คลังเก็บหมวดหมู่: เกียรติศักดิ์ ทินาทืน

อันตราย!! เลิกซะ “ถ้าไม่อยากให้แบตเสื่อมเร็ว” ความจริงที่คนไทยเข้าใจกันผิดมาตลอด..!!!

เรามีพฤติกรรมการใช้ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต อย่างไร ถูกต้องหรือไม่ โดยในวันนี้ ทีมงาน techmoblog มีวิธีการดูแลแบตเตอรี่ให้เสื่อมช้าลง ด้วยการ “ห้ามทำ” พฤติกรรมแบบนี้ กับ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ของเรา จะมีข้อห้ามอะไรบ้าง มาชมกันเลยดีกว่าครับ

การชาร์จแบตเตอรี่ ถือว่า เป็นปัจจัยหลักที่จะบ่งบอกได้ว่า แบตเตอรี่จะใช้ได้ยาวนาน หรือเสื่อมเร็วขึ้นกว่าเดิม สำหรับแท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน นั้น ควรจะปล่อยให้พลังงานแบตเตอรี่ เหลือเกิน 50% จะดีที่สุด ยิ่งเราปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือ 0% บ่อยๆ ยิ่งทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วมากขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญ อย่าพยายามชาร์จจนเต็ม 100% เพราะนั่นก็คือเป็นสาเหตุที่ทำให้

แบตเตอรี่ค่อยๆ เสื่อมอายุลง ฉะนั้น ถ้าหากแบตเตอรี่ลดลงถึงระดับ 40% ก็ควรจะหยิบสายออกมาชาร์จกันได้แล้ว และควรจะชาร์จให้อยู่ที่ระดับ 90% นะครับ อย่าเสียบชาร์จทิ้งไว้ทั้งคืน หรือถ้าต้องการชาร์จให้เต็ม 100% ควรจะทำแค่เดือนละหนก็พอครับ

เมื่อชาร์จแบตเต็มแล้วก็ควรรีบถอดที่ชาร์จออก: เนื่องจากสถานะการชาร์จแบตเต็มนั้นก็เหมือนกับกล้ามเนื้อของเราที่กำลังตึงเครียดอยู่ การที่เราถอดที่ชาร์จออกจะช่วยทำให้แบตเตอรี่ “ผ่อนคลาย” และไม่มีแรงดันสูง

ควรชาร์จแบตบ่อยๆ: มีหลายคนมักจะรอจนกว่าแบตใกล้จะหมดแล้วจึงจะนำไปชาร์จ แต่การวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า เราควรจะปล่อยให้พลังงานแบตเตอรี่เหลือเกิน 50% จะดีที่สุด แต่เนื่องจากทุกคนไม่สามารถทำตามได้ ที่ดีที่สุดก็คือมีเวลาก็หยิบสายออกมาชาร์จกันได้แล้วและควรจะชาร์จให้อยู่ที่ระดับ 90%

อย่าปล่อยให้มือถือร้อนเกินไป: ถ้าคุณรู้สึกว่ามือถือของคุณร้อนมาก เวลาชาร์จแบตให้ถอดเคสออกจะดีกว่า เพื่อให้มือถือสามารถระบายความร้อนได้และควรหลีกเลี่ยงไม่ให้มือถือไปโดนแสงแดดนะคะ

การชาร์จแบตนี้มันมีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่โดยตรง ถ้าคุณพบว่าแบตเตอรี่ของมือถือคุณหมดเร็วมาก คุณต้องเริ่มใส่ใจและลองทำตามวิธีการดูแลแบตเตอรี่ที่เรามาฝากแล้วล่ะ จะได้ทำให้แบตเตอรี่ของคุณเสื่อมช้าลงและใช้ได้นานๆ

ขอบคุณ ที่มา:http://www.pandank.com/bike8/ , http://www.sanookclip.info/2017/05/blog-post_77.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1441055909292557

ไวรัสล็อกไฟล์รุ่นใหม่ WannaCry 2.0 มาแล้ว ไม่มี Kill Switch เพื่อหยุดเผยแพร่

หลังจากวิกฤตการณ์ WannaCry, WannaCrypt ที่ไล่เข้ารหัสไฟล์สำคัญในคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ซึ่งรายงานล่าสุดระบุว่าติดกันไปราว 200,000 เครื่องใน 99 ประเทศทั่วโลก และสามารถหยุดยังได้โดยฝีมือของนักวิจัยด้านความปลอดภัยรายหนึ่งที่ค้นพบ Kill Switch ในโค้ด การแพร่กระจายจึงจบลง แต่ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ เหล่าแฮกเกอร์ได้ปรับปรุงโค้ด WannaCry ใหม่ ให้ไม่มี Kill Switch และกระจายต่อ

