างใด

“ต่อให้เราเอาเชื้อโพรไบโอติกส์ฉีดพ่นเข้าไปในจมูกโดยตรง ก็ยังไม่แน่ว่าจะช่วยรักษาอาการหวัดได้ กลไกการทำงานของระบบชีวนิเวศจุลชีพไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น และเรายังต้องศึกษาเพิ่มเติมกันอีกมาก” ศ. นพ. เทอร์เนอร์ กล่าว

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-45797707

ทั่วโลกให้ทิปกันอย่างไร? บางที่อาจถือว่าเป็นการดูถูก

การให้ทิปกลายเป็นประเด็นทางการเมืองในสหราชอาณาจักร

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักการเมืองในสหราชอาณาจักรกำลังอภิปรายกันเกี่ยวกับกฎหมายที่ห้ามบาร์และร้านอาหารเก็บทิปที่ลูกค้าให้กับพนักงาน

แต่ไม่ใช่ทุกประเทศในโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เหมือนกับในอังกฤษ ซึ่งเชื่อว่าเป็นชาติที่ “ริเริ่ม” ธรรมเนียมการให้ทิปในช่วงศตวรรษที่ 17 โดยมีที่มาจากการที่คนในชนชั้นสูงมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่ “ชนชั้นที่ด้อยกว่า″

การให้เงินเพื่อตอบแทนบริการที่น่าพอใจ หรือที่เรียกว่า ทิป เป็นธรรมเนียมที่มีผู้ปฏิบัติทั่วโลก แต่ว่าก็มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและค่านิยมของแต่ละชาติ ในบางประเทศ การให้ทิปอาจถือเป็นการดูถูกเสียด้วยซ้ำ

ในหลายประเทศ อย่างสหรัฐฯ การให้ทิปเป็นส่วนสำคัญของค่าแรงคนงาน

ไทย

หลักเกณฑ์ของการให้ทิปในไทยยังดูคลุมเครืออย่างยิ่ง สิ่งที่ปฏิบัติกันทั่วไปก็คือร้านค้าจำนวนมากคิดค่าเซอร์วิสชาร์จ 10% รวมเข้าไปกับค่าอาหาร หรือค่าบริการ นฤมล เมฆบริสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวกับบีบีซีไทยว่า การคิดค่าทิปหรือเซอร์วิสชาร์จของไทยนั้นไม่มีมาตรฐานมาอ้างอิง

“เหมือนกับกำหนดขึ้นตามอำเภอใจและก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันแพร่หลายไป ไม่รู้ว่า 10 %คิดจากอะไรกันแน่ และมีความซ้ำซ้อนกัน โดยที่เก็บค่าเซอร์วิสชาร์จรวมไปกับค่าอาหารหรือบริการ แต่หลายที่ก็ยังตั้งกล่องทิปบ๊อกซ์เอาไว้ให้หยอด หรือบางทีผู้รับบริการก็ยังให้ทิปเป็นการส่วนตัวต่างหาก”

ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเคยหารือเรื่องนี้กับคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และกรมการค้าภายในมาแล้ว แต่ทั้งสองหน่วยงานก็มิได้มีระเบียบหรือมาตรฐานกำหนดไว้ และยังบอกอีกว่าการเก็บเซอร์วิสชาร์จ 10% เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการ อย่างเช่น ร้านอาหารติดป้ายหน้าร้านเพื่อให้คนที่จะเข้ามากินเห็นได้ชัดเจน

“ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเห็นร้านไหนติดป้ายบอกว่าจะมีการคิดค่าบริการ 10% แต่ว่าลูกค้าจะปฏิเสธไม่จ่ายค่าเซอร์วิสชาร์จก็ได้ หากไม่พอใจในบริการหรือเห็นว่าเอาเปรียบมากเกินไป” นฤมลกล่าว นอกจากนี้นฤมลก็กล่าวอีกว่าเท่าที่สำรวจดูข้อมูล ยังไม่เห็นว่าในไทยมีการศึกษาเรื่องค่าทิป/เซอร์วิสชาร์จอย่างจริงจังในแง่มุมที่สำคัญ อย่างเช่น ค่าทิป/เซอร์วิสชาร์จคิดเป็นมูลค่าเท่าไรในรายได้ของธุรกิจค้าปลีกและบริการของไทย การคิดอ้างอิงมาตรฐานอะไร รวมทั้งค่าเซอร์วิสชาร์จที่คิดรวมมาแล้วนั้นตกถึงมือพนักงานที่ให้บริการ หรือไม่ หรือเป็นเพียงกลเม็ดในการหารายได้เพิ่มของร้านต่าง ๆ เท่านั้นเอง

