คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-2 ณัฏฐณิชา ทะเสนฮด ธีรพงษ์ บัวสุวรร

การกอด เป็นการแสดงความรัก และเยียวยาจิตใจได้ดีกว่าการพูดปลอบโยนเสียอีกนะ

การกอด เป็นการแสดงความรัก และเยียวยาจิตใจได้ดีกว่าการพูดปลอบโยนเสียอีกนะ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

การกอดกัน แน่นอนว่ามันทำให้เรารู้สึกดี แต่เหตุผลคืออะไรหล่ะ?

บางพฤติกรรมที่เรียบง่ายของมนุษย์ แต่กลับอธิบายได้ยากในมุมของวิทยาศาสตร์ แต่คงไม่มีใครปฏิเสธใช่ไหมว่า การที่เราถูกใครสักคนสวมกอดอย่างอบอุ่น ทำให้เรารู้สึกดีขนาดไหน โดยมีสมมติฐานที่น่าสนใจในเชิงจิตวิทยา การกอดนั้นเป็นผลดีกับเรา เพราะมันช่วยลดความตึงเครียดในจิตใจได้

เมื่อกอดกัน คนทั้งสองได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า การติดต่อระหว่างบุคคล (Interpersonal touch) มันช่วยลดความทนทุกข์ทรมาน และช่วยป้องกันไม่ให้เราเจ็บป่วยได้ด้วย และการกอดยังส่งผลกระทบเชิงบวกที่น่าอัศจรรย์อีกมากมาย

แต่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการกอดโดยส่วนใหญ่นั้น มุ่งเน้นไปที่เฉพาะบริบทเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในเชิงโรแมนติก ซึ่งเป็นการจำกัดขอบเขตที่เราจะสามารถชี้วัดประโยชน์ของการกอดได้ในมุมกว้างกว่าที่เคย

และเพื่อการตรวจสอบผลกระทบอันสืบเนื่องจากการกอดได้ในมุมมองที่กว้างขึ้น ทีมวิจัยที่นำโดยคุณ Michael Murphy ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาจาก Carnegie Mellon University ได้ทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชาย และผู้หญิง ในวัยผู้ใหญ่กว่า 404 คน โดยมีการพูดคุยสัมภาษณ์กับกลุ่มตัวอย่างในทุกๆ เย็นเพื่อสอบถามความรู้สึก เป็นเวลา 14 วันต่อเนื่อง โดยในระหว่างการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ อาสาสมัครได้รับการขอร้องให้บรรยายประสบการณ์ความขัดแย้งทางสังคมที่เจอในระหว่างวัน และอธิบายความรู้สึกของวันนี้ว่าเป็นเชิงลบ หรือเชิงบวกอย่างไร

และกลุ่มตัวอย่างยังถูกถามเกี่ยวกับรายละเอียดการกอดในแต่ละวันด้วย อย่างเช่นจำนวนครั้งการกอด หรือไม่ได้กอด

และเมื่อทีมวิจัยทำการวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการสอบถาม พวกเขาพบว่า การได้รับการสวมกอดในวันที่มีความขัดแย้งระหว่างบุคคล นั้นช่วยยกระดับอารมณ์ให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ เปรียบเทียบกับวันที่ไม่ได้รับการสวมกอดนั้น สภาพอารมณ์ดูเลวร้ายกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

การกอด เป็นการแสดงความรัก และเยียวยาจิตใจได้ดีกว่าการพูดปลอบโยนเสียอีกนะ

การกอดไม่จำกัดว่าต้องเป็นระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

แต่อย่างไรก็ดี คุณ Michael Murphy กล่าวว่า “พวกเราก็ยังคงสงสัยอยู่ว่า ในเวลาไหน? รูปแบบการสวมกอดอย่างไร? และ การกอดของใคร? จะมีประสิทธิภาพดีที่สุด แต่อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยของเรานั้นมีความชัดเจนว่า การถูกสวมกอดอย่างเต็มใจนั้น มีประโยชน์ที่ทำให้ใครก็ตาม สามารถผ่านช่วงเวลาเลวร้ายอันเกิดจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างบุคคลได้”

ซึ่งข้อดีของการกอดในเรื่องนี้มันก็ดูเหมือนจะค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญมากทีเดียว ด้วยความจริงที่ว่า ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายระหว่างบุคคลนอกจากจะทำให้สุขภาพจิตแย่แล้ว ก็ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย ทั้งในแง่ของความทุกข์ทางสภาพจิต ความเครียดทำให้ระบบการทำงานบางอย่างของร่างกายหยุดชะงักลง เพิ่มความเสี่ยงในการป่วยทางจิต รวมถึงทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆ อีกมากมาย

