คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-2 ณัฏฐณิชา ทะเสนฮด ธีรพงษ์ บัวสุวรร

พันธุกรรมส่งผลให้เรียนเก่งยิ่งกว่านิสัยหรือสิ่งแวดล้อม

เด็กทำข้อสอบ

บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะกังวลถึงเรื่องผลการเรียนของบุตรหลานอยู่เสมอ โดยพยายามจะกวดขันให้เด็ก ๆ มีวินัยขยันเรียนรักการอ่าน หรือปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะกับการเรียนของลูก แต่น่าเสียดายที่ผลวิจัยล่าสุดกลับชี้ว่า สิ่งเหล่านี้อาจไม่มีความจำเป็นมากนัก เพราะเด็กแต่ละคนอาจเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมที่กำหนดระดับความสำเร็จทางวิชาการของพวกเขาอยู่แล้ว

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส วิทยาเขตออสตินของสหรัฐฯ และนักจิตวิทยาจากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน แห่งสหราชอาณาจักร ได้ร่วมกันตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นในวารสาร Science of Learning โดยระบุว่าผลการติดตามศึกษาฝาแฝดกว่า 6,000 คู่ ชี้ชัดว่าปัจจัยทางพันธุกรรมหรือยีนที่เด็กแฝดเหล่านี้มีเหมือนกัน 100% ทรงอิทธิพลมากที่สุดต่อการกำหนดระดับผลการเรียน โดยยีนจะส่งผลควบคุมระดับการทำคะแนนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ไปจนจบการศึกษาภาคบังคับในชั้นมัธยมปลาย

ดร. มาเกริตา มาลันชินี นักจิตวิทยาผู้ร่วมทำการศึกษาดังกล่าวบอกว่า “ความแตกต่างในเรื่องความสำเร็จทางการศึกษาของเด็กถึง 2 ใน 3 สามารถอธิบายได้ด้วยความแตกต่างทางพันธุกรรมในระดับยีนและดีเอ็นเอ”

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ผลสอบในทุกระดับชั้นและทุกวิชาของฝาแฝดที่เป็นกลุ่มทดลอง ตลอดระยะเวลาของการศึกษาภาคบังคับ แล้วนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ทั้งปัจจัยร่วมที่ฝาแฝดทั้งคู่มีเหมือนกัน เช่น สภาพครอบครัวที่บ้าน และปัจจัยแวดล้อมที่มีแตกต่างกันเช่นเพื่อนหรือครู เป็นต้น

ผลปรากฏว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมนั้นทรงอิทธิพลต่อผลการเรียนมากที่สุด โดยมีผลถึง 70% และให้ผลเป็นระดับคะแนนที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาของการศึกษาภาคบังคับ ในขณะที่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่บ้านที่ฝาแฝดมีร่วมกันส่งผลเพียง 25% ส่วนปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกันมีผลราว 5%

ฝาแฝด

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เด็กมีผลการเรียนเปลี่ยนแปลงไปเช่นสอบได้คะแนนดีขึ้นหรือตกต่ำลง ปัจจัยแวดล้อมชนิดที่คู่ฝาแฝดมีไม่เหมือนกันกลับเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของเหตุการณ์ลักษณะนี้

“ผลการศึกษาของเราไม่ได้บ่งชี้ว่า การเป็นคนเรียนเก่งนั้นถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่เกิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะระดับสติปัญญานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน อย่างไรก็ตาม พันธุกรรมนั้นมีผลสำคัญถึง 60-70% เลยทีเดียว” ดร. มาลันชินีกล่าว

ทีมผู้วิจัยแนะว่า ในอนาคตอาจมีการรวบรวมข้อมูลทางพันธุกรรมที่เป็นตัวกำหนดผลการเรียน แล้วนำมาสร้างแบบทดสอบเพื่อให้ทราบว่ามีเด็กคนใดบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือในการเรียนเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองและครูทราบและลงมือแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่วัยต้นของชีวิต โดยคาดว่าการทดสอบทางพันธุกรรมนี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น

