คลังเก็บหมวดหมู่: กลุ่ม 5-1 พรธิรา ดวงพายัพ ธวัลพร ชื่นเพ็ง ธนวัฒน์ รจนาสม ปวรุตน์ บุตรจันทร์

อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์วิชัย ศรีวัฒนประภา ตกข้างสนามเลสเตอร์ ซิตี้

ป้ายสนามกีฬา69b7978b-a264-4927-a014-c2dea581517e

ทีมพรีเมียร์ลีกร่วมไว้อาลัยข่าว ฮ. ตก

ก่อนเริ่มเกมการแข่งขันฟุตบอลคู่ระหว่างทีมเบิร์นลีย์-ทีมเชลซี และทีมคริสตัลพาเลซ-อาร์เซนอล ช่วงบ่ายนี้ ทั้งนักเตะและผู้ชมในสนามได้ยืนไว้อาลัยให้กับข่าวเฮลิคอปเตอร์ของ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ที่ประสบอุบัติเหตุตกเมื่อคืนนี้ รวมทั้งยังร่วมยืนสงบนิ่งเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

เยาวชนไทยที่ไปฝึกซ้อมฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้มาแสดงความอาลัย

นักเตะเยาวชนไทยที่ไปฝึกซ้อมฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ก้มกราบที่ด้านหน้าสนามคิงเพาเวอร์สเตเดียม เพื่อแสดงความไว้อาลัยและเสียใจต่อเหตุเฮลิคอปเตอร์ที่นายวิชัย ศรีวัฒนประภา โดยสารประสบอุบัติเหตุตก

ตำรวจยังไม่ยืนยันการเสียชีวิตของ วิชัย ศรีวัฒนประภา

ตำรวจมณฑลเลสเตอร์เชียร์แถลงทางทวิตเตอร์ว่า:

“เราเข้าใจว่าหลายฝ่ายกำลังรอความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดียม เมื่อคืนนี้ ขณะนี้เรากำลังประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรายงานความคืบหน้าให้สาธารณชนและสื่อมวลชนได้ทราบ ขอบคุณสำหรับความอดทนและกำลังใจ”

“คนอังกฤษที่นี่ รักเขามาก”

“เป็นเจ้าของสโมสรที่ดีที่สุด เท่าที่เลสเตอร์เคยมีมา″ แฟนบอลชาวไทยคนหนึ่งที่ให้ชื่อกับบีบีซีไทยว่า “เบน” ให้สัมภาษณฺ์สั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าหลังทราบข่าว เขามาที่สนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม เพือ”แสดงความเคารพ” ต่อ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร

“เขาไม่ได่ทำแค่ฟุตบอล แต่ยังช่วยเหลือสังคมที่นี่มากมาย เห็นได้ว่าคนอังกฤษที่นี่ รักเขามาก”

เราจะระลึกถึงคุณเสมอ ยากที่จะหาคำพูดใด ๆ มาอธิบายได้”

บรรยากาศที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดียม เต็มไปด้วยความเศร้าโศก แฟนบอลจำนวนมากนำช่อดอกไม้มาร่วมแสดงความเสียใจต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น หลายคนร่ำไห้ บางคนเขียนข้อความแสดงความขอบคุณนายวิชัย ศรีวัฒนประภา สำหรับทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อสโมสร

ช่อดอกไม้บางช่อมีข้อความว่า “เราได้สูญเสียหัวหน้าครอบครัว…เราจะระลึกถึงคุณเสมอ ยากที่จะหาคำพูดใด ๆ มาอธิบายได้”football fan

football fans97f0ead4-40de-48d1-92f3-08571f843ca7

17dce7ac-b3be-49e5-946b-43296bcab025

จอร์แดนทำโครงการหิน กลั่นน้ำทะเล-ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทำการเกษตร

_103872213_9f9a3762-98ea-4aaa-829c-361ffc2a9884

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภายในโรงเรือนปลูกผักที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ผักสลัดอย่างร็อคเก็ต ผักกาดแก้ว และผักกาดฮ่องเต้แทงยอดใบขนาดจิ๋วโผล่พ้นจากแปลงดิน เช่นเดียวกับผักและผลไม้อีกหลายชนิด รวมทั้งสตรอว์เบอร์รี่ องุ่น แตงกวา โหระพา และมะเขือเทศอีกหลายพันธุ์ที่เริ่มผลิดอกออกใบในแปลงปลูกที่เรียงรายอยู่เป็นแถว

“โหระพายังไปกันคนละทิศละทางครับ” บเลส โจเว็ตต์ หัวหน้าทีม พูดอย่างเกรงใจ “ผมว่าจะเอาไว้ทำเพสโต (ซอสโหระพา)”

หากเหลียวมองดูสภาพภายนอกที่มีเพียงภูผาหิน ผืนดินอันแห้งแล้ง ปราศจากต้นไม้ มีเพียงกอหญ้าเล็ก ๆ ที่แกร่งพอที่จะยืนหยัดอยู่ได้โดยปราศจากน้ำปรากฏให้เห็นเป็นหย่อม ๆ แล้ว จะรู้เลยว่าโจเว็ตต์ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกไม่ดีเลยที่โหระพาที่ปลูกไว้ไม่ดกงามเป็นระเบียบ

ที่นี่คือทะเลทรายในประเทศจอร์แดน จุดที่พูดถึงกันนี้อยู่ห่างจากชายแดนอิสราเอลไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร และลึกเข้ามาในเขตทะเลแดงราว 15 กิโลเมตร ฟังดูแล้วออกจะเหลือเชื่อที่มีคนคิดจะมาทำฟาร์มเกษตรที่นี่ แต่จะว่าไปแล้ว มันอาจจะเหมาะเหม็งก็ได้

เปลี่ยนทะเลทรายที่แห้งแล้งเป็นสวนสวรรค์ด้วย “ลิควิด นาโน เคลย์”โรงเรือนปลูกผักกลางทะเลทราย
ในขณะที่โลกกำลังกังวลเรื่องการขาดแคลนอาหารที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จอร์แดนกำลังหาวิธีทำการเกษตรที่จะเพิ่มผลผลิตอาหารให้มากขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องน้ำ จอร์แดนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำน้อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยประชากร 1 คน ใช้น้ำโดยเฉลี่ยไม่ถึง 150 ลูกบาศก์เมตรต่อปี (สหรัฐฯ ใช้เกินกว่า 9,000 ลูกบาศก์เมตร) นอกจากนี้สภาพภูมิประเทศที่ 3 ใน 4 ประกอบไปด้วยทะเลทรายก็เป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่ง การทำเกษตรในจอร์แดนต้องใช้ทรัพยากรน้ำในประเทศไปถึงครึ่ง แต่ให้ผลตอบแทนคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3% ของจีดีพีเท่านั้น
สิ่งที่จอร์แดนมี และมีอยู่มากนั่นก็คือแสงแดด ในหนึ่งปีมีแดดออกประมาณ 330 วัน หรือคิดเฉลี่ยเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ราว 5-7 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมงต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร เทียบง่าย ๆ ว่าเป็นพลังงานสำหรับหลอดไฟธรรมดา ราว 100 ดวง เครื่องซักผ้า 10 เครื่อง หรือเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่องนอกจากนี้จอร์แดนยังมีน้ำทะเล แม้ว่าดินแดนส่วนใหญ่จะไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่ก็มีพื้นที่ราว 26 ตารางกิโลเมตรที่ติดกับทะเลแดง แม้จะไม่ใช่ชายฝั่งทะเลที่ยาว แต่ด้วยโครงการ The Sahara Forest Project ที่มีเป้าหมายผลิตน้ำจืด อาหาร และพลังงานหมุนเวียน ในประเทศที่มีสภาพอากาศร้อนระอุ จะช่วยให้จอร์แดนสามารถพลิกฟื้นผืนดินที่มีสภาพเป็นทะเลทรายซึ่งผู้คนไม่อาจอยู่อาศัยได้ ให้เป็นผืนดินที่ใช้เพาะปลูกพืชผักเพื่อการบริโภคได้

แนวคิดของโครงการนี้เรียบง่าย โดยจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกระบวนการแยกเกลืออกจากน้ำทะเล และนำน้ำที่ได้ไปใช้สำหรับปลูกพืชผล (น้ำที่เหลือจะช่วยให้อากาศในโรงเรือนเย็นขึ้นด้วย) และในที่สุดแล้ว พืชผลก็จะช่วยดูดการ์ซคาร์บอนกลับสู่ดินด้วย