และการที่เราได้รู้ว่า การติดต่อสัมผัสระหว่างบุคคล ที่เกิดจากการกอด นั้นส่งผลเชิงบวกกับภาวะทางอารมณ์ของเรา และมันส่งผลเชิงบวกกับสุขภาพร่างกายของเราด้วย ทำให้การค้นพบของงานวิจัยครั้งนี้มีความสำคัญมากเลยทีเดียว

และสิ่งที่น่าสนใจคือ ในกรณีของคู่รัก ทีมวิจัยกล่าวว่า การโอบกอดกันนั้นเป็นการแสดงความรักต่อกัน ที่ให้ผลดีกว่าการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างไปพบเจอมาเสียอีก ซึ่งการคุยถกกันเรื่องปัญหา บางทีก็เป็นการจุดอารมณ์โกรธให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดความกังวล หรืออาจทำให้เกิดความหดหู่มากขึ้นไปกว่าเดิมอีกด้วย

หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ การกอดทำให้เราได้สื่อสารอารมณ์ความรู้สึกกับคนที่เรารักอย่างใกล้ชิด และบางทีการกอดอาจจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ดีที่สุด

ทีมวิจัยเขียนรายงานลงในเอกสารว่า “พฤติกรรมการสัมผัสระหว่างบุคคล อย่างเช่นการกอดนั้น เป็นวิธีการที่ช่วยลดความเครียดอันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดี เพราะมันทำให้เรารับรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมถึงการสนับสนุนทางสังคม ส่งผ่านความรัก ความเอาใจใส่ ไปยังคนที่เราห่วงใย”

“ลองแสดงความรักด้วยการกอด ไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ เพราะบางทีการกระทำก็สำคัญกว่าการพูด”

แต่ถ้าเราจะกอดใคร ต้องแน่ใจด้วยว่า คนๆ นั้นยินดีรับการกอดจากเรา ถ้าไปกอดคนที่เขาไม่ยินดีจะกอดกับเรา มันก็จะเป็นเรื่องไม่ดีนะครับ
ที่มา : www.sciencealert.com

ผลวิจัยล่าสุดชี้ชัด เจลล้างมือ หยุดการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ดีกว่าการล้างมือด้วยสบู่และน้ำ

ผลวิจัยล่าสุดชี้ชัด เจลล้างมือ หยุดการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ดีกว่าการล้างมือด้วยสบู่และน้ำ

เด็กๆ ป่วยไข้ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กๆ ชอบเล่นสกปรกและล้างมือไม่ค่อยสะอาด แถมภูมิต้านทานยังน้อย โดยที่คุณครู และเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ดูแลเด็กๆ มักจะต้องทำหน้าที่ในการดูแลไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อหวัดหรือเชื้อโรคในกลุ่มเด็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย และการสอนให้เด็กๆ ล้างมืออย่างถูกวิธีก็เป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่เด็กต้องคอยสอนบุตรหลาน รวมถึงที่โรงเรียนก็ควรให้ความสำคัญในเรื่องการสอนล้างมือด้วย

และผลงานวิจัยล่าสุดจากสเปน ได้มีการชี้แนะว่า ผลิตภัณฑ์เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ นั้นมีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ดีกว่าการล้างมือด้วยสบู่และน้ำ โดยการวิจัยนี้ทำกับเด็ก 900 คนที่มีอายุ 3 ขวบหรือต่ำกว่า และผลก็ออกมาชัดเจนว่า เมื่อศูนย์ดูแลเด็กมีการเปลี่ยนไปใช้เจลล้างมือ ก็สามารถลดอัตราการเจ็บไข้ได้ป่วยของเด็กๆ อย่างมีนัยสำคัญ

โดยสำนักข่าว CNN รายงานว่า ในการวิจัยได้มีการแบ่งเด็กๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม ขึ้นอยู่กับว่าศูนย์ดูแลเด็กแต่ละที่นั้นใช้เจลล้างมือ หรือว่าใช้สบู่กับน้ำ โดยเด็กกลุ่มที่ 1 ใช้เจลล้างมือ ในขณะที่กลุ่มที่ 2 นั้นก็มีการล้างมือด้วยสบู่และน้ำ

และเด็กทั้ง 2 กลุ่มได้รับการสอนเรื่องความสำคัญของการรักษาความสะอาดของร่างกาย และมีตารางเวลาการล้างมืออย่างชัดเจน ในขณะที่กลุ่มที่ 3 นั้นล้างมือด้วยสบู่ แต่ไม่ได้มีการเน้นย้ำเด็กๆ ในเรื่องการรักษาความสะอาดแต่อย่างใด

