คลังเก็บหมวดหมู่: ชัยพันธุ์ สุทธิพันธุ์

ญี่ปุ่นเตรียมเซอร์ไพรส์ในโอลิมปิกปี 2020 ..สร้าง ‘ฝนดาวตกจำลอง’ ยิงตรงจากอวกาศมาสู่โลก เขาทำได้ยังไง มาดูกัน (ชมคลิป)

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วสำหรับพิธีเปิดโอลิมปิก ที่เจ้าภาพจะจัดพิธีเปิดที่ยิ่งใหญ่อลังการไม่เหมือนใคร สำหรับโอลิมปิกครั้งต่อไปจะถูกจัดขึ้นในปี 2020 โดยมีญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ แน่นอนว่าญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพทั้งทีงานเปิดตัวมันย่อมไม่ธรรมดา เมื่อญี่ปุ่นได้เปิดเผยว่าพิธีเปิดโอลิมปิกจะมีฝนดาวตกโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าโดยไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่เป็นฝนดาวตกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์!

123RF

ALE Co. บริษัทผู้รับผิดชอบผลิตฝนดาวตกในประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า งานเปิดตัวโอลิมปิกในปี 2020 ญี่ปุ่นตั้งใจสร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งโลก โดยบริษัทรับหน้าที่ในการส่งดาวเทียมพร้อมทั้งยิงฝนดาวตกจากอวกาศมาสู่โลก ฝนดาวตกชนิดนี้ผลิตขึ้นมาจากสารเคมีชนิดหนึ่ง เมื่อผ่านเข้ามาถึงชั้นบรรยากาศของโลก จะเกิดเป็นสีสันที่สวยงาม ต่างกับฝนดาวตกจากธรรมชาติ ที่เห็นได้เพียงสีเดียวเท่านั้น โดยสามารถมองเห็นได้ไกลในระยะ 100 กิโลเมตร จากตำแหน่งที่ปล่อยฝนดาวตกลงมา

โดยดาวเทียมสามารถบรรทุกฝนดาวตกจำลองได้ประมาณ 500-1,000 ลูก คิดเป็นมูลค่าต่อเม็ดประมาณ $8,100 (283,500 บาท) บริษัทมีแผนนำส่งดาวเทียมขึ้นไปยังอวกาศภายในปี 2018 และหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิดโอลิมปิกในประเทศญี่ปุ่นแล้ว บริษัทยังมีแผนให้บริการฝนดาวตกจำลองในกลุ่มลูกค้าทั่วไปอีกด้วย

เชิญรับชม

GLOBLE.STAR-ALE.COM

 

 

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1358179714246844

ครั้งแรกของโลก..’ดูไบ’ โชว์ล้ำเตรียมใช้ ‘โดรน’ โดยสารแทนแท็กซี่กลางปีนี้แก้ปัญหาจราจร จะเจ๋งขนาดไหน มาดู (มีคลิปด้วย)

หลายคนอาจจำภาพของดูไบที่เต็มไปด้วยมหาเศรษฐีเงินทองและรถสปอร์ต แต่ใครจะไปรู้ว่าดูไบเองก็มีปัญหารถติดไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อประชากรส่วนใหญ่หันมาใช้รถยนต์ส่วนตัว จนเกิดเป็นปัญหารถติดที่ทางการต้องเร่งหาวิธีแก้ไข ด้วยการใช้เทคโนโลยีทางเลือกอย่าง ”โดรน” มาแก้ไขปัญหาดังกล่าว

EHANG.COM

Ehang 184 คือโดรนบังคับขนาดใหญ่ บรรทุกผู้โดยสารได้ 1 ที่นั่ง พร้อมสัมภาระรวมน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม. บินต่อเนื่องได้ 25 นาที ใช้พลังงานไฟฟ้าบรรจุแบตเตอรี่ พร้อมด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ผู้โดยสารสามารถควบคุมการทำงานได้เบื้องต้น เช่น การเลือกที่หมายที่ต้องการเดินทาง เปิด/ปิดไฟสำหรับอ่านหนังสือ, ปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ ผ่านหน้าจอแท็บเล็ตที่ติดตั้งไว้ด้านใน

ด้านความปลอดภัยบริษัทผู้ผลิตรับประกันว่า Ehang 184 มีความปลอดภัยในระดับสากล หากระบบตรวจสอบพบใบพัดด้านใดด้านหนึ่งมีปัญหาระบบจะลงจอดในทันที

EHANG.COM

 

