คลังเก็บหมวดหมู่: สถิรา ศรีชุมพล

เยอรมนีฮิต!สเก็ตบอร์ดไฟฟ้า ใช้สมาร์ทโฟนคุม

เยอรมนี ทำการพัฒนาและออกแบบสเก็ตบอร์ดไฟฟ้าแบบใหม่ โดยใช้การควบคุมจากสมาร์ทโฟนในมือผู้เล่น เพื่อสร้างความสะดวกสบาย และง่ายขึ้นให้กับผู้เล่น

วันนี้(18พ.ค.60)สเก็ตบอร์ดไฟฟ้า กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ในกลุ่มนักเล่นสเก็ตบอร์ด ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เนื่องจากลูกเล่นใหม่ที่ออกมา คือฟังก์ชั่นการขับขี่และควบคุม ผ่านสมาร์ทโฟนในมือ โดยใช้ Bluetooth หรือ WiFi ในการเชื่อมต่อ

ซึ่งผู้เล่นสามารถเร่งและเบาความเร็วได้ ด้วยอุปกรณ์สมาร์ทโฟน โดยมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมถึงการเบรค หรือการเลี้ยว ที่ง่ายกว่าการบังคับด้วยเท้าในแบบเดิม เพราะเพียงแค่สะบัดและขยับเครื่องโทรศัพท์ไปมาเพื่อ
บังคับทิศทางเท่านั้น

ทางบริษัทผู้ผลิต บอกว่า พวกเขาต้องการให้สเก็ตบอร์ดไฟฟ้าเครื่องนี้ ถูกใช้งานในการโดยสารประจำวัน แทนการเดิน หรือ แทนการใช้รถจักรยานยนต์ ในกรุงเบอร์ลิน ที่จะช่วยลดปัญหาการจราจรได้อย่างมาก  ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าว ได้เปิดโอกาสให้ผู้คนใจ หรือใครก็ได้ในวงกว้างสามารถใช้งานได้ เนื่องจากความง่ายและไม่ต้องทำความเข้าใจซับซ้อน หรือใช้เวลาฝึกฝนนาน

ซึ่งขณะนี้การใช้งานสเก็ตบอร์ดไฟฟ้า ยังใช้ได้เพียงแค่บางพื้นที่เท่านั้น เนื่องจากกฎหมายในเยอรมนี ไม่อนุญาตให้ใช้สเก็ตบอร์ดไฟฟ้าบนทางเท้าหรือถนนแต่อย่างใด แต่บริษัทผู้ผลิตหวังว่า ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น  

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=138160&t=news

“SolarGaps”สุดยอดม่านประหยัดพลังงานผลิตไฟฟ้า

05761c

“SolarGaps”ม่าน“แผงโซลาร์เซลล์ ” ใช้เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้า สามารถควบคุมได้ผ่านสมาร์ทโฟน

วันนี้(17พ.ค.60)SolarGaps ไม่ใช่ผ้าม่านที่ทำขึ้นมาจาก “ผ้า” แต่ทำขึ้นจาก “แผงโซลาร์เซลล์ ” ม่านอัจฉริยะนี้พัฒนาขึ้นจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ กล่าวคือเมื่อเรารู้สึกร้อนเราต้องปิดม่าน ซึ่งม่านจะทำหน้าที่บดบังแสงแดดแทนเรา เมื่อม่านต้องเจอกับแสงแดดเป็นประจำอยู่แล้ว ม่านจึงเหมาะกับการใช้เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เข้าไปเสียเลย ม่านอัจฉริยะ SolarGaps มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ติดตามแสงอาทิตย์ ที่ช่วยปรับทิศทางของม่านให้รับกับพระอาทิตย์โดยอัตโนมัติ นอกเหนือจากการควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติแล้ว ม่านอัจฉริยะสนับสนุนการควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสั่งการควบคุมเปิดปิดม่านในแบบที่ต้องการได้ดั่งใจ

ม่านอัจฉริยะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ชั่วโมงละ 50-100 วัตต์/ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาดของม่านจากตัวอย่างม่านมีขนาด 1 ตารางเมตร) ปริมาณของไฟฟ้าที่ผลิตได้เพียงพอสำหรับการจ่ายกระแสไฟให้กับหลอดไฟจำนวน 30 หลอด และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่ใช้งานพร้อมกันมากถึง3เครื่อง กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่จำเป็นต้องใช้งานในทันที ผู้ใช้งานอาจเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้งานครั้งต่อไป

ม่านอัจฉริยะ SolarGaps อยู่ระหว่างการขอระดมทุนบนเว็บไซต์ Kickstarter สินค้ามีกำหนดจัดส่งให้กับผู้ที่สั่งจองภายในเดือนกันยายน 2017 โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $390 หรือประมาณ 13,600 บาท

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=138022&t=news

EV Charger ผลิตภัณฑ์ที่ตอบทุกโจทย์เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต

iq9ebf418d83f209ece1d36fcf8a3716f5

iq9ebf418d83f209ece1d36fcf8a3716f5-0

EV Charger เป็นมากกว่าตัวชาร์จรถยนต์ เพราะสามารถตอบโจทย์ทุกมิติด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อตอบสนองนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีของคนไทยในอนาคต สินค้าตัวนี้เป็นอุปกรณ์เพาเวอร์อิเล็คทรอนิกส์สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ลักษณะเป็นตู้และมีหัวจ่ายไฟฟ้า มี 3 ประเภท คือ Slow Charger สำหรับชาร์จไฟแบบปกติในที่อยู่อาศัย สามารถใช้ไฟจากปลั๊กไฟทั่วไป ด้วยแรงดัน 220v ชาร์จไฟ 3 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จไฟประมาณ 8 ชั่วโมง ถัดมาเป็น Medium Charger ตู้ชาร์จไฟที่เหมาะกับสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดของการโหลดไฟน้อย ชาร์จไฟ 20 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จไฟประมาณ 1 ชั่วโมง สุดท้าย คือ Fast Charger ตู้ชาร์จไฟซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าแรงดัน 3 เฟส 380v แปลงไฟฟ้าให้เหมาะสมกับรถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จไฟอยู่ที่ 50 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จไฟไม่เกิน 30 นาที ส่วนใหญ่จะติดตั้งที่สถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

iq9ebf418d83f209ece1d36fcf8a3716f5-1
เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหลักจากแบตเตอรี่เพียงแหล่งเดียว จึงต้องมีการชาร์จไฟแบตเตอรี่ผ่านเครื่องชาร์จไฟ ( EV Charger ) ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าปกติจะมีปลั๊ก 2 ประเภท คือปลั๊ก AC Charge เพื่อชาร์จกับ Slow Charger และปลั๊ก DC Charge ไว้ใช้ชาร์จกับเครื่อง Medium Charger & Fast Charger โดยปกติการชาร์จแต่ละครั้งรถจะวิ่งได้ประมาณ 150 กิโลเมตร สำหรับตู้ชาร์จแบบ Medium Charger & Fast Charger มีลักษณะพิเศษที่หัวจ่ายจะต้องมีมาตรฐานที่จะ Plug in เข้ากับรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละชนิดได้ โดยทั่วโลกจะมีหัวมาตรฐานที่เชื่อมต่ออยู่ 3-4 มาตรฐาน แต่ที่นิยมจะเป็นของยุโรป (หัวแบบคอมโบ) และของญี่ปุ่น (ชาร์จเดโมะ) เพื่อรองรับรถค่ายยุโรปกับญี่ปุ่น ซึ่งผลิตภัณฑ์เครื่องชาร์จของเอบีบีตัวหนึ่งจะมีหัวจ่ายมาตรฐาน 2-3 หัว สามารถรองรับทั้งรถญี่ปุ่นและยุโรปเช่นกัน

iq9ebf418d83f209ece1d36fcf8a3716f5-2
EV Charger มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อน รักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานอย่างไร
ความจริงแล้วการใช้รถ EV และ EV Charger เป็นอีกทางเลือกที่ดี แทนการใช้แก๊สหรือน้ำมันที่ก่อให้เกิดมลพิษค่อนข้างมาก ก็เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าแทน เป็นพลังงานสะอาดช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งพลังงานไฟฟ้าที่ได้มาจากหลายแหล่ง รวมทั้งพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ หรือน้ำ เป็นการช่วยลดการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติซึ่งนับวันจะมีปริมาณลดลงและมีราคาสูงขึ้น หลายหน่วยงานจึงให้ความสนใจในการศึกษาวิจัยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในอนาคตสำหรับสังคมไทย

แนวโน้มของสินค้า EV Charger จะเป็นอย่างไร และส่งเสริมให้ใช้ในเมืองไทยเมื่อใด
MEA&PEA มีการกำหนดนโยบายเป็น Road Map Smart Grid โดยมีโครงการ EV รวมอยู่ด้วย คาดว่าภายใน 5 ปีอาจมีการนำมาใช้ในส่วนงานของ Utility และบริษัทที่ดำเนินการด้านพลังงาน ส่วนภาคประชาชนน่าจะมีการนำมาใช้ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่ง ณ ปัจจุบัน การไฟฟ้านครหลวงกำลังศึกษาโครงการเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของ กฟน. โดยได้สร้างสถานีชาร์จไฟฟ้า 10 แห่งและมีแผนนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ทดลองและศึกษาวิจัยจำนวน 20 คัน

ทั้งนี้เอบีบีได้สนับสนุนเครื่องชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วรุ่น Terra 51 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จำนวน 1 เครื่องในโครงการ The Feasibility Study on Quick Chargers for Electric Vehicles ติดตั้งที่การไฟฟ้านครหลวง เขตบางใหญ่ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการใช้งานของเครื่องชาร์จไฟฟ้าและผลกระทบของการชาร์จไฟด้วยเครื่องชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วรุ่นนี้ ต่อระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. รวมทั้งพัฒนาระบบการใช้บริการชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนในอนาคต ล่าสุดเอบีบียังได้ร่วมการวิจัยกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสนับสนุนเครื่องชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วรุ่น Terra 53 CJ สำหรับสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อการศึกษาวิจัยด้าน Smart Grid และ Smart Mobility ซึ่งหากรัฐบาลส่งเสริมโครงการนี้จริงในอนาคต หน่วยงาน Utility และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยมาร่วมพิจารณาว่า ประเทศไทยมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้

ผลิตภัณฑ์ EV Charger ของเอบีบีมีจุดเด่นอย่างไร
เนื่องจาก EV Charger เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทุกมิติด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อตอบสนองนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีของคนไทยในอนาคต เอบีบีจึงเน้นการสนับสนุนข้อมูล เข้าร่วมการศึกษาวิจัย Specification ของเครื่องชาร์จไฟฟ้าในตลาด โดยการให้ความรู้ความเข้าใจกับทั้งภาครัฐและเอกชนว่าเครื่องชาร์จไฟฟ้าในตลาดมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง มีข้อดีข้อเสียอย่างไร การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องจะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าเทคโนโลยีของเราดีที่สุด EV Charger ภายใต้แบรนด์เอบีบี มีจุดเด่นเรื่องมาตรฐานด้าน Hardware ของตู้และหัวชาร์จที่สามารถรองรับรถยนต์ทุกค่าย มีความสะดวกยืดหยุ่นต่อการใช้งานที่มีการอัพเกรดให้ทันสมัยในราคาสมเหตุสมผล รวมทั้งมีInfrastructure และระบบสารสนเทศช่วยบริหารจัดการและแชร์ข้อมูลแก่ลูกค้าอย่างถูกต้องแม่นยำ จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าของเอบีบีสามารถตอบโจทย์ทุกปัญหามีเทคโนโลยีพร้อมรองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างแน่นอน

เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงกับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ระบบการชาร์ต และการจัดเก็บไฟฟ้า พร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองขับจริง ชาร์จจริงได้ที่งานมหกรรมพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2560 ( SETA 2017 ) บูธเอบีบี no. E01 ซึ่งจัดโดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับการสนับสนุนหลักจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงคมนาคม และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยงานนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 8-10 มีนาคม เวลา 9.00 – 17.30 น. ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/prg/2612290

นักวิทย์ถอดจีโนม “ควินัว” ธัชพืชความหวังของโลกที่หิวโหย

560000001461001

เมล็ดควินัวที่อุดมสารอาหาร (AIZAR RALDES / AFP)

       นักวิทยาศาสตร์ถอดจีโนม “ควินัว” ธัชพืชที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และมีข้อมูลเฉพาะรหัสพันธุกรรมให้ตีพิมพ์มากถึง 50,000 หน้า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าธัชพืชชนิดนี้จะช่วยเลี้ยงประชากรโลกที่หิวโหยได้ เพราะเป็นพืชที่ปลูกได้ในสภาพทรหด อีกทั้งมีสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด

เอเอฟพีระบุว่า “ควินัว” ธัชพืชที่ชาวอินคาเพาะปลูกมานานหลายศตวรรษบนเทือกเขาแอนดีส (Andes) นั้น เป็นที่รู้จักดีสำหรับกลุ่มรักสุขภาพในอเมริกาเหนือและยุโรปนั้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ควินัวมีสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด ทั้งกรดอะมิโน วิตามิน แร่ธาตุ และปลอดจากกลูเตน (ซึ่งกลูเตนนั้นเป็นโปรตีนชนิดที่บางคนมีอาการแพ้โปรตีนชนิดนี้-ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์)

นอกจากนี้ ควินัวยังมีดัชนีน้ำตาล (glycaemic index) ต่ำกว่าธัชพืชอื่นๆ ซึ่งค่าดัชนีน้ำตาลนั้นเป็นการวัดว่าอาหารที่กินนั้นเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดเร็วแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ควินัวนั้นเจริญเติบโตได้ดีทุกระดับความสูงไปจนถึง 4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งที่ความสูงดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของพืชนิดอื่นๆ

“ควินัวนั้นมีความทนทานอย่างน่าเหลือเชื่อ และสามารเจริญเติบโตในดินที่ขาดแคลนธาตุอาหารหรือดินเค็ม” ข้อมูลจาก มาร์ก เทสเตอร์ (Mark Tester) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคิงอับดุลลาห์ (King Abdullah University of Science and Technology) ในซาอุดิอารเบีย และเป็นหัวหน้ากลุ่มสมาคมผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถอดรหัสจีโนมของควินัว

“ควินัวจะเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสารอาหารและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ให้โลกได้ใช้ดินและน้ำที่ปัจจุบันไม่สามารถเพาะปลูกได้” เทสเตอร์ให้ความเห็น

ทว่า การบริโภคควินัวทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับข้าวสาลี ข้าว ข้าวบาร์เลย์ หรือข้าวโพด โดยข้อมูลจากรายงานเอเอฟพีระบุว่า มีการบริโภคเพียงปีละ 100,000 ตัน เมื่อเทียบกับข้าวและธัชพืชอื่นที่มีการบริโภคสูงปีละหลายร้อยล้านตัน

“หนึ่งในปัญหาของควินัวคือ โดยธรรมชาติแล้วพืชชนิดนี้จะผลิตเมล็ดที่มีรสชาติขม” เทสเตอร์กล่าว

