คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-3 อมรา อมรึก นางสาว ณัฐมล ไม้ฝา

Chrome Beta เวอร์ชั่นล่าสุดรองรับสแกนนิ้วทั้งบน Android และ Mac แล้ว

14552_180917163334Zs

คลิก facebook

Google Chrome Beta เวอร์ชั่นล่าสุดนั้นได้เพิ่มการอัพเดตครั้งสำคัญเข้ามาในเบราว์เซอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นก็คือการสนับสนุนการใช้งาน Fingerprint สำหรับ Chrome บนอุปกรณ์ Android และ Mac OS นั่นเอง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักพัฒนาได้นำข้อมูล Biometric (ข้อมูลทางชีวภาพ) มาเสริมระบบรักษาความปลอดภัยให้กับการใช้งาน Chrome ได้

14552_180915185409O3_250219

โดยการอัพเดตในครั้งนี้จะช่วยให้ Chrome นั้นสามารถที่จะนำเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนอุปกรณ์ Android และเซ็นเซอร์ Touch ID บน MacBook Pro มาใช้งานร่วมกับเบราว์เซอร์ได้นั่นเอง แต่ในตอนนี้ยังไม่ได้มีข้อมูลออกมาว่า Chrome นั้นจะสามารถใช้งานกับรูปแบบอื่นๆ อย่างตัวสแกนลายนิ้วมือ Windows Hello หรือ Touch ID บนอุปกรณ์ iOS รุ่นก่อนหน้านี้ได้บ้างหรือไม่ แต่คาดว่าอีกไม่นานเราน่าจะได้ทราบกันแล้วว่าทาง Google จะออกมาอัพเดตอย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ Chrome 70 Beta นั้นยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนั่นก็คือการรองรับ Web Bluetooth บน Windows 10 ซึ่งเพิ่มความสามารถให้ Chrome นั้นสามารถที่จะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่เปิด Bluetooth ในบริเวณใกล้เคียงได้นั่นเอง (ซึ่งใน Chrome เวอร์ชั่นอื่นๆ มีฟีเจอร์นี้อยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว)

แถมทาง Google ยังคงเปิดตัว API ซึ่งเป็นระบบที่จะทำให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถที่จะระบุใบหน้า บาร์โค้ด ข้อความในภาพ รวมถึงการสแกน QR Code ได้นั่นเอง

และปิดท้ายที่ในตอนนี้ Chrome สามารถออกจากโหมด Full Screen ได้แบบอัตโนมัติเมื่อมีหน้าต่างป๊อปอัพ เมื่อมีหน้าต่าง การระบุตัวตน การยืนยันเพื่อทำการจ่ายเงิน หรือเมื่อมีหน้าต่างเลือกไฟล์โผล่ขึ้นมา ทำให้เหล่าผู้ใช้งานสามารถดำเนินการกับสิ่งต่างๆ ที่เด้งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วขึ้น
ที่มา : www.theverge.com

ไขปริศนาน้ำยาอาบศพ “สูตรต้นตำรับ” ของมัมมี่อียิปต์โบราณ

 

การทำมัมมี่เพื่อรักษาศพคนตายในอียิปต์มีมานานกว่าที่เคยคาดกันไว้กว่าหนึ่งพันปี

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1941419905922819

เส้นใยจากผ้าที่ใช้ห่อมัมมี่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ร่างหนึ่ง ถูกนำมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมี จนได้ค้นพบ “สูตรต้นตำรับ” ของน้ำยาอาบศพแบบอียิปต์โบราณที่ใช้สืบต่อกันมานานถึง 4,000 ปี เพื่อรักษาสภาพศพให้สมบูรณ์สำหรับชีวิตหลังความตาย ตามความเชื่อทางศาสนาในยุคนั้น

ทีมนักโบราณคดีจากสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ร่วมกันตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสารวิทยาการโบราณคดี ( Journal of Archaeological Science ) โดยระบุว่าการวิเคราะห์เส้นใยผ้าที่ซึมซับน้ำยาอาบศพสูตรเก่าแก่นี้เอาไว้ ทำให้ทราบถึงองค์ประกอบของวัตถุดิบที่มาจากพืชหลายชนิดในน้ำยาดังกล่าว

