คลังเก็บหมวดหมู่: กมลวรรณ์ โพธิ์แย้ม

‘มลพิษทางอากาศ’ อาจทำให้เครื่องบินสั่นสะเทือนรุนแรงบ่อยขึ้น


An airplane of German air carrier Lufthansa passes the moon over Frankfurt, Germany, April 9, 2017.

นักวิจัยที่อังกฤษพบว่า ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงผิดธรรมชาติ หรือ climate change อาจทำให้แรงสั่นสะเทือนจากหลุมอากาศรุนแรงขึ้นต่อเครื่องบิน

พอล วิลเลี่ยมส์ ผู้ทำวิจัยจากมหาวิทยาลัย Reading ของอังกฤษ กล่าวว่า “แรงสั่นละเทือนที่เกิดขึ้นมีระดับรุนแรงพอที่จะทำให้ผู้โดยสารที่ไม่ได้สวมเข็มขัดนิรภัยหลุดลอยจากเก้าอี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นสองถึงสามเท่าบ่อยกว่าปกติ เพราะปัญหา climate change”

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดหลุมอากาศมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องนี้ใช้คอมพิวเตอร์ศักยภาพสูงหรือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ในการประมวลข้อมูล และพบว่าการสั่นสะเทือนจากหลุมอากาศในระดับรุนแรงมากอาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 149 จากระดับปกติ

ขณะที่ความสั่นสะเทือนระดับต่ำเพิ่มขึ้น 59 เปอร์เซ็นต์ และระดับเบาถึงปานกลางเพิ่มขึ้น 75 เปอร์เซ็นต์ และระดับแรงปานกลางมีโอกาสเกิดมากขึ้น 127 เปอร์เซ็นต์

งานวิจัยชิ้นนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Advanced in Atmospheric Sciences

ที่มา : http://www.voathai.com/a/air-pollution-planes-shaking/3809928.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1420611534670328

8 เม.ย.นี้สดร.ชวนชม “ดาวพฤหัสบดี”ใกล้โลกที่สุด 667 ล้านกิโลเมตร

Elon Musk เริ่มหาทางสร้าง AI ที่สามารถทำงานร่วมกับสมองของมนุษย์ได้

Elon Musk เริ่มหาทางสร้าง AI ที่สามารถทำงานร่วมกับสมองของมนุษย์ได้

Elon Musk ชายอัจฉริยะที่ไม่เคยหยุดพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบจ่ายเงินอย่าง Paypal, รถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ Teslas หรือจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ กำลังจะเปิดบริษัทใหม่อีกแล้ว โดยทาง Wall Street Journal ได้รายงานว่า โปรเจคส์ใหม่ของ Musk มีชื่อว่า Neuralink มีเป้าหมายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

Elon Musk เริ่มหาทางสร้าง AI ที่สามารถทำงานร่วมกับสมองของมนุษย์ได้

Wall Street Journal ได้ระบุว่า Musk กำลังง่วนอยู่กับ Startup กลุ่มหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีเป้าหมายในการสร้างกะโหลกคอมพิวเตอร์ในกะโหลกศรีษะเพื่อวินิจฉัยโรคในร่างกายมนุษย์ และการสร้างมนุษย์แบบไฮบริดที่มีการทำงานของคอมพิวเตอร์ผสมในร่างกาย ซึ่ง Musk มีไอเดียว่ามนุษย์ควรจะพัฒนาร่วมกับระบบ AI เพื่อให้ความสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม

Neuralink ได้จดทะเบียนในรัฐแคลิฟอร์เนี่ย ในฐานะบริษัทวิจัยยา มีรายงานว่าได้รับนักวิจัยสาขาเกี่ยวประสาทวิทยา รวมไปถึงผู้เชี่บวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีอีกหลายคน

Musk เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยรักษาโรคภัยที่ปัจจุบันไม่มีทางรักษาอย่างเช่น โรคลมชัก, โรคพาร์คินสันหรือภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่ง Musk มั่นใจว่าเข้าจะทำให้โครงการนี้สำเร็จได้ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า แต่ถึงแม้จะประสบความสำเร็จได้ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าที่เราทำให้ AI ไปทำงานร่วมกับสมองมนุษย์ได้โดยตรง
ที่มา : www.engadget.com , www.joemonti.org

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1401152606616221

125 ปี คืออายุขัยที่มากที่สุดของมนุษย์ ท่ามกลางข้อโต้แย้งที่ผลสรุปนี้อาจเร็วเกินไป

ผลการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลประชากรโลกได้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เสนอว่า มนุษย์อาจมีอายุขัยสูงสุดที่แน่นอน และโอกาสที่คนจะไปถึงตรงจุดนั้นได้ก็มีน้อยมาก ท่ามกลางข้อโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ว่าผลการวิเคราะห์นี้ยังไม่ชัดเจนและยังไม่นับรวมการรักษาทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจเร็วไปที่จะได้ข้อสรุปนี้

125-year-is-limitation-of-human-lifespan-2

โอกาสที่มนุษย์มีอายุยืนมากขึ้นนั้น เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาทางการแพทย์ โภชนาการทางอาหารที่ดีขึ้น สภาพแวดล้อมและอื่นๆ อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น โดยเฉลี่ย ทารกในสหรัฐอเมริกาที่เกิดในช่วงนี้อาจมีอายุถึง 79 ปี หากเทียบกับปีค.ศ. 1900 ที่คนจะมีอายุยืนเพียง 47 ปีเท่านั้น

ข้อสรุปท่ามกลางความโต้แย้ง

ทีมนักวิจัยของ Jan Vijg นักพันธุศาสตร์ แห่ง Albert Einstein College of Medicine ในนิวยอร์คสรุปว่า โดยธรรมชาติแล้วขอบเขตของช่วงชีวิตมนุษย์นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 115 ปี แต่ก็มีในบางกรณีที่อาจจะมีอายุยืนมากกว่านี้อีก อย่างไรก็ตามการคำนวณจากความเป็นไปได้ในมนุษย์นั้นจะมีอายุได้ไม่เกิน 125 ปี ซึ่งก็มีโอกาสที่จะถึงจุดสูงสุดนี้เพียง 1 ใน 10,000 คนเท่านั้น

125-year-is-limitation-of-human-lifespan-1

นักวิทยาศาสตร์ทุกคนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการสรุปทีมของ Vijg นี้ โดยคุณ James Vaupel ผู้อำนวยการสร้างแห่งสถาบัน Max Planck Institute for Demographic Research ประเทศเยอรมัน กล่าวว่า “ช่วงอายุของมนุษย์อาจพุ่งสูงขึ้นมากในหลายๆ ประเทศ แต่ในอีกหลายประเทศก็ยังไม่ได้ขึ้นไปสูงถึงขนาดนั้น โดยเฉพาะในบางประเทศที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของ Vijg อย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศคนมีอายุขัยโดยเฉลี่ยสูงที่สุดในโลก คือ 83.7 ปี สำหรับทารกที่เกิดในปี 2015 หรือในประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีที่มีประชากรมากและมีโอกาสที่คนมีอายุยืนสูง ดังนั้นงานวิจัยของ Vijg คือข้อสรุปเพียงด้านเดียว”

คุณ Vijg ก็โต้กลับว่า ถึงแม้คนจะมีอายุยืนมากขึ้นอย่างใน 3 ประเทศที่กล่าวมานี้ แต่ในหลายปีมานี้ก็มีแนวโน้มที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงดูเหมือนว่าในอนาคตช่วงอายุก็จะไม่เพิ่มมากขึ้นอีก

ข้อสรุปที่ยังไม่นับรวมการพัฒนาทางการแพทย์

นักวิจัยคนอื่นๆ ก็ยังอ้างถึงการพัฒนาทางการแพทย์ในอนาคตที่อาจทำให้มนุษย์มีอายุยืนมากขึ้น

อายุขัยของมนุษย์มีจำกัดแน่นอน หากเราไม่ไปยุ่งกับมัน

Richard Faragher นักชีวชราภาพวิทยา (Biogerontologist) มหาวิทยาลัย Brighton ประเทศอังกฤษ กล่าว

แต่คุณ Vijg ก็ยังแย้งต่อว่า “ผมไม่ได้บอกว่ายาหรือการวิศวกรรมเนื้อเยื่อ (tissue engineering) ไม่เป็นประโยชน์ในการเพิ่มค่าเฉลี่ยของอายุขัยมนุษย์ แต่มันจะช่วยให้เรามีอายุขัยมากขึ้นกว่า 115 ปี จริงไม่ อายุขับของมนุษย์นั้นถูกกำหนดด้วยยีนส์มากมาย ซึ่งคุณอาจจะปิดข้อจำกัดของอายุในกรณีหนึ่ง แต่ก็ยังเหลืออีกเป็นหมื่นกรณีที่อาจเกิดขึ้นมาแทนที่ได้”

ในท้ายที่สุด คุณ Aubrey de Grey นักชราภาพวิทยาชีวการแพทย์ (Biomedical gerontologist) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์แห่ง SENS Research Foundation ในแคลิฟอร์นีย กล่าวว่า “ผลของงานวิจัยนี้ถูกต้อง แต่มันไม่ได้พูดถึงแนวโน้มการพัฒนาทางการแพทย์เลย จะพูดถึงก็แต่ประสิทธิภาพของการรักษาในอดีตปัจจุบันนี้เท่านั้น”

อ้างอิง: Nature, Dong, X., Milholland, B. & Vijg, J. Nature http://dx.doi.org/10.1038/nature19793 (2016).

