คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-1 พรธิรา ดวงพายัพ ธวัลพร ชื่นเพ็ง ธนวัฒน์ รจนาสม ปวรุตน์ บุตรจันทร์

แบตเตอรี่กระดาษใช้พลังงานจากแบคทีเรีย

BBMNQlf

คลิก facebook

เพื่อตอบสนองการใช้งานในพื้นที่ห่างไกลความเจริญและมีทรัพยากรจำกัด หรือขาดกระแสไฟฟ้าสำหรับจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์สำคัญต่างๆ รวมถึงแบตเตอรี่ ในอีกไม่นานนี้ปัญหาดังกล่าวอาจหมดไป เนื่องจากทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก วิทยาเขตบิงแฮมตัน ในสหรัฐอเมริกา รายงานการคิดค้นแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่ทำด้วยกระดาษและบรรจุเชื้อแบคทีเรียซึ่งสามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านั้นได้แล้ว

นักวิจัยได้ผลิตแบตเตอรี่กระดาษด้วยการพิมพ์ชั้นโลหะบางๆและวัสดุอื่นๆลงบนพื้นผิวกระดาษ จากนั้นก็นำเอ็กโซอิเล็กทรอเจน (exoelectrogens) เป็นแบคทีเรียที่มีความสามารถในการถ่ายโอนอิเล็กตรอนนอกเซลล์ได้ ซึ่งเอ็กโซอิเล็กทรอเจนถูกนำไปผ่านเทคโนโลยี “การทำแห้งเยือกแข็งแบบสุญญากาศ” (freeze dried) ก่อนนำไปวางบนกระดาษ แบคทีเรียจะเชื่อมต่อกับขั้วไฟฟ้าภายนอกและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ การใช้งานแบตเตอรี่ก็คือใส่น้ำเข้าไปและภายในเวลาไม่กี่นาทีของเหลวจะทำให้แบคทีเรียฟื้นตัวขึ้นมาเพื่อผลิตอิเล็กตรอนจนมากพอที่จะทำให้ไดโอดเปล่งแสง (light-emitting diode) อุปกรณ์กึ่งตัวนำชนิดหนึ่งที่เป็นแหล่งกำเนิดแสง และมีการคำนวณค่าทางคณิตศาสตร์

กระดาษนับว่าเป็นวัสดุที่ได้เปรียบกว่าชนิดอื่น เพราะราคาไม่แพง ใช้แล้วทิ้งได้ มีความยืดหยุ่นและมีอัตราส่วนของพื้นผิวต่อปริมาตรสูง การพัฒนาเป็นอุปกรณ์ไบโอเซ็นเซอร์เพื่อการวินิจฉัยโรคและสุขภาพ หรือตรวจหาสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม จะเพิ่มความสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายก็ถูกลง ซึ่งทีมวิจัยเผยว่า ก้าวต่อไปคือการเสนอผลงานชิ้นนี้ต่อที่ประชุมและนิทรรศการแห่งชาติครั้งที่ 256 ของสมาคมเคมีอเมริกัน (ACS)

เปิดตัว “ไอโฟน” 3 รุ่นใหม่!

BBNfZlA

แอ๊ปเปิ้ล อิงค์ เปิดตัวไอโฟนใหม่ 3 รุ่น รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ รวมรุ่นที่มีหน้าจอใหญ่และรุ่นราคาสบายกระเป๋า พร้อมเปิดจำหน่ายในสหรัฐ ภายในปีนี้ แต่ยังไม่ได้ระบุวันขายสำหรับตลาดต่างประเทศ

ทิม คุก ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)ของแอ๊ปเปิ้ล นำทีมเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารของบริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไอโฟนรุ่นใหม่ 3 รุ่นที่อาคาร สตีฟ จ็อบส์ เธียเตอร์ เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ มีไอโฟน 10 เอส แม็กซ์ ที่มีขนาดหน้าจอ 6.5 นิ้วแบบโอแอลอีดี ซึ่งเป็นไอโฟน ที่มีหน้าจอใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทเคยผลิตมา พร้อมกับแบตเตอรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของแอ๊ปเปิล ที่สามารถใช้งานได้นาน 1 ชั่วโมงครึ่ง

