คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-4 ณัฐกานต์ ทองสุทธิ์ ภาคภูมิ เงินสมบัติ ณัฐพจน์ จันทร์รอด

เหลือเชื่อ นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ทำให้ฝนตกในทะเลทรายได้ด้วย กังหันลม และแผงโซลาร์เซลล์

14534_18091414274953

คลิก facebook

ทะเลทราย Sahara อันเวิ้งว้างว่างเปล่าที่กว้างใหญ่แห่งทวีปแอฟริกา ผืนทรายที่มองแล้วสวยงามแต่ถ้าใครต้องไปอยู่กันจริงๆ ก็คงจะยากเพราะความแห้งแล้งและไร้พืชพรรณของมันนั่นเอง แต่เมื่อไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีที่อาจจะทำให้ฝนตกในบริเวณนี้เพิ่มมากขึ้นได้แล้ว และนั่นหมายความว่าสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณต่างๆ อาจจะสามารถเจริญเติบโตที่นี่กันได้แล้วนั่นเอง

จากการรายงานของ University of Illinois เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุว่า การสร้างกังหันลมขนาดใหญ่และ Solar Farm (ท้องทุ่งของแผงโซลาร์เซลล์) นั้นมีโอกาสที่จะทำให้อุณหภูมิของทะเลทรายแห่งนี้สูงขึ้น ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของปริมาณ หยาดน้ำฟ้า (Precipitation) และทำให้เกิดพืชพรรณที่เป็นประโยชน์กับพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมาก็เป็นได้

14534_180914142808k0_70

*** หยาดน้ำฟ้า เป็นปรากฏการณ์ของน้ำในอากาศประเภทหนึ่ง เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำในบรรยากาศและตกลงมาด้วยอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง ทำให้เกิดเป็นฝนละออง (Drizzle), ฝน, ฝนน้ำแข็ง (Sleet), หิมะ, ลูกปรายหิมะ (Graupel) และลูกเห็บ

และการศึกษาในครั้งนี้ก็มุ่งเน้นไปที่เรื่องของกังหันลมและ Solar Farm นั่นเองและจะดำเนินการทั้งหมดบนทะเลทราย Sahara ที่มีเนื้อที่กว้างขวาง และในตอนนี้ก็กินพื้นที่กว่า 9 ล้านตารางกิโลเมตรแล้วอีกด้วย

โดยนักวิจัยค้นพบว่าเมื่อเริ่มมีการติดตั้งกังหันลมและ Solar Farm เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ก็ดูมีแนวโน้มที่จะทำให้ฝนตกเพิ่มขึ้นได้กว่าวันละ 0.25 มิลลิเมตรต่อวันอีกด้วย

เหลือเชื่อ นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ทำให้ฝนตกในทะเลทรายได้ด้วย กังหันลม และแผงโซลาร์เซลล์

โดยถ้าจะถามว่าฝนมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรคำตอบของ Eugenia Kalnay นักวิจัยร่วมของการศึกษาครั้งนี้ที่ได้ตอบเอาไว้ก็คือ “การเพิ่มปริมาณน้ำฝนนั้นเป็นผลมาจากปฏิกิริยาระหว่างพื้นดินและชั้นบรรยากาศที่ทับซ้อนกัน ทำให้ผิวดินมีความหยาบและมืดขึ้น” กังหันลมจะดึงอากาศร้อนให้ลงต่ำมาสู่พื้นดิน ในขณะที่แผงโซลาร์เซลล์ ช่วยลดการสะท้อนความร้อนของผิวดิน

คุณ Yan Li หัวหน้าผลงานวิจัยกล่าวเสริมว่า “ส่งผลให้มีปริมาณหยาดน้ำฟ้ามากขึ้น เกิดฝนตก และเกิดการเจริญเติบโตของพืชพรรรณต่างๆ ทำให้เกิดการสร้างวัฏจักรในเชิงบวกบนทะเลทรายที่แห้งแล้ง”

ซึ่งสำหรับกังหันลมสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 3 เทราวัตต์ (3 ล้านล้านวัตต์) และ Solar Farm สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 79 เทราวัตต์ (79 ล้านล้านวัตต์) และเป็นพลังงานสะอาดอีกด้วย

โดยทางคุณ Safa Motesharei ยังได้กล่าวเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า การเพิ่มปริมาณฝนในพื้นที่ทะเลทรายในครั้งนี้จะเกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าที่สะอาดเพราะเกิดมาจากแสงอาทิตย์และลมซึ่งเมื่อฝนตกแล้ว ก็สามารถช่วยพัฒนาการเกษตร และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในแถบ Sahara, Sahel และตะวันออกกลาง ดีขึ้นด้วย

ต้องขอบคุณการกลายพันธ์ุของบรรพบุรุษมนุษย์ ที่ทำให้พี่ตูน วิ่งได้ไกลถึง 2,215 กิโลเมตร

ต้องขอบคุณการกลายพันธ์ุของบรรพบุรุษมนุษย์ ที่ทำให้พี่ตูน วิ่งได้ไกลถึง 2,215 กิโลเมตร

0 %E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C+%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B8%99+%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87+2%2C215+%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%A3
A-A+

