คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-3 อมรา อมรึก นางสาว ณัฐมล ไม้ฝา

ผูกเงื่อนเก่งที่สุด ก็หูฟังของเรานี่แหละ นักวิทยาศาสตร์เผยว่าผูกเงื่อนที่แตกต่างได้ 120 รูปแบบ

ผูกเงื่อนเก่งที่สุด ก็หูฟังของเรานี่แหละ นักวิทยาศาสตร์เผยว่าผูกเงื่อนที่แตกต่างได้ 120 รูปแบบ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อยเลยสำหรับคนที่มีเสียงดนตรีอยู่ในหัวใจ ที่ในทุกครั้งที่เราพยายามม้วนเก็บสายหูฟังลงในกระเป๋าอย่างบรรจง และในครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เราก็หยิบสายหูฟังขึ้นมาแล้วพบว่ามันพันม้วนกันเป็นก้อนไม่ต่างอะไรกับลูกบอล แลัวทำไมหล่ะสายหูฟังถึงได้พันกันเองง่ายนัก?

และในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ก็มีคำตอบให้กับปริศนาอันดำมืดนี้แล้ว โดยผลงานการวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Discover Magazine

นักวิทยาศาสตร์รายงานผลการวิจัยของเขาว่า “เป็นที่รู้กันดีว่าสายอะไรก็แล้วแต่ที่ได้รับการแกว่งหรือกระแทก มันก็มีแนวโน้มที่สายนั้นจะพันกันเป็นเงื่อน แต่อย่างไรก็ดี องค์ประกอบที่ทำให้เกิดการฟอร์มตัวเป็นเงื่อนที่มีรูปแบบแตกต่างกันได้อย่างมากมายนั้น ยังไม่มีคำอธิบายอย่างแน่ชัด”

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า พวกเขาได้ทำการทดลองโดยการนำสายเชือกเก็บลงในกล่องที่ถูกเขย่า และพบว่าเพียงวินาทีเดียว ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเกิดเงื่อนที่ซับซ้อน และพวกเราได้ใช้ทฤษฎีการเกิดเงื่อนในเชิงคณิตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการเกิดเงื่อน พบว่าค่าความน่าจะเป็น หรือค่า P ของการเกิดเงื่อนนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามความยาวของเชือก แต่ค่าจะเริ่มอิ่มตัวที่ค่าต่ำกว่า 100% ซึ่งต่างจากความน่าจะเป็นของโมเดลคณิตศาสตร์ในเรื่อง Self-avoiding random walks (การเดินผ่านจุดพิกัดแบบสุ่ม โดยที่ไม่เดินมาทับจุดพิกัดเดิม) ที่ค่า P สูงถึง 100%”

ผูกเงื่อนเก่งที่สุด ก็หูฟังของเรานี่แหละ นักวิทยาศาสตร์เผยว่าผูกเงื่อนที่แตกต่างได้ 120 รูปแบบ

“และด้วยการวิเคราะห์โมเดลทางคณิตศาสตร์ ร่วมกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายของเส้นเชือก ก็ได้ข้อสรุปว่า ยิ่งเชือกมีความยาวมากๆ และยิ่งมีความอ่อนยืดหยุ่นมากๆ มันก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเงื่อนบนเชือก โดยในการทดสอบพบว่ามีเงื่อนที่เกิดขึ้นนั้นมีความแตกต่างกันถึง 120 รูปแบบ และมีการพันทบกันที่มากถึง 11 ครั้ง โดยเป็นการตรวจสอบจากการทดลองถึง 3,415 ครั้ง และเงื่อนที่มีการพันทบกันเกิน 7 ครั้งจะถูกนำมาตรวจสอบ”

โดยในการทดลองเขย่าเชือก ได้ลองกับเชือกหลายแบบที่มีความแตกต่างในเครื่องความแข็ง หรือยืดหยุ่น โดยพบว่าสายเชือกที่ยืดหยุ่นนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานเพื่อทำให้เกิดเงื่อน ในขณะที่เชือกแบบแข็งนั้นต้องใช้เวลานานกว่าในการเกิดเงื่อน

มันเป็นความจริงอันน่าเจ็บปวด เพราะถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าการออกแบบสายหูฟังให้แข็งขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาการพันกันของสายได้ แต่ว่าถ้าทำให้สายหูฟังแข็งขึ้น มันก็จะไม่สะดวกสำหรับการใช้งาน ด้วยเหตุนี้มันก็น่าจะเป็นข้ออ้างที่ดีที่เราจะหาซื้อหูฟังไร้สายมาใช้งานนะ ^__^
ที่มา : www.ladbible.com

พบภูเขาน้ำแข็งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสมบูรณ์แบบในธรรมชาติ

ภูเขาน้ำแข็งรูปทรงแปลกตา เพิ่งแตกตัวออกมาจากหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C )ได้ไม่นาน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา เผยภาพของภูเขาน้ำแข็งรูปทรงคล้ายโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยักษ์ ลอยอยู่ในทะเลเวดเดลล์ (Weddell Sea) นอกชายฝั่งของทวีปแอนตาร์กติกา

