คลังเก็บหมวดหมู่: สถิรา ศรีชุมพล

กรุงปักกิ่ง หยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อลดมลภาวะ

การปิดโรงงานไฟฟ้าได้กลายเป็น ‘เทรนด์’ ใหม่ของมหาอำนาจอย่างประเทศจีน ที่ได้กลายเป็นผู้ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ที่สุดในโลก แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นจากแรงกดดันทั้งภายในประเทศและนานาชาติ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเริ่มแข่งขันกันแก้ปัญหาความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมที่เปรียบเสมือน ‘ผลพลอยได้’ จากการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งกรุงปักกิ่งก็นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่จะลดปริมาณการอุปโภคถ่านหินลง 13 ล้านตันเปรียบเทียบกับระดับการอุปโภคในปี พ.ศ. 2555 ภายในปี พ.ศ. 2560 เพื่อลดปัญหามลภาวะที่นับวันจะยิ่งรุนแรง Tian Miao นักวิเคราะห์จากบริษัท North Square Blue Oak ประจำกรุงปักกิ่งได้ประมาณการว่า การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ในเมืองปักกิ่งนั้น จะเทียบเท่ากับการลดการอุปโภคถ่านหินลงราว 9.2 ล้านตัน และลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 30 ล้านตัน “มลภาวะส่วนใหญ่นั้นมาจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้นการปิดโรงไฟฟ้าย่อมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน รวมทั้งการเปลี่ยนใช้พลังงานอย่างก๊าซธรรมชาติทดแทนก็จะสะอาดกว่าการใช้ถ่านหิน แม้ว่าอาจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นเล็กน้อย” Tian Miao กล่าว Song Yuanming รองผู้อำนวยการด้านความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินแห่งชาติ (State Administration of Coal Mine Safety) ตั้งเป้าว่าปิดการทำเหมืองถ่านหินขนาดเล็กทั่วประเทศจีนราว 2,000 แห่ง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 โดยการดำเนินการดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้

โรงไฟฟ้าถ่านหิน

ถ่านหินนับว่าเป็นพลังงานฟอสซิลที่มีคาร์บอนเข้มข้น และเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ อ้างอิงตามรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ระหว่างปี พ.ศ. 2546 ถึง พ.ศ. 2556 ความต้องการใช้ถ่านหินทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 50 คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการพลังงานบนโลก โดยการเพิ่มขึ้นของตัวเลขดังกล่าวนั้น เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินดูจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อต่อสู้กับปัญหามลภาวะในประเทศจีน ซึ่งมีการผลิตพลังงานกว่าร้อยละ 64 จากเชื้อเพลิงฟอสซิล ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีการใช้ถ่านหินเพียงร้อยละ 30 และก๊าซธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 42 (อ้างอิงจากข้อมูลของ Bloomberg New Energy Finance) การใช้พลังงานถ่านหินในประเทศจีนนั้นลดลงจากนโยบายที่สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจากน้ำ แสงอาทิตย์ และลมมากขึ้น อีกทั้งยังมีการพยายามปัดฝุ่นโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อให้ท้องฟ้ากลับมาปลอดมลภาวะอีกครั้ง จากตัวเลขของ China Electricity Council การใช้พลังงานของจีนในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นต่ำที่สุดในรอบ 16 ปี และมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2556 นับว่าเป็นปีแรกที่ระดับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ลดลง แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการต่อสู้กับมลภาวะของประเทศจีน ปัญหามลภาวะอากาศในจีน ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นที่สนใจของสาธารณะในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังจากที่หมอกควันได้ปกคลุมท้องฟ้าในหลายพื้นที่ของประเทศจีนเช่นกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ และกว่าร้อยละ 90 จาก 161 เมืองในประเทศจีนนั้นมีคุณภาพอากาศที่ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยพิจารณาจากระดับ PM2.5 ซึ่งหมายถึงอนุภาคที่แขวนลอยในอากาศ เช่นฝุ่นคัวน โดยในประเทศจีนนั้นระดับ PM2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ 85.9 ไมโครกรัม ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ ขณะที่ระดับตามมาตรฐานประเทศจีนอยู่ที่ไม่เกิน 35 ไมโครกรัม ประเทศจีนยังตั้งใจว่าจะใช้มาตรการอื่นๆ เช่น ปิดบริษัทที่ก่อมลภาวะ หรือการลดกำลังการผลิตซีเมนต์เพื่อทำให้ท้องฟ้าประเทศจีนกลับมาสดใสอีกครั้ง ถอดความจาก ‘Beijing to Shut All Major Coal Power Plants to Cut Pollution’ โดย Feifei Shen เข้าถึงได้ที่ http://www.renewableenergyworld.com/rea/news/article/2015/03/beijing-to-shut-all-major-coal-power-plants-to-cut-pollution ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