สหรัฐฯ

คนอเมริกันมีมุกตลกบอกว่า มีเพียงการยื่นภาษีเท่านั้นที่ดูสับสนมากกว่าการให้ทิป

การให้ทิปถูกนำเข้ามาในสหรัฐฯ ในช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวอเมริกันที่ร่ำรวยเริ่มเดินทางไปยังยุโรป เริ่มแรกธรรมเนียมการให้ทิปไม่เป็นที่ยอมรับในสหรัฐฯ และคนที่ไม่เห็นด้วยบอกว่า เป็นการต่อต้านประชาธิปไตย และกล่าวหาผู้ให้ทิปว่า ทำให้เกิดชนชั้นแรงงานที่ “ขอเงินจากการเอาอกเอาใจ”

จนเวลาผ่านพ้นมาถึงช่วงศตวรรษที่ 21 ก็ยังคงเห็นชาวอเมริกันถกกันเรื่องข้อดีและข้อเสียของการให้ทิปอยู่ แต่ปัจจุบันการให้ทิปกลายเป็นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในจิตสำนึกของพวกเขาไปแล้ว โอเฟอร์ อาซาร์ นักเศรษฐศาสตร์ ประเมินไว้ในปี 2007 ว่า ธุรกิจร้านอาหารเพียงอย่างเดียว พนักงานบริการได้รับเงินจากทิปราว 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.37 ล้านล้านบาท โดยเงินที่ได้จากทิปเป็นส่วนสำคัญของค่าแรง

บริกรชาวจีน

จีน

จีนก็เหมือนกับหลายชาติในเอเชีย ที่ไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป และจีนได้ห้ามการให้ทิปมานานหลายสิบปีแล้ว นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการติดสินบนด้วย จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่ค่อยมีการให้ทิปในประเทศจีน

โดยร้านอาหารที่มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจีน ลูกค้าจะไม่ให้ทิป เว้นแต่เป็นร้านอาหารที่ให้บริการแก่ลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ส่วนโรงแรมที่มีแขกเป็นชาวต่างชาติมีเพียงการให้ทิปแก่คนช่วยถือกระเป๋าเท่านั้นที่เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ส่วนที่เป็นข้อยกเว้นคือ การให้ทิปแก่ไกด์นำเที่ยว และคนขับรถบัสนำเที่ยว สามารถทำได้

บริกรชาวญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับมารยาทที่ค่อนข้างซับซ้อนในญี่ปุ่น ทำให้เกิดการให้ทิปขึ้น ในทางสังคมการให้ทิปในหลายโอกาสเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เช่น งานแต่งงาน, งานศพ, และโอกาสพิเศษอื่น ๆ แต่ในสถานการณ์ธรรมดาทั่วไป การให้ทิปอาจทำให้ผู้รับรู้สึกว่าถูกดูถูก

แนวคิดของญี่ปุ่นคือ ควรจะมีการให้บริการที่ดีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีการให้ทิปเป็นครั้งคราวแล้วแต่โอกาส แต่ก็มีแนวปฏิบัติที่ต้องยึดถือ รวมถึง การนำเงินใส่ซองพิเศษ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความขอบคุณ

บุคลากรในโรงแรมมักจะมีความสุภาพนอบน้อม และให้บริการตามความต้องการของแขกอย่างไม่รอช้า เกือบจะเหมือนกันทุกที่ในโลก แต่ในญี่ปุ่นพวกเขาจะได้รับการฝึกให้ปฏิเสธการรับทิปอย่างสุภาพ

บริกรชาวฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ในปี 1955 ฝรั่งเศสได้ผ่านกฎหมายที่กำหนดให้ร้านอาหารต่าง ๆ เพิ่มค่าบริการไว้ในใบเสร็จ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศทั่วยุโรปและหลายประเทศในโลกได้ทำตาม การทำเช่นนี้ เป็นการช่วยเพิ่มค่าแรงของพนักงานเสิร์ฟ และทำให้พวกเขาพึ่งทิปน้อยลง

อย่างไรก็ตาม การให้ทิป ยังคงเป็นธรรมเนียม แม้การสำรวจจะพบว่า คนรุ่นใหม่ในฝรั่งเศสไม่ค่อยให้ทิป โดยในปี 2014 มีลูกค้าชาวฝรั่งเศสราว15% ที่บอกว่า “ไม่เคยให้ทิป” ตัวนี้เลขนี้เพิ่มเป็น 2 เท่าของปีก่อนหน้า

