คลังเก็บหมวดหมู่: สถิรา ศรีชุมพล

พาไปดู Hoversurf มอเตอร์ไซค์บินได้รุ่นแรกของโลกในรูปแบบโดรน 4 ใบพัด ให้คุณพุ่งทะยานไปในอากาศได้ราวกับยาน Speeder ใน Star Wars

ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินข่าวโดรนส่งผู้โดยสารที่ดูไบมาแล้ว ในวันนี้ก็มีข่าวโดรนในรูปแบบยานพาหนะออกมาอีก แต่คราวนี้เท่และมันส์กว่าเดิมแน่นอน เพราะนี่คือ Hoversurf Scorpion-3 โดรนกึ่งมอเตอร์ไซค์ที่เราสามารถขึ้นไปขี่และบินบนฟ้าได้อย่างกับในหนัง Star Wars เลยทีเดียว

โดรนกึ่งมอเตอร์ไซค์ Hoversurf รุ่นทดสอบ Scorpion-3 คิดค้นและพัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพจากประเทศรัซเซีย เป็นพาหนะ 4 ใบพัด นั่งได้ 1 คน สามารถควบคุมโดยผู้ขับขี่หรือควบคุมผ่านรีโมตคอนโทรลแบบโดรนได้ นับเป็น hoverbike รุ่นแรกของโลกที่สามารถใช้งานได้จริงโดยมีผู้ขับขี่นั่งไปด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบ safety ในตัวที่ป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่บังคับเครื่องเร็วเกินไป หรือไต่เพดานบินสูงเกินไปอีกด้วย

ทีมพัฒนา Hoversurf เปิดเผยว่า พวกเขาต้องการให้ Scorpion-3 ควบคุมได้ง่ายเหมือนกับการขี่มอเตอร์ไซค์ โดยจะพยายามพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะทุกๆ ด้านต่อไป และอาจนำไปใช้เพื่อการขนส่งในอนาคต ไปจนถึงกีฬา extreme แนวใหม่


JTARV Prototype

จริงๆ แล้วยังมี hoverbike อีกหลายรุ่นที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นโดรน JTARV รุ่นทดสอบของกองทัพสหรัฐ หรือแม้กระทั่ง hoverbike บ้านๆ ที่ YouTuber คนหนึ่งเคยทำก็มีมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีตัวไหนที่มีสมรรถนะเทียบเท่า Scorpion-3 ได้เลย

หวังว่าอีกไม่นาน Hoversurf คงจะพร้อมให้เราบินไปบนฟ้าหลีกหนีรถติดแบบเท่ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ใบพัดที่หมุนอยู่ใกล้ๆ ขาคนขับนั้นออกจะน่าหวาดเสียวไปหน่อย หวังว่าในอนาคตจะมีการปรับปรุงดีไซน์ให้ดูปลอดภัยกว่านี้นะครับ

ที่มา http://www.techmoblog.com/hoversurf-scorpion-3/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1361317727266376

 

Lamborghini เปิดเผยว่าคอนเซปต์ไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้า อาจจะได้เห็นภายในปี 2030 นี้

 

Lamborghini เปิดเผยว่าคอนเซปต์ไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้า อาจจะได้เห็นภายในปี 2030 นี้

bandido

ลัมบอร์กินี่ (Lamborghini) เปิดเผยถึงแผนการพัฒนา รถไฮเปอร์คาร์ 1 ที่นั่งพลังไฟฟ้า ที่จะมาพร้อมสุดยอดสมรรถนะ ที่จะมีการเปิดตัวภายในปี 2030 นี้อย่างแน่นอน

เมื่อพูดถึงรถซูเปอร์คาร์ค่ายนี้หลายคนอาจจะนึกถึงรถยนต์สมรรถนะสูง พร้อมความไม่ธรรมดาของรุ่นที่มีความแตกต่างกันออกไป หรือรถยนต์ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ระดับ 500 แรงม้า ซึ่งค่ายนี้มีให้คุณได้ทุกสไตล์

