คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-4 ณัฐกานต์ ทองสุทธิ์ ภาคภูมิ เงินสมบัติ ณัฐพจน์ จันทร์รอด คณิน​ สุทธิพงศ์​

นาซา-อีเอสโอ ประชันภาพ “เนบิวลาผี” รับฮาโลวีน

1
Image copyrightNASA/ESA/STSCI
คำบรรยายภาพเนบิวลา IC 63 หรือ “เนบิวลาผี” ในกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย ซึ่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลบันทึกภาพไว้เมื่อปี 2016

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

องค์การอวกาศและดาราศาสตร์ระดับโลก ซึ่งได้แก่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา รวมทั้งองค์การวิจัยดาราศาสตร์ในซีกโลกใต้แห่งยุโรปหรืออีเอสโอ ต่างเผยภาพล่าสุดของเนบิวลาที่มีรูปร่างน่าสะพรึงกลัวคล้ายผีหรือหัวกะโหลก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลฮาโลวีนที่กำลังจะมาถึง

นาซาเผยแพร่ภาพ “เนบิวลาผี” (Ghost nebula) หรือ “ปิศาจแห่งแคสซิโอเปีย” ซึ่งเป็นภาพของกลุ่มฝุ่นและก๊าซ IC 63 ที่ส่องแสงสว่างในกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia) ห่างจากโลก 550 ปีแสง

ส่วนของเนบิวลาที่ดูคล้ายกับหมอกควันหรือผ้าคลุมสีขาวของดวงวิญญาณนั้น ที่จริงคือก๊าซไฮโดรเจนที่สัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตจนเกิดการเรืองแสงขึ้น โดยรังสีดังกล่าวแผ่มาจากดาวฤกษ์ยักษ์สีฟ้า Gamma Cassiopeiae ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งดาวฤกษ์นี้ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาเท่ากับดวงอาทิตย์ 34,000 ดวง ทำให้เนบิวลาผีต้องสลายตัวไปอย่างช้า ๆ

ภาพเนบิวลาผีที่นาซาเผยแพร่นี้ เป็นภาพที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลบันทึกไว้ได้ เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2016 แต่ยังไม่เคยนำออกสู่สายตาสาธารณชนมาก่อน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฮับเบิลประสบปัญหาไจโรสโคป (Gyroscope) หรืออุปกรณ์รักษาระดับทิศทางของแกนหมุนล้มเหลว จนต้องหยุดการทำงานไปชั่วคราว แต่ล่าสุดมีรายงานว่าสามารถแก้ไขได้เรียบร้อยแล้ว

ด้านองค์การวิจัยดาราศาสตร์ในซีกโลกใต้แห่งยุโรปหรืออีเอสโอ (ESO) ได้เผยแพร่ภาพใหม่ล่าสุดของเนบิวลากะโหลกไขว้ (Skull and crossbones nebula) ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ VLT ในประเทศชิลีบันทึกเอาไว้ได้

2
Image copyrightESO
คำบรรยายภาพเนบิวลา NGC 2467 หรือ “เนบิวลากะโหลกไขว้” ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ MPG/ESO บันทึกภาพไว้เมื่อปี 2003

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นบริเวณที่เป็นแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ใหม่จำนวนมากในเนบิวลากะโหลกไขว้ หรือเนบิวลา NGC 2467 ฉายา “โจรสลัดแห่งท้องฟ้าซีกโลกใต้” ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโลก 13,000 ปีแสง

นักดาราศาสตร์ของอีเอสโอบอกว่า ส่วนที่ดำมืดเหมือนเบ้าตากลวงโบ๋ของหัวกะโหลกนั้น คือบริเวณที่มีฝุ่นหนาแน่นจนแสงจากดวงดาวที่อยู่ด้านในไม่สามารถหลุดรอดออกมาได้ นอกจากนี้ เนบิวลากะโหลกไขว้ไม่ได้เป็นเนบิวลาเดี่ยว แต่ประกอบด้วยกลุ่มดาวหลากหลายที่มารวมตัวกัน และเคลื่อนที่เกาะกลุ่มด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน

3
Image copyrightESO
คำบรรยายภาพภาพล่าสุดของเนบิวลากะโหลกไขว้จากกล้องโทรทรรศน์ VLT แสดงบริเวณที่เป็นแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ใหม่จำนวนมาก

เนบิวลากะโหลกไขว้อยู่ในกลุ่มดาว Puppis ซึ่งเป็นศัพท์ที่มาจากคำว่า “ท้ายเรือ” ในภาษาฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสามกลุ่มดาวซีกโลกใต้ที่มีความหมายเกี่ยวกับการเดินเรือ

ภาพวาดแนว Portrait ฝีมือ AI ถูกประมูลด้วยราคาสูงกว่า 14 ล้านบาท

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภาพวาดแนว Portrait ฝีมือ AI ถูกประมูลด้วยราคาสูงกว่า 14 ล้านบาท

แม้ไม่ใช่ศิลปินระดับโลก แต่ภาพวาดโดยฝีมือของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็สามารถทำเงินได้มหาศาลเช่นกัน เมื่อภาพวาดรูปบุคคล (พอร์เทรต) ที่สร้างสรรค์ด้วยโปรแกรม AI ถูกประมูลด้วยราคาสูงถึง 432,500 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14.27 ล้านบาท ในงานประมูลที่สำนักประมูล Christie จัดขึ้นที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ภาพวาดดังกล่าวถูกประมูลด้วยราคาที่สูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ราวๆ  7,000-10,000 เหรียญสหรัฐ (231,000-330,000 บาท) เลยทีเดียว ซึ่งเป็นภาพวาดที่มีชื่อว่า Portrait of Edmond Belamy สร้างสรรค์โดย Obvious กลุ่มสะสมงานศิลปะที่ตั้งอยู่ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส