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1358587747539374

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิลสมองไดโนเสาร์เป็นครั้งแรก อายุ 133 ล้านปี ในประเทศอังกฤษ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในประเทศอังกฤษได้ค้นพบฟอสซิลสมอง ซึ่งมีอายุ 133 ล้านปี โดยอาจเป็นของไดโนเสาร์ที่เป็นญาติของอิกัวโนดอน และนี่ถือว่าเป็นชิ้นตัวอย่างแรกของช่องโพรงในกะโหลก (endocast) ไดโนเสาร์ ซึ่งมาจากธรรมชาติจริงๆ

การค้นพบฟอสซิลสมองของไดโนเสาร์

ฟอสซิลสมองนี้ถูกค้นพบในปี 2547 บนชายหาดของเมือง Bexhill ประเทศอังกฤษ แต่ยังไม่มีกระดูกชิ้นอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อมาช่วยในการระบุชนิดของฟอสซิลนี้ ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดยดร. David Norman แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สามารถระบุได้แล้วว่ามันคือฟอสซิลสมองที่มีเนื้อเยื่อติดมาด้วย และมีอายุ 133 ล้านปี โดยอาจเป็นญาติอันใกล้ชิดกับอิกัวโนดอน ไดโนเสาร์กินพืชซึ่งอาศัยอยู่ปลายยุคจูแรสซิกและต้นยุคครีเทเชียส (ประมาณ 135 ถึง 110 ล้านปีก่อน)

อิกัวโนดอน
อิกัวโนดอน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาฟอสซิลนี้ในเบื้องต้นจากศาสตราจารย์ Martin Brasier ร่วมกับนักวิจัยจาก University of Western Australia ในการสร้างภาพแบบจำลองของฟอสซิลสมองที่มีความละเอียดสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเยื่อหุ่มสมองรวมไปถึงซากของหลอดเลือดขนาดเล็กต่างๆ ภายในเปลือกสมอง (cortex) นั้น โครงสร้างสมองโดยเฉพาะการจัดเรียงของเยื่อหุ้มสมองนั้นมีความคล้ายกับนกและสัตว์ในกลุ่มของจระเข้ (crocodilian) ในปัจจุบัน

ภาพแสดงผิวหน้าของฟอสซิลสมอง แสดงให้เห็นถึงหลอดเลือดต่างๆ ที่ยังคงอยู่ และถือว่ามีความสมบูรณ์มาก
ภาพแสดงผิวหน้าของฟอสซิลสมอง แสดงให้เห็นถึงหลอดเลือดต่างๆ ที่ยังคงอยู่ และถือว่ามีความสมบูรณ์มาก
ฟอสซิลสมองเกิดขึ้นได้อย่างไร

การค้นพบเนื้อเยื่ออ่อน (soft tissue) อย่างสมอง หัวใจหรือกล้ามเนื้อนั้นเราจะไม่ค่อยพบในลักษณะของฟอสซิล เนื่องจากมันมีความบอบบางและมีโอกาสน้อยมากที่สัตว์เหล่านี้เมื่อตายแล้ว ซากของมันจะพบกับสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมสำหรับการคงอยู่ของเนื่อเยื่ออ่อนเหล่านี้

จากการคาดการณ์ของดร. Norman นั้น ไดโนเสาร์ตัวนี้อาจตายในน้ำหรือใกล้แหล่งน้ำนิ่ง และหัวของมันจมลงไปในตะกอนก้นบ่อ จากนั้นแหล่งน้ำนี้เกิดมีออกซิเจนน้อยจึงมีความเป็นกรดมาก ซึ่งเนื้อเยื่ออ่อนของสมองมีแนวโน้มที่จะถูกเก็บรักษาและหล่อเป็นรูปร่างก่อนที่ร่างกายของมันจะถูกฝังจมลงไปทั้งหมด

เราได้อะไรจากการค้นพบฟอสซิลสมอง

การค้นพบฟอสซิลสมองนี้อาจนำไปสู่การศึกษาสมองของไดโนเสาร์และสัตว์อื่นๆ ว่ามีการวิวัฒนาการอย่างไร ต่อไปในอนาคต

อ้างอิง: Phys.org

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1360232390708243

นักเคมีได้พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาตัวใหม่ที่รวมการทำงานทั้งอิเล็กโทรไลซิสกับการสันดาปเข้าไว้ด้วยกัน