มีการตรวจสอบมัมมี่ร่างหนึ่งซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่เมืองตูรินของอิตาลี โดยคาดว่ามัมมี่นี้เป็นชายวัย 20-30 ปี และน่าจะเสียชีวิตลงเมื่อราว 3,700 ปีก่อนคริสตกาล ทีมผู้วิจัยระบุว่ามัมมี่นี้ยังไม่เคยผ่านกระบวนการช่วยอนุรักษ์วัตถุโบราณใด ๆ มาก่อน จึงอยู่ในสภาพดั้งเดิมอย่างแท้จริงโดยไม่มีการปนเปื้อนสารเคมีสมัยใหม่

การทำมัมมี่เพื่อรักษาศพคนตายในอียิปต์มีมานานกว่าที่เคยคาดกันไว้กว่าหนึ่งพันปี

เผยสูตรต้นตำรับโบราณ

แต่เดิมคาดกันว่าศพของชายผู้นี้กลายเป็นมัมมี่ตามธรรมชาติ หลังถูกฝังในทะเลทรายที่สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งเป็นเวลานาน

นักโบราณคดีรุ่นก่อน ๆ ไม่คิดว่ามัมมี่ร่างนี้เกิดจากกระบวนการทำมัมมี่แบบอียิปต์โบราณโดยตรง เพราะเชื่อว่าวัฒนธรรมดังกล่าวเกิดขึ้นหลายพันปีหลังชายผู้นี้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งก็คือราว 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ตรงกับช่วงที่เริ่มก่อสร้างมหาพีระมิดแห่งกีซา

อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ทางเคมีจากเส้นใยผ้าที่ติดอยู่ตรงส่วนมือของศพชี้ว่า ร่างไร้ชีวิตของชายผู้นี้ได้ผ่านกระบวนการทำมัมมี่ตามแบบอียิปต์โบราณมาอย่างแน่นอน โดยร่องรอยของสารเคมีที่ปรากฏอยู่ชี้ว่า น้ำยาอาบศพสูตรที่น่าจะใช้กันแพร่หลายเป็นสูตรแรก ๆ มีส่วนประกอบดังนี้

– น้ำมันที่ทำจากพืชเช่นน้ำมันงา

– สารสกัดคล้ายขี้ผึ้งที่เรียกกันว่า Balsam ซึ่งได้จากต้นหรือรากของพืชบางชนิด เช่น ต้นกกธูปหรือธูปฤๅษี (Cattail)

– ยางไม้รับประทานได้ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นน้ำตาลตามธรรมชาติ เช่นยางที่สกัดจากต้นอะคาเซีย (Acacia)

– ยางสน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุด เพราะหากนำไปผสมในน้ำมันและส่วนประกอบอื่น ๆ แล้ว จะทำให้น้ำยาอาบศพมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันไม่ให้ศพเน่าเปื่อย

 

เส้นใยจากผ้าที่ใช้ห่อมัมมี่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถูกนำมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีในการศึกษาครั้งนี้

 

 

ที่มา: www.bbc.com

 

 

SpaceX ปล่อยจรวดนำดาวเทียมสื่อสารที่หนักที่สุดขึ้นสู่วงโคจรแล้ว

14125_1807311016079R

SpaceX ปล่อยจรวดรุ่น Falcon 9 แบบ block 5 ลำที่สองจาก Cape Canaveral ที่เมืองฟลอริดาเมื่อ 01.50 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น จรวดลำนี้จะนำดาวเทียม “Telstar 18 Vantage” ดาวเทียมสื่อสารเชิงพาณิชย์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา คือกว่า 7,076 กิโลกรัมขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งจะช่วยในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ทั่วสหรัฐฯ

