คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-4 ณัฐกานต์ ทองสุทธิ์ ภาคภูมิ เงินสมบัติ ณัฐพจน์ จันทร์รอ

พบ “อกไก่-ตับไก่” มีสารตกค้างยาปฏิชีวนะ

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดผลตรวจ อกไก่ เครื่องในไก่ ตับไก่ พบมีการตกค้างยาปฏิชีวนะ 26 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 62 ตัวอย่าง ซึ่งถ้ารับประทานในปริมาณที่มากอาจะทำให้เกิดการดื้อยาหรือแพ้ยาได้

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ทำการสุ่มทดสอบการ อกไก่ เครื่องในไก่ ตับไก่. ทั้งหมด 62 ตัวอย่าง ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากห้างสรรพสินค้า ตลาดสด และห้างออนไลน์ ระหว่างวันที่ 9-15 มิถุนายน 2561 เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนของยาปฏีชีวนะ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฟลุออโรควิโนโลน คือ เอนโรฟลอคซาซิน / กลุ่มเตตราไซคลิน คือ ด็อกซีไซคลิน และกลุ่มเบต้า-แลคแทม คือ อะม็อกซีซิลลิน

พบการตกค้างของยาปฏิชีวนะ 26 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 41.93 // พบตกมาตรฐานการใช้ยาปฏิชีวนะ จำนวน 5 ตัวอย่าง ในยาเอนโรฟลอคซาซิน เนื่องจากเป็นยานอกเหนือบัญชีแนบท้ายประกาศ ซึ่ง อย. อนุญาตให้ใช้ยานี้ได้แต่ต้องไม่พบการตกค้างของยานี้ โดยมีความผิดตามมาตรา 60 โทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ของพรบ.อาหาร พ.ศ.2522 ส่วนของยาด็อกซีไซคลิน พบ 21 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 33.87 ส่วนอีก 36 ตัวอย่างไม่พบยาปฏิชีวนะทั้งสามกลุ่ม.

ขณะที่ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) บอกว่า ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในสัตว์ มีอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์คือ การดื้อยา แพ้ยา และอาการไม่พึ่งประสงค์ โดย อันตรายจากยากลุ่มแรก ด็อกซีไซคลิน จะทำให้ฟันมีสีคล้ำ สามารถพบเห็นในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ / มีอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร และมีผื่นคันบริเวณผิวหนัง.

กลุ่ม 2 อันตรายจาก เอนโรฟลอคซาซิน จะทำให้มีอาการอาเจียน ท้องเสียในบางรายที่ใช้ยาตัวนี้สูงกว่าบนาดที่แนะนำ 10 เท่า ทำให้กระดูกอ่อนตามข้อต่างๆเกิดความเสียหายจากผลของยา

กลุ่ม 3 อะม็อกซีซิลลิน จะทำให้เกิดผื่นคัน ลมพิษ มีอาการหอบหืด

นอกจากนี้ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเสนอว่า ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต้องปรับปรุงมาตรฐานการตกค้างให้ยอมรับได้น้อยที่สุด และต้องเข้มงวดและติดตามการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ให้ตกค้างเกินกำหนดเพราะ ส่วนมากตอนนี่ยังมีฟาร์มเลี้ยงไก่ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโต และ รักษาโรคของไก่ในปริมาณที่มาก ส่วนที่นำไปประกอบอาหารแล้วจะส่งผลต่อผู้บริโภคหรือไม่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

แยกโมเลกุลน้ำเป็นอากาศและเชื้อเพลิงในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้แล้ว

145

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1888588851205925

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถเดินทางสู่ห้วงอวกาศลึกเป็นเวลานานหลายปีได้นั้น คือการที่มีอากาศหายใจและพลังงานสำหรับยานอวกาศสะสมไว้ไม่เพียงพอ แต่เรื่องนี้จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป เพราะมีการค้นพบวิธีใหม่ที่ช่วยแยกโมเลกุลน้ำให้กลายเป็นก๊าซออกซิเจนและเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในอวกาศได้แล้ว

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Caltech) และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าใช้สารกึ่งตัวนำหรือเซมิคอนดักเตอร์ที่แช่อยู่ในน้ำ ดูดซับโฟตอนหรืออนุภาคของแสงจากดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ยานอวกาศ จนทำให้เกิดการแยกสลายโมเลกุลน้ำในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้