นักเคมีจากมหาวิทยาลัย Ruhr-University Bochum มีความมั่นใจที่จะสร้างเซลล์เชื้อเพลิงที่มีราคาที่ไม่แพงเกินไปและยังสามารถทำหน้าที่เป็นแบตเตอรีแบบ metal-air ที่สามารถประจุไฟฟ้าใหม่ได้

(แบตเตอรี metal-air เป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมีแบบหนึ่ง ที่ใช้โลหะบริสุทธิ์เป็นขั้วลบและใช้อากาศภายนอกที่อุณหภูมิห้องเป็นขั้วบวก ซึ่งโดยทั่วไปจะมีสารละลายอิเล็กโทรไลท์อยู่ภายใน)

พวกเขาได้พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาตัวใหม่ที่ประดิษฐ์ขึ้นจากคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก มันสามารถรวมปฏิกิริยาที่ตรงข้ามกันเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้น สองปฏิกิริยาที่ว่านี้คือปฏิกิริยาการแยกน้ำด้วยกระแสไฟฟ้าหรืออิเล็กโทรไลซิสและการสันดาปของไฮโดรเจนด้วยออกซิเจน ตัวเร่งปฏิกิริยาประเภทนี้อาจใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงสำหรับการผลิตพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์ รวมไปถึงการผลิตแบตเตอรีที่มีราคาถูกลงได้ ยกตัวอย่างเช่น การนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า คณะวิจัยได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในหัวข้อ International Edition ของวารสาร Angewandte Chemie

การสลับจากปฏิกิริยาที่อาศัยการแยกด้วยกระแสไฟฟ้าไปสู่การสันดาป

เมื่อเซลล์เชื้อเพลิงได้รับพลังงาน ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำงานได้สองหน้าที่จะสามารถแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน หรือปฏิกิริยาอิเล็กโทรไลซิส ซึ่งก่อให้เกิดการสะสมพลังงานในพันธะเคมีที่สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นแก๊สไฮโดรเจน ตัวเร่งปฏิกิริยาเดียวกันนี้มีขั้วไฟฟ้าที่สามารถย้อนกลับไปเป็นเซลล์เชื้อเพลิงได้ เซลล์เชื้อเพลิงได้เกิดการสันดาปของไฮโดรเจนด้วยออกซิเจน ซึ่งจะได้น้ำและกระแสไฟฟ้าออกมาในเวลาเดียวกัน กระทั่งทุกวันนี้นักวิจัยได้ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มาจากโลหะชั้นสูง (เช่น เงิน ทองคำ แพลตินัม ออสเมียม โรห์เดียม รูธิเนียม เป็นต้น) มาใช้สำหรับสองหน้าที่นี้ อย่างไรก็ตาม ตัวเร่งปฏิกิริยาเหล่านี้มีข้อเสีย กล่าวคือ ตัวเร่งปฏิกิริยาเหล่านี้อาจจะดีต่อปฏิกิริยาอิเล็กโทรไลซิสหรืออาจะดีต่อการสันดาปอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำมาจากคาร์บอน

ตัวเร่งปฏิกิริยาจาก Bochum นั้นถูกสร้างมาจากอนุภาคนาโนของแมงกานีสออกไซด์หรือโคบอลต์ออกไซด์ ซึ่งถูกฝังลงในแผ่นคาร์บอนดัดแปลงพิเศษ โดยนักวิจัยได้นำเอาอะตอมไนโตรเจนใส่เข้าไปในตำแหน่งจำเพาะ คณะวิจัยนำโดย ศ. ดร. Wolfgang Schuhmann และ ศ.ดร. Martin Muhler จากภาควิชาเคมีและชีวเคมี มหาวิทยาลัย Ruhr-University Bochum พวกเขาได้วิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาโดยอาศัยวิธีการวิเคราะห์ทางไฟฟ้าเคมีและสเปกตรัม และได้ทำการศึกษาสมบัติที่จำเป็นสำหรับการพิสูจน์ว่าตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถทำงานได้ทั้งสองหน้าที่

จากวิธีการง่ายๆ ไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม

นักวิจัยจาก Bochum ได้เคยตีพิมพ์งานวิจัยที่นำเสนออีกหนึ่งหนทางในการผลิตตัวเร่งปฏิกิริยาจากคาร์บอน ที่สามารถทำงานได้ทั้งสองหน้าที่ ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Chemical Society

