คลังเก็บหมวดหมู่: ไกรศร สีจำปา 5

ยานสำรวจของนาซ่าเตรียมเดินทางเข้าใกล้ ‘ดวงอาทิตย์’ มากที่สุดเท่าที่เคยสำรวจ

This image made available by NASA shows an artist's rendering of the Parker Solar Probe approaching the Sun. It's designed to take solar punishment like never before, thanks to its revolutionary heat shield that’s capable of withstanding 2,500 degrees Fahrenheit (1,370 degrees Celsius).

ยานสำรวจดวงอาทิตย์ “พาร์คเกอร์” ขององค์การอวกาศสหรัฐฯ หรือ NASA จะออกเดินทางจากฐานยิงจรวดในรัฐฟลอริด้าในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ตามเวลาในสหรัฐฯ ที่เวลา 3.33 น. เพื่อมุ่งหน้าไปยังดวงอาทิตย์ในระยะที่ใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมียานสำรวจเดินทางไปถึง

องค์กา่รนาซ่าระบุว่า ยานพาร์คเกอร์ซึ่งมีขนาดพอๆ กับรถยนต์หนึ่งคัน จะเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่ายานสำรวจลำก่อนๆ ถึง 7 เท่า โดยอยู่ห่างจากพื้นผิวที่ร้อนระอุของดวงอาทิตย์ใกล้กว่า 4 ล้านไมล์

ยานสำรวจพาร์คเกอร์จะโคจรรอบดาวศุกร์เป็นเวลา 7 ปี ก่อนที่จะสามารถเข้าสู่วงโคจรของดวงอาทิตย์ในปี ค.ศ. 2024

ยานสำรวจลำนี้ถูกออกแบบมาให้ต้านทานความร้อนในระดับสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คือสามารถทนความร้อนในระดับ 2,500 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 1,370 องศาเซลเซียส

ภารกิจของยานสำรวจพาร์คเกอร์ คือการถ่ายภาพดวงอาทิตย์ในระยะใกล้ เพื่อนำมาใช้ในการศึกษาดวงดาวที่เชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของระบบสุริยจักรวาลและสรรพสิ่งบนพื้นโลก รวมทั้งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพายุสุริยะซึ่งเชื่อว่าอาจสร้างอันตรายต่อชีวิตบนโลกได้ด้วย

นาซ่าจะถ่ายทอดสดการปล่อยยานสำรวจพาร์ดเกอร์ลำนี้ผ่านเว็บไซต์ทางการของ NASA ด้วย ที่ www.nasa.gov

ที่มา https://www.voathai.com/a/red-hot-voyage-to-sun-will-bring-us-closer-to-our-star/4523663.html

‘โดรน’ เทคโนโลยีใหม่เพื่อลดค่าใช้จ่ายเเละเพิ่มผลผลิต

Researchers are studying how drones can identify problem areas such as herbicide resistant weeds and possibly spray difficult to combat weeds. (Photo: E. Lee / VOA)

เครื่องมือทางการเกษตรได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมากในปัจจุบันเมื่อเทียบกับสมัยที่ เดล โคบ (Dale Cope) ยังเป็นเด็ก เขากล่าวว่า ตอนเป็นเด็ก เขามีหน้าที่ถอนวัชพืชในสวนโดยใช้จอบ แต่เดี๋ยวนี้ เขาไม่ต้องถือจอบไปถอนหญ้าอีกต่อไป เขาเพียงเเค่ส่งโดรนบินออกไปในจุดที่ต้องการกำจัดวัชพืชเท่านั้น

ปัจจุบัน โคบ เป็นรองศาสตราจารย์ด้านการปฏิบัติการที่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม (Texas A&M) เขาและทีมงานนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้กำลังศึกษาว่า จะสามารถนำยวดยานทางอากาศแบบไร้คนบังคับ หรือโดรน ไปใช้งานด้านเกษตรกรรมเพื่อช่วยงานเกษตรกรได้อย่างไรบ้าง

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า ภายในเวลา 10 ปีข้างหน้า โดรนอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำการเกษตรเเบบอัฉริยะ หรือการเกษตรกรรมที่มีความเเม่นยำสูงสำหรับเกษตรกรทั่วโลก

โคบ กล่าวว่ าเราสามารถรู้ได้ว่าต้องฉีดยาฆ่าแมลงหรือใส่ปุ๋ยในจุดใดบ้างในไร่นา เเทนที่จะฉีดทั้งไร่

ในการเกษตรกรรมเเบบดั้งเดิม ผู้ให้คำปรึกษาด้านการปลูกพืชจะต้องเดินเท้าตรวจไร่ทั้งไร่เพื่อตรวจดูวัชพืช เเมลงศัตรูพืชเเละโรคพืช ซึ่งต้องใช้เวลานาน เสียค่าใช้จ่ายเเพงเเละไม่ถูกต้องแม่นยำทั้งหมด