ความขมของเมล็ดควินัวนี้เป็นกลไกตามธรรมชาติของพืชเพื่อป้องกันนกหรือสัตว์อื่นมากินเมล็ด โดยความขมนั้นมาจากสารเคมีชื่อ “ซาโปนินส์” (saponins) ซึ่งกระบวนการสกัดเอาสารเคมีนี้ออกต้องใช้แรงงานอุตสาหกรรมและมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งต้องใช้น้ำปริมาณมาก อีกข้อจำกัดของต้นควินิวคือมีเมล็ดที่เล็กและมีลำต้นยาว ซึ่งอาจจะล้มเมื่อเจอลมแรงหรือฝนหนักๆ ได้

“แม้จะให้ผลผลิตสูง แต่ควินัวยังเป็นพืชไร่ที่มีการประโยชน์น้อย กอปรกับมีโครงการปรับปรุงพันธุ์ไม่มาก” รายงานของเทสเตอร์และคณะซึ่งระบุในวารสารวิชาการ “เนเจอร์” (Nature)

ทีมนักวิจัยยังระบุด้วยว่า มนุษย์เพาะปลูกควินัวครั้งแรกเมื่อหลายพันปีก่อน บนที่ราบสูงรอบๆ ทะเลสาบติติกากา (Lake Titicaca) บนเทือกเขาแอนดีส แต่กระนั้นพืชชนิดนี้ก็เป็นที่คุ้นเคยของนมุษย์อยู่น้อย ขณะที่พืชไร่อื่นๆ ได้รับการปรับปรุงมาตลอดหลายร้อยปีหรืออาจจะนานกว่านั้นและปรับปรุงบ่อยกว่า หรือมีการปรับปรุงพันธุกรรมเพื่อรวมคุณสมบัติที่ดี เพื่อเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมความต้านทานต่อศัตรูพืชและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังขุดลึกลงไปในจีโนมของควินัว ซึ่งเทสเตอร์ให้ความเห็นว่า ควินัวมีศักยภาพที่เพิ่มความมั่นคงทางอาหารแก่โลกได้ โดยทีมวิจัยสามารถระบุชัดถึงยีนต่างๆ ซึ่งรวมถึงยีนที่ควบคุมการผลิตสารซาโปนินส์และสามารถปรับเปลี่ยนยีนนี้ไปได้ ไปจนถึงการปรับปรุงพันธุ์หรือการตัดต่อยีน เพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต

ด้าน โรเบิร์ต แวน ลู (Robert van Loo) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวาเกนิงเกน (Wageningen University) และศูนย์วิจัยในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัย บอกว่าด้วยความรู้ใหม่เกี่ยวกับดีเอ็นเอของควินัวนี้ ทำให้เราสามารถคัดเลือกต้นที่ไม่มีสารให้ความขมระหว่างกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่หลากหลายจากอเมริกาใต้จะช่วยให้ปรับปรุงพันธุ์ควินัวที่มีรสชาติหวานขึ้นได้ เพียงการเปลี่ยนแปลงยีนเพียงยีนเดียว

สำหรับพื้นที่ปลูกควินัวมากที่สุดอยู่ใน 3 ประเทศรอบเทือกเขาแอนดีส นั่นคือ เปรู เอกวาดอร์ และโบลิเวีย ส่วนประเทศที่ส่งออกควินัวมากที่สุดคือสหรัฐฯ ซึ่งมีปริมาณส่งออกควินัวมากเกือบๆ 70% ตามมาด้วยฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์และเยอรมนี อีกทั้งราคาของควินัวยังเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้น 

560000001461002

ต้นควินัว (AIZAR RALDES / AFP )

560000001461003

ขนมหวานจากควินัว (ADAM BERRY / PROM PERU / AFP-Services )

560000001461004

ขนมหวานจากควินัว (ADAM BERRY / PROM PERU / AFP-Services )

 ที่มา: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9600000014006

ยูเรนัสอาจมีดวงจันทร์เพิ่มอีก 2 ดวง

3978f7832d6e982c35dfe32f7a466a47

แม้ยานวอยเอเจอร์ 2 จะบินผ่านดาวยูเรนัสไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อนแล้ว แต่นักวิจัยยังคงวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้อยู่กระทั่งปัจจุบันนี้ ล่าสุด นักวิจัยชี้ว่า ดาวยูเรนัสอาจจะมีดวงจันทร์อีก 2 ดวงขนาดเล็กที่เรายังไม่เคยค้นพบมาก่อน ใกล้ ๆ กับวงแหวนของดาวยูเรนัส

ร็อบ คานเชีย นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยไอดาโฮ สหรัฐอเมริกา สังเกตเห็นรูปแบบบางอย่างในบริเวณวงแหวนของดาวในขณะที่วิเคราะห์ดูภาพถ่ายตั้งแต่ปี 1986 จากยานวอยเอเจอร์ เขาได้สังเกตว่าแถบวงแหวนแอลฟา อันเป็นแถบวงแหวนที่สว่างที่สุดของดาวยูเรนัส มีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงเป็นคาบ ๆ และยังพบรูปแบบที่คล้าย ๆ กันที่บางส่วนของแถบวงแหวนเบตาอีกด้วย

“ถ้าคุณดูรูปแบบในแต่ละบริเวณของวงแหวน คุณจะพบว่าความยาวคลื่นที่ได้นั้นแตกต่างกัน ซึ่งหมายความว่า ในขณะที่คุณเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ วงแหวน ก็มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปด้วย เป็นบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงความสมมาตร” ผศ.แม็ตต์ เฮดแมน นักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยไอดาโฮ เผย โดยผลงานวิจัยกำลังจะได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ The Astronomical Journal

คานเชีย และเฮดแมน เป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านวงแหวนของดาวเคราะห์ โดยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลจากยานแคสซินีขององค์การบริเวณการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ซึ่งปัจจุบันยานนี้ยังอยู่ที่ดาวเสาร์ ข้อมูลจากยานแคสซินีก็จะทำให้นักวิจัยได้ไอเดียว่าวงแหวนนั้นควรจะมีพฤติกรรมอย่างไร

เมื่อได้รับทุนสนับสนุนจากนาซา คานเชียและเฮดแมนจึงได้ศึกษาข้อมูลจากยานวอยเอเจอร์ 2 โดยได้วิเคราะห์ลักษณะการบดบังคลื่นวิทยุในช่วงที่วอยเอเจอร์ 2 ส่งสัญญาณวิทยุผ่านวงแหวนกลับมายังโลก และศึกษาการบดบังคลื่นจากดวงดาว เมื่อยานกำลังวัดแสงของดาวที่อยู่เบื้องหลังผ่านวงแหวนของยูเรนัส ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ทราบข้อมูลว่าวัสดุที่ประกอบขึ้นมาเป็นวงแหวนของยูเรนัสนั้นมีอะไรบ้าง

นักวิจัยได้พบว่า รูปแบบในวงแหวนของดาวยูเรนัสมีลักษณะคล้ายกับโครงสร้างวงแหวนของดาวเสาร์ซึ่งดวงจันทร์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เรียกว่า moonlet wake

และนักวิจัยก็ได้ประเมินไว้ว่า moonlet หรือดวงจันทร์จิ๋วในวงแหวนของของดาวยูเรนัสนั้นอาจจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงแค่ 4 ถึง 14 กิโลเมตร เล็กเหมือนกับที่พบที่ดาวเสาร์ แต่ก็ถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับดวงจันทร์ดวงอื่น ๆ ที่เคยพบมาของดาวยูเรนัส ซึ่งปกติแล้วดวงจันทร์ของดาวยูเรนัสก็ตรวจพบได้ยากอยู่แล้วเพราะพื้นผิวถูกปกคลุมไปด้วยวัสดุมืด

“เรายังไม่ได้เห็นดวงจันทร์หรอก แต่แนวคิดของเราคือดวงจันทร์ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้จะต้องเล็กมาก ๆ และอาจจะถูกมองข้ามไปได้ง่าย ภาพจากวอยเอเจอร์ไม่ได้ละเอียดพอที่จะหาดวงจันทร์เหล่านี้เจอได้ง่าย ๆ”