ล่าสุดนี้ พวกเขาได้เฉือนแท่งคาร์บอนในระดับนาโนเมตรด้วยการใช้พลังงานความร้อนและออกซิเจน ทำให้อนุภาคของตัวเร่งปฏิกิริยาถูกฝังลงไปให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้ ดร. Martin Muhler ได้กล่าวว่า “วิธีการนี้เราสามารถสร้างตัวเร่งปฏิกิริยาได้ง่ายมากๆ และเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำมาจากโลหะชั้นสูง เราพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาตัวใหม่นี้ ช่วยลดต้นทุนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย”

ที่มา: http://www.sciencedaily.com/releases/2014/07/140709105014.htm

เอกสารอ้างอิง
1. Justus Masa, Wei Xia, Ilya Sinev, Anqi Zhao, Zhenyu Sun, Stefanie Grützke, Philipp Weide, Martin Muhler, Wolfgang Schuhmann. MnxOy/NC and CoxOy/NC Nanoparticles Embedded in a Nitrogen-Doped Carbon Matrix for High-Performance Bifunctional Oxygen Electrodes. Angewandte Chemie International Edition, 2014; DOI: 10.1002/anie.201402710
2. Anqi Zhao, Justus Masa, Wei Xia, Artjom Maljusch, Marc-Georg Willinger, Guylhaine Clavel, Kunpeng Xie, Robert Schlögl, Wolfgang Schuhmann, Martin Muhler. Spinel Mn–Co Oxide in N-Doped Carbon Nanotubes as a Bifunctional Electrocatalyst Synthesized by Oxidative Cutting. Journal of the American Chemical Society, 2014; 136 (21): 7551 DOI: 10.1021/ja502532y

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีสันแปลกใหม่….ให้ประโยชน์อนันต์

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีสันแปลกใหม่….ให้ประโยชน์อนันต์

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีสันแปลกใหม่….ให้ประโยชน์อนันต์
ชนินทร์ สาริกภูติ
กองวิชาการวิทยาศาสตร์, พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
ปัจจุบันแนวโน้มอาหารเพื่อคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมีสุขภาพที่ดีมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพก็คือการใส่ใจเรื่องอาหารการกิน
โดยเฉพาะ “ข้าว” ที่มีการใช้เทคโนโลยีพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณประโยชน์มากขึ้นและเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ นั่นคือ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry)”

rice2

 

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry) เป็นข้าวที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และมีรสชาติอมหวานกลมกล่อมชวนรับประทาน มีสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ที่โดดเด่นคือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แกมมา โอไรซานอล (-oryzanol) เบต้าแคโรทีน (β-carotene) โพลีฟีนอล (Polyphenol) มีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินอี วิตามินบี 1 เหล็ก สังกะสี โฟเลต และมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยควบคุมน้ำหนักและทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือต้องการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

ที่มาข้อมูล :
คลิกที่นี่

ที่มารูปภาพ :
คลิกที่นี่

ที่มา http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6033:2017-02-02-05-17-05&Itemid=217

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1339873799410769

วินาทีพิเศษ! 31 ธ.ค.นี้โลกเราจะมีเวลาเพิ่มขึ้น 1 วินาที

อธิกวินาที

10.. 9.. 8.. 7.. 6.. 5.. 4.. 3.. 2.. 1.. 1.. 0.. Happy New Year! ” หลายคนน่าจะคุ้นชินกับการนับถอยหลังสู่ศักราชใหม่แบบนี้ แต่มีใครเห็นสิ่งผิดปกติในข้อความข้างต้นบ้างหรือเปล่า? … ถูกต้องครับ วินาทีที่ 1 ถูกนับสองครั้ง แต่ผมไม่ได้พิมพ์ผิดหรืออุปโลกน์ขึ้นมาเองแต่อย่างใด เพราะวันนี้ผมจะพาไปทำความรู้จักมาตราฐานการรักษาเวลาสากลอีกหนึ่งชนิด นั่นคือ วินาทีทดพิเศษ หรือ “อธิกวินาที (leap second)

รู้จักมาตรฐานเวลาสากล

โลกของเรามีระบบเวลาที่ใช้สำหรับอ้างอิงอยู่หลายระบบ ซึ่งระบบที่ใช้เป็นมาตรฐานในการนับเวลาที่เราใช้กันทุกวันนี้ คือ เวลาสากลเชิงพิกัด (Coordinated Universal Time : UTC) ซึ่งเป็นหน่วยเวลาที่ใช้ในการอ้างอิงการหมุนของโลก ซึ่งรักษาให้เที่ยงตรงแม่นยำไว้ด้วยนาฬิกาอะตอม (atomic clock) เปรียบเทียบกับ เวลาสุริยะ (Universal Time 1 : UT1) ซึ่งคำนวณจากการหมุนรอบตัวเองของโลกเทียบกับวัตถุห่างไกลบนท้องฟ้า โดยมีเส้นเมริเดียนกรีนิช (prime meridian) ซึ่งเป็นเส้นลองจิจูดที่ 0° ที่ลากผ่านเมืองกรีนิช ลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นตำแหน่งอ้างอิง (UTC ณ ตำแหน่งนี้ก็เป็น UTC±0 ด้วย)