วิธีการดังกล่าวเรียกว่า “โฟโตคะตะลิสต์” (Photo catalysts ) หรือการใช้แสงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา โดยพลังงานจากโฟตอนจะทำให้อิเล็กตรอนในสารกึ่งตัวนำกระโดดออกและเกิดช่องว่างในอะตอม อิเล็กตรอนอิสระที่หลุดออกมาจะทำปฏิกิริยากับโปรตอนของน้ำจนเกิดเป็นไฮโดรเจน ส่วนช่องว่างในอะตอมของสารกึ่งตัวนำจะรับเอาอิเล็กตรอนจากน้ำเข้าไป จนทำให้เกิดโปรตอนบางส่วนและออกซิเจนขึ้น

_102560718_458844452-594x594

ทีมผู้วิจัยทำการทดลองตกอิสระ โดยปล่อยอุปกรณ์แยกโมเลกุลน้ำด้วยโฟโตคะตะลิสต์ลงมาจากหอสูง 120 เมตร ซึ่งการตกลงมาด้วยความเร่งจะทำให้เกิดภาวะไร้แรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับในห้วงอวกาศ แต่ปฏิกิริยาที่ใช้แสงแยกโมเลกุลน้ำนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นได้

แม้ก่อนหน้านี้เราจะสามารถแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolysis) ได้มานานแล้ว แต่วิธีดังกล่าวยังไม่เหมาะต่อการใช้ผลิตพลังงานและอากาศหายใจในปริมาณมากแม้บนพื้นโลก เนื่องจากต้องมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่รองรับ แต่วิธีโฟโตคะตะลิสต์ใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบากว่ากันมาก

ทีมผู้วิจัยยังบอกว่า วิธีแยกโมเลกุลน้ำด้วยโฟโตคะตะลิสต์ยังสามารถทำย้อนกลับได้ โดยอาจนำไฮโดรเจนและออกซิเจนที่เหลือใช้มารวมกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดพลังงานสำหรับเซลล์เชื้อเพลิงและน้ำที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

AI สามารถลอกเลียนแบบเสียงคนได้แล้ว แถมเหมือนจนเจ้าของเสียงตัวจริงจับไม่ได้

 

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวล้ำไปถึงขั้นที่สามารถโคลนนิ่งเสียงคนได้แล้ว เมื่อ Lyrebird บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI ของแคนาดา มีเป้าหมายที่จะทำเสียงเทียมที่สมจริงที่สุดในโลกให้ได้

ทั้งนี้ จากการทดลองอัดเสียง Ashlee Vance ผู้สื่อข่าวของ Bloomberg พบว่า AI สามารถโคลนเสียงได้ภายในเวลาไม่กี่นาที และเสียงของ  AI ก็เหมือนกับเสียงจริงของ Vance มาก แม้กระทั่งคุณแม่ของเขาก็จับไม่ได้ว่ากำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับคอมพิวเตอร์แทนที่จะเป็นลูกชายของตัวเอง

ดยที่ผ่านมา เทคโนโลยีการโคลนนิ่งเสียงของ Lyrebird ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการช่วยผู้คน ซึ่งรวมถึง Pat Quinn ผู้ก่อตั้งโครงการ Ice Bucket Challenge ที่ต้องทุกข์ทรมานจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง(ALS) หรือโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม จนในที่สุดก็ไม่สามารถพูดได้ แต่ Lyrebird ทำให้เขาสามารถใช้เสียงตัวเองสื่อสารได้อีกครั้ง จากการนำคลิปวีดีโอเก่าๆ ที่ Quinn เคยกล่าวสุนทรพจน์มาโคลนเสียงของเขา เพื่อนำมาใช้แทนวิธีการเดิมที่เขาพิมพ์ข้อความ และเป็นเสียงหุ่นยนต์พูด

อย่างไรก็ตาม การโคลนนิ่งเสียงอาจกลายเป็นดาบสองคมได้หากถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และอาจเพิ่มโอกาสให้เกิดการทำร้ายกันผ่านช่องทาง Digital ได้จากการที่โคลนเสียงของคนอื่นเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด แต่ Jose Sotelo ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Lyrebird ระบุชัดเจนว่าบริษัทต้องการให้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ในเชิงบวก จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องมารู้สึกกลัวหรือเป็นกังวล แต่ควรจะระมัดระวังในการใช้มันมากกว่า

 

ที่มา : www.cnet.com

หมดปัญหาตกเครื่อง! เมื่อมีรถไฟบินได้ที่คอยวิ่งรับผู้โดยสารขึ้นเครื่องจากสถานีใกล้บ้าน