7da9fd46633317.585c1d39989ef

โดยหลังจากนี้มีการเปิดเผยจากทาง ลัมบอร์กินี่ เกี่ยวกับกำหนดการพัฒนาและการเปิดตัวของรถไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่จากค่าย ที่จะมาพร้อมที่นั่งเดี่ยวในค๊อกพิทรวมไปถึงขุมพลังไฟฟ้าล้วน และการออกแบบภายนอกที่โดดเด่นกว่ารถซูเปอร์คาร์ปรกติ

สำหรับ ไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้ารุ่นใหม่จาก ลัมบอร์กินี่ จะมาพร้อมการออกแบบภายนอกที่เน้นความโดดเด่นตามสไตล์ไฮเปอร์คาร์ รวมไปถึงการออกแบบห้องโดยสารภายในที่ยกแบบออกมาจาก คอกพิทของเครื่องบินขับไล่อากาศยาน

81addf46633317.585c1d399adc3 766d7e46633317.58753040ebeaaโดยวัสดุทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตรถยนต์คันนี้ส่วนใหญ่จะใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีการพัฒนาแบบพิเศษที่มีความแข็งแกร่ง รวมไปถึงน้ำหนักเบาขั้นสุดกว่าที่ใช้กันในปัจจุบันนี้ทั้งนี้ขุมพลังยังคาดการณ์กันว่า

จะมาพร้อม มอเตอร์พลังงานไฟฟ้าสูงที่สามารถผลิตกำลังแรงม้าได้ระดับเครื่องยนต์ V10 เลยทีเดียวซึ่งน่าจะมีแรงม้าอย่างน้อยๆ ที่ 500 แรงม้า เลยทีเดียว สำหรับการเปิดตัว ทางลัมบอร์กินี่เปิดเผยว่าเราอาจจะได้เห็นรถไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าคันนี้ภายในไม่เกินปี 2030 นี้แน่นอน

ที่มา : http://www.autospinn.com/2017/01/this-electric-single-seater-concept-is-so-outrageous-lamborghini-could-actually-build-it/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1361475677250581

มาดูรถยนต์ไร้คนขับ Nvidia BB8 วิ่งบนท้องถนนของจริง บอกเลยว่าน่าทึ่ง

มาดูรถยนต์ไร้คนขับ Nvidia BB8 วิ่งบนท้องถนนของจริง บอกเลยว่าน่าทึ่ง

รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous car) ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งไม่น้อย ที่เราจะได้มองเห็นว่าจริงๆ แล้วมันทำงานอย่างไร ในคลิปนี้คุณจะได้เห็นผู้โดยสาร นั่งอยู่ในรถที่มีชื่อว่า BB8 ที่วางระบบรถอัจฉริยะโดย Nvidia บริษัทผลิตกราฟฟิกการ์ดชื่อก้องโลก ที่กระโดดลงมาเล่นตลาดรถยนต์ไร้คนขับอย่างเต็มตัว ผู้โดยสารเพียงบอกว่าเขาต้องการจะไปที่ไหน และเจ้า BB8 ก็พาเขาเดินทางไปยังจุดหมายในทันที ผ่านการจราจรในเมืองที่ค่อนข้างจะคับคั่ง ผู้โดยสาร (ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ) ไม่ต้องทำอะไรนอกจากมองวิวไปเพลินๆ หรือจ้องมองพวงมาลัยที่บิดไปทางซ้ายและทางขวาได้เอง และเจ้า BB8 ฉลาดพอที่จะชลอรถตอนเข้าโค้ง ทำตามป้ายสัญญาณเตือนต่างๆ และปฏิบัติตามสัญญาณไฟเขียวไฟแดงได้อย่างถูกต้อง

