คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-1 พรธิรา ดวงพายัพ ธวัลพร ชื่นเพ็ง ธนวัฒน์ รจนาสม ปวรุตน์ บุตรจันทร์

รู้จัก ‘ไซมอน’ หุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศระบบ AI ตัวแรกของโลก

CiHZjUdJ5HPNXJ92GTMoxKWhG6ro8TaEYG

ไซมอน คือหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศระบบปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกของโลกที่ได้เดินทางสู่สถานีอวกาศนานาชาติ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1889346297796847

เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวฮือฮากันในโลกโซเชียล เกี่ยวกับ ไซมอน หุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศที่เพิ่งถูกส่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแต่ที่ไม่ธรรมดาคือ…นี่คือหุ่นยนระบบ AI ตัวแรกที่ถูกส่งขึ้นไป ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ เห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีหุ่นยนต์ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถูกส่งขึ้นไปเป็นผู้ช่วยของนักบินอวกาศมาก่อน ดังนั้นวันนี้ เราจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับไซมอนให้มากขึ้น

1. ไซมอนเป็นหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้เทคโนโลยีไอบีเอ็ม วัตสัน ที่ได้ติดตามนักบินอวกาศที่ชื่อนายอเล็กซานเดอร์ เกิร์สต ไปสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
2. เป้าหมายของการส่งไซมอนขึ้นไปคือการช่วยนักบินอวกาศปฏิบัติการ 3 ภารกิจ ได้แก่ 1. การร่วมกันทำการทดลองกับคริสตัล 2. แก้ไขปัญหาลูกบาศก์ของรูบิกโดยอาศัยวิดีโอต่างๆ 3. ทดลองทางการแพทย์ที่ซับซ้อนโดยใช้ไซมอนทำหน้าที่กล้องบินได้
3. ไซมอนเป็นระบบอัจฉริยะแบบอินเตอร์แอคทิฟที่พกพาได้ ที่จะเป็นผู้ช่วยนักบินอวกาศเกิร์สตในภารกิจครั้งที่ 2 สู่สถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการสถานีอวกาศในช่วงที่สองของการปฏิบัติการระยะเวลา 6 เดือน
4. หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ไซมอนมีลักษณะเป็นอุปกรณ์กลมๆ ขนาดเล็ก มีน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม ใบหน้าและเสียงดิจิทัล รวมถึงการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ของไซมอนทำให้ไซมอนเป็นเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” ของบรรดาลูกเรือบนอวกาศ

5. กลุ่มนักพัฒนาที่รับผิดชอบการพัฒนาไซมอนคาดการณ์ว่าไซมอนจะช่วยลดความเครียดของบรรดานักบินอวกาศ ขณะเดียวกันก็ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและทำหน้าที่เป็นระบบเตือนล่วงหน้าในกรณีที่เกิดปัญหาทางเทคนิค ซึ่งถือเป็นการเข้ามาช่วยปรับปรุงเรื่องความปลอดภัยด้วย

4DQpjUtzLUwmJZZPFBVxsijnYrlZSCjuN1g4WRkdgzOF
6. ปัจจุบันไซมอนได้รับการฝึกอบรมให้สามารถระบุสภาพแวดล้อมของตนและสามารถระบุคู่สนทนาที่เป็นมนุษย์ที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับตนได้โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ช่วยให้ไซมอนสามารถประมวลผลข้อความ คำพูด และรูปภาพรวมถึงช่วยดึงข้อมูลและข้อค้นพบต่างๆ ได้อีกด้วย

7. ไซมอนสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆ ได้อย่างไร้ปัญหาไซมอนยังได้เรียนรู้ขั้นตอนดำเนินการทั้งหมดเพื่อให้สามารถช่วยทำการทดลองต่างๆ บนยานอวกาศได้อีกด้วย โดยบางครั้งการทดลองอาจประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ มากกว่า 100 ขั้นตอนที่แตกต่างกัน ซึ่งไซมอนรู้จักขั้นตอนเหล่านั้นทั้งหมด

8. โมเดลข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของไอบีเอ็มที่อยู่ในไซมอนจะช่วยให้องค์กรสามารถฝึกโมเดล AI ด้วยเทคโนโลยีของวัตสัน โดยไม่จำเป็นต้องผสานรวมข้อมูลที่ละเอียดอ่อน