13985_180713003938BC

 

ในอนาคต เราอาจจะเดินทางไปสนามบินได้สะดวกมากขึ้นโดยไม่ต้องกลัวตกเครื่อง เมื่อล่าสุด Akka Technologies บริษัทผู้ประกอบการด้านวิศวกรรมจากฝรั่งเศส ออกแบบเครื่องบินให้สามารถแปลงเป็นรถไฟและไปรับผู้โดยสารได้จากสถานีใกล้บ้าน

โดย “Link & Fly” คือแนวคิดในการออกแบบเครื่องบินเรือธงรุ่นใหม่ของ Akka ที่สามารถถอดปีกเครื่องบินออกได้ เพื่อช่วยให้การจราจรที่สนามบินคล่องตัวขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ขึ้นเครื่องได้ง่ายขึ้น และยังอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถขึ้นเครื่องได้ใกล้บ้านมากขึ้นด้วย

Maurice Ricci ซีอีโอของ Akka เผยว่า จากคอนเซปต์ “รถไฟบินได้” ดังกล่าวของ Akka จะทำให้ผู้โดยสารสามารถขึ้นเครื่องบินที่มีลักษณะคล้ายกับรถไฟใต้ดินจากสถานีใกล้บ้านได้ ซึ่งจะมีการสแกนม่านตาของผู้โดยสารเพื่อความปลอดภัยในระหว่างที่นั่งมายังสนามบินด้วย โดยปีกของเครื่องบินจะถูกติดตั้งกับพอดเมื่อจะเทคออฟหรือขึ้นบิน ซึ่งเวลานี้มีลูกค้าในเอเชียที่แสดงความสนใจเข้ามาหลายบริษัท แต่ Ricci ไม่ได้ระบุว่าเป็นบริษัทใด

อย่างไรก็ตาม Link & Fly จะใช้สำหรับเที่ยวบินระยะสั้น ที่รองรับผู้โดยสารได้เพียง 162 คนเท่านั้น รวมถึงสามารถเอาที่นั่งออกได้ในกรณีที่ใช้สำหรับบรรทุกหรือขนส่งสินค้า และด้วยลักษณะของปีกที่สามารถถอดออกได้ ทำให้ต้องวางเครื่องยนต์ไว้ด้านบนของปีก ซึ่งระยะห่างระหว่างปีกทั้งสองข้างอยู่ที่ 49 เมตร ขณะที่ปีกมีความยาว 34 เมตร และสูง 8 เมตร โดย Ricci กล่าวว่า “เครื่องบินจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น, ลดมลพิษให้น้อยลง และมีเสียงที่ดังน้อยลง ซึ่งบทบาทของบริษัทก็คือการชี้ให้ลูกค้าได้เห็นถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต”

ที่มา : www.afr.com

วัคซีน HIV มีแววพัฒนาสำเร็จหลังทดสอบในมนุษย์แล้วผลลัพธ์ค่อนข้างดี

109

งานนี้เกิดมาจากเหล่านักวิทยาศาสตร์ในรั้วของมหาวิทยาลัย Harvard ร่วมกันคิดค้น และเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ในครั้งนี้ โดยผลงานที่พวกเขาประสบความสำเร็จในครั้งนี้ก็คือการทดสอบวัคซีนที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของมนุษย์เพื่อต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์อย่าง HIV นั่นเอง

ซึ่งครั้งนี้เป็นการทดสอบในมนุษย์ และผลที่ได้ก็คือทุกคนในการทดสอบที่ได้รับวัคซีนนั้นมีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่สามารถต่อต้านกับเชื้อ HIV ได้ดีขึ้น และกว่าร้อยละ 80 มีการตอบสนองที่สูงขึ้นด้วย13948_18070819181471_250219

อกจากนี้นักวิจัยยังพบว่าวัคซีนตัวเดียวกันสามารถปกป้องลิงที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับมนุษย์จากไวรัสโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องของมนุษย์ถึงร้อยละ 67 เลยทีเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันอาจจะมีผลต่อเชื้อ HIV ได้เช่นเดียวกัน แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้วัคซีนตัวนี้ได้รับการรับรองว่ามีประสิทธิภาพ 100% มันเป็นแค่การทำให้มั่นใจได้มากขึ้นว่า เมื่อการทดสอบกับลิงที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับมนุษย์แล้วมีผลออกมาเป็นที่น่าพอใจก็น่าจะมีแนวโน้มที่จะนำวัคซีนนี้มาใช้ป้องกันการติดเชื้อกับมนุษย์ได้ และขั้นตอนต่อไปก็คือการนำวัคซีนนี้ไปทดสอบกับผู้หญิงในแอฟริกาใต้กว่า 2,600 คนที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV นั่นเอง