Nvidia นอกจากจะเป็นผู้ผลิตชิปกราฟฟิกระดับท็อปแล้ว อีกบทบาทที่กำลังก้าวเข้ามาอย่างเต็มตัวคือ การจัดทำระบบ Supercomputer ที่ทำหน้าที่เป็นมันสมองของรถยนต์แบบไร้คนขับ ซึ่งถึงนำไปใช้ทั้งในรถของ Volvo ไปจนถึงรถ Roborace ที่ลงแข่งในสนาม และทาง Nvidia เพิ่งเซ็นสัญญาเพื่อจัดทำระบบสมองกลรถยนต์ไร้คนขับให้กับ ZF, Bosch รวมถึง Audi ด้วย นั่นเป็นสัญญาณบ่งชัดว่า เราจะได้เห็นรถยนต์ไร้คนขับวิ่งบนท้องถนนอย่างเป็นจริงเป็นจังในเวลาอันใกล้ คือแทบจะไม่มีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยีแล้วในเวลานี้ เหลือเพียงแต่ข้อกำหนดของรัฐบาลแต่ละประเทศ (รวมถึงประเทศไทย) ว่าจะยอมให้รถยนต์แบบไร้คนขับมาวิ่งหรือไม่ หรือต้องมีเงื่อนไขทางด้านความปลอดภัยใดๆ เพิ่มเติมอีก

ที่มา : www.theverge.com

ที่มา: http://news.thaiware.com/9321.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1346537408744408

อียูจ่อออกกฏจริยธรรมควบคุมการใช้หุ่นยนต์

05072c

หุ่นยนต์กลายเป็นเทรนด์ความนิยมของโลกยุคใหม่ ที่นับวันจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนอียูเกิดความกังวลจ่อออกกฏจริยธรรมมาควบคุมการใช้เลยทีเดียว

วันนี้(16ม.ค.60)คณะกรรมาธิการด้านกฎหมายของรัฐสภายุโรป (European Parliament) ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการยุโรป (EU Commission) ออกกฎควบคุมเรื่องจริยธรรมการใช้หุ่นยนต์ โดยคณะกรรมาธิการเสนอให้ยุโรปต้องมีกฎ Ethical Conduct Code เพื่อกำกับดูแลการใช้หุ่นยนต์ และหาผู้รับผิดชอบผลกระทบที่ตามมาในแง่มุมต่างๆ เช่น ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม สุขภาพ

หนึ่งในไอเดียที่เสนอก็คือ หุ่นยนต์ต้องมีปุ่มหยุดการทำงาน (kill switch) เพื่อสั่งปิดหุ่นยนต์ในยามฉุกเฉินด้วย นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ยุโรปติดตามปัญหาเรื่องอาชีพที่จะถูกหุ่นยนต์แย่งงาน รวมทั้งเสนอให้ยุโรปต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแลเรื่องหุ่นยนต์และ AI โดยเฉพาะ  ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวจะถูกส่งเข้าไปยังรัฐสภายุโรปในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=125839&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1328365233894959

 

แพทย์เคียฟประสบความเร็จทำเด็กหลอดแก้วพ่อ-แม่3คน

050b8b

แพทย์กรุงเคียฟประสบความสำเร็จในทำเด็กหลอดแก้วจากพ่อ-แม่3คน ช่วยคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยากให้สมหวัง

วันนี้(20ม.ค.60)ผู้สื่อข่าว BBC รายงานว่า แพทย์ของนาดียาคลีนิค ในกรุงเคียฟ ของประเทศยูเครน ประสบความสำเร็จในการผสมเทียมหลอดแก้วด้วยวิธีใหม่ที่เรียกว่า “โปรนิวเคลียร์ ทรานส์เฟอร์” จากพ่อแม่3คน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับคู่สามีภรรยาที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม โดยเด็กหลอดแก้วนี้เป็นทารกเพศหญิงที่เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา

สำหรับกรรมวิธีแพทย์จะนำเชื้ออสุจิของพ่อมาผสมเทียมกับไข่จากแม่ของเด็ก จากนั้นนำนิวเคลียสของตัวอ่อนที่ได้ ไปฝังในไข่ของผู้บริจาคอีกคนที่ได้นำนิวเคลียสเดิมออกแล้ว ซึ่งจะทำให้ทารกที่เกิดมามีดีเอ็นเอจากทั้งของพ่อแม่ และมีไมโตคอนเดรียล ดีเอ็นเอ จากหญิงผู้บริจาคไข่ด้วย