จรวดแบบ block 5 นี้ Elon Musk ซีอีโอของ SpaceX ระบุว่าจะเป็นเวอร์ชั่นสุดท้ายของรุ่น Falcon 9 โดยมีความสามารถในการนำมาใช้ซ้ำโดยไม่ต้องผ่านการยกเครื่องใหม่ได้ถึง 10 ครั้ง และหากมีการยกเครื่องใหม่ก็อาจใช้ซ้ำได้ถึง 100 ครั้ง จรวดแบบดังกล่าวลำแรกถูกปล่อยไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และลำที่สามที่จะนำดาวเทียมสื่อสาร Iridium จำนวน 10 ดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรก็มีกำหนดจะถูกปล่อยในวันพุธที่แคลิฟอร์เนียด้วย

และการปล่อยจรวดดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จด้วยดี โดยมีการลงจอดบนเรือโดรนที่ชื่อว่า “Of Course I Still Love You”  ที่ประจำการในพื้นที่มหาสมุทรแอตแลนติกตามมา
ที่มา : www.cnet.com

นักวิจัยคิดค้นการตรวจเลือดเพื่อหา ‘เซลล์มะเร็งผิวหนังชนิดร้ายแรง’

1

นักวิจัยที่ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า สามารถพัฒนาเทคนิคการตรวจเลือดเพื่อทดสอบการเป็นมะเร็งผิวหนัง Melanoma ได้เป็นครั้งแรก

แนวทางดังกล่าวที่คิดค้นขึ้นโดยคณะวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Western Australia อาจสามารถนำมาใช้แทนวิธีการตรวจมะเร็งผิวหนังปัจจุบัน ที่ทำผ่านการวิเคราะห์ชิ้นส่วนเซลล์และตรวจผิวหนัง

เจ้าหน้าที่ที่ทำการศึกษาเชื่อว่า การตรวจเลือดสามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งผิวหนังได้ทันท่วงทีมากกว่าวิธีเดิมๆ ดังนั้นนักวิจัยหวังว่าจะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากทั่วโลกจากการตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ในระยะเริ่มแรก ก่อนการลุกลามไปส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

ในการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างประมาณ 200 คน วิธีการตรวจเลือดสามารถระบุการเป็นมะเร็งผิวหนังในระยะเริ่มต้น กว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่เป็นโรคดังกล่าว

อาจารย์ Mel Ziman ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยมะเร็งผิวหนัง Melanoma ที่ Edith Cowan University กล่าวว่า หากสามารถตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ในช่วงเริ่มต้น และกำจัดเซลล์ที่มีปัญหาออกไปได้ ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตไปอีก 5 ถึง 10 ปี ในระดับความเป็นไปได้ที่สูงถึง 98 ถึง 99 เปอร์เซ็นต์

เธอบอกด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโรงมะเร็งอยากที่จะเห็นคนทั่วไปรู้สึกว่าการตรวจมะเร็งผิวหนังเป็นเรื่องปกติ เพื่อที่จะได้จัดการกับโรคดังกล่าวได้แต่เนิ่นๆ

ทั้งนี้เทคนิคการตรวจหามะเร็งผิวหนัง Melanoma ผ่านการดูผลเลือด ไม่สามารถใช้ได้กับมะเร็งผิวหนังชนิดอื่น

Melanoma เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่ร้ายแรงที่สุด และมักเกิดจากการรับรังสี UV มากเกินไป ในประเทศออสเตรเลียมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้ ประมาณ 1,500 คนต่อปี

นักวิจัยกล่าวว่า ต้องมีการทดลองต่อไปเพื่อเพิ่มความเเม่นยำให้เป็น ร้อยละ 90 ในการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อมะเร็ง Melanoma และน่าจะใช้เวลาศึกษาพัฒนาต่อไปจากนี้อีก 5 ปี ก่อนที่จะมีการใช้วิธีนี้อย่างแพร่หลายได้

ที่มา : https://www.voathai.com/a/australia-melanoma–ro/4494356.html

พบดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์เพิ่มอีก 12 ดวง

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1891991517532325

นักดาราศาสตร์พบว่าดาวพฤหัสบดีซึ่งมีดวงจันทร์บริวารของตนเองอยู่แล้วหลายสิบดวง ยังมีดาวเคราะห์อื่น ๆ โคจรวนรอบอยู่อีกอย่างน้อย 12 ดวงด้วย