เชิญรับชม

Ehang 184 เป็นผลงานที่สร้างโดยบริษัท Ehang ในประเทศจีน เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 ด้วยมูลค่าประมาณ 2-3 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7-10 ล้านบาท ทั้งนี้ดูไบเป็นเมืองแรกที่เลือกใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โดยจะเริ่มทดลองรับส่งผู้โดยสารภายในเดือนเมษายนนี้

EHANG.COM

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1359158764148939

นี่แหละที่ต้องการ ‘Supercapacitor’ โคตรแบตเตอรี่อึดถึกทน ชาร์จ 3 หมื่นครั้งยังไม่เสื่อม แถมเต็มไวใน 1 นาที! มาดูสุดยอดสเปกกัน

ปัญหาแบตเตอรี่บนสมาร์ทโฟนหมดเร็ว คงเป็นปัญหาที่น่าหงุดหงิดกวนใจของใครหลายคนไม่ใช่น้อย และนอกจากแบตเตอรี่จะหมดไวแล้ว ช่วงเวลาที่รอชาร์จแบตเตอรี่ให้กลับมาเต็มอีกครั้ง ยังต้องใช้เวลารอคอยที่นานแสนนาน ปัญหานี้กลายเป็นไอเดียให้ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา คิดค้นแบตเตอรี่ Supercapacitor ซุปเปอร์แบตเตอรี่ ที่อาจแทนที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

Yeonwoong Jung หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แบตเตอรี่ชนิด Supercapacitor ใช้วัสดุชนิด 2D Metal materials (TMDs) ความพิเศษของเจ้า TMDs สามารถกักเก็บอิเล็กตรอนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยให้แบตเตอรี่ชนิด Supercapacitor มีอายุการใช้งานที่มากยิ่งขึ้น และอาจจะสูงกว่าแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออนถึง 20 เท่า! หรือคิดเฉลี่ย Cycle Count (รอบชาร์จแบตเตอรี่ ) 30,000 ครั้ง แบตเตอรี่ก็ยังไม่เสื่อมด้วยซ้ำ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะมีรอบเสื่อมอยู่ที่ประมาณ 1,000 รอบ หลังจากนั้นแบตเตอรี่ก็เริ่มส่งสัญญาณเสื่อมให้เห็นแล้ว

UCF.EDU

ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่า หากนำวัสดุ 2D Metal materials มาทำงานร่วมกับเส้นลวดนาโน (Nanowire 1D) แบตเตอรี่จะยิ่งสามารถกักเก็บพลังงานได้นานยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยย่นระยะเวลาชาร์จแบตเตอรี่ให้น้อยลง ซึ่งอาจจะใช้เวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น

ปัจจุบันแบตเตอรี่ชนิด Supercapacitor ยังเป็นเพียงแบตเตอรี่ต้นแบบเท่านั้น หากการพัฒนาแล้วเสร็จสมบูรณ์ เราอาจใช้สมาร์ทโฟนที่ชาร์จแบตเตอรี่เพียงสัปดาห์ละครั้งก็เป็นได้

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1349102035154612

ตำนานแห่งลูกกระสุน Black Talon กรงเล็บกระชากเครื่องใน โดนจังๆ ปิดประตูรอดได้เลย ถึงขั้นหมอประท้วงไม่รักษา เพราะอะไร มาดู

 

Black Talon เป็นชื่อเรียกของรูปแบบกระสุนปืนที่ผลิตโดยบริษัท Winchester โดยผลิตมาเพื่อปืนหลายขนาด ทั้งปืนไรเฟิลและปืนพก ในปี 1991 ลักษณะของกระสุน Black Talon จะเป็นหัวกระสุนสีดำเคลือบด้วยสาร Lubalox เพื่อลดการเสียดสีในกระบอกปืนและทำให้รังเพลิงจะสะอาดกว่าปกติ ตัวหัวกระสุนมีลักษณะกลวงตรงกลางและบากไว้เป็นร่องเพื่อเสริมพลังทำลายให้เพิ่มขึ้น หัวกระสุนแข็งแต่เปราะแตกง่ายเพื่อเวลาที่กระทบกับเป้าหมายร่องที่บากไว้จะทำให้ส่วนที่แตกกระจายออกคล้ายกับสะเก็ดระเบิดและไปฝังอยู่ในเนื้อเยื่อของเป้าหมาย ส่วนตัวหัวกระสุนจะบานออกและงุ้มเหมือนกับเล็บเหยี่ยว

