คลังเก็บหมวดหมู่: ณัฐนนท์ แก้วเขียว

อีกหน่อยนักบินอาจตกงาน เพราะหุ่นยนต์ก็ขับเครื่องบินได้แล้ว…

10396_17051918451790

ในโลกยุคใหม่ ดูเหมือนหุ่นยนต์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มี Deep learning จะสามารถเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้แทบจะทุกมิติ ไล่ไปตั้งแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตในโรงงาน ไปจนถึงงานที่ละเอียดอ่อนอย่างที่ปรึกษาการลงทุน ระบบสมองกลอัจฉริยะมีแนวโน้มที่จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ได้ทั้งหมด ทำให้คนทำงานในหลายๆ สาขาอาชีพเกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ กลัวการตกงานกันไปตามๆ กัน และอีกหนึ่งสายอาชีพที่มีแนวโน้มว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนคือ กัปตันขับเครื่องบิน

ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานการวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา หรือ DARPA และบริษัทวิจัยทางด้านอากาศยานอย่าง Aurora Flight Sciences ได้สร้างระบบแขนกลหุ่นยนต์อัจฉริยะ Aircrew Labor In-Cockpit Automation System (ALIAS) ที่ทำหน้าที่แทนนักบินได้อย่างน่าทึ่ง (ดูคลิปประกอบด้านบน)

และในสัปดาห์นี้ ทาง DARPA และ Aurora มีความภูมิใจที่จะประกาศว่า หุ่นยนต์แขนกล ALIAS ของพวกเขา ประสบความสำเร็จในการควบคุมการบิน และการนำเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่อย่าง Boeing 737 ลงจอดได้อย่างปลอดภัย และถึงแม้การทดสอบครั้งนี้ จะเป็นเพียงการขึ้นบินบนแบบจำลองผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความเสมือนจริงเอามากๆ (Filght simulation) แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวย่างแห่งความสำเร็จที่น่าภูมิใจของเทคโนโลยีหุ่นยนต์แขนกล และแน่นอนว่าจะมีการนำระบบ ALIAS ไปทดลองควบคุมเครื่องบินจริงในอนาคต

10396_17051918331852

ซึ่งก่อนที่  ALIAS จะได้ลองบินแบบ Filght simulation กับเครื่อง Boeing 737 มันได้ผ่านการทดสอบ ควบคุมเครื่องบินที่มีขนาดเล็กกว่า อย่าง Cessna Caravan ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบเครื่องยนต์เดียว และสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 14 คน

จริงอยู่ที่ว่า เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่อย่าง Boeing 737 นั้นมีระบบควบคุมการบินอัตโนมัติ หรือระบบ Autopilot มาเป็นเวลานานแล้ว ระบบนี้สามารถควบคุมเส้นทางของเครื่องบิน ได้โดยไม่ต้องมีการควบคุมจากนักบินอยู่ตลอดเวลา แต่ ALIAS เป็นอะไรที่เหนือกว่าระบบ Autopilot มันสามารถทำตามขั้นตอนการควบคุมเครื่องบิน และสามารถตรวจสอบสถานะต่างๆ ของเครื่องบิน มันสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับนักบินที่นั่งอยู่ข้างๆ มันได้ด้วย

เทคโนโลยีการควบคุมโดรนโดยอัตโนมัตินั้นก้าวไปไกลมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยีการใช้แขนกลอัจฉริยะเพื่อควบคุมเครื่องบิน ยังต้องเดินทางอีกยาวไกลกว่าจะนำไปใช้งานได้จริงบนเครื่องบินพาณิชย์ และก้าวต่อไปของทีมงาน ALIAS คือนำมันไปติดตั้งบนเครื่องบินของจริง

ที่มา : https://news.thaiware.com/10396.html

ความแตกต่างระหว่าง เรือดำน้ำดีเซล กับ เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์…