โครงการนี้นอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรแบบยั่งยืนแล้ว หากโครงการขยายใหญ่ขึ้นถึงขึ้นทำในเชิงพาณิชย์ และหากเกษตรกรทั้งประเทศหันมาทำการเกษตรตามแนวทางนี้ ก็จะทำให้เกิดประโยชน์อีกประการหนึ่งคือ จอร์แดนจะสามารถส่งออกผลิตผลอันมีมูลค่าไปยังต่างประเทศได้ ในปัจจุบันจอร์แดนยังต้องพึ่งการนำเข้าอาหารอยู่ถึง 98 เปอร์เซ็นต์

ซิลวี แวบส์-แคนดอตติ เจ้าหน้าที่ด้านภาวะฉุกเฉินและการดูแลฟื้นฟูจากองค์การอาหารและเกษตรกรรรม ผู้ทำงานอยู่ในภูมิภาคนี้แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้แต่อย่างใด บอกว่าจอร์แดนจะสามารถกลายเป็นผู้ส่งออกอาหารได้ หากมีความเชี่ยวชาญในกระบวนการผลิตวิธีนี้ มีเงินทุนและแหล่งน้ำที่มาจากการกระบวนการแยกเกลือเพียงพอ

หลังจากเริ่มโครงการไปได้ราวหนึ่งปี ขณะนี้โจเว็ตต์กำลังทดลองปลูกพืชผลบนพื้นที่ใหญ่ราวสนามฟุตบอล 4 สนาม แต่นี่ก็เป็นช่วงการทดลองเท่านั้น หากแนวความคิดนี้ได้ผลจริง พวกเขาวางแผนจะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเป็น 10 เฮกเตอร์ภายใน 2020 และจะเพิ่มเป็น 20 เฮกเตอร์ หลังจากนั้น

โรงเรือนเพาะปลูก

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่อุณหภูมิภายนอกสูงราว 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในโรงเรือนอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส โจเว็ตต์บอกว่าพืชที่ปลูกอยู่ใกล้ผนังโรงเรือนได้รับความร้อนมากเกินไปจนตาย และพวกเขาต้องเลื่อนแปลงปลูกให้ห่างผนังมากขึ้นสำหรับการปลูกในรอบหน้า

ด้านหลังของโรงเรือน มีห้องแยกออกมาซึ่งมีการติดตั้งระบบปรับอากาศซึ่งสามารถทำให้อุณหภมูิในโรงเรือนลดลงได้มากถึง 15 องศาเซลเซียส นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับภูมิภาคที่อุณหภูมิในหน้าร้อนสูงได้ถึง 45 องศา

โรงเรือนปลูกผักกลางทะเลทราย

แฟรงค์ อัตโซลา ผู้จัดการสถานที่บอกว่า การทำงานของระบบนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน นั่นก็คือการสูบน้ำเค็มเข้าไปยังท่อที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของผนังโรงเรือนฝั่งหันหน้ารับลม บนตัวผนังเองมีผืนผ้าขึงไว้ตลอดแนวเพื่อดึงน้ำลง และเมื่อใดที่ลมพัดผ่าน น้ำก็จะระเหยและทำให้อากาศเย็นขึ้น ส่วนเกลือเข้มข้นที่เหลือก็จะติดอยู่กับผืนผ้าที่ว่า

พวกเขาแทบไม่จำเป็นต้องใช้พัดลมที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งไว้เลย เพราะผนังโรงเรือนฝั่งดังกล่าวถูกตั้งไว้ให้รับลมที่ผัดผ่านหุบเขาจากทิศเหนือแทบจะตลอดเวลา

ทีมงานบอกเองว่านี่ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ แต่ชาวเบดูอินก็ใช้พรมในลักษณะนี้เป็นเครื่องช่วยทำให้เต็นท์ที่อยู่อาศัยของพวกเขามีอากาศเย็นลง มานานหลายศตวรรษแล้ว

ความร้อนไม่ใช่ปัญหาเดียวที่พวกเขาต้องเผชิญ เพราะในตอนกลางคืนอุณหภูมิอาจลดลงเหลือ 7 องศาเซลเซียส แต่ความร้อนที่สะสมในท่อสูบน้ำทะเลที่โดนแดดเผาในตอนกลางวัน จะทำให้น้ำที่ปล่อยออกมาเพื่อรดต้นพืชในตอนกลางคืนมีสภาพไม่ต่างจากน้ำอุ่น

 

โรงเรือนปลูกผักกลางทะเลทราย

ในขณะนี้ทีมงานให้น้ำพืชผลภายในโรงเรือนมากกว่าที่รากพืชจะดูดซึมไว้ได้ และนำน้ำที่เหลือที่ไหลลงถังซึ่งติดตั้งไว้ในโรงเรือนไปใช้ในแปลงทดลองปลูกพืชนอกโรงเรือน โดยพวกเขาแบ่งดินออกเป็นแปลง ๆ เพื่อทดสอบดูว่าต้นไม้สามารถเจริญเติบโตในดินที่มีระดับความเค็มได้แค่ไหน หรือไม่ได้เลย และจากจำนวนพืช 864 ต้น ที่ปลูกไว้ภายนอก มีพืช 49 ต้นที่ตาย และมีพืชบางชนิดที่ปลูกไว้เพื่อบำรุงดินเท่านั้น

การขนน้ำทะเล

แม้ว่าพวกเขาจะเริ่มปลูกพืชในทะเลทรายได้แล้ว ปัญหาใหญ่ที่ยังมีก็คือ จะขนน้ำทะเลจากทะเลแดงที่ห่างออกไปถึง 15 กิโลเมตรมาได้อย่างไร ขณะนี้ พวกเขายังพึ่งการขนย้ายโดยรถบรรทุกทุก ๆ สองวัน ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืนแน่ นอนหากจะทำโครงการนี้อย่างเต็มตัว

ทางเลือกหนึ่งอาจเป็นการสร้างท่อในเส้นทางเดียวกับโครงการสร้างท่อเพื่อสูบน้ำจากทะเลแดงไปสู่ทะเลเดดซี หรืออาจจะใช้เส้นทางใต้ถนนใหญ่ใกล้ ๆ กับโรงเรือน แต่ก็เป็นเส้นทางที่ต้องพาดผ่านที่ดินของคนหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาล หรือประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ทีมงานก็ยังรู้สึกมีความหวัง ขณะนี้พวกเขากำลังเตรียมงานวิจัยเพื่อแสดงให้คนเห็นว่าท่อส่งน้ำจะสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สร้างงาน สร้างโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อโครงการ The Sahara Forest Project เท่านั้น การสนับสนุนที่พวกเขาได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากราชวงศ์ของจอร์แดนและศาล ทำให้พวกเขาเชื่อว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้ในปลายปีนี้

โรงเรือนปลูกผักกลางทะเลทราย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : BBCThai

ใช้ชีวิตในประเทศไทย เป็นอย่างไรสำหรับคนพิการ

“ตอนผมอยู่ในช่วงอายุที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ ๆ ตอนนั้นเงินเดือนแค่ 9 พันกว่าบาท ไม่มีเงินซื้อรถ ออกจากบ้านต้องนั่งแท็กซี่ไปทำงาน วันหนึ่งตีสัก 300 (บาท) คูณ 30 วัน ก็ 9 พัน เงินเดือนผมเหลือไหม นี่คือภาพความเป็นจริง”

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อ มานิตย์ อินทร์พิมพ์ ชายผู้นั่งอยู่บนวีลแชร์ ซึ่งขาทั้งสองข้างพิการซ้ำซ้อนจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอุบัติเหตุ ย้อนนึกถึงประสบการณ์การเดินทาง ในช่วงที่กรุงเทพฯ ยังไม่มีขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้าหลายสิบปีที่แล้ว เขาอธิบายถึงภาวะการดำเนินชีวิตว่า “ต้องกระเสือกกระสน” และ “ใช้ความอึดของตัวเอง”

สองสิ่งที่ว่าคือ สิ่งที่มานิตย์บอกว่า คนพิการในไทยอย่างเขา ต้องพยายามดิ้นรนให้ตัวเองกระโดดขึ้นมามีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับคนอื่น

“จะเห็นว่าคนพิการในประเทศ มันเป็นภาพที่ไม่สวยงามเลย คนพิการไม่มีความรู้ คนพิการไม่มีงานทำ คนพิการต้องมานั่งขอทาน ถ้าเราสร้างคนพิการให้เดินทางได้ คนพิการก็จะสามารถพัฒนาเองได้”