WIKIPEDIA PD
WIKIPEDIA PD

ความน่ากลัวของกระสุน Black Talon ก็อยู่ที่พลังทำลายล้างของมัน จนตำรวจเมืองบัลติมอร์ เรียกหัวกระสุนชนิดนี้ว่า “Cop Killer Bullet” เพราะถ้าโดนเข้าจังๆ ที่จุดสำคัญๆ แทบจะปิดประตูรอดไปเลยเพราะว่า พลังทำลายของกระสุนจะทำให้เหมือนกับโดนระเบิดจากด้านในและสะเก็ดที่ฝังอยู่ก็เป็นปัญหาให้กับแพทย์ เพราะว่าสะเก็ดที่กระจายไปฝังตามเนื้อเยื่อนั้นมีความแหลมคม ซึ่งทำให้แพทย์ต้องเสี่ยงที่จะถูกสะเก็ดบาดในขณะทำการรักษาบาดแผล ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดการประท้วงของแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บจาก Black Talon และศาลก็ได้มีคำสั่งห้ามผลิตโดยเด็ดขาดในปี 2000

WIKIPEDIA PD
WIKIPEDIA PD

แต่ปัจจุบันก็ยังสามารถที่จะหาซื้อได้แต่จะเป็นของค้างสต็อกตั้งแต่ก่อนเลิกผลิต

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1341235992607883

ใครจะคิดว่าในกระเพาะของมัมมี่อายุ 5 พันปี จะมีสิ่งนี้ซ่อนอยู่ ทำให้รู้ว่าความอร่อยนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว ..ความลับสวรรรค์ชัดๆ ดู

organic bacon slices

เบคอน เป็นอีกหนึ่งอาหารที่โปรดของใครหลายคน แต่คนกินส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยรู้รายละเอียดเกี่ยวกับมันซักเท่าไหร่ ล่าสุดนักวิจัยได้ค้นพบว่า จริงๆ แล้ว เบคอนอาจมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ 5,300 ปีที่แล้ว

ล่าสุด Albert Zink นักวิจัยจาก The European Academy of Bolzano ผู้เชี่ยวชาญด้านมัมมี่ ได้นำ Otzi ซากมัมมี่เก่าแก่ ถูกพบบนเทือกเขาแอลป์ เมื่อปี 1991 คาดการณ์ว่ามีอายุกว่า 5,300 ปี มาตรวจสอบเนื้อเยื่อในระดับนาโนพบว่า อาหารมื้อสุดท้ายของมัมมี่โบราณดังกล่าวคือ เนื้อเยื่อของแกะสุกที่ถูกบ่มให้แห้ง มีลักษณะเดียวกับเบคอนที่วางขายตามร้านค้าในปัจจุบัน

Oetzi_the_Iceman_Rekonstruktion_1
ภาพ : Thilo Parg

ข้อมูลดังกล่าวนำไปสู่ความคิดที่ว่า กรรมวิธีการปรุงอาหารลักษณะเดียวกับเบคอนมีมานานกว่า 5,300 ปี โดยก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่ระบุว่าเนื้อแห้งบ่ม เป็นของชาวกรีกและชาวเปอร์เซีย เมื่อ 2,500 ปีก่อน

นอกจากนี้ยังพบว่า ในกระเพาะอาหารของ Otzi มีแบคทีเรียบางชนิดที่ส่งผลให้เขาปวดท้องขณะมีชีวิตอยู่ด้วย

 

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1343484385716377

อุตส่าห์วิวัฒนาการจนอยู่มาได้เกือบ 50 ล้านปี แต่ปัจจุบัน ‘ตัวนิ่่ม’ เสี่ยงจะสูญพันธุ์ซะงั้น เพราะความเชื่อเรื่องใต้สะดือ มาดูชะตากรรมของมันกัน

แม้รูปร่างหน้าตาจะไม่น่าใช่สัตว์ที่นำมาทำอาหารได้ แต่เนื่องจากความเชื่อในเรื่องยาอายุวัฒนะที่อยู่ในเกล็ดของมัน และเนื้อที่เชื่อว่ามีสรรพคุณเสริมพลังทางเพศ ทำให้ตัวนิ่มจำนวนมากถูกล่าจากหลายพื้นที่ เพื่อนำไปขายในตลาดมืดทั่วโลก ซึ่งมีแหล่งรับซื้อใหญ่อยู่ที่ประเทศจีนและเกาหลี โดยในปี ค.ศ. 2013 เคยมีการยึดซากและชิ้นส่วนของตัวนิ่มจากเรือบรรทุกจีนที่เกยตื้นในฟิลิปปินส์ได้ถึง 11 ตัน