10393_170519130653Tw

เรือดำน้ำทางการทหารในยุคปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ก็คือเรือดำน้ำพลังงานดีเซล และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเรือดำน้ำทั้ง 2 แบบก็มีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกัน เรามาดูรายละเอียดในเรื่องนี้กันนะครับ

เรือดำน้ำพลังงานดีเซล

เรือดำน้ำพลังงานดีเซลถือเป็นต้นกำเนิดของเรือดำน้ำในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว มันเป็นการทำงานแบบผสมผสานกันระหว่างระบบเครื่องยนต์ดีเซล และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยเรือดำน้ำประเภทนี้ จะใช้เครื่องยนต์ดีเซลในขณะที่ลอยลำอยู่บนผิวน้ำ หรือดำอยู่ในระดับน้ำตื้น ที่สามารถปล่อยท่อสุดอากาศขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งเรือดำน้ำ ต้องการอากาศมาใช้ในกระบวนการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล และเครื่องยนต์ดีเซล นอกจากจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรือดำน้ำในระดับน้ำตื้นแล้ว มันก็ยังเชื่อมต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) เพื่อชาร์จพลังให้กับชุดแบตเตอรี่จำนวนมากของเรือดำน้ำด้วย ซึ่งชุดแบตเตอร์รี่นี้ทำหน้าที่จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนเรือดำน้ำที่ระดับความลึก

สาเหตุที่เรือดำน้ำดีเซล ต้องเปลี่ยนระบบมาขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อดำน้ำที่ระดับความลึก ก็เพราะว่า ใต้น้ำไม่มีอากาศเพียงพอสำหรับกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ดีเซล ทำให้เมื่ออยู่ใต้น้ำ ต้องขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น และทำให้เป็นข้อจำกัดของเรือดำน้ำประเภทนี้คือ ไม่สามารถดำน้ำต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลายาวนาน เพราะเมื่อพลังงานในแบตเตอรี่หมดลง เรือก็ต้องขึ้นสู่ระดับผิวน้ำ เพื่อเดินเครื่องยนต์ดีเซล ชาร์จพลังงานให้แบตเตอรี่

10393_17051913020244

เรือดำน้ำดีเซลคลาส Yuan ของจีนมีระบบ AIPS

รือดำน้ำดีเซลในยุคแรกนั้นแล่นช้า และเสียงรบกวนเยอะ ทำให้โดนตรวจจับได้ง่าย แต่ในยุคหลังได้ถูกพัฒนาให้มีเสียงรบกวนน้อยลง มีการปรับปรุงดีไซน์ ทำให้กลายเป็นอาวุธสงครามที่น่ากลัว มันสามารถปิดการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้ตามต้องการ เพื่อเรือให้เงียบขึ้น ตรวจจับได้ยากขึ้น มันสามารถลอยอยู่นิ่งๆ ใต้ผิวน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ และด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่างระบบ AIPS (Air Independent Propulsion System อาศัยอ๊อกซิเจนเหลวที่บรรจุอยู่ในถัง เป็นตัวช่วยในกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิง) ทำให้เครื่องยนต์ดีเซลสามารถทำงานเมื่ออยู่ใต้น้ำได้เลย ช่วยยืดระเวลาการกบดานอยู่ใต้ผิวน้ำได้นานเป็นสัปดาห์ เทียบกับเรือดำน้ำดีเซลที่ไม่มีระบบ AIPS จะดำน้ำได้นานสุดเพียง 1-2 วัน ก็ต้องขึ้นสู่ระดับน้ำตื้นเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ เรือดำน้ำพลังงานดีเซลสามารถดำน้ำได้ลึก 150-300 เมตร และทำความเร็วสูงสุดได้ 15-20 น็อต (28-37 กม./ชม.)