มนุษย์ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่วิ่งได้เร็วที่สุด ทำให้เราไม่เคยคาดคิดเลยว่า เราก็เป็นสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีความเก่งกาจในเรื่องของการวิ่งเหมือนกันนะ จริงอยู่ที่สัตว์สี่เท้าหลากหลายสายพันธุ์บนโลกนี้ ต้องทำให้เราได้อับอายถ้าคิดจะวิ่งแข่งความเร็วกับมัน แต่มนุษย์นั้นมีสกิลพิเศษในเรื่องการวิ่งที่ยากจะหาสัตว์สายพันธุ์ใดมาเทียบเคียงได้ นั่นก็คือความสามารถในการ วิ่งทน วิ่งได้เป็นระยะทางไกลๆ นั่นเอง

มนุษย์นั้นมีคุณลักษณะของความเป็นนักวิ่งระยะไกลอยู่ในสายพันธุ์ และถึงแม้จะนำไปเทียบกับสัตว์สายพันธุ์อื่นที่เก่งเรื่องวิ่งเร็ว ถ้าจับพวกมันมาวิ่งระยะทางไกล รับรองว่ามันต้องยอมแพ้เราอย่างแน่นอน แต่อะไรหล่ะคือเหตุผลเบื้องหลังความสามารถในการวิ่งทนของมนุษย์? เพื่อหาคำตอบนี้ นักวิจัยจาก University of California, San Diego ได้ทำการศึกษา และเผยแพร่รายละเอียดลงในวารสาร Proceedings of the Royal Society B

นักวิจัยพุ่งเป้าไปที่การหายไปของยีนที่มีลักษณะพิเศษ และการหายไปของยีนนี้ทำให้เรากลายเป็นนักวิ่งระยะไกลที่ดี มีการตั้งสมมติฐานว่าวิวัฒนาการของบรรพบุรุษมนุษย์ยุคโบราณทำให้เกิดการสูญหายไปของยีนที่มีชื่อว่า CMAH และให้เรากลายเป็นนักวิ่งระยะไกลที่ดีในที่สุด

ความเปลี่ยนแปลงในวิวัฒนาการมนุษย์ยังรวมถึง ลักษณะของขา และเท้า ที่ทำให้เรารักษาความเร็วในการวิ่งได้ดี รวมถึงความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่ให้ร้อนเกินไปด้วยการขับเหงื่อ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความเกี่ยวโยงกับการหายไปของยีน CMAH และเมื่อมีข้อมูลมากพอ นักวิจัยต้องการพิสูจน์ว่าเรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่ จึงได้มีการทดลองทำให้ยีน CMAH ของเจ้าหนูทดลองหายไป แล้วจับมันไปทดสอบ

ต้องขอบคุณการกลายพันธ์ุของบรรพบุรุษมนุษย์ ที่ทำให้พี่ตูน วิ่งได้ไกลถึง 2,215 กิโลเมตร

คุณ Jon Okerblom หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “พวกเราได้ทำการทดลองกับหนู โดยทำให้ยีน CMAH ของพวกมันหายไป และเราพบว่าประสิทธิภาพการวิ่งบนลู่วิ่งของพวกมันเพิ่มขึ้นในระยะเวลา 15 วันของการทดสอบ” ความเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดเจนหลังจากที่หนูเติบโตขึ้นโดยที่ไม่มียีน CMAH หนูมีความแข็งแรงขึ้น และมันเป็นสัญญาณว่านักวิจัยมาถูกทางแล้ว

แต่อย่างไรก็ดี การสูญหายไปของยีน CMAH ก็ไม่ได้มีแต่ประโยชน์เพียงด้านเดียว นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่าการหายไปของยีนนี้ ทำให้มนุษย์มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งจากการกินเนื้อแดง

คุณ Ajit Varki นักวิจัยอาวุโสในผลงานชิ้นนี้กล่าวว่า “มันเปรียบเหมือนดาบสองคม ผลพวงจากการสูญหายของยีนเพียงยีนเดียวนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในกายภาพของมนุษย์ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในศักยภาพของเรา″

วิวัฒนาการ หรือการกลายพันธุ์นี้ ทำให้เราวิ่งได้ไกลขึ้น แต่ก็มีข้อเสียที่ทำให้เราอาจเป็นมะเร็งถ้ากินแฮมเบอร์เกอร์ที่มีเนื้อแดง ต้องบอกว่าธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องที่แปลกและน่ามหัศจรรย์อย่างแท้จริง

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ ผลจากการพัฒนาสายพันธุ์กว่า 60 ปี

14517_18091314342230

คลิก facebook

เรื่องราวของการนำสัตว์ที่มีสัญชาตญาณของสัตว์ป่าอย่าง สุนัขจิ้งจอง มาพัฒนาสายพันธุ์ให้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความเชื่องนั้นต้องย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นในปี 1959 เมื่อคุณ Dmitri Belyaev ที่เป็นนักพันธุศาสตร์ และไอเดียของเขาในการนำสัตว์ป่ามาพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นสัตว์เลี้ยงนั้นก็นับว่าเป็นอะไรที่สุดโต่งเลยทีเดียว โดยสัตว์เลี้ยงที่เชื่องต่อมนุษย์อย่าง เจ้าหมานั้น ความเป็นมิตรของมันเป็นผลมาจากการมี ยีน (Genes) ซึ่งเป็นลักษณะพันธุกรรมที่มีความเป็นมิตรคอยควบคุมพฤติกรรมของมัน โดยกระบวนการพัฒนาสายพันธุ์หมาป่า ให้กลายมาเป็นหมาบ้านที่มีความเชื่องต่อมนุษย์นั้น เป็นผลพวงจากการพัฒนาสายพันธุ์มาอย่างยาวนานเกินพันปีเลยทีเดียว