ตอนนี้ มานิตย์อยู่ในวัย 49 ปี เขาเจ้าหน้าที่ไอทีของบริษัทแห่งหนึ่ง และเดินทางโดยการขับรถที่ดัดแปลงเกียร์เพื่อให้คนพิการขับได้ ทว่าประสบการณ์อันยากลำบากที่ผ่านมาทำให้เขากลายมาเป็นนักกิจกรรมเพื่อสิทธิคนพิการในการเข้าถึงขนส่งมวลชน เพื่อร่วมให้ข้อมูลแก่สาธารณะ และภาครัฐในการปรับปรุงขนส่งสาธารณะเพื่อให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียม

แต่นี่เป็นเพียงส่วนเดียวที่คนพิการในไทยต้องเผชิญ แม้ประเทศไทยจะมีแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติมาแล้วเป็นฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2560-2564) แต่ว่าชีวิตของคนพิการในหลายส่วนของประเทศยังห่างไกลคำว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดี

การเดินทางที่เท่าเทียม

ย้อนกลับไปในเดือน มี.ค. สื่อมวลชนรายงานข่าวว่ามานิตย์ทุบลิฟต์ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก เพราะลิฟต์ของสถานีถูกล็อค และเขาไม่สามารถขึ้นไปยังชานชาลาได้

เขากล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “เป็นการกระทำที่ไม่ดีนัก แต่ว่าจำเป็นสำหรับประเทศไทย” เพราะแม้ว่าในปี 2558 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้กรุงเทพมหานคร จัดทำลิฟต์ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้า แม้กระทั่งตอนนี้ กทม. ก็ยังสร้างไม่เสร็จและบางที่สร้างแล้วใส่ลิฟต์ไม่ครบพี่ซาบะ

เมื่อถามว่าคิดอย่างไร ที่การเข้าถึงขนส่งสาธารณะที่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดบริการให้คนพิการ ต้องใช้วิธีการฟ้องร้อง มานิตย์บอกว่าในต่างประเทศก็มีเช่นนี้ แต่ไทยนั้นมีความแตกต่างออกไป

“ประเทศไทยฟ้องแล้ว ยังไม่สร้าง ศาลสั่งแล้วสร้างไม่เสร็จ บางที่สร้างแล้วใส่ลิฟต์ไม่ครบอีกด้วย” มานิตย์กล่าวกับบีบีซีไทย และเล่าว่า มีครั้งหนึ่งได้รับคำอธิบายจากผู้เกี่ยวข้องว่า คนพิการถ้าจะขึ้นรถไฟฟ้าให้นั่งแท็กซี่ข้ามไปหาลิฟต์อีกฝั่งหนึ่ง

มานิตย์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนพิการในกรุงเทพมหานคร เข้าถึงรถไฟฟ้าได้เพียง 50 เปอร์เซ็นต์ จากปัญหาของลิฟต์และทางเข้าออก ซึ่งลิฟต์ที่บีทีเอสสร้างยังใช้งานไม่ได้จริงหลายแห่ง เนื่องจากการออกแบบการเข้าสู่ระบบสถานี ระบบเชื่อมต่อการขนส่งสาธารณะอื่น ไม่นับรวมเรื่องห้องน้ำสำหรับคนพิการที่ยังไม่มีโดยเฉพาะ

“การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ดีที่สุดต้องสร้างตั้งแต่เริ่มต้น เราจะเห็นปัญหาของบีทีเอส เป็นตัวบอกเลยว่า การสร้างทีหลังไม่ง่าย” มานิตย์ สะท้อนปัญหาของการเดินทางด้วยระบบรางในกรุงเทพฯ

“ผมมองว่า คนพิการไม่ว่าจะอยู่ กทม. ซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเทศหรืออยู่ต่างจังหวัด แม้จะความต้องการต่างกัน แต่ลึก ๆ แล้วเหมือนกัน นั่นหมายความถึงให้พวกเขาเดินทางได้ ให้พวกเขาไปโรงเรียนได้ ไปห้างสรรพสินค้า ไปทำงานได้ เมื่อพวกเขามีรายได้ เศรษฐกิจก็จะหมุน นี่คือการทำให้คนพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เรื่องคนพิการ จริง ๆ มันเป็นภาพรวมที่เป็นเรื่องเดียวกัน” มานิตย์ กล่าวกับบีบีซีไทย

  • คนพิการอยากเห็นอะไรในการเดินทางขนส่งมวลชน เพิ่มขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น หรือการใช้สี สัญญาณไฟ เพื่อให้ผู้พิการทางการได้ยิน สามารถเห็นได้ชัดเจน รถเมล์มีเสียง บอกสายรถเมล์เมื่อเข้าป้าย สำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น

“การศึกษาในฝัน” ของผู้บกพร่องทางการได้ยิน

บีบีซีไทยไปสนทนากับสุทธิพงษ์ สุคำหล้า จอม- วีรภัทร ชูพรหมแก้ว นักศึกษาผู้พิการทางการได้ยิน ที่สาขาหูหนวกศึกษา วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผ่านล่ามภาษามือ 2 คน

พวกเขาบอกว่าทางวิทยาลัยมีระบบบัดดี้ ซึ่งก็คือ นักศึกษาที่สามารถได้ยินเป็นปกติจะต้องคอยสนับสนุนนักศึกษาที่พิการทางการได้ยิน ในกรณีของทั้งสองคน พวกเขามี ติว-ลดาวัลย์ ปัญญาแก้ว นักศึกษาที่สาขาเดียวกันคอยให้ความช่วยเหลือทั้งเรื่องชีวิตการเรียนและชีวิตประจำวันในรั้วมหาวิทยาลัย

วิทยาลัยราชสุดา

สุทธิพงษ์ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการออกปฏิบัติฝึกสอน บอกกับบีบีซีไทยว่า การเรียนที่นี่ต่างจากตอนเรียนมัธยม ที่มีครูแปลภาษามือเป็นคำ ๆ มีบ้างหลายครั้งที่เขาไม่เข้าใจบทเรียน แต่ที่นี่การมีล่ามภาษามือเป็นสิ่งที่แม็กเห็นว่าสำคัญต่อการเรียนของเขา

ในชั้นเรียน จะมีล่ามภาษามือ 2 คนที่คอยแปลที่อาจารย์สอน, เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษาที่คอยบันทึกวิดีโอ รวมทั้งเจ้าหน้าที่จดคำบรรยายในชั้นเรียน หลังจากนั้นสื่อทั้งวิดีโอและคำบรรยายเหล่านี้จะถูกนำไปไว้ในระบบอินทราเน็ตเพื่อให้นักศึกษาผู้พิการทางการได้ยินสามารถทบทวนบทเรียน

 

สุทธิพงษ์บอกว่าโรงเรียนสำหรับคนหูหนวกที่เขาอยากเห็น ควรจะเป็นรูปแบบการสอนที่ควบคู่กันกับผู้ที่มีการได้ยินทั่วไป เพื่อให้คนหูหนวกพัฒนาได้ ทั้งภาษามือและภาษาไทย

“คนหูหนวกทั่วไปอยากได้ล่ามภาษามือ ถ้ามีล่ามภาษามือก็เหมือนเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้เราสามารถถ่ายทอดสิ่งที่เราต้องการได้ แล้วก็ขจัดปัญหาอุปสรรคได้ ถ้าคนหูหนวกจะเรียนหรืออบรม หากมีล่ามภาษามือช่วยแปลเนื้อหานั้น ๆ ก็จะสามารถเรียนรู้ได้อย่างครบถ้วน และถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองต้องการสื่อได้”

โอกาสทางการทำงานของคนพิการทางการมองเห็น

เป็นครั้งที่แรก ๆ ที่ หทัยรัตน์ จตุรวัฒนา คนพิการทางการมองเห็น วัย 27 ปี มากรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวกับคนรู้จัก

บีบีซีไทยนัดพบเธอที่สถานีรถไฟฟ้าบางหว้า ปลายทางที่เดินทางมาจากบ้านใน จ.นครปฐม เราสื่อสารกันด้วยโทรศัพท์มือถือเพื่อถามพิกัดของเธอบนสถานี ก่อนเสียงปลายสายจะกลายเป็นเสียงจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรถไฟฟ้า ที่เป็นคนบอกบริเวณที่แน่ชัดที่เราจะได้พบกับเธอ

หทัยรัตน์ เกิดมาด้วยด้วยสายตาที่มองเห็นได้เพียงข้างเดียว จนกระทั่งอายุ 14-15 ปี ก็สูญเสียการมองเห็นทั้งสองข้าง