กองทัพเรือชั้นนำของโลก ได้มีการปลดประจำการเรือดำน้ำพลังงานดีเซลไปบ้างแล้ว เพราะมันถูกแทนที่ด้วยเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ แต่กองทัพเรือของบางประเทศ อย่างเช่น รัสเซีย, จีน และ อินเดีย ยังมีเรือดำน้ำพลังงานดีเซล ประจำการอยู่เป็นจำนวนมาก ควบคู่ไปกับการมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ด้วยจุดเด่นของเรือดำน้ำดีเซลที่ราคาย่อมเยา และเนื่องจากเป็นเรือดำน้ำขนาดเล็ก ทำให้ใช้ลูกเรือเพียงจำนวนน้อย

จุดเด่นของเรือดำน้ำดีเซล

  • เงียบกว่าเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ทำให้ตรวจจับได้ยากกว่า
  • ขนาดเล็กและคล่องตัว เป็นอาวุธสังหารชั้นยอดที่ระดับน้ำตื้น
  • สามารถปิดการทำงานเครื่องยนต์ดีเซลได้ตามต้องการ ในขณะที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้องทำงานตลอดเวลา
  • สร้างได้ง่าย และอบรมลูกเรือได้ง่าย
  • เรือดำน้ำดีเซลรุ่นใหม่ สามารถติดตั้งจรวดโจมตีเป้าหมายบนพื้นดินได้

จุดอ่อนของเรือดำน้ำดีเซล

 

  • ความเร็วต่ำทำให้หนีจากการถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโด หรือหนีจากการโจมตีของเรือต่อต้านเรือดำน้ำได้ยาก
  • ดำน้ำได้ไม่ลึกมาก ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความลึกของมหาสมุทรเพื่อการอำพรางตัว
  • ดำน้ำได้ไม่นานก็ต้องขึ้นสู่ระดับความตื้นเพื่อชาร์จแบตฯ เรือที่มีระบบ AIPS จะดำน้ำได้เป็นสัปดาห์ ส่วนเรือที่ไม่มีระบบ AIPS จะดำน้ำได้เพียง 1-2 วัน
  • บรรทุกอาวุธได้น้อยเพียง ตอร์ปิโด หรือจรวดมิสไซล์เพียง 12-20 ชุด
  • เนื้อที่ภายในเรือคับแคบ ทำให้ลูกเรือเกิดความเครียดได้ง่าย

 

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

ใช้แหล่งพลังงานหลักจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีขนาดเล็ก เพื่อที่จะบรรจุลงในเรือดำน้ำได้ ซึ่งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์สามารถทำงานเพื่อสร้างความร้อนได้ ไม่ว่าจะอยู่บนน้ำหรือใต้น้ำ ซึ่งความร้อนจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ นำไปต้มนำให้เดือดจนกลายเป็นไอน้ำที่มีความดันสูง จากนั้นจึงใช้ไอน้ำไปผลักแกนใบพัดเรือให้หมุนเพื่อขับเคลื่อนเรือ และในอีกทาง แกนใบพัดเรือเชื่อมต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) แล้วเก็บพลังงานไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อนำพลังงานไปหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ในเรือ

ด้วยควาที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ สามารถทำงานในสภาวะที่เรือดำอยู่ใต้น้ำได้เป็นอย่างดี ทำให้เรือสามารถดำน้ำอยู่ที่ระดับความลึกได้ยาวนานเป็นเดือน โดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ ภายในเรือยังมีอุปกรณ์การสร้างออกซิเจนจากน้ำทะเล และมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับการเก็บเสบียงอาหาร และน้ำจืด ทำให้ลูกเรือสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยาวนานใต้ทะเลลึก มันสามารถอยู่ใต้น้ำได้นาน 90 วัน ก่อนที่จะต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ หรือกลับฐานเพื่อเติมเสบียง

