คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-2 ณัฏฐณิชา ทะเสนฮด ธีรพงษ์ บัวสุวรร

“ส.ผู้ผลิตข่าวฯ” จัดอบรมเชิงปฎิบัติการ “ผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์” รุ่น3

 

“ส.ผู้ผลิตข่าวฯ” จัดอบรมเชิงปฎิบัติการ "ผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์" รุ่น3

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดอบรมฟรี โครงการผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์ รุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 19- 22 ก.ค. 61 ที่ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดอบรมฟรี โครงการผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์ รุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 19- 22 ก.ค. 61 ที่ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยการสนับสนุนหลักจาก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสนับสนุนร่วมโดย บริษัท จีเอเบิล จำกัด, บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) inet, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) , ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จัดอบรมฟรี โครงการผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์ รุ่นที่ 3

สื่อออนไลน์ชั้นนำ 21 แห่งของไทย ได้แก่

1. บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด
2. บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัด
3. บริษัท เดลินิวส์เว็บ จำกัด
4. บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
5. บริษัท โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
6. บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้งคอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน)
7. บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)
8. หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
9. หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
10. หนังสือพิมพ์ดาราเดลี่
11. หนังสือพิมพ์แนวหน้า
12. หนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์
13. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
14. บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
15. หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
16. สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์
17. บริษัท บางกอกมีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด
18.บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด
19. หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
20. บริษัท ไบรท์ทีวี จำกัด
21. บริษัท สยามอินเตอร์ มัลติมีเดีย จำกัด SMM

รวมตัวกันจัดตั้ง “ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์” – Society of Online News Providers (SONP) ขึ้น เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2552 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมประกาศเจตนารมณ์ มุ่งมั่น ส่งเสริม และสนับสนุนสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย สนับสนุนการที่ประชาชนรับรู้ข่าวสารออนไลน์ผ่านเครือข่ายออนไลน์ที่ผ่านกระบวนการทางวารสารศาสตร์จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตข่าวแต่ละรายโดยตรง และร่วมกันหยุดยั้งผู้ประกอบการเว็บไซต์เชิงธุรกิจ ในการนำเนื้อหาข่าวและภาพข่าวไปใช้โดยพลการ ละเมิดลิขสิทธิ์ที่ผลิตโดยเว็บไซต์สมาชิก

จากสถานการณ์ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีใน ยุค Thailand 4.0 ก้าวเข้ามามีบทบาทบนโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก ทำให้ช่องทางการนำเสนอและรับข่าวสารในปัจจุบันมีความหลากหลาย ทำให้การรับรู้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีอิสระ ไร้ขอบเขต ดังนั้น องค์กรสื่อในบริบทของผู้นำเสนอข่าวสารอันยึดประโยชน์ต่อสังคม และมีความน่าเชื่อถือในการเผยแพร่ข้อเท็จจริงสู่สาธารณะ จึงมีความจำเป็นต้องเสริมสร้างความรู้ให้กับนิสิต นักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อสร้างผู้ผลิตข่าวรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ ถูกต้อง และมีความเข้าใจบทบาทภารกิจที่แท้จริงของผู้ผลิตข่าวออนไลน์มากขึ้น

ดังนั้น สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ในฐานะองค์กรตัวแทนของผู้ผลิตข่าวออนไลน์หลักในประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญของการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าว จึงจัดอบรม “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ รุ่นที่ 3” หรือ Young Digital News Providersรุ่นที่ 3 ขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้ ในทุกมิติของการผลิตข่าวบนโลกดิจิทัลอาทิ ทิศทางในการนำเสนอข่าวสารและพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัล, การใช้เครื่องมือบนเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ, การนำเสนอในรูปแบบมัลติมีเดีย, เรียนรู้จริยธรรมการนำเสนอข่าวที่ถูกต้องและเหมาะสม, การวางแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ข่าว, การสร้างสรรค์และออกแบบเว็บไซต์ข่าวให้น่าสนใจ รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจ เปิดมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ให้กับนิสิต นักศึกษา ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทำงานจริงอย่างมืออาชีพ