9. ในระยะกลาง โครงการไซมอนจะมุ่งที่ผลของกลุ่มทางจิตวิทยาซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับทีมเล็กๆ ระหว่างภารกิจระยะยาวบนอวกาศ โดยผู้สร้างสรรค์ไซมอนมีความมั่นใจว่าการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์

อ้างอิง : https://www.thairath.co.th/content/1333210

อันดับ “นวัตกรรมไทย” ขึ้นที่ 44 โลก

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยผลการสำรวจความสามารถด้านนวัตกรรมของแต่ละประเทศ ประจำปี 2561 หรือ GII 2018 ที่จัดทำโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Property Organization) หรือ WIPO ซึ่งเป็นหน่วยงานนำในการจัดทำดัชนีนวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation Index; GII) พบว่าในปีนี้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 44 ขยับขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดิม 7 อันดับ โดยในปี 2560 อยู่อันดับ 51 ถือเป็นประเทศในกลุ่ม “Innovation Fast Move” นอกเหนือจากอันดับในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยมีการปรับตัวดีขึ้นในกลุ่มปัจจัยเข้าทางนวัตกรรม จากเดิมอันดับที่ 65 เลื่อนขึ้นเป็นอันดับที่ 52 ส่วนกลุ่มปัจจัยผลผลิตทางนวัตกรรม ปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากเดิมอันดับที่ 43 เป็นอันดับที่ 45

CiHZjUdJ5HPNXJ92GTMocgTISD58yMhYca

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1889359027795574

รมว.วท.กล่าวต่อว่า จากผลสำรวจพบว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นในปัจจัยด้านระบบตลาด ปัจจัยผลผลิตจากองค์ความรู้และInnovation และ ปัจจัยผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการภาคเอกชนไทย และการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ผ่านมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในผู้ประกอบการนวัตกรรม และเพื่อเป็นการเร่งปรับปรุงตัวชี้วัดที่เป็นจุดอ่อนของประเทศ วท.จึงเร่งดำเนินการภายใต้แนวคิด “วิทย์สร้างคน วิทย์แก้จน และวิทย์แข็งแกร่ง”

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1334051

Sony เตรียมจัดแถลงข่าวในงาน IFA 2018 : อาจเปิดตัว Xperia XZ3

1523871785_sony_xperia_xz2_premium_black-600x338

Sony ได้เปิดเผยผ่านทางอีเมลว่าจะจัดงานแถลงข่าวและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายในงาน IFA 2018 ในวันที่ 30 สิงหาคม 2018 เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

Sony ยังคงกำหนดการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ครั้งใน 1 ปี เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยหลังจากที่ได้เปิดตัวเรือธง Xperia XZ2 และ Xperia XZ2 Compact ภายในงาน MWC 2018 (26 ก.พ. – 1 มี.ค.) ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ไปแล้วนั้น ก็จะตามมาด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้งภายในงาน IFA 2018 (31 ส.ค. – 5 ก.ย.) ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

69711847-e1528389166478

คาดว่า Sony อาจเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่อย่าง Xperia XZ3 ที่มีข่าวลือและสเปคหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้รหัสรุ่น H8416 และ H861, มีกล้อง 4 ตัว, ได้รับการติดตั้งระบบ Android P และได้รับการทดสอบ Benchmark ด้วย

อ้างอิง : https://www.beartai.com/news/mobilenews/262151

 

 

วิกฤตน้ำท่วมญี่ปุ่น ยอดเสียชีวิตพุ่ง 104 ราย สูญหายมากกว่า 50 ชีวิต

 

JAPAN-WEATHER-RAIN

คืบหน้าเหตุน้ำท่วมญี่ปุ่นครั้งใหญ่ ตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุดพุ่งสูงถึง 104 ราย และสูญหายอีกมากกว่า 50 ชีวิต สั่งอพยพประชาชนแล้ว 5.9 ล้านราย กว่า 30,000 ชีวิตไร้ที่อยู่อาศัย

ญี่ปุ่นเผชิญกับเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ ภายหลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นทางตะวันตกและตอนกลางของประเทศ เกิดน้ำท่วมสูงจนเกือบมิดหลังคา แผ่นดินถล่ม ถนน รางรถไฟ อาคารและบ้านเรือนถูกทำลาย เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