 

ผลวิจัยล่าสุดชี้ชัด เจลล้างมือ หยุดการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ดีกว่าการล้างมือด้วยสบู่และน้ำ

และเมื่อสิ้นสุดช่วงระยะเวลาของการทำวิจัยที่ยาวนานถึง 8 เดือน มีรายงานการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจของเด็กๆ จำนวน 5,211 เคส และมียอดวันป่วยไข้สะสมรวมกัน 5,186 วัน โดยกลุ่มที่ใช้เจลล้างมือนั้น มีอัตราการเจ็บป่วยน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กกลุ่มแรกที่ใช้เจลล้างมือ มีจำนวนวันการเจ็บไข้ได้ป่วยประมาณ 3.25% ในขณะที่เด็กกลุ่มที่ 2 ที่ใช้สบู่ล้างมืออย่างเคร่งครัด จำนวนวันการเจ็บป่วยอยู่ที่ 3.9% และเด็กกลุ่มสุดท้ายที่ใช้สบู่ แต่ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการล้างมือ นั้นมีจำนวนวันการเจ็บป่วยที่สูงถึง 4.2%

จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า เด็กกลุ่มที่ 2 นั้นมีโอกาสป่วยสูงกว่าเด็กกลุ่มแรกถึง 21% และยังต้องเข้ารับการรักษาบ่อยกว่าถึง 31% และตัวเลขยิ่งมีความแตกต่างยิ่งมากขึ้นอีก เมื่อเทียบระหว่างเด็กกลุ่มแรกที่ใช้เจลล้างมือ กับเด็กกลุ่มที่ 3 ที่ใช้สบู่แถมยังไม่เคร่งครัดเรื่องการล้างมือ

และสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่อยากเห็นลูกหลานของตัวเองต้องเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆ ก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียวที่จะมีเจลล้างมือติดบ้านหรือติดรถไว้ และใช้งานมันบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัด
ที่มา : bgr.com

เกิดเป็นปัญหา? เมื่อ iPhone XS ถ่ายเซลฟี่แล้วผิวหน้าเนียนเวอร์!

เกิดเป็นปัญหา? เมื่อ iPhone XS ถ่ายเซลฟี่แล้วผิวหน้าเนียนเวอร์!

เริ่มดำเนินการส่งมอบให้ลูกค้าได้ไม่เท่าไหร่ สำหรับ iPhone XS และ XS Max ซึ่งก็เป็นธรรมดาของใครก็ตาม เมื่อได้ของใหม่มาแล้ว มันก็ต้องทดสอบใช้ฟังก์ชั่นนู่นนี่กันหน่อย แล้วก็ดันมีการพบปัญหาบางอย่าง (ที่หลายคนอาจไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาก็ได้) ซึ่งผู้ใช้เขาก็เรียกปัญหาดังกล่าวนี้กันว่า “Beautygate”

เริ่มจากสมาชิก Reddit ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเขาถ่ายภาพเซลฟี่ผ่านกล้องหน้าของ iPhone XS เขาก็พบว่า ใบหน้านั้นมีความเนียนกว่าภาพที่่ได้จาก iPhone X มาก ประหนึ่งว่ามันมีฟิลเตอร์ ที่มาปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียนแบบอัตโนมัติ (บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ดี) แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ถ้าหากนี่เป็นการฟิลเตอร์ภาพแบบอัตโนมัติ มันก็ควรมีตัวเลือกให้ปิดฟีเจอร์นี้ได้ แต่ว่ามันดัน “ไม่มี” น่ะสิ!

ในส่วนของ Lewis Hilsenteger ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ระบุว่า เขาก็พบปัญหานี้เหมือนกัน ซึ่งตอนแรก เขาคิดว่าเป็นเพราะโหมด Smart HDR แต่พอลองปิดไป ผิวหน้าก็ยังเนียนเวอร์อยู่ดี แล้วก็ยังมีอีกหลายๆ คนที่ทวิตประเด็นดังกล่าวในทวิตเตอร์อีกด้วย