มูตู บากาวาเทียนนาน (Muthu Bagavathiannan) นักวิจัยด้านวัชพืชเเละรองศาสตราจารย์ที่ภาควิชาดินเเละพืชที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม กล่าวว่า หากโดรนสามารถใช้งานในการเกษตรได้ จะช่วยประหยัดเวลาได้มากเเละจะมีประสิทธิผลมากกว่าและถูกต้องกว่าคน

โดรนที่ติดตั้งตัวเซ็นเซอร์หลายแบบสามารถบินเหนือไร่ได้เพื่อเก็บข้อมูลให้กับทีมนักวิจัย เพื่อช่วยในการระบุจุดที่มีปัญหา และช่วยตรวจพืชที่เติบโตเป็นปกติดี

Seth Murray ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ข้าวโพดเเละรองศาสตราจารย์ที่ภาควิชาดินเเละพืชที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม กำลังศึกษาว่า โดรนช่วยเพาะพันธุ์พืชให้มีคุณภาพดีขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะข้าวโพด เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีผลตอบเเทนทางเศรษฐกิจสูงขึ้นจากพืชผลที่ปลูก

เขากล่าวว่า โดรนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถประเมินปริมาณผลผลิตที่จะได้ เเละช่วยในการพิจารณาว่าพืชชนิดใดปลูกได้ผลดีที่สุด ทีมนักวิจัยยังศึกษาด้วยว่า โดรนสามารถช่วยควบคุมวัชพืชได้อย่างไร

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า ปัญหาส่วนมากที่พบในปัจจุบันเกิดจากวัชพืชที่ดื้อต่อยาฆ่าหญ้า และวัชพืชที่หลุดรอดจากมาตรการควบคุม เเละจะกลายเป็นปัญหาในอนาคต และเเทนที่ต้องฉีดยาฆ่าหญ้าทั้งไร่ เกษตรกรจะสามารถใช้โดรนในการฉีดยาฆ่าหญ้ายาเฉพาะในจุดเป้าหมายเท่านั้น

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า อาจจะใช้เวลาอีกหลายปีก่อนที่จะมีโปรแกรมซอฟแวร์ที่ง่ายต่อการใช้งานออกมาให้เกษตรกรได้ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพสูงที่ได้จากโดรน เพื่อใช้ประโยชน์ด้านงานเพาะพันธุ์พืชหรือช่วยตัดสินใจว่าเมื่อไหร่จึงควรฉีดยาฆ่าเเมลง

แต่ในขณะนี้ ทีมนักวิจัยกล่าวว่า โดรนช่วยให้คนที่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนสามารถบันทึกภาพวิดีโอหรือภาพนิ่งได้ เพื่อตรวจตราดูไร่นาทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ได้

ที่มา https://www.voathai.com/a/drones-in-agriculture/4525221.html

บริการแอพเช่า ‘สกูตเตอร์ไฟฟ้า′ ขยายกิจการทั่วสหรัฐฯ

A women rides a scooter along 42nd Street in New York.

บริการเช่าสกูตเตอร์ไฟฟ้าผ่านแอพ กำลังเป็นที่แพร่หลายสำหรับผู้คนที่ต้องเดินทางในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ

สื่อ TechCrunch รายงานว่า บริษัทใหญ่ 4 แห่งที่ประกอบธุรกิจนี้ คือ Bird, Lime, Goat และ Spin ให้บริการ ใน 33 เมืองทั่วอเมริกา

นอกจากนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ให้บริการเรียกรถรับส่งผ่านแอพ Uber และ Lyft ก็ยังสนใจที่จะให้บริการสกูตเตอร์ไฟฟ้าให้เช่าเช่นกัน ตามรายงานของ TechCrunch

ในต่างประเทศ Lime เตรียมให้บริการที่นครแมดริด ของสเปน ส่วน Bird เปิดตัวไปแล้วที่ปารีส และมีแผนให้รุกตลาดอิสราเอลที่นครเทลอาวีฟด้วย

Lime’s France director Arthur-Louis Jacquier holds his mobile phone to use a dock-free electric scooter Lime-S by California-based bicycle sharing service Lime as he poses on their launch day in Paris, France, June 22, 2018.