ด้วยเจตนารมณ์ของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยปราศจากการปิดกั้นจากอำนาจใดๆ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพ และเสริมสร้างองค์ความรู้ในการทำข่าวออนไลน์ ตลอดจนส่งเสริมจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวออนไลน์ จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการนี้ เพื่อยกระดับในการผลิตข่าวสารออนไลน์ที่ดี มีประสิทธิภาพและอยู่ในกรอบจริยธรรม
การอบรมจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 19 – วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฏาคม 2561 ระยะเวลา 4 วัน 3 คืน สถานที่ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณธัญฉัต วจีเกษม โทรศัพท์ 081-700-2601 อีเมล์ SonpAssociation@gmail.com หรือที่เว็ปไซต์ http://www.sonp.or.th

นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษสร้างเครื่องผลิตไฟฟ้าจากขยะครัวเรือน

นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ นิค สเปนเซอร์ (Nik Spencer) พัฒนาเครื่องแปลงขยะภาคครัวเรือนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยตั้งชื่อนวัตกรรมดังกล่าวว่า HERU

อุปกรณ์ดังกล่าวเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานด้วยการทำงาน 3 ขั้นตอน คือ ทำให้ขยะแห้ง ให้ความร้อน และสร้างพลังงาน

เขากล่าวว่า เครื่องผลิตพลังงานสามารถแปรรูปขยะได้หลายชนิดให้เป็นไฟฟ้า รวมถึงพลาสติก เช่น ถ้วยกาแฟ แต่ไม่สามารถจัดการกับขยะโลหะได้

อย่างไรก็ตาม นิค สเปนเซอร์ กล่าวว่า โลหะเป็นขยะที่ผู้ใช้สามารถแยกออกมาได้ง่าย เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

เขากล่าวว่า แต่ละครัวเรือน มีขยะต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม ซึ่งสามารถแปลงเป็นพลังงานที่เพียงพอต่อการผลิตร้อยละ 44 ของน้ำอุ่นที่แต่ละบ้านใช้

‘ดีพเฟค’ เทคโนโลยีทรงพลังในสงครามข่าวปลอม

This image made from video of a fake video featuring former President Barack Obama shows elements of facial mapping used in new technology that lets anyone make videos of real people appearing to say things they've never said. (AP Photo)

https://www.voathai.com/a/deepfake-ro/4470149.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1879684448763032

ขณะนี้มีการจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อการใช้ข่าวสารที่บิดเบือนเป็นอาวุธในสงครามจิตวิทยา ที่หวังผลสร้างความไม่เชื่อใจในตัวบุคคลสำคัญ ใส่ร้ายป้ายสี และก่อความปั่นป่วน

และอาวุธด้านข่าวกำลังทรงพลังมากขึ้น เมื่อผู้ปล่อยข้อมูลเท็จสามารถสร้างสื่อวิดีโอที่แสดงภาพบุคคลสำคัญพูดหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้เหมือนตัวจริง

เครื่องมือตบตาผู้รับสารที่แนบเนียนนี้เรียกว่า ‘Deepfake’ ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีภูมิปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบความคิดของมนุษย์ และกำลังถูกพัฒนาให้สามารถเลียนแบบพฤติกรรม น้ำเสียง และท่วงทำนองการพูดได้ด้วย

ไม่นานนี้สื่อ BuzzFeed นำภาพและเสียง ผู้เลียนแบบประธานาธิบดีโอบามาผ่านเทคโนโลยี ‘Deepfake’ มาเผยแพร่บน Youtube

https://youtu.be/cQ54GDm1eL0

ไม่เพียงแต่เสียงที่เหมือน แต่ภาพที่เห็นก็คือประธานาธิบดีโอบามาที่ถูกผสมผสานด้วยการเลียนแบบโดยคอมพิวเตอร์ ทั้งการขยับปากและเสียง ซึ่งกำลังให้คำเตือนถึง ภัยจาก ‘Deepfake’ ทั้งที่ตัวจริงของอดีตผู้นำสหรัฐฯ ไม่เคยพูดข้อความเหล่านี้ออกอากาศเลย