เธอเล่าประสบการณ์การไปสมัครเรียนเข้าชั้นมัธยมหลังจากตาบอดทั้งสองข้าง

_103942240_45393921882_35369998d5_o

” ผอ.โรงเรียนบอกว่า ไม่รับคนพิการ ก็เข้าใจนะว่าไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะสอนยังไง แต่เด็กคนหนึ่งอายุ 11-12 ขวบ ก็รู้สึกว่า เราจะไม่ได้เรียนหนังสือต่อเหรอ เลยรวบรวมความกล้าทั้งหมด ขึ้นไปคุยกับ ผอ. บอกครูคะหนูอยากเรียนจริง ๆ รับหนูไว้เถอะ ไม่ต้องสอนหนูแบบ คนตาบอดก็ได้ สอนหนูเหมือนกับว่าเป็นคน ๆ หนึ่ง เป็นเด็กทั่วๆ ไป เดี๋ยวหนูเรียนเอง”

จากวันนั้นจนเรียนจบชั้นปริญญาตรีเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม หทัยรัตน์ บอกกับบีบีซีไทยว่า เธอเรียนในสถาบันการศึกษาที่ไม่มีสื่อการเรียนการสอนสำหรับผู้พิการทางสายตาเลย

“เราขวนขวายเองมาตลอด ไม่มีหนังสือเรียนอักษรเบรลล์ อยากเรียนมหาวิทยาลัยก็ใช้วิธีการให้เพื่อนอ่านหนังสือ อัดเสียง หรือว่าเวลาครูสอนในชั้น ก็จะจดเป็นอักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอด หรือไม่ก็ใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์”

หลังจากก้าวสู่โลกของวัยทำงาน ก่อนจะผันตัวมาทำข้อมูลรายการโทรทัศน์ และก็เขียนบทกวีไปด้วย หทัยรัตน์เคยสมัครงานตามสถานประกอบการ “ไปสมัครที่ไหนก็ไม่รับ เพราะว่าเป็นคนตาบอด” เธอบอกกับเรา

แม้ปัจจุบันจะมีกฎหมายที่ให้บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไป ต้องมีสัดส่วนรับคนพิการ 1 คน เข้าทำงาน ตามมาตรา 33 และ 35 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 แต่หทัยรัตน์ เล่าสิ่งที่เธอเคยเจอมาว่า สถานประกอบการมักจะมีทัศนะคิดว่า คนตาบอด “ทำอะไรไม่ได้” และรู้สึกว่าคนพิการแขนขาขาด ทำได้มากกว่า

“เขาบอกเราตรง ๆ นะ ว่าไม่รู้ว่าจะรับมาแล้วจะใช้ทำงานอย่างไร ทั้งที่เราก็บอกแล้วว่า เราใช้คอมฯ ได้ ทำอะไรได้หมด บางทีเขาก็บอกว่าสถานที่ไม่เอื้ออำนวยบ้าง” หทัยรัตน์เล่า

“เขาอาจจะติดภาพที่เคยเห็นว่าคนตาบอด ก็ร้องเพลง ขายล็อตเตอรี่ ทำได้แค่นั้น”

ตำแหน่งงานคนพิการ 2.2 หมื่น ที่ไม่ถูกจ้าง

อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธิมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม อธิบายให้บีบีซีไทยฟังถึงสถานการณ์การจ้างงานคนพิการของสถานประกอบการว่า ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 สถานประกอบการทั่วประเทศต้องจ้างคนพิการทั้งประเทศราว 55,000 อัตรา

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง มีการจ้างคนพิการไม่ถึงร้อยละ 60 ซึ่งหมายถึง มีอีก 22,000 อัตรา ที่คนพิการที่ควรจะถูกจ้างงาน และตามกฎหมาย หากไม่ได้จ้างคนพิการ สถานประกอบการสามารถจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อคนพิการได้

จาก 4 ปี ที่ผ่านมาพบว่ามีเงินเข้าทุนราว 8 พันล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

เขาอธิบายอีกว่า สถานการณ์คนพิการปัจจุบันเกินร้อยละ 90 มีการศึกษาหยุดอยู่แค่ประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และเกินร้อยละ 50 อยู่ในเขตชนบท

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : BBCThai

Social Credit เครื่องมือควบคุมชีวิตประชาชนเต็มรูปแบบของรัฐบาลจีน?

_103765538_socialrankingimage

รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐฯ ออกโรงวิจารณ์แผนการของจีนในการใช้ระบบความน่าเชื่อถือทางสังคม (Social Credit System) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามของทางการจีนในการเข้าสอดส่องและควบคุมวิถีชีวิตในทุกแง่มุมของประชาชน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นายเพนซ์ กล่าวสุนทรพจน์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “กลุ่มผู้ปกครองจีนต้องการใช้ระบบสอดส่องพลเมืองของตนเองเพื่อมุ่งควบคุมชีวิตมนุษย์ในทุกด้าน ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า คะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคม (social credit score)”

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างอิงถึงระบบสอดส่องควบคุมพลเมืองที่เรียกว่า Orwellian system ซึ่งเป็นระบบที่รัฐบาลพยายามเข้าไปควบคุมชีวิตทุกด้านของประชาชนแบบเดียวกับในนวนิยายขายดีของ จอร์จ ออร์เวลล์ เรื่อง 1984 ที่มีเนื้อหาเสียดสีระบอบการปกครองแบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ โดยเนื้อเรื่องในนวนิยายกล่าวถึง รัฐโอชันเนียที่ตั้ง “กระทรวงแห่งความจริง” (Ministry of Truth) เพื่อสร้าง “ความจริงประดิษฐ์” ขึ้นมา และยังมีกฎหมายให้ประชาชนเปิดโทรทัศน์ไว้ 24 ชั่วโมง เพื่อให้รัฐคอยสอดส่องพฤติกรรมผ่านซีซีทีวีแบบพิเศษ โดยคำขวัญที่ชาวโอชันเนียต้องจำให้ขึ้นใจคือ “Big Brother is watching you” หรือ พี่เบิ้มกำลังจับตาพวกแกอยู่

ด้านรัฐบาลจีนยืนยันว่าระบบ Social Credit จะสร้างความไว้วางใจและให้รางวัลแก่ “ผู้ที่แจ้งการกระทำที่ละเมิดความไว้วางใจ”

นี่คือความพยายามของจีนที่กำลังสร้างระบบที่ควบคุมชีวิตของพลเมืองทั้งในด้านสังคมและการเมืองอยู่หรือไม่?

การสร้างความไว้วางใจ

ในระบบนี้ พลเมืองจีนจะต้องเข้าร่วมในระบบที่จัดอันดับพฤติกรรมและทัศนคติทางสังคม ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม

แม้จะมีสัญญาณว่าระบบนี้จะถูกนำไปใช้เป็นวงกว้างทั่วประเทศ แต่ดูเหมือนว่าชาวจีนจำนวนมากจะสนับสนุนแนวคิดนี้

ในหลายประเทศ “ความน่าเชื่อถือทางการเงิน” (financial creditworthiness) อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกู้ยืมเงินจากธนาคารหรือการทำธุรกิจประเภทอื่น ๆ

แต่ระบบ Social Credit ที่รัฐบาลจีนเสนอให้ใช้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2020 นั้น จะมีผลต่อประชาชนมากกว่านั้น โดยจะจัดอันดับบุคคลตามเกณฑ์ชี้วัดที่ทางการเรียกว่า “ความน่าไว้วางใจ” (trustworthiness) ระบบนี้ยังครอบคลุมไปถึงบริษัทและองค์กรต่าง ๆ ด้วย

ประเด็นสำคัญของระบบนี้คือ รัฐบาลมุ่งเป้าที่จะประเมินระดับความน่าไว้วางใจทางสังคมจากปัจจัยด้านต่าง ๆ ตั้งแต่สินค้าที่ประชาชนซื้อ ไปจนถึงพฤติกรรมทางสังคมหรือแม้แต่ทางการเมือง

_103764849_cfcbc762-64dc-4c62-9663-8982f360b97a

หากประชาชนละเมิด “ความไว้วางใจ” เช่น การสูบบุหรี่ในพื้นที่ต้องห้าม หรือชำระภาษีล่าช้า บุคคลเหล่านี้จะถูกตัดคะแนน ในทางกลับกัน ประชาชนจะได้คะแนนเพิ่มหากทำความดี เช่น การทำงานเพื่อการกุศล