สุดท้ายก็ได้มีคนส่งอีเมล์ไปสอบถามกับทาง Apple ซึ่ง Sebastien Marineau-Mes รองประธานฝ่ายซอฟต์แวร์ ก็ได้ออกมาให้คำตอบว่า “นี่ไม่ใช่การฟิลเตอร์ผิว หากแต่เป็นการนำภาพในมุมเดียวกันหลายๆ ภาพมาซ้อนทับกัน ทำให้มีเม็ดสีรบกวนในภาพ (Noise) น้อยลง และทำให้รายละเอียดของภาพดีขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนที่พยายามทดลองบางอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตัวกล้องดูเหมือนจะพยายามจับให้ได้ว่านี่เป็นภาพใบหน้าหรือไม่…แล้วจึงปรับสภาพผิวให้แบบอัตโนมัติ โดยเมื่อเธอพยายามโบกมือปัดเพื่อหลอกว่านี่ไม่ใช่ภาพใบหน้า สภาพผิวก็กลับมาชัดเจนตามปกติ แต่หากเป็นภาพใบหน้าเต็ม ก็จะมีฟิลเตอร์หน้าเนียนขึ้นมาทันที

ในตอนนี้ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าอะไรเป็นยังไงกันแน่ แต่ถ้าใครถูกใจฟิลเตอร์แบบนี้ ก็รอจัดกันได้เลยจ้า

ผลการศึกษาชี้นักบินอวกาศที่ไปดาวอังคาร เสี่ยงเกิดเนื้องอกและมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

ผลการศึกษาชี้นักบินอวกาศที่ไปดาวอังคาร เสี่ยงเกิดเนื้องอกและมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ผลการศึกษาล่าสุดโดยทีมนักวิจัยจาก Georgetown University Medical Center ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เงินทุนสนับสนุนจาก NASA ชี้ให้เห็นว่า นักบินอวกาศที่จะเดินทางไปดาวอังคารในอนาคต อาจเผชิญกับปัญหารุนแรงเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร รวมถึงเนื้องอกต่างๆ ได้  เพราะรังสีที่นักบินอวกาศจะต้องเจอในระหว่างการเดินทางไกลนั้นสามารถทำลายระบบทางเดินอาหารอย่างรุนแรงได้

ดร. Kamal Datta หัวหน้าทีมวิจัยดังกล่าวระบุว่า ด้วยเทคโนโลยีป้องกันที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น การปกป้องนักบินอวกาศจากผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการได้รับรังสีไอออนอย่างรุนแรงถือเป็นเรื่องยาก แม้ว่าอาจจะมีวิธีรับมือด้วยการใช้ยาต้านผลกระทบเหล่านั้น แต่เวลานี้ยังไม่มีการพัฒนายาเหล่านั้นขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ดร. Kamal Datta เผยว่าการเดินทางสั้นๆ เหมือนตอนที่นักบินอวกาศเดินทางไปดวงจันทร์นั้น อาจจะไม่ได้เกิดความเสียหายรุนแรงในระดับนี้ โดยสิ่งที่กังวลจริงๆ คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเดินทางไกลๆ เช่น การเดินทางไปดาวอังคาร หรือภารกิจท่องอวกาศที่ต้องใช้เวลายาวนานขึ้น

ทั้งนี้ ในการศึกษาดังกล่าว ทีมวิจัยทดลองระดับของรังสีกับหนูทดลอง โดยหนูบางตัวได้รับรังสีไอออนอย่างรุนแรงเหมือนอย่างที่นักบินอวกาศจะต้องเจอในอวกาศ ขณะที่หนูบางตัวได้รับรังสีแกมม่า ซึ่งจากผลการทดลอง หนูที่ได้รับรังสีไอออนมีเซลล์ในลำไส้ที่ผิดปกติ ทำให้ไม่ดูดซึมสารอาหาร และสิ่งที่น่ากังวลคือมีหนูบางตัวที่พบว่าเนื้องอกในระบบทางเดินอาหารพัฒนาไปเป็นมะเร็งด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมนักวิจัยยังเชื่อด้วยว่าอวัยวะอื่นๆ นอกเหนือไปจากระบบทางเดินอาหาร ก็ได้รับผลกระทบ (จากรังสี) ด้วยเช่นกัน ซึ่ง ดร. Kamal Datta ระบุว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ล่วงหน้า เพื่อจะได้ทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ในการปกป้องนักบินอวกาศที่จะเดินทางท่องอวกาศในอนาคต
ที่มา : www.mirror.co.uk , www.independent.co.uk

เผยโฉมแรก แคปซูลผู้โดยสารของจริงใน Hyperloop!

เผยโฉมแรก แคปซูลผู้โดยสารของจริงใน Hyperloop!

  คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

 Hyperloop Transportation Technologies (Hyperloop TT) บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีการเดินทางความเร็วสูงด้วยแคปซูล (Hyperloop) ได้เปิดเผยโฉมหน้า “แคปซูลผู้โดยสาร” ของจริงเป็นครั้งแรก ในประเทศสเปน ในขื่อ “Quintero One”

บริษัท Hyperloop TT นั้นก่อตั้งโดย Dirk Ahlborn ซึ่งนับเป็บบริษัทแรกๆ เลยที่นำเอาไอเดียเรื่องระบบขนส่งความเร็วสูงของ Elon Musk มาศึกษา และพัฒนาต่อ โดยต้นแบบแคปซูลดังกล่าว ได้รับการพัฒนาเป็นเวลากว่า 6 ปี วัสดุด้านนอกเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ มีความยาว 105 ฟุต (ประมาณ 32 เมตร) หนัก 5 ตัน และสามารถจุคนได้ราว 30-40 คน

หลังจากนี้ Quintero One จะถูกส่งไปยังเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อประกอบส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไป ก่อนจะเริ่มทดสอบวิ่งในปีหน้า ส่วนบริษัท Hyperloop TT เองก็ตั้งเป้าว่าจะเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ในจีน และเมืองอาบูดาบีภายในอีก 2 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทยังได้เปิดตัวแนวคิดที่จะสร้างเส้นทางการขนส่งโดยใช้  Hyperloop เชื่อมต่อระหว่างกรุงอัมสเตอร์ดัม ไปยังเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ในเยอรมนี ซึ่งการเดินทางโดยระบบดังกล่าวจะไว้เวลาเพียงแค่ 50 นาที เท่านั้น (ระยะทางประมาณ 450 กิโลเมตร) ซึ่งย่นระยะเวลาราว 4 ชั่วโมงบนรถไฟปัจจุบันไปได้เยอะเลยทีเดียว

ที่มา : www.telegraph.co.uk

 

BOOSTUP แท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่จาก Belkin ชาร์จอุปกรณ์จาก Apple ได้พร้อมกันถึง 3 เครื่อง

BOOSTUP แท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่จาก Belkin ชาร์จอุปกรณ์จาก Apple ได้พร้อมกันถึง 3 เครื่อง

ถ้าคุณมีทั้ง iPhone, iPad, Apple Watch หรือจะ AirPods คงจะดีถ้าคุณจะสามารถชาร์จอุปกรณ์ของคุณได้พร้อม ๆ กัน สำหรับคนที่ผิดหวังกับ AirPower ที่ Apple ไม่ยอมเปิดตัวเสียที ก็ลองมาดูแท่นชาร์จรุ่นใหม่ Belkin Boostup ที่ช่วยให้คุณสามารถชาร์จอุปกรณ์ของ Apple ได้พร้อมกันถึง 3 เครื่องกันเลยทีเดียว

Belkin Boostup นั้นมีแท่นชาร์จไร้สายอยู่ 2 ตัว สำหรับชาร์จทั้ง iPhone และ Apple Watch แถมยังมี USB Type-A ให้คุณได้เสียบเพื่อชาร์จอุปกรณ์ตัวที่ 3 ได้อีกด้วย

โดยเครื่องชาร์จนี้มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 7.5W สำหรับการชาร์จไร้สายให้ iPhone, iPad, แท่นชาร์จ 5W/1A สำหรับ Apple Watch และอุปกรณ์ที่ต้องการชาร์จผ่านทางพอร์ต USB โดยเจ้าแท่นชาร์จตัวนี้จะมาพร้อมกับอะแดปเตอร์ขนาด 45W

การเปิดตัวครั้งนี้ของ Belkin มีขึ้นหลังจากที่ AirPower ของทาง Apple ยังไม่สามารถเปิดตัวได้ตามกำหนดการเดิมที่กำหนดไว้ ซึ่งว่ากันว่ายังมีปัญหาความร้อนที่สูงจนเกินไป แม้ว่าอุปกรณ์นี้จากทาง Belkin จะยังดูไม่น่าให้ความสะดวกสบายได้เท่ากับของ Apple เอง แต่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่อยากจะตัดปัญหาสายพันกันเมื่อคุณต้องชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคุณพร้อมกันนั่นเอง

ที่มา : www.theverge.com , www.slashgear.com , www.computerworld.com

พันธุกรรมส่งผลให้เรียนเก่งยิ่งกว่านิสัยหรือสิ่งแวดล้อม

เด็กทำข้อสอบ

บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะกังวลถึงเรื่องผลการเรียนของบุตรหลานอยู่เสมอ โดยพยายามจะกวดขันให้เด็ก ๆ มีวินัยขยันเรียนรักการอ่าน หรือปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะกับการเรียนของลูก แต่น่าเสียดายที่ผลวิจัยล่าสุดกลับชี้ว่า สิ่งเหล่านี้อาจไม่มีความจำเป็นมากนัก เพราะเด็กแต่ละคนอาจเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมที่กำหนดระดับความสำเร็จทางวิชาการของพวกเขาอยู่แล้ว