การเด็กหลอดแก้วจากพ่อแม่ 3 คนนี้ ถูกพัฒนาขึ้นมาแก้ปัญหาในกรณีของแม่ที่เสี่ยงจะส่งต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมในไมโตคอนเดรียไปยังลูก เพื่อช่วยให้เด็กที่เกิดมาแข็งแรงเป็นปกติ แต่แพทย์ในกรุงเคียฟ ใช้วิธีนี้เพื่อช่วยคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยากเท่านั้น

นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้วในเม็กซิโกก็มีทารกที่เกิดจากการผสมเทียมหลอดแก้วจากพ่อแม่ 3 คนเช่นกัน เพียงแต่เป็นวิธีที่แตกต่างกันเล็กน้อย

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126282&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1329153230482826

นักวิทยาศาสตร์เก็บดีเอ็นเอ ‘เชื้อฝีดาษ’ จากซากมัมมี่คริสต์ศตวรรษที่ 17

35169C43-083D-4B2C-A3B2-5AE0D5B5061A_cx1_cy57_cw0_w987_r1_s_r1

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบหลักฐานทางพันธุกรรมของเชื้อฝีดาษ หรือ smallpox ในซากมัมมี่อายุ 400 กว่าปี หลักฐานทางพันธุกรรมนี้ช่วยระบุได้ว่าเชื้อฝีดาษไม่ได้เป็นโรคระบาดเก่าแก่อย่างที่คิด

ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาและชาวออสเตรเลีย เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของเชื้อฝีดาษจากตัวอย่างผิวหนังของซากมัมมี่เด็กที่เหลือเเค่ส่วนล่างของร่างกายเท่านั้น ซึ่งค้นพบในห้องลับใต้ตินของโบถส์ที่ประเทศลิธัวเนีย

ซากมัมมี่เด็กดังกล่าวเป็นหนึ่งในมัมมี่หลายตัวที่พบในห้องลับใต้ดินของโบถส์ที่มีอายุเก่าแก่ 400 ปีแห่งนี้ และถือเป็นหลักฐานเก่าแก่ชิ้นเเรกที่ยืนยันประวัติของการติดเชื้อฝีดาษในมนุษย์

ก่อนการค้นพบครั้งนี้ เชื่อกันมาตลอดว่าฟาโรห์รามเสสที่ห้าแห่งอียิปต์โบราณ ติดเชื้อฝีดาษ เพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพบร่องรอยของฝีดาษบนซากมัมมี่ของฟารโรห์ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากซากมัมมี่ที่มีอายุ 4 – 5 พันปีเพื่อยืนยันเรื่องนี้

ซากมัมมี่เด็กที่ติดเชื้อฝีดาษดังกล่าวไม่มีร่องรอยของแผลเป็นจากโรคฝีดาษ ซึ่งสร้างความแปลกใจเเก่ Hendrik Poinar ผู้อำนวยการศูนย์ดีเอ็นเอโบราณ มหาวิทยาลัย McMaster ในออนตาริโอ้ เขากล่าวว่ามัมมี่เหล่านี้ช่วยให้ทีมงานสามารถศึกษาย้อนกลับไปในอดีตถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ และได้ค้นหาหลักฐานการติดเชื้อไวรัสมากมายหลายชนิด จนที่สุดได้ค้นพบมัมมี่เด็กติดเชื้อฝีดาษด้วย

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอย่างเเพร่หลาย ช่วยกำจัดเชื้อฝีดาษ หรือเชื้อไวรัสวาริโอล่า (variola virus) ให้หมดจากโลกในปี 1977

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ประกอบดีเอ็นเอจากคริสต์ศตวรรษที่ 17 ขึ้นมาใหม่ และนำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอที่มีอายุย้อนไปถึงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1900 กับตัวอย่างดีเอ็นเอของเชื้อโรคก่อนหน้าที่ฝีดาษจะถูกกำจัดไปจากโลก

ทีมงานสรุปว่า ตัวอย่างดีเอ็นเอทั้งหมดมีบรรพบุรุษของเชื้อไวรัสเดียวกัน ซึ่งกำเนิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1588 -1645