แม้คลิปดังกล่าวมีส่วนที่เป็นมุขตลก แต่หากว่า ‘Deepfake’ ถูกใช้ในการสร้างสถานการณ์ลวง เช่น การประกาศข่าวเตือนภัย หรือ การกล่าวคำเหยียดเชื้อชาติสีผิว ผลของข่าวเท็จหรือ fake news ก็จะมีความร้ายแรงน่ากังวลยิ่ง

ในขณะเดียวกัน หน่วยงานของสหรัฐฯ ที่ชื่อ Defense Advanced Research Projects จึงริเริ่มโครงการพัฒนาเทคโนโลยีจับเท็จจากภาพและวิดีโอที่มีการตัดต่อแนบเนียน ซึ่งเหลือเวลาอีก 2 ปี ตามระยะเวลาของโครงการ 4 ปี

แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนเร็วๆ นี้ คือการเลือกตั้งกลางเทอมของรัฐสภาสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้

Hany Farid ผู้เชี่ยวชาญการสืบพิสูจน์ทางดิจิทัล แห่งมหาวิทยาลัย Dartmouth College ของสหรัฐฯ กล่าวว่า น่าจะเห็นการใช้เทคโนโลยี ‘Deepfake’ ในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกสองปีจากนี้

วุฒิสมาชิก Marco Rubio ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา แสดงความกังวลต่อภัยของเทคโนโลยี ‘Deepfake’ ที่อาจทำให้เกิดข่าวเท็จในรูปแบบวิดีโอ ซึ่งสร้างความโกลาหลและความมั่งคงในช่วงเวลาที่สำคัญ รวมถึงก่อนการเลือกตั้งได้

แม้ปัจจุบัน การดูคลิปอย่างละเอียดอาจสามารถจับเท็จจากวิดีโอที่ถูกสร้างขึ้นโดย ‘Deepfake’ ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า อีกหนึ่งถึงสองปีจากนี้ความแนบเนียนของเทคโนโลยีที่ว่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

(รายงานโดย Associated Press/ รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียง)

สองพี่น้องอเมริกันพัฒนาแอพ ‘NotOK’ ช่วยเหลือผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1880725995325544

1531440284373

https://www.voathai.com/a/not-ok-app-ro/4456366.html

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของรัฐบาลสหรัฐฯ Center for Disease Control and Prevention (CDC) เปิดเผยรายงานเรื่องการฆ่าตัวตายในอเมริกาที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา

สาธารณชนทราบถึงรายงานดังกล่าวในช่วงเดียวกันกับข่าวการฆ่าตัวตายของ ดีไซน์เนอร์ Kate Spade รวมถึงผู้จัดรายการโทรทัศน์และเชฟชื่อดัง Anthony Bourdain

Deborah Stone ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน CDC ให้สัมภาษณ์ผ่าน Skype ว่าข้อมูลสถิติบ่งบอกชัดเจนว่าปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายกำลังย่ำแย่ลง เธอบอกว่าควรมีการหาทางป้องกันการฆ่าตัวตายอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกันพี่น้อง Charlie และ Hannah Lucas ร่วมกันพัฒนาแอพ ‘NotOK’ สำหรับสมาร์ทโฟนที่สามารถช่วยเหลือผู้ที่คิดปลิดชีพตนเอง

Charlie Lucas กล่าวว่า แอพ ‘NotOK’ มีปุ่มกดส่งสัญญาณสำหรับผู้ที่รู้สึกหดหู่ไม่สบายใจ กับข้อความเท็กซ์ ว่า ‘Hey, I am not ok. Call me, text me, or come check up on me.” ให้กับคนใกล้ชิดของผู้ใช้ 5 ราย เพื่อเรียกขอความช่วยเหลือ

แอพดังกล่าวจะระบุพิกัดที่อยู่ด้วยระบบ GPS ซึ่งทำให้ผู้รับข้อความสามารถเดินทางมาหาผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้

จุดเริ่มต้นของแอพ ‘NotOK’ นั้นมีขึ้นหลังจากที่ Hannah พี่สาวของ Charlie ป่วยเป็นโรคที่ทำให้เธอเป็นลมอยู่บ่อยครั้ง และกลายเป็นเหยื่อของการถูกเพื่อนล้อ จนถึงขั้นเกิดภาวะจิตตก และพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง

Hannah เสนอความคิดส่งข้อความขอความช่วยเหลือไปยังคนใกล้ชิด ซึ่งทำให้ Charlie เริ่มมีความหวังที่จะช่วยพี่สาวด้วยการพัฒนาซอฟแวร์ต้นแบบขึ้น จนกลายมาเป็นแอพ ‘NotOK’ ที่ว่านี้

Hannah กล่าวว่า ไม่ว่าคุณจะเจออะไรในตอนนี้ คุณอาจจะอยากมีเพื่อนพูดคุยด้วย และการอยู่คนเดียวไม่ทำอะไรให้ดีขึ้น ซึ่งแอพนี้อาจใช้ช่วยเหลือคนที่อยู่ในสถานการณ์ยากลำบากอื่นๆ ด้วย

ตอนนี้ Hannah รู้ว่าสุขภาพด้านต่างๆ ของเธอดีขึ้น และพี่น้องคู่นี้ไดรับรางวัลมากมายจากแอพ ‘NotOK’ รวมถึงจากองค์กรด้านสุขภาพจิต Mental Health America

ขณะที่แอพถูกดาวน์โหลดกว่า 15,000 ครั้งไปเรียบร้อยแล้ว

(รายงานโดย Mariama Diallo / รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียง)

 

หมดปัญหาถ่ายรูปแล้วหลับตา Facebook พัฒนา AI ให้รีทัชดวงตาเจ้าของรูปได้เหมือนจริง

หมดปัญหาถ่ายรูปแล้วหลับตา Facebook พัฒนา AI ให้รีทัชดวงตาเจ้าของรูปได้เหมือนจริง

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1871821792882631

ใครที่มีปัญหาถ่ายรูปออกมาแล้วเผลอหลับตา หรือเวลาถ่ายรูปหมู่แล้วมีบางคนเผลอกะพริบตาจนรูปหมดสวย จะไม่ต้องเซ็งกันอีกต่อไปแล้ว เมื่องานวิจัยที่ Facebook เผยแพร่ล่าสุดระบุว่ากำลังพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้แก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการใช้เทคนิคการเรียนรู้ของสมองกลที่เรียกว่า “Exemplar Generative Adversarial Network” (ExGANs) เพื่อรีทัชดวงตาของเจ้าของรูปให้ลืมตาได้อย่างเนียนกริบ

แม้ว่าระบบ Deep neural networks ทั่วไปสามารถเรียนรู้การสร้างดวงตาหรือรีทัชดวงตาได้อยู่แล้ว แต่งานวิจัยของ Brian Dolhansky และ Cristian Canton Ferrer ทีมวิศวกรของ Facebook ระบุว่ามีวิธีที่สามารถสร้างดวงตาให้เหมือนตาจริงของเจ้าของได้ แทนที่จะไปเหมือนดวงตาของคนอื่น

วิธีการก็คือให้ AI ใช้รูปอ้างอิงจากบุคคลคนเดียวกันในการสร้างภาพดวงตาขึ้นมาใหม่ แทนที่จะให้ดูชุดรูปดวงตาของคนอื่นๆ ซึ่ง Facebook มีรูปของทุกคนที่ถูกติดแท็กไว้บนเซิร์ฟเวอร์อยู่แล้ว จึงสามารถนำมาใช้เป็นรูปอ้างอิงได้

อันที่จริง Facebook นำการเรียนรู้ของสมองกลเข้ามาใช้ในแพลตฟอร์มของตัวเอง เพื่อช่วยระบุตัวตนบุคคลจากใบหน้าอยู่แล้ว รวมถึงยังขึ้นชื่อแนะนำในการติดแท็กให้เราด้วย อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีล่าสุดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัย แต่ก็เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า Facebook ต้องการจะรักษาความโดดเด่นในการแชร์รูปภาพต่างๆ เอาไว้ จากการที่มีรูปถูกอัพโหลดใน Facebook มากกว่า 350 ล้านภาพ