การค้นพบครั้งนี้ทำให้จำนวนดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 79 ดวง

ทีมนักวิจัยจากสถาบันคาร์เนกีเพื่อวิทยาศาสตร์ (CIS) ของสหรัฐฯ ระบุว่าค้นพบดวงจันทร์ชุดใหม่ดังกล่าวโดยบังเอิญ ระหว่างค้นหา “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9″ (Planet Nine ) ของระบบสุริยะ ซึ่งคาดว่าอยู่ห่างไกลเลยขอบเขตวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป

มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบนี้ในวารสารออนไลน์ MPEC ของสหภาพดาราศาสตร์ระหว่างประเทศ (IAU) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่าได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ Cerro Tololo ของประเทศชิลี จนพบดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีชุดใหม่เมื่อเดือน มี.ค. ของปีที่แล้ว_102578779_gettyimages-907532

อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบยืนยันว่าดวงจันทร์เหล่านี้มีวงโคจรที่ยึดเอาดาวพฤหัสบดีเป็นศูนย์กลางจริงใช้เวลานานหลังจากนั้นถึง 1 ปี

ดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่ 9 ใน 12 ดวง เป็นดาวบริวารที่อยู่รอบนอก มีการโคจรแบบ “ถอยหลัง” ซึ่งตรงข้ามกับทิศทางการหมุนของดาวพฤหัสบดี

ทีมผู้วิจัยคาดว่าดวงจันทร์เหล่านี้เป็นชิ้นส่วนของดาวบริวารขนาดใหญ่ที่ชนเข้ากับดาวเคราะห์น้อย ดาวหางหรือดาวบริวารอื่น ๆ ในอดีต

ดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่ดวงหนึ่งมีขนาดเล็กไม่ถึง 1 กิโลเมตร และมีเส้นทางการโคจรที่เสี่ยงจะชนเข้ากับดาวบริวารอื่น ๆ ในอนาคต

นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อให้ดวงจันทร์นี้ว่า Valetudo ซึ่งเป็นชื่อของเทพีแห่งสุขภาพและอนามัยผู้เป็นเหลนของเทพจูปิเตอร์ คำนี้ในภาษาโปรตุเกสยังหมายถึงศิลปะป้องกันตัวประเภทหนึ่งอีกด้วย

หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า ดวงจันทร์ Valetodo เหมือนกับรถยนต์บนทางหลวงที่ขับย้อนศรมาในเลนที่ไม่ถูกต้อง และจะต้องชนเข้ากับดาวบริวารอื่น ๆ ในวันหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นอีกนับพันล้านปี แต่หากการชนนี้เกิดขึ้น เราจะสามารถมองเห็นได้จากบนโลก

ที่มา :www.bbc.com

รพ.จีน พัฒนา AI ให้วินิจฉัยเนื้องอกในสมองได้แม่นยำและเร็วกว่าทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

14030_18071718175311

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1890384364359707

สำนักข่าว Xinhua ของจีน รายงานว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์วิจัย AI เกี่ยวกับความผิดปกติทางระบบประสาท ของโรงพยาบาล Beijing Tiantan ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน สามารถวินิจฉัยเนื้องอกในสมอง และสภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสมองได้แม่นยำ และเร็วกว่าทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของจีนเมื่อต้องมาแข่งขันกัน

ระบบ AI ดังกล่าว ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “BioMind” สามารถวินิจฉัยคนไข้ได้ถูกต้องถึง 87 เปอร์เซ็นต์ จาก 225 เคส ภายในเวลาแค่ 15 นาที ขณะที่ทีมแพทย์อาวุโส 15 คน วินิจฉัยได้ถูกต้องแม่นยำ 66 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อให้วินิจฉัยเคสที่เกี่ยวกับภาวะเลือดออกในสมอง AI ก็ยังเอาชนะได้อีก โดยทำนายผลได้ถูกต้อง 83 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีมแพทย์วิเคราะห์ถูกต้องเพียง 63 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่ง Gao Peiyi หัวหน้าแผนกรังสีวิทยาของโรงพยาบาล ระบุว่าไม่ได้เกิดจากแพทย์หย่อนประสิทธิภาพในการทำงานแต่อย่างใด เพราะผลที่ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยออกมาก็ยังดีกว่าค่าเฉลี่ยความแม่นยำในโรงพยาบาลทั่วไปอยู่ดี