ตรวจพบแหล่งเพชรมหาศาล ลึกใต้พื้นผิวโลก

คลิก facebook

ขึ้นชื่อว่าเพชรแล้วใครๆคงอยากได้อัญมณีล้ำค่านี้มาครอบครอง ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ หรือเอ็มไอที ในสหรัฐอเมริกา เผยข้อมูลที่ทำให้นัยน์ตาของหลายคนคงส่องประกายแวววาวราวกับเพชร นั่นคือการสำรวจพบพื้นที่หินเก่าแก่ที่เรียกว่าคราโตนิค รูท (cratonic root) มีรูปร่างเหมือนเทือกเขาที่คว่ำลงฝังลึกอยู่ใต้โลก และมีเพชรบริสุทธิ์อยู่เป็นจำนวนมาก การพบแหล่งเพชรขนาดใหญ่ครั้งนี้ เกิดจากโครงการตามหาแร่เพชรที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวโลก โดยนักวิทยาศาสตร์เผยว่า ใช้การสังเกตคลื่นเสียงและพบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อผ่านไปที่คราโตนิค รูท พวกเขาจึงรวบรวมหินที่มีองค์ประกอบจากแร่ธาตุต่างๆมาคำนวณว่าคลื่นเสียงจะเดินทางผ่านได้อย่างไร ซึ่งคุณสมบัติพิเศษของเพชรคือเมื่อเสียงเดินทางผ่านในเพชร จะมีความเร็วมากกว่า 2 เท่าของการเดินทางผ่านแร่ธาตุอื่นๆนอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณคราโตนิค รูทมีแร่เพชรอยู่ประมาณ 1-2% เมื่อคำนวณปริมาณแล้วเชื่อว่าจะมีเพชรจำนวนมากถึงพันล้านล้านตันแต่ก่อนที่มนุษย์จะฝันกันไปไกล ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็เผยว่า อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะขุดเจาะเอาเพชรแท้เหล่านี้ออกมาได้ง่ายๆ เนื่องจากแร่เพชรดังกล่าวเกิดขึ้นตามธรรมชาติ อีกทั้งยังอยู่ลึกลงไปถึง 145-240 กิโลเมตร ซึ่งมีระยะไกลกว่าการจุดเจาะในปัจจุบันนั่นเอง.

อีกแล้ว! เฟสบุ๊กสั่งถอดแอพคำถาม หลังกังวลเรื่องการใช้ข้อมูลสมาชิก

FILE - A Facebook start page is shown on a smartphone in Surfside, Florida. Aug. 21, 2018. The social media giant Facebook said late Wednesday Aug. 22, 2018, it has banned a quiz app for refusing to be audited and concerns that data on as many as 4 million users was misused, after it found user information was shared with researchers and companies.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1960559567342186

สื่อสังคมออนไลน์เฟสบุ๊ก (Facebook) ประกาศถอดแอพพลิเคชั่นถามคำถามที่ชื่อว่า myPersonality ออกจากการให้บริการแล้ว หลังจากเกิดความกังวลว่าแอพดังกล่าวอาจนำข้อมูลของผู้ใช้เฟสบุ๊กราว 4 ล้านคนไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง และยังไม่ยอมให้ทางเฟสบุ๊กตรวจสอบด้วย

เฟสบุ๊กประกาศว่า แอพ myPersonality ทำผิดนโยบายปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ด้วยการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกของผู้ใช้และข้อมูลอื่นๆ ให้กับนักวิจัยและบริษัทธุรกิจอื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต และทางเฟสบุ๊กจะแจ้งให้ผู้ใช้ที่ถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปแชร์อย่างไม่ถูกต้องดังกล่าวได้ทราบเรื่องนี้โดยเร็ว

นับเป็นครั้งที่สองที่เฟสบุ๊กต้องถอดแอพคำถาม หรือ Quiz App ลักษณะนี้ออกไปจากระบบ หลังจากได้บล็อกแอพ ‘This Is Your Digital Life’ ที่เชื่อมโยงกับบริษัทวิจัยข้อมูลของอังกฤษ Cambridge Analytica ไปแล้วเมื่อต้นปีนี้ สืบเนื่องข่าวอื้อฉาวเรื่องการแชร์ข้อมูลผู้ใช้อย่างไม่ถูกต้อง จนทำให้ราคาหุ้นของเพสบุ๊กร่วงลงอย่างมาก และซีอีโอของเฟสบุ๊ก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ต้องขึ้นให้การกับคณะกรรมาธิการของรัฐสภาสหรัฐฯ ไปแล้ว

สำหรับแอพ myPersonality นั้นออกแบบโดยนักวิจัย เดวิด สติลเวลล์ ซึ่งให้ผู้ใช้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับบุคลิกภาพของตนเองเพื่อแสดงเป็นผลลัพธ์ออกมา แอพนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อปี ค.ศ. 2012 ทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าทำไมเฟสบุ๊กจึงเพิ่งสั่งถอดแอพดังกล่าวในตอนนี้ 

แอพหาคู่ “Beautifulpeople.com” ปฏิเสธผู้สมัคร 9 ล้านคน เหตุ “หน้าตาไม่ดี”

https://www.voathai.com/a/beautiful-people-reject-9-million-people/4530826.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1938849969513146