อย่างไรก็ตาม ในบางเมือง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อรอให้ขั้นตอนอนุมัติใบอนุญาตประกอบการเสร็จสิ้นเสียก่อน

หนึ่งในนั้นคือ เมืองบอสตั้น รัฐแมสซาชูเสทส์ ซึ่ง TechCrunch รายงานว่า เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัท Bird พยายามที่เปิดให้เช่าสกูตเตอร์ไฟฟ้าที่บอสตั้น แต่ทางการปราบปรามอย่างรวดเร็ว โดยขู่ว่าจะยึดสกูตเตอร์ทุกคัน หากว่าพบเห็นตามสถานที่ต่างๆ

ที่มา https://www.voathai.com/a/electric-scooters/4525813.html

ชี้บุหรี่ไฟฟ้าทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน…

Vaping can damage vital immune system cells

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1937524542979022

งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษพบหลักฐานบ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญของร่างกาย และอาจมีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน

งานวิจัยที่นำโดย ศ.เดวิด ธิคเก็ตต์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Thorax พบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าไปหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญในปอดและกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบกระบวนการเชิงกลเพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยทำขึ้นในห้องทดลอง และใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อปอดที่ได้รับบริจาคจากคนที่ไม่สูบบุหรี่

ผลการศึกษาพบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดอาการอักเสบ และไปยับยั้งการทำงานของ “อัลวีโอลาร์ มาโครเฟจ” (alveolar macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตราย เช่น อนุภาคฝุ่น เชื้อแบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ

ทีมนักวิจัยระบุว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคล้ายกับที่มักพบในกลุ่มผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ หรือผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ชี้ว่าผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงสภาพที่เกิดขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งกินเวลาเพียง 48 ชั่วโมง และจำเป็นต้องมีการศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

ศ.ธิคเก็ตต์ ชี้ว่า แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะปลอดภัยกว่าบุหรี่จากใบยาสูบในแง่ของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวหากสูบบุหรี่ไฟฟ้าติดต่อกัน 20-30 ปี เพราะการวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

“ผมไม่คิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะอันตรายกว่าบุหรี่แบบธรรมดา แต่เราก็ไม่ควรเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันปลอดภัยมากอย่างที่คิดกัน” ศ.ธิคเก็ตต์ กล่าว

งานวิจัยพบ "หลักฐานท่วมท้น" ที่บ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่แบบธรรมดาที่ทำจากใบยาสูบ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่รอบข้างน้อยกว่าด้วย"

รายงานผลการวิจัยอิสระฉบับล่าสุดของสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบ “หลักฐานอย่างท่วมท้น” ที่บ่งชี้ว่า “บุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่จากใบยาสูบ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่รอบข้างน้อยกว่าด้วย”

PHE เสนอให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งใช้ยาที่แพทย์สามารถสั่งจ่ายให้คนไข้ของสำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติสหราชอาณาจักร (NHS) ได้ เพราะผลการศึกษาชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากขึ้น ทั้งยังมีอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่แบบธรรมดาถึง 95%

มาร์ติน ด็อกเรลล์ จากหน่วยควบคุมยาสูบของ PHE บอกว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัย 100% แต่ก็มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างชัดเจน พร้อมแนะนำว่า “ผู้สูบบุหรี่ธรรมดาที่กำลังคิดจะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าควรเริ่มเปลี่ยนไปใช้อย่างสมบูรณ์ในทันที”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-45189631

งานเข้า! TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกสั่งปิดโรงงานหลังถูกโจมตีจากไวรัส..

งานเข้า! TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกสั่งปิดโรงงานหลังถูกโจมตีจากไวรัส

เมื่อคืนวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา Taiwan Semiconductor Manufacturing Co หรือ TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปประมวลผลสำหรับสมาร์ทโฟนสั่งปิดโรงงานหลายแห่งหลังจากที่ระบบของบริษัทได้รับความเสียหายจากไวรัสคอมพิวเตอร์โจมตี

มีรายงานจาก Bloomberg ว่า TSMC เป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือชิปประมวลผลรายใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นบริษัทผู้จัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ให้บริษัท AMD, Apple, Nvidia และ Qualcomm ซึ่งทาง TSMC ได้เผยกับ Bloomberg ว่ามีอุปกรณ์เครื่องมือหลายรายการที่ถูกไวรัสโจมตีและมีระดับความเสียหายแตกต่างกัน

ด้าน CFO, Lora Ho ได้เผยกับทาง Bloomberg ว่าก่อนหน้านี้โรงงาน TSMC ได้เคยถูกไวรัสโจมตีมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตอย่างหนัก ส่วนรายละเอียดที่ว่าโรงงานที่ถูกโจมตีจะส่งผลกระทบต่อชิปประมวลผลของแบรนด์ Apple หรือแบรนด์อื่นหรือไม่ รวมถึงข้อมูลการสูญเสียรายได้ไปเท่าไรนั้น Lora Ho ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลแต่อย่างใด

นับได้ว่าการชะลอตัวในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญของบริษัทเลยทีเดียว เนื่องจากบริษัทด้านเทคโนโลยีหลายค่ายก็กำลังจะเปิดตัวอุปกรณ์รุ่นต่อไปในช่วงปลายปีนี้ ทั้งในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา TSMC ก็ได้เริ่มผลิตชิพรุ่น A12 ให้กับค่าย Apple ที่คาดว่าจะถูกนำไปใช้กับ iPhones ในปีนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ใช้กระบวนการผลิตแบบใหม่ ขนาด 7nm ที่คาดว่าจะทำให้ชิปเล็กลง ทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา : www.theverge.com