ในทางปฏิบัติ ระบบคะแนนนี้จะอยู่ในรูปของ”บัญชีดำ″ สำหรับผู้มีคะแนนเป็นลบ และ “บัญชีแดง” สำหรับผู้มีคะแนนเป็นบวก

ระบบนี้เริ่มใช้ในเมืองหรงเฉิง มณฑลชานตง ทางภาคตะวันออกของจีนแล้ว โดยประชาชนจะได้รับคะแนน 1,000 คะแนน ซึ่งสามารถเพิ่มหรือลดได้ตามกิจกรรมที่ทำ เช่น จะถูกตัดคะแนนหากได้ใบสั่งเพราะทำผิดกฎจราจร หรือจะได้คะแนนเพิ่มหากให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่ด้อยโอกาส

เมื่อปีที่แล้ว ศาลประชาชนสูงสุด (Supreme People’s Court) ของจีน ระบุว่า มีพลเมืองราว 6.15 ล้านคน ถูกห้ามไม่ให้โดยสารเครื่องบินจากการกระทำผิดทางสังคม

ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขามีประวัติการก่อปัญหาในการเดินทางด้วยเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังอาจมาจากการที่พวกเขากระทำผิดฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการก่อการร้าย, ใช้ตั๋วที่หมดอายุ หรือสูบบุหรี่ในสถานที่ต้องห้าม

การจัดคะแนนความน่าเชื่อถือผู้บริโภค

นี่เป็นโครงการของภาคเอกชนที่เริ่มใช้แล้ว โดยทางการให้ใบอนุญาต 8 บริษัทในการประเมินคะแนนความน่าไว้วางใจและคุณสมบัติอื่น ๆ

หนึ่งในบริษัทเหล่านี้ คือ Sesame Credit ธุรกิจในเครืออาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน ซึ่งมีระบบสำหรับสมาชิกที่สมัครใจ โดยผู้ใช้ระบบนี้จะได้แต้มเพิ่มหากซื้อสินค้าสำหรับครอบครัว เช่น ผ้าอ้อมเด็ก หรือชวนเพื่อนมาเป็นสมาชิก แต่หากซื้อสินค้าบางประเภทเช่น วิดีโอเกม ก็อาจถูกตัดแต้มได้

_103765978_hi049577355

หากลูกค้ามีคะแนนสะสมสูงก็จะได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น หากใช้บริหารหาคู่ Baihe.com โปรไฟล์ของบุคคลนั้นก็จะปรากฏให้ผู้ใช้งานคนอื่นได้เห็นมากขึ้น

หากลูกค้ามีคะแนนมากพอก็อาจสามารถเช่ารถโดยไม่ต้องวางเงินมัดจำ หรือใช้บริการเช็คอินวีไอพีที่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่งได้

ดร.หมิง จิง เจิง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนของมหาวิทยาลัยซูริกในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ระบบนี้มีความซับซ้อนกว่าระบบการตลาดที่มุ่งสร้างความภักดีของลูกค้าที่มีต่อธุรกิจ

“Sesame Credit ให้แต้มลูกค้าโดยพิจารณาจากประวัติเครดิต, พฤติกรรมการบริโภค, ความสามารถในการทำสัญญาตามกฎหมายได้, ข้อมูลส่วนบุคคล, อุปนิสัย และเครือข่ายทางสังคม”

สิ่งที่ “ควรทำ″ และ “ไม่ควรทำ″

ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าระบบ Social Credit ที่รัฐบาลจีนจะเริ่มใช้ทั่วประเทศในปี 2020 จะมีการทำงานอย่างไร

“บรรดาผู้สังเกตการณ์ต่างไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น” นายจอห์น ลอเกอร์ควิสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มในสวีเดนกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายโรจิเยร์ ครีเมอร์ส จากมหาวิทยาลัยไลเดนในเนเธอร์แลนด์ ชี้ว่า “ระบบ Social Credit ของรัฐบาลจะเป็นการขยายอำนาจของกฎหมายและการบังคับใช้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน” ของรัฐบาลจีน อย่างก็ตาม เขาเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่าระบบนี้จะดำเนินไปในรูปของการใช้หลายมาตรการเพื่อจัดอันดับและให้คะแนนพลเมือง มากกว่าจะเป็นการใช้ระบบควบคุมเพียงระบบเดียว_103765982_gettyimages-1011854320

การคำนวณคะแนนของประชาชนนั้นรัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ว่าทางการจีนจะใช้ข้อมูลการใช้จ่ายของระบบชำระเงิน WeChat Pay และ Alipay ตลอดจนข้อมูลสาธารณะและกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ข้อมูลการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร สถานภาพการสมรส และข้อมูลโรงเรียน เป็นต้น

นอกจากนี้ ทางการจีนจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากกล้องซีซีทีวี, โดรน, เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าในที่สาธารณะ และพฤติกรรมทางออนไลน์ของพลเมืองด้วย

ที่ผ่านมาจีนทุ่มงบประมาณมหาศาลในเครือข่ายการสอดส่องความเรียบร้อยในประเทศ และเชื่อกันว่าจีนมีการใช้ระบบจดจำใบหน้าที่ล้ำสมัยในเขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งมีชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์อาศัยอยู่

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : BBCThai

วิกฤตโภชนาการ : วิจัยพบมีคนอ้วนมากและผอมมากระบาดในอัตราสูงแทบทุกประเทศ

 

junk foodความอ้วนมักจะถูกมองว่าเป็นปัญหาของประเทศตะวันตกที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ผู้คนอยู่ดีกินดี และปัญหาเรื่องขาดสารอาหารพบในประเทศที่ยากจน ความจริงคือเกือบทุกประเทศมีปัญหาที่มีทั้งคนอ้วนมากเกินไปและผอมมากเกินไปอยู่เป็นสัดส่วนที่สูงมาก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภาวะทุพโภชนาการก่อให้เกิดความซับซ้อนของปัญหามากกว่าที่เราคิด ตอนนี้ 9 ใน 10 ของประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเรื่อง “ภาวะสองซ้อน” หรือ ปัญหาทุพโภชนาการ 2 ลักษณะในเวลาเดียวกัน (Double Burden of Malnutrition) ซึ่งคือการที่มีคนที่อ้วนมากและคนที่ขาดสารอาหารมากเป็นสัดส่วนสูงใกล้ ๆ กันในจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ

การแพร่หลายของอาหารที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ รวมทั้งการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากทำงานการเกษตรไปเป็นนั่งทำงานในออฟฟิศทั้งวัน การเกิดขึ้นของระบบขนส่งมวลชนอันสะดวกสบาย และพฤติกรรมนั่งหน้าจอโทรทัศน์เป็นเวลานาน ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุของ “ภาวะสองซ้อน” ด้วยกันทั้งสิ้น และภาวะนี้มิได้เกิดเฉพาะในประเทศหรือชุมชนใดชุมชนหนึ่งเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นแม้แต่ในครอบครัวเดียวกันเสียด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น มันอาจเกิดขึ้นในตัวของคนคนเดียวกันได้อีกด้วย โดยแบ่งเป็นสองประเภทก็คือ คนที่มีน้ำหนักตัวมากแต่ขาดสารอาหารที่สำคัญ และคนที่ดูเหมือนว่าจะมีน้ำหนักตัวเหมาะสมแต่กลับมีไขมันแฝงอยู่จำนวนมาก

เด็กอ้วน

ทุกประเทศในโลกนี้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาภาวะสารอาหารในแบบที่ต่างกันไป จำนวนของคนประสบปัญหาขาดอาหารเรื้อรังขึ้นไปแตะระดับ 815 ล้านคนในปี 2016 หรือเพิ่มขึ้น 5% จากเมื่อสองปีก่อน ทวีปแอฟริกามีจำนวนคนขาดสารอาหารเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยรวม ๆ แล้วประชากรในทวีปนี้ราว 20% ขาดสารอาหาร

ขณะเดียวกันจำนวนคนอ้วนทั้งโลกก็เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ทั้งโลกมีคนที่จัดว่าอ้วนอยู่ถึง 600 ล้านคน ขณะที่อีก 1.9 พันล้านคนน้ำหนักเกิน และจำนวนของคนอ้วนในประเทศกำลังพัฒนาก็กำลังไล่ตามอัตราในประเทศที่พัฒนาแล้วไปติด ๆ