และวัคซีนตัวนี้ก็ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์เหมือนที่ผ่านมาที่มุ่งเน้นจะรักษาเพียง HIV เท่านั้นแต่วัคซีนตัวนี้จะเป็นการผสมผสานเพื่อให้สามารถเป็นยารักษาโรคที่เป็น Universal Drug ได้

แม้ว่านี่อาจจะไม่ใช่คำตอบที่สามารถแก้ปัญหา HIV ได้อย่างแท้จริงแต่ก็คาดว่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่จะพาวงการแพทย์ไปสู่สิ่งที่รอคอยกันมานานนั่นก็คือการป้องกันและรักษา HIV ให้หายขาดได้นั่นเอง

 

ที่มา : www.engadget.com , www.spillednews.com , www.sciencealert.com

คนกลัวเข็มได้เฮ! นักวิจัยออกแบบเข็มฉีดยาที่ฉีดแล้วไม่เจ็บ เลียนแบบจะงอยปากของยุง

ในอนาคตอาจจะมีข่าวดีสำหรับคนที่กลัวเข็มฉีดยาให้ได้สบายใจกันแล้ว เมื่อทีมนักวิจัยจาก Ohio State University ของสหรัฐอเมริกา ได้แรงบันดาลใจจากยุง ในการหาวิธีออกแบบเข็มฉีดยาขนาดเล็กที่ฉีดแล้วไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ เหมือนตอนที่ยุงใช้จะงอยปากของมันเจาะเข้าไปในผิวหนังโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือไม่รู้สึกเจ็บนั่นเอง

ทั้งนี้ จากงานวิจัยที่เคยมีมา พบว่ายุงมี 3 วิธีการที่ทำให้คนไม่เจ็บเวลาโดนดูดเลือด นั่นคือ การหลั่งน้ำลายที่ประกอบด้วยโปรตีนชนิดหนึ่งออกมาเพื่อให้ผิวหนังเกิดอาการชา, การสั่นของจะงอยปากยุงเพื่อลดแรงเจาะในขณะที่แทงเข้าไปในผิวหนัง และสุดท้ายคือส่วนของจะงอยปากที่มีลักษณะเป็นหยักเหมือนฟันเลื่อย ช่วยให้เจาะลงไปในผิวหนังได้ง่ายขึ้น ซึ่งอันที่จริง เคยมีการพัฒนาเข็มฉีดยาที่เลียนแบบลักษณะฟันเลื่อยของยุงออกมาแล้วก่อนหน้านี้ 203

 

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1868397569891720

แต่ล่าสุด จากการตรวจสอบจะงอยปากของยุงเพศเมีย พันธุ์ Aedes vexan (พบได้มากสุดในทวีปอเมริกาเหนือ) ทีมนักวิจัยของ Ohio State University พบว่ายุงยังมีอีกวิธีการหนึ่งที่ไม่ทำให้เรารู้สึกเจ็บ นั่นคือ จะงอยปากของมันมีความแข็ง และอ่อนนุ่มแตกต่างกันไป โดยส่วนที่หุ้มจะงอยปากเอาไว้นั้นจะนุ่มกว่าส่วนปลายสุดของปาก ทำให้เมื่อเจาะลงไปบนผิวหนังจะช่วยลดแรงเจาะได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยให้รู้สึกเจ็บน้อยลง และเมื่อนำวิธีการทั้งหมดนี้มารวมกัน ทำให้ยุงใช้แรงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นในการเจาะผิวหนังของคนเพื่อเข้าไปดูดเลือด

โดย Bharat Bhushan นักวิจัยจาก Ohio State University ระบุว่าวิธีการดูดเลือดของยุงทั้งหมดนี้สามารถนำมารวมเข้าไว้ด้วยกันในเข็มขนาดเล็กที่จะผลิตขึ้นมาได้ ซึ่งอาจจะเป็นการรวมเข็ม 2 แบบไว้ด้วยกัน โดยเข็มเล่มหนึ่งจะฉีดสารที่ทำให้รู้สึกชา (คล้ายกับการปล่อยน้ำลายของยุง) ขณะที่เข็มอีกเล่มจะใช้เพื่อดูดเลือดหรือฉีดยาเข้าไปในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม เข็มดังกล่าวอาจไม่สามารถนำมาใช้ได้ในทุกกรณี แต่น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการใช้กับเด็กหรือคนที่กลัวเข็มฉีดยา ซึ่ง Bhushan ระบุว่าเวลานี้ทีมวิจัยมีทั้งเครื่องมือและวิธีการที่จะผลิตเข็มดังกล่าวแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการระดมทุนสนับสนุนเพื่อผลิตเข็มฉีดยานี้ออกมา และทดลองใช้งานว่าจะได้ผลหรือไม่