ภูเขาน้ำแข็งนี้มีรูปทรงแปลกตา เพราะก่อตัวเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นรูปทรงที่หาพบได้ยากในธรรมชาติ ทั้งยังมีผิวหน้าเรียบสนิทและมีมุมแหลมเป็นมุมฉาก 90 องศา ซึ่งแสดงว่าเพิ่งแยกตัวออกมาจากหิ้งน้ำแข็งใหญ่ได้ไม่นาน และยังไม่ถูกคลื่นลมในทะเลทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา ซึ่งอยู่บนเครื่องบินสำรวจที่ออกปฏิบัติการเหนือบริเวณชายฝั่งของทวีปแอนตาร์กติกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สามารถบันทึกภาพภูเขาน้ำแข็งนี้ไว้ได้และนำออกเผยแพร่ทางทวิตเตอร์

คาดว่าภูเขาน้ำแข็งดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนที่แตกออกมาจากหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C ) บนคาบสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งเป็นหิ้งน้ำแข็งสำคัญที่กำลังพังทลายลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากภาวะโลกร้อน

ทีมนักวิจัยของนาซาประมาณการว่า ภูเขาน้ำแข็งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้น่าจะมีความกว้างกว่า 1.6 กิโลเมตร และมีส่วนฐานที่จมอยู่ใต้ทะเลขนาดมหึมา โดยส่วนยอดรูปสี่เหลี่ยมที่โผล่พ้นน้ำนั้นคิดเป็นเพียง 10% ของมวลน้ำแข็งทั้งหมด

ดร. เคลลี บรันต์ นักวิทยาธารน้ำแข็ง (Glaciologist) ของนาซาจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์บอกว่า เคยมีผู้พบภูเขาน้ำแข็งรูปร่างแบบนี้มาก่อนแล้ว และมีชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกกันว่า “ภูเขาน้ำแข็งรูปโต๊ะ” (Tabular iceberg) โดยกระบวนการที่ภูเขาน้ำแข็งนี้ก่อตัวขึ้น จะคล้ายกับปลายเล็บที่แตกออกเมื่อเล็บมือเล็บเท้าเริ่มมีความยาวมากเกินไป ซึ่งชิ้นส่วนที่แตกออกมามักเป็นรูปทรงเรขาคณิต

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ได้เห็นภาพภูเขาน้ำแข็งดังกล่าว ต่างแสดงความเห็นว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่มีก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์รูปทรงเหลี่ยมสมบูรณ์เกิดขึ้นในธรรมชาติ เพราะมันดูคล้ายกับว่ามีมนุษย์ต่างดาวหรือองค์กรลับ แอบใช้เทคโนโลยีระดับสูงตัดน้ำแข็งมาวางทิ้งเอาไว้มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างแน่นอน

ที่มา:www.bbc.com

“ดาวินชี” อาจมีตาเข ทำให้วาดภาพเป็นสามมิติได้เหมือนจริง

ภาพ "โมนาลิซา" ของดาวินชี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่มีความซับซ้อนทางมิติซึ่งยากจะเลียนแบบได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

จิตรกรเอกและอัจฉริยะผู้รอบรู้ “ลีโอนาร์โด ดา วินชี” อาจมีอาการตาเขหรือตาเหล่ ซึ่งช่วยให้เขาวาดภาพเป็นมุมมองแบบสามมิติได้เหมือนจริง และยากที่ผู้ใดจะเลียนแบบได้

คณะแพทย์จากวิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์และทัศนวิทยาศาสตร์ (Optometry and Vision Science) มหาวิทยาลัย City University of London ของสหราชอาณาจักร ได้ตรวจวินิจฉัยสภาพสายตาของดาวินชี ผ่านการวิเคราะห์ผลงานภาพเขียนและประติมากรรม 6 ชิ้น ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นจากใบหน้าจริงของศิลปินเอกผู้นี้

ผลการวิเคราะห์สายตาดังกล่าวพบว่า ดวงตาทั้งสองข้างไม่ได้เพ่งมองไปที่จุดสนใจเดียวกัน ซึ่งเป็นอาการของตาเขหรือตาเหล่ (Strabismus) โดยขณะที่ตาข้างหนึ่งกำลังจ้องมองวัตถุอยู่ ตาอีกข้างหนึ่งจะมีตำแหน่งการมองเบี่ยงเบนไปทางซ้ายหรือขวา รวมทั้งเบี่ยงจากแนวปกติขึ้นบนหรือลงล่างได้ด้วย

ความผิดปกติทางสายตาเช่นนี้กลับเป็นผลดีต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยศ.คริสโตเฟอร์ ไทเลอร์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า “อาการตาเขบางชนิดช่วยในการวาดภาพได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ศิลปินถ่ายทอดรายละเอียดจากของจริงที่เป็นมุมมองแบบสามมิติ ลงบนผืนผ้าใบที่เป็นสองมิติได้ดีกว่าคนทั่วไป โดยสามารถแปลงข้อมูลสามมิติเป็นภาพสองมิติได้ด้วยตาเพียงข้างเดียว”