หมดปัญหาถ่ายรูปแล้วหลับตา Facebook พัฒนา AI ให้รีทัชดวงตาเจ้าของรูปได้เหมือนจริง

ที่มา : www.cnet.com , www.businessinsider.com

ฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เก่าแก่ที่สุดในบราซิล

 

Credit : Mariela Castro เมื่อเร็วๆนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดยนักวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัยด้านปรัชญาและวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเซาเปาโล วิทยาเขตRibeirao Preto ประเทศบราซิล เผยการค้นพบซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil) ฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ซึ่งตั้งชื่อว่า Brasilestes stardusti โดยขนาดของฟันนั้นเล็กเพียง 3.5 มิลลิเมตร ลักษณะไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนของรากฟันหายไป ทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิลดังกล่าวในโขดหินที่โผล่ออกมาจากทุ่งของฟาร์มปศุสัตว์แห่งหนึ่งในนครเซาเปาโล เผยว่า ซากฟอสซิลชิ้นนี้มีความเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบในบราซิล พร้อมระบุว่า Brasilestes stardusti มีชีวิตอยู่ช่วงปลายมหายุคมีโซโซอิก (Mesozoic) เมื่อประมาณ 87-70 ล้านปีที่ผ่านมา โดยอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครเซาเปาโล และน่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมของบราซิลเพียงชนิดเดียวที่อยู่ร่วมยุคกับเหล่าไดโนเสาร์ การค้นพบครั้งนี้ก่อเกิดคำถามเกี่ยวกับชีวภูมิศาสตร์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอเมริกาใต้ที่ที่เชื่อว่าจะมีความซับซ้อนมากกว่าที่เคยคิดไว้

ทั้งนี้ ชื่อของ Brasilestes stardusti ที่นับว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ตั้งเพื่อยกย่องแก่เดวิด โบวี ร็อกสตาร์ชาวอังกฤษผู้ล่วงลับ เพราะหลังจาก 1 เดือนที่ค้นพบซากฟอสซิลนี้ ก็มีการพาดพิงถึงชื่อซิกกี้ สตาร์ดัสต์ (Ziggy Stardust) ซึ่งเป็นอีกชื่อและอีกตัวตนหนึ่งของเดวิด โบวี ที่สร้างผลงานดนตรีในสไตล์แกรมร็อก.

“ไมโครซอฟท์” พัฒนาร้านค้าไร้พนักงานคิดเงิน ตั้งเป้าแข่ง “แอมะซอน โก”

บริษัทคอมพิวเตอร์ ไมโครซอฟท์ (Microsoft Corp) กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่ร้านค้าที่ไม่ต้องมีพนักงานคิดเงิน ซึ่งเป็นร้านแบบเดียวกับ แอมะซอน โก (Amazon Go) ของ Amazon ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ ซึ่งอ้างอิงจากแหล่งข่าวหกคนผู้ใกล้ชิดกับไมโครซอฟท์

รายงานเปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนาระบบตรวจจับสินค้าที่ลูกค้าหยิบออกจากชั้นวางสินค้าแล้วใส่ในรถเข็น โดยได้มีการสาธิตเทคโนโลยีตัวอย่างให้กับร้านค้าปลีกในหลายประเทศไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้มีการเจรจากับร้านค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ วอลมาร์ท (Walmart) เกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างทั้งสองบริษัทในอนาคต

ก่อนหน้านี้ แอมะซอนเพิ่งเปิดตัวร้านค้าระบบอัตโนมัติ Amazon Go ที่นครซีแอตเติ้ล รัฐวอชิงตัน ให้ลูกค้าทั่วไปทดลองใช้เมื่อเดือนมกราคม และมีแผนจะเปิดอีกสองแห่งที่นครซานฟรานซิสโก และนครชิคาโก อย่างไรก็ตาม กระแสตอบรับต่อร้าน Amazon Go มีทั้งทางบวกและลบพอๆ กัน

ร้านค้าล้ำยุคดังกล่าวทำให้บริษัทเทคโนโลยีคู่แข่งหันมาพัฒนาให้ความสนใจกับร้านค้าอัตโนมัติมากขึ้น โดยไมโครซอฟท์ได้ดึงตัวผู้เชี่ยวชาญด้านวิชั่นคอมพิวเตอร์มาจาก Amazon Go เพื่อพัฒนาระบบกล้องติดรถเข็น และระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับอื่นๆ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่า ไมโครซอฟท์จะเริ่มใช้บริการคิดเงินอัตโนมัตินี้เมื่อใด และในรูปแบบไหน