นอกเหนือจากการช่วยระบุประวัติของเชื้อฝีดาษแล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าผลการค้นพบของทีมงานครั้งนี้ยังช่วยระบุช่วงเวลาที่เชื้อฝีดาษเริ่มวิวัฒนาการ ทีมนักวิจัยคิดว่าเชื้อ ฝีดาษเริ่มแยกออกเป็นสองสายพันธุ์จากบรรพบุรุษเดียวกัน ในช่วงที่มีการคิดค้นวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสวาริโอล่าขึ้นมาใช้โดย Edward Jenner ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 1800

ทีมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า วัคซีนทำให้เชื้อไวรัสฝีดาษเริ่มแยกกันออกเป็นสองสายพันธุ์ คือเชื้อไวรัสวาริโอล่า เมเจอร์ (variola major) กับเชื้อไวรัสวาริโอล่า ไมเน่อร์ (variola minor) โดยสายพันธุ์หนึ่งมีความรุนแรงกว่าอีกสายพันธุ์หนึ่ง

Poinar กล่าวว่าช่วงเวลาที่เชื้อฝีดาษแยกออกเป็นสองสายพันธุ์ ตรงกับช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มออกเดินทางไปในต่างแดน อพยพย้ายถิ่นและการล่าอณานิคม ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่น่าจะมีส่วนช่วยให้เชื้อฝีดาษเเพร่ระบาดไปทั่วโลก

แม้ว่าฝีดาษจะหมดไปจากโลกและไม่เป็นปัญหาสุขภาพอีกต่อไป Poinar คิดว่ามีความสำคัญที่ต้องศึกษาเพื่อระบุประวัติของโรคนี้ เพื่อศึกษาการวิวัฒนาการเเละความก้าวหน้าของเชื้อโรค ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะมีบทบาทสำคัญในการบำบัดเเละกำจัดโรคอื่นๆให้หมดไปจากโลก

ผู้อำนวยการศูนย์ดีเอ็นเอโบราณ มหาวิทยาลัย McMaster ในแคนาดา กล่าวว่า การวิจัยนี้ไม่ได้ไร้ประโยชน์อย่างที่หลายคนอาจจะมอง เขาคิดว่าการวิจัยนี้ช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นถึงการวิวัฒนาการของโรคติดต่อ ซึ่งเขาคิดว่าสำคัญมากที่ต้องรู้เเละเข้าใจ

(รายงานโดย Jessica Berman / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

ที่มา : http://www.voathai.com/a/smallpox-mummy-tk/3659450.html

 

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1323660697698746

นอร์เวย์เตรียมเลิกใช้ ‘วิทยุเอฟเอ็ม’ เป็นประเทศแรกในโลก

9DEEC668-EE88-401B-9CAA-B5A4450C753D_cx4_cy20_cw90_w987_r1_s_r1

 

สำนักข่าว Wall Street Journal รายงานว่า นอร์เวย์กำลังจะกลายเป็นประเทศแรกในโลก ที่เลิกใช้วิทยุคลื่นความถี่เอฟเอ็ม (FM) แต่จะเปลี่ยนไปใช้วิทยุดิจิตัลทั้งหมดภายในปีนี้

ทางการนอร์เวย์ระบุว่า ข้อดีของ วิทยุดิจิตัล หรือ DAB คือมีช่องให้บริการเพิ่มขึ้น การรับส่งสัญญาณดีกว่าแม้ในที่ห่างไกล และมีต้นทุนค่าดำเนินการต่ำกว่าวิทยุแบบคลื่นเอฟเอ็ม

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเห็นประชาชนชี้ให้เห็นว่า ชาวนอร์เวย์ราว 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนไปใช้วิทยุระบบดิจิตัลทั้งหมด โดยส่วนใหญ่บอกว่าไม่ต้องการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนจากวิทยุเอฟเอ็มที่ใช้กันมานานหลายสิบปี