BBNfGfa

ไอโฟนรุ่นใหม่ ตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคยุคนี้ ที่ต้องการเห็นจอที่กว้างกว่าเดิม เพราะทุกวันนี้ใช้สมาร์ทโฟนดูและบันทึกวิดีโอ เช่นเดียวกับการถ่ายรูป ขณะเดียวกัน ไม่มีปุ่มโฮมมาแย่งพื้นที่ และใช้เทคโนโลยีจับใบหน้าเพื่อปลดล็อกการใช้งาน

คาดว่าการทำไอโฟนที่มีราคาสูงขึ้น จะทำให้แอ๊ปเปิ้ลทำกำไรได้มากขึ้น แม้ว่าผู้บริโภคจะอัพเกรดรุ่นโทรศัพท์กันน้อยลง เพราะตลาดสมาร์ทโฟนทั้งโลกเติบโตแค่ 2 % โดยแอ๊ปเปิ้ลตั้งราคาสมาร์ทโฟน ช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. ไว้ที่ 724 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ มีไอโฟนสิบเอส มีขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้วแบบโอแอลอีดี เท่ากับไอโฟนสิบในปัจจุบัน โดยรุ่นนี้สามารถกันน้ำ มีโพรเซสเซอร์ที่ทำงานเร็วขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเลนส์คู่ ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายภาพดีขึ้น พร้อมกับแบตเตอรีที่จะสามารถใช้งานนานขึ้น 30 นาที

 BBNg23m

BBNfS9g

ทั้งไอโฟนสิบเอส แม็กซ์ และไอโฟนสิบเอส รองรับระบบ dual SIM ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถใช้โทรศัพท์ 2 เลขหมายบนเครื่องเดียวกัน ส่วนไอโฟนสิบอาร์ มีขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้วแบบแอลซีดี และมีแบตเตอรี ที่สามารถใช้งานนานขึ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยราคาไอโฟนสิบอาร์ เริ่มต้นที่ 749 ดอลลาร์ ส่วนไอโฟนสิบเอส เริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ และไอโฟนสิบเอส แม็กซ์ เริ่มต้นที่ 1,099

ขณะที่ไอโฟนรุ่นเก่า คือไอโฟน 7 มีราคาเริ่มต้น 449 ดอลลาร์ และไอโฟน 8 มีราคาเริ่มต้น 599 ดอลลาร์

ทั้งนี้ แอ๊ปเปิ้ลจะรับพรีออเดอร์สำหรับไอโฟนสิบเอสและสิบเอส แม็กซ์ ในวันศุกร์นี้ ตามเวลาสหรัฐ และลูกค้าจะเริ่มได้รับสินค้าในวันที่ 21 ก.ย. ส่วนพรีออเดอร์สำหรับไอโฟนสิบอาร์ จะมีขึ้นในวันที่ 19 ต.ค. และจะเริ่มได้รับสินค้าในวันที่ 26 ต.ค.

นอกจากนี้ แอ๊ปเปิ้ล ยังเปิดตัวแอ๊ปเปิ้ล วอทช์ รุ่นใหม่ ซีรีส์โฟร์ มีหน้าจอใหญ่ขึ้น และมีระบบตรวจจับจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยจะแจ้งเตือนหากมีอัตราการเต้นผิดจังหวะ ทั้งยังแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งได้รับการอนุญาตจากสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ (เอฟดีเอ) แล้ว

ที่มา : https://www.msn.com/th-th/news/techandscience

ค้นพบกะโหลกที่สมบูรณ์ของกิ้งก่าโบราณ

CiHZjUdJ5HPNXJ92GTLAAx6xfpEwGEOoRO

ในการทำงานทางโบราณคดีระหว่างเจ้าหน้าที่ด้านธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซามารา หรือที่รู้จักกันในชื่อซามารา โพลีเทค (Samara Polytech) ในเมืองซามารา แห่งรัสเซีย เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับยุคไทรแอสสิก (Triassic) และจูราสสิก (Jurassic) ทางภาคใต้ของเมืองซามารา และมีรายงานการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ หรือฟอสซิล (fossil) อยู่หลายสิ่ง