ที่มา : newatlas.com

นักวิจัยพัฒนาหุ่นยนต์ดับเพลิง DragonFireFighter ได้แรงบันดาลใจจากการเชิดมังกร

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1856818401049637

A4

ทีมนักวิจัยจาก Tohoku University และ Hachinohe College ของญี่ปุ่น ร่วมกันพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถดับไฟได้ในพื้นที่ที่นักดับเพลิงเข้าถึงได้ยากเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ไม่ว่าจะเป็นช่องหลืบที่อยู่ในโครงสร้างอาคาร หรือหน้าต่างที่อยู่ในอาคารชั้นสูงๆ

ทั้งนี้ หุ่นยนต์ดับเพลิง “DragonFireFighter” ที่ทีมวิจัยนำไปแสดงในงาน International Conference on Robotics and Automation ที่ออสเตรเลีย เมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้แรงบันดาลใจมาจากการเชิดมังกรในงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน โดยอาศัยการฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อยกสายดับเพลิงขึ้นจากพื้น และลอยเข้าไปดับไฟ  ซึ่งตราบใดที่มีน้ำมากพอ ก็สามารถลอยตัวได้สูงมากเท่าที่ต้องการ

สำหรับวิธีการดังกล่าวใช้หลักการคล้ายๆ กับการปล่อยจรวดขึ้นสู่อากาศที่หัวฉีดสามารถบังคับทิศทางได้ตามที่ต้องการ และแต่ละโมดูลก็สามารถแยกกันทำงานได้  ซึ่งโมดูลที่อยู่ส่วนหัวของหุ่นยนต์จะทำให้น้ำที่ถูกฉีดออกมามีความแม่นยำมากขึ้น รวมถึงเป็นหัวฉีดหลักในการดับเพลิงด้วย

ดยหุ่นยนต์ต้นแบบที่เห็นในวีดีโอนั้น มีความยาวของสายดับเพลิงอยู่ที่ 3 เมตร แต่ทีมวิจัยวางแผนที่จะเพิ่มความยาวให้ได้ถึง 20 เมตร และจะทำให้สามารถติดตั้งเข้ากับส่วนบนของรถบรรทุกดับเพลิงได้ด้วย ซึ่งทีมวิจัยตั้งเป้าไว้ด้วยว่าจะร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตเพื่อทำให้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมานี้สามารถใช้งานได้จริงในอนาคต
ที่มา : www.dailymail.co.uk , www.asahi.com

เทคโนโลยีล้ำไปอีกขั้น Google AI สามารถคาดการณ์เวลาเสียชีวิตของผู้ป่วยได้

A2

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1857508887647255

จากรายงานของ Bloomberg รายงานว่า Google ได้มีอัลกอริทึ่มแบบใหม่ที่สามารถคัดกรองรายงานสุขภาพของผู้ป่วย ซึ่งใช้เทคโนโลยีของ AI คาดการณ์ระยะเวลาการเสียชีวิต นอกจากนี้เครื่องมือนี้ยังสามารถคาดการณ์อาการและโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย

จากสถานการณ์หนึ่ง ผู้ป่วยหญิงเป็นโรคมะเร็ง คุณหมอประเมินว่าเธอมีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 9.3  ในช่วงนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล  Bloomberg รายงานว่าระบบ AI ของ Google ได้ประเมินว่าที่มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตถึง 19.9 เปอร์เซ็นต์ทั้งนี้ในไม่กี่วันต่อมาเธอก็เสียชีวิตจริงๆ

ในหลายบริษัทพยายามที่จะใช้เทคโนโลยี AI เพื่อแก้ปัญหาด้านการดูแลสุขภาพ จึงเห็นได้ว่าการวิเคราะห์ของ AI ครั้งนี้ได้มีมูลค่ามหาศาลมาก ซึ่ง Google AI มีประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล ใช้ข้อมูลเรียนรู้และปรับปรุงการวิเคราะห์ต่างๆ