ที่มา :http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1397:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14

Brother เปิดตัว Inkjet Printer ใหม่ 4 รุ่น รองรับกระดาษ A3 พร้อมฟีเจอร์หมึกกันน้ำ

บราเดอร์ เปิดตัว ‘A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ ยอดขายอันดับหนึ่ง 8 ปีซ้อน เหนือกว่าด้วยหมึกกันน้ำ พิมพ์แผ่นแรกเร็วเพียง 6 วินาที ประสิทธิภาพสูงรองรับการใช้งานกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องพิมพ์ล่าสุด ‘บราเดอร์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ 4 รุ่น ประกอบด้วย รุ่น MFC-J3930DW, รุ่น MFC-J3530DW, รุ่น MFC-J2730DW และรุ่น MFC-J2330DW ที่รองรับการพิมพ์ในปริมาณมากด้วยต้นทุนต่ำ จนสามารถสร้างยอดขายเปนอันดับหนึ่งในประเทศไทยติดต่อกันนานถึง 8 ปีซ้อน ทางเลือกใหม่เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่อัดแน่นนวัตกรรมหมึกกันน้ำ และเหนือชั้นเรื่องความไวในการพิมพ์

นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ‘บราเดอร์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานขององค์กรธุรกิจโดยเฉพาะ โดยเครื่องพิมพ์ทุกรุ่นในซีรี่ส์นี้เปรียบเสมือนอุปกรณ์เอนกประสงค์ที่มากด้วยสมรรถนะ ทนทาน และมั่นใจในคุณภาพได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการตอบสนองการทำงานการพิมพ์ในปริมาณมากของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่มีความโดดเด่นด้านความเร็วในการพิมพ์ และหมึกนวัตกรรมใหม่ที่สามารถกันน้ำได้ รวมทั้งใช้งานง่ายขึ้น และต้นทุนในการพิมพ์ต่อแผ่นที่ประหยัดกว่า เพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน เพื่อความเหนือกว่าทางธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน

“บราเดอร์ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ด้วยการพัฒนาเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์ ที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ความเร็วในการพิมพ์ ต้นทุนการพิมพ์ต่อหน้าต่ำ และให้คุณภาพการพิมพ์ในระดับสูง ยิ่งไปกว่านั้น ยังปรับปรุงการจัดการกระดาษและเพิ่มความทนทานให้กับเครื่องพิมพ์ให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังรองรับกระดาษขนาดใหญ่ที่สุดถึงขนาด A3 ทำให้องค์กรธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการพิมพ์งานบนกระดาษขนาดใหญ่ โดยไม่สูญเสียรายละเอียดแม้แต่น้อย”

นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดเครื่องพิมพ์ของไทยในปี 2560 ว่า “บราเดอร์คาดว่าในปี 2560 นั้น ตลาดรวมเครื่องพิมพ์ในประเทศไทยจะเติบโตน้อยกว่า 5% ในขณะที่ตลาดเครื่องพิมพ์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น จะเติบโตประมาณ 10% โดยบริษัทฯ วางแผนที่จะนำเสนอนวัตกรรมเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และธุรกิจองค์กร ณ ปัจจุบัน นำร่องด้วย ‘บราเดอร์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ 4 รุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นสินค้าที่บราเดอร์ได้ผลิตและจำหน่ายเป็นรายแรกของโลกเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในประเทศไทยอยู่ที่ 77% ในปี 2559 (อ้างอิงข้อมูลจาก IDC) นายธีรวุธ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ‘บราเดอร์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ ครบครันด้วยความโดดเด่นที่เหนือกว่า อาทิ ศักยภาพการพิมพ์ที่เร็วที่สุดในกลุ่ม มีความเร็วในการพิมพ์งานสูงถึง 22 ภาพต่อนาทีสำหรับภาพขาวดำ และ 20 ภาพต่อนาทีสำหรับภาพสี และเริ่มการพิมพ์แผ่นแรก (FPOT) ในเวลาเพียง 6 วินาที และความเร็วในการพิมพ์จะสูงขึ้นเป็น 35 หน้าต่อนาทีใน Fast Mode คุ้มค่าในการใช้งาน มีต้นทุนต่ำกับการใช้งานชุดหมึกพิมพ์ InkBenefit ของบราเดอร์ ที่ให้ผลงานการพิมพ์สูงถึง 3,000 หน้า (ขาวดำ) และ 1,500 หน้า (สี) ประหยัดกว่าในการพิมพ์ต่อแผ่น นอกจากนั้น Ink Save Mode ยังช่วยให้ประหยัดหมึกได้อีกมากเช่นกัน