ตามปกติแล้วคนทั่วไปจะใช้ดวงตาทั้งสองข้างในการมองวัตถุชิ้นเดียวให้เป็นสามมิติ โดยสมองจะประมวลสัญญาณการมองเห็นจากตาทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ทำให้มุมมองสามมิติที่เกิดขึ้นคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงเล็กน้อย โดยอาจเคลื่อนไปทางซ้ายหรือขวามากเกินไป

เรื่องนี้สามารถทดสอบได้โดยชูนิ้วมือ 1 นิ้วไว้ที่ตรงหน้าจมูก แล้วมองดูโดยทดลองปิดตาทีละข้าง จะพบว่าภาพที่เห็นแต่ละครั้งไม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน

ภาพคือ Salvator Mundi ที่ถูกนำออกประมูลไปเมื่อไม่นานมานี้ เป็นภาพหนึ่งที่ใช้ในการประเมินสภาพสายตาของดาวินชี

ในกรณีของคนตาเข สมองจะลดความสำคัญของสัญญาณประสาทซึ่งมาจากตาข้างที่ผิดปกติลงขณะประมวลผล ซึ่งจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการมองแบบสามมิติไปโดยปริยาย ทำให้ภาพที่มองเห็นมีความเสถียรและถ่ายทอดเป็นผลงานจิตรกรรมได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม คณะแพทย์ผู้วิจัยระบุว่าอาการตาเขของดาวินชีนั้นไม่รุนแรง โดยน่าจะเขออกด้านนอกราว 10.3 องศา และไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา

“อาการตาเขจะหายไปเมื่อเขาเพ่งมองวัตถุอย่างจริงจัง และจะกลับมาใหม่เมื่อผ่อนคลายการจ้องมองลง ทำให้สามารถใช้ตาข้างเดียวแปลงข้อมูลการมองเห็นสามมิติลงบนระนาบสองมิติได้เป็นครั้งคราวตามต้องการ” ศ. ไทเลอร์ กล่าว

คณะแพทย์ผู้วิจัยซึ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร JAMA Ophthalmology ยังเชื่อว่าจิตรกรเอกชื่อดังคนอื่น ๆ ของโลกเช่นเรมบรันต์ (Rembrandt) เดอกาส์ (Degas) และปิกัสโซ (Picasso) ก็น่าจะมีอาการตาเขแบบนี้ด้วยเช่นกัน

ที่มา:www.bbc.com

“เฟสบุ๊ก” เผยบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกน้อยกว่าคาด

This file photo shows a sign at Facebook headquarters in Menlo Park, Calif. Facebook says hackers accessed data from 29 million accounts as part of the security breach disclosed two weeks ago.สื่อสังคมออนไลน์ เฟสบุ๊ก เปิดเผยข้อมูลการถูกโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ว่ามีบัญชีถูกล้วงข้อมูลต่ำกว่าคาด ที่ 29 ล้านบัญชี จากที่ประเมินว่าผู้เฟสบุ๊กราว 50 ล้านบัญชีถูกเจาะล้วงข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่น่าสนใจคือ 29 ล้านบัญชีเฟสบุ๊กที่ถูกโจรกรรมข้อมูลไปนั้น 14 ล้านบัญชีในนั้นแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้หลายอย่าง อาทิ ชื่อผู้ใช้ เพศ ภาษา สถานะความสัมพันธ์ ศาสนา บ้านเกิด วันเกิด การศึกษา การทำงาน สถานที่ 10 แห่งล่าสุดที่ผู้ใช้เช็คอิน และบันทึกการค้นหาข้อมูล 15 การค้นหาแรก ส่วนอีก 15 ล้านบัญชีถูกเข้าถึงเพียงชื่อและข้อมูลการติดต่อของผู้ใช้เฟสบุ๊กเท่านั้น

นอกจากนี้ เฟสบุ๊กยังพบว่ามีบัญชีผู้ใช้อีก 1 ล้านบัญชีที่ถูกเจาะล้วงข้อมูลเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าแฮกเกอร์ไม่ได้ข้อมูลใดๆจากบัญชีดังกล่าว ขณะที่แอพพลิเคชั่น WhatsApp และ Instagram ไม่ได้รับผลกระทบจากการเจาะล้วงข้อมูลเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

ทั้งนี้ เฟสบุ๊กอาจถูกสั่งปรับจากคณะกรรมการปกป้องความปลอดภัยของข้อมูลของยุโรป สูงสุดถึง 1,630 ล้านดอลลาร์ หรือราวร้อยละ 4 ของรายได้ทั่วโลกของเฟสบุ๊ก จากกรณีแฮกเกอร์เจาะล้วงข้อมูลผู้ใช้ครั้งล่าสุดนี้

ที่มา: www.voathai.com

บริษัทสำรวจอวกาศของ ‘เจฟ เบโซส’ ออกแบบยานลงจอดดวงจันทร์

FILE - Amazon and Blue Origin founder Jeff Bezos addresses the media about the New Shepard rocket booster in Colorado Springs, Colorado, April 5, 2017. บริษัทสำรวจอวกาศ Blue Origin ของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก เจฟ เบโซส กำลังออกแบบยานลงจอดบนดวงจันทร์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะสามารถใช้เป็นจุดเข้าถึงพื้นที่และทรัพยากรบนดวงจันทร์ได้หลายครั้ง

ยานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของ Blue Origin ที่ต้องการให้ในอนาคต มีมนุษย์ขึ้นไปอยู่และทำงานบนดวงจันทร์ได้

Blue Origin กล่าวในแถลงการณ์ว่า เป้าหมายในขณะนี้คือจะส่งยานไปยังดวงจันทร์ภายใน 5 ปีจากนี้

ในขณะเดียวกัน บริษัทกำลังพัฒนากระสวยอวกาศ New Shepard สำหรับการท่องเที่ยวอวกาศระยะทางสั้นๆ

Blue Origin ของนายเบโซส ซีอีโอของบริษัทแอมะซอน มีคู่แข่งเป็นบริษัทสำรวจอวกาศเอกชนอื่นๆ เช่น SpaceX ของ อิลอน มัสก์ และ Virgin Galactic ของริชาร์ด แบรนสัน

ที่มา:www.voathai.com

มือถืออาจเก็บข้อมูลได้หลายเทราไบต์ เมื่อมีการค้นพบวิธีการใหม่ในการเก็บข้อมูลลงบนอะตอม

14644_180928121533ho

มวลมนุษยชาติสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาลในแต่ละนาทีที่ผ่านไป หากพวกเรายังไม่หยุดการสร้างข้อมูลจำนวนมากบนระบบคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องค้นหาวิธีการใหม่ๆ ที่เก็บข้อมูลได้มากกว่าเดิมให้ได้ และในตอนนี้เราก็เข้าใกล้เป้าหมายไปอีกหนึ่งก้าว ในเรื่องของการสร้างสุดยอดหน่วยจัดเก็บข้อมูล และมันเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ 1 บิต ลงในอะตอมเพียงอะตอมเดียวได้เลย

มือถืออาจเก็บข้อมูลได้หลายเทราไบต์ เมื่อมีการค้นพบวิธีการใหม่ในการเก็บข้อมูลลงบนอะตอม

โครงสร้างของอะตอม

ภาพประกอบจาก livescience.com

***อะตอม คือหน่วยพื้นฐานของสสาร ประกอบด้วยส่วนของนิวเคลียสที่หนาแน่นมากอยู่ตรงศูนย์กลาง ล้อมรอบด้วยกลุ่มหมอกของอิเล็กตรอนที่มีประจุลบ นิวเคลียสของอะตอมประกอบด้วยโปรตอนที่มีประจุบวก กับนิวตรอนซึ่งเป็นกลางทางไฟฟ้า

 

อะตอมเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสสาร ที่เราสามารถเก็บข้อมูลดิจิทัลบนระบบคอมพิวเตอร์ลงไปได้ (ข้อมูล 1 หรือ 0) และถ้านักวิทยาศาสตร์ทำสำเร็จใจการเก็บข้อมูลลงบนอะตอมเพียงอะตอมเดียว จะทำให้ฮาร์ดดิสก์มีขนาดเล็กลงถึง 1,000 เท่าหรือมากกว่านั้นได้เลย

ก่อนหน้านี้มีทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จในการจัดเก็บข้อมูลบนอะตอม โดยเป็นการสร้างหน่วยเก็บข้อมูลในสเกลขนาดเล็ก และอยู่ในสภาวะที่มีการควบคุมเป็นอย่างดีในสภาพแวดล้อมของห้องแลป มันเป็นการจัดเก็บข้อมูลในสภาพอุณหภูมิที่เย็นจัด 40 เคลวิน หรือ -233 องศาเซลเซียส ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานตามบ้านหรือการใช้งานในอุปกรณ์ที่มีขนาดไม่ใหญ่โต

แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Radboud University ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ค้นพบอะไรที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น มันเป็นกลไกการจัดเก็บข้อมูลลงบนอะตอมรูปแบบใหม่ ที่ (คาดว่า) สามารถทำงานได้ดีในอุณหภูมิห้อง ไม่ต้องการสภาพแวดล้อมในการจัดเก็บข้อมูลที่หนาวเย็นแต่อย่างใด ทำให้วิธีการจัดเก็บรูปแบบใหม่นี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กว้างขวางกว่า

มือถืออาจเก็บข้อมูลได้หลายเทราไบต์ เมื่อมีการค้นพบวิธีการใหม่ในการเก็บข้อมูลลงบนอะตอม

อะตอมของธาตุโคบอลต์ที่ได้รับการปรับแต่งด้วยสนามแม่เหล็ก เพื่อให้มันสามารถเก็บข้อมูลได้

ภาพประกอบจาก Radboud University

องค์ประกอบสำคัญของการจัดเก็บข้อมูลในอะตอมคือเรื่องของการเลือกใช้วัสดุ : โดยธาตุที่ถูกเลือกใช้ในการจัดเก็บข้อมูลคือ โคบอลต์ โดยหน่วยเก็บข้อมูลแบบใหม่นี้ มีการจัดวางอะตอมเดี่ยวๆ ของธาตุโคบอลต์ลงบนเลเยอร์ของสารกึ่งตัวนำ ฟอสฟอรัสดำ (Black phosphorus) และรูปแบบการเขียนข้อมูลงในอะตอมด้วยสนามแม่เหล็กนั้นมีความแตกต่างจากเขียนข้อมูลลงบนอะตอมของงานวิจัยชิ้นอื่น ที่ใช้วิธีควบคุมวิถีโคจรของอิเล็กตรอนรอบอะตอม