ภาพวาดแนว Portrait ฝีมือ AI ถูกประมูลด้วยราคาสูงกว่า 14 ล้านบาท

โดยวิธีการสร้างสรรค์ภาพวาดชิ้นนี้ เกิดขึ้นจากใช้อัลกอริทึ่ม และชุดข้อมูลภาพวาดพอร์เทรต 15,000 รูป ในช่วงศตวรรษที่ 14 – ศตวรรษที่ 20 โดยให้อัลกอริทึ่มของ AI เปรียบเทียบงานของตัวเองกับชุดข้อมูลภาพวาดเหล่านั้น จนกว่าจะไม่สามารถแยกความแตกต่างของภาพวาดออกจากกันได้

สำหรับภาพวาด Portrait of Edmond Belamy ถือเป็นผลงานศิลปะชิ้นแรกของ AI ที่ถูกนำไปประมูลในสำนักประมูลใหญ่ๆ ด้วย ทำให้การประมูลงานชิ้นนี้ได้รับความสนใจจากสื่อเป็นจำนวนมาก ซึ่ง Richard Lloyd ผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักประมูล Christie ที่เป็นผู้จัดงานในครั้งนี้ ระบุว่า  AI ก็เป็นแค่หนึ่งในหลายๆ เทคโนโลยีที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดงานศิลปะในอนาคต แม้ว่ายังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่ามีอะไรที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม

ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ : สีขนบ่งบอกอายุขัยของสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ได้

สีช็อกโกแลต สีครีมนวล หรือสีดำสนิทImage copyrightGETTY IMAGES

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สุนัขแสนรู้พันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador retriever) ที่คนรักสุนัขทั่วโลกนิยมเลี้ยงกันแพร่หลายนั้น หากมีสีขนต่างกัน ก็จะมีอายุขัยที่ยืนยาวไม่เท่ากัน รวมทั้งมีปัญหาสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายแตกต่างกันออกไปอย่างมากด้วย

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย ค้นพบข้อเท็จจริงดังกล่าว หลังได้ศึกษาสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ 33,000 ตัวในสหราชอาณาจักร และได้ตีพิมพ์รายงานการวิจัยลงในวารสารพันธุกรรมและระบาดวิทยาในสุนัข (Canine Genetics and Epidemiology) ฉบับล่าสุด

ผลวิจัยพบว่า สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีช็อกโกแลตมีแนวโน้มที่จะมีอายุสั้นที่สุด ในบรรดาสุนัขพันธุ์เดียวกันที่มีอยู่ 3 สี คือช็อกโกแลต ครีมนวล และดำ โดยสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สีช็อกโกแลต จะมีอายุขัยโดยเฉลี่ยราว 12.1 ปี ซึ่งเท่ากับว่าสามารถจะมีชีวิตยืนยาวกว่าสุนัขสีช็อกโกแลตได้ถึงกว่า 10% เลยทีเดียว

นอกจากนี้ สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีช็อกโกแลตยังมีความเสี่ยงเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บสูงกว่า โดยผลวิจัยพบว่ามีอาการติดเชื้อในหูมากกว่าสุนัขสีอื่นถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มจะเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เรียกกันว่า “จุดร้อน” (Hot spot) มากกว่าสุนัขสีอื่นถึง 4 เท่า

ศ. พอล แม็กกรีวี ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างสีขนกับสุขภาพและอายุขัยของลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึงมาก่อน”

“สีช็อกโกแลตนั้นเป็นลักษณะของยีนด้อย ซึ่งจะแสดงออกเมื่อลูกสุนัขได้รับพันธุกรรมตกทอดมาจากพ่อและแม่ที่เป็นสีช็อกโกแลตทั้งคู่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ที่มุ่งเพาะพันธุ์สุนัขสีช็อกโกแลตโดยเฉพาะจึงอาจทำให้ความหลากหลายของยีนในกลุ่มประชากรสุนัขลดลง และไปเพิ่มสัดส่วนของยีนที่ทำให้เกิดโรคได้”

สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์นั้นเป็นสายพันธุ์ที่ชาวออสเตรเลียนิยมเลี้ยงกันมากที่สุด และก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่ค้นพบว่า สุนัขพันธุ์นี้มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนได้มากที่สุดในบรรดาสุนัขทั้งหมด โดยการที่มันมีนิสัยตะกละตะกรามกินไม่รู้จักอิ่มนั้น มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมด้วยเช่นกัน

นักจิตวิทยาชี้ชัด การที่ต้องทนฟังเพลงเดียวกันซ้ำหลายๆ รอบ เป็นการบั่นทอนสติปัญญา

นักจิตวิทยาชี้ชัด การที่ต้องทนฟังเพลงเดียวกันซ้ำหลายๆ รอบ เป็นการบั่นทอนสติปัญญา

ใกล้ช่วงปลายปีแล้ว ช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี ที่เราจะได้ยินเพลงคริสต์มาส หรือเพลงเทศกาลปีใหม่เปิดให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆ รอบในห้างสรรพสินค้า หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ซึ่งเพลงที่เปิดบ่อยๆ ตามเทศกาลเหล่านี้ จะว่ากันตรงๆ บางคนก็ชอบฟัง บางคนก็ไม่ชอบที่จะฟัง และสำหรับคนไม่ชอบฟังเพลงตามเทศกาล ก็ลองนึกถึงพนักงานในห้าง หรือร้านขายของ พนักงานในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ต้องฟังเพลงเทศกาลปีใหม่ ลอยกระทง เพลงสงกรานต์เปิดเล่นวนๆ ให้ฟังซ้ำไปซ้ำมาตลอดทั้งวัน บางทีก็เปิดเล่นยาวๆ หลายวันในช่วงเทศกาลกันเลย