คุณภาพการพิมพ์ระดับ พรีเมี่ยมสำหรับธุรกิจ สามารถสร้างเอกสารและพรีเซนเทชั่นที่เหนือกว่า ให้ผลงานการพิมพ์ระดับมืออาชีพ กับรายละเอียดที่คมชัดทุกตัวอักษร สีสันสวยงามตามธรรมชาติและให้สีดำที่เข้มยิ่งขึ้น ทั้งยังใช้น้ำหมึกแบบแห้งเร็วและป้องกันการลบเลือน ทำให้สีสันติดบนกระดาษได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้ง่าย ปุ่มควบคุมบนหน้าปัดระบุการทำงานฟังก์ชั่นต่างๆ ทำให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังแสดงผลงานการพิมพ์และการทำงานของเครื่องพิมพ์ผ่านทางหน้าจอ LCD สีแบบสัมผัส ขนาด 3.7 นิ้ว เชื่อมต่อเครือข่ายด้วยอีเธอร์เน็ต และระบบไร้สายในตัว ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน หรือจะพิมพ์รูปภาพก็สามารถทำได้ผ่านทาง แฟลช เมมโมรี แบบ USB ได้โดยตรง ประสิทธิภาพสูงตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งความสนใจไปกับงานโดยไม่ต้องกวนใจกับการเติมกระดาษบ่อยครั้ง ทั้งยังมีถาดกระดาษมาตรฐานสามารถใส่กระดาษได้สูงสุด 250 แผ่น ส่วนถาดกระดาษอเนกประสงค์สามารถรองรับกระดาษได้สูงสุด 100 แผ่น ทั้งยังมีถาดใส่กระดาษเพิ่มเติมด้านล่างที่สามารถ ใส่กระดาษได้สูงสุด 250 แผ่น ทำให้เครื่องพิมพ์มีความจุกระดาษสำหรับการพิมพ์มากที่สุดถึง 600 แผ่น

เชื่อมต่ออุปกรณ์เคลื่อนที่และระบบคลาวด์ รองรับการพิมพ์และการสแกนจากอุปกรณ์เคลื่อนที่และระบบคลาวด์ ทั้งระบบ iPrint & Scan ของบราเดอร์, AirPrint ของแอปเปิล และ Cloud Print ของกูเกิล โดยรับคำสั่งโดยตรงจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ นอกจากนั้นเทคโนโลยี WebConnect ที่ได้รับรางวัลของบราเดอร์ยังเป็นสะพานการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจกับเฟชบุ๊ค และบริการสำรองข้อมูลบนระบบคลาวด์ยอดนิยม เช่น Dropbox OneDrive และ Google Drive มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ให้คุณภาพการพิมพ์อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว จากการที่ถูกสร้างขึ้นมาให้แข็งแกร่งด้วยวัสดุที่ทนทานและส่วนประกอบที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ทำให้เครื่องพิมพ์มีอายุเฉลี่ยที่การพิมพ์ถึง 100,000 แผ่น

ที่มา : http://www.aripfan.com/brother-inkjet-printer-mfc-4/

ส่อง “เทคโนโลยียานยนต์ ขับเคลื่อนสู่อนาคต” จากงาน Geneva Motor Show 2017

เป็นครั้งที่ 87 แล้ว สำหรับ Geneva Motor Show 2017 งานแสดงรถยนต์ระดับโลกที่จัดขึ้นที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายในงานไม่เพียงแค่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่เตรียมวางขายในบางประเทศเร็วๆ นี้ แต่ยังมีการจัดแสดงต้นแบบ “รถยนต์แห่งอนาคต” ที่ต้องบอกเลยว่ามีทั้งรถยนต์แบบขับเองอัตโนมัติ ไปจนถึงรถยนต์ที่สามารถเหาะได้

จากรถยนต์วิ่งบนถนน สู่รถยนต์แบบเหาะได้ 

ภาพจาก autoblog ต้นแบบรถยนต์ PopUp

Airbus Group SE และ Italdesign Giugiaro S.p.A ได้ร่วมมือพัฒนาต้นแบบรถยนต์รุ่นใหม่ในชื่อ “PopUp” มีคุณสมบัติของการขับเองได้อัตโนมัติ มีโมดูลเสริมเพื่อเชื่อมต่อกับตัวรถยนต์สำหรับเหาะไปบนอากาศได้ ภายในตัวรถจะมีระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเก็บข้อมูลและเรียนรู้พฤติกรรมของผู้โดยสารได้ ซึ่งจุดประสงค์หลักของ PopUp นอกจากช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารแล้ว ยังเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการจราจรที่แออัดบนท้องถนน