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส วิทยาเขตออสตินของสหรัฐฯ และนักจิตวิทยาจากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน แห่งสหราชอาณาจักร ได้ร่วมกันตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นในวารสาร Science of Learning โดยระบุว่าผลการติดตามศึกษาฝาแฝดกว่า 6,000 คู่ ชี้ชัดว่าปัจจัยทางพันธุกรรมหรือยีนที่เด็กแฝดเหล่านี้มีเหมือนกัน 100% ทรงอิทธิพลมากที่สุดต่อการกำหนดระดับผลการเรียน โดยยีนจะส่งผลควบคุมระดับการทำคะแนนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ไปจนจบการศึกษาภาคบังคับในชั้นมัธยมปลาย

ดร. มาเกริตา มาลันชินี นักจิตวิทยาผู้ร่วมทำการศึกษาดังกล่าวบอกว่า “ความแตกต่างในเรื่องความสำเร็จทางการศึกษาของเด็กถึง 2 ใน 3 สามารถอธิบายได้ด้วยความแตกต่างทางพันธุกรรมในระดับยีนและดีเอ็นเอ”

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ผลสอบในทุกระดับชั้นและทุกวิชาของฝาแฝดที่เป็นกลุ่มทดลอง ตลอดระยะเวลาของการศึกษาภาคบังคับ แล้วนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ทั้งปัจจัยร่วมที่ฝาแฝดทั้งคู่มีเหมือนกัน เช่น สภาพครอบครัวที่บ้าน และปัจจัยแวดล้อมที่มีแตกต่างกันเช่นเพื่อนหรือครู เป็นต้น

ผลปรากฏว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมนั้นทรงอิทธิพลต่อผลการเรียนมากที่สุด โดยมีผลถึง 70% และให้ผลเป็นระดับคะแนนที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาของการศึกษาภาคบังคับ ในขณะที่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่บ้านที่ฝาแฝดมีร่วมกันส่งผลเพียง 25% ส่วนปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกันมีผลราว 5%

ฝาแฝด

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เด็กมีผลการเรียนเปลี่ยนแปลงไปเช่นสอบได้คะแนนดีขึ้นหรือตกต่ำลง ปัจจัยแวดล้อมชนิดที่คู่ฝาแฝดมีไม่เหมือนกันกลับเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของเหตุการณ์ลักษณะนี้

“ผลการศึกษาของเราไม่ได้บ่งชี้ว่า การเป็นคนเรียนเก่งนั้นถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่เกิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะระดับสติปัญญานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน อย่างไรก็ตาม พันธุกรรมนั้นมีผลสำคัญถึง 60-70% เลยทีเดียว” ดร. มาลันชินีกล่าว

ทีมผู้วิจัยแนะว่า ในอนาคตอาจมีการรวบรวมข้อมูลทางพันธุกรรมที่เป็นตัวกำหนดผลการเรียน แล้วนำมาสร้างแบบทดสอบเพื่อให้ทราบว่ามีเด็กคนใดบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือในการเรียนเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองและครูทราบและลงมือแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่วัยต้นของชีวิต โดยคาดว่าการทดสอบทางพันธุกรรมนี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น