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ถือเป็นฝันร้ายของระบบเรือต่อต้านเรือดำน้ำเลยทีเดียว เพราะพวกมันสามารถดำลงไปที่ระดับความลึก 600 เมตร และสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 30-35 น็อตเมื่ออยู่ใต้น้ำ (56-65 กม./ชม.) ซึ่งเป็นความได้เปรียบที่มีเหนือเรือดำน้ำดีเซล และถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน เรือดำน้ำดีเซลเปรียบเหมือนรถ 5 ประตู ที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ ใช้งานง่าย ราคาย่อมเยา แต่มีพละกำลังน้อย ในขณะที่เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เปรียบเหมือนรถฮัมวี่ ต้องมีเงินมหาศาลถึงจะเป็นเจ้าของได้ พละกำลังมหาศาล และการมีอยู่ของมัน ถือเป็นการข่มขวัญกองทัพศัตรูได้เป็นอย่างดี และเป็นเหตุผลว่าทำไม่มีเพียง 6 ประเทศบนโลกใบนี้ ที่ครอบครองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ในขณะที่อีก 50 ประเทศ ยังคงใช้เรือดำน้ำดีเซล

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  • เรือดำน้ำพิฆาต (Hunter-Killer subs / SSN) มันเป็นเจ้าแห่งท้องทะเล หน้าที่ของมันคือโจมตีเรือ และเรือดำน้ำของข้าศึก และสามารถยิงจรวดโจมตีเป้าหมายบนพื้นดินได้ด้วย
  • เรือดำน้ำที่เป็นฐานยิงขีปนาวุธ (Ballistic Missile subs / SSBN) อาวุธลับขั้นสุดยอดของชาติมหาอำนาจ มันกบดานอยู่ที่ระดับความลึก และแทบจะไม่เคยมีใครเคยเห็นมันเลย หน้าที่ของมันคือเป็นฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ โดยในประวัติศาสตร์อันยาวนานของ SSBN มันยังไม่เคยได้ได้ยิงขีปนาวุธในการรบจริงแม้เพียงครั้งเดียว และถ้าเกิดเหตุการณ์ที่มันต้องยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมา นั่นหมายถึงสงครามโลกครั้งที่ 3

10393_170519143859Ag

SSBN คลาส Le Terrible ของกองทัพเรือฝรั่งเศส

10393_170519143244h8

SSN คลาส Seawolf ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา

10393_170519143244I8

 

SSN คลาส Los Angeles ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา

 

10393_17051914324400

 

SSN คลาส Akula ของกองทัพเรือโซเวียต

**หมายเหตุ บทความนี้แปลและเรียบเรียง จากบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษ ที่ได้มีการอ้างอิงไว้ครับ

ที่มา : https://news.thaiware.com/10393.html

 

 

Jelly แอนดรอยด์สมาร์ทโฟนที่เล็กที่สุดในโลก!!!

10294_170505172106ZX

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบของใหญ่เสมอไป คนชอบของเล็กๆ ก็ยังคงมีอยู่บนโลกใบนี้ แต่น่าเสียดายที่สมาร์ทโฟนในสมัยนี้มีแนวโน้มที่จะขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แถมราคาก็ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก แต่ก็ยังโชคดีที่มีบริษัท ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายหนึ่งที่คิดต่างจากบริษัทอื่นๆ ด้วยการสร้างสมาร์ทโฟนที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกขึ้นมา ด้วยขนาดหน้าจอที่เล็กเพียง 2.5 นิ้ว บริษัทที่ว่านี้มีชื่อว่า Unihertz และชื่อของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้คือ Jelly และตอนนี้มันได้กลายเป็นดาวรุ่งบนเว็บไซต์ระดมทุนอย่าง Kickstarter ไปซะแล้ว

10294_17050517155947

เจ้า Jelly ถึงแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นเล็กพริกขึ้หนู ด้วยสเปคที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เริ่มที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 7.0 Nougat รองรับ 4G LTE หน่วยประมวลผลความเร็ว 1.1 GHz หน่วยความจำ RAM ขนาด 1 GB และหน่วยความจำภายใน 8 GB สำหรับรุ่นมาตรฐาน และหน่วยความจำ RAM ขนาด 2 GB หน่วยความจำภายใน 16 GB สำหรับรุ่น Pro กล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล จอภาพสัมผัสขนาด 2.5 นิ้ว ความละเอียด 240×432 จุด