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ ผลจากการพัฒนาสายพันธุ์กว่า 60 ปี

14517_180913143300B4_70

กลับมาสู่เรื่องราวของการพัฒนาสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอก ให้กลายเป็น “สุนัขจิ้งจอกบ้าน” ที่เราสามารถเลี้ยงไว้ในบ้านได้ คุณ Dmitri Belyaev เริ่มด้วยการคัดเลือกสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอก เขาเลือกสายพันธุ์ที่ไม่ก้าวร้าวและไม่กล้วมนุษย์ ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ทำให้งานของเขาง่ายขึ้น และหลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี 1985 คุณ Lyudmila Trut ซึ่งเป็นนักพันธุศาสตร์ ที่เขียนหนังสือเรื่อง How to tame a fox and build a dog (วิธีการทำให้สุนัขจิ้งจอกเชื่อง และสร้างสุนัข) ได้เข้ามารับช่วงต่อ และตลอดช่วงเวลาของการพัฒนาสายพันธุ์ เจ้าสุนัขจิ้งจอกก็มีลักษณะนิสัยที่ขยับเข้าใกล้หมาบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยโปรเจคการพัฒนาสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่มีความเชื่องนี้ ได้เปิดโอกาสให้คุณ Anna Kukekova ศาสตราจารย์ด้านสัตวศาสตร์จาก University of Illinois Urbana-Champaign ได้ทำการวิเคราะห์ยีนของสุนัขจิ้งจอกเหล่านี้ และพบว่าพวกมันมีศักยภาพทางพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับความเป็นมิตร โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่มีการเผยแพร่เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อนในวารสาร Nature Ecology and Evolution

แต่เพียงแค่การวิเคราะห์ยีนคงไม่เพียงพอ การได้พบเจ้าสุนัขจิ้งจอกเหล่านี้แบบตัวเป็นๆ น่าจะตอบคำถามได้ดีว่า พวกมันพร้อมจะเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์แล้วหรือยัง ทีมงานถ่ายทำวีดีโอของเว็บไซต์ The Verge จึงได้เดินทางไกลไปถึงไซบีเรีย สถานที่ที่สัตว์เหล่านี้ถูกนำมาเลี้ยงในบ้าน และจบการเดินทางที่ Bassett Canid Education and Conservation Center ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาในเมือง San Diego ประเทศสหรัฐอเมริกา มันเป็นสวนสัตว์แบบอินเทอร์แอคทีฟที่แนะนำให้มนุษย์อย่างเราได้ทำความรู้จักกับสุนัขจิ้งจอก เพื่อถ่ายทำคลิปเกี่ยวกับเจ้า สุนัขจิ้งจอกบ้าน ตามรายละเอียดในคลิปนี้

นักดาราศาสตร์จี้คืนสถานะดาวเคราะห์ให้พลูโตอีกครั้ง

ดาวพลูโตถูกจัดประเภทให้เป็นดาวเคราะห์แคระ โดยมีพื้นผิวส่วนที่สว่างที่สุดเป็นรูปหัวใจขนาดใหญ่Image copyrightNASA
คำบรรยายภาพปัจจุบันดาวพลูโตถูกจัดประเภทให้เป็นดาวเคราะห์แคระ โดยมีพื้นผิวส่วนที่สว่างที่สุดเป็นรูปหัวใจขนาดใหญ่

คลิก facebook

นับเป็นเวลาถึง 12 ปีแล้วที่สหภาพดาราศาสตร์ระหว่างประเทศ (IAU) มีมติให้ถอดดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเสนอข้อคิดเห็นที่คัดค้านมติดังกล่าวอยู่หลายครั้ง ซึ่งล่าสุดนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้เผยแพร่งานวิจัยที่ชี้ว่า เหตุผลข้อหนึ่งของไอเอยูที่ทำให้ดาวพลูโตต้องถูกลดชั้นเป็นดาวเคราะห์แคระนั้น ไม่ชัดเจนหนักแน่นและสมเหตุสมผลมากพอ

ทีมนักดาราศาสตร์ที่นำโดย ศ. ฟิลิป เมตซ์เจอร์ จากมหาวิทยาลัย University of Central Florida (UCF) ตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นลงในวารสาร “อิคารัส” (Icarus) โดยระบุว่านิยามของดาวเคราะห์ที่ไอเอยูกำหนดขึ้นใหม่เมื่อปี 2006 ในประเด็นที่ดาวเคราะห์จะต้องมี “วงโคจรที่ชัดเจน” (Clear orbit) นั้น เป็นการนิยามที่มีปัญหาและคลุมเครืออย่างมาก

ศ. เมตซ์เจอร์และทีมงานได้สืบค้นทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยทางดาราศาสตร์ทั้งหมดในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่พบการใช้ข้อกำหนดเรื่องวงโคจรมาเป็นตัวตัดสินว่า วัตถุในอวกาศอันใดอันหนึ่งถือเป็นดาวเคราะห์หรือไม่

“นับแต่ยุคของกาลิเลโอเป็นต้นมา นักดาราศาสตร์โดยทั่วไปยังคงเรียกดวงจันทร์บริวารเช่นดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ว่าเป็นดาวเคราะห์อยู่ จนกระทั่งไม่นานมานี้เองจึงเริ่มมีการนิยามความหมายของดาวเคราะห์อย่างตายตัวในทศวรรษ 1950 ซึ่งน่าขำว่าเกณฑ์ล่าสุดที่ไอเอยูใช้มากำหนดนิยามนั้น ไม่เคยมีนักดาราศาสตร์คนใดใช้ในการศึกษาวิจัยมาก่อนเลย” ศ. เมตซ์เจอร์กล่าว