วิทยุแบบคลื่นเอฟเอ็ม เริ่มผลิตขึ้นครั้งแรกในสหรัฐฯ เมื่อช่วงทศวรรษ 1930 ก่อนที่จะได้รับความนิยมไปทั่วโลกในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนอร์เวย์แล้ว มีอีกหลายประเทศที่กำลังพิจารณาเลิกใช้วิทยุคลื่นความถี่เอฟเอ็มเช่นกัน รวมทั้ง เดนมาร์ก อังกฤษ และสวิสเซอร์แลนด์

ที่มา : http://www.voathai.com/a/norway-switchs-off-fm-radio/3674661.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1322870234444459

อัจฉริยภาพด้านการศึกษา: ธ ทรงเป็นยิ่งกว่านักการศึกษา

“การศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ 8 ในกลุ่มประเทศอาเซี่ยน” เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ชี้ชัดว่า การศึกษาของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ ซึ่งหมายถึงคุณภาพของคนวิกฤติ และหมายถึงประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะคนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ซึ่งที่ผลออกมาเช่นนี้เพราะ ในการทดสอบวัดคุณภาพการศึกษา เขาวัดกันด้วยการศึกษา 4.0 แต่การเรียนการสอนของประเทศไทยยังเป็นการศึกษา 1.0

แนวทางการแก้วิกฤติคุณภาพคน เป็นกระแสรับสั่งซึ่งแสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระองค์ทรงเป็นยิ่งกว่านักการศึกษา โดยกระแสรับสั่งดังกล่าว ได้กลายมาเป็นวัตถุประสงค์ของมูลนิธิยุวสถิรคุณ ที่ทรงให้จัดตั้งขึ้นในปี 2557 เพื่อปฏิรูปการศึกษาของประเทศ

ขอนำเสนอโดยใช้โปสเตอร์ 2 แผ่น ที่ปรากฏอยู่ที่หน้าห้องบรรยายขนาดใหญ่ทุกห้องในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โดยแผ่นที่ 1 แสดงถึงวิวัฒนาการการศึกษาจาก 1.0 ถึง 4.0 เป็นลำดับคือ 1.0-ครูเป็นผู้ป้อนความรู้ 2.0-ผู้เรียนหาความรู้เองจากสื่อออนไลน์ได้ 3.0-ผู้เรียนสร้างความรู้ได้ 4.0–ผู้เรียนสร้างนวัตกรรมได้ โดยคำว่าสร้างนวัตกรรมครอบคลุมตั้งแต่การนำความรู้จากชั้นเรียนไปแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ไปช่วยชุมชน ช่วยสังคม รวมไปถึงการนำความรู้ไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้

แผนที่ 2 เป็นผลงานวิจัยสะสมมายาวนาน ที่รู้จักทั่วไปในวงการศึกษาในชื่อ ปิรามิดการเรียนรู้ (Learning Pyramid) ที่นักการศึกษาทั่วโลกยอมรับและเป็นสิ่งหลายประเทศนำไปปรับใช้ โดยการวัดผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาจากความรู้ที่เหลืออยู่กับผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้ว ซึ่งพบว่า การเรียนที่ให้ครูเป็นผู้ป้อนความรู้นั้น มีความรู้เหลือติดตัวผู้เรียนไปเพียง 5% ถ้าผู้เรียนอ่านเพิ่มเติมจะได้ความรู้ติดตัวไป 10% ถ้าป้อนแล้วมีภาพประกอบก็จะเพิ่มช่องทางการเข้าใจ ความรู้ที่ติดตัวไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% และถ้าครูจัดให้มีการสาธิตประกอบจะทำไห้ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเป็น 30% แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังถือว่าผู้เรียนเป็นเพียงผู้เสพความรู้ (ที่มา: ศาสตราจารย์ นพ. วิจารณ์ พานิช ) หรืออีกนัยหนึ่งอาจเรียกการเรียนรู้แบบนี้ซึ่งก็ยังเป็นการป้อนความรู้ว่า เป็นแบบจากข้างนอกสู่ข้างใน (Outside in) ซึ่งผลที่ได้ก็คือนกแก้ว-นกขุนทอง

