คลังเก็บหมวดหมู่: อำนาจ เนียมรัตน์

สารเคมีจากเคสมือถือกลิตเตอร์อาจเสี่ยงผิวหนังไหม้-พุพอง

images-3

 

เคสโทรศัพท์มือถือชนิดที่สามารถใส่ของเหลว ทั้งแบบมีสีและไม่มีสี ผสมกลิตเตอร์ หรือกากเพชรวิววับ เป็นที่นิยมในหมู่คนไทย และชาวต่างชาติมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่เห็นทีจะไม่ปลอดภัย 100% เมื่อมีรายงานข่าวจากต่างประเทศว่า เด็กหญิง 9 ขวบ เกิดเหตุของเหลวจากเคสโทรศัพท์มือถือรั่วไหล สัมผัสบนผิวหนังขณะนอนหลับทับเคส ตื่นเช้ามาพบรอยไหม้ และพุพอง

นอกจากนี้ ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังเตือนว่าหากผิวหนังสัมผัสของเหลวภายในเคสมือถือ ให้รีบล้างออกด้วยน้ำเปล่ามากๆ เพื่อป้องกันผิวหนังพุพองจากสารเคมี

__________

“ระวังจากสารเคมี ในเคสมือถือ กลิตเตอร์

ปรกติผมไม่ค่อยชอบโพสต์แบบเตือนภัยอันตรายต่างๆ เพราะเดี๋ยวนี้กลัวว่าพลังของโซเชียลมันจะทำให้สังคมแตกตื่นเกินไป แต่เรื่องนี้เห็นว่ายังไม่ค่อยเป็นที่ตระหนักกัน จึงขอยกขึ้นมาหน่อยเถอะ

ทางรายการ “ทุกข์ชาวบ้านสุดสัปดาห์” ช่อง TNN24 ได้มาขอสัมภาษณ์จากกรณีข่าวที่มีเด็กหญิงวัยแค่ 9 ปี นอนทับเคสโทรศัพท์มือแบบที่มีของเหลวใสใส่ตัวกลิตเตอร์สะท้อนแสงวาวๆ อยู่ด้านหลัง (http://www.mirror.co.uk/…/uk-news/girl-9-left-iphone-shaped…) แล้วตื่นเช้ามา เกิดเป็นรอยแผลไหม้สารเคมีพุพอง … เรื่องนี้จริงเท็จเป็นเช่นไร

จากการเช็คกูเกิ้ล แม้ว่าจะยังไม่เคยมีรายงานอันตรายลักษณะนี้ในไทย แต่ในต่างประเทศมีคนเจอแล้วหลายราย ทั้งในอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฯลฯ จนเชื่อได้ว่าน่าจะเรื่องจริง ที่สำคัญที่ ไม่มีการเขียนเตือนไว้เลยที่กล่องสินค้า ว่าให้ระวังอันตรายจากสารเคมี

แม้ว่าจะไม่ทราบว่าสารเคมีข้างในนั้นคืออะไร (สงสัยต้องขอให้ อ.อ๊อด Weerachai Phutdhawong ช่วยตรวจดู) แต่เท่าที่ลองซื้อมาจากร้านค้าทั่วไป แล้วเจาะเอามาทดสอบง่ายๆ พบว่า ของเหลวในนั้น มันมีกลิ่นฉุนรุนแรง นิ้วแตะๆ ดูแล้วรู้สึกร้อน ลองเอาไปเทราดเนื้อไก่ไว้ พบว่าเนื้อไก่เปื่อยยุ่ยใน 10 นาที (เสียดายว่าวัดพีเอชด้วยกระดาษอินดิเคเตอร์ ไม่พบว่าเป็นกรดหรือด่างเข้มข้น) จึงน่าจะฟันธงได้ว่า มันเป็นสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายได้จริงๆ ถ้ารั่วซึมออกมา

ดังนั้น การใช้เคสมือถือกลิตเตอร์แบบนี้จึงควรระวังเป็นอย่างมาก อย่าไปทำให้มันแตกรั่วซึม ถ้าสัมผัสร่างกาย ให้ล้างออกด้วยน้ำเปล่าเยอะๆๆ

ที่ขอเรียกร้องอีกอย่างคือ ผู้ประกอบการเอง ก็ควรจะเขียนคำเตือนไว้ให้ชัดเจนบนกล่องสินค้าด้วย (เท่าที่เช็คกัน แม้แต่ยี่ห้อแพงๆ ก็ไม่เขียนคำเตือน)”

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1398329616898520

เตือนภัยใกล้ตัว ตอน สารเคมีจากก้านธูป

การนำธูปมาปักบนอาหารที่เซ่นไหว้แล้วนำมารับประทานระวังสารเคมีที่อยู่ในก้านธูปเป็นอันตรายทำร้ายสุขภาพของคุณมากกว่าที่คิด

สีที่ใช้ในก้านธูปนั้นส่วนมากจะเป็นสีย้อมผ้าโดยในสีย้อมผ้าจะประกอบไปด้วยสารเคมีโลหะหนักอย่างตะกั่ว ปรอท สารหนูและโครเมียม เป็นต้น ซึ่งการปักลงไปในอาหารก็จะทำให้สีเหล่านั้นละลายลงไปในอาหารได้อย่างรวดเร็ว

หรือสังเกตได้ง่ายๆอย่างเช่นที่มือเราเปียกน้ำหรือมีเหงื่อ เมื่อสัมผัสกับก้านธูปก็จะเห็นได้ว่าจะมีสีแดงจากก้านธูปติดมือมาด้วย ที่สำคัญสารพิษเหล่านั้นก็ไม่สามารถถูกทำลายด้วยความร้อนได้