ภาพพื้นผิวบนพลูโต ซึ่งถ่ายจากยานสำรวจอวกาศนิวฮอไรซันส์ (New Horizons) ขององค์การนาซาImage copyrightNASA/APL/SWRI VIA GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพภาพพื้นผิวบนพลูโต ซึ่งถ่ายจากยานสำรวจอวกาศนิวฮอไรซันส์ (New Horizons) ขององค์การนาซา

“เรามีหลักฐานว่างานวิจัยกว่า 100 ชิ้นใช้นิยามของดาวเคราะห์ที่ขัดกับหลักเกณฑ์ของไอเอยูอย่างสิ้นเชิง แต่พวกเขาก็ยังคงใช้มันเพราะว่ามีประโยชน์ในทางปฏิบัติจริง ซึ่งดีกว่าจะมายึดติดกับถ้อยคำเพียงอย่างเดียว”

ทั้งนี้ ดาวเคราะห์ตามนิยามของไอเอยูจะต้องเป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์ มีมวลมากพอที่จะมีแรงโน้มถ่วงรักษาตัวเองให้อยู่ในสภาวะสมดุลอุทกสถิต (Hydrostatic equilibrium ) หรือการมีรูปร่างใกล้เคียงกับทรงกลมนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 500 ไมล์ (ราว 805 กิโลเมตร) ทั้งต้องมีวงโคจรที่ชัดเจนและสอดคล้องกับดาวเคราะห์ข้างเคียงด้วย

“แต่ไอเอยูไม่ได้อธิบายขยายความว่า การมีวงโคจรที่ชัดเจนนั้นคืออะไรกันแน่ เพราะวงโคจรเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เป็นพลวัตรที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา อันที่จริงหากจะตีความนิยามของไอเอยูแบบตรงตามตัวอักษรแล้ว ก็จะไม่มีดาวดวงใดที่เรียกได้ว่าเป็นดาวเคราะห์เลย” ศ. เมตซ์เจอร์อธิบาย

“นิยามของดาวเคราะห์นั้นควรจะมาจากลักษณะที่เป็นแก่นแท้ตามธรรมชาติของมันมากกว่า เช่นขนาดหรือแรงโน้มถ่วงซึ่งทำให้ดาวเคราะห์นั้นมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่หลากหลายเกิดขึ้น ดาวพลูโตนั้นมีทั้งมหาสมุทรใต้พื้นผิว มีชั้นบรรยากาศที่ซับซ้อนหลายชั้น มีสารประกอบอินทรีย์ มีหลักฐานที่ชี้ถึงการมีทะเลสาบในอดีตและดวงจันทร์บริวารหลายดวง ซึ่งเป็นความหลากหลายที่มากกว่าดาวอังคารเสียอีก”

“ดาวพลูโตจึงไม่ควรจะถูกตัดออกจากการเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะ เพียงเพราะการนิยามตามอำเภอใจที่ไร้เหตุผลรองรับเช่นนี้” ศ. เมตซ์เจอร์กล่าวทิ้งท้าย

ผลงานวิจัยเผย สถานที่ที่สกปรกที่สุดในสนามบิน กลับเป็นที่ที่ไม่มีใครคาดคิด

ผลงานวิจัยเผย สถานที่ที่สกปรกที่สุดในสนามบิน กลับเป็นที่ที่ไม่มีใครคาดคิด

คลิก facebook

สนามบิน เป็นสถานที่ที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ ที่มาแล้วก็ไปในทุกๆ ชั่วโมงของแต่ละวัน และนักเดินทางที่เที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในโลกก็อาจเป็นตัวการนำพาเชื้อโรคติดตัวมาด้วย และมีเชื้อโรคบางส่วนตกค้างอยู่ที่สนามบิน ทำให้สนามบินอาจกลายเป็นสถานที่ที่ไม่ได้สะอาดเอี่ยมอ่องเหมือนอย่างที่เราคิด โดยผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ทำกับสนามบินในต่างประเทศ และถูกเผยแพร่โดยวารสาร BMC Infectious Diseases ได้เปิดเผยรายชื่อของสถานที่ที่สกปรกที่สุดในสนามบิน และสถานที่ที่ครองตำแหน่งสกปรกที่สุดและเต็มไปด้วยเชื้อโรคนั้น รับประกันว่าเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิด

เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเดาว่า สถานที่ที่สกปรกที่สุดในสนามบิน น่าจะเป็น ตรงมือจับของประตูต่างๆ, โต๊ะเช็คอินขึ้นเครื่อง รวมถึงในห้องน้ำ แต่เชื่อไหมว่าสถานที่เหล่านี้ไม่ได้มีเชื้อโรคอยู่มากที่สุดอย่างที่เราคิด และจากการเก็บตัวอย่างจาก 90 สถานที่ในสนามบิน พบว่าสถานที่ที่สกปรกที่สุดกลับเป็น TSA security bin ซึ่งเป็นตะกร้า ที่ให้เราถอดเข็มขัด กุญแจ กระเป๋าสตางค์ มือถือ ใส่ไว้ในตะกร้า ก่อนที่จะเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะเพื่อเช็คอินขึ้นเครื่องนั่นเอง