รายงานจาก Kaspersky Labs ระบุว่าตอนนี้เริ่มพบ WannaCry 2.0 และ Ransomware ตัวอื่นๆ ที่ทำงานคล้ายกันออกมาในโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว ซึ่งวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วยังไม่พบ Kill Switch เพื่อหยุดยั้งการทำงานของมัน ต่างจาก WannaCry ตัวแรกที่จะตรวจสอบหาเว็บหนึ่งเสมอ ถ้าเจอก็จะหยุดการเผยแพร่ตัวเองทันที

หลังจากวิกฤตการณ์ WannaCry, WannaCrypt ที่ไล่เข้ารหัสไฟล์สำคัญในคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ซึ่งรายงานล่าสุดระบุว่าติดกันไปราว 200,000 เครื่องใน 99 ประเทศทั่วโลก และสามารถหยุดยังได้โดยฝีมือของนักวิจัยด้านความปลอดภัยรายหนึ่งที่ค้นพบ Kill Switch ในโค้ด การแพร่กระจายจึงจบลง แต่ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ เหล่าแฮกเกอร์ได้ปรับปรุงโค้ด WannaCry ใหม่ ให้ไม่มี Kill Switch และกระจายต่อ

รายงานจาก Kaspersky Labs ระบุว่าตอนนี้เริ่มพบ WannaCry 2.0 และ Ransomware ตัวอื่นๆ ที่ทำงานคล้ายกันออกมาในโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว ซึ่งวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วยังไม่พบ Kill Switch เพื่อหยุดยั้งการทำงานของมัน ต่างจาก WannaCry ตัวแรกที่จะตรวจสอบหาเว็บหนึ่งเสมอ ถ้าเจอก็จะหยุดการเผยแพร่ตัวเองทันที

ดีโอสาธิตการแพร่กระจายของ WannaCry

ทางป้องกัน Ransomware ในกลุ่มนี้คืออัปเดทวินโดวส์เพื่ออุดช่องโหว่นี้ หรือปิดการทำงานของ SMBv1 เพื่อป้องกัน (สามารถอ่านวิธีการได้จาก Blognone) ซึ่งควรรีบทำโดยทันทีครับ

อ้างอิง: The Hacker News,https://www.beartai.com/news/itnews/166992

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1441013662630115

เตือนผู้ใช้ “iPhone” เสียบพัดลมมือถือเข้าเครื่อง อาจทำเมนบอร์ดพังได้!!

เป็นเรื่องที่ต้องออกมาเตือนผู้ใช้ “iPhone” ให้ได้รู้กัน กับการเสียบพัดลมมือถือ ในราคา 79 บาทเข้าไปที่เครื่อง นั่นอาจจะทำให้คุณเสีย “iPhone” สุดที่รักของคุณไปได้

เนื่องจากมีการแจ้งเตือนมาจากสมาชิกกลุ่มของ ‎Mac User Thailand รายหนึ่งที่ได้มาโพสต์เตือนภัยเกี่ยวกับ “พัดลมมือถือ” ที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในราคาเพียง 79 บาท โดยการใช้งานง่าย ๆ คือจ่ายไฟด้วยพอร์ตของมือถือ เพียงแค่เสียบเข้าไปที่ “iPhone” ของคุณมันก็จะทำงาน แต่มันกลับสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับผู้ใช้งาน นั่นคือ มันทำให้เมนบอร์ดในเครื่อง iPhone ของคุณพัง และต้องเสียเงินซ่อมเมนบอร์ดไปในราคา 2,500 บาทเลยทีเดียว OMG!!