มือถืออาจเก็บข้อมูลได้หลายเทราไบต์ เมื่อมีการค้นพบวิธีการใหม่ในการเก็บข้อมูลลงบนอะตอม

ระดับชั้นวงโคจรของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียสของอะตอมธาตุโคบอลต์

ภาพประกอบจาก phys.org

โดยคุณ Brian Kiraly หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า “เราค้นพบวิธีการที่ทำให้อิเล็กตรอนในแต่ละระดับวงโคจรนั้นมีค่าพลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งระดับความแตกต่างของพลังงานนั้นมีมากพอที่จะทำให้อะตอมเดี่ยวๆ ของธาตุโคบอลต์นั้นสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างมีเสถียรภาพในอุณหภูมิห้อง”

แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคการเก็บข้อมูลแบบใหม่นี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบว่ามันสามารถทำงานได้ดีจริงหรือไม่ และถ้ามันใช้งานได้จริง สักวันหนึ่งมันอาจจะมาอยู่ในเครื่องคอมฯ หรือในสมาร์ทโฟนของเรา และก็ดูเหมือนว่าจะมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่มันจะสามารถใช้งานได้จริง ด้วยวัตถุดิบและวิธีการแบบใหม่ อาจทำให้อะตอมเดี่ยวๆ สามารถรักษาสภาพความเป็นแม่เหล็กเพื่อเก็บข้อมูลได้เป็นอย่างดีในอุณหภูมิห้อง

โดยในระบบจัดเก็บข้อมูลลงบนอะตอมเดี่ยวของผลงานวิจัยชิ้นก่อนนั้น ต้องมีการเก็บรักษาในสภาพเย็นจัด เพื่อให้อะตอมสามารถรักษาเสถียรภาพในการเก็บช้อมูล และในเทคนิคแบบใหม่นั้นก็ต้องมีการทำงานในสภาพอุณหภูมิที่เย็นจัดเช่นกัน แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า มันจะยังคงรักษาเสถียรภาพในการเก็บข้อมูลไว้ได้ เมื่อมีการเพิ่มอุณหภูมิให้เท่าอุณหภูมิห้องตามปกติ

และคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่หน่วยเก็บข้อมูลแบบใหม่นี้จะมาอยู่ในเครื่องคอมฯ โน๊ตบุ๊ค หรือแม้แต่ในสมาร์ทโฟนของเรา แต่มันก็เป็นการส่งสัญญาณว่าเราเข้าใกล้ความจริงในเรื่องของ การเก็บข้อมูลลงในอะตอมแล้ว และเมื่อถึงเวลานั้น เราอาจสามารถเซฟภาพและวีดีโอได้มากเท่าที่ต้องการลงในอุปกรณ์ของเรา

โดยคุณ Alexander Khajetoorians หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “คุณค่าของผลงานชิ้นนี้คือ เราจะสามารถสร้างฮาร์ดดิสก์จากอะตอมที่มีขนาดเล็กจำนวนมหาศาล และเราจะเก็บข้อมูลได้มากกว่าเดิมเป็นพันเท่า″ โดยผลงานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Nature Communications
ที่มา : www.sciencealert.com , th.wikipedia.org

อีลอน มัสก์ หยอดคำหวาน อาจสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารภายในปี 2028

14614_18092512153000

  คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อีลอน มัสก์ จัดว่าเป็นนักนวัตกรรมระดับแนวหน้าแห่งยุค แถมยังเป็นคนมองโลกในแง่บวกและมองเห็นในทุกๆ ความเป็นไปได้อีกด้วย ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หัวเรือใหญ่แห่ง SpaceX ได้ทำการคาดการณ์อนาคตด้านการบุกเบิกอวกาศเอาไว้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทริปการเดินทางของผู้โดยสารกระเป๋าหนักรอบดวงจันทร์ โดยมียาน BFR (Big Falcon Rocket) เป็นยานพาหนะ และในทวีตล่าสุดของ อีลอน มัสก์ เขาได้โพสต์ภาพของชุดอาคารขนาดใหญ่ที่เป็น อาณานิคมของมนุษย์บนดาวอังคารเคียงข้างอยู่กับยานของ SpaceX

โดยมีการตั้งชื่อให้กับฐานบนดาวอังคารอย่างเก๋ไก๋ว่า Mars Base Alpha โดยภาพคอนเซ็ปต์ที่มีการร่างขึ้นมานั้นมันช่างดูอลังการราวกับภาพในนิยายวิทยาศาสตร์ ในภาพเราจะเห็นเหมือนว่าเป็นอาคารที่พักสำหรับชาวอาณานิคมพร้อมแผงโซล่าร์เซลล์ขนาดใหญ่ และที่เด่นที่สุดคือโดมทรงโค้งที่โปร่งแสง ที่ดูแล้วน่าจะใช้สำหรับการเพาะปลูกพืชผักเพื่อเป็นแหล่งอาหาร และในภาพมียาน BFR อย่างน้อย 4 ลำที่ตั้งตระหง่านเพื่อรอคอยผู้โดยสาร