ผลงานวิจัยเผย สถานที่ที่สกปรกที่สุดในสนามบิน กลับเป็นที่ที่ไม่มีใครคาดคิด

TSA security bin คือสถานที่ที่สกปรกที่สุดในสนามบิน

ขอบคุณภาพประกอบจาก leeabbamonte.com

ในตะกร้า TSA security bin พบว่ามีเชื้อโรคเยอะกว่าที่นั่งบนโถชักโครกเสียอีก ทำให้ตะกร้าใบนี้อาจกลายเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคชั้นดี และไวรัสที่ตรวจพบใน TSA security bin ก็มีหลากหลาย โดยเชื้อที่ตรวจพบนั้นก็มีตั้งแต่เชื้อหวัดธรรมดาๆ ไปจนถึงเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และการเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวของ TSA security bin พบว่ามีการพบเชื้อโรคใน 10% ของพื้นผิว ในขณะที่พื้นที่อื่นๆ อย่างเช่นราวมือจับ ก็ค้นพบเชื้อโรคในพื้นที่ที่น้อยกว่า ในขณะที่พื้นที่ในห้องน้ำกลับตรวจไม่พบเชื้อโรคแต่อย่างใด (คาดว่าห้องน้ำเป็นพื้นที่ที่ได้รับการทำความสะอาดเป็นอย่างดี ทำให้ไม่พบเชื้อ)

แต่ก็มีเรื่องที่ควรรู้คือ การวิจัยนี้ทำในสนามบินของประเทศฟินแลนด์เพียงแห่งเดียว และสนามบินแต่ละแห่งก็มีรูปแบบที่แตกต่างกัน ก็เป็นไปได้ว่ามันจะสะอาดกว่า หรือสกปรกกว่าสนามบินแห่งนี้ และสาเหตุที่ตะกร้า TSA security bin นั้นจะเป็นสถานที่ที่สกปรกมากที่สุดนั้น ก็เพราะเราคิดว่ามันเป็นสถานที่ที่สะอาด ทำให้ไม่เคยมีการใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคกับมัน ในขณะที่ห้องน้ำ หรือจุดเฝ้าระวังอื่นๆ ที่เราคิดว่าจะมีเชื้อโรคก็ได้รับการทำความสะอาดอยางดี

บทเรียนจากเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า สถานที่ที่ดูว่าปลอดภัยที่สุด กลับกลายเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดนั่นเอง

ดวงอาทิตย์เข้าสู่ “วัฏจักรสุริยะ” รอบใหม่เร็วกว่าที่คาด

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) จุดมืดบนดวงอาทิตย์เกิดจากสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่กักความร้อนเอาไว้ไม่ให้ออกสู่พื้นผิวImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) จุดมืดบนดวงอาทิตย์เกิดจากสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่กักความร้อนเอาไว้ไม่ให้ออกสู่พื้นผิว

ตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบสัญญาณบ่งบอกหลายประการที่ชี้ว่า ดวงอาทิตย์อาจกำลังเข้าสู่รอบการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เรียกว่า “วัฏจักรสุริยะ” (Solar cycle) เร็วกว่าที่คาดกันเอาไว้

ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงล่าสุดของจุดมืดหรือจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sun spot) บ่งชี้ว่าดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบสุริยะน่าจะได้เริ่มการเปลี่ยนผ่านจากรอบวัฏจักรที่ 24 เข้าสู่รอบวัฏจักรที่ 25 ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด

วัฏจักรสุริยะซึ่งกินเวลารอบละ 11 ปีนั้น คือวงจรความเคลื่อนไหวของการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนดวงอาทิตย์ เช่นลมสุริยะ โซลาร์แฟลร์ หรือการปลดปล่อยมวลโคโรนา ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะมีน้อยหรือแทบไม่มีเลยในช่วงเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ ก่อนจะมีความเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางวัฏจักร และค่อย ๆ ลดน้อยลงขณะกำลังจะสิ้นสุดวัฏจักรเดิมและเข้าสู่วัฏจักรใหม่อีกครั้ง

นักดาราศาสตร์เริ่มนับรอบวัฏจักรสุริยะกันมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1755 โดยพบว่าการเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอนี้ จะช่วยให้ทำนายความเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ในรอบวัฏจักรถัดไปได้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพยากรณ์สภาพอากาศบนโลก รวมทั้งการระวังรักษาระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ระบบบอกพิกัดจีพีเอส ระบบจ่ายไฟฟ้า รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างโทรศัพท์และโทรทัศน์วิทยุ ซึ่งเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากการปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์เป็นครั้งคราว

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) การนับจำนวนจุดมืดบนดวงอาทิตย์ช่วยให้คำนวณการเริ่มต้นและสิ้นสุดวัฏจักรสุริยะแต่ละรอบได้Image copyrightNASA/SDO
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) การนับจำนวนจุดมืดบนดวงอาทิตย์ช่วยให้คำนวณการเริ่มต้นและสิ้นสุดวัฏจักรสุริยะแต่ละรอบได้

ความเปลี่ยนแปลงที่บอกได้ชัดว่าดวงอาทิตย์เข้าสู่รอบวัฏจักรใหม่แล้วหรือยังมีอยู่ 2 ประการ คือจำนวนของจุดมืดบนดวงอาทิตย์ที่ลดน้อยลงจนอาจจะไม่มีเลยติดต่อกันหลายวัน และการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ซึ่งก็สามารถสังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงของคู่จุดมืดที่อยู่ในด้านตรงข้ามกันบนดวงอาทิตย์นั่นเอง