แอฟริกาใต้

ในแอฟริกาใต้มีการให้ทิปเฉพาะงานบริการบางอย่างที่อาจจะไม่มีในประเทศอื่น ๆ นั่นก็คือ “การเฝ้ารถ”

การเฝ้ารถเป็นอาชีพที่ไม่เป็นทางการที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นตามอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในแอฟริกาใต้ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 25% ลักษณะของงานนี้คือ การที่มีคนมาช่วยผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะหาจุดจอดรถ และคอยเฝ้ารถให้ โดยจากสถิติของทางการระบุว่า ปีที่แล้วในแอฟริกาใต้มียานพาหนะเกือบ 140 คันถูกขโมยในแต่ละวัน

การจ่ายเงินไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 32 บาท เพื่อให้คนช่วยเฝ้ารถ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ในประเทศนี้ แต่ก็มีการถกเถียงกันถึงกระบวนการที่เกือบจะไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ มาควบคุม และไม่มีการรับประกันว่า ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการจะทำตามข้อตกลง

คนเฝ้ารถ

สวิตเซอร์แลนด์

ว่ากันว่า ผู้คนในสวิตเซอร์แลนด์ มักจะปัดเศษขึ้นในการชำระค่าบริการ และมักจะให้ทิปแก่พนักงานโรงแรม หรือผู้ทำงานบริการอย่างช่างทำผม แต่สวิตเซอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำสูงที่สุดในโลก ยกตัวอย่าง พนักงานเสิร์ฟ มีรายได้ถึง 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 131,000 บาท ต่อเดือน พวกเขาไม่ได้พึ่งพาเงินจากทิปมากเหมือนพนักงานเสิร์ฟในสหรัฐฯ

อินเดีย

ร้านอาหารจำนวนมากในอินเดียเรียกเก็บค่าบริการในใบเสร็จ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องให้ทิปอีก แต่ถ้าจะให้ทิปก็อยู่ที่ประมาณ 15-20% การเห็นร้านอาหารแสดงป้ายไม่รับทิปถือเป็นเรื่องปกติในอินเดีย ในการสำรวจปี 2015 พบว่า ชาวอินเดียอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการให้ทิปในระดับสูงสุด ตามหลังเพียงบังกลาเทศและไทย

พนักงานโรงแรมในสิงคโปร์

สิงคโปร์

แม้การให้ทิปเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามโรงแรม, ร้านอาหาร หรือคนขับแท็กซี่ ไม่ได้ถือว่าเป็นการทำอะไรผิด แต่เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันในสิงคโปร์ เว็บไซต์รัฐบาลระบุว่า “การให้ทิปไม่ใช่วิถีชีวิต” ของคนในสิงคโปร์

อียิปต์

การให้ทิปเป็นเรื่องที่ฝังแน่นอยู่ในสังคมอียิปต์ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “บักชีช” (baksheesh) คนร่ำรวยในอียิปต์มีการให้ทิปแก่คนทำงานบริการทุกประเภทเป็นประจำ ตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟ ไปจนถึงพนักงานปั๊มน้ำมัน การให้ทิปเป็นเรื่องที่ยอมรับในอียิปต์ซึ่งมีอัตราการว่างงานสูงกว่า 10% และการทำงานในภาคที่ไม่เป็นทางการมีส่วนสำคัญต่อจีดีพีเกือบ 40%

คนขายของใกล้กับพีระมิดในกรุงไคโร

อิหร่าน

ผู้ไปเยือนอิหร่านอาจจะเคยพบเห็น ธรรมเนียมที่เรียกว่า ทารูฟ (taroof) หรือการปฏิเสธรับเงินค่าตอบแทนเพื่อแสดงมารยาทอันดี ซึ่งอาจจะพบเห็นได้ทั้งจากการนั่งแท็กซี่ โดยคนขับจะปฏิเสธรับเงินในตอนแรก ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ไปครั้งแรกอาจจะไม่คุ้นกับธรรมเนียมแบบนี้ แต่จริง ๆ ก็คือพวกเขาต้องการเงินค่าตอบแทนและผู้รับบริการก็ต้องให้พวกเขาเหมือนที่อื่น ๆ ทั่วโลก แต่ถ้าให้ทิปจะไม่มีการปฏิเสธ เพราะถือว่าเป็นการแสดงน้ำใจและความรู้สึกขอบคุณต่อผู้ให้บริการ