เฉลย…ลูกไฟสีเขียวเหนือท้องฟ้า จ.เชียงราย คาดเป็น “ดาวตกเทา เฮอร์คิวลิดส์”

โลกออนไลน์แห่แชร์ลูกไฟสีเขียวเหนือท้องฟ้า จ.เชียงราย ถามเป็นชิ้นส่วนดาวเทียม หรือดาวตกกันแน่ ด้านสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เฉลย คาดเป็น “ดาวตกเทา เฮอร์คิวลิดส์”

ดาวตก

               เมือวันที่ 2 มิถุนายน 2561 เฟซบุ๊ก อรินทร์ ธรรมวงค์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถยนต์ ที่เผยให้เห็นลูกไฟสีเขียวบนท้องฟ้า จ.เชียงราย พร้อมระบุข้อความว่า “ดาวตกหรือว่าเศษดาวเทียม ตกทางประเทศพม่าเมื่อตะกี้ ปล.เวลาอาจไม่ตรงเพราะไม่ได้ตั้ง”

ต่อมา เฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page ระบุว่า คาดว่าลูกไฟดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของฝนดาวตกเทา เฮอร์คิวลิดส์ (Tau Herculids) ศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะมีอัตราการตกสูงสุดในคืนวันที่ 2 มิถุนายน 2561

ดาวตก

ทั้งนี้ในแต่ละวันจะมีวัตถุขนาดเล็กผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกเป็นจำนวนมาก โดยทั่วไปจะเป็นลักษณะคล้ายดาวตก เพียงแต่ครั้งนี้เป็นดาวตกที่สว่างมาก ในทางดาราศาสตร์ถือเป็นเรื่องปกติและสามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก อรินทร์ ธรรมวงค์สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page

เขื่อนผลิตไฟฟ้า กลายเป็นที่นิยมทั่วโลกได้อย่างไร ?

เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ
เหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่เกิดจากการพังทลายของเขื่อนที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงทั้งผลกระทบและความนิยมในการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าทั่วโลก

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1922047277860082

นอกจาก สปป.ลาว ที่ประกาศตัวเป็น “แบตเตอรีของเอเชีย” แล้ว ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ยังมีแผนก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอีกหลายพันแห่ง

อุตสาหกรรมที่ในอดีตเคยถูกมองว่าไม่มีอนาคต กำลังกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในวันนี้ ขณะที่นักวิจารณ์หลายคนชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนจำนวนมาก อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน

ทีมงานบีบีซี เรียลลิตี เช็ก (BBC Reality Check) ค้นหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้การสร้างเขื่อนจึงกลับมาเฟื่องฟูในปัจจุบัน

พลังงานเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนเหล่านี้ มักถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนในหลายประเทศ ตามความเห็นของ ซูซาน ชไมเออร์ อาจารย์อาวุโสประจำสถาบันการจัดการน้ำ IHE Delft

“ผู้คนจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้า เราจำเป็นต้องมีไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ยั่งยืน คำถามก็คือ ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจว่ามันควรจะเกิดขึ้นอย่างไร?” ชไมเออร์ กล่าว

ทุกวันนี้ ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ เป็นแหล่งไฟฟ้าทดแทนอันดับหนึ่งของโลก

เขื่อนผลิตไฟฟ้าเหล่านี้กักเก็บน้ำจากแม่น้ำเอาไว้ และเมื่อมีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อน พลังน้ำจะไปหมุนกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า

รัฐมนตรีพลังงานลาว ชี้เขื่อนแตกเพราะก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน
เขื่อนลาวแตก: กี่ทุนไทยที่ไปสร้างเขื่อนผลิตไฟในลาว
การเดินเท้าคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
ประชาชนขณะร่วมเดินเท้าคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ เมื่อปี 2017
ตามฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยตูบินเจน ของเยอรมนี ระบุว่าในปัจจุบันมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 3,500 แห่ง ที่กำลังอยู่ในระหว่างการวางแผนหรือกำลังก่อสร้างทั่วโลก และตัวเลขอาจเพิ่มเป็นเท่าตัวภายในปี 2030

อย่างไรก็ดี ฐานข้อมูลดังกล่าวยังไม่นับรวมเขื่อนที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำ ป้องกันน้ำท่วม การคมนาคม หรือเพื่อการนันทนาการ ซึ่งหมายความว่าจำนวนเขื่อนที่กำลังถูกสร้างทั่วโลกนั้นอาจสูงกว่านี้มาก

บราซิลเป็นประเทศที่สร้างเขื่อนใหม่มากเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่คาดการณ์กันว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่ของจีนจะมาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