แม้สเปคจะไม่ทำให้ใครร้องว้าว แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ถึงกับล้าสมัยหล่ะน่า และที่น่าประทับใจคือเจ้า Jelly มีขนาดที่เล็กเอามากๆ จนยัดลงในกระเป๋าใส่เหรียญของกางเกงยีนส์ได้เลย

10294_17050517150439

ซึ่งกระแสตอบรับจากการเปิดระดมทุนผ่าน Kickstarter ก็ออกมาดีมากๆ มันประสบความสำเร็จในการระดมทุนด้วยจำนวนเงิน 300,000 ดอลลาร์ในเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น โดยสมาร์ทโฟน Jelly รุ่นมาตรฐานเปิดขายหน้าเว็บ Kickstarter ในราคาเพียง 59 ดอลลาร์เท่านั้น (ประมาณ 2,050 บาท) สำหรับโปรโมชั่นคนที่ตัดสินใจซื้อเป็นรายแรกๆ แต่น่าเสียดายที่โปรโมชั่นนี้จบลงไปแล้ว ตอนนี้ราคาขายขยับขึ้นมา ที่ 79 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,740 บาท) ซึ่งก็ถือว่าราคาสมเหตุสมผล กับสมาร์ทโฟนเครื่องเล็กๆ น่ารักที่มีระยะการใช้งานแบตเตอรี่นานถึง 3 วันที

ที่มา : http://bgr.com/2017/05/04/smallest-android-phone-jelly/

 

DJI Mavic Pro ถ่ายคลิปทัศนียภาพอันสวยงาม และน่าทึ่งของนอร์เวย์

10331_17051112544726

คลิปวีดีโออันสวยงามและน่าทึ่งนี้ เป็นผลงานของ CreateOne film production พวกเขาได้ใช้โดรนขนาดพกพา แต่ประสิทธิภาพดีอย่าง DJI Mavic Pro ในการบินถ่ายวีดีโอจากมุมสูง ที่แสดงให้เราเห็นทัศนียภาพอันสวยงาม และน่าทึ่งของภูมิประเทศแบบ ฟยอร์ด*** ของประเทศนอร์เวย์ คลิปความละเอียดระดับ Full HD นี้ แม้จะมีความยาวเพียง 2 นาที แต่ถูกถ่ายทำ และนำมาตัดต่อจัดเรียงอย่างประณีต พร้อมกับเสียงดนตรีประกอบที่สอดรับกัน เราขอแนะนำให้คุณใช้ช่วงเวลาว่างๆ เปิดดูคลิปนี้ที่ความละเอียดระดับ Full HD 1080p ขยายภาพวีดีโอให้เต็มหน้าจอขนาดใหญ่ แล้วสวมหูฟัง หรือเปิดเสียงผ่านชุดลำโพงระดับคุณภาพ เพื่อที่คุณจะได้ดื่มด่ำกับเนื้อหาในคลิปวีดีโอนี้อย่างอิ่มเอม

10331_170511124453Y6

ในคลิปนี้นอกจากเราจะได้เห็นความงามของภูมิประเทศแบบ ฟยอร์ด แล้ว มันก็เป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่า โดรนเป็นอุปกรณ์การถ่ายภาพทางอากาศที่มีประสิทธิภาพมากขนาดไหน

*** ฟยอร์ด เป็น อ่าวเล็กๆ บริเวณชายฝั่งทะเล ซึ่งถูกน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง มีลักษณะแคบและยาว เว้าลึกเข้าไปในฝั่งระหว่างแผ่นดินสูงชัน หรือระหว่างหน้าผาสูงชันตามเชิงเขา ฟยอร์ดเกิดจากน้ำกัดเซาะกร่อนเป็นร่องลึก เช่น ซองเนฟยอร์ด (Sogne Fjord) ในบริเวณชายฝั่งของประเทศนอร์เวย์