เมื่อรับประทานเข้าไปก็อาจจะทำให้เกิดอาการเฉียบพลันได้ เช่น สารปรอทอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และหากสะสมอยู่ในร่างกายมากๆ ก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้เช่นกัน

ดังนั้น จึงควรที่จะปักธูปลงไปในกระถางแยกออกจากของเส้นไหว้จะดีที่สุด เพื่อไม่ให้สารเคมีลงไปปนเปื้อนในอาหาร

ทั้งนี้จากผลงานวิจัยสารเคมีที่อันตรายจากควันธูป พบว่า“ควันจากเปลวไฟที่พวยพุ่งจากการเผาไหม้กระดาษเงินกระดาษทอง” มีสารเคมีหลายชนิดที่เป็นอันตรายทั้งต่อ “ผู้จุด ผู้สูดดม ผู้ที่อยู่ใกล้” มีผลต่อระบบการหายใจโดยตรง เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้คนไทยเสียชีวิตด้วย “มะเร็งปอด” มากขึ้นในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ “ผู้หญิง”

ทั้งที่ในชีวิตไม่เคยสูบบุหรี่เลยแม้แต่มวนเดียว ขณะเดียวกัน “สารพิษ” จากการเผาไหม้สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบร้ายแรงต่อ “เด็กเล็ก” ที่อยู่ใกล้ มีผลต่อสมองทำให้พัฒนาการช้าลง ไอคิวต่ำ และมีแนวโน้ม เป็นมะเร็งปอดในอนาคตได้ จึงสรุปว่า ธูปไร้ควันก็มีอันตรายเช่นกัน

นอกจากนี้ จากการทำงานวิจัยเรื่องขี้เถ้าของธูป พบว่ามีสารโลหะหนักพวกแมงกานีส เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ในควันธูปมีโครเมียม ตะกั่ว และนิกเกิล ในขี้เถ้าธูปที่เป็นแมงกานีส หากถูกนำมาทิ้งในน้ำ ในดิน ก็กลายเป็นสารปนเปื้อน เมื่อดื่มน้ำหรือกินพืชผัก ที่ปลูกในดินเข้าไปหรือกินอาหารที่มีสารปนเปื้อน แมงกานีสผสมอยู่

ทำให้เกิดผลเสียต่อสมอง ถ้ากินอาหารที่มีสารปนเปื้อนเยอะๆ จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน เดินเชื่องช้า พูดเชื่องช้า เดินตัวเกร็งๆ สมองสั่งการช้า มือสั่นๆ ทางที่ดีอย่าเอาธูปไปปักในอาหาร ทำให้ขี้เถ้าธูปตกใส่แล้วเอาอาหารนั้นมากินต่อทำให้เกิดอันตรายi90

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1396276940437121

มองปัญหาสิ่งแวดล้อม…ภัยพิบัติจากปัจจุบันสู่อนาคต

134423-attachment

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายมนุษยชาติมากที่สุดในปัจจุบัน คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases : GHGs) สู่ชั้นบรรยากาศโลกมากจนเกินสมดุลธรรมชาติ ทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังพื้นโลกไม่สามารถระบายออกสู่บรรยากาศชั้นนอกของโลกได้ จึงเกิดการกักเก็บความร้อนหรือที่เรียกกันว่า ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) และทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ การละลายของภูเขานํ้าแข็งและธารนํ้าแข็ง การเพิ่มขึ้นของระดับนํ้าทะเลและมหาสมุทร ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และการเกิดพายุและภัยธรรมชาติที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น การเกิดแผ่นดินไหวที่เนปาล เป็นต้น 

  ——
มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อประชากรโลกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรที่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาโลกร้อนนับเป็นปัญหาร่วมกันของทุกประเทศ  ซึ่งจะแก้ไขโดยประเทศใดประเทศหนึ่งมิได้ ผลกระทบของโลกร้อนตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น มิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่จะเกิดขึ้นในขณะเดียวกับที่สังคมและระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งจะทำให้เรามีกลุ่มประชากรที่เปราะบางต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพมากขึ้น ในขณะที่พฤติกรรมการผลิตและการบริโภคซึ่งสร้างภาระเพิ่มขึ้นให้แก่สิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ กระแสโลกาภิวัตน์ด้านการเดินทาง การท่องเที่ยว และการย้ายถิ่น จะทำให้ความเสี่ยงต่อการกระจายของโรคอุบัติใหม่เพิ่มขึ้น พร้อม ๆ กับความเสี่ยงและผลกระทบด้านอื่น ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังจะตามมา เมื่อมองไปข้างหน้าอนาคตของมนุษยชาติ รวมทั้งคนไทยย่อมมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น มีความเสี่ยงสูงขึ้น แม้ว่าในทุกวิกฤต จะมีโอกาส แต่โอกาสจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสารสนเทศที่แน่นแฟ้นอยู่บนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้ 
———
ประเด็นสำคัญของการมองอนาคต คือ การวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ การติดตามสถานการณ์ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่จะส่งผลถึงอนาคต ประเด็นสำคัญดังกล่าวจึงต้องสะท้อนถึงความเป็นจริงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในประเทศไทย ภาวะความแห้งแล้งในบางพื้นที่มีโอกาสที่จะประสบความเปลี่ยนแปลง และความแปรปรวนต่างกัน  เช่น บางจังหวัดจะร้อนและแล้งขึ้น บางจังหวัดจะมีฝนตกมากขึ้นแต่กระจุกตัว ดังนั้น ภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น นํ้าหลาก ดินถล่ม คลื่นพายุ (Storm surges) ที่จะเกิดในแต่ละอำเภอและตำบลจะไม่เหมือนกัน นัยยะทางนโยบาย ก็คือ มีความจำเป็นที่จะต้องกระจายอำนาจด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น รวมทั้งให้ความรู้ งบประมาณที่จำเป็น เพราะการแก้ไขปัญหาแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน รัฐบาลไม่ควรมีนโยบายประชานิยมสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงและพลังงาน ตรงกันข้ามนโยบายสาธารณะที่อาจจะต้องมีในอนาคต ก็คือ การตั้งรับ ปรับตัว โดยอาศัยมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีน้ำมัน ภาษีเชื้อเพลิง จึงต้องมีมาตรการในปัจจุบันที่จะต้องเข้มข้น ทั้งการส่งเสริมพลังงานทางเลือกอื่น ๆ พลังงานทดแทน การกำหนดมาตรฐานเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพของการใช้พลังงานให้เพิ่มมากขึ้น รองรับกับการพัฒนาในปัจจุบันและอนาคต
 