โดยหลังจากทีมผู้พัฒนา BioMind ฝึกให้ AI ดูภาพและผลการวินิจฉัยโรคจากโรงพยาบาล Tiantan นับหมื่นๆ ภาพ ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า AI สามารถวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท รวมถึงเนื้องอกของเยื่อหุ้มสมอง และเนื้องอกในระบบประสาท ได้ถูกต้องแม่นยำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

Wang Yongjun รองประธานโรงพยาบาล Tiantan ระบุว่า จากการแข่งขันดังกล่าวระหว่าง AI กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตนหวังว่าจะทำให้แพทย์ได้เรียนรู้ถึงพลังของปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะแพทย์บางคนที่ไม่เชื่อในศักยภาพของ AI จะได้ขจัดความกลัวของพวกเขาที่มีต่อมันลงได้

ทั้งนี้  AI สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของแพทย์ และช่วยให้พวกเขาได้มีเวลาในการพัฒนาทักษะให้ดีขึ้นได้ ซึ่งลักษณะการทำงานก็เหมือนกับ GPS ที่คอยช่วยบอกทาง แต่สุดท้ายแพทย์ที่เป็นมนุษย์ก็ยังต้องเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะอยู่ดี

ที่มา : www.popularmechanics.com , www.thestar.com.my

Alyssa Carson นักบินอวกาศ วัย 17 ว่าที่มนุษย์คนแรกที่ NASA ส่งไปเหยียบดาวอังคาร

11

Alyssa Carson นักบินอวกาศหญิงอายุน้อยที่สุดของ NASA (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา) ในวัย 17 ปี ซึ่งใช้รหัสชื่อว่า Blueberry กำลังอยู่ระหว่างการฝึกอย่างเข้มข้นที่ NASA เพื่อเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจสุดสำคัญในชีวิตกับการเป็นมนุษย์คนแรกที่เดินทางไปเยือนดาวอังคาร

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ในปี 2033 Alyssa ซึ่งจะมีอายุครบ 32 ปีพอดี จะได้ร่วมภารกิจการเดินทางไปดาวอังคารครั้งแรกของ NASA โดยจะใช้เวลา 2-3 ปี ในการตั้งรกราก, ปลูกต้นไม้เพื่อทำอาหาร, ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และค้นหาสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

สำหรับแรงบันดาลใจแรกที่ทำให้เด็กหญิงจาก Baton Rouge ในลอสแอนเจลิส สนใจเข้าร่วมภารกิจนี้ มาจากการ์ตูนที่เธอชื่นชอบขณะมีอายุได้เพียง 9 ปี  ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับดาวอังคาร และเธอก็คิดว่ามันเจ๋งมาก จากนั้นจึงเริ่มดูวีดีโอที่เกี่ยวกับการเดินทางไปดาวอังคาร อีกทั้งยังมีแผนที่ขนาดใหญ่ของดาวอังคารติดไว้ที่ฝาผนังห้องนอนด้วย

12 13

พอเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น Bert Carson คุณพ่อของ Alyssa ก็ลงทะเบียนให้เธอได้เข้าร่วม Space Camp หรือค่ายอวกาศของสหรัฐอเมริกาในปี 2008  ซึ่งเธอชอบมาก ก่อนจะมีที่อื่นตามมาทั้งในควิเบก (แคนาดา) และตุรกี  ทำให้เธอเป็นคนแรกที่เข้าร่วม Space Camp ของ NASA ครบทั้ง 3 แห่ง นอกจากนี้ในปี 2013 เธอยังเป็นคนแรกที่เยี่ยมชมศูนย์อวกาศของ NASA ครบทั้ง 14 แห่งใน 9 รัฐ จนได้ตราประทับจาก Passport Program ของ NASA ครบทั้งหมดด้วย