standard_world_time_zones[1] แผนที่แบ่งเขตเวลามาตรฐาน UTC

1 วินาทีก็สำคัญ

เนื่องจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนโลก และคาบการเกิดเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ มีผลต่อการหมุนรอบตัวเองของโลก ระบบเวลา UT1 จึงมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป ต่างจากระบบเวลา UTC ที่เที่ยงตรงด้วยอะตอมของซีเซียม 133 (Cesium-133) ซึ่งนิยามค่าของวินาที (second) ตามหน่วยวัดสากล (SI units) ซึ่งความแตกต่างกันของ UT1 และ UTC นี้เอง จึงทำให้ The International Earth Rotation and Reference Systems Service (IERS) (แต่เดิมคือ Bureau International de l’Heure (BIH)) ประกาศให้มีการปรับรักษาเวลาอธิกวินาที (leap second) ซึ่งจะกระทำเมื่อ UT1 ต่างจาก UTC มากกว่า ±0.9 วินาที และกำหนดให้เพิ่มหรือลดวินาทีทดนี้ ในวินาทีสุดท้ายของวันที่ 30 มิถุนายน หรือ 31 ธันวาคม โดยจะประกาศเป็นคราว ๆ ไป โดยการปรับครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1972 อย่างไรก็ตาม การปรับอธิกวินาทีที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มีเพียงการเพิ่มเวลาอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งการทดเวลาครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นในวินาทีสุดท้ายของวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.2016 นี้!

leapsec
การปรับอธิกวินาทีตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1972 – 2016 เกิดขึ้นมาแล้ว 27 ครั้ง

เราไม่ได้นับถอยหลังพร้อมกัน!

จำมุกนับถอยหลังเกิน 1 วินาทีที่ผมพูดตอนแรกได้ใช่ไหมครับ? ที่จริงแล้วจะมีเพียงชาวโลกที่อาศัยอยู่ ณ เขตเวลา (time zone) ที่ UTC±0 เท่านั้นที่จะนับอย่างนั้นได้ เนื่องจาก การปรับอธิกวินาทีนั้นจะถูกปรับพร้อมกันทั้งโลก เพราะฉะนั้น 1 วินาทีที่เพิ่มขึ้นมา จะถูกเพิ่มในเวลา 23:59:60 UTC ซึ่งเฉพาะเขตเวลา UTC±0 เท่านั้นที่จะเพิ่มในวินาทีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดเสียงนับถอยหลัง ส่วนประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ที่เขตเวลา UTC+7 จะถูกทดเวลาในเวลา 06:59:60 ของวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.2017 ไปแล้วนั่นเอง (อย่าเผลอไปเล่นมุกแบบนี้หน้า Central World เชียวล่ะ!)

อย่างไรก็ตาม ระบบการนับเวลาบนโลกยังมีความซับซ้อนอีกมาก เพราะการรักษาเวลาให้เป็นจริงทางดาราศาสตร์ ต้องมีระบบที่ละเอียดมาก ๆ รองรับ (ซึ่งอาจจะยุ่งยากกว่าที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ก็ได้) การทดวัน ทดเวลา แม้แต่ทดวินาทีแบบนี้ จึงมีให้เราเลือกมาปรับใช้

ถือเป็น “วินาทีพิเศษ” ที่โลกมอบให้เราเป็นของขวัญปีใหม่นี้ก็ได้

อ้างอิง:

ที่มารูปภาพ

  • [1] https://en.wikipedia.org/wiki/Coordinated_Universal_Time#/media/File:Standard_World_Time_Zones.png

​อาหารที่ทานอาจมีผลกระทบกับยีน

ไม่แน่ว่าอาหารที่เราบริโภคเข้าไปนั้นอาจจะมีผลกระทบกับยีนของเราก็เป็นได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า อาหารที่ยีสต์กินเข้าไปมีผลกับยีน เช่นเดียวกับที่ยีนมีผลกระทบกับระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย

กิจกรรมในเซลล์ของเราถูกกำหนดขึ้นโดยยีนและปฏิกิริยาเคมีที่เรียกว่า ระบบเมตาบอลิซึมหรือระบบเผาผลาญอาหาร ระบบนี้ทำงานในสองทิศทาง ได้แก่ การย่อยโมเลกุลเพื่อสร้างเป็นพลังงานให้กับร่างกาย และสร้างสารประกอบที่จำเป็นสำหรับเซลล์