โดยข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ระบบ AI ของ Google สามารถคาดการณ์ผลการรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก รวมถึงประเมินระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องอยู่ในโรงพยาบาล ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะต้องกลับมานอนโรงพยาบาลอีกครั้ง รวมถึงประเมินโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

Google AI จะเรียกค้นข้อมูลและบันทึกย่อลงในไฟล์ PDF หรือเขียนในรายงานแผนภูมิเพื่อคาดการณ์และกำหนดปัจจัยต่างๆ ซึ่งช่วยในการวินิจฉัยของแพทย์ การคาดการณ์ระยะเวลาการเสียชีวิตเป็นที่กังวลของหลายคนว่า AI อาจควบคุมการทำงานมากเกินไปหรือเปล่า หรือขัดกับด้านจริยธรรมของผู้ใช้งานหรือไม่? ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลจึงควรพยายามจัดสรรให้ผู้ป่วยเป็นคนเลือกเองว่าจะใช้ AI วิเคราะห์ให้หรือไม่

จากรายงานพบว่าระบบ Google AI ประเมินประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย ได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าวิธีการอื่นๆ  ซึ่งในที่สุด Google ก็สามารถใช้เทคโนโลยี AI ที่วินิจฉัยอาการและโรคของผู้ป่วยได้แล้ว

นักบินอวกาศหญิง NASA เผยสิ่งที่คนอยากรู้ ถ่ายของเสียอย่างไรเวลาอยู่บนอวกาศ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1857521840979293

A3

Peggy Whitson นักบินอวกาศหญิงของ NASA (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา) ที่เพิ่งกลับมาสู่พื้นโลก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ออกมาเผยถึงเรื่องที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับการเข้าห้องน้ำในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ระหว่างที่ปฏิบัติภารกิจอยู่บนอวกาศนานถึง 665 วัน ซึ่งเป็นสถิติการอยู่บนอวกาศแบบต่อเนื่องที่นานที่สุด ณ ปัจจุบัน

Whitson เผยผ่านเว็บไซต์ Business Insider ว่าตอนที่อยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) นักบินอวกาศปัสสาวะด้วยวิธีการที่ค่อนข้างง่าย ด้วยการปัสสาวะลงไปในท่อที่ส่วนบนจะเป็นกรวยไว้สำหรับรองรับของเหลว โดยจะมีพัดลมช่วยดูดปัสสาวะลงไปในท่อก่อนที่จะลอยออกมา ซึ่งหลังจากผ่านไป 8 วัน ปัสสาวะที่ถ่ายออกมาส่วนใหญ่ 80-85 เปอร์เซ็นต์ จะถูกแปรสภาพให้กลับมาเป็นน้ำดื่มสำหรับนักบินอวกาศต่อไป

แต่สำหรับการถ่ายของเสียที่เป็นอุจจาระนั้น Whitson เล่าว่าเป็นภารกิจที่ท้าทายกว่า เพราะจะต้องพยายามถ่ายอุจจาระให้ลงในรูเล็กๆ บนกระป๋องสีเงินในห้องน้ำบนสถานีอวกาศนานาชาติ ที่รัสเซียสร้างขึ้นด้วยงบประมาณ 19,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 6 แสนบาท จากนั้นพัดลมจะดูดของเสียลงไปในถุงพลาสติก

หลังจากที่เสร็จภารกิจดังกล่าวแล้ว ก็จะต้องปิดปากถุงให้สนิท  ซึ่งหากว่าถุงใส่อุจจาระเริ่มจะเต็ม เธอก็ต้องใส่ถุงมือเพื่อกดมันลงไปให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่หากว่ามีอะไรผิดพลาดในกระบวนการเหล่านี้ หรือว่าห้องน้ำทำงานผิดปกติขึ้นมา ก็เป็นหน้าที่ของนักบินอวกาศที่จะต้องไล่จับของเสียที่ลอยออกมา แต่สุดท้ายแล้ว ของเสียทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปอยู่บนยานอวกาศ รวมกับขยะอื่นๆ บน ISS ก่อนจะส่งกลับมาสู่ชั้นบรรยากาศโลกเพื่อกำจัดต่อไป

ส่วนใครที่ยังนึกภาพไม่ออกว่าห้องน้ำบน ISS จะใช้งานจริงๆ ได้อย่างไร ลองหาคำตอบกันได้จากคำอธิบายวิธีการใช้งานโดย Samantha Cristoforetti นักบินอวกาศหญิงชาวอิตาเลียนในคลิปวีดีโอข้างล่างนี้