ปัจจุบันทั่วโลกมีตัวนิ่มทั้งหมด 8 สายพันธุ์ และเป็นมี 2 สายพันธุ์ที่สามารถพบได้ในประเทศไทย นั่นคือ ตัวนิ่มจีน (M. pentadactyla) ที่มีรายงานการพบเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ กับ ตัวนิ่มชวา (M. javanica) ที่พบได้ในแถบภาคใต้ของประเทศ และเป็นตัวนิ่มที่ถูกคุกคามจากการล่ามากที่สุด จนกลายเป็นสัตว์หายาก เพราะมีรายการสั่งซื้อเข้ามาเรื่อยๆ แถมยังมีราคาขายสูงถึงกิโลกรัมละ 2,000-3,000 บาท หรืออาจมีราคาสูงถึง 3,500 บาท สำหรับตัวนิ่มขนาดใหญ่

This picture taken on October 22, 2016 shows Lam Kim Hai, 24, a vet of Save Vietnam Wildlife (SVW), holding an injured pangolin at SVW, who runs the Carnivore and Pangolin Conservation Program in Cuc Phuong National Park in the northern province of Ninh Binh. The reclusive pangolin has become the most trafficked mammal on earth due to soaring demand in Asia for their scales for traditional medicine and their flesh, considered a delicacy. / AFP PHOTO / HOANG DINH NAM / TO GO WITH VIETNAM-ENVIRONMENT-WILDLIFE-CONSERVATION-PANGOLIN, Focus by Jenny VAUGHAN
AFP

จากข้อมูลพบว่า วิธีล่าตัวนิ่มที่ได้ผลมากที่สุดนั่นคือการใช้สุนัขตามกลิ่นตัวนิ่มที่ซ่อนอยู่บนต้นไม้ และทำการโค่นต้นไม้ให้ล้มลงมา เพราะตัวนิ่มจะตกใจจนม้วนตัวเป็นลูกบอล ทำให้ถูกจับได้ง่าย แต่ในปัจจุบันการค้าตัวนิ่มเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และสัตว์ชนิดนี้ยังเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 โดยผู้กระทำผิดจะได้รับโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท จำคุก 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่ามนุษย์นั้นล่าตัวนิ่มมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยมีหลักฐานเป็นชุดเกราะที่ทำจากเกล็ดของตัวนิ่มทั้งชุด ซึ่งถูกทำขึ้นเพื่อถวายให้กับพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อปี ค.ศ.1820 ด้วย

03
WIKIPEDIA PD

 

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

นี่คือ 5 หลักฐานทางโบราณคดีที่ว่ากันว่า ‘น่าสะพรึงที่สุด’ เท่าที่นักสำรวจเคยค้นพบมา แถมด้วยข้อสันนิษฐานที่ชวนขนลุก ดู

สุสานทหารไวกิ้ง : สุสานทหารไวกิ้งแห่งนี้ถูกค้นพบที่ประเทศอังกฤษ จากการสำรวจพบว่ามีโครงกระดูกที่เชื่อว่าเป็นชาวไวกิ้งจำนวน 51 ราย ที่น่าตกใจคือโครงกระดูกเหล่านี้ถูกตัดศีรษะออกแล้วแยกออกจากกันทั้งหมด นักโบราณคดีกล่าวว่าบางทีพวกเขาอาจเคยเป็นชาวไวกิ้งที่เคยเข้ามารุกรานประเทศอังกฤษ ก่อนถูกชาวพื้นเมืองปราบและประหารชีวิตโดยการตัดศีรษะแล้วฝังดิน

topfive-creepy-discovery-pics-1

 

กรงเล็บนกดึกดำบรรพ์ : นี่คือซากฟอสซิลที่มีสภาพสมบูรณ์แบบที่สุดที่พบได้ในเขตหุบเขาโอเว่น ที่ประเทศนิวซีแลนด์ นักสำรวจพบว่ากรงเล็บที่พบเป็นกรงเล็บของนกเมก้าแลบเทริส (Megalapteryx) บรรพบุรุษของนกโมอาร์ (Moa) ที่มีชีวิตในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ เชื่อกันว่าด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำให้กรงเล็บของนกตัวนี้ไม่เน่าเปื่อย และมีสภาพสมบูรณ์อย่างที่เห็นในภาพ

topfive-creepy-discovery-pics-2

 