ที่มา : www.dpreview.com , th.wikipedia.org

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1441423155922499

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Surface Arc Mouse เม้าส์ไร้สายดีไซน์ล้ำ

600_Surface_Arc_Mouse_4

          ไมโครซอฟท์เปิดตัว Surface Arc Mouse เม้าส์ไร้สายดีไซน์ล้ำ คู่หูตัวเก่งของ Surface Laptop

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 นอกจากไมโครซอฟท์จะเปิดตัว Surface Laptop แล้ว ยังได้เปิดตัวเม้าส์รุ่นใหม่อีกด้วย ชื่อว่า Surface Arc Mouse มีดีไซน์โค้งแบน ดูหรูล้ำ สามารถเก็บหรือพกพาได้สะดวก ประหยัดพื้นที่ ใช้การเชื่อมต่อแบบ Bluetooth 4.0 ซึ่งจุดเด่นของมันก็คือ ไม่มีปุ่มคลิกซ้าย-ขวา และไม่มี Scroll-wheel แต่จะเป็นปุ่มแบบสัมผัสปุ่มใหญ่เพียงปุ่มเดียวที่ใช้แทนการควบคุมทั้งหมด

  Surface Arc Mouse มีราคาอยู่ที่ $79.99 หรือประมาณ 2,800 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Burgundy, Light Gray และ Cobalt Blue คาดว่าน่าจะเริ่มจำหน่ายพร้อมกับ Surface Laptop ในเดือนมิถุนายนนี้

Surface_Arc_Mouse_13Surface_Arc_Mouse_7

Surface_Arc_Mouse_8

ที่มา : https://men.kapook.com/view170642.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1434022873329194

Echo Ring แหวนแปลภาษาไม่ได้เป็นแค่แหวนแปลภาษา

600_Echo_ring_1

   Echo Ring แหวนแปลภาษาอัจฉริยะ มี Alexa ในตัว สั่งการด้วยเสียงและ Gesture ควบคุมมือถือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้

Echo_ring_5

Echo Ring แหวนแปลภาษาที่เป็นมากกว่าแหวนแปลภาษา เพราะมันสามารถทำงานได้หลากหลายมาก ซึ่งฟีเจอร์หลัก ๆ ของมันก็คือการแปลภาษาที่สามารถแปลได้ถึง 24 ภาษา (มีภาษาไทยด้วยนะ) โดยที่แหวนจะมีไมค์และลำโพงในตัว เพียงแค่ผู้ใช้เชื่อมต่อแหวนกับแอพฯ สมาร์ทโฟน จากนั้นพูดใส่ไมค์แล้วมันก็จะแปลเป็นภาษาที่ต้องการให้ทันที

ความสามารถของ Echo Ring ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เพราะว่ามันมีระบบผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Amazon Alexa ในตัว ทำให้สามารถใช้การสั่งการด้วยเสียงหรือ Gesture เพื่อสั่งให้สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านให้ทำงานตามที่ต้องการได้ จะสั่งให้รับสายโทรศัพท์แล้วคุยผ่าน Echo Ring หรือจะสั่งให้เล่นเพลงก็ยังได้

ภายใน Echo Ring มีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานถึง 2 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมคุณสมบัติกันน้ำ โดยคาดว่าน่าจะพร้อมจำหน่ายหลังจากผ่านการระดมทุนใน Indiegogo ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ราคา $299 หรือประมาณ 10,500 บาท สำหรับใครที่กำลังมองหาแหวนล้ำ ๆ เก๋ ๆ มาใส่ นอกจาก Echo Ring แล้วก็ยังมี Nimb Ring และ Motiv Ring อีกด้วย ถ้าอยากรู้รายละเอียดก็เข้าไปอ่านได้ในลิงก์ด้านล่างเลย