ทั้งนี้ จุดมืดบนดวงอาทิตย์ไม่ใช่จุดดับ เพราะยังมีอุณหภูมิสูงถึงราว 3,700 องศาเซลเซียส แต่ปรากฎเป็นจุดมืดเพราะสนามแม่เหล็กความเข้มสูงกักเก็บความร้อนเอาไว้ภายในโดยไม่ปล่อยให้ขึ้นมาสู่พื้นผิว จุดมืดจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางแม่เหล็กไฟฟ้าของดวงอาทิตย์ได้

เมื่อราวเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ดวงอาทิตย์ไม่มีจุดมืดปรากฏเลยเป็นเวลาติดต่อกันถึง 32 วัน แสดงถึงการเข้าสู่ภาวะ Solar minimum ที่ดวงอาทิตย์แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวหรือปะทุพลังงานออกมา ส่วนคู่จุดมืดที่อยู่ในบริเวณ AR 2720 นั้นมีการกลับทิศทางการหมุน ซึ่งแสดงถึงการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กแล้ว ทั้งยังพบจุดมืดเกิดใหม่ที่มีทิศทางการหมุนแบบเดียวกัน แต่ยังไม่เคลื่อนขึ้นไปอยู่ในละติจูดที่สูงพอตามแบบแผนของวัฏจักรใหม่

เดิมคาดกันว่าดวงอาทิตย์จะเริ่มต้นรอบวัฏจักรสุริยะใหม่ในปีหน้า (2019) ซึ่งจะเป็นวัฏจักรที่ 25 โดยสภาพการณ์ของวัฏจักรก่อนหน้านี้ (24) ถือว่าดวงอาทิตย์มีความเคลื่อนไหวในระดับปานกลาง แต่ก็นับว่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับวัฏจักรในช่วง 30 ปีก่อนหน้านั้น

“หยดน้ำสะอาดที่สุดในโลก” ช่วยค้นหาต้นตอคราบโมเลกุลจับติดทุกสรรพสิ่ง

น้ำแข็งที่สะอาดที่สุดในโลก (ซ้าย) ละลายกลายเป็นหยดน้ำ (ขวา)Image copyrightTU WIEN
คำบรรยายภาพน้ำแข็งที่สะอาดที่สุดในโลก (ซ้าย) ละลายกลายเป็นหยดน้ำ (ขวา)

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งกรุงเวียนนา (TU Wien) ของออสเตรีย สร้าง “หยดน้ำสะอาดที่สุดในโลก” ขึ้นในห้องทดลองสุญญากาศ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการไขปัญหาเรื่องคราบโมเลกุลปริศนาที่เกาะติดพื้นผิวของทุกสรรพสิ่ง โดยต้องการทราบว่าเป็นคราบสารเคมีชนิดใดและมีแหล่งกำเนิดจากไหนกันแน่

ศ. อูลริเคอ ดีบอลด์ ผู้นำทีมวิจัยซึ่งตีพิมพ์ผลการทดลองครั้งนี้ลงในวารสาร Science ระบุว่า ไม่มีวัตถุใดที่จะสะอาดปราศจากสิ่งแปดเปื้อนได้อย่างแท้จริง แม้จะผ่านกระบวนการขัดล้างทำความสะอาดอย่างล้ำลึกมามากเพียงใดก็ตาม เพราะทันทีที่วัตถุนั้นสัมผัสกับอากาศ จะเกิดคราบโมเลกุลบาง ๆ จับที่พื้นผิวทันที ซึ่งคราบนี้ทำให้คุณสมบัติของวัสดุต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ไม่ทราบว่าคราบดังกล่าวคือสารเคมีอะไรกันแน่ เนื่องจากขั้นตอนการพิสูจน์ต้องควบคุมให้สภาพแวดล้อมของห้องทดลองมีความสะอาดบริสุทธิ์สูงซึ่งทำได้ยาก งานวิจัยก่อนหน้านี้บางชิ้นคาดว่าคราบโมเลกุลดังกล่าวคือน้ำแข็งชนิดใหม่หรือไม่ก็กรดคาร์บอนิกจากในอากาศ

อย่างไรก็ตาม ศ. ดีบอลด์ ได้ออกแบบวิธีการตรวจสอบใหม่ โดยสร้าง “หยดน้ำสะอาดที่สุดในโลก” ซึ่งไม่เคยสัมผัสกับอากาศมาก่อนขึ้น วิธีนี้ทำได้โดยปล่อยไอน้ำบริสุทธิ์เข้าไปในห้องสุญญากาศ เพื่อให้จับตัวเป็นน้ำแข็งที่ปลายแท่งโลหะอุณหภูมิ -140 องศาเซลเซียส จากนั้นจึงละลายน้ำแข็งให้กลายเป็นของเหลว ซึ่งจะหยดลงบนแผ่นโลหะไทเทเนียมไดออกไซด์ที่วางรองรับอยู่

ผลการตรวจสอบแผ่นโลหะด้วยกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงพบว่า ไม่มีคราบโมเลกุลปริศนาเกิดขึ้น และแม้จะเปลี่ยนจากไอน้ำบริสุทธิ์เป็นไอของน้ำโซดา คราบโมเลกุลก็ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งแสดงว่าคราบนี้ไม่ได้เกิดจากไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ตามที่งานวิจัยชิ้นก่อน ๆ สรุปเอาไว้