ความคืบหน้าล่าสุด (9 กรกฎาคม 2561) เว็บไซต์เจแปนไทมส์ มีรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุครั้งนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 104 รายแล้ว ส่วนผู้สูญหายมีมากกว่า 50 ราย โดยขณะนี้ทางการได้ออกคำสั่งและประกาศเตือนให้ประชาชนจำนวนมากกว่า 5.9 ล้านชีวิต ในทั้งหมด 19 จังหวัด อพยพออกจากพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่เสี่ยงภัย

รายงานจากทางหน่วยดับเพลิงและการจัดการภัยพิบัติ ระบุว่า มีจำนวนประชาชนจำนวนมากกว่า 30,000 ราย ไร้ที่อยู่อาศัย ต้องพักชั่วคราวที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพ

โดยในจังหวัดโอกายามะ หนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ยังคงมีผู้ประสบภัยมากกว่า 1,000 ชีวิตติดค้างอยู่บนหลังคาบ้านและดาดฟ้าของตึกอาคาร ซึ่งถูกน้ำท่วมสูงจนเกือบมิด โดยทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องนำกำลังใช้เฮลิคอปเตอร์และเรือเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

JAPAN-WATHER-RAIN

ขณะที่ทางด้านกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น ได้ทำการเร่งสูบน้ำในพื้นที่ประสบภัยพิบัติดังกล่าว แต่ด้วยระดับปริมาณน้ำท่วมสูงมาก ในบางพื้นที่คาดว่าอาจจะต้องใช้เวลานานถึง 2 สัปดาห์กว่าน้ำจะแห้ง

JAPAN-WEATHER-DISASTER-RAIN

ที่มา : https://hilight.kapook.com/view/174923

พลาสติกที่เต็มไปด้วยสาหร่ายคร่าชีวิตลูกนกที่กินเพราะคิดว่าเป็นอาหาร

 

7072362193_1a481fd7ba_b

ลูกนกจมูกหลอดเท้าเปลือย (flesh-footed shearwater) เหล่านี้กำลังจะตาย ท้องพวกมันเต็มไปด้วยพลาสติก แต่ความช่วยเหลือกำลังมาถึง

เกาะกลางทะเลแทสมันแห่งนี้เป็นที่อยู่ของนกจมูกหลอดเท้าเปลือย 3-4 หมื่นตัวที่มาทำรัง แต่ลูกนกจมูกหลอดเท้าเปลือยกำลังจะตาย พ่อแม่ป้อนพลาสติก ให้ลูกนกกินโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะสาหร่ายที่ขึ้นบนพลาสติกส่งกลิ่นที่ทำให้นกเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร และทีมนักวิทยาศาสตร์ก็กำลังช่วยพวกมันโดยใช้น้ำทะเลล้างท้อง เอาพลาสติกเอาพลาสติกจำนวนมากออกมาจากท้องของพวกมัน

http://

 

 

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-44715357

Google Measure แอปวัดระยะ AR ของ Google เพิ่มรุ่นมือถือที่ใช้งานได้

https_2F2Fblueprint-api-production.s3.amazonaws.com2Fuploads2Fcard2Fimage2F7976542F9ade6e04-66e8-4b64-a7b7-1cae2520e633-500x281

Google เองก็แสดงความชัดเจนในการพัฒนาสารพัดแอป AR ให้เราได้ลองใช้งาน เช่น Google Lens ที่ยกกล้องมือถือขึ้นมาส่องหาข้อมูลได้ หรือจะยกมาส่องข้อความเพื่อแปลภาษาก็ได้ ทำให้เกิดการใช้งารรูปแบบใหม่ๆที่เป็นประโยชน์และง่ายขึ้น

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1865299893534821

จริงๆแล้วแอป Google Measure นั้นออกมาพักใหญ่ๆแล้วแต่จำกัดการใช้งานเฉพาะบนอุปกรณ์ใน Project Tango เท่านั้น แต่วันนี้ทางกูเกิลเองได้ประกาศข่าวดี เพิ่มจำนวนรุ่นมือถือให้โหลดไปใช้งานได้