โครงกระดูกมือเชลยศึก : ที่เหมืองแห่งหนึ่งในประเทศอียิปต์ ได้มีการค้นพบโครงกระดูกมือขวาจำนวนมาก นักโบราณคดีเชื่อว่าโครงกระดูกมือขวาเหล่านี้เป็นของทหารฝ่ายข้าศึกที่ถูกอาณาจักรอียิปต์โบราณจับกุมตัวไว้ได้แล้วตัดมือขวาเพื่อลงโทษ ก่อนรวบรวมมือขวาที่ได้ไปฝังดิน และนักสำรวจได้เดินทางมาค้นพบในที่สุด

topfive-creepy-discovery-pics-3

 

มัมมี่ที่กรีดร้อง : นี่คือภาพที่ดูแล้วอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าผู้โชคร้ายรายนี้ถูกทรมานด้วยการทำมัมมี่ทั้งเป็น แท้จริงแล้วมันคือความผิดพลาดของชาวอียิปต์ที่ไม่ทราบว่าคนที่ตายไปแล้ว กระดูกขากรรไกรจะแยกออกจากกะโหลกศีรษะ หากไม่ได้รับการยึดติดที่ถูกตอง จึงทำให้มัมมี่หลายร่างมีลักษณะเหมือนคนที่ตายอย่างเจ็บปวดทรมาน

topfive-creepy-discovery-pics-4

 

แวมไพร์ : ที่เวนิส ประเทศอิตาลี นักสำรวจได้ค้นพบกับหัวกะโหลกปริศนา เห็นชัดได้ว่ามีการยัดก้อนอิฐเข้าไปในช่องปาก นักโบราณคดีเชื่อว่านี่คือวิธีการจัดการกับคนที่ถูกสงสัยว่าเป็นแวมไพร์ ที่น่าตกใจก็คือ นักสำรวจค้นพบโครงหัวกระโหลกที่ถูกยัดก้อนอิฐหรือถูกพัฒนาการไว้เป็นจำนวนมากทั่วทวีปยุโรป เป็นไปได้หรือไม่ว่าตำนานผีดิบแวมไพร์ อาจเคยเกิดขึ้นจริงเมื่ออดีตที่ผ่านมาแล้ว

topfive-creepy-discovery-pics-5

ที่มา : www.spokedark.tv/re/five-creepy-ancient/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1341726319225517

ถ้าจู่ๆ โลกหยุดหมุนกะทันหันจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือ 5 คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษยชาติต้องสะพรึง โดยเฉพาะข้อสุดท้ายไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแน่ มาดู

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอีกไม่เกิน 1,000 ปีข้างหน้า โลกมีโอกาสหยุดหมุนโดยกะทันหัน และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษยชาติต้องล่มสลาย ในทุกวันโลกจะทำหน้าที่หมุนรอบตัวเอง การหมุนรอบตัวเองของโลกก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์น้ำขึ้นน้ำลง กลางวันและกลางคืน และหากจู่ๆ โลกหยุดหมุนโดยกะทันหัน
โลกของเราจะเป็นยังไงต่อไป นี่คือคำอธิบายจากนักวิทยาศาสตร์ที่ทำให้มนุษยชาติต้องสะพรึง

1. เกิดลมพายุรุนแรง
เมื่อโลกหยุดหมุน สภาพอากาศในโลกจะเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน เกิดลมพายุที่มีอัตราความเร็วลมกว่า 1,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วของลมสามารถพัดพาทุกสรรพสิ่งบนโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้, อาคาร และตึกสูง ให้พังพินาศภายในระยะเวลาไม่นาน

2. คลื่นยักษ์
พื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำอย่างทะเลจะเกิดคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ ที่อาจมีความรุนแรงมากกว่าคลื่นสึนามิหลายร้อยเท่าและหลังจากนั้นทุกพื้นที่จะเกิดน้ำท่วมขังสูง

3. หนึ่งวันเท่ากับ 1 ปี
เมื่อโลกไม่ทำหน้าที่หมุนรอบตัวเองอีกต่อไป วันเวลาในโลกจึงเปลี่ยนแปลง พระอาทิตย์จะอยู่กับเรายาวนานถึง 6 เดือน และหลังจากพระอาทิตย์ตก เราจะเจอกับค่ำคืนที่ยาวนานอีก 6 เดือน ทำให้วันเวลาบนโลกยาวนานขึ้นจากเดิม 365 วันเท่ากับ 1 ปี กลายเป็น 365 วันเท่ากับ 1 วัน