รถโดยสารแบบขับเองอัตโนมัติ

ภาพจาก carmagazine

หนึ่งในรถโดยสารแบบใหม่ที่นำเล่าในครั้งนี้เป็นของ Volkswagen ภายใต้ชื่อว่า “Sedric” เป็นรถโดยสารขนาดเล็กแบบจำกัดที่นั่ง สามารถขับเคลื่อนได้เองอัตโนมัติ ภายในรถโดยสารมีระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ สามารถทักทายกล่าวต้อนรับผู้โดยสารได้ และสามารถจำลองบรรยากาศภายในรถได้ นอกจากนี้การเรียกใช้บริการยังสามารถทำได้เพียงกดปุ่มจากรีโมตชนิดพิเศษ ซึ่งรีโมตจะเปลี่ยนสีและสั่นเพื่อเป็นการแจ้งเตือนว่ารถได้มาถึงจุดรับแล้ว

อีกหนึ่งตัวอย่าง “Toyota i-TRIL” ออกแบบโดย Toyota Motors ในยุโรป เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก มีวัตถุประสงค์ของการใช้งานเพื่อขนส่งพลเมืองระหว่างเมือง และรองรับการขยายตัวของเมืองขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางในทวีปยุโรป มีเป้าหมายไปที่กลุ่มคนที่ช่วงวัยเด็ก และกลุ่มอายุตั้งแต่ 30 – 50 ปี สามารถวิ่งได้ในระยะทาง 124 ไมล์

ต้นแบบ Toyota i-TRIL ภาพจาก autoblog

 นอกจากรถยนต์ขับเองได้แล้ว เทคโนโลยีภายในยังสำคัญไม่แพ้กัน

BMW 5 Series Touring ภาพจาก BMW

BMW 5 Series Touring เป็นหนึ่งในรถยนต์ตัวอย่างรุ่นล่าสุด ภายใต้คอนเซปต์ “Semi-Autonomous” มีคุณสมบัติที่ช่วยขับขี่ ให้ความปปลอดภัยจากการเฉี่ยวชน, การแจ้งเตือนและระบบเบรคเมื่อมีคนข้ามถนน รวมไปถึงยังมีระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยในขณะขับที่ความเร็ว 130 ไมล์ต่อชั่วโมง ในส่วนเทคโนโลยีภายในรถจะมีจอแสดงผลขนาดหรือ Head-Up แสดงอยู่บนกระจก, มีระบบอัจฉริยะสำหรับการสื่อสารหรือสั่งงานด้วยเสียง, มีระบบที่ควบคุมด้วยท่าทาง, มีหน้าจอคอนโซลแบบทัชสกรีนขนาด 10.25 นิ้ว, มีระบบสำหรับขับขี่ในเวลากลางคืน, รองรับ Wi-Fi hotspot, ระบบ Apple CarPlay และมีเทคโนโลยี Wireless Charging สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน เป็นต้น

ภาพจาก BMW

Hyundai Ioniq concept อีกหนึ่งรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยเป็นตัวขับเคลื่อน สามารถขับได้เองอัตโนมัติ มีระบบที่เรียกว่า “Autonomous Ioniq ” ที่ภายในมีฟีเจอร์ต่างๆ อาทิ Smart Cruise Control, Lane Keep Assist และเทคโนโลยี  LiDAR กล้อง 3 ตัวที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของคนบนท้องถนน, สามารถสังเกตไฟจราจร และมี GPS ที่กำหนดตำแหน่งของยาพาหนะบนระบบแผนที่ความละเอียดสูงของ Hyundai

ภาพจาก carscoops

ยางรถยนต์จะไม่ธรรมดาอีกต่อไป   

ภายในงาน Geneva Motor Show 2017 บริษัท  Pirelli & C. SpA เปิดตัว “Pirelli Connesso” ยางรถยนต์แบบใหม่ที่ใช้การฝังเซนเซอร์อยู่ในยาง ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลสภาพของยาง พร้อมกับรายงานข้อมูลไปยังแอพพลิเคชั่นเพื่อแจ้งให้คนขับทราบ นอกจากนี้แอพพลิเคชั่นจาก Pirelli ยังมีระบบค้นหาตัวแทนจำหน่ายยางที่ใกล้ที่สุดสำหรับการให้บริการเปลี่ยนยางด้วย