นักวิเคราะห์ด้านการตลาดเชื่อว่า ตลาดของระบบคิดเงินอัตโนมัตินี้จะมีมูลค่าราว 50,000 ล้านดอลลาร์ในอนาคต แต่ก็อาจเกิดการต่อต้านโดยบรรดาพนักงานคิดเงิน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาชีพยอดนิยมที่สุดในอเมริกา3268B743-D422-4937-A770-FF4E37FC5B1C_cx0_cy7_cw0_w1023_r1_s

‘การสังเคราะห์เเสงเทียม’ ช่วยผลิตพลังงานสะอาดราคาถูก

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแหล่งพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนล้วนเเต่มีข้อด้อย กังหันลมจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีลมพัดเท่านั้น แผงพลังงานเเสงอาทิตย์จะผลิตพลังงานเมื่อมีเเสงแดด นอกจากนี้ แผงโซล่าร์เซลล์ที่ดีที่สุดและเเพงที่สุด มีประสิทธิภาพเพียงเเค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ศาสตราจารย์ ดันเหว่ย หวาง (Dunwei Wang) แห่งวิทยาลัยบอสตัน (Boston College) กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเก็บกักพลังงานที่ผลิตได้ในระยะยาวอีกด้วย

ศาสตราจารย์หวาง กล่าวว่า มีวิธีเดียวที่ทำได้คือการเชื่อมต่อเเผงพลังงานเเสงอาทิตย์เข้ากับแบตเตอรี่ เเต่หากต้องการผลิตไฟฟ้าให้คนทั่วประเทศใช้หรือคนทั้งโลกใช้ ยังไม่มีแบตเตอรี่ที่สามารถรองรับงานนี้ได้ในปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าววีโอเอ รายงานว่า ธรรมชาติได้สร้างโซล่าร์เซลล์ขึ้นมา พร้อมกับวิธีการจัดเก็บพลังงานที่ได้ โดยใบไม้ทุกใบใช้กระบวนการสังเคราะห์เเสงเพื่อใช้ประโยชน์จากเเสงเเดด โดยเปลี่ยนแสงแดดให้เป็นพลังงานเคมีก่อนจะนำไปใช้หรือเก็บไว้ใช้ในภายหลัง

กระบวนการสังเคราะห์แสงตามธรรมชาตินี้ช้าเกินไปสำหรับโลกที่หิวโหยพลังงาน เเต่ศาสตราจารย์หวาง กล่าวว่า ตัวเร่งปฏิกริยาเเบบใหม่ที่ทีมงานกำลังพัฒนาจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการสังเคราะห์เเสงเทียมเเละช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ดีมากขึ้น ด้วยการแยกน้ำออกเป็นอ็อกซิเจนเเละไฮโดรเจน ซึ่งอย่างหลังนี้ นำไปใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงาน

ศาสตราจารย์หวาง กล่าวว่า ตัวเร่งปฏิกริยาที่ทีมงานค้นพบ ถือเป็นตัวเร่งปฏิกริยาที่ดีที่สุดตัวหนึ่งที่สามารถลอกเลียนแบบกระบวนการสังเคราะห์แสงได้ ด้วยการทำให้การแยกอิเลคตรอนจากน้ำง่ายขึ้น ในขั้นตอนผลิตอ็อกซิเจน เเละอิเลคตรอนที่แยกได้สามารถนำไปใช้ในการทำให้น้ำผลิตไฮโดรเจนหรือลดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

ทีมนักวิจัยชี้ว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เเต่พวกเขาหวังว่าตัวเร่งปฏิกริยาตัวใหม่ที่พัฒนาอยู่นี้อาจนำไปใช้ได้ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินเเละน้ำมันลง

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

https://www.voathai.com/a/4434785.html

7B02D26C-B689-443D-B7BF-51FE4608E142_cx0_cy8_cw0_w1023_r1_s