4. สนามแม่เหล็กของโลกถูกทำลาย
โลกเคยสร้างสนามแม่เหล็กที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกัน จากการหมุนรอบตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่โลกหยุดหมุนสนามแม่เหล็กจะค่อยๆ หายไป รังสีอันตรายต่างๆ จากนอกโลกจะเข้าสู่โลกโดยไร้ซึ่งเกราะป้องกัน

5. สูญสิ้นมนุษยชาติ
เมื่อโลกไร้ซึ่งเกราะป้องกัน และสภาพสิ่งแวดล้อมในโลกถูกทำลาย สิ่งมีชีวิตที่หลงเหลืออยู่ในโลก ก็ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ต่อได้ เป็นอันสูญสิ้นมนุษยชาติอย่างสมบูรณ์แบบ

earth01

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1337396579658491

ไม่ได้โม้! นี่คือสิ่งมีชีวิตขนาดแค่ 1.5 มิลลิเมตร แต่ได้ชื่อว่า ‘ทรหดที่สุดในโลก’ แม้กระทั่งในอวกาศมันยังไปแพร่พันธุ์มาแล้ว มารู้จักกับมันเลย

ถึงจะบิน หรือปล่อยแสงเลเซอร์จากตาไม่ได้ แต่บางทีพลังเหนือชั้นของซุปเปอร์แมนก็อาจทำอะไรสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่มีชื่อว่า Tardigrades หรือ หมีน้ำ ไม่ได้เหมือนกัน เพราะถึงจะมีขนาดตัวเมื่อโตเต็มที่แล้วเพียง 1.5 มิลลิเมตร แต่สิ่งมีชีวิตชนิดนี้กลับสามารถถูกพบได้ทั่วโลก ตั้งแต่ยอดเขาหิมาลัยที่ความสูงกว่า 6,000 เมตร จนถึงใต้ทะเลลึกถึง 4,000 เมตร แถมยังสามารถทนความหนาวเย็นได้ถึง -200 องศาเซลเซียส และอยู่ได้แบบสบายๆ ในอุณหภูมิที่สูงถึง 150 องศาเซลเซียส หรือถ้าต้องเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับการดำรงชีวิต มันก็สามารถจำศีลได้นานถึง 100 ปีอีกด้วย

Water bear tun

นอกจากนี้ พวกมันสามารถทนต่อรังสีได้มากกว่ามนุษย์ถึง 1,000 เท่า และเคยมีการนำมันส่งขึ้นไปในอวกาศพร้อมกับยาน FOTON-M3 เมื่อปี ค.ศ. 2007 โดยที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยดำรงชีพใดๆ ทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่า…นอกจากพวกมันจะรอดชีวิตกลับมาได้ครบทุกตัวแล้ว แถมยังออกลูกออกหลานในอวกาศด้วย?!?

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1338487266216089

ธาตุที่ 115 แหล่งพลังงานหลักของยูเอฟโอที่ใช้ในการเคลื่อนที่

bed1

ธาตุหรือแหล่งพลังงานที่กล่าวอ้างว่าเป็นแหล่งพลังงานหลักของยูเอฟโอที่ใช้ในการเคลื่อนที่ เป็นธาตุที่ 115 ในตารางธาตุครับ