ยาง Pirelli Connesso ภาพจาก evo
ภาพจาก evo

นอกจากนี้บริษัท Goodyear ยักษ์ใหญ่ของวงการยางรถยนต์ ยังได้นำเสนอเทคโนโลนียางรถยนต์แบบใหม่ในชื่อ “Eagle 360 Urban tire concept” ยางรถยนต์ทรงกลมที่มีการใช้เทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์ร่วมด้วย โดยแนวคิดของ Eagle 360 Urban tire concept จะช่วยให้ขับเคลื่อนรถยนต์เป็นไปอย่างอิสระในทิศทางใดก็ได้ มีเซนเซอร์ที่คอยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวถนนไม่ว่ามีฝนหรือหิมะตก เพื่อปรับเปลี่ยนรูปร่างของยางและดอกยางได้โดยอัตโนมัติ

Eagle 360 Urban tire concept

 

ที่มา siliconangle

ที่มา : http://www.aripfan.com/car-of-the-future/

https://web.facebook.com/rmutphysics/videos/1386255301439285/

Ford เริ่มทดสอบผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

Ford บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เริ่มทำการทดสอบผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยวิธีแบบใหม่ เป็นการผลิตด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพในราคาประหยัด

ford-3d-printing

Ford เปิดเผยว่าบริษัทมีการนำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ภายใต้เทคโนโนโลยีที่เรียกว่า “Infinite Build” ที่ช่วยในการผลิตเครื่องมือและชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้เกิดความคล่องตัวของการออกแบบมากขึ้น โดยวิธีดังกล่าวเป็นความมุ่งมั่นของ Ford ที่จะจัดหาวิธีที่มีประสิทธิภาพและราคาประหยัดในการสร้างชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล์ต่างๆ สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์จาก Global Industry ให้ข้อมูลว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ มากขึ้น และการสนับสนุนของภาครัฐยังมีส่วนช่วยให้เกิดการยอมรับการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ มากขึ้น อย่างในกรณีของ Ford การใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ทำให้ส่วนประกอบมีน้ำหนักเบาแต่มีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดในการใช้เชื้อเพลิงได้ดีขึ้น

ford-3d-printing-1

ปัจจุบันศูนย์วิจัยและนวัตกรรมของ Ford ตั้งอยู่ในเมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เป็นสถานที่ในการทดลองผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้หุ่นยนต์ในการผลิตแทบทั้งหมด อย่างไรก็ตามการผลิตยังไม่พร้อมต่อปริมาณที่มาก แต่ในเร็วๆ นี้ ฟอร์ดมีแผนจะใช้เครื่องใหม่ที่ช่วยสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ให้รองรับกับปริมาณรถยนต์จำนวนมากต่อไป

ที่มา : http://www.aripfan.com/ford-test-3d-printing-build-car/

ที่มา Geek

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1379814102083405

 

เปิดภาพเต็ม Peugeot Instinct Concept สวยงามและชาญฉลาด

Peugeot-Instinct-Concept-3

หลังจากมีภาพหลุดออกมาทางโลกออนไลน์ เปอโยต์เผยโฉมอินสติงค์ คอนเซปต์ รถต้นแบบรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ก่อนการเปิดตัวสู่สาธารณชนที่งานเจนีวา มอเตอร์โชว์สัปดาห์หน้า

รถต้นแบบจากเมืองน้ำหอมรุ่นนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีครบครันที่เน้นการเชื่อมต่อตลอดเวลาขณะเดินทาง ส่วนระบบขับเคลื่อนเป็นลูกผสมปลั๊กอินไฮบริดพละกำลัง 300 แรงม้า

Peugeot-Instinct-Concept-5

หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของอินสติงค์ คอนเซปต์ คือแพลทฟอร์ม “อินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง” หรือ Internet of Things ที่กำลังเป็นเทรนด์มาแรงในโลกดิจิตอล โดยทำงานร่วมกับระบบ Samsung Artik Cloud เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์หลากหลายรูปแบบ ตัวรถสามารถเรียนรู้ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่และปรับตามความต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับ แสงไฟในรถ วิทยุ เบาะที่นั่ง และอื่นๆ

ตัวรถยังสามารถปรับการทำงานตามพฤติกรรมของผู้ขับขี่ อาทิ สมาร์ทวอทช์อาจส่งข้อมูลไปที่ตัวรถว่าผู้ขับขี่เพิ่งออกกำลังกายเสร็จจากห้องยิม ตัวรถก็จะปรับการทำงานให้มีการขับขี่ที่นุ่มนวลและผ่อนคลายมากขึ้นตลอดทางไปถึงบ้าน ระบบนำทางของตัวรถยังทำงานสอดคล้องกับตารางเวลาของผู้ขับขี่เพื่อที่จะไม่ให้พลาดการนัดหมายต่างๆ