และสำหรับคนที่เคยคิดว่า การที่ต้องทนฟังเพลงเดิมเปิดวนซ้ำไปซ้ำมาให้ฟังเป็นสิบๆ รอบ มันช่างทำร้ายสุขภาพจิตของเราเสียจริงๆ ก็ต้องบอกว่าคุณคิดถูกต้องแล้ว เนื่องจากล่าสุด คุณ Linda Blair ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาคลีนิค ออกมาเผยว่า การที่ใครต้องทนฟังเพลงเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายๆ รอบ มันเป็นการบั่นทอนสติปัญญาอย่างแท้จริง

นักจิตวิทยาชี้ชัด การที่ต้องทนฟังเพลงเดียวกันซ้ำหลายๆ รอบ เป็นการบั่นทอนสติปัญญา

คุณ Linda Blair ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Sky News ว่า “พนักงานที่ทำงานในร้านค้าช่วงเทศกาล ต้องพยายามทำจิตใจให้เมินเฉยต่อเพลงเดิมๆ ที่เปิดให้ฟังซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายๆ รอบๆ เพราะมันเป็นอะไรที่รบกวนจิตใจมากๆ และสำหรับคนที่ไม่สามารถทำใจปล่อยวางในเรื่องนี้ได้ ก็จะไม่สามารถมีสมาธิกับการทำอะไรได้เลย และเราต้องใช้พลังงานทั้งหมดในการแสร้งทำใจว่าเราไม่ได้ยินเพลงที่กำลังเปิดกรอกหูอยู่”

ในรอบแรกๆ ที่ได้ฟังเพลงตามเทศกาล อาจทำให้เรารู้สึกดี ย้อนนึกถึงความสนุกในวัยเด็ก แต่หลังจากฟังเพลงเดิม หรือเพลงจากอัลบัมเดิมๆ ซ้ำเป็นรอบที่ 10 หรือ 20 เชื่อว่าจะทำให้หลายๆ คนเกิดความรู้สึกรำคาญ เบื่อ หรือแม้แต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจได้เลย

ประเด็นก็คือ เมื่อเราได้ฟังเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ สมองของเราจะเริ่มปฏิเสธและเกิดความรู้สึกว่ามันไม่น่าฟังเอาซะเลย และมันจะยิ่งทำให้ความรู้สึกเครียดในเรื่องอื่นๆ ที่เราเจอมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การเดินทาง หรือความเครียดเรื่องอื่นๆ นั้นยิ่งเลวร้ายลง

แต่อย่างไรก็ดี การเปิดเพลงคริสต์มาสในช่วงเทศกาลแห่งความสุขก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป เนื่องจากห้างร้านต่างๆ คิดว่าการเปิดเพลงตามเทศกาลจะทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกอยากใช้เงิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีงานวิจัยออกมาว่า การเปิดเพลงคริสต์มาสในรูปแบบที่เหมาะสม (ไม่ใช้เปิดเพลงเดิม หรืออัลบัมเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ) นั้นจะช่วยทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกดีกับร้านค้าได้อย่างแท้จริง

นักจิตวิทยาชี้ชัด การที่ต้องทนฟังเพลงเดียวกันซ้ำหลายๆ รอบ เป็นการบั่นทอนสติปัญญา

Earplugs ใช้ปิดกั้นเสียงภายนอกไม่ให้เข้าหูเรา มีให้เลือกหลายแบบหลายระดับราคา

และสำหรับพนักงานที่งานอยู่ในห้าง ร้านค้า หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้กับการที่ต้องทนฟังเพลงคริสต์มาส หรือเพลงปีใหม่ที่เปิดให้ฟังซ้ำหลายรอบ บางทีการหาซื้อปลั๊กอุดหู (Earplugs) อาจเป็นทางออกทีดีนะ

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของรางวัลโนเบล ยังไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์ผิวสีได้รับรางวัล…

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของรางวัลโนเบล ยังไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์ผิวสีได้รับรางวัล...

คุณ Mary Jackson หญิงอัจฉริยะที่เป็นคนผิวสี เธอทำงานให้กับองค์กร NASA (1958 -1985) ในตำแหน่งนักคณิตศาสตร์ และวิศวกรอากาศยาน

ขอบคุณภาพประกอบจาก Wikipedia

เป็นข่าวที่น่ายินดีในวงการวิทยาศาสตร์เมื่อการประกาศรางวัลในปีนี้ มีนักวิทยาศาสตร์หญิงถึง 2 คนที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ และเคมี โดยคุณ Donna Strickland และ Frances Arnold เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้หญิงคนที่ 20 และ 21 ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

และตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปีของการมอบรางวัลโนเบล ยังไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์ผิวสีแม้แต่เพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัล…

และในเดือนตุลาคมของทุกๆ ปี อันเป็นช่วงเวลาของการประกาศรางวัลโนเบล นั้นเปรียบเหมือนช่วงเวลาอันน่ามืดหม่นของนักวิทยาศาสตร์ผิวสี มันย้ำเตือนว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลรวมทั้งสิ้นเกิน 900 คน และมีคนผิวสีเพียง 14 คน (คิดเป็น 1.4%) เท่านั้นที่ได้รับรางวัล โดยไม่ได้เป็นรางวัลโนเบลในสาขาววิทยาศาสตร์ และมีคนผิวสี 10 คนที่ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และอีก 3 คนได้รับรางวัลในสาขาวรรณกรรม และมีนักวิทยาศาสตร์ผิวสีคนหนึ่ง ที่ใกล้เคียงกับการได้รับรางวัลมากที่สุดคือคุณ William Arthur Lewis ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์สังคม ได้รับรางวัลสาขาสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 1973

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของรางวัลโนเบล ยังไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์ผิวสีได้รับรางวัล...