รูปแบบการศึกษา 3.0 ถูกเสนอไว้อย่างง่ายและชัดเจนในฐานปิรามิด โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 3/1-จัดให้มีการถกเถียง 3/2-ให้ลงมือปฏิบัติ 3/3-ให้สอนผู้อื่น ซึ่งมีผลการวิจัยยืนยันว่า นอกจากจะทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้เองได้แล้ว ยังเหลือความรู้ติดตัวไปกับผู้เรียนถึง 50% 70% และ 90% ตามลำดับเลยที่เดียว โดยในระดับที่ 1 ซึ่งได้แก่การจัดให้มีการถกเถียง (Debate หรือ Discussion) กันด้วยข้อมูลนั้น ผู้สอนมีหน้าที่ตั้งคำถามที่มีมุมมองในหลายมิติ จัดแบ่งผู้เรียนให้เป็นกลุ่ม ๆ ให้มีการถกเถียงกันด้วยข้อมูลภายในกลุ่ม แล้วนำผลสรุปในแต่ละกลุ่มมานำเสนอและให้ถกเถียงหรือโต้แย้งกันข้ามกลุ่ม หรือแม้แต่ให้เกิดการถกกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอน โดยในการหาข้อมูลสามารถเปิดกว้างให้ค้นหาผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนตัวหรือแม้กระทั่งผ่านมือถือ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทักษะด้านสารสนเทศเพื่อให้สามารถค้นหาความรู้ด้วยตนเองซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของเยาวชนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21

การศึกษา 3.0 ในระดับที่ 2 ที่อยู่ที่ฐานปิรามิด ได้แก่ การให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ (Practice) หรือทำการทดลองด้วยตนเอง ซึ่งผลการวิจัยระบุว่า ความรู้จะเหลืออยู่ที่ผู้เรียนถึง 70% และสุดยอดของการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ตามแนวทางของการศึกษา 3.0 คือ การให้ผู้เรียนสอนผู้อื่น (Teach other) หรือติวให้กับเพื่อนหรือการนำเสนอหน้าชั้นเรียน เพราะก่อนที่จะนำเสนอหรือสอนผู้อื่นได้ ผู้เรียนต้องศึกษาให้เข้าใจ ต้องตกผลึกความรู้ ต้องสรุปประเด็น จัดหมวดหมู่ข้อมูลและนำเสนออย่างเป็นระบบ ซึ่งการสอนผู้อื่นโดยการนำความรู้ไปใช้ทันที (Immediate use) นี้ ผลการวิจัยระบุว่า ผู้เรียนจะเก็บความรู้ติดตัวไปได้ถึง 90%

จะเห็นว่าทั้งใน 3 ระดับของการศึกษา 3.0 นั้น ตลอดระยะเวลาในชั้นเรียน ผู้เรียนจะทำหน้าที่สร้างความรู้ผ่านกระบวนการคิด การค้นหาข้อมูลเพื่อนำมาถกเถียง การแก้ปัญหาในการลงมือปฏิบัติ รวมไปถึงการสรุปข้อมูลเพื่อนำไปเสนอหรือนำไปสอนผู้อื่น วิธีการเรียนรู้รูปแบบนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้ชนิดจากข้างในสู่ข้างนอก (Inside out) ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ จะทำให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็น ทำให้ผู้เรียนค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง และในที่สุดก็จะออกมาเป็นแรงบันดาลใจ (inspiration) นำไปสู่การค้นพบตัวเอง โดยการที่ผู้เรียนต้องคิด ต้องแก้ปํญหาตลอดกระบวนการที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนนั้น ถือเป็นกระบวนการฝึกฝนเพื่อให้คิดหลุดกรอบหรือคิดนอกกรอบ ซึ่งเป็นต้นทางของการคิดสร้างสรรค์ และต้นทางของคำว่า นวัตกรรม ซึ่งหมายถึง สิ่งที่แตกต่างและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ การแก้ปัญหาชุมชนหรือการสร้างมูลค่าในทางธุรกิจต่อไป