Peugeot-Instinct-Concept-4

ระบบขับเคลื่อนของตัวรถเป็นเทคโนโลยีไร้คนขับเต็มรูปแบบ แต่ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถได้ทุกเมื่อที่ต้องการผ่านหน้าจอ i-Device ขนาด 9.7 นิ้วบนคอนโซลกลางแทนที่พวงมาลัยและแป้นเหยียบแบบดั้งเดิม เบาะที่นั่งสามารถปรับเอนได้อย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารพักผ่อนตลอดการเดินทาง

สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของอินสติงค์ คอนเซปต์เป็นการผสมผสานสไตล์เข้ากับเทคโนโลยี โดยเฉพาะกรอบไฟหน้าที่ติดตั้งกล้องขนาดเล็กสามารถสแกนสภาพถนนเบื้องหน้าและสื่อสารกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ได้

Peugeot-Instinct-Concept-6

ที่มา : http://www.autospinn.com/2017/02/peugeot-instinct-concept-official/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1370808679650614

พาไปดู Hoversurf มอเตอร์ไซค์บินได้รุ่นแรกของโลกในรูปแบบโดรน 4 ใบพัด ให้คุณพุ่งทะยานไปในอากาศได้ราวกับยาน Speeder ใน Star Wars

ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินข่าวโดรนส่งผู้โดยสารที่ดูไบมาแล้ว ในวันนี้ก็มีข่าวโดรนในรูปแบบยานพาหนะออกมาอีก แต่คราวนี้เท่และมันส์กว่าเดิมแน่นอน เพราะนี่คือ Hoversurf Scorpion-3 โดรนกึ่งมอเตอร์ไซค์ที่เราสามารถขึ้นไปขี่และบินบนฟ้าได้อย่างกับในหนัง Star Wars เลยทีเดียว

โดรนกึ่งมอเตอร์ไซค์ Hoversurf รุ่นทดสอบ Scorpion-3 คิดค้นและพัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพจากประเทศรัซเซีย เป็นพาหนะ 4 ใบพัด นั่งได้ 1 คน สามารถควบคุมโดยผู้ขับขี่หรือควบคุมผ่านรีโมตคอนโทรลแบบโดรนได้ นับเป็น hoverbike รุ่นแรกของโลกที่สามารถใช้งานได้จริงโดยมีผู้ขับขี่นั่งไปด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบ safety ในตัวที่ป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่บังคับเครื่องเร็วเกินไป หรือไต่เพดานบินสูงเกินไปอีกด้วย

ทีมพัฒนา Hoversurf เปิดเผยว่า พวกเขาต้องการให้ Scorpion-3 ควบคุมได้ง่ายเหมือนกับการขี่มอเตอร์ไซค์ โดยจะพยายามพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะทุกๆ ด้านต่อไป และอาจนำไปใช้เพื่อการขนส่งในอนาคต ไปจนถึงกีฬา extreme แนวใหม่


JTARV Prototype

จริงๆ แล้วยังมี hoverbike อีกหลายรุ่นที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นโดรน JTARV รุ่นทดสอบของกองทัพสหรัฐ หรือแม้กระทั่ง hoverbike บ้านๆ ที่ YouTuber คนหนึ่งเคยทำก็มีมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีตัวไหนที่มีสมรรถนะเทียบเท่า Scorpion-3 ได้เลย

หวังว่าอีกไม่นาน Hoversurf คงจะพร้อมให้เราบินไปบนฟ้าหลีกหนีรถติดแบบเท่ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ใบพัดที่หมุนอยู่ใกล้ๆ ขาคนขับนั้นออกจะน่าหวาดเสียวไปหน่อย หวังว่าในอนาคตจะมีการปรับปรุงดีไซน์ให้ดูปลอดภัยกว่านี้นะครับ

ที่มา http://www.techmoblog.com/hoversurf-scorpion-3/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1361317727266376

 

Lamborghini เปิดเผยว่าคอนเซปต์ไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้า อาจจะได้เห็นภายในปี 2030 นี้

 

Lamborghini เปิดเผยว่าคอนเซปต์ไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้า อาจจะได้เห็นภายในปี 2030 นี้

bandido

ลัมบอร์กินี่ (Lamborghini) เปิดเผยถึงแผนการพัฒนา รถไฮเปอร์คาร์ 1 ที่นั่งพลังไฟฟ้า ที่จะมาพร้อมสุดยอดสมรรถนะ ที่จะมีการเปิดตัวภายในปี 2030 นี้อย่างแน่นอน