คุณ William Arthur Lewis นักวิทยาศาสตร์สังคม ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 1973

และดูเหมือนว่ารางวัลโนเบลจะเปิดโอกาสให้คนเอเชียมากกว่า เพราะมาชาวเอเชียได้รับรางวัลกว่า 70 คน โดยมีเป็นจำนวนมากที่ได้รับรางวัลในสาขาวิทยาศาสตร์ และในช่วงหลังปี 2000 จำนวนรางวัลที่มอบให้ชาวเอเชียก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลมาจากการเข้ามามีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยจากชาติระดับแนวหน้าในภูมิภาคนี้อย่าง ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ รวมถึงความสำเร็จของสถาบันการศึกษาที่มีความร่วมมือระหว่างเอเชียและสหรัฐอเมริกา

และการที่ได้ทำงานอยู่ในสถาบันที่มีชื่อเสียง และมีเครื่องไม้เครื่องมือราคาแพงให้ใช้งานครบครัน นั้นก็เปิดโอกาสไปสู่การสร้างผลงานที่จะได้รับรางวัลโนเบล และเหตุผลง่ายๆ ของการที่ยังไม่มีคนผิวสีได้รับรางวัลโนเบล นั้นน่าจะมาจากมีคนผิวสีรุ่นหนุ่มสาวเพียงจำนวนน้อยที่สนใจในงานอาชีพด้านวิทยาศาสตร์

นอกจากข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของคนผิวสีในทวีปแอฟริกาแล้ว คนผิวสีในประเทศโลกตะวันตกนั้นก็เลือกเรียนในสายวิทยาศาสตร์เพียงจำนวนน้อย ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์ผิวสีในจำนวนน้อยมากที่มีความก้าวหน้าในสายอาชีพนี้ และการที่จะมีสิทธิได้รับรางวัลโนเบล ก็จะต้องผ่านงานวิจัยมาเป็นจำนวนมาก หรือไม่ก็ต้องเป็นศาสตราจารย์ในสถาบันชั้นนำ

และเมื่อคนผิวสีสำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ มันก็เป็นบันไดก้าวแรกที่ทำให้เขาต้องเผชิญกับความท้าทายเช่นเดียวกับนักวิชาการผิวสีในสายงานอื่นๆ ที่มักจะไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมหรือไม่ค่อยจะได้เข้าถึงทรัพยากรที่ใช้ในการทำงานวิจัย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ นักวิทยาศาสตร์ผิวสีในสหรัฐอเมริกา มักจะไม่ค่อยได้งบการวิจัยทางด้านสุขภาพ

และคนที่จะได้เป็นศาสตราจารย์ ต้องมีการสนับสนุนจากสถาบันหรือหน่วยงานที่สังกัด ทั้งยังต้องมีศาสตราจารย์อีกอย่างน้อย 4 คนจากสถาบันอื่นที่ให้การรับรองว่าเราก็เป็นผู้นำในสายงานนั้นๆ และเรายังต้องได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอีกด้วย ทำให้เป็นเรื่องสำคัญทีเดียว ที่จะต้องสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่เพื่อที่จะได้เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิทยาศาสตร์

และด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างทำให้ไม่มีนักวิชาการผิวสีที่ทำงานในสถาบันต่างๆ ในจำนวนที่มากพอที่จะสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ทำให้มีโอกาสน้อยเหลือเกินที่คนผิวสีจะได้รับการโปรโมทให้เป็นศาสตราจารย์

และสิ่งที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยที่ชี้ว่า การที่มีผู้หญิงได้รับรางวัลโนเบลในสาขาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ นั้นเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้หญิงหันมาสนใจในอาชีพการเป็นนักวิทยาศาสตร์มากขึ้น และในมุมของคนผิวสี ถ้ามีนักวิทยาศาสตร์ผิวสีได้รับรางวัลบ้าง ก็น่าจะเป็นแรงกระตุ่นที่ดีที่วัยรุ่นผิวสี จะสนใจในการเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้นเช่นกัน

และการที่โลกจะมีนักวิทยาศาสตร์ผิวสีมากขึ้น ไม่ได้แสดงให้เห็นเพียงชัยชนะของความเท่าเทียม แต่การที่ทำให้คนสนใจเล่าเรียนในสายวิทยาศาสตร์มากขึ้น ก็ยังเป็นผลประโยชน์ในวงกว้างกับสังคม ตัวอย่างเช่น โรคบางอย่าง อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็งบางรูปแบบนั้นมีโอกาสเกิดกับคนผิวสี หรือคนแอฟริกัน ได้สูงกว่าชนชาติอื่น แต่ผลงานการวิจัยโรคโดยส่วนมากนั้นเน้นทำกับคนผิวขาว และการที่จะมีนักวิทยาศาสตร์ผิวสีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ในระดับผู้นำ ก็น่าจะเปลี่ยนแปลงมุมมองเกี่ยวกับงานวิจัยทางด้านสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยที่เป็นคนผิวสีมากขึ้น

ทำให้งานวิจัยนั้นได้รับใช้มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง โดยไม่มีกรอบจำกัดเรื่องความแตกต่างของสีผิวเข้ามาทำให้คุณค่าของงานวิจัยลดลง และเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อัจฉริยะของโลกหลายๆ คนก็เป็นคนผิวสี และมันคงไม่แปลกอะไรถ้าคนผิวสีจะได้รับรางวัลโนเบลในสาขาวิทยาศาสตร์ หากเขาได้รับการสนับสนุนที่ดี

เราจะเรียก “ดวงจันทร์ของดวงจันทร์” ว่าอะไรดี ?