ร้านกาแฟในอิหร่าน

รัสเซีย

ในสมัยโซเวียต การให้ทิปเป็นเรื่องต้องห้ามในรัสเซีย ถือว่าเป็นการดูถูกคนชนชั้นแรงงาน แต่ชาวรัสเซียมีคำที่เรียกว่า “ค่าน้ำชา″ (chayeviye)

ในช่วงทศวรรษ 2000 การให้ทิปกลับมาเป็นที่ยอมรับในรัสเซีย แต่ผู้สูงอายุอาจจะยังคงเห็นว่า การให้ทิปเป็นเรื่องไม่สมควรอยู่

อาร์เจนตินา

การให้ทิปพนักงานเสิร์ฟหลังจากรับประทานอาหาร ไม่ถือเป็นปัญหาในอาร์เจนตินา แม้ว่าจริง ๆ แล้ว การให้ทิปถือเป็นการทำผิดกฎหมาย ภายใต้กฎหมายแรงงานปี 2004 สำหรับอุตสาหกรรมโรงแรมและจัดเลี้ยง

กระนั้น ก็มีการให้ทิป และรายได้ของพนักงานเสิร์ฟอาจจะมาจากเงินที่ได้จากทิปในสัดส่วนสูงถึง 40%

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-45749263

กางเกงไฮเทคช่วยให้ผู้พิการเคลื่อนไหวได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กางเกงไฮเทคช่วยให้ผู้พิการเคลื่อนไหวได้

กางเกงขายาวไฮเทค ทำให้คุณแข็งแกร่งได้เหมือนซูเปอร์ฮีโร เสื้อผ้าหุ่นยนต์ที่ทั้งฉลาดและนุ่ม ช่วยผู้พิการและคนสูงอายุให้เคลื่อนไหวได้

ศ. โจนาธาน รอสซิเทอร์ ม.บริสตอล กล่าวว่า “เราทำกางเกงหุ่นยนต์เนื้อนุ่ม ‘The Right Trousers’ ของเรา ถอดออกง่ายด้วยอุปกรณ์กระตุ้นที่ติดตั้งไว้ เป็นเหมือนกล้ามเนื้อเทียมรอบเอวและกางเกง เมื่อคุณกดปุ่มกางเกงก็จะเปลี่ยนรูปทรงและขนาดได้ มันจะใหญ่ขึ้น แล้วก็ถอดออกได้ง่ายขึ้นมาก”

เงินกองทุน 2 ล้านปอนด์นี้จะใช้พัฒนากล้ามเนื้อประดิษฐ์

กางเกงขาวยาวนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเสี่ยงหกล้มและยืนคนเดียวได้นานขึ้น

“Exoskeletons ที่ทำงานคล้ายกันปกติทำจากวัสดุแข็ง เราคิดว่า มันง่ายกว่ามาก ถ้าเราปรับมันเป็นเสื้อผ้า เพราะนั่นคือสิ่งที่เราสวมใส่มันสบายกว่า ใช้ง่ายกว่าและยืดหยุ่นมากขึ้น เราจึงผลิตมันได้ง่ายขึ้น”

ชื่อ “The Right Trousers” มีที่มาจาก “The Wrong Trousers” ในหนังเรื่อง Wallace and Gromit

“น่าสนใจมากที่รู้ว่า เสื้อผ้าของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในช่วง 10,000 ปีทีผ่านมา ผมสวมเสื้อผ้าฝ้ายอยู่ และนี่คือเทคโนโลยีเดียวกันกับเมื่อพันปีก่อน ถึงเวลาแล้วที่ เสื้อผ้าของเราจะต้องซับซ้อนขึ้น เช่นเดียวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา″

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-45722544

ม็อกซี หุ่นยนต์ผู้ช่วยพยาบาล

พบกับ “ม็อกซี” (Moxi) หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ประจำโรงพยาบาลที่มี “ความฉลาดทางสังคม”(social intelligence) ซึ่งจะมาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพยาบาลในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านพยาบาล

ม็อกซี พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Diligent Robotics ในเมืองออสตินรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ มีความสามารถในการหยิบและนำส่งเวชภัณฑ์ได้เองอัตโนมัติ ซึ่งช่วยแบ่งเบางานของเหล่าพยาบาลที่อาจใช้เวลาถึง 30% ของการทำงานในแต่ละวันหมดไปกับการค้นหาและหยิบเวชภัณฑ์ที่ใช้รักษาคนไข้