เมื่อพูดถึงรถซูเปอร์คาร์ค่ายนี้หลายคนอาจจะนึกถึงรถยนต์สมรรถนะสูง พร้อมความไม่ธรรมดาของรุ่นที่มีความแตกต่างกันออกไป หรือรถยนต์ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ระดับ 500 แรงม้า ซึ่งค่ายนี้มีให้คุณได้ทุกสไตล์

7da9fd46633317.585c1d39989ef

โดยหลังจากนี้มีการเปิดเผยจากทาง ลัมบอร์กินี่ เกี่ยวกับกำหนดการพัฒนาและการเปิดตัวของรถไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่จากค่าย ที่จะมาพร้อมที่นั่งเดี่ยวในค๊อกพิทรวมไปถึงขุมพลังไฟฟ้าล้วน และการออกแบบภายนอกที่โดดเด่นกว่ารถซูเปอร์คาร์ปรกติ

สำหรับ ไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้ารุ่นใหม่จาก ลัมบอร์กินี่ จะมาพร้อมการออกแบบภายนอกที่เน้นความโดดเด่นตามสไตล์ไฮเปอร์คาร์ รวมไปถึงการออกแบบห้องโดยสารภายในที่ยกแบบออกมาจาก คอกพิทของเครื่องบินขับไล่อากาศยาน

81addf46633317.585c1d399adc3 766d7e46633317.58753040ebeaaโดยวัสดุทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตรถยนต์คันนี้ส่วนใหญ่จะใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีการพัฒนาแบบพิเศษที่มีความแข็งแกร่ง รวมไปถึงน้ำหนักเบาขั้นสุดกว่าที่ใช้กันในปัจจุบันนี้ทั้งนี้ขุมพลังยังคาดการณ์กันว่า

จะมาพร้อม มอเตอร์พลังงานไฟฟ้าสูงที่สามารถผลิตกำลังแรงม้าได้ระดับเครื่องยนต์ V10 เลยทีเดียวซึ่งน่าจะมีแรงม้าอย่างน้อยๆ ที่ 500 แรงม้า เลยทีเดียว สำหรับการเปิดตัว ทางลัมบอร์กินี่เปิดเผยว่าเราอาจจะได้เห็นรถไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าคันนี้ภายในไม่เกินปี 2030 นี้แน่นอน

ที่มา : http://www.autospinn.com/2017/01/this-electric-single-seater-concept-is-so-outrageous-lamborghini-could-actually-build-it/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1361475677250581

มาดูรถยนต์ไร้คนขับ Nvidia BB8 วิ่งบนท้องถนนของจริง บอกเลยว่าน่าทึ่ง

มาดูรถยนต์ไร้คนขับ Nvidia BB8 วิ่งบนท้องถนนของจริง บอกเลยว่าน่าทึ่ง

รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous car) ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งไม่น้อย ที่เราจะได้มองเห็นว่าจริงๆ แล้วมันทำงานอย่างไร ในคลิปนี้คุณจะได้เห็นผู้โดยสาร นั่งอยู่ในรถที่มีชื่อว่า BB8 ที่วางระบบรถอัจฉริยะโดย Nvidia บริษัทผลิตกราฟฟิกการ์ดชื่อก้องโลก ที่กระโดดลงมาเล่นตลาดรถยนต์ไร้คนขับอย่างเต็มตัว ผู้โดยสารเพียงบอกว่าเขาต้องการจะไปที่ไหน และเจ้า BB8 ก็พาเขาเดินทางไปยังจุดหมายในทันที ผ่านการจราจรในเมืองที่ค่อนข้างจะคับคั่ง ผู้โดยสาร (ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ) ไม่ต้องทำอะไรนอกจากมองวิวไปเพลินๆ หรือจ้องมองพวงมาลัยที่บิดไปทางซ้ายและทางขวาได้เอง และเจ้า BB8 ฉลาดพอที่จะชลอรถตอนเข้าโค้ง ทำตามป้ายสัญญาณเตือนต่างๆ และปฏิบัติตามสัญญาณไฟเขียวไฟแดงได้อย่างถูกต้อง