ที่มา :  https://men.kapook.com/view170692.html

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1436591273072354

นี่คือ! หลักอากาศพลศาสตร์ของ LAMBORGHINI HURACAN [ชมคลิป]

ยังคงมีข่าวคราวและข้อมูลที่น่าสนใจจากทั่วโลกมาให้ได้ติดตามรับชมกันตลอดเช่นเคย วันนี้เรามีคลิปวีดีโอที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานของหลักอากาศพลศาสตร์ที่เป็นความลับใน  รถยนต์ Lamborghini Huracan ที่ทำให้มันวิ่งได้เร็วและยึดเกาะถนนกว่ารถทั่วไป

 ปัจจุบันการออกแบบรถยนต์ซูเปอร์คาร์นั้นแน่นอนว่าหลายค่ายให้ความสำคัญกับ เทคโนโลยี  Aerodinamica หรือ  หลักอากาสพลศาสตร์ นอกเหนือจากการรีดน้ำหนักแล้ว นี่คืออีกจุดสำคัญที่จะช่วยให้รถสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วพร้อมกับมีการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม วันนี้เราจึงนำเอาคลิปวีดีโอที่เผยให้เห็นคง หลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงที่ถูกนำมาใช้กับ

รถยนต์ Lamborghini Huracan กระทิงดุตัวแรงคันนี้ครับ เทคโนโลยี ALA หรือ Aerodinamica Lamborghini Attiva คือหนึ่งในเทคโนโลยีชั้นสูงที่ถูกจับเข้ามาไว้ใน Lamborghini Huracan หลักการไหลเวียนอากาศ การออกแบบชิ้นส่วนทุกๆ กระเบียดนิ้วล้วนมีผลกับตัวรถ นับเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมากๆ

lamborghini-huracan-with-active-aerodynamics

ที่มา : Lamborghini

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1429175823813899/

ชม! ภาพร่าง IPHONE 8 ดีไซน์ล่าสุด มาพร้อมหน้าจอเต็ม 5.8 นิ้ว

287229-640

ยังคงมีข่าวคราวและข้อมูลที่น่าสนใจในแวดวงไอทีใหม่ๆ มาให้ได้ติดตามรับชมกันอย่างจุใจเช่นเคย วันนี้เราก็ยังคงมีข่าวคราวเกี่ยวกับ iPhone 8 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่จาก Apple ที่เตรียมอวดโฉมในช่วงปลายปีนี้แล้ว ล่าสุดมีภาพร่างดีไซน์ล่าสุดของ iPhone 8 ออกมาอีกแล้วครับ

โดยภาพร่างดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยเว็บไซต์  iFanr มีดีไซน์ที่ใกล้เคียงและสอดคล้องกับรายงานของ Benjamin Geskin ที่ออกมาอ้างว่าตัวเองนั้นเคยเห็นพิมพ์เขียวของจริง ของ  iPhone 8 มาแล้ว  โดยภาพร่างชุดนี้เผยให้เห็นหน้าจอขนาด 5.768 นิ้ว โดยขอบจอทั้ง 4 ด้านนั้นมีความบางเพียง  4 มม. ภายในหน้าจอยังได้รับลการติดตั้งช่องลำโพงสำหรับสนทนาที่ด้านบน รวมไปถึงกล้องคู่พร้อมสำหรับสแกนพื้นผิว 3 มิติ   ตัวรับ/ส่งสัญญาณอินฟาเรด พร้อมด้วย เซ็นเซอร์ตรวจวัดความลึกแบบ 3 มิติอีกด้วย โดยกล้องหลังนั้นเป็นแบบกล้องหลังคู่แนวตั้งที่คั่นกลางด้วยแฟลช

287226

 