การจะมีคู่ทั้งทีอาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อแอพพลิเคชั่นหาคู่เดท BeautifulPeople.com ปฏิเสธผู้สมัคร 9 ล้านคน พร้อมแจกแจงเหตุผลที่ไม่เข้าข่ายคนที่หน้าตาดี คุณสมบัติสำคัญซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถเข้าใช้แอพหาคู่นี้ได้

แอพพลิเคชั่น BeautifulPeople.com เปิดเผยว่า ทางแอพพลิเคชั่นไม่ได้แค่ปฏิเสธผู้สมัคร 9 ล้านคนไปอย่างเดียว อัตราการได้รับเลือกเป็นสมาชิก อยู่ที่ 1 ต่อ 8 เท่านั้น โดยผู้ที่ถูกปฏิเสธจะได้รับคำอธิบายการปฏิเสธการสมัครเป็นสมาชิกอย่างละเอียด พร้อมคำแนะนำในการปรับปรุงตัวเองให้ดูดีขึ้นอีกด้วย

คำแนะนำนี้มีค่าใช้จ่าย 2 ราคา เริ่มต้นที่ 10 ดอลลาร์ หรือราว 330 บาท สำหรับผู้สมัครที่ต้องการให้วิเคราะห์ภาพถ่ายที่ใช้เป็นโปรไฟล์หาคู่ โดยจะได้คำแนะนำในการเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว การแต่งหน้า และท่าทางการถ่ายภาพเพื่อให้ผ่านการพิจารณาเป็นสมาชิก

แต่ถ้าจ่ายเพิ่มเป็น 45 ดอลลาร์ หรือราว 1,500 บาท เพื่อให้ได้รับการวิเคราะห์แบบเจาะลึก โดย ดร. ลินดา ลี ศัลยแพทย์ชื่อดังจาก Beverly Hills เจ้าของรายการเรียลลิตี้โชว์ “Dr. 90210” ที่จะลงลึกถึงระดับที่ว่า ต้องฉีกโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ศัลยกรรมตกแต่งเพิ่มเติมตรงไหน เพื่อให้กลายเป็นคนที่หน้าตาและบุคลิกดีตรงกับคุณสมบัติได้ รวมทั้งยังแนะนำศัลยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลด้วย

แรกเริ่มเดิมที Beautifulpeople.com ก่อตั้งโดย Greg Hodge Managing Director วัย 43 ปี เมื่อปี 2003 โดยจะให้ผู้สมัครโพสต์ภาพที่ดูดีของตัวเอง เพื่อให้สมาชิกช่วยกันโหวตว่าจะได้เข้าเป็นสมาชิกหรือไม่ ภายในเวลา 48 ชั่วโมง เขาได้ลองโพสต์รูปของตัวเอง เพื่อให้สมาชิกโหวตว่าหน้าตาดีหรือไม่ แต่ปรากฏว่าเขาถูกปฏิเสธโดยเว็บไซต์ของตัวเอง ทำให้เขาต้องคิดค้นแนวทางที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อให้ได้กลับเข้าไปเป็นสมาชิกอีกครั้ง

ปรากฏว่า เขาเลือกส่งภาพที่ใช้เป็นโปรไฟล์หาคู่ให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมพลาสติกที่ Beverly Hills และพบกับความจริงปวดใจหลายอย่าง ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในตอนแรก แต่อย่างน้อยก็เป็นการ “ติเพื่อก่อ” เพื่อให้เขาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยการฉีดโบท็อกซ์ และฉีดสารฟื้นฟูผิวให้ดูเด็กลง

MD ของ beautifulpeople.com ถูกเพิกถอนสมาชิก เพราะหน้าตาไม่ดีมาก่อน พร้อมกับข้อบกพร่องมากมายให้ต้องปรับปรุง

นอกจากนี้ เว็บไซต์ Dailymail รายงานถึงเรื่องของ Natasha Johnson วัย 28 ปีจากแคลิฟอร์เนีย ที่ถูกปฏิเสธจากแอพพลิเคชั่นนี้ เพราะว่า “เจ้าเนื้อ” เกินไป และได้รับคำแนะนำจากศัลยแพทย์ลี ให้เข้ารับการดูดไขมันส่วนเกิน เพื่อให้ได้โอกาสเข้าเป็นสมาชิกในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ Dailymail ได้รวบรวม 10 ข้อบกพร่องที่ทำให้ผู้สมัครแอพหาคู่ไม่ถูกพิจารณา ได้แก่ แสงในภาพถ่ายไม่สว่างพอ, น้ำหนักเกิน, ภาพพื้นหลังไม่น่าดึงดูดใจ, หน้าตาบูดบึ้ง, มีถุงใต้ตา, ทรงผมพัง, หน้าตาซีดเซียว, เครื่องหน้าไม่สมส่วน, ทรงผมไม่เข้ากับใบหน้า, ภาวะลงพุงอย่างชัดเจน