ส่วนดีเอ็นเอหรือจีโนมนั้นก็มีส่วนกับข้อมูลที่จะบอกว่า สิ่งมีชีวิตจะเป็นแบบไหนและทำงานอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ยีนก็สามารถถูกควบคุมโดยยีนตัวอื่น ดีเอ็นเอจุดอื่น หรือจากโมเลกุลเล็ก ๆ ที่มาเกาะที่ดีเอ็นเอแล้วทำหน้าที่เป็นตัวเปิด-ปิดการทำงานของยีนด้วยก็ได้

ก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบว่า ระบบเมตาบอลิซึมเองก็อาจจะเกี่ยวข้องกับการควบคุมยีนด้วย โดยระบบเมตาบอลิซึมนั้นเป็นปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยานี้ยังขึ้นอยู่กับสารอาหารที่เซลล์ได้รับเข้าไปด้วย ทั้งน้ำตาล กรดอะมิโน ไขมัน วิตามิน ซึ่งก็มาจากอาหารที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง

นักวิจัยจึงได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์หลักการนี้ โดย ดร.มาร์คุส ราลเซอร์ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้ศึกษาหน้าที่ของกระบวนการเมตาบอลิซึมในการทำหน้าที่พื้นฐานของเซลล์ ในการทดลองนี้ นักวิจัยเลือกใช้เซลล์ของยีสต์ เพราะยีสต์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตพื้นฐานที่มีข้อมูลยีนและกลไกพื้นฐานของเซลล์มากมายคล้ายกับในสัตว์อื่น ๆ และมนุษย์ แต่สามารถทำการทดลองได้ง่ายกว่ามาก

นักวิจัยได้จัดการกับระบบเมตาบอลิซึมของเซลล์ยีสต์เพื่อศึกษาว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบเมตาบอลิซึมนั้นมีผลกระทบกับพฤติกรรมของยีนและโมเลกุลที่ยีนสร้างอย่างไร นักวิจัยพบว่า ยีน 9 ใน 10 ยีนและโมเลกุลที่ยีนสร้างนั้นได้รับผลกระทบจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ และได้รายงานการค้นพบนี้ในวารสารวิชาการ Nature Microbiology

“กระบวนการเมตาบอลิซึมมีความสำคัญกับพลวัติของเซลล์มากกว่าที่เราคิด ยีนเกือบทั้งหมดได้รับผลกระทบจากสารอาหารที่เรารับเข้าไป อันที่จริงแล้ว ในหลาย ๆ กรณี ผลกระทบจากสารอาหารก็ถือว่าชัดเจนมาก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงระบบเมตาบอลิซึมจึงอาจจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของยีนไปอีกทางได้” ดร.ราลเซอร์อธิบาย

“มองง่าย ๆ ก็คือ ยีนนั้นควบคุมว่า สารอาหารจะถูกย่อยเป็นโมเลกุลที่สำคัญอยางไร แต่ในทิศทางตรงกันข้ามสารอาหารก็มีผลกระทบกับพฤติกรรมของยีนเช่นกัน”

นักวิจัยยังเชื่อว่า การค้นพบนี้สามารถสรุปได้วงกว้าง รวมไปถึงการตอบสนองต่อยาที่รับเข้าไป ในโรคมะเร็งเช่น เซลล์มะเร็งเนื้อร้ายที่เกิดจากการที่ยีนกลายพันธุ์ไปหลายจุดนั้นก็สามารถเปลี่ยนระบบเมตาบอลิซึมของเซลล์ได้ แต่ในทิศทางตรงกันข้าม สารอาหารที่เซลล์รับเข้าไปก็อาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมของยีสได้เช่นกัน และเป็นเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมยาบางตัวจึงรักษาโรคมะเร็งสำหรับคนไข้บางคนไม่ได้ แต่รักษาคนไข้คนอื่นได้

อ้างอิง: University of Cambridge. (2016, February 11). Could the food we eat affect our genes? Study in yeast suggests this may be the case. ScienceDaily. Retrieved February 14, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/02/160211111503.htm

งานวิจัย: Mohammad Tauqeer Alam, Aleksej Zelezniak, Michael Mülleder, Pavel Shliaha, Roland Schwarz, Floriana Capuano, Jakob Vowinckel, Elahe Radmaneshfar, Antje Krüger, Enrica Calvani, Steve Michel, Stefan Börno, Stefan Christen, Kiran Raosaheb Patil, Bernd Timmermann, Kathryn S. Lilley, Markus Ralser. The metabolic background is a global player in Saccharomyces gene expression epistasis. Nature Microbiology, 2016; 15030 DOI: 10.1038/nmicrobiol.2015.30