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดาวอังคารกับดาวบริวาร 2 ดวง คือดวงจันทร์โฟบอสและดวงจันทร์ดีมอสImage copyrightNASA / JPL-CALTECH
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดาวอังคารกับดาวบริวาร 2 ดวง คือดวงจันทร์โฟบอสและดวงจันทร์ดีมอส

เมื่อพิจารณาถึงระบบของดวงดาวในเอกภพโดยทั่วไปแล้ว ดาวฤกษ์มีดาวเคราะห์เป็นบริวาร ส่วนดาวเคราะห์ก็มีดวงจันทร์เป็นบริวาร แต่ดวงจันทร์จะมีบริวารชั้นย่อยเป็นของตนเองได้หรือไม่ ? และเราจะเรียกดาวบริวารระดับรองหรือ “ดวงจันทร์ของดวงจันทร์” นี้ว่าอย่างไร ?

แม้จะยังไม่พบหลักฐานว่าในระบบสุริยะของเรามี “ดวงจันทร์ของดวงจันทร์” อยู่ แต่งานวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ซึ่งเพิ่งลงเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ดาวบริวารของดาวบริวารนั้นจะมีอยู่จริงในเอกภพ โดยทีมผู้วิจัยเรียกดาวชนิดนี้ว่า “ดวงจันทร์รอง” หรือ Submoon

ดร. จูนา คอลล์ไมเออร์ จากสถาบันคาร์เนกีเพื่อวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ และ ดร. ฌอน เรย์มอนด์ จากห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ดาราศาสตร์เมืองบอร์โดซ์ของฝรั่งเศส ได้ร่วมกันสร้างและทดสอบแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อตอบคำถามเรื่องดังกล่าว หลังจากที่ลูกชายของดร. คอลล์ไมเออร์ เอ่ยถามแม่ว่า “ดวงจันทร์มีดวงจันทร์ได้ไหม ?”

ผลการทดสอบพบว่า มีความเป็นไปได้ที่ดวงจันทร์ของดาวเคราะห์ทั้งหลายจะมีบริวารเป็นของตนเองอีกชั้นหนึ่ง แต่มีเงื่อนไขว่า ดาวบริวารย่อยนั้นจะต้องอยู่ใกล้กับดวงจันทร์มากพอ จนสามารถจะถูกยึดไว้ในวงโคจรด้วยอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เป็นหลัก มากกว่าจะตกไปอยู่ใต้อิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดวงจันทร์ไอแอพิตัสของดาวเสาร์อาจมีดาวบริวารเป็นของตนเองอีกชั้นหนึ่งImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดวงจันทร์ไอแอพิตัสของดาวเสาร์อาจมีดาวบริวารเป็นของตนเองอีกชั้นหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน ดาวบริวารย่อยดังกล่าวจะต้องไม่เข้าใกล้ดวงจันทร์มากจนเกินไปจนถูกทำลายด้วยแรงไทดัล (Tidal force) เงื่อนไขที่ซับซ้อนเหล่านี้ทำให้มีพื้นที่ในระบบดวงดาวซึ่งเอื้อต่อการดำรงอยู่ของ “ดวงจันทร์รอง” น้อยมาก โดยดาวบริวารชั้นย่อยที่มีขนาด 10 กิโลเมตร จะยึดโยงอยู่ได้กับเฉพาะดวงจันทร์ขนาดใหญ่ราว 1,000 กิโลเมตรขึ้นไป โดยต้องมีช่องว่างระหว่างวงโคจรอย่างเหลือเฟือเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่ดวงจันทร์บริวารบางดวงในระบบสุริยะจะมีดาวบริวารของตนเองได้ เช่นดวงจันทร์คัลลิสโตของดาวพฤหัสบดี ดวงจันทร์ไททันและดวงจันทร์ไอแอพิตัสของดาวเสาร์ รวมทั้งดวงจันทร์บริวารของโลกด้วย

ดร. เรย์มอนด์ หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า การเกิดขึ้นของ “ดวงจันทร์รอง” นั้นยากมาก เพราะต้องมีบางสิ่งที่มีพลังมหาศาลเหวี่ยงวัตถุอวกาศให้เข้ามาอยู่ในวงโคจรของดวงจันทร์อย่างพอดิบพอดี และจะต้องมีการรักษาสมดุลของระยะห่างจากดาวเคราะห์และดวงจันทร์ให้ดีด้วย มิฉะนั้นระบบ “ดวงจันทร์รอง” นี้จะมีอายุสั้นมาก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยังค้นหาดาวบริวารย่อยแบบนี้ไม่พบ

ทั้งนี้ วงการดาราศาสตร์ยังไม่ได้มีการกำหนดชื่อที่ใช้เรียกดาวชนิดนี้อย่างแน่นอน แต่มีผู้เสนอชื่อที่เหมาะสมเข้ามากันทางออนไลน์แล้วอีกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็นมูนมูน (Moonmoon) มูนิโต (Moonito) แม้กระทั่งมูเน็ตต์ (Moonette) หรือ “ดวงจันทร์จิ๋ว”

ผลวิจัยชี้ชัด การตกปลาเพื่อนันทนาการ ตกมาได้แล้วแกะเบ็ดปล่อยไป เป็นการทำร้ายปลากว่าที่คิด

ผลวิจัยชี้ชัด การตกปลาเพื่อนันทนาการ ตกมาได้แล้วแกะเบ็ดปล่อยไป เป็นการทำร้ายปลากว่าที่คิด

การจับปลาเพื่อนำมาทำเป็นอาหารนั้นมีอยู่มาอย่างยาวนานตั้งแต่จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ แต่การตกปลาในรูปแบบของกีฬาหรือ การตกปลาเพื่อนันทนาการนั้นเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้เอง และผู้ที่นิยมตกปลาเพื่อเป็นการกีฬาหรือเพื่อความบันเทิงใจนั้นก็ยึดถือในเรื่องของการ แกะเบ็ดออกจากปากปลาแล้วปล่อยมันกลับคืนไป ด้วยแนวความคิดที่ว่าเป็นการอนุรักษ์ประชากรปลาให้มันได้มีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืน

แต่อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ใน Journal of Experimental Biology บอกกับเราว่าการตกปลาแล้วปล่อยมันไปนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นการทำร้ายปลาอย่างรุนแรง และสามารถส่งผลให้มันตายได้เลย

การวิจัยนี้เน้นไปที่การศึกษาความเสียหายที่เกิดจากตะขอเบ็ดที่เกี่ยวเข้ากับปากของปลา เมื่อมันโดนขอเกี่ยวแล้ว ก็มีโอกาสที่เนื้อเยื้อบริเวณปากจะเกิดความเสียหาย และในบางกรณีก็เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง แต่ก็มีความเชื่อมาอย่างยาวนานว่า ปลาจะไม่ได้รับความเจ็บปวดจากการโดนเบ็ดเกี่ยว เมื่อแกะเบ็ดออกมันก็หายเจ็บแล้ว ด้วยแนวความคิดแบบนี้ทำให้ไม่เกิดความวิตกกังวลใดสำหรับการตกปลาเพื่อนันทนาการ แต่ผลการวิจัยชี้ว่า การที่มีตะขอเกี่ยวปากปลาในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั้นไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง

โดยนักวิจัยได้เขียนเอาไว้ในรายงานว่า “การใช้ภาพวีดีโอแบบความเร็วสูง ร่วมกับการคำนวณในเรื่องพลศาสตร์ของไหล ทำให้เกิดคำถามว่า อาการบาดเจ็บบริเวณรอบๆ ปากของปลานั้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อการดูดกลืนอาหารของปลาหรือไม่? พวกเราตั้งสมมติฐานว่า ปลาที่มีอาการบาดเจ็บที่ปากอันเนื่องจากเคยโดนเบ็ดเกี่ยว จะทำให้ความสามารถในการกินอาหารของมันลดลง”

ผลวิจัยชี้ชัด การตกปลาเพื่อนันทนาการ ตกมาได้แล้วแกะเบ็ดปล่อยไป เป็นการทำร้ายปลากว่าที่คิด

และก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าสมมติฐานนั้นถูกต้อง ซึ่งกลไกการกินอาหารด้วยการดูดนั้น มีความสำคัญกับปลาหลายๆ ชนิดที่ใช้วิธีการดูดเพื่อจับและกลืนเหยื่อ และปลาที่มีอาการบาดเจ็บที่ปากจากการโดนตะขอเกี่ยว จะทำให้ความสามารถในการกินอาหารของมันลดลง ทำให้มันเสี่ยงต่อการตาย

และนักวิจัยกล่าวอย่างชัดเจนว่า “ปลาที่บาดเจ็บจากการโดนตะขอเกี่ยว จะทำให้ความสามารถในการกินอาหารของมันลดลง ถึงแม้มันจะได้รับการนำตะขอออกแล้วก็ตาม”

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบเรื่องการกินอาหารของปลาที่เคยโดนเบ็ดเกี่ยวปาก และผลก็ออกมาในเชิงลบอย่างชัดเจน และผลงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ที่จะตามมานนั้นจะมองเรื่องอื่นๆ ในภาพรวมว่าปลาที่เคยถูกตกและปล่อยกลับคืนนั้น จะมีโอกาสรอดชีวิตมากน้อยชนาดไหน แต่ด้วยความเป็นจริงที่ว่า อาการบาดเจ็บที่ปากนั้นมีผลกระทบต่อการกิน แค่นี้ก็คงจะเดาได้ไม่ยากว่า ภาพรวมเกี่ยวกับเรื่องนี้มันไม่น่าจะออกมาดีได้เลย

ก็พอสรุปได้ว่า สำหรับคนที่ชอบตกปลาเพื่อการกีฬา หรือตกปลาเพื่อนันทนาการ ที่เคยคิดว่ามันไม่ได้ส่งผลเสียอะไรกับปลา เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ก็ยังทันนะครับ

“ผลงานสุดท้าย” อีกชิ้นของฮอว์คิง ชี้ข้อมูลไม่สูญหายในหลุมดำ

ศ. ฮอว์คิงถึงแก่กรรมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาขณะมีอายุได้ 76 ปี
คำบรรยายภาพศ. ฮอว์คิง ถึงแก่กรรมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาขณะมีอายุได้ 76 ปี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งมี ศ. สตีเฟน ฮอว์คิง ผู้ล่วงลับรวมอยู่ด้วย ได้เผยรายละเอียดของงานวิจัยสำคัญชิ้นสุดท้ายในชีวิตของนักฟิสิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ก่อนเขาจะเสียชีวิตไม่กี่วัน โดยงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้ ศ.ฮอว์คิงค้นพบว่า ข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะไม่ถูกทำลาย

ศ. มัลคอล์ม เพอร์รี ผู้ร่วมทีมวิจัยกับ ศ. ฮอว์คิง เปิดเผยถึงผลการศึกษาดังกล่าวในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน โดยระบุว่าเขาและ ศ. ฮอว์คิง มุ่งตอบคำถามซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมานานว่า ข้อมูลของสิ่งต่าง ๆ ที่ตกลงไปในหลุมดำนั้นจะถูกทำลายไปหมดสิ้น หรือว่าจะยังถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบอื่น ๆ ตามกฎของกลศาสตร์ควอนตัมที่ชี้ว่าข้อมูลจะไม่มีวันสูญหาย

ด้วยผลการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ต่อยอดจากงานวิจัยของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ศ. ฮอว์คิง สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลุมดำนั้นมีอุณหภูมิอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้มันต้องสูญเสียความร้อนให้กับห้วงอวกาศจนระเหยหายไปได้ในที่สุด