10 เทคนิค ลดพุง ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าได้ผล

10 เทคนิค ลดพุง ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าได้ผล

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1924970270901116

หลายคนอาจกำลังประสบปัญหา ใส่กางเกงได้ แต่ติดกระดุมไม่ได้ เพราะติดพุง! บางทีก็ถึงขั้นรูดซิปไม่ได้เลย จึงคิดว่าต้องกำจัด ไขมันส่วนเกินตรงหน้าท้องซะแล้ว แต่ลองมาแล้วหลายวิธี ก็ยังไม่ได้ผล ถ้าอย่างนั้นลองมาดู วิธีลดพุง ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ว่าได้ผลแน่นอน กันเลยดีกว่าค่ะ

1. กินอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

การกินอาหารที่มี ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fats, MUFAs) ในทุกๆ มื้อ เช่น น้ำมันมะกอก ถั่วอัลมอนด์ หรืออะโวคาโด จะช่วยให้ไขมันในช่องท้องลดลงได้ ข้อมูลจากวารสาร Journal for Diabetes Care อธิบายว่า การกินอาหารที่อุดมไปด้วย ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันในช่องท้อง  เนื่องจากไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญไขมัน ทำให้ ลดพุง ได้

2. เคี้ยวอาหารนานๆ

การเคี้ยวอาหารนานๆ เป็นวิธีการที่ป้องกันอาการท้องอืด ได้ดีเยี่ยม โดยให้เคี้ยวอาหารจนละเอียด เป็นเนื้อเหลว จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลทำให้ไม่มีแก๊สในกระเพาะ และไม่มีอาการท้องอืด ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้พุงป่องออกมา

3. เลี่ยงแป้งแบบขัดสีหรืออาหารแปรรูป

ขนมปังขาว แคร็กเกอร์ หรือมันฝรั่งทอด พวกน้ำหวาน และของหวาน จะทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดไขมันส่วนเกินได้ เนื่องจากเมื่อกินเข้าไปแล้ว อินซูลินจะสูง ส่งผลให้ร่างกายไม่เผาผลาญไขมัน ทำให้พุงไม่ยุบนั่นเอง

4. กินซุปก่อนกินข้าว

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแพนซิลเวเนีย  ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการกินซุปแคลอรีต่ำ 1 ถ้วย ก่อนการกินข้าวกลางวัน หรือข้าวเย็น จะช่วยลดปริมาณแคลอรี่ในมื้ออาหาร 20% หากใครที่อยากลดพุงแบบไม่ทรมาน ลองหาซุปซักถ้วยมากินก่อนมื้ออาหารดูค่ะ

5. ออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอ

ถ้าคุณต้องการเผาผลาญไขมันช่องท้อง หรือต้องการลดพุง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิค ช่วยลดไขมันในช่องท้องได้ดีที่สุด ความจริงแล้ว การออกกำลังกายแบบแอโรบิค สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ 67% ซึ่งมากกว่าการออกกำลังกายแบบฝืนแรงต้านทาน (Resistance training) ด้วย

6. กินดาร์ก ช็อกโกแลต

วารสาร American Journal of Clinical Nutrition ให้ข้อมูลว่า การกินอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fats, MUFAs) จะทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็ว กว่าอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ซึ่งดาร์ก ช็อกโกแลต อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ถ้าเรากินเข้าไปก็จะช่วยลดพุงได้ เพราะดาร์ก ช็อกโกแลต มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน และงานวิจัยจากประเทศเดนมาร์กยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เนื่องจากดาร์ก ช็อกโกแลต ทำให้รู้สึกอิ่มนาน จึงช่วยในการลดพุง ลองกินดาร์ก ช็อกโกแลต ความเข้มข้น 70% ขึ้นไป รู้ตัวอีกทีพุงอาจจะหายไปแล้วก็ได้

7. กินอาหารโปรตีนสูง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ ในวารสารวิชาการ Nutrition, Metabolism and Cardiovascular Diseases ได้ติดตามผล จากการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ผลการวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง จะช่วยลดไขมันในช่องท้อง ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ แถมยังช่วยลดประมาณคลอเลสเตอรอล และปริมาณไขมันในเลือดด้วย ดังนั้น ถ้าใครอยากลดพุง ก็ต้องกินอาหารโปรตีนสูงอย่าง อกไก่ ไข่ขาว นม หรือถั่ว ก็จะช่วยทำให้สุขภาพดี และลดพุงได้แน่นอน

8. อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ

มีงานวิจัยที่ชี้ว่า การกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จะทำให้ลดน้ำหนักได้มากกว่า การกินอาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ที่หาซื้อได้ง่ายก็เช่น ผลไม้ และถั่วเปลือกแข็ง วิธีกินอาหารให้ลดพุงได้ แบบง่ายๆ คือ กินถั่วแทนขนมขบเคี้ยว เช่น ถั่วอัลมอนด์ ถั่วต้ม เพิ่มผลไม้ลงไปในมื้ออาหาร และต้องไม่ลืมที่จะกินอาหารโปรตีนสูง กับกินผักด้วย

9. ลดน้ำตาล

การใส่น้ำตาลเพิ่มในกาแฟ ก๋วยเตี๋ยว หรือการกินของหวาน ทำให้เรามีพุง งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2013 ในวารสาร Obesity ให้ข้อมูลว่า การเพิ่มน้ำตาลในมื้อาหาร จะเพิ่มคลอเรสเตอรอลด้วย ซึ่งคลอเรสเตอรอลทำให้เรามีพุง แถมงานวิจัยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า น้ำตาลมีผลต่อระดับคลอเรสเตอรอล และคลอเรสเตอรอลก็เกี่ยวข้องกับการเกิดไขมันในช่องท้อง ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย

10. ออกกำลังกายแบบ HIIT

การออกกำลังกายแบบ HIIT หรือ high-intensity interval training (การออกกำลังกายแบบหนักเบาสลับกันเป็นช่วงๆ) จะช่วยเผาผลาญไขมันช่องท้องได้ งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2015 ในวารสาร The Journal of Sports Medicine and Physical Fitness ได้ทดลองเปรียบเทียบ กลุ่มที่ออกกำลังกายธรรมดา กับกลุ่มที่ออกกำลังกายธรรมดา และเพิ่มการออกกำลังกายแบบ HIIT ไปด้วยอีก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า กลุ่มที่เพิ่มการออกกำลังกายแบบ HIIT มีปริมาณไขมันในช่องท้องลดลง และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น ข้อควรระวังคือ ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาคุณหมอ ก่อนออกกำลังกายแบบ HIIT ส่วนใครที่สุขภาพค่อนข้างดี แต่มีพุง ก็แนะนำให้ลองออกกำลังกายแบบ HIIT เพิ่ม แค่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยลดพุงได้แน่นอน Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

นักวิทย์ฯ จีน ค้นพบยุงใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดเท่าฝ่ามือ ใหญ่กว่ายุงปกติ 10 เท่า !

ยุงยักษ์

นักกีฏวิทยาจีน ค้นพบยุงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ความยาวปีก 11.5 เซนติเมตร ใหญ่กว่ายุงปกติถึง 10 เท่า รายงานเผย จะถูกนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมในเร็ว ๆ นี้

ถ้าให้นึกถึงชื่อสัตว์ หรือ แมลงที่ไม่ชอบ เชื่อว่า ยุง คือหนึ่งในนั้น เพราะยุงคือแมลงที่น่ารำคาญ ชอบมาส่งเสียงดัง หวี่ ๆ อยู่ใกล้ ๆ หู โดนกัดทีหนึ่งก็คันไปหลายวัน บางคนเกาจนเลือดออกซิบ ๆ และที่สำคัญก็คือเป็นพาหะนำโรคร้าย แค่ยุงตัวเล็ก ๆ ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตรก็รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้แล้ว แล้วถ้าเป็นยุงตัวใหญ่ยักษ์ ขนาดเท่า ๆ ฝ่ามือล่ะ หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าจะมียุงตัวใหญ่แบบนั้นอยู่บนโลก แต่มันมีอยู่จริง ๆ และมีคนพบเจอมันแล้ว

จากการรายงานของเว็บไซต์เดลี่เมล เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 ระบุว่า ยุงตัวดังกล่าวถูกพบที่บริเวณภูเขาชิงเฉิง ในมณฑลเสฉวน ทางตอนกลางของประเทศจีน เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดยมันมีขนาดที่น่าทึ่งมาก ความยาวปีกทั้ง 2 ข้างรวมกันคือ 11.15 เซนติเมตร และความยาวตั้งแต่หัวจรดปลายหางคือ 4.8 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับยุงปกติทั่วไปแล้ว ยุงตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าถึง 10 เท่า