นอกจากนี้ การค้นพบครั้งนี้ยังช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดวงแหวนของดาวยูเรนัสจึงมีลักษณะแคบกว่าเมื่อเทียบกับดาวเสาร์ ซึ่งหากมีดวงจันทร์แฝงอยู่ในวงแหวนจริง ดวงจันทร์ดวงนี้ก็ทำหน้าที่เหมือนสุนัขเลี้ยงแกะที่คอยทำให้วงแหวนไม่กระจายออกไป โดยดวงจันทร์ 2 ดวงจาก 27 ดวงของยูเรนัสที่เราพบมาก่อนหน้านี้ก็ทำหน้าที่เป็นสุนัขเลี้ยงแกะมาด้วยเช่นกัน

“ปัญหาของการรักษาวงแหวนให้แคบนั้นเป็นสิ่งที่เราค้นพบมากับยูเรนัสตั้งแต่ปี 1977 และยังคงเป็นจริงในหลาย ๆ ปี ผมจะดีใจมากหากว่าดวงจันทร์จิ๋วในแถบวงแหวนนี้เป็นเรื่องจริง และเราสามารถใช้ดวงจันทร์เหล่านี้เป็นกุญแจไขปริศนาต่อไปได้”

แม้ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันจากกล้องโทรทรรศน์หรือยานอวกาศว่าดวงจันทร์ที่พบใหม่ทั้งสองนั้นมีจริงหรือไม่ แต่นักวิจัยทั้งสองก็เชื่อว่าการศึกษารูปแบบของวงแหวนดาวยูเรนัสจะทำให้ช่วยไขปริศนาได้อีกมากมาย

“เหลือเชื่อมากที่ข้อมูลจากยานวอยเอเจอร์ 2 ยังคงทำให้เราได้รู้อะไรใหม่ ๆ จนถึงทุกวันนี้” เอ็ด สโตน นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการวอยเอเจอร์ เผย

อ้างอิง: NASA/Jet Propulsion Laboratory. (2016, October 25). Uranus may have two undiscovered moons. ScienceDaily. Retrieved October 29, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/10/161025115158.htm

ที่มา: http://www.vcharkarn.com/vnews/505900

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

ฟีเจอร์ลับๆ น่ารักๆ ที่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับผู้ใช้สักเท่าไหร่ ที่เรากำลังจะเอามาบอกทุกคนเหล่านี้ เป็นฟีเจอร์ที่นักพัฒนาแอบซ่อนมันไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น ที่ถูกเรียกว่าเป็นฟีเจอร์ Easter Egg(ไข่อีสเตอร์) เพราะว่าวิธีการเข้าถึงพวกมันนั้นบอกเลยว่าไม่สามารถทำได้แบบตรงๆ ด้วยวิธีการธรรมดา จำเป็นจะต้องใช้ทริกเล็กน้อยในการเปิดใช้งาน เอาหล่ะไปดูกันดีกว่า ว่าแอนดรอยด์แต่ละรุ่นมีฟีเจอร์หรือเกมส์น่ารักๆ อะไรซ่อนไว้บ้าง และเราจะสามารถเปิดใช้มันได้อย่างไร

Android 7.0 Nougat

สำหรับฟีเจอร์ไข่อีสเตอร์ลับๆ ในแอนดรอยด์เวอร์ชั่นนี้คือเกมส์จับแมวน้อย ที่เราต้องให้อาหารมันทิ้งไว้รอเจ้าเหมียวมากินอาหาร และเมื่อเจ้าแมวแอบมากินอาหารที่เราให้ไว้ เครื่องจะทำการแจ้งเตือนว่ามีน้องเหมียวที่แอบมากิน ซึ่งมันก็จะไปปรากฎอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์เรา โดยถ้าเราให้อาหารเรื่อยๆ ก็จะมีเจ้าเหมียวตัวใหม่ๆ มาให้เราสะสมเป็นฟาร์มแมวเลยครับ ซึ่งมีวิธีการเปิดใช้งานดังนี้

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

  1. ไปที่เมนู การตั้งค่า (Settings)
  2. เลื่อนลงมาล่างๆ แล้วแตะเลือกคำสั่ง เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone)
  3. แตะย้ำๆ ที่ เวอร์ชั่นของแอนดรอยด์ (Android version) จนกว่าโลโก้รูปตัว “N” จะปรากฎบนหน้าจอ แล้วแตะค้างไปที่ตัว “N” จนกว่า Emoji แมวน้อยแสดงขึ้นมา ซึ่งแสดงว่าเราเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้แล้ว (ถ้าขึ้นอีโมจิเครื่องหมายห้าม ให้กดค้างอีกครั้งให้เปลี่ยนเป็นรูปแมวครับ)
    เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!
  4. จากนั้นให้ลากจากขอบจอด้านบนลงมาสองครั้งเพื่อเข้าถึงการตั้งค่าอย่างรวดเร็ว (Quick Settings)
  5. ตรงมุมขวาล่างเลือก แก้ไข (Edit)
  6. แตะลากเพิ่มไอคอนรูปแมว “???? Android Easter egg” มาไว้ในแถบ การตั้งค่าอย่างรวดเร็ว (Quick Settings)
  7. เปิด การตั้งค่าอย่างรวดเร็ว (Quick Settings) อีกครั้ง แล้วแตะเลือกที่ ไอคอนรูปแมว “???? Android Easter egg” ที่เราเพิ่มไว้ในขั้นตอนที่แล้ว จากนั้นก็จะมีอาหาร 4 อย่างได้แก่ Bits, Fish, Chicken และ Treat ที่เอาไว้ล่อเจ้าเหมียวแสดงขึ้นมา
    เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!
  8. แตะเลือกอาหารอันไหนก็ได้ จากนั้นก็รอให้มีแมวมากิน ซึ่งเมื่อมีแมวมากินระบบจะขึ้นแจ้งเตือนใน แถบแสดงการแจ้งเตือน (Notification bar) แล้วเจ้าเหมียวที่แอบมากินอาหารของเราก็จะถูกจับเอามาอยู่บนหน้าจอ และเราสามารถตั้งชื่อหรือแชร์อวดเพื่อนก็ได้ แต่เจ้าแมวเหล่านี้ที่จับได้จะไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป ช่วงเวลาหนึ่งมันก็จะหายไปเองครับ

Android 6.0 Marshmallow

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

มาถึงฟีเจอร์ลับที่ถูกซ่อนไว้ในเจ้ามาร์ชเมลโล่นุ่มนิ่มนี้ นั่นก็คือมินิเกมส์สุดน่ารัก ให้อารมณ์ประมาณเกมส์ Flappy Bird ที่บอกเลยมันไม่ได้เล่นเพลินๆ น่ารักๆ เพราะความยากของมันอาจทำให้บางคนหงุดหงิดจนอยากปามือถือทิ้งก็มี ซึ่งวิธีการเปิดใช้งานทำได้ง่ายกว่าเจ้า Nougat 7.0 มาก

ขั้นแรกให้ไปที่เมนู การตั้งค่า (Settings) จากนั้นเลื่อนลงมาล่างๆ จากนั้นแตะเลือกคำสั่ง เกี่ยวกับโทรศัพท์ (About phone)
แล้วแตะย้ำๆ ที่ เวอร์ชั่นของแอนดรอยด์ (Android version) จนกว่าโลโก้สีส้มๆ รูปตัว “M” จะปรากฎ และเมื่อโลโก้ดังกล่าวขึ้นให้แตะที่โลโก้ “M” ค้างไว้ เจ้ามินิเกมส์นี้ก็จะขึ้นมาให้เราเล่นครับ