พื้นที่ลุ่มแม่น้ำที่มีเขื่อนมากที่สุดในโลก ได้แก่

1.ที่ลุ่มแม่น้ำลาปลาตา (La Plata) ครอบคลุมพื้นที่ของประเทศ อาร์เจนตินา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้โบลิเวีย ทางตอนใต้ของบราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย

2. ที่ลุ่มแม่น้ำคงคา-พรหมบุตร (Ganges-Bramaputra) ครอบคลุมพื้นที่ในอินเดีย และพื้นที่บางส่วนในจีน เนปาล บังคลาเทศ และภูฏาน

3. ที่ลุ่มแม่น้ำแอมะซอน (Amazon) ครอบคลุมพื้นที่ของประเทศโบลิเวีย บราซิล โคลอมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เปรู และเวเนซุเอลา

คริสเตียน ซาร์ฟล ผู้ดูแลฐานข้อมูลดังกล่าวระบุว่า ข้อมูลที่ยังไม่ได้มีการเผยแพร่ ชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่ปี 2015 มีการเสนอโครงการก่อสร้างเขื่อนกว่า 100 แห่งในทวีปแอฟริกา และอีกกว่า 130 โครงการในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในเปรู บราซิล และเอกวาดอร์

นอกจากนี้โครงการใหม่ขนาดใหญ่อย่างการก่อสร้างเขื่อนเบโล มอนต์ ในบราซิล ที่ปลุกกระแสต่อต้านกลุ่มกิจการขนาดใหญ่ ของชนพื้นเมืองแอมะซอน และโครงการก่อสร้างเขื่อนเรเนสซองส์ ในแม่น้ำไนล์ ของเอธิโอเปีย ล้วนเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

ตามข้อมูลจากองค์การแม่น้ำนาชาติ (International Rivers) ระบุว่าตลอดความยาวของแม่น้ำโขงมีเขื่อนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด 5 โครงการ ขณะที่อีก 2 โครงกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอีก 10 โครงการกำลังอยู่ในขั้นวางแผน และภายในปี 2020 สปป. ลาว ตั้งเป้าหมายที่จะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ใช้งานได้กว่า 100 แห่ง

บทบาทที่ลดลงของธนาคารโลก

นับจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1990 ธนาคารโลกมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการสนับสนุนโครงการก่อสร้างเขื่อนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากสาธารณะและข้อครหาจำนวนมากที่เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ได้นำไปสู่งความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 1993 ธนาคารโลกได้เพิกถอนเงินกู้สำหรับโครงการสร้างเขื่อนมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ บริเวณแม่น้ำนาร์มาดา ของอินเดีย

ในรายงานเมื่อปี 2000 ที่ธนาคารโลกให้ คณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dams – WCD) จัดทำขึ้น ได้นำเสนอ ความเสียหายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเขื่อนขนาดใหญ่ โดยระบุว่ามีประชาชนราว 40-80 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องพลัดถิ่นจากการสร้างเขื่อน

ขณะที่บางคนเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวอาจสูงกว่านี้ หากนับรวมผลกระทบในด้านการเข้าถึงพื้นที่เกษตรกรรมและการทำประมง

“มันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการวางแผนและพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ โดยหันไปให้ความสำคัญกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ” วิลล์ เฮนลีย์ โฆษกของ สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (International Hydropower Association – IHA) กล่าว

จีนเข้ามาแทนที่

“ประเทศที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างมาก ต่างกำลังมองหาพลังงานที่สะอาดและราคาถูก” จูเลียน เคิร์ชเฮอร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูเทรกต์ ของเนเธอร์แลนด์ กล่าว

และเมื่อธนาคารโลกถอยห่างจากอุตสาหกรรมเขื่อนผลิตไฟฟ้า จีนก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญจนกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมทุกวันนี้

นับตั้งแต่ขึ้นศตวรรษใหม่ IHA ระบุว่า การก่อสร้างโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั่วโลกนั้นเป็นโครงการที่จีนมีส่วนร่วมกว่าครึ่งหนึ่ง และจีนยังมีศักยภาพในการก่อสร้างเขื่อนมากกว่าสหรัฐฯ ถึงสองเท่า

จีนไม่ได้เป็นเพียงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกเท่านั้น แต่บริษัทก่อสร้างและบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศ ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้ขยายธุรกิจไปในต่างประเทศอีกด้วย

นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า ในปัจจุบันบริษัทของจีนเป็นผู้ครองตลาดการก่อสร้างเขื่อนทั่วโลก ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

“บริษัทจากจีนถูกมองเป็นสิ่งที่เข้ามาทดแทนเงินทุนจากธนาคารโลก ซึ่งหลายประเทศยินดีต้อนรับ เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ตั้งคำถาม [ถึงผลกระทบต่อชุมชนและความหลากหลายทางชีวภาพ] มากมายเหมือนกับธนาคารโลก” เคิร์ชเฮอร์ กล่าว