มันเป็นภาพฝันที่มีความทะเยอทะยานอย่างสูงทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองในแง่ที่ว่า ยานอวกาศ BFR ยังไม่พร้อมใช้งานจริงในเวลานี้ ถึงแม้ว่าทาง SpaceX จะมีจรวดที่น่าทึ่งอย่าง Falcon และ Falcon Heavy แต่กับยาน BFR แล้ว มันยังอยู่ในช่วงของการทดสอบขั้นต้นเท่านั้น และยังไม่มีการทดลองปล่อยให้มันเดินทางจริงแต่อย่างใด

NASA เองก็รอคอยบริษัทเอกชนอย่าง SpaceX และ Boeing ที่จะพัฒนายานขนส่งคนที่ใช้งานได้จริง เพื่อที่จะนำนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และบริษัทเอกชนทั้ง 2 รายต่างก็ประสบปัญหาความล่าช้าในการพัฒนายาน โดยเป้าหมายแรกของ SpaceX ก็คือการได้ร่วมงานกับ NASA รวมถึงการให้บริการลูกค้าในเที่ยวบินการท่องอวกาศในเชิงพาณิชย์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ อีลอน มัสก์ ละสายตาจากความทะเยอทะยานของเขาแต่อย่างใด

และเมื่อมีคนถามผ่านทวิตว่า เมื่อไหร่ภาพจินตนาการของ Mars Base Alpha จะกลายเป็นความจริงขึ้นมา คำตอบคือ “มันอาจเป็นไปได้ในปี 2028″ แต่อย่างไรก็ดี แผนการเริ่มสร้างฐานบนดาวอังคารในปี 2028 ของ อีลอน มัสก์ ยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด และในความเป็นจริงที่ว่า ยังไม่เคยมีใครสร้างสิ่งก่อสร้างบนดาวอังคารหรือดาวเคราะห์ใดๆ มาก่อน ดังนั้นการที่คาดหวังว่าเราจะสามารถสร้างอาณานิคมบนดาวดวงใดภายใน 10 ปีข้างหน้านับว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันอยู่ไม่น้อยเลย

หน่วยงานด้านอวกาศของภาครัฐ รวมถึงบริษัทด้านการสำรวจอวกาศทั่วโลก ต่างก็วางเดิมพันเอาไว้สูงกับการสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร แต่ก็มีความท้าทายเป็นอย่างมากที่จะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง และด้วยขีดจำกัดด้านเทคโนโลยีอวกาศในปัจจุบันทำให้บอกได้ยากว่าใครจะทำได้สำเร็จก่อน แล้วจะสำเร็จได้จริงตอนไหน
ที่มา : bgr.com

ผลวิจัยชี้ชัด หนูสมัยนี้ตัวใหญ่จนแมวเพลีย เปลี่ยนใจไปจับแมลงสาบ จับกิ้งก่ากินดีกว่า

14653_18092816555922

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เราอาจจะคิดว่าเมืองที่เต็มไปด้วยแมวจรจัด และหนูจรจัด มันน่าจะจบลงด้วยการลดลงของประชากรหนู เพราะโดนเจ้าแมวล่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าแมวเองก็มีนิสัยขี้เกียจเหมือนมนุษย์ และมันจะเลือกจับเหยื่อที่ล่าง่ายกว่าเจ้าหนู

จากผลการวิจัยล่าสุดที่ทำในเมือง New York สหรัฐอเมริกา นักวิจัยพบว่า เหล่าแมวจรที่ดูแล้วพวกมันน่าจะมีความโชกโชนในการล่าเหยื่อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกมันล่าหนูในจำนวนที่น้อยมากๆ ทำให้หมดหวังที่จะใช้แมวจัดการกับปัญหาประชากรหนูจรจัดที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เหมือนอย่างที่เกิดกับเมือง Chicago ที่ถูกจัดให้เป็นเมืองในสหรัฐอเมริกาที่ถูกรบกวนโดยหนูมากที่สุด

ด้วยการติดตั้งไมโครชิปให้กับสมาชิกในอาณาจักรหนูของโรงงานรีไซเคิลขยะในย่าน Brooklyn รวมถึงการติดตั้งกล้องภาคสนาม ทำให้นักวิทยาศาสตร์จาก สหรัฐอเมริกา และออสเตรเรียสามารถทำงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากแมวจรจัดที่มีต่อหนูในย่านนี้

จากวันที่ 27 ธันวาคม 2017 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2018 พวกเขามี 306 คลิปวีดีโอที่แสดงให้เห็นว่าแมวและหนูอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยมีเพียง 20 คลิปที่แสดงให้เห็นแมวที่กำลังตามรอยเจ้าหนู และ 3 คลิปที่แสดงให้เห็นให้เห็นการไล่ล่า โดยที่มีเพียง 2 คลิปที่แสดงให้เห็นว่าหนูถูกฆ่าโดยเจ้าแมว