ผู้เชี่ยวชาญเตือน! ‘การล็อคอินโทรศัพท์ด้วยลายนิ้วมือ’ อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด

บริษัทใหญ่ๆ เช่น Apple และ Samsung พัฒนาเทคโนโลยีให้ผู้เปิดเครื่อง และ log in ได้ด้วยลายนิ้วมือ ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลสูง

ผู้ใช้จำนวนมากเชื่อว่า วิธีปลดล็อคของเครื่องด้วยลายนิ้วมือเป็นแนวทางที่ปลอดภัยจากการถูกลักลอบเข้าไปขโมยข้อมูลโดยนักเจาะล้วงระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจำนวนมากใช้วิธีเจาะรหัสผ่านเข้าสู่อุปกรณ์ของเหยื่อเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการใช้อัตลักษณ์ทางกายภาพ เช่นลายนิ้วมือ หรือม่านตา ซึ่งต่างถูกเรียกว่าเป็น biometrics ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่หลายคนคิด

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า อัตลักษณ์ทางกายภาพเหล่านี้สามารถถูกลอกเลียนแบบได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น Anil Jain อาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนเคยได้รับการขอร้องจากตำรวจให้ปลดล็อคโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของผู้เสียชีวิตคนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องการดูข้อมูลภายในเครื่อง

เขาและผู้ช่วยใช้ลายนิ้วมือของผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวที่อยู่ในแฟ้มข้อมูล มาสร้างลายบนผิวหนังเทียม และสามารถใช้วิธีนี้เปิดโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวได้ทันที

นอกจากนั้น วิธีสร้างโครงหน้าของบุคคลหรือดวงตา เลียนแบบด้วยเทคโนโลยีพรินท์เตอร์สามมิติ ก็เปิดประตูสำหรับการนำไปใช้ปลดล็อคข้อมูลลับได้เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนด้วยว่า ข้อมูลลายนิ้วมือของบุคคลอาจไม่ได้ถูกเก็บอย่างเฉพาะที่เครื่องโทรศัพท์ เพราะนายจ้างบางราย เช่น หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ เก็บลายนิ้วมือของเจ้าหน้าที่รัฐไว้ด้วย และระบบข้อมูลของรัฐก็เคยถูกเจาะล้วงมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว

ผู้สันทัดกรณีจึงแนะนำให้ตั้งรหัสผ่านที่เดายากควบคู่ไปกับการใช้ลายนิ้วมือเปิดเครื่อง

อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ กล่าวคือเมื่อเจ้าของโทรศัพท์ตกเป็นผู้ต้องหา90D8B565-1034-4120-AE34-399B64673D82_cx0_cy8_cw91_w987_r1_s_r1 และตำรวจต้องการดึงข้อมูลจากโทรศัพท์สมาร์ทโฟน กฎหมายสหรัฐฯ ที่ปกป้องคนเหล่านี้จากการให้ข้อมูลที่ส่งผลร้ายต่อตน เช่นรหัสผ่านโทรศัพท์ อาจยังคงไม่ได้ปกป้องผู้ใช้เครื่อง หากศาลสั่งให้มีการใช้ลายนิ้วมือปลดล็อคสมาร์ทโฟน

อ้างอิง

http://www.voathai.com/a/fingerprint-proof-ro/3609694.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1378597758871706

วัสดุเชิงประกอบไม้-โพลิเมอร์ที่มีสมบัติการติดไฟต่ำ

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยไม้เฟราน์โฮเฟอร์ (Fraunhofer Institute for Wood Research) และพันธมิตรได้พัฒนาวัสดุเชิงประกอบไม้-โพลิเมอร์ (Wood-Polymer Composite, WPC) สำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องน้ำ ห้องครัว และภายนอกอาคาร เพราะมีสมบัติต้านทานความชื้นและการติดไฟต่ำ แทนการใช้ไม้ธรรมชาติที่ผุพังและสีซีดง่าย

ไม้เป็นวัสดุที่นิยมนำมาใช้ตกแต่งภายใน แต่มีข้อจำกัดหลายด้าน ได้แก่ ดูดซึมน้ำ มีสีซีด และผุพังง่ายจึงไม่สามารถนำมาใช้ในห้องน้ำได้ ดร.อาร์เนอ เชียร์พ (Dr. Arne Schirp) จึงได้พัฒนาวัสดุเชิงประกอบของไม้-โพลิเมอร์สำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ โดยทำให้มีสมบัติต้านทานการดูดซึมน้ำ และการติดไฟต่ำ

วัสดุเชิงประกอบของไม้-โพลิเมอร์กำลังได้รับความนิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์สนาม และการใช้งานอื่นๆ กลางแจ้ง เช่น พื้นระเบียง แผ่นกันสาด และแผงรั้ว วัสดุชนิดนี้มีผงไม้ร้อยละ 60 และมีเทอร์โมพลาสติก (เช่น โพลิโพรพิลีน หรือ โพลิเอทิลีน) ร้อยละ 40 เป็นองค์ประกอบ ซึ่งทั้งไม้และพลาสติกสามารถใช้วัสดุรีไซเคิลได้ แหล่งของไม้อาจได้จากเส้นใยของต้นปอ ฝ้าย แกลบ และเมล็ดทานตะวัน