นายจ้าวหลี นักกีฏวิทยาอาวุโสและนักอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ป่า ผู้ค้นพบยุงตัวกล่าว เปิดเผยว่า ยุงตัวนี้จัดอยู่ในสปีชีส์ Holorusia Mikado สปีชีส์ยุงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่มันกลับมีขนาดใหญ่กว่าเมื่ออยู่ในจีน ซึ่งเมื่อจ้าวหลีพบเห็นยุงตัวนี้ ขนาดที่ใหญ่ผิดปกติของมันทำให้เขาประหลาดใจมาก เนื่องจากขนาดปกติของยุง Holorusia Mikado นั้นอยู่ที่ประมาณ 8 เซนติเมตร แต่ยุงตัวนี้ใหญ่กว่ามาก และน่าจะเรียกได้ว่ามันคือยุงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เท่าที่เคยค้นพบมา

ยุงยักษ์

ถึงแม้ว่าโลกตะวันตกจะเรียกแมลงชนิดนี้ว่า แมลงวันขายาว หรือ แมลงวันแมงมุม (crane fly) ซึ่งเป็นคนละชนิดกับยุง แต่จ้าวหลีก็ยืนยันว่าแมลงที่เขาค้นพบตัวนี้คือยุงแน่ ๆ โดยในทางชีววิทยานั้น จ้าวหลี กล่าวว่า ยุงเป็นแมลงที่จัดอยู่ในอันดับย่อย Nematocera และสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 วงศ์ รวมทั้ง Chironomidae และ Tipuloidae โดยในภาษาจีนนั้น crane fly คือชื่อเรียกโดยรวมของแมลงในวงศ์ Tipulidae มีชื่อเรียกในภาษาจีนที่แปลได้ว่า “ยุงขนาดใหญ่”

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการจำกัดความของยุงในแต่ละที่ก็ทำให้เกิดความสับสนได้ แต่ละประเทศก็มีชื่อเรียกแมลงแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป แต่ในมุมมองของนักชีววิทยานั้น จ้าวหลี กล่าวว่า เจ้า Holorusia mikados ก็สามารถจัดได้ว่าเป็นยุงชนิดหนึ่งเช่นกัน โดยมันมีวงจรชีวิตอยู่ที่ประมาณ 1 สัปดาห์ ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตามันจะดูน่ากลัว แต่มันก็ไม่กัดคน และมันมีชีวิตอยู่ได้โดยสารอาหารที่มันได้รับขณะที่ยังเป็นตัวอ่อน

ยุงขนาดใหญ่ตัวนี้จะถูกนำมาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับชม ในงานนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์แมลงภาคตะวันตกของจีน ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2561 ผู้ใดที่สนใจอยากยลโฉมมันอย่างชัด ๆ ก็สามารถเดินทางไปชมได้

ภาพจาก sohu.com

ทฤษฏีสร้างมนุษย์เทียม ด้วยการฉีดสเปิร์มใส่ ไข่ไก่ ทำได้จริงหรือไม่ มาพิสูจน์กัน…

ทฤษฏีสร้างมนุษย์เทียม ด้วยการฉีดสเปิร์มใส่ ไข่ไก่ เรามาพิสูจน์จากคลิปดังกล่าวกันว่า ทำได้จริงหรือไม่ !!

หลังจากที่มีข้อถกเถียงกันต่าง ๆ นานาบนโลกโซเชียลว่า การสร้างมนุษย์เทียม หรือ Homunculus ด้วยการฉีดสเปิร์มใส่ ไข่ไก่ นั้นทำได้จริงเหรอ? โดยส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะสเปิร์มมนุษย์กับไข่ไก่ไม่สามารถปฏิสนธิกันได้ วันนี้เลยนำสองคลิปทดลองการสร้างมนุษย์เทียมให้ได้ชมกัน ส่วนทฤษฏีการสร้างมนุษย์เทียมด้วยวิธีดังกล่าว จะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกลวง มาพิสูจน์กัน…

 

เสี่ยงสูญหาย แหล่งโบราณคดีแถบทวีปอาร์กติก

การกัดกร่อนชายฝั่งและการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัวในศตวรรษที่ 19.