แต่หนึ่งในการค้นพบที่น่าสนใจก็คือซากฟอสซิลกระดูกศีรษะที่สมบูรณ์ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกชนิดหนึ่งในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันบรรพชีวินวิทยาแห่งสภาวิทยาศาสตร์รัสเซียในกรุงมอสโก นำไปวิเคราะห์จนสามารถระบุได้ว่า ซากฟอสซิลดังกล่าวคือกิ้งก่าโบราณสายพันธุ์เวตลูกาซอรัส (Wetluga saurus) มีชีวิตในต้นยุคไทรแอสสิก โดยอาศัยอยู่บริเวณทางตอนเหนือของรัสเซียและกรีนแลนด์

4DQpjUtzLUwmJZZPFAvWuEQIJqkEF8jGs6SZryE9VJxf

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบซากเวตลูกาซอรัส เผยว่า การพบซากกะโหลกที่สมบูรณ์แบบชิ้นนี้คือสิ่งที่ไม่คาดฝัน และยังพบซากฟอสซิลอื่นๆที่น่าทึ่ง เช่น โครงกระดูกสันหลังจำนวนมากกว่า 170 ชิ้นของสัตว์ในตระกูลสะเทินน้ำสะเทินบกกลุ่มลาบีรินโธดอนต์ (Labyrinthodont) นอกจากนี้ยังเก็บรวบรวมวัตถุทางสัตววิทยา (zoological) ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคใหม่รวมทั้งตัวอย่างพืชสมุนไพรที่หายากและอยู่ในบัญชีแดงไอยูซีเอ็น (IUCN Red list หรือ The International Union for Conservation of Nature) เป็นดัชนีรายชื่อที่สมบูรณ์ที่สุดของสถานภาพสปีชีส์พืชและสัตว์ในกระบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ที่มา :  https://www.thairath.co.th/content/1373913

จับตา ไต้ฝุ่นมังคุด ชี้ทั่วไทยมีฝนตกหนักตลอดสัปดาห์นี้ ยาวถึงสิ้นเดือนตุลาคม

คลิก facebook


006h1

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เผยตลอดสัปดาห์นี้ไทยมีฝนตกยาวถึงวันศุกร์ (14 ก.ย.) สั่งจับตาพายุไต้ฝุ่นมังคุด หวั่นส่งผลกระทบไทย

  วันที่ 11 กันยายน 2561 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานว่า นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝนตกในประเทศไทยช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ ว่า ทั่วทุกภาคของประเทศจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยช่วงแรกตั้งแต่ภายในสัปดาห์นี้ยาวไปจนถึงวันศุกร์ (14 กันยายน) ซึ่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีฝนตกตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงค่ำ และตกในลักษณะฝนแช่ตัว ตก-หยุด หนัก-เบา สลับกันไป

  อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า อยู่ระหว่างจับตาดูพายุไต้ฝุ่นมังคุด ที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และคาดว่าจะเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ยมาบริเวณจีนตอนล่าง ใกล้กับหมู่เกาะไหหลำ ประมาณปลายสัปดาห์นี้ จึงต้องติดตามดูอย่างต่อเนื่องว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่

006h2

นอกจากนี้ยังมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศไทยตอนบน ผ่านทางภาคกลาง ทำให้เกิดฝนในระยะนี้ ซึ่งจะยาวไปถึงกลางเดือนตุลาคม ช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว โดยพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาในจังหวัดทางภาคกลาง ต้องระวังน้ำเหนือไหลมาสมทบ รวมไปถึงพื้นที่ลุ่มภาคอีสานติดริมน้ำโขง จะมีปริมาณน้ำโขงเพิ่มมากขึ้น