แต่เมื่อนำแผ่นโลหะและหยดน้ำที่ทำการทดลองออกมาสัมผัสอากาศภายนอก กลับพบคราบโมเลกุลปริศนาเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งคราวนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นโมเลกุลกรดอินทรีย์ที่พืชผลิตออกมา ได้แก่กรดอะซิติกหรือกรดน้ำส้มรวมทั้งกรดฟอร์มิกหรือกรดมดนั่นเอง ซึ่งกรดเหล่านี้เจือปนอยู่ในอากาศในสัดส่วนที่เจือจางมากเพียงไม่กี่ส่วนในพันล้านส่วนเท่านั้น

ทีมผู้วิจัยบอกว่า ผลการค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีการนำไปใช้งานในวงกว้าง เพื่อสร้างพื้นผิวที่ทำความสะอาดตัวเองได้และใช้เคลือบกระจกเพื่อป้องกันไม่ให้ไอน้ำเกาะ ซึ่งคราบโมเลกุลกรดอินทรีย์ที่พบมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพของวัสดุชนิดนี้และชนิดอื่น ๆ ด้วย

คลื่นความโน้มถ่วงพลังมหาศาลให้กำเนิดหลุมดำได้

ภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกมาจากหลุมดำที่ชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน

คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational waves) ซึ่งตกเป็นข่าวฮือฮาในแวดวงวิทยาศาสตร์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น นอกจากจะเกิดขึ้นเพราะเหตุรุนแรงในจักรวาลอย่างการชนและรวมตัวกันของหลุมดำแล้ว ผลการศึกษาทางทฤษฎีล่าสุดยังชี้ว่า คลื่นความโน้มถ่วงบางชนิดที่มีพลังมหาศาลก็อาจจะให้กำเนิดหลุมดำขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

ศ. ฟรานซ์ พรีทอเรียส จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันของสหรัฐฯ และ ดร. วิลเลียม อีสต์ จากสถาบันเพอริมิเทอร์เพื่อฟิสิกส์ทฤษฎี (PI) ของแคนาดา ร่วมกันเสนอความเป็นไปได้ดังกล่าวในบทความที่เผยแพร่ทางคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุถึงผลการคำนวณของพวกเขาที่ชี้ว่า มีโอกาสที่คลื่นความโน้มถ่วงสองชนิดซึ่งมีหน้าคลื่นแบนราบเหมือนกันจะชนกันเข้า ทำให้เกิดภาวะเอกฐาน (Singularity) ที่มวลมีความหนาแน่นเป็นอนันต์เช่นเดียวกับศูนย์กลางของหลุมดำขึ้นได้

คลื่นความโน้มถ่วงคือการยืดและหดตัวของปริภูมิ-เวลา (Space-time) เนื่องมาจากแรงดึงดูดของวัตถุมวลมหาศาลอย่างหลุมดำหรือดาวนิวตรอนที่โคจรวนรอบกันและกัน ก่อนจะชนและรวมตัวเข้าด้วยกันในที่สุด โดยปลดปล่อยพลังงานมหาศาลเป็นคลื่นความโน้มถ่วงที่แผ่ออกไปในจักรวาลทุกทิศทางเหมือนระลอกคลื่นในน้ำ

แบบจำลองคอมพิวเตอร์แสดงโครงสร้างของคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งแผ่ออกจากคู่ดาวนิวตรอนที่โคจรวนรอบกันและกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่คลื่นความโน้มถ่วงขยายวงกว้างออก จนเกิดจุดที่หน้าคลื่นมีความโค้งเหลือน้อยเสมือนกับเป็นคลื่นของเส้นตรงที่ขนานกันแล้ว หากคลื่นชนิดนี้ปะทะเข้ากับคลื่นความโน้มถ่วงอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า Plane-fronted wave ในช่วงเวลาที่เหมาะสมซึ่งมีพลังงานมหาศาลแฝงอยู่ด้วย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การที่ปริภูมิ-เวลาเข้าห่อหุ้มภาวะเอกฐานเอาไว้ ซึ่งก็คือกำเนิดของหลุมดำนั่นเอง

แม้ปรากฏการณ์นี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่หากเกิดขึ้นในห้วงอวกาศส่วนที่ใกล้กับโลกของเราแล้วก็จัดว่าน่ากังวลไม่น้อย เพราะหลุมดำที่เกิดขึ้นจะมีพลังทำลายล้างโลกและดวงดาวต่าง ๆ ได้อย่างราบคาบ

ส่วนกรณีที่จะมีผู้นำหลักการนี้มาใช้ เพื่อทดลองสร้างหลุมดำขนาดจิ๋วสำหรับการศึกษาทางฟิสิกส์บนโลกนั้น ทีมผู้ทำการวิจัยบอกว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะสามารถหาพลังงานมหาศาลมาใช้สร้างหลุมดำด้วยวิธีการนี้

มลพิษทางอากาศอาจทำลายสติปัญญา

China is a developing country with severe air pollution in its cities

งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ทำขึ้นในประเทศจีนพบหลักฐานบ่งชี้ว่ามลพิษทางอากาศอาจสร้างความเสียหายต่อประสิทธิภาพด้านการคิดและสติปัญญาของคนเรา

ผลการศึกษาชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences โดยเป็นการศึกษาร่วมกันระหว่างทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งของจีน และมหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐฯ ซึ่งทำการประเมินทักษะด้านคณิตศาสตร์และทักษะด้านการพูดของอาสาสมัครในจีนอายุ 10 ปีขึ้นไปจำนวน 20,000 คน เป็นระยะเวลา 4 ปี (ระหว่างปี 2010-2014)

นอกจากการประเมินดังกล่าว นักวิจัยได้วัดระดับสารมลพิษทางอากาศ ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ไนโตรเจนไดออกไซด์ และฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ในบริเวณที่กลุ่มอาสาสมัครอาศัยอยู่ด้วย และพบว่ามลพิษทางอากาศอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพด้านการคิดและสติปัญญาของอาสาสมัคร โดยพบว่ายิ่งอายุมากขึ้นเท่าใดก็จะส่งผลเสียต่อทักษะด้านการพูดมากขึ้นเท่านั้น และส่งผลเสียต่อชายที่มีการศึกษาต่ำมากที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้มักเป็นผู้ใช้แรงงานที่ต้องทำงานกลางแจ้งและสัมผัสกับมลพิษทางอากาศเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบว่า มลพิษทางอากาศจะเพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคความเสื่อมถอยต่าง ๆ (Degenerative disease) เช่น โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อม ด้วย

ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดสอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้านี้ที่พบหลักฐานว่ามลพิษทางอากาศส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในการคิดและสติปัญญาของนักเรียน

อย่างไรก็ตาม แม้การศึกษาครั้งนี้จะพบความสัมพันธ์กันระหว่างมลพิษทางอากาศกับผู้ที่ได้คะแนนทดสอบด้านสติปัญญาต่ำ แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้ และยังไม่ชัดเจนว่าสารมลพิษทั้ง 3 ชนิดนี้ส่งผลเสียได้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยเชื่อว่าผลการศึกษาที่ได้ครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับคนทั้งโลก เพราะมีข้อมูลที่ระบุว่า กว่า 80% ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองกำลังหายใจเอามลพิษทางอากาศในระดับที่เป็นอันตรายเข้าไป

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกชี้ว่า มลพิษทางอากาศหรือที่หลายคนเรียกว่าเพชฌฆาตที่มองไม่เห็นนั้น ทำให้แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 7 ล้านคน ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า สารมลพิษสามารถส่งผลโดยตรงต่อสารเคมีในสมอง ยกตัวอย่างเช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถนำสารพิษผ่านช่องทางต่าง ๆ ในร่างกายเข้าไปยังสมองได้โดยตรง นอกจากนี้มลพิษยังอาจส่งผลกระทบทางด้านจิตใจได้ เช่น เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า

แผนภาพแสดงระดับมลพิษทางอากาศทั่วโลก

สถิติเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศทั่วโลก – ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก

  • แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับมลพิษทางอากาศราว 7 ล้านคน
  • เมื่อปี 2016 มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศราว 4.2 ล้านคนทั่วโลก
  • 91% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในเขตที่คุณภาพอากาศเลวร้ายกว่าเกณฑ์ปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้
  • 14 เมืองของอินเดียถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 20 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศรุนแรงที่สุดในโลก โดยเมืองคานปูร์ ทางภาคเหนือของอินเดียถูกจัดให้อยู่ในอันดับแรก
  • 9 ใน 10 ของประชากรโลกหายใจเอาอากาศที่เป็นมลพิษเข้าไปในร่างกาย

ญี่ปุ่นจะทดลองใช้หุ่นยนต์ AI ในโรงเรียน 500 แห่ง เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษให้เด็กๆ

กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น วางแผนจะนำหุ่นยนต์ AI ที่พูดภาษาอังกฤษเข้ามาใช้ในโรงเรียนต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของเด็กๆ ให้ดีขึ้น เนื่องจากเด็กนักเรียนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยเก่งด้านการเขียน หรือพูดภาษาอังกฤษเท่าไหร่นัก

ญี่ปุ่นจะทดลองใช้หุ่นยนต์ AI ในโรงเรียน 500 แห่ง เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษให้เด็กๆ

โดยการนำหุ่นยนต์มาใช้ในหลักสูตรจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะเหล่านี้ และคาดว่าจะจัดสรรได้ครบทุกโรงเรียนภายใน 2 ปี ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ ของญี่ปุ่น จะเริ่มทดลองใช้กับโรงเรียน 500 แห่ง ทั่วประเทศ ในเดือนเมษายนปีหน้า นอกจากนี้ ก็จะจัดทำแอพพลิเคชั่นด้านการศึกษา รวมถึงจัดช่วงเวลาให้นักเรียนได้สนทนาออนไลน์กับเจ้าของภาษาชาวอังกฤษด้วย ซึ่งเวลานี้ มีโรงเรียนบางแห่งได้นำหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนี้มาใช้ในห้องเรียนด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยให้นักเรียนสนุกกับการฝึกทักษะด้านการสนทนา และออกเสียงภาษาอังกฤษ

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน กระทรวงศึกษาฯ ของญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับแรงกดดันในการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษให้กับครูโรงเรียนประถมศึกษาต่างๆ อีกทั้งยังประสบปัญหาไม่มีเงินทุนมากพอในการจ้างครูเจ้าของภาษามาสอนภาษาอังกฤษได้ครบทุกโรงเรียนด้วย