การทดสอบการลุกไหม้

การเลือกสารเติมแต่งที่ใช้ในวัสดุเชิงประกอบของไม้-โพลิเมอร์ให้เหมาะสมก็จะช่วยในเรื่องสมบัติการหน่วงไฟ ดร.เชียร์พและทีมเริ่มพัฒนาสูตรจากห้องปฏิบัติการก่อน โดยใช้สารหน่วงการติดไฟชนิดปราศจากฮาโลเจน (halogen-free fire retardant) ที่มีขายอยู่แล้วมาเติมในสารผสมของไม้-โพลิเมอร์ขณะหลอมละลาย

การทดสอบการลุกไหม้ของวัสดุจะต้องหาปริมาณของออกซิเจน (%) ที่ต่ำสุดที่ทำให้วัสดุเกิดการลุกไหม้อย่างต่อเนื่องภายใต้อัตราส่วนของออกซิเจนและไนโตรเจนต่างๆ กัน (Limiting Oxygen Index, LOI) กล่าวคือ ในบรรยากาศปกติจะมีออกซิเจนร้อยละ 21 ถ้าค่า LOI ของวัสดุต่ำกว่า 21 จะติดไฟได้ง่าย ถ้า LOI สูงกว่า 21 จัดเป็นวัสดุที่ติดไฟได้ยาก และถ้า LOI มีค่า 100 แสดงว่าเป็นวัสดุที่ไม่ติดไฟ

เชียร์พ และทีม ได้ใช้สารหน่วงไฟที่เป็นองค์ประกอบของฟอสฟอรัสแดงและแกรไฟต์ขยาย (expanded graphite) ทำให้วัสดุเชิงประกอบไม้-โพลิเมอร์ที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมีค่า LOI สูงขึ้นถึงร้อยละ 38 ขณะที่แผ่นชิ้นไม้อัดมาตรฐาน (standard wood particle board) มีค่า LOI ร้อยละ 27 และวัสดุเชิงประกอบไม้-โพลิเมอร์ที่ไม่มีการเติมสารหน่วงไฟมีค่า LOI ร้อยละ 19 นอกจากนี้ยังทดสอบด้วยวิธี single-flame source test โดยใช้ตะเกียงบุนเซนเผาตัวอย่างนานถึง 300 วินาที พบว่า วัสดุเชิงประกอบไม้-โพลิเมอร์ที่ใช้สารหน่วงไฟไม่เกิดการลุกไหม้ แต่ขณะที่อีก 2 ตัวอย่างติดไฟและลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง

ลักษณะอื่นๆ ของวัสดุเชิงประกอบไม้-โพลิเมอร์ชนิดใหม่นี้คือ ดูดซึมน้ำได้น้อย จึงเหมาะที่จะนำไปใช้ในห้องน้ำและห้องครัว ได้มีการทดสอบต้มวัสดุนี้ในน้ำเดือดนานถึง 5 ชั่วโมง วัสดุก็ยังไม่เกิดความเสียหาย ในขณะที่วัสดุเชิงประกอบไม้-โพลิเมอร์แบบเดิมให้ผลตรงกันข้าม อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ไม่สามารถรับน้ำหนักมากๆ อย่างต่อเนื่องได้ แต่ก็สามารถเพิ่มสมบัติความคงทนการดัดโค้ง (bending strength) ให้เหนือกว่าแผ่นไม้อัดแบบเดิม

กระบวนการผลิต

วัสดุเชิงประกอบไม้-โพลิเมอร์สามารถผลิตได้หลายวิธี แต่วิธีที่ใช้ทั่วไปคือ การฉีดเข้าแบบ (injection molding) และการอัดรีด (extrusion) วิธีนี้จะทำให้องค์ประกอบทุกอย่าง ได้แก่ เส้นใยไม้ เทอร์โมพลาสติก และสารเติมแต่ง หลอมรวมกันในสภาวะความดันและอุณหภูมิสูง จากนั้นอัดให้เป็นรูปร่างแบบต่อเนื่อง ทีมวิจัยสนใจเทคโนโลยีการอัดเพราะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการผลิตเป็นแผ่นสำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์

แผ่นวัสดุที่ผลิตได้มีลักษณะภายนอกเหมือนไม้ อีกทั้งสามารถติดกาว หรือยึดสกรูเพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ได้ ดังนั้นวัสดุเชิงประกอบไม้-โพลิเมอร์ที่พัฒนาขึ้นมานี้จึงเหมาะที่จะใช้ในงานตกแต่งแบบที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก หรือการใช้เป็นกันสาดอาคาร ทำบูธแสดงผลงาน ชิ้นส่วนงเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งบ้านและเรือ เป็นต้น

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1381842801880535

อ้างอิง : https://www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news/6800-compositeWPC-Platten gefertig im Fraunhofer WPC

‘บุหรี่ไฟ้ฟ้า’ ! กับอันตรายที่ไม่แพ้บุหรี่ธรรมดา

C3C12986-5F6D-4741-BA0C-61E0A2FDC649_w987_r1_s เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขสหรัฐฯ Vivek Murphy เตือนถึงอันตรายของการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้านอกจากจะให้สารนิโคตินเเก่ผู้สูบเเล้ว ยังปล่อยควันที่มีสารพิษออกมาหลายชนิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นสารตะกั่ว สารนิกเกิล และสารไดอะเซทิล