ดูเหมือนชื่อวิทยาศาสตร์ที่เรียกกันคือธาตุ Ununpentium(Uup) เท่าที่ค้นๆกันมาจากฝรั่งที่เขายอมจะเปิดเผยกัน บนยูเอฟโอ ใช้ระบบ anti gravitypropulsion system หรือระบบขับเคลื่อนโดยต้านแรงโน้มถ่วงของโลกอาศัยหลักการแรงดึงดูดของมวลสารทางฟิสิกส์ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเป็นความรู้อันน้อยนิดของชาวโลกแต่เป็นความรู้และประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ต่างดาวที่จะทำให้เขาเดินทางได้อย่างไม่จำกัด เครื่องสร้างแรงโน้มถ่วง
———-
บนยูเอฟโอนี้ผลิตพลังงานแรงโน้มถ่วงได้อย่างมหาศาลน่าทึ่งจนยากที่คนบนโลกจะไปเข้าใจได้ ซึ่งจะทำให้ได้เช่นนั้นจำเป็นต้องอาศัยเชื้อเพลิงซึ่งก็คือ ธาตุที่115 ธาตุนี้คุณ ลาซา อธิบายว่าโดยปกติไม่พบบนโลก แต่อาจจะเจอในจักรวาลเป็นที่ทราบ ๆ กันดีว่าธาตุที่มีเลขอะตอมสูง ๆ มักจะมีครึ่งชีวิต(half life ที่สั้น)แต่ทั้งนี้คุณลาซาอธิบายถึงธาตุที่มีเลขอะตอมอยู่ระหว่าง 114 ถึง 116 ว่าจะมีธาตุที่เสถียรกว่า ด้วยแรงโปรตอนกับนิวตรอนซึ่งจะไม่สลายไปโดยง่าย คุณลาซาซึ่งออกมาเปิดเผยกล่าวว่าตอนที่เขายังทำงานอยู่เขาเคยเห็นธาตุนี้ประมาณ 500 ปอนด์เท่านั้นแต่ไม่แน่ใจว่าจะมาจากแหล่งใด ซึ่งทางผู้ใหญ่ให้เขาใช้เพื่อการวิจัย
———-
ถ้าจะพูดถึงเรื่องแรงดึงดูดแล้วมันเป็นสิ่งที่มนุษย์โลกมีความรู้น้อยมาก ๆ ครับ
เรารู้เพียงแค่ว่ามันทำให้วัตถุตกถึงพื้นดินได้โดยไม่ต้องออกแรงช่วยแต่จากการตกของยูเอฟโอลงมานั้น คุณลาซากล่าวว่าเราได้ความรู้อะไรเกี่ยวกับแรงดึงดูดเพิ่มขึ้นอีกพอควรแรงดึงดูดมีผลที่จะทำให้อะตอมอยู่ด้วยกันได้โดยไม่แตกสลายเเรงดึงดูดทำให้โลกและดวงอาทิตย์โคจรรอบจักรวาลได้โดยไม่หลุดออกไปจากวงโคจรก่อนแรงดึงดูดทำให้คนเดินอยู่บนพื้นโลกได้โดยไม่ลอยไปที่ไหนคุณลาซากล่าวว่าแรงดึงดูดมีผลต่อการเบี่ยงเบนภาพได้
เช่นการเห็นภาพของยูเอฟโอในลักษณะแปลกๆถ้าไปยืนอยู่ใต้ยูเอฟโอคือจะเห็นยูเอฟโอในลักษณะ บิด ๆ เบี้ยว ๆ การที่มนุษย์บนโลกสามารถมองเห็นดาวที่อยู่ข้างหลังดวงอาทิตย์ได้ทั้ง ๆ
———-
ที่ถูกดวงอาทิตย์บังอยู่ทั้งนี้เป็นผลจากแรงดึงดูดสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ซึ่งมีปริมาณมหาศาลสามารถเบี่ยงเบนแสงจากดาวให้ยกขึ้นเหนือดวงอาทิตย์ได้แปลกเหมือนกันครับ
———-
ผลจากการจับยูเอฟโอได้ทำให้พอจะทราบว่า แรงดึงดูด, จักรวาล
และเวลามีความสัมพันธ์กันจนแยกไม่ออก แรงดึงดูดเบี่ยงเบนจักรวาลได้แรงดึงดูดเบนเวลาได้คุณลาซาอธิบายต่อไปว่าถ้าคุณสามารถสร้างเครื่องผลิตแรงโน้มถ่วงเทียม(artificial gravity)ซึ่งสร้างแรงโน้มถ่วงได้เข้มข้นมาก ๆ แล้วคุณจะเบี่ยงเบนจักรวาลและเวลาได้ซึ่งนั่นจะทำให้คุณเดินทางข้ามอวกาศได้โดยใช้เวลาที่้น้อยมากและระยะทางที่สั้นมาก ๆ ถ้าจะถามว่าบนโลกที่เราอาศัยนี้มีวิธีใดที่จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องออกแรงช่วย ไม่ต้องเติมน้ำมัน หรือใช้พลังงานในรูปอื่น เช่น ลม แสงอาทิตย์ น้ำ ฯลฯ มันจะมีวิธีใดบ้าง คำตอบคือ มันมีแค่วิธีเดียวและเป็นวิธีเดียวจริง ๆ ครับที่จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้วิธีอื่นช่วยเลย คือ ให้มันตกลงมาเองหรือให้มันตกลงมาเฉย ๆ มนุษย์ใช้ประโยชน์ตรงจุดนี้น้อยมากเช่นถ้าท่านจะสอยมะม่วงลงมาเพียงแค่ท่านตัดขั้วมันออกมันก็จะตกลงมาเองโดยไม่ต้องปีนขึ้นไปเก็บ หรือถ้าหากว่าท่านจะขับรถลงเขาท่านไม่จำเป็นต้องเร่งเครื่องเลยก็ยังได้เพราะรถจะเคลื่อนที่ลงมาได้เองนั่นคือประโยชน์ของแรงดึงดูดที่คนใช้กัน
การเคลื่อนที่ของยานพาหนะบนโลกใช้หลักการของเครื่องยนต์และเชื้อเพลิงครับ เช่นเครื่องบินจำเป็นต้องเติมน้ำมันลงไปเพื่อให้เครื่องยนต์ผลิตพลังงานให้มากพอที่จะพ่นไอออกทางด้านหลังเครื่องยนต์เพื่อส่งเครื่องไปยังด้านหน้า แต่คุณลาซากล่าวว่า
———-
ยูเอฟโอใช้หลักการเคลื่อนที่ต่างจากยานพาหนะบนโลกอย่างสิ้นเชิงคือใช้หลักทางฟิสิกส์ในเรื่องของแรงโน้มถ่วง
คุณลาซาอธิบายว่ายูเอฟโอใช้หลักการบิดอวกาศคือ ก่อนอื่นต้องตั้งลำก่อนโดยยกตัวขึ้นสู่อากาศก่อน หลังจากนั้นเครื่องผลิตแรงโน้มถ่วง(GravityGenerator) จะผลิตและส่งแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลไปยังข้างหน้าของเครื่องของมันนำมาซึ่งการทำให้อวกาศเป็นส่วนหนึ่งของเครื่อง หรืออีกนัยหนึ่งเครื่องยูเอฟโอจะเป็นอีกส่วนหนึ่งของอวกาศอันนี้ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนอย่างมหาศาลของแรงโน้มถ่วงแรงโน้มถ่วงของโลกโดยปกติมีทิศจากบนลงล่างเสมอ แต่ด้วยเครื่อง GravityGenerator นี้ ทำให้สร้างแรงโน้มถ่วงที่ผิดไปเสมือนหนึ่งเปลี่ยนทิศของแรงโน้มถ่วงได้ทำให้แรงโน้มถ่วงเปลี่ยนจากบนลงล่างมาเป็น ล่างขึ้นบน ซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ยูเอฟโอเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในลักษณะการลงเขาครับคือแทบจะไม่้ต้องไปออกแรงอะไรช่วยเลย ซึ่งด้วยเครื่อง Gravity Generatorนี้ยังสามารถยังสามารถเปลี่ยนทิศของแรงโน้มถ่วงได้อย่างไม่จำกัดทิศทางอีกด้วยนั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมเรามองเห็นยูเอฟโอเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าจินตนาการของคนได้
———-
 