“ให้ครูสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งขันกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่ง สอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า” เป็นกระแสรับสั่งซึ่งกลายมาเป็นวัตถุประสงค์ของมูลนิธิยุวสถิรคุณ ซึ่งผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดกับผู้เรียนจะเหนือกว่าขั้นสูงสุดของปิรามิดการเรียนรู้ โดยนอกเหนือจากความรู้จะติดตัวไปกับผู้ที่ทำหน้าที่สอนคนอื่นกว่า 90% แล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ ความรัก ความสามัคคีซึ่งจะนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นการสร้างชุมชนและสังคมที่อบอุ่นและเข้มแข็งตามวิถีไทยที่ประมาณค่าไม่ได้

มาถึงการศึกษา 4.0 ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักการศึกษาทั้งโลกต่างให้ความสำคัญ โดยหวังว่าผู้เรียนต้องสามารถ “สร้างนวัตกรรมได้” โดยแนวทางของการศึกษา 4.0 คือ ไม่แยกการศึกษาออกจากชุมชน นั่นคือ ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทั้งในและนอกชั้นเรียน โดย การเรียนในชั้นเรียนยังคงเน้นที่การศึกษา 3.0 คือ จัดให้มีการ “แบ่งกลุ่มถกเถียง ลงมือปฏิบัติ และให้สอนผู้อื่นหรือนำเสนอหน้าชั้นเรียน” ซึ่งเป็นกลไกที่จะนำไปสู่การคิดนอกกรอบและการคิดสร้างสรรค์ดังที่กล่าวมาแล้ว ส่วนการเรียนรู้นอกชั้นเรียนนั้น หมายถึง ให้ผู้เรียนได้ออกปฏิบัติงานจริงในชุมชน ในภาคอุตสาหกรรมและในสถานประกอบการ เพื่อนำความรู้ในชั้นเรียนไปผูกโยงเข้ากับชีวิตจริง และนำสิ่งที่เห็นในชีวิตจริงกลับไปคุยกันในชั้นเรียน เพื่อย้อนกับไปแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน นำไปช่วยชุมชน ช่วยสังคม รวมไปถึงการนำความรู้ไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจต่อไป

โครงการ “สถานศึกษาพอเพียง” ของมูลนิธิยุวสถิรคุณ เพื่อการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ เป็นอะไรที่ยิ่งกว่า (beyond) การศึกษา 4.0 เพราะเป็นการนำสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน นำปัญหาและนำภูมิปัญญาชาวบ้าน ไปพูดคุย ปรับปรุงหรือต่อยอดในโรงเรียน หรือนำไปทำวิจัยเชิงลึกในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาชุมชนและทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเริ่มต้นที่เยาวชน นั่นหมายถึงความมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

จะเห็นได้ว่า แนวทางการปฏิรูปการศึกษา “ให้เด็กที่เรียนเก่ง สอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า” ซึ่งเป็นส่วนของการศึกษาในชั้นเรียน และโครงการ “สถานศึกษาพอเพียง” ซึ่งเป็นส่วนของการศึกษานอกชั้นเรียน ถือเป็นอัจฉริยภาพด้านการศึกษาที่ยิ่งกว่าการศึกษา 4.0 เพราะนอกจากจะเป็นวิธีที่จะทำให้ความรู้เหลือติดตัวผู้เรียนไปมากกว่า 90% ตามปิรามิดการเรียนรู้และไม่แยกโรงเรียนออกจากชุมชนแล้ว ยังจะก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี การช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งถือได้ว่าเป็นทฤษฎีหรือปรัชญาที่มีความยิ่งใหญ่และสำคัญต่อประชาชนชาวไทยและต่อประชาคมโลก ไม่แตกต่างไปจากทฤษฎีหรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเลยทีเดียว ดังนั้น คนที่รักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงควรน้อมนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะนั่นคือ ทางรอดทางเดียวในการแก้ปัญหาวิกฤติคุณภาพคนของประเทศ

สุพจน์ หารหนองบัว

ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา: http://www.vcharkarn.com/varticle/505955