แม้ว่าตามหลักการแล้ว Alyssa ไม่สามารถเป็นนักบินอวกาศได้จนกว่าจะมีอายุครบ 18 ปี แต่ NASA ก็ช่วยให้เธอได้เข้าร่วมในโครงการ PoSSUM (Polar Orbital Science in the Upper Mesosphere) และโปรแกรมอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน เพื่อรับการฝึกเป็นนักบินอวกาศเบื้องต้น ซึ่งจะทำให้เธอมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับภารกิจที่จะตามมา โดยส่วนหนึ่งของบทเรียนคือการฝึกอยู่ในสภาวะที่มีแรงโน้มถ่วงน้อย และการเรียนรู้เกี่ยวกับยานอวกาศที่มีคนขับและไร้คนขับ ซึ่งหากทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี Alyssa ก็อาจจะเป็นวัยรุ่นคนแรกที่ได้ไปท่องอวกาศด้วย เพราะจะต้องเดินทางไปฝึกที่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ต่อไป
ที่มา : www.newsheads.in , micetimes.asia

นักวิจัยพัฒนา ผ้าพันแผลอัจฉริยะ จ่ายยาเองได้ และติดตามอาการได้แบบเรียลไทม์

1

เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลก กำลังทำให้ความอัจฉริยะแพร่กระจายไปสู่ทุกสิ่ง เรามีสมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี สมาร์ทโฮม ฯลฯ และตอนนี้เราก็กำลังจะมี “Smart bandage หรือ ผ้าพันแผลอัจฉริยะ”

บทความล่าสุดในวารสาร Small ทีมวิจัยจาก Tufts University นำโดย Pooria Mostafalu กำลังพัฒนาวิธีการรักษาแผลเรื้อรังด้วยสิ่งนี้ Smart bandage ของพวกเขา มีความสามารถในการตรวจสอบอุณหภูมิ และค่า pH (ความเป็นกรด – ด่าง) ของแผลได้

2

หากมีการตรวจพบความเปลี่ยนแปลงใดๆ มันจะสามารถวิเคราะห์ปัญหา และจ่ายยาได้ ในส่วนนี้ แพทย์จะสามารถตั้งโปรแกรมการรักษาเอาไว้ได้ นอกจากนี้ มันยังสามารถอัพเดทอาการของแผลได้แบบเรียลไทม์ ผ่านบลูทูธ

Smart bandage นั้นมีความยืดหยุ่น และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของบาดแผลได้ดี ทั้งยังทำการรักษาได้แบบเรียลไทม์ มันจะมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาบาดแผลเรื้องรัง และป้องกันการติดเชื้อจนถึงขั้นที่ต้องตัดแขน-ขา ของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม Smart bandage ยังต้องมีการพัฒนา และทดสอบการใช้งานต่อไปก่อนที่จะถูกนำมาใช้งานจริงๆ แต่ไอเดียที่สร้างสรรค์นี้จะต้องสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับมนุษย์เราอย่างแน่นอน
ที่มา : www.engadget.com

ดาวเคราะห์น้อยโคจรใกล้โลกจนมองเห็นได้

 

CiHZjUdJ5HPNXJ92GTNIK1JNHjPdMbyLgY

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1870799629651514

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือองค์การนาซา เผยว่าดาวเคราะห์น้อยชื่อ 4 เวสตา (4 Vesta) ซึ่งตั้งชื่อตามเทพปกรณัมโรมันคือเทพีเวสตา ผู้ปกคลองบ้านเรือนและเตาไฟ เป็นดาวเคราะห์น้อยที่ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ในระบบสุริยะ ได้โคจรเข้าใกล้โลกเราและจะส่องสว่างบนท้องฟ้ายามค่ำคืนไป ถึงวันที่ 16 ก.ค. นี้ โดยสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ดาวเคราะห์น้อย 4 เวสตาเคลื่อนที่อยู่ในระยะทางภายใน 170 ล้านกิโลเมตร เรียกว่าเข้าใกล้โลกมากที่สุดในช่วง 20 ปี พื้นที่ของ 4 เวสต้า มีขนาด 800000 ตารางกิโลเมตร มากกว่า 4 เท่าของสหราชอาณาจักร นับเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์น้อยที่มองเห็นได้ง่ายที่สุด เพราะพื้นผิวของดาวสะท้อนแสงได้มากกว่าดวงจันทร์ โดยจะปรากฎเป็นจุดสีเหลืองบนท้องฟ้า แต่หากใครอยากได้มุมมองที่ดีและสวยงามขึ้น ก็ต้องใช้กล้องส่องทางไกลหรือกล้องโทีทรรศน์