ดูเหมือนปัญหาการที่แมวไม่ยอมล่าหนูนั้น ปัญหาน่าจะอยู่ที่ตัวหนูซะมากกว่า โดยแมวบนเกาะสจ๊วต (Stewart Island) ประเทศนิวซีแลนด์นั้นมีการรายงานว่าพวกมันจับหนูกันเก่งมาก โดยหนูบนเกาะสจ๊วตนั้นมีขนาดเล็ก และมีน้ำหนักประมาณ 150 กรัม แม้แต่ในประเทศออสเตรเลียเจ้าแมวก็จับหนูกันเก่งมาก และอาหารหลักของพวกมันก็เป็นหนูขนยาว ที่หนักประมาณ 150 กรัม

11

หนูสายพันธุ์นอร์เวย์ ตัวอ้วนใหญ่น่ารักเชียว ^^

ขอบคุณภาพประกอบจาก 

แต่แมวในเมือง New York และ Chicago นั้นต้องเจอกับหนูสายพันธุ์นอร์เวย์ที่มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่า และมีน้ำหนักถึง 300 กรัม และจากคลิปทั้ง 2 ที่แสดงให้เห็นว่าแมวประสบความสำเร็จในการล่าหนูย่าน Brooklyn ก็พบว่าหนูทั้งสองตัวนั้นมีขนาดเล็กกว่าหนูโดยส่วนใหญ่ในย่านนั้น

แล้วเหตุใดเจ้าแมวจึงขี้เกียจล่าหนู? นักวิจัยได้อธิบายเรื่องนี้เอาไว้ว่า เจ้าแมวจะเลือกเหยื่อที่อ่อนแอ และเจ้าหนูที่ตัวใหญ่แข็งแรงนั้นก็ล่ายากกว่า นก กิ้งก่า แมลงสาบ หรือถ้ามันไม่อยากล่าเหยื่อ ก็ยังมีเศษอาหารเหลือทิ้งจากมนุษย์ที่พวกมันสามารถกินได้

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เมื่อแมวเดินไปที่ไหน เราจะแทบจะไม่เห็นหนูในบริเวณนั้นเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริเวณนั้นไม่มีหนูแต่อย่างใด แต่เจ้าหนูนั้นฉลาดพอที่จะหาวิธีหลบเลี่ยงให้พ้นจากสายตาแมวนั่นเอง และจากผลการวิจัยจากโรงงานรีไซเคิลขยะในย่าน Brooklyn บอกกับเราว่า มีเจ้าหนูอยู่เป็นจำวนมากในพื้นที่ที่มีแมวนักล่าอาศัยอยู่ และผลงานวิจัยนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Frontiers in Ecology and Evolution

ลองย้อนกลับมาดูที่เมืองไทย ก็ต้องบอกว่าแมวบ้านเราก็มีความขี้เกียจจับหนูอยู่เหมือนกันนะ แถมหนูบางตัวยังอัพไซส์ตัวเองให้ใหญ่เกือบเท่าๆ แมวเลย เรียกว่าแมวเจอหนูไซส์นี้เข้าไป แทนที่หนูจะวิ่งหนีแมว กลายเป็นแมววิ่งหนีหนูไปซะอย่างนั้น “__”
ที่มา : www.sciencealert.com , www.frontiersin.org

Chrome Beta เวอร์ชั่นล่าสุดรองรับสแกนนิ้วทั้งบน Android และ Mac แล้ว

14552_180917163334Zs

คลิก facebook

Google Chrome Beta เวอร์ชั่นล่าสุดนั้นได้เพิ่มการอัพเดตครั้งสำคัญเข้ามาในเบราว์เซอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นก็คือการสนับสนุนการใช้งาน Fingerprint สำหรับ Chrome บนอุปกรณ์ Android และ Mac OS นั่นเอง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักพัฒนาได้นำข้อมูล Biometric (ข้อมูลทางชีวภาพ) มาเสริมระบบรักษาความปลอดภัยให้กับการใช้งาน Chrome ได้

14552_180915185409O3_250219

โดยการอัพเดตในครั้งนี้จะช่วยให้ Chrome นั้นสามารถที่จะนำเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนอุปกรณ์ Android และเซ็นเซอร์ Touch ID บน MacBook Pro มาใช้งานร่วมกับเบราว์เซอร์ได้นั่นเอง แต่ในตอนนี้ยังไม่ได้มีข้อมูลออกมาว่า Chrome นั้นจะสามารถใช้งานกับรูปแบบอื่นๆ อย่างตัวสแกนลายนิ้วมือ Windows Hello หรือ Touch ID บนอุปกรณ์ iOS รุ่นก่อนหน้านี้ได้บ้างหรือไม่ แต่คาดว่าอีกไม่นานเราน่าจะได้ทราบกันแล้วว่าทาง Google จะออกมาอัพเดตอย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ Chrome 70 Beta นั้นยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนั่นก็คือการรองรับ Web Bluetooth บน Windows 10 ซึ่งเพิ่มความสามารถให้ Chrome นั้นสามารถที่จะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่เปิด Bluetooth ในบริเวณใกล้เคียงได้นั่นเอง (ซึ่งใน Chrome เวอร์ชั่นอื่นๆ มีฟีเจอร์นี้อยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว)