นอกจากนี้ การที่หลุมดำมีอุณหภูมิแสดงว่ามันจะต้องมีคุณสมบัติตามกฎอุณหพลศาสตร์ข้อที่สอง คือจะต้องมีเอนโทรปี (Entropy) หรือความไร้ระเบียบในระบบซึ่งมีสิ่งที่แตกต่างมาอยู่รวมกัน โดยเมื่อเวลาผ่านไประบบจะมีการปรับตัวเชิงพลังงาน เพื่อให้ค่าต่าง ๆ เช่นอุณหภูมิ แรงดัน หรือความหนาแน่นภายในระบบที่ไม่สม่ำเสมอ ค่อย ๆ ลดลงจนเป็นเนื้อเดียวกันได้

ศ. ฮอว์คิงและทีมวิจัยพบว่า อนุภาคของแสงหรือโฟตอนที่กระจายอยู่โดยรอบหลุมดำนั้น เป็นส่วนหนึ่งในเอนโทรปีของหลุมดำที่เก็บรักษาข้อมูลของสารพัดสิ่งซึ่งตกลงไปภายในเอาไว้ โดย ศ. ฮอว์คิงเรียกอนุภาคของแสงนี้ว่า “ขนอ่อน” หรือ Soft hair เนื่องจากเป็นความแตกต่างเล็ก ๆ เชิงข้อมูล ที่ทำให้แยกแยะหลุมดำแต่ละแห่งออกจากกันได้ เหมือนกับที่ลักษณะของผมบนศีรษะช่วยให้เราแยกแยะหรือจดจำบุคคลต่าง ๆ ที่พบได้

หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงที่ทรงพลังจนไม่มีสิ่งใดสามารถหลุดรอดออกไปได้Image copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY
คำบรรยายภาพหลุมดำมีแรงโน้มถ่วงที่ทรงพลังจนไม่มีสิ่งใดสามารถหลุดรอดออกไปได้

มีการนำบทความวิจัยเรื่องนี้ออกเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org แล้ว โดยยังไม่ได้ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอื่น ๆ ที่บทความวิจัยต้องผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน

“ตอนที่เราติดต่อไปยัง ศ.ฮอว์คิง เพื่อบอกว่างานวิจัยขั้นสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์แล้ว เราไม่รู้เลยว่าท่านกำลังป่วยหนักและต้องสื่อสารกับเราด้วยความยากลำบาก ผมต้องพูดกับท่านผ่านลำโพงขยายเสียง และท่านก็แสดงว่ารับรู้ด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า″ ศ.เพอร์รี กล่าว

หลังจากนี้ทีมผู้วิจัยยังจะต้องศึกษาต่อไป เพื่อให้ทราบรายละเอียดของกลไกที่ชัดเจนว่า ข้อมูลที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเอนโทรปีของหลุมดำนั้น ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในอนุภาคโฟตอนได้อย่างไร และข้อมูลนี้จะหลุดออกมาจากหลุมดำเมื่อมันระเหยหายไปได้อย่างไรด้วย

ดวงจันทร์ยูโรปาอาจเต็มไปด้วย “หนามน้ำแข็ง” ขนาดยักษ์

ดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดีImage copyrightNASA / JPL
คำบรรยายภาพดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แม้ดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดีจะมีมหาสมุทรขนาดใหญ่ที่ผืนน้ำแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งดาว แต่การส่งยานสำรวจลงจอดบนพื้นผิวอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หลังนักดาราศาสตร์ค้นพบความเป็นไปได้ว่า อุณหภูมิที่เย็นเยียบสุดขั้วอาจทำให้เกิดชั้นน้ำแข็งหนาที่มีรูปร่างเป็นแท่งหนามขนาดยักษ์อยู่เหนือมหาสมุทรดังกล่าว

คาดว่า “หนามน้ำแข็ง” นี้แผ่ปกคลุมไปทั่ว จนพื้นผิวดาวดูคล้ายกับขนเม่น โดยแต่ละแท่งมีลักษณะแหลมคมและสูงได้มากถึง 15 เมตร ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งยานสำรวจลงจอดบนพื้นผิวดาว เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรเบื้องล่างอย่างมาก เนื่องจากยานสำรวจอาจเสียหายเพราะถูกแท่งหนามน้ำแข็งเสียบแทง หรือยานอาจตกลงไปในหุบเหวลึกระหว่างหนามยักษ์แต่ละแท่งได้

ศ. แดเนียล ฮอบลีย์ จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นลงในวารสาร Nature Geoscience โดยระบุว่าการก่อตัวของน้ำแข็งในรูปแบบดังกล่าวหาพบได้ยากบนโลก เว้นแต่ในบางพื้นที่ของเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมบางอย่างคล้ายคลึงกับดวงจันทร์ยูโรปา

ศ. ฮอบลีย์บอกว่า น้ำแข็งบนดวงจันทร์ยูโรปาจะไม่มีการละลายแล้วกลับแข็งตัวใหม่เหมือนกับน้ำแข็งในธรรมชาติบนโลก เนื่องจากดาวมีอุณหภูมิต่ำมากถึง -184 องศาเซลเซียส น้ำแข็งจึงก่อตัวขึ้นในรูปของผลึกที่สามารถเป็นเลนส์รวมหรือหักเหแสงอาทิตย์ลงสู่ฐานล่างได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ทำให้น้ำแข็งบางส่วนกลายเป็นก๊าซและก่อตัวขึ้นเป็นแท่งหนามขนาดใหญ่

แท่งน้ำแข็งที่เป็นหนามแหลมหรือ Penitentes พบได้บนเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้เช่นกันImage copyrightESO
คำบรรยายภาพแท่งน้ำแข็งที่เป็นหนามแหลมหรือ Penitentes พบได้บนเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้เช่นกัน