006h4

ที่มา : https://hilight.kapook.com/view/177670

NVIDIA เปิดตัวการ์ดจอซีรีย์ RTX ใหม่ 3 รุ่น RTX 2070, RTX 2080 และ RTX 2080 Ti

RTX-Geforce-20-series

NVIDIA เปิดตัวการ์ดจอรุ่นใหม่นั่นคือ GeForce RTX ซีรีย์ เป็นรุ่นสานต่อจาก GTX 10 ซีรีย์หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวซีรีย์ Quadro RTX ไปแล้วในสัปดาห์ก่อน ซึ่งในตอนนี้เปิดตัวออกมา 3 รุ่นคือ RTX 2070, RTX 2080 และ RTX 2080 Ti

โดยการ์ดจอซีรีย์นี้มีจุดเด่นคือการเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้ AI ในการช่วยประมวลผลและควบคุมกราฟิค มาพร้อม RT Cores ที่จะช่วยในการเรนเดอร์ภาพ รองรับ USB-C เพื่อใช้งานร่วมกับ VR และยังเพิ่มรองรับ RAM GDDR6 ด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้พัดลมคู่ 13 เบลด ที่ให้กำลังแรงกว่าเดิม 3 เท่าและมาพร้อมเสียงที่เงียบกว่าเดิม

Rtx-2080-ti

 

สำหรับราคาของการ์ดจอ RTX 20 ซีรีย์ทั้ง 3 รุ่นที่เปิดตัวมามีราคาดังนี้

  • RTX 2070 RAM 8GB ราคาเริ่มต้น 499 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 16,300 บาท และตัวราคาสูงสุด 599 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ  19,600 บาท
  • RTX 2080 RAM 8GB ราคาเริ่มต้น 699 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22,900 บาท และตัวราคาสูงสุด 799 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ  26,100 บาท
  • RTX 2080 Ti RAM 11GB ราคาเริ่มต้น 999 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 32,700 บาท และตัวราคาสูงสุด 1,199 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ  39,300 บาท

ซึ่ง RTX 2080 และ RTX 2080 Ti จะเริ่มวางขายในวันที่ 20 กันยายนนี้ ส่วน RTX 2070 จะเริ่มวางขายในช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป สำหรับในประเทศไทยนั้น NVIDIA RTX 2080 Ti ได้เผยราคามาแล้ว อยู่ที่ 44,900 บาท

Geforce-RTX-20-3

ที่มา : https://tech.mthai.com/pc-notebook/91994.html

Apple ถูกแฮคเซิร์ฟเวอร์ และถูกขโมยข้อมูลไป 90GB โดยเด็กอายุ 16 ปี

hacker-3342696_640

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1954630637935079

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหล่ะครับว่าบริษัทไอทีสุดแกร่งอย่าง Apple จะถูกเจาะเข้าเซิร์ฟเวอร์ได้ และถูกขโมยข้อมูลไปถึง 90GB แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคืออายุของผู้ที่ทำการแฮคเจาะระบบเซิรฟเวอร์ของ Apple เป็นเด็กอายุ 16 ปีเท่านั้น

ซึ่งเด็กคนนี้ยังเป็นนักเรียนและเรียนอยู่โรงเรียนมัธยม แห่งหนึ่งในกรุงเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่เด็กคนนี้เจาะเข้าระบบ เซิร์ฟเวอร์ของ Apple โดยใช้ authorised keys ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า Apple ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ทาง Apple ได้ตรวจพบความผิดปกติ และได้ประสานงานกับ FBI จนสามารถหาผู้ที่ทำการแฮคระบบเซิร์ฟเวอร์ได้

apple-1

โดยผู้ที่แฮคระบบนั้นได้ทิ้งรหัส VPN ของเครื่องที่ใช้เจาะข้อมูลไว้จึงนำไปสู่การจับกุมในที่สุด และทางตำรวจก็ได้จับกุมพร้อมยึดอุปกรณ์ที่จะใช้เจาะข้อมูลและตอนนี้เด็กคนนี้ก็อยู่ในการพิจารณาคดีของศาลแล้ว  ซึ่งทางฝั่งทนายความของเด็กเองได้ออกมาให้การณ์ว่า ที่เด็กคนนี้ทำการเจาะเซิร์ฟเวอร์ของ Apple เพราะว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ของ Apple  และอยากจะทำงานร่วมกันกับ Apple ในอนาคต จึงก่อเหตุการ์ณ ครั้งนี้ขึ้น