เเม้ว่าผู้ผลิตจะอ้างว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ไร้ควันก็ตาม

Surgeon General แห่งสหรัฐฯ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ชาวอเมริกันจำเป็นต้องเข้าใจว่า บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีอันตรายต่อเด็กวัยรุ่นและคนในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เช่นเดียวกับผลเสียที่มาจากการสูบบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดอื่นๆ

บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นนวัตกรรมใหม่ที่บริษัทยาสูบคิดค้นขึ้นมาขายแก่นักสูบบุหรี่ โดยอ้างว่าไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ มีลักษณะเป็นแท่งคล้ายบุหรี่แต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย ปลายหนึ่งเป็นช่องเหมือนไปป์สำหรับดูด อีกปลายเป็นหัวมีหลอดไฟให้แสงสีแดงหรือสีเขียวแล้วแต่ยี่ห้อ

ตรงกลางตัวเครื่องทำความร้อนให้สารนิโคตินเหลวกลายเป็นไอระเหย หลอดน้ำยาเมื่อหมดสามารถซื้อมาเติมใหม่ได้ การสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ทำให้ได้สารนิโคตินเข้าสู่ร่างกาย โดยมีการกล่าวอ้างว่า เนื่องจากไม่มีเขม่าควัน ไม่มีกลิ่น ไม่มีสารก่อมะเร็ง จึงเป็นบุหรี่ที่สูบแล้วไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ

สำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ได้สั่งห้ามขายอุปกรณ์สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ให้เเก่เด็กวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 18 ปีตั้งเเต่ต้นปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อเเห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้ผลิตบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ขายบุหรี่ชนิดนี้เเก่เด็กวัยรุ่นโดยมีการคิดค้นกลิ่นและรสที่ดึงดูดใจ และใช้ยุทธวิธีทางการตลาดเน้นว่าเป็นของทันสมัย จนได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น

A customer puffs on an e-cigarette at the Henley Vaporium in New York City December 18, 2013. At the Henley Vaporium, one of a growing number of e-cigarette lounges sprouting up in New York and other U.S. cities, patrons can indulge in their choice of mor

A customer puffs on an e-cigarette at the Henley Vaporium in New York City December 18, 2013. At the Henley Vaporium, one of a growing number of e-cigarette lounges sprouting up in New York and other U.S. cities, patrons can indulge in their choice of mor

Surgeon General แห่งสหรัฐฯ Vivek Murphy ชี้ว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้สารนิโคตินรวมถึงบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ล้วนเป็นอันตรายต่อวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ เขากล่าวว่าคนยังสับสนในเรื่องประเด็นความปลอดภัยของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์กันอยู่

Vivek Murphy ชี้ว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีคนใช้น้อยมากในปี ค.ศ. 2010 แต่มาในปัจจุบันมีคนใช้กันอย่างเเพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นในสหรัฐฯ เขากล่าวว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์คุกคามต่อความคืบหน้าที่ได้มาอย่างยากเย็นเเสนเข็ญ จากความพยายามลดการสูบบุหรี่ที่ต่อสู้กันมานานถึง 50 ปี

ทางการสหรัฐฯ ออกรายงานเมื่อปี ค.ศ. 2015 ว่านักเรียนระดับมัธยมปลายในอเมริกาอย่างน้อย 1 ใน 6 คนได้สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในช่่วงหนึ่งเดือนก่อนการสำรวจ

รายงานชิ้นดังกล่าวของทางการสหรัฐฯ พบว่า ในขณะที่สารนิโคตินเป็นสารเสพติดที่เลิกยากสำหรับคนทุกระดับอายุ เด็กวัยรุ่นเเละคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นกลุ่มที่เสี่ยงสูงมากต่อผลเสียในระยะยาวจากสารนิโคตินที่มีต่อสมอง

จึงสรุปว่าการเสพสารนิโคตินในกลุ่มวัยรุ่นในทุกรูปแบบเป็นล้วนอันตรายทั้งสิ้น

ด้านสมาคมเเพทย์เด็กอเมริกันสะท้อนความคิดเห็นเดียวกันนี้ โดยด็อกเตอร์ Benard Dreyer ประธานสมาคม กล่าวในงานเเถลงข่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้ว่า สารนิโคตินเป็นสารเสพติดที่เลิกยากมาก และมีอันตรายต่อสมองและระบบประสาท เขากล่าวว่าเป็นไปได้ว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์จะทำให้คนรุ่นต่อไปติดสารนิโคติน และจะเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1350530471678435

พอลิเมอร์ไฮบริดชนิดใหม่สร้างกล้ามเนื้อเทียมและวัสดุซ่อมแซมตัวเองได้อย่างสมบูรณ์

พอลิเมอร์ไฮบริดชนิดใหม่สร้างกล้ามเนื้อเทียมและวัสดุซ่อมแซมตัวเองได้อย่างสมบูรณ์

เจาะลึกถึงโครงสร้างพอลิเมอร์ไฮบริดของ Stupp

160128154827_1_540x360

แม้ว่าศตวรรษนี้เป็นศตวรรษแห่งความก้าวหน้าของพลาสติกก็ตาม แต่พลาสติกหรือพอลิเมอร์ที่ใช้กันในปัจจุบันโดยมากนั้นยังคงมีโครงสร้างและสมบัติพื้นฐานทั่วไปคล้ายกัน ต่างจากพอลิเมอร์ในงานวิจัยที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ที่มีความใหม่ทั้งด้านโครงสร้างและสมบัติการใช้งานที่น่าสนใจ