โลกของเรามีเขื่อนผลิตไฟฟ้ามากเกินไปไหม ?
เขื่อนซานเสียต้าป้าของจีน

เขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ต้นทุนก่อสร้างสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท
ประชาชนกว่า 1.4 ล้านคนต้องย้ายถิ่นฐาน
อ่างเก็บน้ำทำให้ เมือง 13 แห่ง เทศบาลเมือง 140 แห่ง และหมู่บ้าน 1,350 แห่งจมอยู่ใต้น้ำ
ผลิตกระแสไฟฟ้าได้เท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 11 โรง
ความวิตกกังวล

คำตอบว่าเขื่อนทั่วโลกมีจำนวนมากเกินไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเขื่อนเหล่านั้นถูกก่อสร้างขึ้นอย่างไร และมีการปรึกษาหารือ กับชุมชนท้องถิ่นมากแค่ไหน

“การก่อสร้างที่นำมาซึ่งความยั่งยืนนั้นต้องใช้เวลา มันจำเป็นต้องมีการประเมินผลที่คำนึงถึงเขื่อนอื่น ๆ บนแม่น้ำสายเดียวกันด้วย” คริสเตียน ซาร์ฟล กล่าว

“การเร่งสร้างเขื่อนอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปสู่ข้อผิดพลาดได้”

ในขณะที่โครงการก่อสร้างเขื่อนจำนวนมากขยายตัวไปทั่วโลก นักรณรงค์ยังคงเดินหน้านำเสนอผลกระทบที่มีต่อประชารท้องถิ่น และระบบนิเวศโดยรอบ

การพังทลายของเขื่อนในประเทศลาว ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
การพังทลายของเขื่อนในลาว ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
ผลสำรวจความเห็นเมื่อปี 2012 พบว่า กว่า 70% ของประชาชนที่ต้องย้ายถิ่นฐานกล่าวว่าพวกเขาประสบปัญหาความยากจน ขณะที่การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งยังพบด้วยว่า เขื่อนทำให้ประชากรปลาในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของคนท้องถิ่นมีจำนวนลดลง

อย่างไรก็ตาม เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำมีประโยชน์ที่ชัดเจน ในการทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วโลก ทั้งยังช่วยในเรืองกิจกรรมทางการเกษตรอีกด้วย

ชไมเออร์ อาจารย์อาวุโสประจำสถาบันการจัดการน้ำ IHE Delft เห็นว่าการที่ธนาคารโลกกลับมาให้ความสนใจและสนับสนุนการก่อสร้างเขื่อน 2 โครงการในประเทศลาวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังบ่งบอกได้ชัดเจนถึงแรงสนับสนุนจากนานาชาติต่อเขื่อนที่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ “โดยเฉพาะในบริบทของการถกเถียงกันถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45080469

ผ่าพิสูจน์ !! แก้วเก็บความเย็น ความลับที่ทำให้เก็บความเย็นได้ข้ามวัน

ผ่าพิสูจน์ !! แก้วเก็บความเย็น ว่าทำมาจากอะไร ความลับที่ทำให้เก็บความเย็นได้ข้ามวันข้ามคืน

หลายคนต้องสงสัยแน่ๆ ว่าไอ้เจ้าแก้วเก็บความเย็นที่กำลังฮิตกันนั้น เก็บความเย็นได้อย่างไรข้ามวันข้ามวันข้ามคืน ช่องยูทูบ What’s Inside? ได้ถ่ายคลิปวิดีโอผ่าพิสูจน์เจ้าแก้วเก็บความเย็น เพื่อหาความลับว่าทำไมถึงยังเก็บความเย็นได้ แม้ถูกเอาเข้าเตาอบ

ขอคุณคลิปจากช่องยูทูบ What’s Inside?

ที่มา: https://hilight.kapook.com/view/163550

ยามาลาเรีย: สหรัฐฯ อนุมัติยาฆ่าเชื้อมาลาเรียที่แฝงตัวอยู่ในตับ ครั้งแรกในรอบ 60 ปี

ยุง

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1901436953254448

ทางการสหรัฐฯ อนุมัติยาชนิดใหม่เพื่อรักษาโรคมาลาเรียแล้ว โดยเป็นยาเฉพาะที่ทำให้ผู้ที่เคยป่วยเป็นมาลาเรียไม่กลับมาเป็นซ้ำ ถือเป็นความก้าวหน้าในการรักษามาลาเรียมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 60 ปี

เชื้อมาลาเรียที่เกิดจากปรสิตพลาสโมเดียมไวแวกซ์ (plasmodium vivax) ทำให้ผู้คนทั่วโลกล้มป่วย 8.5 ล้านคนต่อปี มาลาเรียชนิดนี้มีความท้าทายต่อการกำจัดอย่างยิ่ง เพราะมันสามารถแฝงตัวอยู่ในตับนานหลายปี ก่อนที่จะกลับมากำเริบ ทำให้คนเป็นมาลาเรียได้ซ้ำอีกหลายครั้ง