ที่มา : https://tech.mthai.com/it-news/91965.html

มาแล้วๆ! บ้านคอนกรีตจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติเพื่อการพาณิชย์แห่งแรกในโลก

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMjkxLzE0NTg2OTMvMi5qcGc=

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1954624731269003

ในไม่ช้า โลกของเราจะมีบ้านคอนกรีตที่สร้างด้วยเครื่องพิมพ์ 3D ชุดแรกออกสู่ท้องตลาด

กลุ่มหน่วยงานบริหารท้องถิ่นของเมือง Eindhoven ในเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วย มหาวิทยาลัย Eindhoven University of Technology และ บริษัทเอกชนอีก 3 แห่งได้ร่วมมือกันสร้างบ้านที่มีลักษณะเฉพาะตัว 5 หลัง ในใจกลางเมือง Eindhoven ประเทศเนเธอร์แลนด์

บ้านเหล่านั้นยังเป็นเพียงแค่แนวคิด แต่ภาพเชิงแนวคิดนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ในไม่ช้าเราอาจจะมีบ้านคอนกรีตที่สร้างด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก อยู่ในละแวกบ้าน

Rob Wolfs นักออกแบบงานวิจัยด้านโครงสร้าง แห่ง Eindhoven University of Technology กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มต้นด้วยการทำแบบจำลอง 3 มิติระบบดิจิทัลในคอมพิวเตอร์ จากนั้นแบบจำลองนี้จะถูกส่งผ่านไปยังเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งจะพิมพ์จากด้านล่างขึ้นไปด้านบนทีละชั้นแบบตรงจุด จนกว่าแบบจำลองนี้จะเสร็จสมบูรณ์ โดยไม่ต้องใช้วัสดุจัดแต่งทรงหรือฐานหนุนจากด้านล่าง

เขากล่าวต่อไปอีกว่า เทคนิคดังกล่าวนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการก่อสร้างด้วยคอนกรีตแบบดั้งเดิม เพราะขยะเกือบทั้งหมดจะถูกขจัดทิ้งไป ทั้งยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตซีเมนต์อีกด้วย

นอกจากนี้ คอนกรีตจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ช่วยให้สามารถออกแบบรูปทรงประหลาดๆ ได้ ซึ่งนั่นอาจเป็นกลยุทธ์ที่มีโอกาสเติบโตเชิงพาณิชย์

การสร้างบ้านด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ ทำให้วัตถุที่ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกแต่ไม่สามารถผลิตได้ด้วยวิธีแบบดั้งเดิม มีความเป็นไปได้ในทันที และวิธีนี้ยังช่วยให้ผู้ก่อสร้างใกล้ชิดกับผู้ซื้อมากขึ้น เพราะผู้ซื้อสามารถเข้าร่วมในกระบวนการออกแบบและเลือกวัสดุ แทนที่จะซื้อบ้านและอาคารที่ออกแบบมาเหมือนๆ กันทุกหลัง

คณะวิศวกรกำลังวางแผนที่จะผลิตบ้านตัวอย่างหลังแรกซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวในปีหน้า และจะนำสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ ไปใช้กับบ้านในอนาคต ที่จะถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ในเขต Meerhoven เมือง Eindhoven ในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้


ที่มา : https://www.sanook.com/hitech/1458693/

ไขปริศนาซากสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่หาดรัสเซีย

_103078125_p06hwvc1

ชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับเมืองพัคฮาชี แถบคาบสมุทรคัมชัตคา ทางภาคตะวันออกของรัสเซีย พากันประหลาดใจเมื่อพบซากสิ่งมีชีวิตถูกน้ำทะเลซัดขึ้นมาเกยหาด บางคนตั้งข้อสันนิษฐานว่ามันอาจเป็นสัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเล แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่คิดเช่นนั้น

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1946126972118779

ซากประหลาดดังกล่าวมีน้ำหนักราว 4 ตัน และยาวประมาณ 8 เมตร โดยลักษณะภายนอกนั้นมีขนรกรุงรัง มีส่วนที่ดูคล้ายหาง และมีกลิ่นเหม็น แต่ไม่พบส่วนที่ดูเหมือนหัวหรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ

น.ส.สเวตลานา ยาเดนโก เป็นผู้พบเห็นและได้ถ่ายวิดีโอแล้วนำไปเผยแพร่ทางยูทิวบ์ โดยตั้งชื่อว่า “สัตว์ประหลาดแห่งคาบสมุทรคัมชัตคา″ (Kamchatka sea monster) ทำให้ผู้คนพากันเดินทางไปดูซากดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

น.ส.ดาเยนโก บอกว่า สิ่งที่พบมีขนรกรุงรัง ซึ่งเธอตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นสัตว์ประหลาดในยุคดึกดำบรรพ์ ส่วนผู้ที่ได้เห็นคลิปนี้บางคนบอกว่า อาจเป็นซากของแมมมอธที่ถูกคลื่นซัดมาเพราะธารน้ำแข็งละลาย หรืออาจจะเป็นซากของหมึกยักษ์ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อเช่นนั้น โดยชี้ว่า ซากสิ่งมีชีวิตลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า “กล็อบสเตอร์” (globster) หรือ บล็อบ (blob) และเท่าที่ผ่านมา ก็มีให้เห็นเกยตื้นตามชายฝั่งมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งแม้บางคนจะคิดว่านี่เป็นสัตว์สายพันธุ์ใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่เชื่อเช่นนั้น

โดยปีที่แล้ว ก็มีการพบซากสัตว์ทะเล “มีขน” ความยาว 6 เมตร ถูกพัดขึ้นชายฝั่งบนเกาะดินากัตของฟิลิปปินส์ แต่ น.ส.ลูซี่ เบบีย์ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์ ของออร์ก้า (Orca) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเพื่อสัตว์ บอกกับบีบีซีว่า ที่เห็นนี้เป็นซากสัตว์แน่นอน และคาดว่าอาจจะเป็นซากวาฬ “นี่เป็นซากสัตว์ทะเลที่เน่าเปื่อยมาก โดยอยู่ในระยะท้าย ๆ ของการย่อยสลาย”

ส่วนที่ดูเหมือน “เส้นขน” นั้น น.ส.เบบีย์ อธิบายว่า น่าจะเป็นเส้นใยของเนื้อเยื่อจากกล้ามเนื้อมากกว่า

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-45240636

โรคไทรอยด์ กับ 8 สัญญาณเตือนภัย “ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ”

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hlLzAvdWQvMC8yNzc1L2lzdG9ja18wMDAwMjU4MDI4MzJfbWVkaXVtLmpwZw==

เคยมีคยรอบข้างทักว่า เราอาจจะเป็น โรคไทรอยด์ เพราะเห็นว่าคอโป่ง คอบวมผิดปกติ ลองยืดคอแล้วลูบขึ้นลูบลงหลายรอบเลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วนอกจากคอโป่ง ยังมีอาการอื่นๆ ที่เป็นอาการเริ่มต้นของ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ อีกมากมาย มีอาการอะไรบ้าง มาเช็กกันค่ะ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1946161385448671

รู้จักกับต่อมไทรอยด์

ต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบของต่อมไร้ท่อ ลักษณะก็จะคล้ายๆ กับปีกผีเสื้อที่กางออกแล้วครอบอยู่บริเวณด้านบนของหลอดลม ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกาย ระบบย่อยอาหาร ระดับไขมันในเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อ ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ไปจนถึงควบคุมเรื่องอารมณ์และความรู้สึก โดยปกติแล้วต่อมไทรอยด์จะผลิตฮอร์โมนออกมาในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยเสริมให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่เมื่อวันใดที่ต่อมไทรอยด์เกิดทำงานหนักจนเกินไป ก็จะส่งผลให้ร่างกายเหนื่อยง่าย มือสั่น ใจสั่น นอนไม่หลับ น้ำหนักลด หรือในผู้หญิงก็อาจเกิดประจำเดือนมาผิดปกติได้ ในบางรายหากมีอาการรุนแรงก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการโคม่า ตาเหลือง ตัวเหลือง อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายและมีน้ำท่วมปอดได้ รวมแล้วอาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะเรียกว่า ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ

สัญญาณเตือนภัย ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

  1. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  2. ใจสั่น อ่อนแรง
  3. เหงื่อออกง่าย ขี้ร้อนง่ายขึ้น
  4. หงุดหงิดง่ายกว่าเดิม อารมณ์แปรปรวน
  5. น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  6. ประจำเดือนผิดปกติ
  7. คอโต คอโป่ง
  8. อาจมีอาการตาโปนร่วมด้วย

สาเหตุของโรคไทรอยด์เป็นพิษ

จริงๆ แล้วสาเหตุของโรคไทรอยด์เป็นพิษมีอยู่หลายสาเหตุ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมาจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันโรคทำงานผิดปกติ โดยเข้าไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานหนักเกินไป และหากญาติพี่น้องมีประวัติเคยเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น นอกจากนี้ผู้หญิงยังมีโอกาสเป็นไทรอยด์เป็นพิษมากกว่าผู้ชายอีกด้วย

ดังนั้นหากใครมีอาการดังกล่าว รีบปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษาให้ทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไปนะคะ

ที่มา : https://www.sanook.com/health/2775/

“ต้นอังกาบหนู” สมุนไพรพื้นบ้าน กับสรรพคุณดีๆ 10 ประการ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hlLzAvdWQvMi8xMjQxNy9hbmcta2FhYi0xLmpwZw==

ต้นอังกาบหนู เป็นหนึ่งในสมุนไพรท้องถิ่นที่อาจจะมีคนรู้จักไม่มากนัก มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น เขี้ยวแก้ง เขี้ยวเนื้อ อังกาบ มันไก่ เป็นต้น

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1946165688781574

ต้นอังกาบหนู มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ย สูง 1-1.5 เมตร มีหนามยาว 1-2 เซนติเมตรอยู่รอบข้อ มีดอกคล้ายดอกชบาสีเหลืองกระจุกเป็นช่อตามปลายกิ่ง เจริญเติบโตเป็นวัชพืชตามเขาหินปูนที่แห้งแล้งตามภาคใต้ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของไทย นอกจากนี้ยังพบได้ในหลายๆ ประเทศอย่างในแอฟริกา ปากีสถาน อินเดีย พม่า มาเลเซีย และภูมิภาคอินโดจีน

ต้นอังกาบหนูเริ่มเป็นที่สนใจของชาวไทยมากขึ้นจากสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมาย Sanook! Health จะพาไปเช็กกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

Barleria prionitis, Porcupine flower

“ต้นอังกาบหนู” สมุนไพรพื้นบ้าน กับสรรพคุณดีๆ 10 ประการ

  1. น้ำคั้นใบอังกาบหนูช่วยรักษาโรคหวัด ลดอาการไข้
  2. เคี้ยวใบอังกาบหนูสดๆ ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน
  3. ใบอังกาบหนูสดผสมน้ำผึ้ง เคี้ยวทานเพื่อรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน
  4. น้ำคั้นใบอังกาบหนู ใช้หยอดหูเพื่อบรรเทาอาการหูอักเสบ
  5. ราก หรือใบอังกาบหนู ผสมน้ำมะนาว ช่วยรักษาโรคคันตามผิวหนัง
  6. บรรเทาอาการปวดข้อจากโรครูมาติสซั่ม และบรรเทาอาการปวดบวมตามร่างกาย
  7. ลดอาการท้องผูก ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
  8. รากอังกาบหนูใช้เป็นยาแก้ฝีได้
  9. ช่วยลดเสมหะ ให้ความชุ่มชื่นในคอ ลดอาการไอ
  10. น้ำมันสกัดจากใบอังกาบหนู ช่วยบำรุงเส้นผม และหนังศีรษะให้มีเส้นผมดำเงางาม

สำหรับสรรพคุณในการบรรเทาอาการของโรคอย่างเบาหวาน เนื้องอกในสมอง หรือโรคมะเร็ง ต้องได้รับการวิจัยอย่างจริงจังจากนักวิจัย และสถาบันที่เชื่อถือได้ในอนาคตต่อไป