และผู้ใช้งาน Twitter ชื่อว่า (@nytrogen01) ก็ได้แชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้งานพัดลมมือถืออีกว่า “หลังจากใช้งานเสียบไปครั้งแรกก็เกิดปัญหาเครื่องพังทันที โดยอาการคือ “เหมือนตัวพัดลมมันทำให้การจ่ายไฟของเครื่องรวน และพอร์ต Lightning ซึ่งเดิมที่มีไว้ชาร์จไฟเข้า แต่ว่าพัดลมกลับดูดไฟออกมา เลยเดาว่าน่าจะเป็นต้นเหตุของความเสียหาย” นี่คือจากการวินิจฉัยของช่างซ่อม

เท่านั้นยังไม่พอ!! เพราะยังมีมีผู้ใช้งาน Twitter รายอื่น ๆ ก็ได้แชร์ประสบการณ์เช่นเดียวกันอีกด้วย โดยบอกลักษณะอาการที่พังไปในทิศทางเดียวกัน จึงทำให้สงสัยว่าอาจเป็นปัญหามาจากการผลิตของสินค้าหรือไม่ แต่ก็ยังไม่ได้มีการแถลงอย่างเป็นทางการของทั้งผู้ผลิตพัดลมมือถือและทาง Apple อย่างชัดเจน จึงอยากแนะนำว่า ถ้าอยากจะใช้งานพัดลมมือถือดังกล่าว “ให้ไปเสียบกับ Power Bank แทน จะปลอดภัยกว่า”

และเพื่อความปลอดภัยเกี่ยวกับอุปกรณ์เสริม ทาง Apple ได้ออกมาตรฐาน MFi (ที่ผู้ผลิตต้องจ่ายเงินเป็นค่าสิทธิ์ให้แอปเปิ้ล) ซึ่งเป็นการการันตีได้ว่าอุปกรณ์นั้น ๆ จะไม่สร้างความเสียหาย หรือสามารถใช้งานร่วมกันได้กับ iPod , iPhone และ iPad อย่างแน่นอน

อ้างอิงจาก : https://www.beartai.com/news/mobilenews/165304

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1434773519920796

SpaceX จะส่ง “ดาวเทียมอินเตอร์เน็ต” ขึ้นสู่วงโคจร ในปี 2019

SpaceX ได้เปิดเผยแผนการส่งดาวเทียมที่กระจายเครือข่ายสัญญาณอินเตอร์เน็ตดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรในปี 2019 และจะเริ่มกระจายสัญญาณเครือข่ายเต็มรูปแบบในปี 2024

Patricia Cooper รองประธานฝ่ายกิจการดาวเทียมรัฐบาลของ SpaceX กล่าวว่า ทางบริษัทมีจุดมุ่งหมายที่จะส่งดาวเทียมรุ่นต้นแบบดวงแรกขึ้นสู่อวกาศในปี 2017 และดวงที่ 2 ในช่วงต้นปี 2018 เพื่อใช้ในการสาธิตว่าจะสามารถส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตลงมายังโลกได้หรือไม่ และจะเริ่มสร้างเครือข่ายขึ้นในปี 2019

SpaceX จะส่งดาวเทียมอีกหลายดวงขึ้นสู่วงโครจรชั้นในของโลก (ระดับความสูง 1,110 – 1,325 กม.) ไปจนถึงปี 2024 โดยเครือข่ายน่าจะส่งสัญญาณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และทางบริษัทจะมีศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินที่จะรองรับเครือข่ายสัญญาณอินเตอร์เน็ตดังกล่าว

ถ้าหากแผนนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะทำให้มีดาวเทียมในวงโครเพิ่มมากขึ้นจากประมาณ 1,459 ดวง เป็น 4,425 ดวง ซึ่งอาจกระทบต่อการปล่อยจรวดอวกาศในอนาคตได้

ข้อมูลอ้างอิง : theverge , https://www.beartai.com/news/itnews/165501

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1435416806523134

 

Adidas เตรียมวางขายรองเท้า “Futurecraft 4D” ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี “พิมพ์ 3 มิติ”

 

Adidas เปิดตัวรองเท้า Futurecraft 4D ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิพม์ 3 มิติ แบบใหม่ของบริษัทสตาร์ทอัพ Carbon

บริษัท Carbon ได้สร้างระบบการ “พิมพ์” พื้นรองเท้าด้วยเครื่องโปรเจคเตอร์ความแม่นยำสูงที่ควบคุมการตกกระทบของแสงต่อ Photosensitive Resin ให้เป็นรูปทรงเฉพาะได้หลากหลายกว่าการพิมพ์ 3 มิติ แบบอื่น ซึ่ง Adidas ได้นำมาใช้ในการสร้างรองเท้าต้นแบบมากกว่า 50 คู่ เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา 