บริษัทผู้ผลิตจึงคาดว่า ม็อกซี จะช่วยให้พยาบาลมีเวลามากขึ้นในการทำงานอย่างอื่นที่จำเป็นกว่า

ปัจจุบัน มีการนำ ม็อกซี ไปทดลองใช้ที่โรงพยาบาลหลายแห่งในรัฐเท็กซัส ดร.โคล เอ็ดมันสัน หัวหน้าพยาบาลของโรงพยาบาล Texas Health Dallas เล่าว่า หลังจากได้นำม็อกซีไปทดลองใช้ในโรงพยาบาลพบว่า หุ่นยนต์เอไอตัวนี้สามารถช่วยนำเวชภัณฑ์ไปส่งให้นางพยาบาลที่กำลังทำงานในห้องแยกโรค ซึ่งผู้ป่วยถูกแยกไปรักษาเดี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่พวกเขาไม่ต้องถอดชุดที่ใส่ในห้องดังกล่าวเพื่อออกไปหยิบของเอง

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-45783628

คนเราจดจำใบหน้าคนรู้จักได้โดยเฉลี่ยถึง 5,000 หน้า

หน้า

หลายคนอาจจะเคยพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เสียความรู้สึก เมื่อได้พบคนรู้จักซึ่งจากกันไปนาน แต่เขากลับจำหน้าคุณไม่ได้ เรื่องนี้นักจิตวิทยาชี้ว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะผลการศึกษาล่าสุดพบว่า คนส่วนใหญ่สามารถจดจำใบหน้าของผู้คนทั่วไปได้มากเกินคาด ซึ่งคิดเป็นจำนวนโดยเฉลี่ยถึง 5,000 ใบหน้าด้วยกัน

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์กของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลวิจัยดังกล่าวลงในวารสารของราชสมาคมกรุงลอนดอนฉบับบี (Proceedings of the Royal Society B.) โดยชี้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุจำนวนใบหน้าที่มนุษย์จดจำได้อย่างแน่ชัด

ก่อนหน้านี้คาดกันว่า มนุษย์มีความสามารถจดจำใบหน้าได้มากน้อยแตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย ซึ่งอาจมีตั้งแต่ผู้ที่จำใบหน้าคนอื่น ๆ ได้จำกัดราว 1,000 หน้า ไปจนถึงคนที่จำได้มากอย่างเหลือเชื่อถึง 10,000 หน้า

ผู้วิจัยให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งทำแบบทดสอบให้เสร็จภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยอาสาสมัครจะต้องย้อนนึกถึงใบหน้าของคนรู้จักในชีวิตของตนเองให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตรสหาย หรือเพื่อนร่วมงาน จากนั้นให้ทำแบบทดสอบความจำที่มุ่งทดสอบด้วยใบหน้าของบุคคลผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปในวงสังคม

ผลการศึกษาล่าสุดนี้พบว่า คนเราจดจำใบหน้าคนรู้จักได้โดยเฉลี่ยถึง 5,000 หน้า

ในระหว่างที่ทำการทดสอบ ผู้วิจัยจะวัดและบันทึกอัตราเร็วในการรื้อฟื้นความจำเรื่องใบหน้าของอาสาสมัคร โดยสังเกตว่าอัตราเร็วดังกล่าวเริ่มชะลอตัวลงเมื่อใด ก็จะสามารถนำข้อมูลนี้ไปประมาณการทางสถิติเพื่อให้ทราบถึงจำนวนใบหน้าทั้งหมดที่อาสาสมัครสามารถจดจำได้

ผลปรากฏว่าอาสาสมัครส่วนใหญ่สามารถจดจำใบหน้าผู้อื่นได้โดยเฉลี่ยที่ 5,000 ใบหน้า และมีเพียง 2% ที่มีภาวะสูญเสียความสามารถระลึกรู้ใบหน้า (Prosopagnosia) ซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ทำให้ไม่สามารถจดจำใบหน้าต่าง ๆ ได้เลย

ศ. ไมค์ เบอร์ตัน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “จากมุมมองทางวิวัฒนาการแล้ว การจดจำใบหน้าได้มากขนาดนี้นับว่าเป็นความสามารถที่เกินจำเป็นไปหน่อย เพราะบรรพบุรุษมนุษย์มีวิวัฒนาการมายาวนานในรูปแบบของกลุ่มสังคมขนาดเล็ก ที่ไม่ต้องใช้การจดจำใบหน้าจำนวนมากนัก”