แถมทาง Google ยังคงเปิดตัว API ซึ่งเป็นระบบที่จะทำให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถที่จะระบุใบหน้า บาร์โค้ด ข้อความในภาพ รวมถึงการสแกน QR Code ได้นั่นเอง

และปิดท้ายที่ในตอนนี้ Chrome สามารถออกจากโหมด Full Screen ได้แบบอัตโนมัติเมื่อมีหน้าต่างป๊อปอัพ เมื่อมีหน้าต่าง การระบุตัวตน การยืนยันเพื่อทำการจ่ายเงิน หรือเมื่อมีหน้าต่างเลือกไฟล์โผล่ขึ้นมา ทำให้เหล่าผู้ใช้งานสามารถดำเนินการกับสิ่งต่างๆ ที่เด้งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วขึ้น
ที่มา : www.theverge.com

ไขปริศนาน้ำยาอาบศพ “สูตรต้นตำรับ” ของมัมมี่อียิปต์โบราณ

 

การทำมัมมี่เพื่อรักษาศพคนตายในอียิปต์มีมานานกว่าที่เคยคาดกันไว้กว่าหนึ่งพันปี

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1941419905922819

เส้นใยจากผ้าที่ใช้ห่อมัมมี่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ร่างหนึ่ง ถูกนำมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมี จนได้ค้นพบ “สูตรต้นตำรับ” ของน้ำยาอาบศพแบบอียิปต์โบราณที่ใช้สืบต่อกันมานานถึง 4,000 ปี เพื่อรักษาสภาพศพให้สมบูรณ์สำหรับชีวิตหลังความตาย ตามความเชื่อทางศาสนาในยุคนั้น

ทีมนักโบราณคดีจากสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ร่วมกันตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสารวิทยาการโบราณคดี ( Journal of Archaeological Science ) โดยระบุว่าการวิเคราะห์เส้นใยผ้าที่ซึมซับน้ำยาอาบศพสูตรเก่าแก่นี้เอาไว้ ทำให้ทราบถึงองค์ประกอบของวัตถุดิบที่มาจากพืชหลายชนิดในน้ำยาดังกล่าว

มีการตรวจสอบมัมมี่ร่างหนึ่งซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่เมืองตูรินของอิตาลี โดยคาดว่ามัมมี่นี้เป็นชายวัย 20-30 ปี และน่าจะเสียชีวิตลงเมื่อราว 3,700 ปีก่อนคริสตกาล ทีมผู้วิจัยระบุว่ามัมมี่นี้ยังไม่เคยผ่านกระบวนการช่วยอนุรักษ์วัตถุโบราณใด ๆ มาก่อน จึงอยู่ในสภาพดั้งเดิมอย่างแท้จริงโดยไม่มีการปนเปื้อนสารเคมีสมัยใหม่

การทำมัมมี่เพื่อรักษาศพคนตายในอียิปต์มีมานานกว่าที่เคยคาดกันไว้กว่าหนึ่งพันปี

เผยสูตรต้นตำรับโบราณ

แต่เดิมคาดกันว่าศพของชายผู้นี้กลายเป็นมัมมี่ตามธรรมชาติ หลังถูกฝังในทะเลทรายที่สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งเป็นเวลานาน

นักโบราณคดีรุ่นก่อน ๆ ไม่คิดว่ามัมมี่ร่างนี้เกิดจากกระบวนการทำมัมมี่แบบอียิปต์โบราณโดยตรง เพราะเชื่อว่าวัฒนธรรมดังกล่าวเกิดขึ้นหลายพันปีหลังชายผู้นี้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งก็คือราว 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ตรงกับช่วงที่เริ่มก่อสร้างมหาพีระมิดแห่งกีซา

อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ทางเคมีจากเส้นใยผ้าที่ติดอยู่ตรงส่วนมือของศพชี้ว่า ร่างไร้ชีวิตของชายผู้นี้ได้ผ่านกระบวนการทำมัมมี่ตามแบบอียิปต์โบราณมาอย่างแน่นอน โดยร่องรอยของสารเคมีที่ปรากฏอยู่ชี้ว่า น้ำยาอาบศพสูตรที่น่าจะใช้กันแพร่หลายเป็นสูตรแรก ๆ มีส่วนประกอบดังนี้

– น้ำมันที่ทำจากพืชเช่นน้ำมันงา

– สารสกัดคล้ายขี้ผึ้งที่เรียกกันว่า Balsam ซึ่งได้จากต้นหรือรากของพืชบางชนิด เช่น ต้นกกธูปหรือธูปฤๅษี (Cattail)

– ยางไม้รับประทานได้ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นน้ำตาลตามธรรมชาติ เช่นยางที่สกัดจากต้นอะคาเซีย (Acacia)

– ยางสน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุด เพราะหากนำไปผสมในน้ำมันและส่วนประกอบอื่น ๆ แล้ว จะทำให้น้ำยาอาบศพมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันไม่ให้ศพเน่าเปื่อย

 

เส้นใยจากผ้าที่ใช้ห่อมัมมี่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถูกนำมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีในการศึกษาครั้งนี้

 

 

ที่มา: www.bbc.com