  • Photosensitive Resin เป็น เรซิ่นเหลวที่จะแข็งตัวเป็นก้อนพลาสติกเมื่อถูกกระทบด้วยแสงที่ความถี่ช่วงประมาณ 360-420 นาโนเมตร

Adidas จะผลิตรองเท้า Futurecraft 4D ซึ่งเป็นรุ่นพรีเมียม จำนวน 5,000 คู่ ในปี 2017 นี้ และเพิ่มเป็น 100,000 คู่ในปี 2018 โดยในอนาคตอาจอาจใช้ในการผลิตรองเท้าที่เหมาะกับลักษณะเท้าของนักกีฬาแต่ละคน หรือผลิตรองเท้าที่เหมาะกับเท้าของผู้สวมใส่ได้ในเวลาแค่ 1-2 ชั่วโมง เท่านั้น

ข้อมูลอ้างอิง : businessinsider , https://www.beartai.com/news/sci-news/160662

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1406680129396802

ติดตั้ง iOS 10.3 เพื่อความลื่นไหลและสเถียร (รวมถึงลดโอกาสเกิดปัญหาการใช้งาน) ผู้ใช้งานควรทำการ Restore เครื่องใหม่หมด แน่นอนว่าคุณควรสำรองข้อมูลไว้ผ่าน iCloud หรือ iTunes แต่การมานั่งไล่ติดตั้ง App หลังล้างเครื่องใหม่อาจทำให้หลายคนสับสนมึนงงเล็กน้อย วันนี้เราจึงรวบควมรายชื่อ App มาตรฐานมาให้

  • Facebook : เครือข่ายสังคมที่ใหญ่สุดในโลก และคนไทยน่าจะมีกันเกือบทุกคน
  • Messenger : แชทอันนี้แทบจะเป็นภาคบังคมพ่วงจากอันบน
  • Instagram : เจ้าของเดียวกันกับสองอันบน เครือข่ายสังคมเหมือนกัน แต่เน้นรูปมากกว่า
  • Twitter : อีกหนึ่งเครือข่ายสังคมที่เน้นไปที่ข้อความสั้นได้ใจความ
  • LINE : แอปพลิเคชันแชทอันดับหนึ่งของคนไทย
  • WeChat : แอปแชทอีกหนึ่งค่ายหากมีเพื่อนต่างชาติชาวจีนแนะนำต้องแอปนี้echar
  • YouTube : คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากกับผู้ให้บริการวิดีโอที่ใหญ่ที่สุด
  • Chrome : ถึงแม้ว่าในเครื่องจะมี Safari แต่บางคนอาจติดใจตัวนี้มากกว่า
  • Gmail : แอปพลิเคชันจัดการอีเมลสุดเรียบง่ายจาก Google
  • Google Maps : ผู้ช่วยคู่ใจเวลาหลงทาง
  • Speedtest : ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต (อย่ากดบ่อยเปลืองเน็ต)
  • JOOX Music : ฟังเพลงลิขสิทธิ์ฟรี ทุกที่ ทุกเวลา
  • WhosCall : เบอร์ไหนขายประกัน โทรมารู้หมด
  • Snapseed : โปรแกรมแต่งภาพ ใช้ง่ายจาก Google
  • Find my iPhone : ค้นหาไอโฟนเครื่องอื่นที่หายไป
  • Dropbox : สำรองไฟล์ สะดวกแชร์
  • Google Translate : แปลภาษาสารพัดจากทั่วโลก
  • Grab : เรียก TAXI ง่ายไม่ต้องกราบ
  • Uber : เรียกรถเหมือนแอปฯ ข้างบน แต่คนละค่าย
  • AirPay : จ่ายบิลฟรี สะดวกและปลอดภัย
  • Piggipo : บริหารจัดการสร้างวินัยใช้บัตรเครดิต
  • Starbucks Thailand : จ่ายกาแฟชื่อดัง สะดวกไม่ต้องพกบัตร
  • TrueMoney Wallet : อีกหนึ่งแอปฯ กระเป๋าเงินออนไลน์
  • Strava : แอปสำหรับสายปั่นจักรยานและวิ่งออกกำลังกาย
  • Andy: ฝึกแชทภาษาอังกฤษกับ bot
  • YaAndYou : ข้อมูลเรื่องยาค้นหาง่ายๆ ด้วยแอปนี้
  • Foodie : แอปสำหรับถ่ายเมนูอาหาร ถ่ายปุ๊บ น่ากินปั๊บเลย เหมาะสำหรับสายกิน
  • Agoda : จองโรงแรมผ่านมือถือเป็นเรื่องที่ง่ายและรวดเร็ว
  • LINE TV : แฟนๆ ซีรีส์เรื่องต่างๆ โดยเฉพาะครอบครัวเป็นต่อ ดูผ่านแอปนี้ได้เลย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