“แต่อย่างไรก็ตาม ในธรรมชาติมีปรากฏการณ์แบบนี้อยู่ไม่น้อย เช่นแมงมุมบางชนิดที่มีพิษร้ายแรงจนสามารถฆ่าม้าตัวใหญ่ได้ ทั้งที่แมงมุมนั้นก็ไม่ได้ต้องการม้าเพื่อเป็นอาหารแต่อย่างใด การที่มนุษย์จดจำใบหน้าได้มากเกินคาด อาจสะท้อนถึงความจำเป็นบางอย่างในการแยกแยะมิตรและศัตรูที่เรายังไม่ทราบก็เป็นได้” ศ. เบอร์ตันกล่าว

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-45808449

ยานสำรวจของนาซ่าเตรียมเดินทางเข้าใกล้ ‘ดวงอาทิตย์’ มากที่สุดเท่าที่เคยสำรวจ

This image made available by NASA shows an artist's rendering of the Parker Solar Probe approaching the Sun. It's designed to take solar punishment like never before, thanks to its revolutionary heat shield that’s capable of withstanding 2,500 degrees Fahrenheit (1,370 degrees Celsius).

ยานสำรวจดวงอาทิตย์ “พาร์คเกอร์” ขององค์การอวกาศสหรัฐฯ หรือ NASA จะออกเดินทางจากฐานยิงจรวดในรัฐฟลอริด้าในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ตามเวลาในสหรัฐฯ ที่เวลา 3.33 น. เพื่อมุ่งหน้าไปยังดวงอาทิตย์ในระยะที่ใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมียานสำรวจเดินทางไปถึง

องค์กา่รนาซ่าระบุว่า ยานพาร์คเกอร์ซึ่งมีขนาดพอๆ กับรถยนต์หนึ่งคัน จะเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่ายานสำรวจลำก่อนๆ ถึง 7 เท่า โดยอยู่ห่างจากพื้นผิวที่ร้อนระอุของดวงอาทิตย์ใกล้กว่า 4 ล้านไมล์

ยานสำรวจพาร์คเกอร์จะโคจรรอบดาวศุกร์เป็นเวลา 7 ปี ก่อนที่จะสามารถเข้าสู่วงโคจรของดวงอาทิตย์ในปี ค.ศ. 2024

ยานสำรวจลำนี้ถูกออกแบบมาให้ต้านทานความร้อนในระดับสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คือสามารถทนความร้อนในระดับ 2,500 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 1,370 องศาเซลเซียส

ภารกิจของยานสำรวจพาร์คเกอร์ คือการถ่ายภาพดวงอาทิตย์ในระยะใกล้ เพื่อนำมาใช้ในการศึกษาดวงดาวที่เชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของระบบสุริยจักรวาลและสรรพสิ่งบนพื้นโลก รวมทั้งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพายุสุริยะซึ่งเชื่อว่าอาจสร้างอันตรายต่อชีวิตบนโลกได้ด้วย

นาซ่าจะถ่ายทอดสดการปล่อยยานสำรวจพาร์ดเกอร์ลำนี้ผ่านเว็บไซต์ทางการของ NASA ด้วย ที่ www.nasa.gov

ที่มา https://www.voathai.com/a/red-hot-voyage-to-sun-will-bring-us-closer-to-our-star/4523663.html

‘โดรน’ เทคโนโลยีใหม่เพื่อลดค่าใช้จ่ายเเละเพิ่มผลผลิต

Researchers are studying how drones can identify problem areas such as herbicide resistant weeds and possibly spray difficult to combat weeds. (Photo: E. Lee / VOA)

เครื่องมือทางการเกษตรได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมากในปัจจุบันเมื่อเทียบกับสมัยที่ เดล โคบ (Dale Cope) ยังเป็นเด็ก เขากล่าวว่า ตอนเป็นเด็ก เขามีหน้าที่ถอนวัชพืชในสวนโดยใช้จอบ แต่เดี๋ยวนี้ เขาไม่ต้องถือจอบไปถอนหญ้าอีกต่อไป เขาเพียงเเค่ส่งโดรนบินออกไปในจุดที่ต้องการกำจัดวัชพืชเท่านั้น