พอลิเมอร์ชนิดใหม่นี้เป็นผลงานของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern University) ภายใต้การดูแลของ Samuel Stupp ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Northwestern’s Simpson Querrey Institute for BioNanotechnology และเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์นาโนและการประกอบตัวเองของซุปราโมเลกุล (supramolecular self-assembly) โดยอาศัยกลยุทธ์ทางชีววิทยาเพื่อสร้างโครงสร้างตามหน้าที่ที่ต้องการ

ในงานวิจัยนี้ เขาและทีมได้พัฒนาพอลิเมอร์ชนิดใหม่ที่เรียกว่า ‘พอลิเมอร์ไฮบริด’ ขึ้นจากการรวมพอลิเมอร์ที่มีลักษณะแข็งและนิ่มเอาไว้ด้วยกันคล้ายกับแขนหรือขาที่มีทั้งส่วนที่เป็นกระดูกและกล้ามเนื้อ ทีมกล่าวว่า ผลงานวิจัยชิ้นนี้เป็นการค้นพบเชิงวิศวกรรมนาโนของพอลิเมอร์ที่จะเปิดประตูไปสู่การประยุกต์ใช้งานที่หลากหลายตั้งแต่ใช้เป็นวัสดุที่ซ่อมแซมตัวเองได้จนถึงใช้ทำกล้ามเนื้อเทียมเลยทีเดียว

ปัจจุบันมีพอลิเมอร์หลายชนิดที่มีสมบัติซับซ้อนและเข้าใจยากเนื่องมาจากสมบัติเหล่านั้นขึ้นกับหลายปัจจัย และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดก็คือ “โครงสร้างระดับนาโนของพอลิเมอร์”

“โครงสร้างระดับนาโนของพอลิเมอร์” ที่กล่าวถึงไม่ได้หมายถึงเพียงกรรมวิธีที่นำโมเลกุลมาต่อกันเป็นโซ่ยาวเท่านั้น แต่หมายรวมถึงโครงสร้างทางกายภาพ (physical architecture) ของโมเลกุลเหล่านั้นอีกด้วย เช่นเดียวกับในพอลิเมอร์ไฮบริดของ Stupp ที่มีโครงสร้างระดับนาโนลักษณะพิเศษที่สร้างขึ้นด้วยการนำมอนอเมอร์ของพอลิเมอร์สองชนิดที่แตกต่างกันมากมารวมให้เป็นหนึ่งเดียวกันโดยมีโครงสร้างพิเศษที่พอลิเมอร์ส่วนแรกทเชื่อมต่อกันด้วยพันธะโควาเลนต์ล้อมรอบด้วยพอลิเมอร์ส่วนที่สองที่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะที่ไม่ใช่โควาเลนต์

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าพอลิเมอร์ไฮบริดนั้นประกอบไปด้วยสองส่วน โดยแต่ละส่วนจะเชื่อมต่อกันด้วยพันธะที่ต่างกันซึ่งมีผลต่อลักษณะทางกายภาพของพอลิเมอร์ที่ต่างกันด้วย

ในงานวิจัยนี้ทีมเลือกพอลิเมอร์ส่วนแรกเป็นพอลิเมอร์ที่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะโควาเลนต์ (covalent bonds) ที่มีความแข็งแรงสูงมาทำเป็นแกนด้านในและทำเป็นแขนยื่นออกมาคล้ายดาวที่เป็นอาวุธของนินจา (ดังภาพ) ด้วยพันธะที่แข็งแรงของโควาเลนต์ทำให้โครงสร้างในส่วนนี้มีลักษณะที่แข็งคล้ายกับกระดูก ตรงข้ามกับพอลิเมอร์ในส่วนที่สองที่มีลักษณะที่อ่อนนิ่ม เนื่องจากเป็นพอลิเมอร์ที่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะที่ไม่ใช่โควาเลนต์ (non-covalent bonds) ซึ่งมีแรงดึงดูดที่อ่อนกว่าพันธะโควาเลนต์ เรียกพอลิเมอร์ส่วนนี้ว่าเป็น “พอลิเมอร์ซุปราโมเลกุล (supramolecular polymer)” พอลิเมอร์ชนิดนี้สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างรวดเร็ว สามารถถูกส่งไปยังสิ่งแวดล้อมได้และสร้างขึ้นใหม่ได้ง่ายในตำแหน่งเดิม

จากภาพจะเห็นว่า พอลิเมอร์ซุปราโมเลกุลถูกจัดเรียงไว้ระหว่างแขนที่ทำจากพอลิเมอร์ในส่วนแรก Stupp กล่าวว่า พอลิเมอร์ซุปราโมเลกุลเป็นส่วนที่ถูกสร้างและกระตุ้นให้มีหน้าที่ต่างๆที่พบได้ในสิ่งมีชีวิต มันจึงเป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญและมีประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้งานที่หลากหลายได้นั่นเอง

นอกจากนี้ เพื่อทำความเข้าใจเคมีที่สำคัญของพอลิเมอร์ไฮบริดให้มากขึ้น ทีมยังร่วมมือกับ George C. Schatz นักทฤษฏีที่มีชื่อเสียงก้องโลกและ Charles E. and Emma H. Morrison ศาสตราจารย์สาขาเคมีของ Northwestern ใช้การจำลองทางคอมพิวเตอร์ของ Schatz วิเคราะห์ทดสอบจนพบว่าพอลิเมอร์ทั้งสองชนิดนั้นรวมกันได้ดีด้วยพันธะไฮโดรเจน

Andy Lovinger ผู้อำนวยการโปรแกรมวิทยาศาสตร์วัสดุจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Science Foundation) ซึ่งเป็นผู้ให้ทุนวิจัยกล่าวเพิ่มเติมว่า พวกเรายังอยู่ในระยะเริ่มต้นของกระบวนการ แต่ต่อไปเส้นทางงานวิจัยนี้อาจทำให้เกิดวัสดุที่มีสมบัติเป็นเอกลักษณ์ เป็นต้นว่า “มีความสามารถพิเศษถอดและประกอบตัวเองได้” ซึ่งเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้งานต่อไปในอนาคต