แล้วเพื่อนๆ มีแอปไหนแนะนำไหม? คอมเมนต์บอกเราไว้ด้านล่างนี้ได้เลย มาแชร์รายชื่อแอปที่เราชื่นชอบกันนะครับ

อ้างอิงจาก : https://www.iphonemod.net/app-recommend-ios-10-3.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1398794756852006

แอป 5 ประเภท ที่ “ควร” ลบออกจากเครื่องแอนดรอยด์ของคุณ!

แอปในสมาร์ทโฟนที่มี บางแอปใช่ว่าจะดีเสมอไป บางแอปที่เคลมตัวเองว่าทำได้ มันก็ไม่ช่วยทำให้ได้สมคำที่โปรยไว้ จนอยากลบแอปเหล่านั้นออกไป แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแอปไหนที่ไม่ต้องการให้อยู่บนเครื่องของเรา วันนี้จะมาจัดกลุ่ม 5 แอปที่ควรลบออกจากเครื่อง (โดยเฉพาะเครื่องที่เป็นแอนดรอยด์)

แอปที่เคลมตัวเองว่า “คืนพื้นที่ให้แรมได้”

 

แน่นอนว่าแอปทุกตัวที่เราใช้งานบนสมาร์ทโฟน ต้องอาศัยพื้นที่ของแรม ไม่ว่าจะเป็นแอปที่เราเปิดอยู่ หรือแอปที่เคยเปิดไว้ แล้วสลับไปใช้แอปอื่น (Background App) ก็ยังกินพื้นที่ในแรมทั้งนั้น เหล่าแอปที่โฆษณาว่าช่วยคืนพื้นที่ให้กับแรมของคุณได้ก็ผุดออกมาอย่างกับดอกเห็ด โดยอาศัยแค่ว่า “กดทีเดียว ล้างได้หมด แล้วได้พื้นที่กลับมา” แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพื่อเมื่อสั่งล้างแรม แอปพวกนี้ก็จะไปปิดแอปที่อยู่เบื้องหลังทิ้งให้แรมกลับมา แล้วเมื่อเราต้องการใช้แอปเหล่านั้นอีกครั้ง ก็ต้องเสียกำลัง cpu เสียไฟในแบตไปเปิดแอปใหม่อีก สรุป ได้ไม่คุ้มเสีย

ระบบของแอนดรอยด์จะคอยบริหารจัดการพื้นที่ของแรมอย่างอัตโนมัติและตลอดเวลา และยังรู้อีกว่าเมื่อไหร่ที่แอปเหล่านั้นจะถูกเรียกใช้งาน เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องลงไว้ในเครื่องเพื่อคืนพื้นที่ให้แรม

แอปตระกูล Clean Master

แอปจำพวก Clean Master หรือที่มีคล้ายๆ กัน มักเคลมตัวเองว่าสามารถล้างสิ่งที่เราไม่ต้องการออกไปได้หมด อย่างแอปบางตัว หรือไฟล์ข้อมูล

ถึงแม้แอปจำพวกนี้จะบอกไว้ว่า “ล้างได้อย่างหมดจด” แต่ก็แน่นอน การล้างหมดจดก็ต้องแลกกับแบตเตอรี่ที่หมดจดไปด้วยเช่นกัน เพราะแอปเหล่านี้ต้องใช้พลังงานในตัวเครื่องจำนวนมาก รวมไปถึงโฆษณาแอบแฝงที่จะโผล่กระเด้งบนหน้าจอเราตอนไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งอินเทอร์เน็ตที่เรามี อาจจะหมดไปกับโฆษณาที่โผล่มาจากแอปเหล่านี้ก็เป็นได้