ปัจจุบัน โคบ เป็นรองศาสตราจารย์ด้านการปฏิบัติการที่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม (Texas A&M) เขาและทีมงานนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้กำลังศึกษาว่า จะสามารถนำยวดยานทางอากาศแบบไร้คนบังคับ หรือโดรน ไปใช้งานด้านเกษตรกรรมเพื่อช่วยงานเกษตรกรได้อย่างไรบ้าง

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า ภายในเวลา 10 ปีข้างหน้า โดรนอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำการเกษตรเเบบอัฉริยะ หรือการเกษตรกรรมที่มีความเเม่นยำสูงสำหรับเกษตรกรทั่วโลก

โคบ กล่าวว่ าเราสามารถรู้ได้ว่าต้องฉีดยาฆ่าแมลงหรือใส่ปุ๋ยในจุดใดบ้างในไร่นา เเทนที่จะฉีดทั้งไร่

ในการเกษตรกรรมเเบบดั้งเดิม ผู้ให้คำปรึกษาด้านการปลูกพืชจะต้องเดินเท้าตรวจไร่ทั้งไร่เพื่อตรวจดูวัชพืช เเมลงศัตรูพืชเเละโรคพืช ซึ่งต้องใช้เวลานาน เสียค่าใช้จ่ายเเพงเเละไม่ถูกต้องแม่นยำทั้งหมด

มูตู บากาวาเทียนนาน (Muthu Bagavathiannan) นักวิจัยด้านวัชพืชเเละรองศาสตราจารย์ที่ภาควิชาดินเเละพืชที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม กล่าวว่า หากโดรนสามารถใช้งานในการเกษตรได้ จะช่วยประหยัดเวลาได้มากเเละจะมีประสิทธิผลมากกว่าและถูกต้องกว่าคน

โดรนที่ติดตั้งตัวเซ็นเซอร์หลายแบบสามารถบินเหนือไร่ได้เพื่อเก็บข้อมูลให้กับทีมนักวิจัย เพื่อช่วยในการระบุจุดที่มีปัญหา และช่วยตรวจพืชที่เติบโตเป็นปกติดี

Seth Murray ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ข้าวโพดเเละรองศาสตราจารย์ที่ภาควิชาดินเเละพืชที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม กำลังศึกษาว่า โดรนช่วยเพาะพันธุ์พืชให้มีคุณภาพดีขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะข้าวโพด เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีผลตอบเเทนทางเศรษฐกิจสูงขึ้นจากพืชผลที่ปลูก

เขากล่าวว่า โดรนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถประเมินปริมาณผลผลิตที่จะได้ เเละช่วยในการพิจารณาว่าพืชชนิดใดปลูกได้ผลดีที่สุด ทีมนักวิจัยยังศึกษาด้วยว่า โดรนสามารถช่วยควบคุมวัชพืชได้อย่างไร

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า ปัญหาส่วนมากที่พบในปัจจุบันเกิดจากวัชพืชที่ดื้อต่อยาฆ่าหญ้า และวัชพืชที่หลุดรอดจากมาตรการควบคุม เเละจะกลายเป็นปัญหาในอนาคต และเเทนที่ต้องฉีดยาฆ่าหญ้าทั้งไร่ เกษตรกรจะสามารถใช้โดรนในการฉีดยาฆ่าหญ้ายาเฉพาะในจุดเป้าหมายเท่านั้น

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า อาจจะใช้เวลาอีกหลายปีก่อนที่จะมีโปรแกรมซอฟแวร์ที่ง่ายต่อการใช้งานออกมาให้เกษตรกรได้ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพสูงที่ได้จากโดรน เพื่อใช้ประโยชน์ด้านงานเพาะพันธุ์พืชหรือช่วยตัดสินใจว่าเมื่อไหร่จึงควรฉีดยาฆ่าเเมลง

แต่ในขณะนี้ ทีมนักวิจัยกล่าวว่า โดรนช่วยให้คนที่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนสามารถบันทึกภาพวิดีโอหรือภาพนิ่งได้ เพื่อตรวจตราดูไร่นาทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ได้

ที่มา https://www.voathai.com/a/drones-in-agriculture/4525221.html

บริการแอพเช่า ‘สกูตเตอร์ไฟฟ้า′ ขยายกิจการทั่วสหรัฐฯ

A women rides a scooter along 42nd Street in New York.