อ้างอิง  https://www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news/6923-

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1318884731509676

พลาสติกชีวภาพคาร์บอนต่ำ : นักวิทยาศาสตร์สแตนฟอร์ดค้นพบวิธีการผลิตพลาสติกวิธีใหม่จากคาร์บอนไดออกไซด์

นักวิทยาศาสตร์สแตนฟอร์ดค้นพบวิธีการผลิตพลาสติกวิธีใหม่จากคาร์บอนไดออกไซด์และพืชที่รับประทานไม่ได้ อาทิเช่น ของเสียจากเกษตรกรรมและพืชจำพวกหญ้า นักวิจัยกล่าวว่าเทคโนโลยีใหม่สามารถนำมาใช้เป็นเทคโนโลยีทางเลือกคาร์บอนต่ำเพื่อผลิตขวดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ต่างๆทดแทนผลิตภัณฑ์ที่ทำจากปิโตรเลียมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

Aanindeeta Banerjee นักศึกษาปริญญาโทสาขาเคมี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Matthew Kananพัฒนาวิธีการผลิตพลาสติกวิธีใหม่จากคาร์บอนไดออกไซด์และพืช

“จุดมุ่งหมายของพวกเราคือเพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์ที่ทำจากปิโตรเลียมด้วยพลาสติกที่ทำจากคาร์บอนไดออกไซด์” Matthew Kananผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาเคมี จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกล่าว “ถ้าคุณสามารถทำได้โดยปราศจากการใช้พลังงานที่ไม่สามารถหมุนเวียนได้ในปริมาณมาก คุณก็สามารถลดปริมาณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ในอุตสาหกรรมพลาสติกให้ต่ำลงได้อย่างรวดเร็ว”

เปลี่ยนสูตรพลาสติก

ผลิตภัณฑ์พลาสติกหลายชนิดในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ทำจากพอลิเมอร์ที่มีชื่อว่า พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต หรือที่เรียกกันโดยย่อว่า ‘เพท’ (Polyethylene terephthalate, PET)ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตเพททั่วโลกถึง 50 ล้านตันต่อปี มีทั้งรูปแบบที่เป็นสิ่งทอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่รีไซเคิลได้ รวมทั้งเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลอีกด้วย

พีอีทีทำจากส่วนประกอบสองส่วน คือ กรดเทเรฟทาลิก (terephthalic acid) และเอทิลีนไกลคอล (ethylene glycol) ที่ได้มาจากการกลั่นปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นในกระบวนการผลิตพีอีทีจึงก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนมากส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลก

Kanan กล่าวว่า การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลร่วมกับพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตพีอีที ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 4 ตันต่อการผลิตพีอีทีทุกๆ 1 ตัน

ในการศึกษาครั้งนี้ เขาและทีมจึงให้ความสนใจและมุ่งไปยังการผลิตพีอีเอฟ (polyethylene furandicarboxylate ,PEF)ที่ทำขึ้นจากเอทิลีนไกลคอลและส่วนประกอบที่เรียกว่า 2-5-Furandicarboxylic acid (FDCA)เพื่อใช้ทดแทนพีอีทีในอนาคต

พัฒนาพีอีเอฟให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

Ethylene glycol + FDCA => PEF

พีอีเอฟเป็นวัสดุทดแทนพีอีทีที่น่าสนใจเนื่องจากสารเอฟดีซีเอที่เป็นส่วนประกอบหลักของพีอีเอฟนั้นหาได้จากมวลชีวภาพแทนการใช้ปิโตรเลียมKananกล่าว นอกจากนี้พีอีเอฟยังเหนือกว่าพีอีทีในเรื่องการปิดผนึกเพื่อป้องกันออกซิเจนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้บรรจุขวดอีกด้วย

ถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่าพีอีเอฟจะมีคุณลักษณะที่น่าพึงพอใจแต่การผลิตพีอีเอฟในระดับอุตสาหกรรมยังคงต้องหาวิธีการผลิตต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะสารเอฟดีซีเอซึ่งเป็นส่วนประกอบของพีอีเอฟที่ต้องหาวิธีการผลิตในเชิงพาณิชย์แบบยั่งยืน

หนึ่งในวิธีการผลิตสารเอฟดีซีเอก็คือการเปลี่ยนฟรุคโตสจากน้ำเชื่อมข้าวโพดให้กลายเป็นเอฟดีซีเอ ซึ่งบริษัท Avantiumประเทศเนเธอร์แลนด์กำลังพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวร่วมกับบริษัทโคคาโคลาและบริษัทอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามการปลูกข้าวโพดให้ได้ปริมาณที่มากพอเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ พลังงาน ปุ๋ยและน้ำในปริมาณมากเช่นกัน

ดังนั้นในกระบวนการผลิตสารเอฟดีซีเอโดยการใช้ฟรุคโตสจากข้าวโพดนั้นยังคงก่อให้เกิดปริมาณคาร์บอนฟุตปริ้นต์ที่สูง ทั้งยังต้องประสบภาวะการแข่งขันกับผู้ผลิตอาหารอีกด้วย Kananกล่าว ซึ่งมันจะดีกว่านี้ถ้าการผลิตเอฟดีซีเอนั้นได้จากชีวมวลที่ทานไม่ได้ เช่น หญ้าหรือของเสียที่เหลือภายหลังการเก็บเกี่ยว