ตรวจพบแหล่งเพชรมหาศาล ลึกใต้พื้นผิวโลก

คลิก facebook

ขึ้นชื่อว่าเพชรแล้วใครๆคงอยากได้อัญมณีล้ำค่านี้มาครอบครอง ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ หรือเอ็มไอที ในสหรัฐอเมริกา เผยข้อมูลที่ทำให้นัยน์ตาของหลายคนคงส่องประกายแวววาวราวกับเพชร นั่นคือการสำรวจพบพื้นที่หินเก่าแก่ที่เรียกว่าคราโตนิค รูท (cratonic root) มีรูปร่างเหมือนเทือกเขาที่คว่ำลงฝังลึกอยู่ใต้โลก และมีเพชรบริสุทธิ์อยู่เป็นจำนวนมาก การพบแหล่งเพชรขนาดใหญ่ครั้งนี้ เกิดจากโครงการตามหาแร่เพชรที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวโลก โดยนักวิทยาศาสตร์เผยว่า ใช้การสังเกตคลื่นเสียงและพบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อผ่านไปที่คราโตนิค รูท พวกเขาจึงรวบรวมหินที่มีองค์ประกอบจากแร่ธาตุต่างๆมาคำนวณว่าคลื่นเสียงจะเดินทางผ่านได้อย่างไร ซึ่งคุณสมบัติพิเศษของเพชรคือเมื่อเสียงเดินทางผ่านในเพชร จะมีความเร็วมากกว่า 2 เท่าของการเดินทางผ่านแร่ธาตุอื่นๆนอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณคราโตนิค รูทมีแร่เพชรอยู่ประมาณ 1-2% เมื่อคำนวณปริมาณแล้วเชื่อว่าจะมีเพชรจำนวนมากถึงพันล้านล้านตันแต่ก่อนที่มนุษย์จะฝันกันไปไกล ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็เผยว่า อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะขุดเจาะเอาเพชรแท้เหล่านี้ออกมาได้ง่ายๆ เนื่องจากแร่เพชรดังกล่าวเกิดขึ้นตามธรรมชาติ อีกทั้งยังอยู่ลึกลงไปถึง 145-240 กิโลเมตร ซึ่งมีระยะไกลกว่าการจุดเจาะในปัจจุบันนั่นเอง.

อีกแล้ว! เฟสบุ๊กสั่งถอดแอพคำถาม หลังกังวลเรื่องการใช้ข้อมูลสมาชิก

FILE - A Facebook start page is shown on a smartphone in Surfside, Florida. Aug. 21, 2018. The social media giant Facebook said late Wednesday Aug. 22, 2018, it has banned a quiz app for refusing to be audited and concerns that data on as many as 4 million users was misused, after it found user information was shared with researchers and companies.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1960559567342186

สื่อสังคมออนไลน์เฟสบุ๊ก (Facebook) ประกาศถอดแอพพลิเคชั่นถามคำถามที่ชื่อว่า myPersonality ออกจากการให้บริการแล้ว หลังจากเกิดความกังวลว่าแอพดังกล่าวอาจนำข้อมูลของผู้ใช้เฟสบุ๊กราว 4 ล้านคนไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง และยังไม่ยอมให้ทางเฟสบุ๊กตรวจสอบด้วย

เฟสบุ๊กประกาศว่า แอพ myPersonality ทำผิดนโยบายปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ด้วยการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกของผู้ใช้และข้อมูลอื่นๆ ให้กับนักวิจัยและบริษัทธุรกิจอื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต และทางเฟสบุ๊กจะแจ้งให้ผู้ใช้ที่ถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปแชร์อย่างไม่ถูกต้องดังกล่าวได้ทราบเรื่องนี้โดยเร็ว

นับเป็นครั้งที่สองที่เฟสบุ๊กต้องถอดแอพคำถาม หรือ Quiz App ลักษณะนี้ออกไปจากระบบ หลังจากได้บล็อกแอพ ‘This Is Your Digital Life’ ที่เชื่อมโยงกับบริษัทวิจัยข้อมูลของอังกฤษ Cambridge Analytica ไปแล้วเมื่อต้นปีนี้ สืบเนื่องข่าวอื้อฉาวเรื่องการแชร์ข้อมูลผู้ใช้อย่างไม่ถูกต้อง จนทำให้ราคาหุ้นของเพสบุ๊กร่วงลงอย่างมาก และซีอีโอของเฟสบุ๊ก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ต้องขึ้นให้การกับคณะกรรมาธิการของรัฐสภาสหรัฐฯ ไปแล้ว

สำหรับแอพ myPersonality นั้นออกแบบโดยนักวิจัย เดวิด สติลเวลล์ ซึ่งให้ผู้ใช้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับบุคลิกภาพของตนเองเพื่อแสดงเป็นผลลัพธ์ออกมา แอพนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อปี ค.ศ. 2012 ทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าทำไมเฟสบุ๊กจึงเพิ่งสั่งถอดแอพดังกล่าวในตอนนี้ 

แอพหาคู่ “Beautifulpeople.com” ปฏิเสธผู้สมัคร 9 ล้านคน เหตุ “หน้าตาไม่ดี”

https://www.voathai.com/a/beautiful-people-reject-9-million-people/4530826.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1938849969513146

การจะมีคู่ทั้งทีอาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อแอพพลิเคชั่นหาคู่เดท BeautifulPeople.com ปฏิเสธผู้สมัคร 9 ล้านคน พร้อมแจกแจงเหตุผลที่ไม่เข้าข่ายคนที่หน้าตาดี คุณสมบัติสำคัญซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถเข้าใช้แอพหาคู่นี้ได้