บริการเช่าสกูตเตอร์ไฟฟ้าผ่านแอพ กำลังเป็นที่แพร่หลายสำหรับผู้คนที่ต้องเดินทางในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ

สื่อ TechCrunch รายงานว่า บริษัทใหญ่ 4 แห่งที่ประกอบธุรกิจนี้ คือ Bird, Lime, Goat และ Spin ให้บริการ ใน 33 เมืองทั่วอเมริกา

นอกจากนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ให้บริการเรียกรถรับส่งผ่านแอพ Uber และ Lyft ก็ยังสนใจที่จะให้บริการสกูตเตอร์ไฟฟ้าให้เช่าเช่นกัน ตามรายงานของ TechCrunch

ในต่างประเทศ Lime เตรียมให้บริการที่นครแมดริด ของสเปน ส่วน Bird เปิดตัวไปแล้วที่ปารีส และมีแผนให้รุกตลาดอิสราเอลที่นครเทลอาวีฟด้วย

Lime’s France director Arthur-Louis Jacquier holds his mobile phone to use a dock-free electric scooter Lime-S by California-based bicycle sharing service Lime as he poses on their launch day in Paris, France, June 22, 2018.


อย่างไรก็ตาม ในบางเมือง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อรอให้ขั้นตอนอนุมัติใบอนุญาตประกอบการเสร็จสิ้นเสียก่อน

หนึ่งในนั้นคือ เมืองบอสตั้น รัฐแมสซาชูเสทส์ ซึ่ง TechCrunch รายงานว่า เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัท Bird พยายามที่เปิดให้เช่าสกูตเตอร์ไฟฟ้าที่บอสตั้น แต่ทางการปราบปรามอย่างรวดเร็ว โดยขู่ว่าจะยึดสกูตเตอร์ทุกคัน หากว่าพบเห็นตามสถานที่ต่างๆ

ที่มา https://www.voathai.com/a/electric-scooters/4525813.html

ชี้บุหรี่ไฟฟ้าทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน…

Vaping can damage vital immune system cells

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1937524542979022

งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษพบหลักฐานบ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญของร่างกาย และอาจมีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน

งานวิจัยที่นำโดย ศ.เดวิด ธิคเก็ตต์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Thorax พบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าไปหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญในปอดและกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบกระบวนการเชิงกลเพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยทำขึ้นในห้องทดลอง และใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อปอดที่ได้รับบริจาคจากคนที่ไม่สูบบุหรี่

ผลการศึกษาพบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดอาการอักเสบ และไปยับยั้งการทำงานของ “อัลวีโอลาร์ มาโครเฟจ” (alveolar macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตราย เช่น อนุภาคฝุ่น เชื้อแบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ

ทีมนักวิจัยระบุว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคล้ายกับที่มักพบในกลุ่มผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ หรือผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ชี้ว่าผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงสภาพที่เกิดขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งกินเวลาเพียง 48 ชั่วโมง และจำเป็นต้องมีการศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

ศ.ธิคเก็ตต์ ชี้ว่า แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะปลอดภัยกว่าบุหรี่จากใบยาสูบในแง่ของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวหากสูบบุหรี่ไฟฟ้าติดต่อกัน 20-30 ปี เพราะการวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

“ผมไม่คิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะอันตรายกว่าบุหรี่แบบธรรมดา แต่เราก็ไม่ควรเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันปลอดภัยมากอย่างที่คิดกัน” ศ.ธิคเก็ตต์ กล่าว

งานวิจัยพบ "หลักฐานท่วมท้น" ที่บ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่แบบธรรมดาที่ทำจากใบยาสูบ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่รอบข้างน้อยกว่าด้วย"

รายงานผลการวิจัยอิสระฉบับล่าสุดของสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบ “หลักฐานอย่างท่วมท้น” ที่บ่งชี้ว่า “บุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่จากใบยาสูบ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่รอบข้างน้อยกว่าด้วย”

PHE เสนอให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งใช้ยาที่แพทย์สามารถสั่งจ่ายให้คนไข้ของสำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติสหราชอาณาจักร (NHS) ได้ เพราะผลการศึกษาชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากขึ้น ทั้งยังมีอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่แบบธรรมดาถึง 95%

มาร์ติน ด็อกเรลล์ จากหน่วยควบคุมยาสูบของ PHE บอกว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัย 100% แต่ก็มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างชัดเจน พร้อมแนะนำว่า “ผู้สูบบุหรี่ธรรมดาที่กำลังคิดจะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าควรเริ่มเปลี่ยนไปใช้อย่างสมบูรณ์ในทันที”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-45189631