Android 5.0 Lollipop

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

สิ่งที่ซ่อนไว้ในเจ้าอมยิ้ม Lollipop ไม่ได้ต่างกับในเวอร์ชั่น 6.0 Marshmallow สักเท่าไร เพราะได้รับแรงบันดาลใจมากจากเกมส์ที่กำลังดังในตอนนั้นอย่าง Flappy Bird เหมือนกัน ซึ่งวิธีการเข้าถึงฟีเจอร์ลับนี้ก็ใช้วิธีการเดียวกันกับในแอนดรอยด์ Marshmallow เลยครับ คือแตะค้างที่โลโก้ Lollipop เพื่อเข้าสู่มินิเกมส์


Android 4.4 Kitkat

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!  เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

สำหรับเวอร์ชั่นของเจ้าเวเฟอร์ช็อคโกแลตคิทแคทนี้ นักพัฒนาเขาไม่ได้ซ่อนเกมส์อะไรไว้เลย แต่เขาซ่อนสิ่งที่อาจจะทำให้ใครที่ติดตามแอนดรอยด์มาตั้งแต่รุ่นแรกๆ ได้ระลึกความหลังจากบรรดาโลโก้ของแอนดรอยด์รุ่นก่อนๆ ที่รวมไว้ในรูปแบบกระเบื้องสี่เหลี่ยมสดใสหลากสี ที่คุณสามารถแตะพวกมันให้เลื่อนย้ายตำแหน่งไปมาได้ โดยวิธีเปิดใช้งานก็ไม่ต่างจากในเวอร์ชั่นของเจ้าลูกอม Lollipop เพียงแต่เมื่อคุณแตะค้างไปที่โลโก้ “K” ครั้งแรก มันจะหมุน เปลี่ยนเป็นหน้าที่มีพื้นหลังสีแดงๆ ดังภาพ จากนั้นก็แตะค้างที่หน้าดังกล่าวอีกครั้ง ทีนี้เหล่าไอคอนสีสันสดใสจากแอนดรอยด์รุ่นก่อนๆ ทั้งหมดก็จะปรากฎขึ้นมาครับ


Android 4.1 – 4.3 Jelly bean

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

วิธีการเปิดเข้าใช้งานฟีเจอร์ลับในเจ้าเยลลี่รูปถั่วสุดแบ๊วนี้ ก็ไม่ต่างกับเวอร์ชั่น Kitkat 4.4 สักเท่าไร เพียงแค่ตอนแตะที่ เวอร์ชั่นของแอนดรอยด์ (Android version) ย้ำๆ มันจะขึ้นเป็นโลโก้เจ้าถั่วสีแดงแทน แล้วเมื่อแตะค้างไปที่มัน เจ้าโลโก้เยลลี่สีแดงนั้น ก็จะแตกตัวเพิ่มจำนวนเป็นเยลลี่หลากสีกระจายทั่วหน้าจอ ซึ่งเราสามารถแตะพวกมันเลื่อนไปมาได้ด้วยครับ


Android 4.0 Ice Cream Sandwich

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

มีใครยังพอจำเจ้าแมว Nyan Cat ที่วิ่งแล้วมีสายรุ้งตามก้นไปได้ไหมครับ ซึ่งฟีเจอร์ลับในเจ้าไอติมแซนด์วิชนี้ ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากมันนี่แหละ เพียงแต่เปลี่ยนจากแมว ไปเป็นเจ้าหุ่นยนต์ไอติมแซนด์วิชตัวเขียวๆ ที่เป็นโลโก้ประจำแอนดรอยด์เวอร์ชั่นนี้ลอยล่องขึ้นไปบนฟ้าแทน ซึ่งวิธีการเปิดใช้งานก็ทำเหมือนใน Android Jellybean ได้เลยครับ


 Android 3.0 Honeycomb

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

สิ่งที่ซ่อนเป็นฟีเจอร์ไข่อีสเตอร์ ในแอนดรอยด์เวอร์ชั่นนี้ ที่สามารถเปิดใช้งานได้ด้วยวิธีการเดียวกันกับใน Android Jellybean ก็คือเข้าฟีเจอร์สำเร็จก็จะเห็นตามภาพด้านบนเลย เป็นเจ้าหุ่นยนต์ผึ้งที่อยู่นิ่งๆ กลางภาพแค่นั้น


Android 2.3 Gingerbread

เผยฟีเจอร์ลับน่ารักๆ ที่นักพัฒนาซ่อนไว้ใน Android แต่ละเวอร์ชั่น มีอะไรบ้างไปดูกัน!!

มาถึงฟีเจอร์ลับอันสุดท้ายในเจ้าขนมปังขิง Gingerbread 2.3 นี้ที่ไม่ค่อยจะน่ารักเหมือนเวอร์ชั่นอื่นๆ สักเท่าไร ออกแนวน่ากลัวแทนซะมากกว่า โดยวิธีการเปิดเข้าไปดูหน้าตาโหดๆ ของเจ้าขนมปังนี้ก็สามารถทำได้เหมือนใน Android Jellybean เลยครับ


เป็นอย่างไรบ้างครับ ใครใช้งานแอนดรอยด์รุ่นไหน ว่างๆ ก็ลองกดเข้าไปเล่นพวกมันดู แล้วมีข่าวว่าแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ 8.0 Android O ก็กำลังจะเปิดตัวในปีนี้แล้ว สาวกก็คงต้องติดตามดูว่าผู้พัฒนาจะแอบซ่อนฟีเจอร์ลับอะไรใหม่ๆ ไว้ในนั้นบ้าง
ที่มา : www.androidpit.com

ที่มา : https://news.thaiware.com/9829.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1417306685000813

ไฟจราจรแสดงผลแบบนาฬิกาทราย

Design-Essay-Traffic-light03

คุณมองเห็นอะไรบ้าง.. เวลารถติด

ไฟจราจร เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตประจำวันที่เราเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่แทบไม่เคยมีการพัฒนารูปแบบเลยตลอดเวลาร่วมยี่สิบปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เมื่อลองคิดดูดีๆ แล้ว ไฟจราจรที่เราเห็นจนชินตาเวลารถติดนั้น เต็มไปด้วยข้อเสียมากมาย และได้สร้างความน่าหงุดหงิดใจให้กับเราไม่น้อย..นอกจากมันจะเปลี่ยนเป็นสี เขียวเร็วๆ

ปัญหาหลายประการที่ผมพบจากไฟจราจรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแง่ของ Communication นั้น ก็เช่น

• มองเห็นสีของสัญญาณ และตัวเลขไม่ชัดจากระยะไกล

• เจ้าไฟ 3 ดวงที่เราต้องคอยจ้องตาไม่กะพริบเวลารถติดนั้น ผมว่ามันดู น่าเบื่อชะมัด..