สิ่งที่สามารถทำแทนกันได้ คือการเข้าไปล้างด้วยตนเองนี่แหละ ด้วยการเข้าไปที่ Setting > Storage แล้วเลือก Cache Data ในส่วนของ Clear Cache Data Prompt แต่ถ้าเป็นแคชที่แอปได้เก็บเอาไว้ ก็ไปที่ Setting เหมือนกัน แต่ให้เลือกที่ Apps > Downloaded แล้วเลือกแอปที่ต้องการจะล้างแคช แล้วกด Clear Cache ได้เลย

แอปจำพวก Antivirus

แอปตระกูลนี้ ถือว่าเป็นดาบสองคมของผู้ใช้งานเลยก็ว่าได้ ทั้งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ มีประโยชน์ตรงที่ใครที่ใช้งานแบบโลดโผน ลงแอป APK ในเครื่อง หรือเข้าเว็บแปลกๆ ที่ไม่รู้ว่ามีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า จะลงไว้ไม่เสียหาย แต่ถ้าไม่ได้เป็นแบบแรก ใช้งานอย่างดี ลงแอปผ่าน Play Store เท่านั้น ก็ไม่ต้องลงในเครื่องให้เปลืองพื้นที่ เปลืองแรม เปลืองพลังงานเครื่องก็ได้ เพราะ Google ป้องกันระบบผู้ใช้มาอย่างดีพอสมควร ถ้าต้องการฟังก์ชั่นติดตามเครื่องก็ทำผ่าน Android Device manager ก็ได้

แอปที่ช่วยประหยัดแบต

อันนี้จะคล้ายๆ กับแอปที่เคลมว่าคืนพื้นที่ให้แรมได้ แต่จะเป็นแอปที่ช่วยบริการจัดการการใช้แบตเตอรี่ของเครื่องได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องลงแอปเหล่านี้เพื่อช่วยบริหารจัดการอีกแรง เพราะว่าในเครื่องแอนดรอยด์ทุกเครื่อง จะมีหน้ามอนิเตอร์แบตเตอรี่ที่ใช้งานอยู่แล้ว จะคอยพยากรณ์ว่าในจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ในตอนนี้ จะใช้งานได้นานเท่าไหร่ และยังดูได้อีกว่าแอปไหนบ้างที่ใช้พลังงานจากเครื่องเราออกไปเท่าไหร่

ที่สำคัญคือฟังก์ชั่นที่จำเป็นในการจัดการแบตเตอรี่นั้นจำเป็นต้อง Root เครื่องเพื่อเข้าถึง แอปส่วนใหญ่จึงทำหน้าที่ได้แค่บอกว่าแอปอะไรที่กินแบตมากเท่านั้นเอง ซึ่งเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่เสียไป โฆษณาในเครื่องที่มากขึ้น ก็ไม่คุ้มค่าที่จะลงแอปพวกนี้

แอปที่แถมมากับเครื่องแต่เราไม่เคยแตะต้องมันเลย (Bloatware)

ทั้งนี้ รวมถึงแอปที่เราติดตั้งไว้ในเครื่อง แต่เราไม่เคยแตะมันเลยเช่นกัน แอปเหล่านี้ไม่ใช่ไม่ดี แต่แอปที่เข้ากรุ๊ปนี้ล้วนไม่ดีต่อพื้นที่ความจำในตัวเครื่องที่เรามี เพราะเหมือนเป็นการทำให้ที่เก็บข้อมูลในเครื่องนั้น ค่อยๆ หมดลงไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช่ว่าแอปทุกตัวที่ติดตั้งมากับเครื่องจะลบได้หมด บางแอป บางตัว ก็ลบออกไม่ได้ ซึ่งอันนี้ต้องทำใจกับมันไปละกัน… ทางแก้แบบไม่รูทเครื่องคือ ซื้อรุ่นที่มีแอปแถมน้อยๆ ครับ

สุดท้ายนี้ ขึ้นอยู่กับตัวของผู้ใช้งานเองว่า จะเลือกใช้งานสมาร์ทโฟนของคุณในแบบไหน ใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือไม่ก่อประโยชน์ ขึ้นอยู่กับตัวคุณ ส่วนแอปที่เข้าข่ายทั้ง 5 ประเภทนี้ ถ้าเลี่ยงได้ ก็ควรเลี่ยง จะดีที่สุด

และนอกจากนี้เรายังมีวิธีลบแอฟมาฝากทุกคนด้วยนะครับ เชิญรับชมครับ

ที่มา: Androidpit

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1385341291530686

 