แอพพลิเคชั่น BeautifulPeople.com เปิดเผยว่า ทางแอพพลิเคชั่นไม่ได้แค่ปฏิเสธผู้สมัคร 9 ล้านคนไปอย่างเดียว อัตราการได้รับเลือกเป็นสมาชิก อยู่ที่ 1 ต่อ 8 เท่านั้น โดยผู้ที่ถูกปฏิเสธจะได้รับคำอธิบายการปฏิเสธการสมัครเป็นสมาชิกอย่างละเอียด พร้อมคำแนะนำในการปรับปรุงตัวเองให้ดูดีขึ้นอีกด้วย

คำแนะนำนี้มีค่าใช้จ่าย 2 ราคา เริ่มต้นที่ 10 ดอลลาร์ หรือราว 330 บาท สำหรับผู้สมัครที่ต้องการให้วิเคราะห์ภาพถ่ายที่ใช้เป็นโปรไฟล์หาคู่ โดยจะได้คำแนะนำในการเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว การแต่งหน้า และท่าทางการถ่ายภาพเพื่อให้ผ่านการพิจารณาเป็นสมาชิก

แต่ถ้าจ่ายเพิ่มเป็น 45 ดอลลาร์ หรือราว 1,500 บาท เพื่อให้ได้รับการวิเคราะห์แบบเจาะลึก โดย ดร. ลินดา ลี ศัลยแพทย์ชื่อดังจาก Beverly Hills เจ้าของรายการเรียลลิตี้โชว์ “Dr. 90210” ที่จะลงลึกถึงระดับที่ว่า ต้องฉีกโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ศัลยกรรมตกแต่งเพิ่มเติมตรงไหน เพื่อให้กลายเป็นคนที่หน้าตาและบุคลิกดีตรงกับคุณสมบัติได้ รวมทั้งยังแนะนำศัลยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลด้วย

แรกเริ่มเดิมที Beautifulpeople.com ก่อตั้งโดย Greg Hodge Managing Director วัย 43 ปี เมื่อปี 2003 โดยจะให้ผู้สมัครโพสต์ภาพที่ดูดีของตัวเอง เพื่อให้สมาชิกช่วยกันโหวตว่าจะได้เข้าเป็นสมาชิกหรือไม่ ภายในเวลา 48 ชั่วโมง เขาได้ลองโพสต์รูปของตัวเอง เพื่อให้สมาชิกโหวตว่าหน้าตาดีหรือไม่ แต่ปรากฏว่าเขาถูกปฏิเสธโดยเว็บไซต์ของตัวเอง ทำให้เขาต้องคิดค้นแนวทางที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อให้ได้กลับเข้าไปเป็นสมาชิกอีกครั้ง

ปรากฏว่า เขาเลือกส่งภาพที่ใช้เป็นโปรไฟล์หาคู่ให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมพลาสติกที่ Beverly Hills และพบกับความจริงปวดใจหลายอย่าง ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในตอนแรก แต่อย่างน้อยก็เป็นการ “ติเพื่อก่อ” เพื่อให้เขาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยการฉีดโบท็อกซ์ และฉีดสารฟื้นฟูผิวให้ดูเด็กลง

MD ของ beautifulpeople.com ถูกเพิกถอนสมาชิก เพราะหน้าตาไม่ดีมาก่อน พร้อมกับข้อบกพร่องมากมายให้ต้องปรับปรุง

นอกจากนี้ เว็บไซต์ Dailymail รายงานถึงเรื่องของ Natasha Johnson วัย 28 ปีจากแคลิฟอร์เนีย ที่ถูกปฏิเสธจากแอพพลิเคชั่นนี้ เพราะว่า “เจ้าเนื้อ” เกินไป และได้รับคำแนะนำจากศัลยแพทย์ลี ให้เข้ารับการดูดไขมันส่วนเกิน เพื่อให้ได้โอกาสเข้าเป็นสมาชิกในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ Dailymail ได้รวบรวม 10 ข้อบกพร่องที่ทำให้ผู้สมัครแอพหาคู่ไม่ถูกพิจารณา ได้แก่ แสงในภาพถ่ายไม่สว่างพอ, น้ำหนักเกิน, ภาพพื้นหลังไม่น่าดึงดูดใจ, หน้าตาบูดบึ้ง, มีถุงใต้ตา, ทรงผมพัง, หน้าตาซีดเซียว, เครื่องหน้าไม่สมส่วน, ทรงผมไม่เข้ากับใบหน้า, ภาวะลงพุงอย่างชัดเจน