ประเทศที่มีจำนวนคนอ้วนตั้งแต่เด็กสูงสุดอยู่ที่ไมโครนีเซีย, ตะวันออกกลาง และประเทศแถบแคริบเบียน นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา จำนวนของเด็กอ้วนในแอฟริกาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ในอีกหลายประเทศ เรายังพบว่าเด็ก ๆ ได้สารอาหารต่ำกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ แต่บางคนได้อาหารที่มีแคลอรี่สูงมากด้วย อย่างเช่นในแอฟริกาใต้ หนึ่งในสามของเด็กชายมีปัญหาอ้วนเกินไป ขณะที่อีกหนึ่งในสามมีน้ำหนักน้อยเกินไป ส่วนที่บราซิล 36% ของเด็กหญิง น้ำหนักเกินหรืออ้วน ส่วนอีก 16% นั้นผอมเกินไป

People eating at a cafe in Chile

เมื่อมีเงินเหลือ

การเปลี่ยนวิถีชีวิตมีส่วนทำให้ประชากรในประเทศหนึ่ง ๆ นั้นมีทั้งภาวะอ้วนและขาดสารอาหารเป็นจำนวนสูงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง อย่างเช่น อินเดีย และบราซิล การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทำให้เกิดชนชั้นกลาง พวกเขาเหล่านี้มีเงินเหลือพอหลังจากที่จับจ่ายสิ่งของจำเป็นในการยังชีพไปแล้ว จากการสำรวจทำให้เห็นว่ากลุ่มนี้แทนที่จะกินอาหารแบบที่เคยมา กลับเลือกอาหารแบบตะวันตกที่ประกอบด้วยมีน้ำตาล ไขมัน และเนื้อ แต่กินเมล็ดธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี และถั่วน้อยลงกว่าเดิม

การย้ายถิ่นเพื่อมาหางานทำในเมืองก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทางเลือกของอาหารถูกจำกัดลง การศึกษาในเด็กอายุน้อยในจีนทำให้เห็นว่าในชนบท อัตราคนอ้วนนั้นอยู่ในระดับ 10% ขณะที่ภาวะขาดสารอาหารอยู่ในระดับ 21% แต่เด็กในเมืองมีภาวะอ้วนอยู่ 17% และอีก 14% ขาดสารอาหาร

 

แม้ว่าอาหารที่หลายคนกินจะมีแคลอรี่ที่เพิ่มขึ้น แต่ว่ายังมีสารอาหารอย่าง วิตามินและเกลือแร่น้อยเกินไป

ศาสตราจารย์รานจาน ยาจนิก ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเบาหวานในเมืองปูเน ประเทศอินเดียได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยนรูปแบบของอาหาร

“เบาหวานถูกมองว่าเป็นโรคของคนที่โตแล้ว และมีน้ำหนักมาก” เขากล่าว “แต่ในอินเดีย เราเห็นคนที่อายุน้อยและมีดัชนีมวลกาย (บีเอ็มไอ) ต่ำเป็นโรคนี้เช่นกัน”

ปัจจุบัน ชาวอินเดียกินอาหารที่มีเส้นใยสูงน้อยลง และหันไปกินอาหารขยะที่มีแคลอรี่สูงมากขึ้น ทำให้เกิดภาวะ “ผอมซ่อนอ้วน” ซึ่งก็คือคนที่มีน้ำหนักได้ตามเกณฑ์แต่กลับมีไขมันซ่อนอยู่ในร่างกายมาก”

คำว่า ไขมันที่ซ่อนอยู่ หรือ ภาวะไขมันในช่องท้อง นั้นก็คือ มีการสะสมของไขมันรอบ ๆ อวัยวะภายในรวมทั้งที่ตับด้วย ไขมันในช่องท้องระดับสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงให้แก่เบาหวานประเภทที่ 2 และโรคหัวใจ แม้ว่าคนนั้นจะไม่ได้มีภาวะน้ำหนักเกินแม้แต่น้อย

ต่อสู้กับความหิว

เด็ก ๆ มักจะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารอาหารน้อยกว่าที่ต้องการ เพราะพวกเขาต้องการวิตามินและเกลือแร่ในระดับที่สูงมาก เพื่อให้ร่างกายเติบโตและมีพัฒนาไปตามปกติ บางครอบครัวมีเด็กที่ขาดสารอาหารแม้ว่าจะกินอาหารร่วมกับพ่อแม่ที่มีรูปร่างอ้วน เนื่องจากพวกเขาไม่ได้รับวิตามินที่เพียงพอ

งานวิจัยพบว่าเด็กที่ขาดสารอาหารมักจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะว่าระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายทำงานไม่ได้เต็มที่ และร่างกายพวกเขาจะสะสมไขมันสำรองไว้มาก

หมายความว่าประเทศต่าง ๆ ต้องระมัดระวังในการกำหนดนโยบายขจัดความหิวโหย ที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาได้รับสารอาหารมากเกินความต้องการ ที่ชิลี ในช่วงทศวรรษที่ 1920 รัฐบาลได้ประกาศโครงการระดับชาติเพื่อปันส่วนอาหารให้แก่หญิงตั้งครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ แม้ว่าโครงการจะประสบความสำเร็จในการลดความหิวโหยได้ แต่ในระยะยาวแล้ว กลับทำให้ภาวะอ้วนในเด็กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเทศตะวันตก

ในขณะที่ภาวะสองซ้อนอาจจะเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนาได้มากกว่า แต่ก็ยังพบได้ในประเทศที่ร่ำรวยกว่า อย่างเช่น ในอังกฤษ มากกว่าหนึ่งในสี่ของผู้ใหญ่ มีภาวะน้ำหนักเกิน ส่งผลทั้งประเทศต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากกว่า 5.1 พันล้านปอนด์ในแต่ละปี

ในขณะเดียวกัน เด็กราว 3.7 ล้านคนที่อยู่อาศัยอยู่ในบ้านกับพ่อแม่ตามปกติ ก็ไม่สามารถที่จะกินอาหารตามแนวทางมาตรฐานอาหารสุขภาพแห่งชาติได้ เด็ก 1 ใน 10 คนเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร สำหรับสหภาพยุโรป 14% ของคนอายุระหว่าง 15-19 ปีมีน้ำหนักน้อยเกินไป และอีก 14% มีน้ำหนักมากเกินไป อย่างไรก็ตามมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่อายุมากกว่า 18 ปีมีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ขณะที่ 2% เท่านั้นมีน้ำหนักน้อย

ทางเลือก

ต้นเหตุของภาวะสองซ้อนนี้ซับซ้อนมาก ไม่ใช่แค่ว่าพลเมืองในประเทศเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ ยังรวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ก็มีมุมมองเรื่องโภชนาการแตกต่างกันไป

การเลือกบริโภคอาหารของเราได้รับอิทธิพลจากหลายสิ่ง และบางปัจจัยเราก็แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีผลด้วย ปํจจัยก็อย่างเช่น ราคา ความหาง่ายหายากในท้องถิ่น เวลา ความรู้ในการกินอาหารเพื่อสุขภาพ รวมทั้งการเลือกกินอาหารของผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา

ขณะเดียวกันความต้องการสารอาหารของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับระบบการเผาผลาญอาหาร และระดับของสุขภาพของแต่ละคนด้วย

การกินอาหารส่งผลต่อร่างกายและชีวิตในระยะยาวอย่างที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน เด็ก ๆ ที่เติบโตมากับภาวะขาดสารอาหาร จะเรียนหนังสือได้แย่กว่าเพื่อน รวมทั้งมีแนวโน้มจะมีรายได้ต่ำไปตลอดชีวิต ส่วนเด็กที่อ้วนก็น่าจะนำไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพย่ำแย่ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงให้กับโรคอย่างมะเร็งได้ด้วย

ภาวะทุพโภชนาก็ทำผู้ใหญ่มีร่างกายอ่อนแอ พวกเขามีแนวโน้มที่จะไปพบแพทย์บ่อยกว่า รวมทั้งล้มหมอนนอนเสื่อนานกว่าคนที่รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพด้วย

Obese students at a weight loss summer camp in Zhengzhou, China

ความก้าวหน้า

ในประเทศที่กำลังพัฒนา ปัญหาอย่างเบาหวาน และโรคหัวใจกำลังเพิ่มขึ้นพร้อม ๆ ไปกับภาวะโรคอ้วน ประเทศที่ยังคงต้องต่อสู้กับโรคติดต่ออย่าง มาเลเรีย และมีงบประมาณไม่มากจะรับมือกับภาวะสองซ้อนได้ยากลำบาก แต่ก็มีบางประเทศที่เริ่มพยายามแก้ไขปัญหานี้ไปแล้ว ในอเมริกาใต้ ซึ่งประเทศหลายแห่งในทวีปนั้นประสบกับภาวะสองซ้อน กำลังหาทางแก้ไขอยู่