เผย 5 พฤติกรรมมึนๆ ที่ทำให้แบตฯไอโฟนของคุณเสื่อมสภาพเร็วก่อนเวลาอันควร

ในความเป็นจริงถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ไอโฟนหรือสมาร์ทโฟนทุกรุ่นที่เราซื้อมานั้นจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงไปตามการใช้งานอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้แบตเตอรีเสื่อมช้าลงมากที่สุดได้ล่ะ? เริ่มจากเรามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนที่เราเข้าใจกันผิดๆ 5 เรื่องหลักๆ กันดีกว่า

1. ใช้งานไอโฟนในแวดล้อมที่ร้อนจัดหรือเย็นเกินไป

การใช้ไอโฟนบนสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิภายนอกสูงเกินกว่า 25 องศาเซลเซียส จะทำให้แบตเตอรีสูญเสียความสามารถในการเก็บประจุไฟไปถึง 20% ต่อปี ขณะที่หากใช้งานในอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้แบตเตอรีเสียความสามารถในการเก็บประจุไฟไปคิดเป็น 6% ต่อปี และไม่ควรใช้ iPhone ในพื้นที่ที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส เพราะอาจทำให้แบตเตอรี่เสียหายถาวร

2. ปล่อยให้แบตเตอรีไอโฟนหมดเกลี้ยงแล้วค่อยมาชาร์จเต็ม

เจ้าแบตเตอรี Lithium บนไอโฟนเนี่ยมันจะมีรอบในการชาร์จที่เรียกว่า Charge Cycle ซึ่งทาง Apple ระบุว่า ไอโฟนนั้นสามารถชาร์จได้ 500 Cycle ก่อนที่ประสิทธิภาพของแบตฯ จะลดลงเหลือ 80% ซึ่งวิธีการนับ Cycle ของ Apple คือ 1 Cycle = 100% ยกตัวอย่างเช่น วันแรกใช้แบตฯ ไปเหลือ 50% และนำไปชาร์จจนเต็ม ต่อมาวันที่สองก็ใช้อีก 50% แล้วชาร์จเต็ม แบบนี้จะนับเป็น 1 Cycle (50+50=100%) ซึ่งคำแนะนำคือเราสามารถชาร์จได้เมื่อแบตฯ ลดเหลือ 50-80% แต่อย่าปล่อยให้หมดเกลี้ยงแล้วค่อยมาชาร์จเต็ม 100%

3. เปิดเครื่องอยู่ตลอดเวลา

การเปิดเครื่องไว้ตลอดเวลานั้นจะทำให้แบตเตอรีมีการคายประจุออกมาอยู่แล้ว และหากมีโอกาสก็ควรปิดเครื่องไปบ้างซึ่งก็จะทำให้เครื่องกลับมาลื่นมากขึ้นเพราะมันจะเป็นการรีเซ็ตแรมด้วยนั่นเอง

4. เปิดการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ Bluetooth ไว้ตลอดเวลา

เวลาที่เราเปิดการเชื่อมต่อเอาไว้ ตัวไอโฟนจะพยายามสแกนหาสัญญาณเพื่อเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา ทำให้ตัวไอโฟนไม่สามารถทำงานใน Sleep Mode ได้ ซึ่งจะมีส่วนทำให้กินพลังงานไปเรื่อยๆ ซึ่งเราเข้าไปปิดการเชื่อมต่อได้ง่ายๆ เพียงสไลด์แถบเมนูและแตะไปที่ไอคอน Wi-Fi และ Bluetooth ครับ

5. เปิดค่าความสว่างหน้าจอ 100% ตลอดเวลา

ถือเป็นสิ่งที่คนใช้ไอโฟนหลายคนยังนิยมทำกันอยู่เลย ซึ่งเป็นอีกสาเหตุของการสิ้นเปลืองแบตเตอรีอย่างมาก ซึ่งวิธีแก้ไขนั้นทำง่ายๆ ครับ ให้เลือกไปที่ Setting > Display & Brightness แล้วเลือกเปิด Auto-Brightness เพื่อให้ไอโฟนทำการปรับแสงหน้าจอให้อัตโนมัติ

อ้างอิง : http://www.businessinsider.com/iphone-battery-mistakes-2016-12?utm_source=feedly&utm_medium=webfeeds , https://www.beartai.com/beartai-tips/139400

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1387113008020181

3d-home-cover-150x150

เทคโนโลยีสร้างบ้านสุดล้ำด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ สร้างเสร็จได้ใน 24 ชม.