นอกจากนี้ การที่ดวงจันทร์ยูโรปาหันหน้าด้านเดียวเข้าหาดาวพฤหัสบดีเสมอ ยังทำให้ตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าของยูโรปาคงที่ จนดาวบริวารดวงนี้ไม่มีความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่จะทำให้น้ำแข็งละลายได้

แต่อย่างไรก็ตาม การก่อตัวของหนามน้ำแข็งในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นช้ามาก โดยจะมีความสูงเพิ่มขึ้นเพียง 1 ฟุต ในทุก 1 ล้านปี ซึ่งแสดงว่าทุ่งหนามน้ำแข็งยักษ์ที่ปกคลุมทั่วดวงจันทร์ยูโรปานั้น อยู่ในสภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานานอย่างน้อย 50 ล้านปีแล้ว

แม้เรื่องนี้จะยังเป็นเพียงการคาดการณ์ทางทฤษฎี แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะปัจจุบันมีข้อมูลชี้ว่าดาวเคราะห์แคระอย่างพลูโตและดาวบริวารดวงอื่นในระบบสุริยะก็น่าจะมีหนามน้ำแข็งขนาดใหญ่บนพื้นผิวเช่นกัน แต่น้ำแข็งที่ว่านั้นน่าจะเป็นมีเทนแข็งหรือน้ำแข็งแห้งมากกว่า ซึ่งองค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรปมีแผนจะส่งยานโคจรสำรวจไปยังดวงจันทร์ยูโรปาอีกครั้ง ภายในทศวรรษ 2020 ที่จะถึงนี้

สักวันหนึ่่ง เราอาจจะได้งานใหม่ หรืออาจจะตกงาน เพราะการสแกนสมองก็เป็นได้

สักวันหนึ่่ง เราอาจจะได้งานใหม่ หรืออาจจะตกงาน เพราะการสแกนสมองก็เป็นได้
คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

การที่เราไม่ได้รับคัดเลือกให้เข้าทำงาน เพราะมีใครบางคนสอบสัมภาษณ์ได้ดีกว่าเรา หรือมีข้อมูลใน Resume มากกว่าเรามันช่างเป็นอะไรที่ที่น่าผิดหวังสิ้นดี แต่จะมีเครื่องมืออะไรใหม่ๆ บ้างไหม ที่จะทำให้นายจ้างสามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริงว่า ในกลุ่มคนที่มาสมัครงาน ใครมีสกิลการทำงานมากกว่ากัน?

ผลการวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Science Advances ได้ฉายภาพให้เราเห็นว่า เทคโนโลยีการสแกนสมอง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทดสอบความสามารถในการทำงานของกลุ่มคนจำนวนมากได้อย่างไร ใครเป็นคนเก่งที่สุดในสายงานนั้น และสมควรที่จะได้งานนั้นไป เปลี่ยนจากการสัมภาษณ์งานที่ต้องเดาสุ่มและวัดดวง ให้กลายเป็นการทดสอบที่ชี้วัดด้วยผลคะแนนเป็นตัวเลขที่ชัดเจน

โดยสื่อ Wall Street Journal รายงานว่า นักวิจัยที่เข้าร่วมในงานวิจัยนี้ ได้ทำการทดสอบกับศัลยแพทย์ (หมอผ่าตัด) และศัลยแพทย์ฝึกหัดจำนวนหลายสิบคน เพื่อทำการทดสอบเชิงปฏิบัติ ซึ่งเป็นขั้นตอนการทดสอบตามปกติที่ใช้ในการขอใบรับรอง โดยในระหว่างที่อาสาสมัครทำการทดสอบด้วยรูปแบบการผ่าตัดที่ต้องอาศัยความละเอียดแม่นยำ ทีมวิจัยได้ทำการตรวจสอบสมองโดยการสวมเครื่องสแกนสมองเข้าไปบนหัว

สักวันหนึ่่ง เราอาจจะได้งานใหม่ หรืออาจจะตกงาน เพราะการสแกนสมองก็เป็นได้

และในระหว่างที่อาสาสมัครกำลังทำการผ่าตัด ก็จะมีโปรแกรม อัลกอริทึ่ม ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และตีความกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสมอง และใช้ข้อมูลนั้นมาตัดสินระดับคะแนนความสามารถของแต่ละคน และเรื่องที่น่าทึ่งคือ ข้อมูลจากการสแกนสมองนั้นมีความแม่นยำมากในการระบุระดับความสามารถของแต่ละคน และผลการวิจัยระบุชัดเจนว่า การชี้วัดระดับความสามารถโดยการสแกนสมองนั้น สามารถให้คะแนนได้แม่นยำกว่าการสอบภาคปฏิบัติโดยทั่วไปเสียอีก

โดยการสแกนสมองนั้นจะทำการตรวจสอบกิจกรรมของสมองในส่วนที่เรียกว่า Motor cortex (ส่วนของสมองที่มีบทบาทในการสั่งการการเคลื่อนไหวของร่างกาย) และผลการสแกนนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศัลยแพทย์ ที่มีสกิลสูงจะมีกิจกรรมเกิดขึ้นมากกว่าในสมองส่วนนี้

แต่อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยให้ข้อสังเกตว่า วิธีการนี้ยังอยู่ในช่วงของการทดลอง และเรายังไม่ควรให้น้ำหนักกับการค้นพบนี้มากมายนัก แต่เวลาที่เราจะได้เข้าใจถึงวิธีการระบุระดับความสามารถที่แท้จริงผ่านการสแกนสมองนั้นก็ใกล้เข้ามาแล้ว และถ้าระบบนี้ถูกพัฒนาจนถึงขั้นที่สามารถใช้งานได้จริง มันก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจในการจ้างงานสำหรับอาชีพที่ต้องใช้สกิลในระดับสูง อย่างเช่น แพทย์ หรือ นักขับเครื่องบินได้เลย