นักวิทยาศาสตร์ เรียก ยาทาเฟโนควิน (tafenoquine) ว่าเป็น “ความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม”

เตือน “ซูเปอร์มาลาเรีย” ระบาดหนักแถบลุ่มน้ำโขง
เด็กติดเชื้อมาลาเรีย “ส่งกลิ่นหอมหวาน” ล่อยุงให้เข้ามากัดมากขึ้น
ขณะนี้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะพิจารณาว่า จะสามารถนำยาชนิดนี้มาให้คนในประเทศใช้ได้หรือไม่

อาการกำเริบ
มาลาเรียที่สามารถกลับมากำเริบ เป็นมาลาเรียชนิดที่พบได้ทั่วไปมากที่สุด บริเวณนอกภูมิภาคซับซาฮาราของแอฟริกา

เด็กมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่าวัยอื่น ป่วยเป็นมาลาเรียซ้ำแล้วซ้ำอีก จากการถูกยุงกัดเพียงครั้งเดียว ต้องขาดเรียน และมีร่างกายที่อ่อนแอลงเรื่อย ๆ ในแต่ละครั้งที่อาการกำเริบ

ผู้ติดเชื้ออาจจะเป็นแหล่งพักตัวของเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อเชื้อปรสิตนี้กลับมาแผลงฤทธิ์ในร่างกาย ยุงเป็นพาหะนำพาเชื้อนี้ไปติดคนอื่นได้ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะกำจัดเชื้อมาลาเรียชนิดนี้ให้หมดไปจากโลก

ขณะนี้ องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (Food and Drug Administration–อ.ย.) ได้รับรองยาทาเฟโนควิน (tafenoquine) ซึ่งเป็นยาที่สามารถกำจัดปรสิตที่แฝงตัวอยู่ในตับของมนุษย์ชนิดนี้ออกไปได้ และป้องกันไม่ให้คนที่เคยติดเชื้อกลับมาป่วยซ้ำ

ยาชนิดนี้สามารถกินควบคู่กับยาอีกชนิดหนึ่งเพื่อรักษาอาการติดเชื้อฉับพลัน

ปัจจุบันมียาที่ใช้กำจัดเชื้อมาลาเรียที่แฝงตัวอยู่ในตับอยู่แล้วชื่อว่า ยาไพรมาควิน (primaquine) ต้องกินติดต่อกันนาน 14 วัน ขณะที่ยาทาเฟโนควิน (tafenoquine) กินเพียงแค่ครั้งเดียว

ผู้เชี่ยวชาญกำลังกังวลว่า ผู้คนจำนวนมากที่มีอาการดีขึ้นหลังจากกินยาไปได้ 2-3 วัน จะหยุดกินยา ทำให้เชื้อปรสิตยังคงอยู่และกลับมาทำให้เกิดอาการป่วยซ้ำได้ในภายหลัง

ข้อควรระมัดระวัง
อ.ย. สหรัฐฯ ระบุว่า ยาชนิดนี้ใช้ได้ผล และอนุมัติให้ใช้ได้ในสหรัฐฯ แต่ก็ได้ชี้ถึงผลข้างเคียงสำคัญที่ต้องระมัดระวัง ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีปัญหาภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ไม่ควรใช้ยาชนิดนี้ เพราะอาจทำให้เกิดโลหิตจางรุนแรงได้

ทาง อ.ย. แนะนำให้ผู้ที่ต้องการใช้ยาชนิดนี้ควรรับการตรวจว่ามีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD หรือไม่ ก่อนรับยา ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในพื้นที่ยากจนที่พบการติดเชื้อมาลาเรียเป็นปกติ

นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่า การรับยาในปริมาณที่สูง อาจจะเป็นปัญหาต่อผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตเวช

แต่แม้จะมีข้อควรระวัง แต่ยาชนิดนี้ก็ทำให้มีความหวังมากขึ้นว่า จะช่วยลดปริมาณเชื้อมาลาเรียไวแวกซ์ทั่วโลกลงได้ ควบคู่ไปกับการใช้มุ้ง และการป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ

ศ. ริก ไพรซ์ จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กล่าวกับบีบีซีว่า: ” ความสามารถในการกำจัดปรสิตในตับด้วยการใช้ยาทาเฟโนควินเพียงครั้งเดียว เป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม และผมคิดว่า มันเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดในการรักษามาลาเรียในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา″

ขณะที่ ดร. ฮัล บาร์รอน ประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่ GSK บริษัทที่ผลิตยาดังกล่าว กล่าวว่า: ” การอนุมัติยาครินทาเฟล (Krintafel ชื่อทางการค้าของยาทาเฟโนควิน) ซึ่งเป็นการรักษามาลาเรียที่เกิดจากเชื้อพลาสโมเดียมไวแวกซ์แบบใหม่ในรอบกว่า 60 ปี เป็นความสำเร็จที่สำคัญสำหรับคนที่มีเชื้อมาลาเรียที่กลับมากำเริบได้ชนิดนี้”