หลักการทำงาน

จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของโปรเจ็กต์การออกแบบสัญญาณไฟจราจร Sand Glass

ภายใต้แนวคิดคือ สัญญาณไฟจราจรต้องมีการสื่อสารกับผู้ขับขี่ที่ “ง่ายกว่าเดิม” โดยได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาทราย หนึ่งในเครื่องมือ

บอกเวลาที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ โดยใช้ LED แบบเปลี่ยนสีได้ มาวางรูปแบบให้คล้ายกับนาฬิกาทราย ทั้งรูปร่างและวิธีการนับเวลาถอยหลัง

ส่วนสีหลักในการบอกสัญญาณยังคงรักษาแบบเดิมไว้ คือ แดง = หยุดเหลือง = เตรียมหยุด/ไป, เขียว = ไป แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการเคลื่อนไหวของ LED จากบนลงล่าง (หรือเรียกว่า ทรายดิจิตอล) ซึ่งแสดงพร้อมสีสัญญาณนั้นๆ ช่วยให้ผู้ขับขี่ทราบว่ายังมีเวลาเหลือให้รถวิ่งต่อไปได้ หรือหยุดรออีกนานแค่ไหน ผ่านการมองเพียงแค่แวบเดียว ด้วยแถบไฟขนาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้จากระยะไกลอีกด้วย

Design-Essay-Traffic-light01

ภาพหน้าตาของไฟจราจรรูปแบบนาฬิกาทรายที่ยังคงความหมายของสีสัญญาณไฟจราจรแบบเดิมไว้ แต่เปลี่ยนเรื่องราวในการนำเสนอในรูปแบบนาฬิกาทราย

อีกทั้งเมื่อไฟเหลืองปรากฏขึ้น ยังมีตัวเลขนับถอยหลัง 3-2-1 คอยเตือนว่าใกล้ถึงเวลาให้เตรียมหยุด หรือไปอีกด้วย และที่สำคัญคือ เจ้า Sand Glass นี้ช่วยให้การจ้องไปที่ไฟแดง เมื่อรถติดบนถนนนั้น น่าเพลิดเพลินขึ้นอีกเป็นกอง

Design-Essay-Traffic-light02

ภาพอธิบายการทำงานอย่างง่ายของสัญญาณไฟจราจร Sand Glass

Certificate02

รางวัล The People’s Choice Award

ผลลัพธ์

ผลงานชิ้นนี้ได้ส่งเข้าประกวดในงาน Seoul International Design Competition 2010 จัดโดย Seoul Metropolitan Government และ Seoul Design Foundation ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นงานประกวดออกแบบระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้เป็นปีแรก แต่กลับมีผลงานที่ส่งเข้าประกวดมากถึง 5,000 ชิ้นจาก 103 ประเทศทั่วโลก

ผลงาน Sand Glass ได้รับรางวัล Mention Honor ถึงแม้จะไม่ใช่รางวัลใหญ่อะไรนัก แต่ที่น่าภูมิใจคือ การได้รางวัล The People’s Choice Award (หรือเรียกว่า รางวัลขวัญใจมหาชนก็ได้) ซึ่งตัดสินจากคะแนนโหวตของสื่อมวลชนและผู้คนที่มาชมงานนิทรรศการแสดงผลงาน ทั้งหมดที่เข้ารอบ ณ กรุงโซล สูงสุด 10 อันดับแรกมาแทน

ผลการตัดสินได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม

ที่ผ่านมา และ Sand Glass ยังได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ ทางด้านการออกแบบทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง (จากการลองค้นหาคำว่า

“Sand Glass Traffic Light” ) ซึ่งได้รับทั้งคำชื่นชมและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ถึงความเป็นไปได้ รวมถึงความเหมาะสมเมื่อนำมาใช้งานจริง โดยประเด็นหลักอยู่ที่ความไม่ปลอดภัยเมื่อผู้ขับรถตาบอดสี ซึ่งผมจะนำข้อเสียเหล่านั้นมาปรับปรุงในโอกาสต่อไป..

จากขั้นตอน และกระบวนการคิดข้างต้นนั้น ได้สะท้อนสิ่งที่ผมต้องการนำเสนอคือ เราสามารถพัฒนาและเพิ่มมูลค่า (Value added) ให้กับสิ่งต่างๆ รอบตัวเราได้ โดยใช้เทคโนโลยีง่ายๆ แบบเดิมที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่เพิ่ม “ความคิดสร้างสรรค์” ลงไป

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่อยากฝากไว้คือถ้าต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของคุณ ”จับใจ” คนหมู่มากได้นั้น การให้ความสำคัญกับการใช้งาน

(Functional Value) เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอเสียแล้ว โดยเฉพาะกับผู้คนในยุคปัจจุบัน ดังนั้นอย่าลืมเพิ่มมูลค่าในด้านอารมณ์ของผู้ใช้

(Emotional Value) คือเรื่องของความงาม, เรื่องราว และการสื่อสารลงไปด้วย

ว่าแล้ว.. คุณอยากเห็นไฟจราจรแบบไหนใช้ในกรุงเทพฯบ้างครับ

ที่มา : http://www.inventor.in.th/home/ไฟจราจรแสดงผลแบบนาฬิกาทราย

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1414314071966741

กรุงปักกิ่ง หยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อลดมลภาวะ

การปิดโรงงานไฟฟ้าได้กลายเป็น ‘เทรนด์’ ใหม่ของมหาอำนาจอย่างประเทศจีน ที่ได้กลายเป็นผู้ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ที่สุดในโลก แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นจากแรงกดดันทั้งภายในประเทศและนานาชาติ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเริ่มแข่งขันกันแก้ปัญหาความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมที่เปรียบเสมือน ‘ผลพลอยได้’ จากการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งกรุงปักกิ่งก็นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่จะลดปริมาณการอุปโภคถ่านหินลง 13 ล้านตันเปรียบเทียบกับระดับการอุปโภคในปี พ.ศ. 2555 ภายในปี พ.ศ. 2560 เพื่อลดปัญหามลภาวะที่นับวันจะยิ่งรุนแรง

Tian Miao นักวิเคราะห์จากบริษัท North Square Blue Oak ประจำกรุงปักกิ่งได้ประมาณการว่า การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ในเมืองปักกิ่งนั้น จะเทียบเท่ากับการลดการอุปโภคถ่านหินลงราว 9.2 ล้านตัน และลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 30 ล้านตัน “มลภาวะส่วนใหญ่นั้นมาจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้นการปิดโรงไฟฟ้าย่อมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน รวมทั้งการเปลี่ยนใช้พลังงานอย่างก๊าซธรรมชาติทดแทนก็จะสะอาดกว่าการใช้ถ่านหิน แม้ว่าอาจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นเล็กน้อย” Tian Miao กล่าว Song Yuanming รองผู้อำนวยการด้านความปลอดภัยในเหมืองถ่านหินแห่งชาติ (State Administration of Coal Mine Safety) ตั้งเป้าว่าปิดการทำเหมืองถ่านหินขนาดเล็กทั่วประเทศจีนราว 2,000 แห่ง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 โดยการดำเนินการดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้

โรงไฟฟ้าถ่านหิน

ถ่านหินนับว่าเป็นพลังงานฟอสซิลที่มีคาร์บอนเข้มข้น และเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ อ้างอิงตามรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ระหว่างปี พ.ศ. 2546 ถึง พ.ศ. 2556 ความต้องการใช้ถ่านหินทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 50 คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการพลังงานบนโลก โดยการเพิ่มขึ้นของตัวเลขดังกล่าวนั้น เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินดูจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อต่อสู้กับปัญหามลภาวะในประเทศจีน ซึ่งมีการผลิตพลังงานกว่าร้อยละ 64 จากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีการใช้ถ่านหินเพียงร้อยละ 30 และก๊าซธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 42 (อ้างอิงจากข้อมูลของ Bloomberg New Energy Finance) การใช้พลังงานถ่านหินในประเทศจีนนั้นลดลงจากนโยบายที่สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจากน้ำ แสงอาทิตย์ และลมมากขึ้น อีกทั้งยังมีการพยายามปัดฝุ่นโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อให้ท้องฟ้ากลับมาปลอดมลภาวะอีกครั้ง จากตัวเลขของ China Electricity Council การใช้พลังงานของจีนในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นต่ำที่สุดในรอบ 16 ปี และมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2556 นับว่าเป็นปีแรกที่ระดับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ลดลง แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการต่อสู้กับมลภาวะของประเทศจีน