ความก้าวล้ำของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ดูเหมือนจะได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อ Apis Cotr บริษัทรับเหมาก่อสร้างในประเทศรัสเซีย นำเสนอโครงการสร้างบ้านด่วนด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ใช้เวลาเพียง 24 ชม. เท่านั้น

โครงสร้างของบ้านทั้งหลังจะถูกสร้างขึ้นด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติในทุกขั้นตอน โดยเครื่องพิมพ์จะมีลักษณะคล้ายกับเครนก่อสร้าง ที่สามารถเคลื่อนย้ายไปพิมพ์ส่วนประกอบต่างๆ ของบ้านได้อย่างสะดวก ส่วนเรื่องความทนทานก็ไม่ต้องกังวล เพราะหมึกที่ใช้พิมพ์โครงสร้างนั้นเลือกใช้ปูนซีเมนต์ชนิดเดียวกับที่สร้างบ้านตามปกติมาใช้งาน จึงมั่นใจได้เลยว่าแข็งแรงทนทานแน่นอน และที่สำคัญเครื่องพิมพ์ 3 มิติ มีรูปแบบการพิมพ์ที่ถูกกำหนดด้วยซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ ทำให้งานก่อสร้างมีรูปแบบขั้นตอนที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ต่างกับงานก่อสร้างแบบเดิมที่รายละเอียดบางส่วนอาจไม่เรียบร้อยนัก

ผู้พัฒนาเครื่องพิมพ์ 3 มิติ จากบริษัท Apis Cotr ให้ข้อมูลว่า การสร้างบ้านด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถกำหนดเวลาส่งมอบงานได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ยกตัวอย่างบ้านชั้นเดียว ที่มีขนาดพื้นที่ 38 ตารางเมตร ก็สามารถสร้างเสร็จได้ ภายใน 24 ชม. ด้วยเงินลงทุน $10,134 หรือประมาณ 354,700 บาทเท่านั้น

 

เรียบเรียง และ อ้างอิงจาก : SpokeDark.TV

นักวิจัยคิดค้น “โดรนกู้ภัยโรคหัวใจ” สำหรับช่วยชีวิตผู้ป่วยจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันในเวลาฉุกเฉิน จะมีประสิทธิภาพขนาดไหน? ไปดู

นักวิจัยคิดค้น “โดรนกู้ภัยโรคหัวใจ” สำหรับช่วยชีวิตผู้ป่วยจากอาการหัวใจวาย

อาการหัวใจวายเฉียบพลัน อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทันทีหากไม่ได้รับการรักษาภายในระยะเวลาที่กำหนด และการรักษาต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่อาการเหล่านี้มักไม่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า นั่นแปลว่า คุณอาจเกิดอาการหัวใจวายที่ไหนก็ได้ ซึ่งนั่นอาจสายเกินไปกว่าจะเดินทางไปถึงมือแพทย์ ทว่าความก้าวล้ำของเทคโนโลยีทำให้ทีมวิจัยจาก Delft University of Technology คิดค้นวิธีช่วยเหลือผู้ผู้ที่โรคหัวใจกำเริบด้วย “โดรนกู้ภัยโรคหัวใจ” ที่ใครๆ ก็สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจวายเฉียบพลันได้

การทำงานของ “โดรนกู้ภัยโรคหัวใจ” คือการส่งอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินอย่างเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator, AED) พร้อมวิธีช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ส่งสัญญาณเสียงเข้ามายังลำโพงที่อยู่ภายในโดรน โดยเจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากกล้องบันทึกภาพที่ติดตั้งอยู่ภายในโดรน เพื่อให้ผู้ที่ทำการช่วยเหลือทำตามไปพร้อมกัน

ทีมพัฒนาระบุว่า “โดรนกู้ภัยโรคหัวใจ” จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการช่วยเหลือที่รวดเร็วกว่าการส่งรถฉุกเฉินเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ เพราะจากสถิติอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 4-6 นาทีเท่านั้น กว่าทีมช่วยเหลือจะเดินทางไปถึงผู้ป่วยก็อาจเสียชีวิตไปแล้ว

เชิญรับชม

เรียบเรียง และ อ้างอิงจาก : SpokeDark.TV