“เราและ Medicines for Malaria Venture พันธมิตรของเรา เชื่อว่า ครินทาเฟลจะเป็นยาที่สำคัญสำหรับคนไข้มาลาเรีย และจะมีส่วนสำคัญต่อความพยายามในการกำจัดเชื้อมาลาเรียให้หมดไป”

ยาทาเฟโนควิน มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่ทาง GSK ได้ร่วมกับ Medicines for Malaria ในการพัฒนายานี้ จนสามารถใช้กำจัดปรสิตมาลาเรียที่แฝงอยู่ในตับได้สำเร็จ

ขั้นตอนต่อไปคือ หน่วยงานในประเทศต่าง ๆ ที่เผชิญกับปัญหามาลาเรีย จะประเมินการนำยาชนิดนี้ไปใช้ในประเทศ

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-44923154

ฉลาดล้ำ! กาพันธุ์ New Caledonian ใช้ความจำจากสิ่งที่เห็น สร้างเครื่องมือหากินได้

ฉลาดล้ำ! กาพันธุ์ New Caledonian ใช้ความจำจากสิ่งที่เห็น สร้างเครื่องมือหากินได้

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1870032089728268

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “กา″ เป็นสัตว์ที่ฉลาด พวกมันสามารถจำได้ว่าอาหารถูกซ่อนไว้ที่ไหน รวมถึงจดจำใบหน้า และเครื่องมือที่ใช้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้ ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ใน Scientific Reports ยังพบด้วยว่า กาพันธุ์ New Caledonian ที่อาศัยอยู่บนเกาะ New Caledonia ในออสเตรเลีย ฉลาดถึงขั้นที่สามารถสร้างเครื่องมือต่างๆ ได้เองจากการอาศัยความจำ

แม้เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า กาพันธุ์ New Caledonian มีความสามารถในการทำเครื่องมือขึ้นเองได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถอธิบายได้ว่ากาพันธุ์นี้ได้ทักษะดังกล่าวมาจากไหน ทีมนักวิจัยจาก University of Cambridge นำโดย Sarah Jelbert จึงทำการทดสอบเพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้ โดยเชื่อว่ากาเหล่านี้สร้างเครื่องมือขึ้นเองโดยอิงจากความจำในสิ่งที่พวกมันเคยเห็นมาก่อน

ทั้งนี้ ในการทดสอบ ทีมวิจัยฝึกให้กาพันธุ์ New Caledonian 8 ตัว เรียนรู้วิธีการใส่กระดาษที่แทน “เหรียญ” ลงไปใน “เครื่องขายสินค้าหยอดเหรียญจำลอง” เพื่อแลกกับอาหารที่จะหล่นออกมา ซึ่งพวกมันจะได้ของกินก็ต่อเมื่อเลือกใส่กระดาษได้ถูกขนาดเท่านั้น

ฉลาดล้ำ! กาพันธุ์ New Caledonian ใช้ความจำจากสิ่งที่เห็น สร้างเครื่องมือหากินได้

โดยหลังจากเรียนรู้ในเรื่องนี้แล้ว ทีมวิจัยเปลี่ยนวิธีใหม่ ด้วยการให้กระดาษแผ่นใหญ่กับกาเหล่านั้นแทน ซึ่งปรากฏว่าพวกมันสามารถฉีกกระดาษให้เป็นชิ้นเล็กเท่ากับขนาดเหรียญที่ได้รับของกินก่อนหน้านี้ได้ และที่สำคัญ กาทั้งหมดไม่มีต้นแบบให้เห็นเมื่อต้องจัดการกับกระดาษแผ่นใหญ่ที่ได้มา แต่กลับสามารถฉีกกระดาษได้ใกล้เคียงกับขนาดเหรียญที่พวกมันรู้ว่าจะทำให้ได้ของกินออกมา

ทีมวิจัยระบุว่า การทดสอบดังกล่าวที่ไม่มีต้นแบบให้ก๊อปปี้หรือเลียนแบบ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสนับสนุนความคิดที่ว่ากาพันธุ์ New Caledonian สามารถสร้างวัฒนธรรมของตัวเองขึ้นมาได้ โดยไม่เพียงสร้างเครื่องมือขึ้นมาจากความจำที่ได้เห็นมาเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการออกแบบเครื่องมือให้ดีขึ้นได้ ซึ่งอาจกลายมาเป็นต้นแบบให้การุ่นหลังได้เรียนรู้ และนำไปสู่การทำเครื่องมือที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงมองว่าสิ่งนี้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม
ที่มา : blogs.discovermagazine.com , www.sciencealert.com