เคยมีการสันนิษฐานจากนักวิทยาศาสตร์ว่าสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมที่ห่างไกลยากต่อการเข้าถึงจะปกป้องคุ้มครองแหล่งโบราณคดีที่ถือเป็นขุมทรัพย์ในการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ได้เพียงพอ อย่างแหล่งโบราณคดีในทวีปอาร์กติก ที่ความหนาวเย็นได้เก็บรักษาซากดึกดำบรรพ์มนุษย์และสัตว์ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์โบราณในสภาพที่เกือบสมบูรณ์

แต่เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานในวารสารประวัติศาสตร์โบราณ (Journal Antiquity) จากนักวิจัยนานาชาติ เผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เคยคิดไว้ หลังจากพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลให้อุณหภูมิแถบอาร์กติกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 2 เท่า โดยเฉพาะทางตอนกลางคาดว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) เกิดการละลายและชายฝั่งถูกกัดกร่อน ซึ่งประเมินว่าแหล่งโบราณคดีอย่างน้อย 180,000แห่งในทวีปอาร์กติกที่ครอบคลุมอาณาบริเวณกว่า 12 ล้านตารางกิโลเมตรในแคนาดา รัสเซีย รัฐอลาสกาของสหรัฐอเมริกา และกรีนแลนด์ กำลังมีความเสี่ยงอย่างมากและอาจจมหายไปในเวลาที่รวดเร็วเกินกว่านักวิทยาศาสตร์จะจัดทำเอกสารข้อมูลได้ทัน

หากพื้นที่ดังกล่าวพังทลายลง นั่นไม่ใช่แค่การสูญสิ้นทรัพยากรอันทรงคุณค่า แต่ยังสูญเสียมรดกของมนุษยชาติและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมา ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านชาวเอสกิโมบนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแมคเคนซี ซึ่งเป็นถิ่นฐานแห่งแรกของชาวยุโรป ที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างของมรดกทางประวัติศาสตร์ที่หายไปตลอดกาล.

พบดวงจันทร์ใหม่เกือบโหลรอบดาวพฤหัสบดี

เมื่อเร็วๆนี้นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันคาร์เนกีในสหรัฐอเมริกาเผยถึงการค้นพบดวงจันทร์ ใหม่เกือบ 12 ดวงโคจรอยู่รอบๆดาวพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการพบโดยบังเอิญเมื่อปี พ.ศ.2560 ขณะที่หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ในคลื่นแสงแห่งชาติ (National Optical Astronomy Observatory–NOAO) ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ตั้งอยู่ในประเทศชิลีส่องสำรวจไปบริเวณท้องฟ้าเหนือดาวพลูโต

นักวิทยาศาสตร์เผยว่าดวงจันทร์ใหม่เกือบทั้งหมดนี้โคจรแบบปกติตามทิศทางการหมุนของดาวพฤหัสบดี ดวงจันทร์ที่อยู่ชั้นในจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีโคจรรอบดาวพฤหัสบดีขณะที่ดวงจันทร์ชั้นนอกใช้เวลานานกว่า 2 เท่า แต่กลับมีดวงจันทร์ดวงหนึ่งที่แปลกประหลาด ดวงเล็กมากวัดขนาดได้เพียง 1 กิโลเมตร แถมยังโคจรตรงกันข้ามกับการหมุนของดาวพฤหัสบดี มีความเป็นไปได้ที่มันอาจจะชนทำลายล้างทั้งตนเองและดวงจันทร์ดวงอื่นที่โคจรสวนทางกัน นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อดวงจันทร์พิลึกๆนี้ว่า “เวลทูโด” (Valetudo) นำมาจากชื่อของเทพีแห่ง สุขภาพและความสะอาดของโรมัน เหลนสาวของเทพจูปิเตอร์

การค้นพบครั้งนี้ทำให้ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์เพิ่มขึ้นเป็น 79 ดวง ตามด้วยดาวเสาร์มี 62 ดวง นักดาราศาสตร์เผยว่าการค้นพบว่าวัตถุที่เกิดขึ้นและโคจรรอบดาวพฤหัสบดี อาจไขความกระจ่างเกี่ยวกับการก่อตัวของระบบสุริยะ ของเราได้ เช่น ดวงจันทร์ใหม่ๆที่มีขนาดเล็กมากอาจได้รับอิทธิพลจากก๊าซ และฝุ่นจากดาวเคราะห์ และยังต้องผจญกับการหมุนของจานฝุ่นก๊าซที่ล้อมรอบดวงอาทิตย์ ซึ่ง เป็นกระบวนการก่อตัวของดาว เคราะห์เกิดใหม่ ดวงจันทร์เล็กๆ เหล่านี้ก็อยู่รอดมาได้.