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504300

​พัฒนายารักษาอาการเจ็ตแล็ก

 

นักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นออกแบบโมเลกุลใหม่ที่สามารถปรับเปลี่ยนวงจรนาฬิกาชีวภาพในร่างกายได้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การพัฒนายาเพื่อการรักษาอาการ”เจ็ตแล็ก”และปรับปรุงคุณภาพการนอนสำหรับผู้มีปัญหาทางด้านการนอนหลับได้

การนั่งเครื่องบินข้ามเขตเวลาอาจจะทำให้นักเดินทางรู้สึกไม่เคยชินกับเวลาใหม่ ที่เรียกว่าอาการ เจ็ตแล็ก หรือการทำงานกะกลางคืนอย่างไม่สม่ำเสมอก็ทำให้วงจรนาฬิกาชีวภาพในร่างกายในการควบคุมวัฏจักรการหลับตื่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน ล่าสุด นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนาโกยา ประสบความสำเร็จในขั้นแรกในการสังเคราะห์โมเลกุลที่ทำให้วงจรนาฬิกาชีวภาพสั้นลงได้ และโมเลกุลนี้ก็ทำงานกับ”นาฬิกาโปรตีน”ของเราที่ชื่อว่า CRY โดยตรง

สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่รวมทั้งมนุษย์จะมีนาฬิกาชนิดนี้ที่จะมีรอบอยู่ที่ 24 ชั่วโมง ควบคุมการหลับการตื่นและระบบเมตาบอลิซึมต่าง ๆ หากวงจรนี้ถูกรบกวนจากอาการเจ็ตแล็ก การนอนไม่หลับ หรืออื่น ๆ จะมีผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ทั้งต่อระบบทางเดินโลหิต ระบบต่อมน้ำเหลือ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท และอาจมีอาการข้างเคียงตามมาได้ด้วย อย่างเช่นความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคทางจิต และอื่นๆ

โดยพื้นฐานแล้ว นาฬิกาชีวภาพในร่างกายเราจะถูกควบคุมโดยโปรตีน 4 ตัว โดยเมื่อโปรตีนสองตัวที่ชื่อ CLOCK และ BMAL1 รวมตัวกัน จะทำให้เกิดการสร้างโปรตีนที่ชื่อ PER และ CRY ต่อมา เมื่อโปรตีน ชื่อ PER และ CRY มีมากขึ้น ก็จะไประงับโปรตีน CLOCK และ BMAL1 เป็นอันครบวงจรพอดี

วงจรการกระตุ้น การสร้าง และการระงับนี้เกิดขึ้นใช้เวลา 1 วันพอดี และถูกควบคุมโดยสารประกอบที่ชื่อ FBXL3 ซึ่งจะไปทำให้ CRY เกิดการเสื่อมโดยใช้เอนไซม์ของเซลล์

เมื่อปี 2012 นักวิจัยได้ค้นพบโมเลกุลที่ชื่อ KL001 ที่สามารถทำให้วงจรนาฬิกาชีวภาพสั้นลงได้ โดยโมเลกุล KL001 นี้จะไปแข่งกับสารประกอบ FBXL3 ในตำแหน่งเดียวกันบนโปรตีน CRY ในการทำให้โปรตีน CRY เสื่อมสภาพช้าลงได้

ล่าสุด นักวิจัยที่นาโกยาได้ศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างของ KL001 และสามารถเตรียมและสังเคราะห์โมเลกุลที่คล้ายกับ KL001 ขึ้นมาได้เป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็นโมเลกุลที่จะทำให้นาฬิกาชีวภาพสั้นลงได้

นับว่าเป็นโมเลกุลแห่งอนาคตเลยทีเดียว โดยทาง ทาคาชิ โยชิมุระ นักวิจัยในการศึกษาครั้งนี้เผยว่า “เราหวังว่าเราจะสามารถใช้วิธีการทางสังเคราะห์ทางเคมีในการสร้างโมเลกุลที่ควบคุมวงจรชีภาพของสัตว์ได้ และก็หวังว่าโมเลกุลนี้จะทำให้เราเข้าใจกลไกนาฬิกาชีวภาพได้มากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์ในทางการแพทย์ การผลิตอาหาร ต่อไปอย่างแน่นอน”

อ้างอิง: Institute of Transformative Bio-Molecules (WPI-ITbM), Nagoya University. (2016, May 29). Jet lag? Newly synthesized molecules turn back biological clock. ScienceDaily. Retrieved May 30, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/05/160529175837.htm

ภาพจาก: news247.info

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504978