Screen-Shot-2561-06-25-at-11.25.35-500x414

เมื่อเทียบกันตัวต่อตัวแล้ว แอป Measure ของฝั่งกูเกิลนั้นยังดูมีความสามารถด้อยกว่าของ Apple โดยสาเหตุหลักก็คือการจับวัตถุและระยะความลึกนั้นยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะใช้รูปแบบการตรวจจับ ใช้การวัดระยะห่างระหว่างจุดแพตเทิร์นที่ฉายภาพซ้อนทับลงวัตถุเพื่อให้ระบบรู้ว่าเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ไหน โดยไม่ได้เอาปัจจัยภายนอกอย่างแสงเงามาช่วยคำนวณให้แม่นยำขึ้น ถ้าหากปลายทางอยู่นอกจุดนี้ก็ไม่สามารถวัดระยะได้เช่นกัน

เตือนตัดต่อยีนแบบคริสเปอร์-แคสไนน์อาจทำให้เกิดมะเร็งได้

_101988026_153d2875-4b08-413e-baa0-af5c09b0afc7เทคโนโลยีล้ำสมัยซึ่งใช้ในการแก้ไขดัดแปลงพันธุกรรม “คริสเปอร์-แคสไนน์” (CRISPR-Cas9) ที่เคยเป็นข่าวฮือฮาเมื่อไม่กี่ปีก่อน ถูกพบว่าอาจมีผลข้างเคียงร้ายแรงแอบแฝงอยู่ โดยอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งตามมาในภายหลังได้

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1858340957564048

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัย 2 ฉบับซึ่งจัดทำโดยบริษัทเวชภัณฑ์โนวาร์ตีส (Novartis) และสถาบันคาโรลินสกาของสวีเดน ลงในวารสาร Nature Medicine โดยรายงานทั้งสองฉบับระบุตรงกันว่า เทคนิคการตัดต่อพันธุกรรมดังกล่าวอาจไปทำให้ยีนสำคัญอย่างยีน p53 ไม่ทำงาน ทั้งที่ยีนนี้มีหน้าที่ทำลายเซลล์ที่ดีเอ็นเอเสียหายและป้องกันการเกิดเนื้อร้าย

ผู้วิจัยชี้ว่า วิธีรักษาโรคด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ที่ผ่านการตัดต่อยีนตามแบบคริสเปอร์-แคสไนน์ เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย มีโอกาสสูงที่เซลล์เหล่านั้นจะปราศจากยีน p53 ทำให้การกลายพันธุ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในภายหลังไม่ถูกยับยั้ง จนมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งรังไข่ และมะเร็งหลอดอาหารได้

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ว่านี้เป็นผลสรุปที่ได้จากการทดสอบขั้นต้นเท่านั้น ซึ่งเทคนิคคริสเปอร์-แคสไนน์บางประเภทก็ไม่เข้าข่ายความเสี่ยงที่ว่านี้ และนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถนำข้อบกพร่องที่พบไปแก้ไขในการพัฒนาเทคนิคดังกล่าวขั้นต่อไปได้

ทั้งนี้ เทคนิคแก้ไขดัดแปลงพันธุกรรมแบบคริสเปอร์-แคสไนน์ ทำงานด้วยโมเลกุล 2 ชนิด ซึ่งประกอบด้วยอาร์เอ็นเอนำทาง (gRNA) และเอนไซม์แคสไนน์ (Cas9) โดยอาร์เอ็นเอนำทางที่ได้รับการออกแบบลำดับเบสมาโดยเฉพาะ จะพาให้เอนไซม์แคสไนน์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกรรไกรเข้าตัดดีเอ็นเอทั้งสองสายในตำแหน่งที่ถูกต้อง ทำให้มีการแก้ไขดัดแปลงพันธุกรรมตามต้องการได้

27 มิ.ย. ชวนส่อง “ดาวเสาร์” ใกล้โลกสุดในรอบปี มองเห็นด้วยตาเปล่าชัดเจนทั้งคืน

 

sao4สดร. ชวนส่องดาวเสาร์ #ราชาแห่งวงแหวน ใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2561 สังเกตด้วยตาเปล่าชัดเจนตลอดคืน 27 มิถุนายน นี้ 

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1856328491098628

วันที่ 21 มิถุนายน 2561 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page รายงานว่า ทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เชิญชวนประชาชนชมดาวเสาร์โคจรมาอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ในวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งปรากฏการณ์นี้สามารถมองด้วยตาเปล่าชัดเจนได้ตลอดคืนตั้งแต่หัวค่ำ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู ซึ่งอยู่ตำแหน่งต่ำกว่าดวงจันทร์ลงมาเล็กน้อย (วันดังกล่าวดวงจันทร์อยู่ในช่วงข้างขึ้น 14 ค่ำ) หากใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดหน้ากล้องตั้งแต่ 4 นิ้ว กำลังขยาย 50 เท่าขึ้นไป จะมองเห็นวงแหวนหลักได้อย่างชัดเจน

       ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยว่า ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ และมีโลกอยู่ตรงกลาง เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน ส่งผลให้ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุด ระยะห่างประมาณ 1,353 ล้านกิโลเมตร ทั้งนี้ ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีวงแหวนขนาดใหญ่และสวยงามมาก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งวงแหวน” อีกด้วย
   สำหรับกิจกรรมสังเกตการณ์ “ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี” ทาง สดร. เตรียมจัดขึ้นวันพุธที่ 27 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น. ณ จุดสังเกตการณ์หลัก 4 จุด จ.เชียงใหม่, นครราชสีมา, ฉะเชิงเทรา, สงขลา และเครือข่ายโรงเรียนอีกกว่า 360 แห่งทั่วประเทศ สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ทาง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page
sao3

 

คิดค้นวิธีดื่มกาแฟรักษาเบาหวานแทนการฉีดอินซูลิน

_102125811_208d2315-5e6d-47e5-bffb-08143543e339

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1860577867340357

ในอนาคตผู้ป่วยโรคเบาหวานจะไม่ต้องพกอุปกรณ์ฉีดอินซูลินติดตัวให้ยุ่งยากอีกต่อไป เพราะล่าสุดกำลังมีการพัฒนาเทคนิคปลูกถ่ายเซลล์ของมนุษย์ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมแล้ว เพื่อให้เซลล์เหล่านั้นผลิตยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยอัตโนมัติ หลังผู้ป่วยดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (คาเฟอีน) เข้าไปหลังอาหาร

ทีมนักวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีกลางสวิสที่นครซูริก (SFIT Zurich) ของสวิตเซอร์แลนด์ ตีพิมพ์ผลงานวิจัยล่าสุดของตนในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายเซลล์ผลิตยารักษาเบาหวานในร่างกายของหนูทดลอง ทำให้หนูที่ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เพียงได้รับเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนอย่างกาแฟ ชา โคล่า หรือเครื่องดื่มชูกำลังเท่านั้น

กระบวนการปลูกถ่ายเซลล์ดังกล่าว เริ่มจากการดัดแปลงพันธุกรรมให้ยีนในเซลล์มีลักษณะตามที่ออกแบบไว้ ซึ่งเมื่อเซลล์ชนิดพิเศษนี้เข้าสู่ร่างกายของหนูทดลองที่ป่วยเบาหวาน จะผลิตยาที่เรียกว่า GLP-1 ออกมาต่อเมื่อได้สัมผัสกับกาเฟอีนในกระแสเลือด

ยา GLP-1 จะไปกระตุ้นให้เบตาเซลล์ในตับอ่อนผลิตอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร และถ้าหากต้องการให้ยาออกฤทธิ์แรงขึ้น ก็สามารถทำได้เพียงดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม

ศ. มาร์ติน ฟุซเซเนกเกอร์ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า เซลล์ที่ผลิตยารักษาเบาหวานนี้จะถูกบรรจุไว้ในแคปซูลเจลขนาดเล็กจำนวนมาก เพื่อป้องกันการต่อต้านจากภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยในแต่ละแคปซูลจะมีเซลล์ผลิตยาอยู่หลายร้อยเซลล์

แพทย์จะฉีดแคปซูลเหล่านี้เป็นจำนวนหลายพันเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งมันจะเกาะตัวกันอยู่เป็นกลุ่มเหมือนไข่ปลา แคปซูลดังกล่าวจะมีอายุการใช้งานได้นานราวครั้งละ 6 เดือน – 1 ปี โดยคนไข้สามารถรับการฉีดปลูกถ่ายซ้ำอีกได้

“วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป ซึ่งมักจะจิบชาหรือกาแฟหลังมื้ออาหารกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เราคาดว่ายังคงต้องพัฒนาปรับปรุงวิธีการนี้ต่อไปอีก เพื่อให้นำมาใช้ในมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งคาดว่าน่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี” ศ. ฟุซเซเนกเกอร์ กล่าว