“ส.ผู้ผลิตข่าวฯ” จัดอบรมเชิงปฎิบัติการ “ผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์” รุ่น3

 

“ส.ผู้ผลิตข่าวฯ” จัดอบรมเชิงปฎิบัติการ "ผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์" รุ่น3

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดอบรมฟรี โครงการผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์ รุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 19- 22 ก.ค. 61 ที่ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดอบรมฟรี โครงการผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์ รุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 19- 22 ก.ค. 61 ที่ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยการสนับสนุนหลักจาก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสนับสนุนร่วมโดย บริษัท จีเอเบิล จำกัด, บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) inet, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) , ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จัดอบรมฟรี โครงการผู้ผลิตข่าวดิจิทัล รุ่นเยาว์ รุ่นที่ 3

สื่อออนไลน์ชั้นนำ 21 แห่งของไทย ได้แก่

1. บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด
2. บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัด
3. บริษัท เดลินิวส์เว็บ จำกัด
4. บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
5. บริษัท โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
6. บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้งคอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน)
7. บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)
8. หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
9. หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
10. หนังสือพิมพ์ดาราเดลี่
11. หนังสือพิมพ์แนวหน้า
12. หนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์
13. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
14. บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
15. หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
16. สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์
17. บริษัท บางกอกมีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด
18.บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด
19. หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
20. บริษัท ไบรท์ทีวี จำกัด
21. บริษัท สยามอินเตอร์ มัลติมีเดีย จำกัด SMM

รวมตัวกันจัดตั้ง “ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์” – Society of Online News Providers (SONP) ขึ้น เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2552 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมประกาศเจตนารมณ์ มุ่งมั่น ส่งเสริม และสนับสนุนสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย สนับสนุนการที่ประชาชนรับรู้ข่าวสารออนไลน์ผ่านเครือข่ายออนไลน์ที่ผ่านกระบวนการทางวารสารศาสตร์จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตข่าวแต่ละรายโดยตรง และร่วมกันหยุดยั้งผู้ประกอบการเว็บไซต์เชิงธุรกิจ ในการนำเนื้อหาข่าวและภาพข่าวไปใช้โดยพลการ ละเมิดลิขสิทธิ์ที่ผลิตโดยเว็บไซต์สมาชิก

จากสถานการณ์ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีใน ยุค Thailand 4.0 ก้าวเข้ามามีบทบาทบนโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก ทำให้ช่องทางการนำเสนอและรับข่าวสารในปัจจุบันมีความหลากหลาย ทำให้การรับรู้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีอิสระ ไร้ขอบเขต ดังนั้น องค์กรสื่อในบริบทของผู้นำเสนอข่าวสารอันยึดประโยชน์ต่อสังคม และมีความน่าเชื่อถือในการเผยแพร่ข้อเท็จจริงสู่สาธารณะ จึงมีความจำเป็นต้องเสริมสร้างความรู้ให้กับนิสิต นักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อสร้างผู้ผลิตข่าวรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ ถูกต้อง และมีความเข้าใจบทบาทภารกิจที่แท้จริงของผู้ผลิตข่าวออนไลน์มากขึ้น

ดังนั้น สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ในฐานะองค์กรตัวแทนของผู้ผลิตข่าวออนไลน์หลักในประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญของการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าว จึงจัดอบรม “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ รุ่นที่ 3” หรือ Young Digital News Providersรุ่นที่ 3 ขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้ ในทุกมิติของการผลิตข่าวบนโลกดิจิทัลอาทิ ทิศทางในการนำเสนอข่าวสารและพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัล, การใช้เครื่องมือบนเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ, การนำเสนอในรูปแบบมัลติมีเดีย, เรียนรู้จริยธรรมการนำเสนอข่าวที่ถูกต้องและเหมาะสม, การวางแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ข่าว, การสร้างสรรค์และออกแบบเว็บไซต์ข่าวให้น่าสนใจ รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจ เปิดมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ให้กับนิสิต นักศึกษา ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทำงานจริงอย่างมืออาชีพ

ด้วยเจตนารมณ์ของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยปราศจากการปิดกั้นจากอำนาจใดๆ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพ และเสริมสร้างองค์ความรู้ในการทำข่าวออนไลน์ ตลอดจนส่งเสริมจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวออนไลน์ จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการนี้ เพื่อยกระดับในการผลิตข่าวสารออนไลน์ที่ดี มีประสิทธิภาพและอยู่ในกรอบจริยธรรม
การอบรมจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 19 – วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฏาคม 2561 ระยะเวลา 4 วัน 3 คืน สถานที่ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณธัญฉัต วจีเกษม โทรศัพท์ 081-700-2601 อีเมล์ SonpAssociation@gmail.com หรือที่เว็ปไซต์ http://www.sonp.or.th