คุณลาซากล่าวว่าถ้าเราระดมยิง ธาตุ115 ด้วยโปรตอนอย่างต่อเนื่องแล้วมันจะกลายสภาพเป็นธาตุที่ 116
ซึ่งมันจะไม่เสถียรและปลดปล่อยพลังงานอันมหาศาลออกมา
พลังงานที่ว่ามหาศาลนี้มากพอที่จะผลิตแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลออกมาได้เช่นกัน ด้วยเครื่อง Gravity Generator
หลังจากนั้นยูเอฟโอจะสามารถผลิตแรงโน้มถ่วงของมันเองได้โดย ใช้้การดึงอวกาศแล้วบิดและนำอวกาศนั้นมาพันรอบเครื่องเพื่อที่จะให้เคลื่อนที่ได้ครับเขาอธิบายกันอย่างนี้ครับ
ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ครับว่าถ้าผมมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะในห้อง ๆ หนึ่งที่ถูกปิดตาย หนังสือเล่มนี้ไม่มีทางจะเคลื่อนที่ไปไหนเด็ดขาดแม้ว่าจะผ่านไปนานแสนนาน นอกจากจะมีใครไปโดนมัน โดนลมพัด แผ่นดินไหว สัตว์ไปโดนไปแทะ ฯลฯ อันนี้ยกตัวอย่างวัตถุที่อยู่บนโลกครับ แต่ถ้าเป็นนอกโลกในอวกาศแล้ว ซึ่งไม่มีแรงดึงดูด การเคลื่อนที่ของวัตถุเป็นไปอย่างอิสระ วัตถุจะรักษาทิศทางและความเร็วของการเคลื่อนที่ไปเช่นนั้นตลอด จนกว่าจะมีอะไรมาชนมันหรือมาหยุดมัน มันถึงจะเปลี่ยนทิศหรือหยุดการเคลื่อนที่ได้ ลักษณะนี้สรุปได้เช่นกันว่า ซิกม่าเอฟ เท่ากับ ศูนย์
 ที่มา http://ufocia.blogspot.com/p/ufo_29.html