ปัญหามลภาวะอากาศในจีน ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นที่สนใจของสาธารณะในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังจากที่หมอกควันได้ปกคลุมท้องฟ้าในหลายพื้นที่ของประเทศจีนเช่นกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ และกว่าร้อยละ 90 จาก 161 เมืองในประเทศจีนนั้นมีคุณภาพอากาศที่ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยพิจารณาจากระดับ PM2.5 ซึ่งหมายถึงอนุภาคที่แขวนลอยในอากาศ เช่นฝุ่นคัวน โดยในประเทศจีนนั้นระดับ PM2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ 85.9 ไมโครกรัม ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ ขณะที่ระดับตามมาตรฐานประเทศจีนอยู่ที่ไม่เกิน 35 ไมโครกรัม ประเทศจีนยังตั้งใจว่าจะใช้มาตรการอื่นๆ เช่น ปิดบริษัทที่ก่อมลภาวะ หรือการลดกำลังการผลิตซีเมนต์เพื่อทำให้ท้องฟ้าประเทศจีนกลับมาสดใสอีกครั้ง ถอดความจาก ‘Beijing to Shut All Major Coal Power Plants to Cut Pollution’ โดย Feifei Shen เข้าถึงได้ที่ http://www.renewableenergyworld.com/rea/news/article/2015/03/beijing-to-shut-all-major-coal-power-plants-to-cut-pollution ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

ที่มา :http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1397:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1391875230877292

Brother เปิดตัว Inkjet Printer ใหม่ 4 รุ่น รองรับกระดาษ A3 พร้อมฟีเจอร์หมึกกันน้ำ

บราเดอร์ เปิดตัว ‘A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ ยอดขายอันดับหนึ่ง 8 ปีซ้อน เหนือกว่าด้วยหมึกกันน้ำ พิมพ์แผ่นแรกเร็วเพียง 6 วินาที ประสิทธิภาพสูงรองรับการใช้งานกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องพิมพ์ล่าสุด ‘บราเดอร์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ 4 รุ่น ประกอบด้วย รุ่น MFC-J3930DW, รุ่น MFC-J3530DW, รุ่น MFC-J2730DW และรุ่น MFC-J2330DW ที่รองรับการพิมพ์ในปริมาณมากด้วยต้นทุนต่ำ จนสามารถสร้างยอดขายเปนอันดับหนึ่งในประเทศไทยติดต่อกันนานถึง 8 ปีซ้อน ทางเลือกใหม่เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่อัดแน่นนวัตกรรมหมึกกันน้ำ และเหนือชั้นเรื่องความไวในการพิมพ์

นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ‘บราเดอร์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานขององค์กรธุรกิจโดยเฉพาะ โดยเครื่องพิมพ์ทุกรุ่นในซีรี่ส์นี้เปรียบเสมือนอุปกรณ์เอนกประสงค์ที่มากด้วยสมรรถนะ ทนทาน และมั่นใจในคุณภาพได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการตอบสนองการทำงานการพิมพ์ในปริมาณมากของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่มีความโดดเด่นด้านความเร็วในการพิมพ์ และหมึกนวัตกรรมใหม่ที่สามารถกันน้ำได้ รวมทั้งใช้งานง่ายขึ้น และต้นทุนในการพิมพ์ต่อแผ่นที่ประหยัดกว่า เพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน เพื่อความเหนือกว่าทางธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน

“บราเดอร์ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ด้วยการพัฒนาเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์ ที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ความเร็วในการพิมพ์ ต้นทุนการพิมพ์ต่อหน้าต่ำ และให้คุณภาพการพิมพ์ในระดับสูง ยิ่งไปกว่านั้น ยังปรับปรุงการจัดการกระดาษและเพิ่มความทนทานให้กับเครื่องพิมพ์ให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังรองรับกระดาษขนาดใหญ่ที่สุดถึงขนาด A3 ทำให้องค์กรธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการพิมพ์งานบนกระดาษขนาดใหญ่ โดยไม่สูญเสียรายละเอียดแม้แต่น้อย”

นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดเครื่องพิมพ์ของไทยในปี 2560 ว่า “บราเดอร์คาดว่าในปี 2560 นั้น ตลาดรวมเครื่องพิมพ์ในประเทศไทยจะเติบโตน้อยกว่า 5% ในขณะที่ตลาดเครื่องพิมพ์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น จะเติบโตประมาณ 10% โดยบริษัทฯ วางแผนที่จะนำเสนอนวัตกรรมเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และธุรกิจองค์กร ณ ปัจจุบัน นำร่องด้วย ‘บราเดอร์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ 4 รุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นสินค้าที่บราเดอร์ได้ผลิตและจำหน่ายเป็นรายแรกของโลกเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในประเทศไทยอยู่ที่ 77% ในปี 2559 (อ้างอิงข้อมูลจาก IDC) นายธีรวุธ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ‘บราเดอร์ A3 อิงค์เจ็ท มัลติฟังก์ชั่น เซนเตอร์’ ครบครันด้วยความโดดเด่นที่เหนือกว่า อาทิ ศักยภาพการพิมพ์ที่เร็วที่สุดในกลุ่ม มีความเร็วในการพิมพ์งานสูงถึง 22 ภาพต่อนาทีสำหรับภาพขาวดำ และ 20 ภาพต่อนาทีสำหรับภาพสี และเริ่มการพิมพ์แผ่นแรก (FPOT) ในเวลาเพียง 6 วินาที และความเร็วในการพิมพ์จะสูงขึ้นเป็น 35 หน้าต่อนาทีใน Fast Mode คุ้มค่าในการใช้งาน มีต้นทุนต่ำกับการใช้งานชุดหมึกพิมพ์ InkBenefit ของบราเดอร์ ที่ให้ผลงานการพิมพ์สูงถึง 3,000 หน้า (ขาวดำ) และ 1,500 หน้า (สี) ประหยัดกว่าในการพิมพ์ต่อแผ่น นอกจากนั้น Ink Save Mode ยังช่วยให้ประหยัดหมึกได้อีกมากเช่นกัน

คุณภาพการพิมพ์ระดับ พรีเมี่ยมสำหรับธุรกิจ สามารถสร้างเอกสารและพรีเซนเทชั่นที่เหนือกว่า ให้ผลงานการพิมพ์ระดับมืออาชีพ กับรายละเอียดที่คมชัดทุกตัวอักษร สีสันสวยงามตามธรรมชาติและให้สีดำที่เข้มยิ่งขึ้น ทั้งยังใช้น้ำหมึกแบบแห้งเร็วและป้องกันการลบเลือน ทำให้สีสันติดบนกระดาษได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้ง่าย ปุ่มควบคุมบนหน้าปัดระบุการทำงานฟังก์ชั่นต่างๆ ทำให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังแสดงผลงานการพิมพ์และการทำงานของเครื่องพิมพ์ผ่านทางหน้าจอ LCD สีแบบสัมผัส ขนาด 3.7 นิ้ว เชื่อมต่อเครือข่ายด้วยอีเธอร์เน็ต และระบบไร้สายในตัว ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน หรือจะพิมพ์รูปภาพก็สามารถทำได้ผ่านทาง แฟลช เมมโมรี แบบ USB ได้โดยตรง ประสิทธิภาพสูงตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งความสนใจไปกับงานโดยไม่ต้องกวนใจกับการเติมกระดาษบ่อยครั้ง ทั้งยังมีถาดกระดาษมาตรฐานสามารถใส่กระดาษได้สูงสุด 250 แผ่น ส่วนถาดกระดาษอเนกประสงค์สามารถรองรับกระดาษได้สูงสุด 100 แผ่น ทั้งยังมีถาดใส่กระดาษเพิ่มเติมด้านล่างที่สามารถ ใส่กระดาษได้สูงสุด 250 แผ่น ทำให้เครื่องพิมพ์มีความจุกระดาษสำหรับการพิมพ์มากที่สุดถึง 600 แผ่น