เฟอร์ฟูรัล ทดแทนน้ำตาลจากข้าวโพด

แทนที่จะใช้น้ำตาลจากข้าวโพดเพื่อทำเอฟดีซีเอ ทีมสแตนฟอร์ดกลับทดลองใช้สารเฟอร์ฟูรัล (furfural) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ทำขึ้นจากของเสียที่ได้จากเกษตรกรรมและมีการใช้กันอย่างกว้างขวางมานานหลายทศวรรษ โดยในแต่ละปีมีการผลิตสารนี้เพื่อใช้ในเรซิน สารละลายและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถึงสี่แสนตัน

Furfural (Biomass) + CO2 => FDCA

อย่างไรก็ตาม การทำเอฟดีซีเอจากเฟอร์ฟูรัลและคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจำเป็นต้องใช้สารเคมีอันตรายที่มีทั้งต้นทุนที่สูงและสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิตจำนวนมากอีกด้วย

ทีมสแตนฟอร์ดจึงหาทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าวด้วยการเลือกใช้คาร์บอเนตที่อ่อนโยนกว่า  โดยเริ่มจากผสมคาร์บอเนตกับคาร์บอนไดออกไซด์และกรดเฟอโรอิคซึ่งเป็นอนุพันธ์ของเฟอร์ฟูรัล ต่อมาให้ความร้อนแก่สารผสมประมาณ 290 องศาฟาเรนต์ไฮต์ (200 องศาเซลเซียส) จนกลายเป็นเกลือหลอมละลาย (molten salt) ห้าชั่วโมงต่อมาทีมพบว่า 89 เปอร์เซ็นต์ของสารผสมเกลือหลอมละลายถูกเปลี่ยนเป็นเอฟดีซีเอได้อย่างรวดเร็ว เอฟดีซีเอที่ได้ก็จะถูกส่งต่อไปใช้ผลิตพลาสติกพีอีเอฟต่อไป

คาร์บอนรีไซเคิล

Kananกล่าวว่า งานวิจัยของทีมสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เนื่องจากการผลิตพีอีเอฟโดยใช้สารเฟอร์ฟูรัลนั้นจำเป็นต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกซึ่งสามารถรีไซเคิลได้จากโรงงานเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพีอีเอฟยังสามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือเปลี่ยนกลับไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศด้วยการเผาแบบอินซิเนอเรชัน (incineration,การเผาให้กลายเป็นเถ้า) ได้อีกด้วย

ทิ้งท้าย

ทีมวิจัยเชื่อว่ากระบวนการทางเคมีที่คิดค้นขึ้นสามารถปลดล็อกสมบัติของพีอีเอฟที่ยังไม่เคยทราบมาก่อนได้ แต่นี่ก็นับว่าเป็นเพียงก้าวแรก ยังมีงานที่ต้องทำอีกมากเพื่อให้แน่ใจว่าใช้การได้ดีในระดับใหญ่และสามารถคำนวนปริมาณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่ลดลงไปได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

งานวิจัยฉบับเต็ม : www.nature.com/nature/journal/v531/n7593/full/531180a.html

http://www.hngn.com/articles/187521/20160311/renewable-plastic-co2-plant-waste-new-finding.htm

http://news.stanford.edu/news/2016/march/low-carbon-bioplastic-030916.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1320070434724439

“ไมโครพลาสติก” ภัยร้ายใหม่ คุกคามระบบนิเวศทางทะเลทั่วโลก

Y2Gcr7FmYarLhDwggHfLLApvxgsOtEOs7BzOBDSEDlutshrJe6t-11
นักวิทยาศาสตร์ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลประจำองค์การสหประชาชาติเผย (ยูเอ็น)ชายหาดและมหาสมุทรทั่วโลกกำลังเผชิญภัยร้ายใหม่จาก “ไมโครพลาสติก” หรือเม็ดพลาสติกขนาดเล็กกว่า 5 มม.ที่แพร่กระจายอยู่ในระบบนิเวศทางทะเล คาดวัสดุชนิดนี้จะส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของสัตว์และความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว เรียกร้องภาคอุตสาหกรรมใช้กระบวนการรีไซเคิลเพื่อลดปริมาณเม็ดพลาสติกในสิ่งแวดล้อมเว็บไซต์เดอะการ์เดียนรายงานว่านักวิทยาศาสตร์ทางทะเลพบว่า ปัจจุบันไมโครพลาสติกหรือเม็ดพลาสติกขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 มิลลิเมตร ซึ่งรวมถึงเม็ดพลาสติกก่อนการผลิตและเม็ดทรายสังเคราะห์ (บีดส์) ในโฟมล้างหน้า กำลังกลายเป็นสิ่งที่คุกคามระบบนิเวศทางทะเล ไมโครพลาสติกเหล่านี้พบอยู่ตามชายหาดทั่วโลก แต่บริเวณที่พบบ่อยและมีปริมาณมากคือเกาะฮ่องกง นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมนำกระบวนการรีไซเคิลมาใช้ในกระบวนการผลิตให้มากขึ้น เพราะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเพื่อช่วยลดการสะสมของไมโครพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลก เดอะการ์เดียนอ้างรายงานการศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลกที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งได้ข้อสรุปว่า ควรมีนโยบายที่มีประสิทธิภาพเร่งด่วนในการลดปริมารณขยะพลาสติกในมหาสมุทร เพราะแม้ว่าจะกำจัดพลาสติกชิ้นใหญ่อย่างถุงและขวดในทะเลได้ ว่า ไมโครพลาสติกซึ่งเป็นปัญหาใหม่จะยังคงแพร่กระจายต่อไป นักวิทยาศาสตร์จากยูเอ็นบอกว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่สิ่งมีชีวิตทางทะเลหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นปลาหรือนกทะเลจะกินไมโครพลาสติกนี้เข้าไป ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว การเจริญเติบโต และการผสมพันธุ์ของพวกมัน