Nvidia นอกจากจะเป็นผู้ผลิตชิปกราฟฟิกระดับท็อปแล้ว อีกบทบาทที่กำลังก้าวเข้ามาอย่างเต็มตัวคือ การจัดทำระบบ Supercomputer ที่ทำหน้าที่เป็นมันสมองของรถยนต์แบบไร้คนขับ ซึ่งถึงนำไปใช้ทั้งในรถของ Volvo ไปจนถึงรถ Roborace ที่ลงแข่งในสนาม และทาง Nvidia เพิ่งเซ็นสัญญาเพื่อจัดทำระบบสมองกลรถยนต์ไร้คนขับให้กับ ZF, Bosch รวมถึง Audi ด้วย นั่นเป็นสัญญาณบ่งชัดว่า เราจะได้เห็นรถยนต์ไร้คนขับวิ่งบนท้องถนนอย่างเป็นจริงเป็นจังในเวลาอันใกล้ คือแทบจะไม่มีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยีแล้วในเวลานี้ เหลือเพียงแต่ข้อกำหนดของรัฐบาลแต่ละประเทศ (รวมถึงประเทศไทย) ว่าจะยอมให้รถยนต์แบบไร้คนขับมาวิ่งหรือไม่ หรือต้องมีเงื่อนไขทางด้านความปลอดภัยใดๆ เพิ่มเติมอีก

ที่มา : www.theverge.com

ที่มา: http://news.thaiware.com/9321.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1346537408744408

อียูจ่อออกกฏจริยธรรมควบคุมการใช้หุ่นยนต์

05072c

หุ่นยนต์กลายเป็นเทรนด์ความนิยมของโลกยุคใหม่ ที่นับวันจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนอียูเกิดความกังวลจ่อออกกฏจริยธรรมมาควบคุมการใช้เลยทีเดียว

วันนี้(16ม.ค.60)คณะกรรมาธิการด้านกฎหมายของรัฐสภายุโรป (European Parliament) ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการยุโรป (EU Commission) ออกกฎควบคุมเรื่องจริยธรรมการใช้หุ่นยนต์ โดยคณะกรรมาธิการเสนอให้ยุโรปต้องมีกฎ Ethical Conduct Code เพื่อกำกับดูแลการใช้หุ่นยนต์ และหาผู้รับผิดชอบผลกระทบที่ตามมาในแง่มุมต่างๆ เช่น ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม สุขภาพ

หนึ่งในไอเดียที่เสนอก็คือ หุ่นยนต์ต้องมีปุ่มหยุดการทำงาน (kill switch) เพื่อสั่งปิดหุ่นยนต์ในยามฉุกเฉินด้วย นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ยุโรปติดตามปัญหาเรื่องอาชีพที่จะถูกหุ่นยนต์แย่งงาน รวมทั้งเสนอให้ยุโรปต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแลเรื่องหุ่นยนต์และ AI โดยเฉพาะ  ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวจะถูกส่งเข้าไปยังรัฐสภายุโรปในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=125839&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1328365233894959

 

แพทย์เคียฟประสบความเร็จทำเด็กหลอดแก้วพ่อ-แม่3คน

050b8b

แพทย์กรุงเคียฟประสบความสำเร็จในทำเด็กหลอดแก้วจากพ่อ-แม่3คน ช่วยคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยากให้สมหวัง

วันนี้(20ม.ค.60)ผู้สื่อข่าว BBC รายงานว่า แพทย์ของนาดียาคลีนิค ในกรุงเคียฟ ของประเทศยูเครน ประสบความสำเร็จในการผสมเทียมหลอดแก้วด้วยวิธีใหม่ที่เรียกว่า “โปรนิวเคลียร์ ทรานส์เฟอร์” จากพ่อแม่3คน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับคู่สามีภรรยาที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม โดยเด็กหลอดแก้วนี้เป็นทารกเพศหญิงที่เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา

สำหรับกรรมวิธีแพทย์จะนำเชื้ออสุจิของพ่อมาผสมเทียมกับไข่จากแม่ของเด็ก จากนั้นนำนิวเคลียสของตัวอ่อนที่ได้ ไปฝังในไข่ของผู้บริจาคอีกคนที่ได้นำนิวเคลียสเดิมออกแล้ว ซึ่งจะทำให้ทารกที่เกิดมามีดีเอ็นเอจากทั้งของพ่อแม่ และมีไมโตคอนเดรียล ดีเอ็นเอ จากหญิงผู้บริจาคไข่ด้วย

การเด็กหลอดแก้วจากพ่อแม่ 3 คนนี้ ถูกพัฒนาขึ้นมาแก้ปัญหาในกรณีของแม่ที่เสี่ยงจะส่งต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมในไมโตคอนเดรียไปยังลูก เพื่อช่วยให้เด็กที่เกิดมาแข็งแรงเป็นปกติ แต่แพทย์ในกรุงเคียฟ ใช้วิธีนี้เพื่อช่วยคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยากเท่านั้น

นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้วในเม็กซิโกก็มีทารกที่เกิดจากการผสมเทียมหลอดแก้วจากพ่อแม่ 3 คนเช่นกัน เพียงแต่เป็นวิธีที่แตกต่างกันเล็กน้อย

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126282&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1329153230482826