เชื่อมต่ออุปกรณ์เคลื่อนที่และระบบคลาวด์ รองรับการพิมพ์และการสแกนจากอุปกรณ์เคลื่อนที่และระบบคลาวด์ ทั้งระบบ iPrint & Scan ของบราเดอร์, AirPrint ของแอปเปิล และ Cloud Print ของกูเกิล โดยรับคำสั่งโดยตรงจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ นอกจากนั้นเทคโนโลยี WebConnect ที่ได้รับรางวัลของบราเดอร์ยังเป็นสะพานการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจกับเฟชบุ๊ค และบริการสำรองข้อมูลบนระบบคลาวด์ยอดนิยม เช่น Dropbox OneDrive และ Google Drive มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ให้คุณภาพการพิมพ์อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว จากการที่ถูกสร้างขึ้นมาให้แข็งแกร่งด้วยวัสดุที่ทนทานและส่วนประกอบที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ทำให้เครื่องพิมพ์มีอายุเฉลี่ยที่การพิมพ์ถึง 100,000 แผ่น

ที่มา : http://www.aripfan.com/brother-inkjet-printer-mfc-4/

ส่อง “เทคโนโลยียานยนต์ ขับเคลื่อนสู่อนาคต” จากงาน Geneva Motor Show 2017

เป็นครั้งที่ 87 แล้ว สำหรับ Geneva Motor Show 2017 งานแสดงรถยนต์ระดับโลกที่จัดขึ้นที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายในงานไม่เพียงแค่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่เตรียมวางขายในบางประเทศเร็วๆ นี้ แต่ยังมีการจัดแสดงต้นแบบ “รถยนต์แห่งอนาคต” ที่ต้องบอกเลยว่ามีทั้งรถยนต์แบบขับเองอัตโนมัติ ไปจนถึงรถยนต์ที่สามารถเหาะได้

จากรถยนต์วิ่งบนถนน สู่รถยนต์แบบเหาะได้ 

ภาพจาก autoblog ต้นแบบรถยนต์ PopUp

Airbus Group SE และ Italdesign Giugiaro S.p.A ได้ร่วมมือพัฒนาต้นแบบรถยนต์รุ่นใหม่ในชื่อ “PopUp” มีคุณสมบัติของการขับเองได้อัตโนมัติ มีโมดูลเสริมเพื่อเชื่อมต่อกับตัวรถยนต์สำหรับเหาะไปบนอากาศได้ ภายในตัวรถจะมีระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเก็บข้อมูลและเรียนรู้พฤติกรรมของผู้โดยสารได้ ซึ่งจุดประสงค์หลักของ PopUp นอกจากช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารแล้ว ยังเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการจราจรที่แออัดบนท้องถนน

รถโดยสารแบบขับเองอัตโนมัติ

ภาพจาก carmagazine

หนึ่งในรถโดยสารแบบใหม่ที่นำเล่าในครั้งนี้เป็นของ Volkswagen ภายใต้ชื่อว่า “Sedric” เป็นรถโดยสารขนาดเล็กแบบจำกัดที่นั่ง สามารถขับเคลื่อนได้เองอัตโนมัติ ภายในรถโดยสารมีระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ สามารถทักทายกล่าวต้อนรับผู้โดยสารได้ และสามารถจำลองบรรยากาศภายในรถได้ นอกจากนี้การเรียกใช้บริการยังสามารถทำได้เพียงกดปุ่มจากรีโมตชนิดพิเศษ ซึ่งรีโมตจะเปลี่ยนสีและสั่นเพื่อเป็นการแจ้งเตือนว่ารถได้มาถึงจุดรับแล้ว

อีกหนึ่งตัวอย่าง “Toyota i-TRIL” ออกแบบโดย Toyota Motors ในยุโรป เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก มีวัตถุประสงค์ของการใช้งานเพื่อขนส่งพลเมืองระหว่างเมือง และรองรับการขยายตัวของเมืองขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางในทวีปยุโรป มีเป้าหมายไปที่กลุ่มคนที่ช่วงวัยเด็ก และกลุ่มอายุตั้งแต่ 30 – 50 ปี สามารถวิ่งได้ในระยะทาง 124 ไมล์

ต้นแบบ Toyota i-TRIL ภาพจาก autoblog

 นอกจากรถยนต์ขับเองได้แล้ว เทคโนโลยีภายในยังสำคัญไม่แพ้กัน

BMW 5 Series Touring ภาพจาก BMW

BMW 5 Series Touring เป็นหนึ่งในรถยนต์ตัวอย่างรุ่นล่าสุด ภายใต้คอนเซปต์ “Semi-Autonomous” มีคุณสมบัติที่ช่วยขับขี่ ให้ความปปลอดภัยจากการเฉี่ยวชน, การแจ้งเตือนและระบบเบรคเมื่อมีคนข้ามถนน รวมไปถึงยังมีระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยในขณะขับที่ความเร็ว 130 ไมล์ต่อชั่วโมง ในส่วนเทคโนโลยีภายในรถจะมีจอแสดงผลขนาดหรือ Head-Up แสดงอยู่บนกระจก, มีระบบอัจฉริยะสำหรับการสื่อสารหรือสั่งงานด้วยเสียง, มีระบบที่ควบคุมด้วยท่าทาง, มีหน้าจอคอนโซลแบบทัชสกรีนขนาด 10.25 นิ้ว, มีระบบสำหรับขับขี่ในเวลากลางคืน, รองรับ Wi-Fi hotspot, ระบบ Apple CarPlay และมีเทคโนโลยี Wireless Charging สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน เป็นต้น

ภาพจาก BMW

Hyundai Ioniq concept อีกหนึ่งรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยเป็นตัวขับเคลื่อน สามารถขับได้เองอัตโนมัติ มีระบบที่เรียกว่า “Autonomous Ioniq ” ที่ภายในมีฟีเจอร์ต่างๆ อาทิ Smart Cruise Control, Lane Keep Assist และเทคโนโลยี  LiDAR กล้อง 3 ตัวที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของคนบนท้องถนน, สามารถสังเกตไฟจราจร และมี GPS ที่กำหนดตำแหน่งของยาพาหนะบนระบบแผนที่ความละเอียดสูงของ Hyundai

ภาพจาก carscoops

ยางรถยนต์จะไม่ธรรมดาอีกต่อไป   

ภายในงาน Geneva Motor Show 2017 บริษัท  Pirelli & C. SpA เปิดตัว “Pirelli Connesso” ยางรถยนต์แบบใหม่ที่ใช้การฝังเซนเซอร์อยู่ในยาง ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลสภาพของยาง พร้อมกับรายงานข้อมูลไปยังแอพพลิเคชั่นเพื่อแจ้งให้คนขับทราบ นอกจากนี้แอพพลิเคชั่นจาก Pirelli ยังมีระบบค้นหาตัวแทนจำหน่ายยางที่ใกล้ที่สุดสำหรับการให้บริการเปลี่ยนยางด้วย

ยาง Pirelli Connesso ภาพจาก evo
ภาพจาก evo

นอกจากนี้บริษัท Goodyear ยักษ์ใหญ่ของวงการยางรถยนต์ ยังได้นำเสนอเทคโนโลนียางรถยนต์แบบใหม่ในชื่อ “Eagle 360 Urban tire concept” ยางรถยนต์ทรงกลมที่มีการใช้เทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์ร่วมด้วย โดยแนวคิดของ Eagle 360 Urban tire concept จะช่วยให้ขับเคลื่อนรถยนต์เป็นไปอย่างอิสระในทิศทางใดก็ได้ มีเซนเซอร์ที่คอยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวถนนไม่ว่ามีฝนหรือหิมะตก เพื่อปรับเปลี่ยนรูปร่างของยางและดอกยางได้โดยอัตโนมัติ

Eagle 360 Urban tire concept

 

ที่มา siliconangle

ที่มา : http://www.aripfan.com/car-of-the-future/

https://web.facebook.com/rmutphysics/videos/1386255301439285/