ที่มา :https://www.thairath.co.th/content/1325090

ทฤษฎีความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์เป็นจริงแม้กับดาวนิวตรอน

ภาพจากฝีมือศิลปินจำลองระบบดาว PSR J0337+1715 ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 4,200 ปีแสง

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1870503946347749

หลักความสมมูล (Equivalence principle ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เสนอไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องอีกครั้ง โดยนักดาราศาสตร์ใช้การโคจรของระบบดาว 3 ดวง ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 4,200 ปีแสง เป็นสนามทดสอบในครั้งนี้

ระบบดาวดังกล่าวมีชื่อว่า PSR J0337+1715 ประกอบด้วยคู่ของดาวนิวตรอนและดาวแคระขาวโคจรวนรอบกันและกันอยู่ในระยะประชิด โดยมีดาวแคระขาวอีกดวงหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปโคจรวนรอบดาวคู่ดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง

ทีมนักดาราศาสตร์อเมริกันใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุกรีนแบงก์ (Green Bank Telescope) ที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนียติดตามการเคลื่อนที่ของระบบดาวดังกล่าว และพบว่าข้อมูลที่ได้เป็นไปตามหลักความสมมูลของไอน์สไตน์ ซึ่งระบุว่าวัตถุที่อยู่ในสนามความโน้มถ่วงเดียวกัน จะตกอย่างอิสระด้วยอัตราเร่งเท่ากัน ไม่ว่าจะมีมวลเท่าใดก็ตาม

กล้องโทรทรรศน์วิทยุกรีนแบงก์ (Green Bank Telescope)

หลักการนี้เคยมีการทดสอบมาแล้วในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 โดยกาลิเลโอปล่อยวัตถุที่มีน้ำหนักต่างกันจากบนหอเอนเมืองปิซา และพบว่าวัตถุทั้งสองตกถึงพื้นพร้อมกัน ต่อมาในปี 1971 นายเดวิด สกอตต์ นักบินอวกาศประจำยานอะพอลโล 15 ใช้ค้อนและขนนกเป็นเครื่องมือทดสอบการตกอิสระในภาวะสุญญากาศบนดวงจันทร์ และพบว่าได้ผลเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การทดสอบหลักความสมมูลแบบเข้ม (Strong equivalence principle )กับวัตถุอวกาศที่มีมวลต่างกันสุดขั้วเช่นดาวนิวตรอนที่มีมวลมหาศาลและดาวแคระขาวในครั้งนี้ นับว่าเพิ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรก

รายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า แรงโน้มถ่วงจากดาวแคระขาวที่โคจรอยู่รอบนอก ไม่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของคู่ดาวนิวตรอน – ดาวแคระขาวที่อยู่ชั้นใน โดยทั้งคู่มีอัตราเร่งเท่ากันแม้จะมีมวลต่างกันมหาศาล ซึ่งเท่ากับว่าดาวทั้งสองดวงตกอย่างอิสระในกาล-อวกาศ ในลักษณะเดียวกัน โดยไม่ขึ้นกับมวลที่มีอยู่ของตน

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน NIST ของสหรัฐฯ ใช้นาฬิกาอะตอมที่มีความแม่นยำสูงช่วยในการคำนวณค่าสำคัญทางฟิสิกส์ ทำให้พบว่าโลกตกอย่างอิสระในอวกาศด้วยอัตราเร่งคงที่เช่นกัน โดยการตกอิสระนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ดาวพฤหัสบดี หรือวัตถุอวกาศขนาดใหญ่อื่น ๆ เลย

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-44724496