 

บราซิลเป็นประเทศแรกที่ลงนามในโครงการ “ทศวรรษแห่งปฏิบัติการโภชนาการ” ของสหประชาชาติ ซึ่งมีพันธสัญญาหลายประการอย่างเช่น หยุดยั้งการเพิ่มขึ้นของภาวะอ้วน, ลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลง 30%, เพิ่มการกินผลไม้และผักขึ้น 18% และก็มีนโยบายเป็นรูปธรรมอย่างเช่น ให้เงินกู้แก่เกษตรกร, ลดภาษีสำหรับอาหารสดบางประเภท รวมทั้งให้ความรู้เรื่องโภชนาการแก่เด็ก

ส่วนเม็กซิโกเป็นประเทศแรกที่ใช้ภาษีน้ำตาล โดยเรียกเก็บภาษี 10% สำหรับเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานมาตั้งแต่ปี 2014 เป้าหมายของการเก็บภาษีคือ ลดภาวะอ้วนลง 12.5% ภายในเวลา 12 ปี

ประเทศอื่น ๆ อย่าง สหราชอาณาจักร ก็ได้เริ่มมาตรการบางประการไปแล้ว แต่ว่าก็ยังมีอีกมากมายที่ยังต้องทำเพื่อที่จะหยุดยั้งวิกฤตโภชนาการของโลกนี้ให้ได้

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : BBC Thai

สมองมนุษย์ทำงานเหมือนคอมพิวเตอร์จิ๋วแสนล้านเครื่องเชื่อมต่อกัน

_103972965_sciencephotolibraryhi023657519

ผลการตรวจวัดความเคลื่อนไหวทางไฟฟ้าของเซลล์ประสาทสมอง ซึ่งทำขึ้นในระดับที่ละเอียดที่สุดเป็นครั้งแรกของโลกพบว่า เซลล์ประสาทสมองของมนุษย์แต่ละเซลล์สามารถประมวลผลได้อย่างเป็นอิสระ เหมือนกับเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กในตัวเอง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยสมองของเอ็มไอทีและคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ค้นพบว่าลักษณะพิเศษของใยประสาทส่วนเดนไดรต์ (Dendrite) ทำให้สมองมนุษย์มีพลังในการคิดวิเคราะห์เหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่นหลายเท่าตัว คล้ายกับมีคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วทำงานร่วมกันโดยเชื่อมต่อกันกว่า 1 แสนล้านเครื่อง

มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบข้างต้นในวารสาร Cell โดยทีมผู้วิจัยระบุว่าได้ทดลองสอดขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กมากเป็นพิเศษเข้าไปในเดนไดรต์ ซึ่งเป็นแขนงประสาทที่นำสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์อื่น ๆ เข้าสู่ตัวเซลล์ประสาทสมอง เพื่อตรวจวัดความเคลื่อนไหวทางไฟฟ้าของสัญญาณประสาทในส่วนดังกล่าวโดยละเอียด

การทดลองครั้งนี้ใช้เนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิตอยู่จากส่วนเปลือกสมอง (Cortex) ของมนุษย์ ซึ่งได้จากคนไข้โรคลมชักที่แพทย์ผ่าตัดนำเนื้อสมองที่เป็นปกติออกบางส่วน ทำให้พบว่าเซลล์ประสาทในส่วนนี้มีความยาวของเดนไดรต์มากเป็นพิเศษ จนสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปตามเดนไดรต์จะอ่อนลงเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น

แม้จะดูเหมือนเป็นข้อเสีย แต่ลักษณะพิเศษดังกล่าวทำให้เกิดการแยกกันทำงานเป็นอิสระในเดนไดรต์แต่ละส่วน ซึ่งช่วยเพิ่มพลังการคิดคำนวณขึ้นหลายเท่า โดยเดนไดรต์ที่แตกแขนงออกไปเป็นจำนวนมาก จะแยกกันรวบรวมสัญญาณไฟฟ้าที่รับทอดมาและประมวลผลว่าจะตอบสนองอย่างไรในแต่ละส่วน ก่อนส่งสัญญาณดังกล่าวเข้าสู่ตัวเซลล์ประสาท คล้ายกับเดนไดรต์แต่ละแขนงต่างก็ทำหน้าที่เป็นทรานซิสเตอร์แต่ละตัวให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง

นอกจากนี้ การที่มนุษย์มีวิวัฒนาการจนเดนไดรต์มีความยาวเป็นพิเศษ ยังทำให้ช่องไอออน (Ion channel) ที่ช่วยให้เกิดการส่งสัญญาณไฟฟ้า มีการกระจายตัวมากขึ้นและไม่หนาแน่นเมื่อเทียบกับเดนไดรต์ของหนูทดลอง ลักษณะเช่นนี้ทำให้สัญญาณประสาทของมนุษย์มีโอกาสคงอยู่ในเดนไดรต์และผ่านการประมวลผลมากครั้งขึ้น แทนที่จะถูกส่งผ่านเข้าตัวเซลล์ประสาทไปในครั้งเดียวเช่นในหนูทดลองมนุษย์มีวิวัฒนาการจนเดนไดรต์มีความยาวเป็นพิเศษ ต่างจากหนูทดลองซึ่งสมองมีพลังในการคิดวิเคราะห์ต่ำกว่า

ดร. มาร์ก ฮาร์เนตต์ หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า “ความฉลาดของมนุษย์ไม่ได้มาจากการที่เรามีเซลล์ประสาทจำนวนมากกว่า หรือมีขนาดของเปลือกสมองใหญ่กว่าสัตว์อื่นเท่านั้น แต่ยังมาจากสิ่งพื้นฐานเล็ก ๆ เช่นรูปร่างลักษณะของเซลล์ประสาทสมองที่ต่างออกไปอีกด้วย”

ทั้งนี้ เซลล์ประสาทในสมองของคนเรามีอยู่ราว 1 แสนล้านเซลล์ โดยแต่ละเซลล์มีใยประสาทส่วนเดนไดรต์ราว 50 แขนง และในแต่ละแขนงมีไซแนปส์ (Synapses) หรือจุดประสานประสาท ซึ่งเชื่อมต่อรับสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทอื่น ๆ อยู่เป็นจำนวนหลายร้อย

Y2K คืออะไร ย้อนรอยวิกฤตคอมพิวเตอร์ปี 2000

1_189

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2000 ปีแห่งการเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีก่อนจะถึงปี 2000 นั้นได้มีกระแสฮือฮาเกี่ยวกับปัญหา Y2K กันไปทั่วโลก ซึ่งก็มีการคาดการณ์ปัญหาและผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 มกราคม ปี 2000 กันไปต่าง ๆ นานา และถึงขั้นมีข่าวลือว่าวันนั้นโลกจะแตกกันเลยทีเดียว วันนี้เราก็เลยจะพาไปรำลึกถึง Y2K กัน ว่ามีที่มาอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นบ้าง
              Y2K ย่อมาจาก Year 2000 เป็นชื่อเรียกปัญหาของระบบคอมพิวเตอร์ที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 มกราคม ปี 2000 เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ในสมัยก่อนใช้การบันทึกเลขปี ค.ศ. เพียงแค่ 2 หลักท้าย เช่น 97, 98, 99 โดยละ 2 หลักแรกไว้ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่าคือ 19 เนื่องจากในยุคสมัยนั้นคนเขียนโปรแกรมยังไม่มีใครนึกถึงว่าระบบจะถูกใช้จนถึงปี 2000 และเมื่อเข้าสู่ปี 2000 ระบบจะบันทึกเป็นปี 00 ซึ่งจะกลายเป็นปี 1990 แทนที่จะเป็นปี 2000 ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบคำนวณวัน เดือน ปี ผิดพลาด ตามด้วยปัญหาในองค์กรและธุรกิจต่าง ๆ ที่ใช้คอมพิวเตอร์ระบบเก่าอีกสารพัด

2_169

อย่างไรก็ตามเนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ได้ถูกแก้ปัญหา Y2K ก่อนที่จะถึงวันที่ 1 มกราคม ปี 2000 แล้ว ทำให้ไม่เกิดปัญหาใหญ่ใด ๆ ตามที่คาดการณ์เอาไว้เมื่อเข้าสู่ปี 2000 โดยในตอนนี้ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกได้เปลี่ยนไปบันทึกเลขปีแบบ 4 หลักแล้ว จึงไม่ต้องกังว่าจะเกิดปัญหานี้อีกเมื่อถึงปี 3000 และกว่าจะเกิดปัญหาอีกครั้งก็ต้องรอให้ถึงปี 10000 เลย

ที่มา : Kapook

ตำรวจรัฐมินนิโซตาปวดหัว กับพฤติกรรมของฝูงนกขี้เมา ที่บินชนอะไรวุ่นวายไปหมด

14725_181005163911v8

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสุรา หรือ ‘เหล้า′ ได้เข้าปากใคร อาจจะมีการทำลายหรือทำให้ข้าวของเสียหาย อาจมีการล้มพับ หรือตกจากที่สูง และคนเมาสามารถสร้างปัญหาได้สารพัดรูปแบบ และเมื่อนกดื่มของมึนเมาเข้าไป พวกมันก็มีพฤติกรรมที่ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์เลย และชาวบ้านในรัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ต่างปวดหัวกับฝูงนกขี้เมา

ตามการรายงานของสำนักข่าว CBS ชาวเมือง Gilbert ต้องเผชิญกับปัญหาจากฝูงนกที่มึนเมา เนื่องจากการมาถึงของปรากฏการณ์น้ำค้างแข็ง ทำให้เจ้านกเหล่านี้ได้ดื่มน้ำหมักของผลเบอร์รี่ ส่งผลให้พวกมันเกิดความมึนเมา และสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชาวบ้านจนร้อนถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ

และนี่ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่ชาวเมืองในรัฐมินนิโซตาต้องปวดหัวกับนกขี้เมา แต่ในปีนี้มีความพิเศษตรงที่ฝูงนกยังคงอยู่ในพื้นที่นี้อย่างยาวนาน ทำให้น้ำหมักของผลเบอร์รี่ปริมาณมาก ได้ถูกดื่มกินโดยเจ้านก ทำให้พวกมันเกิดอาการมึนเมา บางทีก็บินชนอาคารบ้านเรือน บินชนรถ หรือทำตัวประหลาดอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม ก่อนที่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น

ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในเมือง Gilbert ได้รับการแจ้งเหตุจำนวนมาก เหตุจากพฤติกรรมของฝูงนกขี้เมา โดยคำแนะนำของเจ้าหน้าที่คือ “ไม่ต้องเป็นกังวลไป และปล่อยให้นกทำอะไรของมันไปตามเรื่องตามราว”

เจ้าหน้าที่เขียนบนกระดานข่าวว่า “หน่วยงานตำรวจของเมือง Gilbert ได้รับรายงานจำนวนมาก เกี่ยวกับนกที่อยู่ในอาการประหลาดๆ บินเข้าใส่หน้าต่าง รถยนต์ และมีท่าทางเหมือนว่ามันกำลังสับสน สาเหตุเนื่องจากผลเบอร์รี่จำนวนมากในเขตนี้ เกิดการเน่าเสียเร็วกว่าปกติ เนื่องจากปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปีก่อนๆ และไม่จำเป็นต้องโทรหาตำรวจ เพราะนกพวกนี้จะอาการดีขึ้นเองหลังจากที่มันเมาอยู่สักพัก”

งานนี้ต้องบอกว่า น้ำเมาไม่เคยทำให้ใครดีขึ้น ขนาดนกดื่มเขาไป ยังทำให้เสียนกได้เลย

ที่มา : Thaiware

“พอล อันเลน” คู่หูก่อตั้ง “ไมโครซอฟท์” เสียชีวิตในวัย 65 ปี

BBOrFTG

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

รอยเตอร์ส รายงาน “พอล อัลเลน” ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท “ไมโครซอฟท์” เสียชีวิตวานนี้ (15 ต.ค.) ด้วยวัย 65 ปี ภายหลังเจ็บป่วยจากชนิดนอนฮอดจ์กิน หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดแพร่กระจายเร็ว

อัลเลนได้เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้อีกครั้งเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันกับที่เขาเคยรักษาผ่านพ้นมาได้เมื่อ 9 ปีที่แล้ว

พอล อัลเลน เกิดที่ซีแอตเทิลและศึกษาในมหาวิทยาลัยวอชิงตันสเตตเป็นระยะเวลา 2 ปี ก่อนจะดรอปเรียน เพื่อออกมาก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ร่วมกับ “บิล เกตส์” ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยม แต่เมื่อปี 1983 อัลเลนออกจากไมโครซอฟท์ และก่อตั้งบริษัท “วัลแคน” (Vulcan) ในปี 1986 เพื่อบริหารจัดการพอร์ตหลายพันล้านดอลลาร์ของตน

“การมีส่วนร่วมของพอล อัลเลนในบริษัท ในอุตสาหกรรม ในชุมชน เหล่านี้คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ เขาแน่วแน่กับสิ่งที่ทำ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาไม่หยุดหย่อน เรียกได้ว่าเขาเปลี่ยนโลก” สัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไมโครซอฟท์ กล่าว

ปี 2018 นิตยสารฟอร์บสยกให้ พอล อัลเลน เป็นมหาเศรษฐีโลกในลำดับที่ 44 โดยมีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 2.05 แสนล้านดอลลาร์ และเป็นผู้มีคุณูปการในหลายภาคส่วนในซีแอตเทิล ตั้งแต่การระดมทุนจัดตั้งห้องสมุดไปจนถึงงานวิจัยเกี่ยวกับสมอง

ที่มา : MSNข่าว

ตื่นหินประหลาด ตกจากฟ้าหล่นกลางทุ่งนา เชื่อมาจากนอกโลก คนขอซื้อไม่ขาย !!!

BBOoMmV

หินประหลาด แตกตื่นทั้งตำบลหินประหลาด หล่นจากฟ้าตกกลางทุ่งนา สาวเก็บได้เชื่อมาจากนอกโลก ก้อนสีดำผิวไม่เรียบ ชาวบ้านขอซื้อไม่ขาย อยากเก็บไว้ เพราะเป็นของหายาก

หินประหลาด / เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์กู้ภัยสมาคมกู้ภัยวังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง มีชาวบ้าน บ้านห้วยกันทา หมู่ 7 ต.ทุ่งฮั้ว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง นำวัตถุต้องสงสัยเป็นก้อนหินสีดำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้วมาให้ดู ซึ่งชาวบ้านเล่าว่า วัตถุดังกล่าวเก็บมาจากกลางทุ่งนาหลังช่วงกลางดึกวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา และเห็นแสงไฟตกมาจากท้องฟ้า ก่อนที่จะไปพบวัตถุดังกล่าวอยู่กลางทุ่งนาของหมู่บ้าน

น.ส.อุรัสยา อายุ 25 ปี ชาวบ้านที่เก็บวัตถุดังกล่าว เล่าว่า ระหว่างนั้นตนเดินไปทุ่งนาและสังเกตเห็นกลางทุ่งนาพบว่า บริเวณพื้นดินกลางทุ่งนามีรอยลึกประมาณ 3 นิ้ว เป็นลักษณะร่องรอยกระแทกเข้าไปในพื้นดิน จึงเก็บขึ้นมาพบว่าเป็นก้อนหินลักษณะวงรี สีดำ มีผิวขุขระ ไม่เรียบ แต่ก็ยังไม่ได้ถามใคร ซึ่งก็นำไปเก็บไว้ที่บ้าน โดยนำไปไว้ใต้หมอนหนุนนอนทุกคืน

BBOoCT3

อย่างไรก็ตาม หลังจากข่าวแพร่สะพัดต่างก็มีชาวบ้านมาขอดูกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้รู้สึกสงสัยว่าวัตถุดังกล่าวเป็นก้อนหินอะไรกันแน่ จึงนำมาให้ ว่าที่ร้อยตรี คฑา ลีลายุทธ หัวหน้าสมาคมกู้ภัยวังเหนือช่วยตรวจสอบ ซึ่งก็คาดว่าน่าจะเป็นก้อนกินจากสะเก็ดดาวตกที่หล่นมาจากท้องฟ้า

โดยแนะนำว่าก้อนหินดังกล่าวอาจจะมีเชื้อโรคติดมาด้วย ไม่ควรจะสัมผัส แต่ก็มีชาวบ้านมาติดต่อขอซื้อหินดังกล่าว แต่เจ้าของก็ไม่ได้ขายให้ เพราะอยากเก็บไว้ เนื่องจากเป็นสิ่งของหายากอีกด้วย

ที่มา : MSNข่าว