ตามรายงานยังระบุด้วยว่า Apple อาจจะจับมือกับบริษัท Energous เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายสำหรับ iPhone 8 อีกด้วย งานนี้จะเป็นยังไงคงต้องรอชมกันในช่วงเดือนกันยายนนี้

ที่มา : http://www.iclarified.com/60037/diagram-allegedly-reveals-design-of-58inch-iphone-with-4mm-bezels-images

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1430431550354993

รัฐมิชิแกนออกกฏหมายแรง จำคุกตลอดชีวิต แฮกเกอร์ที่เจาะระบบรถยนต์อัจฉริยะ

1608261915044E

ล่าสุด วุฒิสมาชิกรัฐมิชิแกนแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำเสนอร่างกฎหมายใหม่ ที่กำหนดให้การที่ มีเจตนาที่จะทำลาย, ทำให้เสียหาย, ทำการแก้ไข, หรือเข้าควบคุมระบบของรถยนต์อัจฉริยะโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต นั้นถือเป็นเรื่องร้ายแรง และแฮกเกอร์ที่กระทำการดังกล่าวนี้ ก็ต้องมีโทษถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตเลยทีเดียว และนี่ถือเป็นกฏหมายต่อต้านแฮกเกอร์เพียงฉบับเดียวที่มีบทลงโทษสูงถึงขนาดนี้

เหตุที่ทำให้คณะวุฒิสมาชิกแห่งรัฐมิชิแกนตื่นตัวกับเรื่องนี้ น่าจะมาจากการที่ในปีที่แล้ว มีนักวิจัยทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล 2-3 ราย ร่วมมือกันเพื่อประกาศความสำเร็จในการแฮกรถยนต์อัจฉริยะ (Connected car) รุ่น Jeep Cherokee SUV ซึ่งรถรุ่นนี้สามารถเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานผ่านสมาร์ทโฟน ทำให้ชาวโลกได้เห็นว่ารถยนต์ที่มีระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ หรือรถยนต์ที่สามารถขับได้ด้วยตัวเอง (Self-driving car) นั้นเปราะบางต่อการโจมตีของแฮกเกอร์

นอกจากนี้ FBI และองค์การทางด้านความปลอดภัยบนถนนหลวง (U.S. National Highway Traffic Safety Administration) ได้ออกประกาศเตือนเจ้าของรถ Connected car ว่า รถประเภทนี้เสี่ยงต่อการที่แฮกเกอร์จะเข้าโจมตีจากระยะไกล และรถยนต์สมัยใหม่นี้ก็มีระบบคอมพิวเตอร์ขนาดย่อมหรือที่เรียกว่า ECU (Electronic Control Units) ซึ่ง ECU ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานทุกอย่างในรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบแสงสว่าง, ที่ปัดน้ำฝน, พวงมาลัย และการเร่งเครื่องยนต์ คงจะไม่ดีแน่ถ้าแฮกเกอร์สามารถเจาะระบบเข้าไปถึง ECU

7901_160504121223p6

และนับวันจำนวนองค์ประกอบต่างๆ ในรถ Connected car ที่สามารถควบคุมได้แบบไร้สาย ก็ยิ่งจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ (Ignition control), ระบบตรวจสอบแรงดันยาง, ระบบนำทาง รวมถึงระบบความบันเทิงต่างๆ ในรถยนต์

และปัญหานี้ดูเหมือนจะร้ายแรงขึ้นอีกสำหรับรถประเภทที่สามารถขับได้ด้วยตัวเอง (Self-driving car) เพราะระบบการนำทาง และการควบคุมพวงมาลัยถูกควบคุมโดยซอฟต์แวร์ ซึ่งระบบเหล่านี้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ถ้าระบบเหล่านี้ถูกควบคุมโดยแฮกเกอร์ ก็ดูเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลขึ้นมาทันที และในอนาคตก็จะมีรถประเภทนี้วิ่งอยู่บนท้องถนนมากขึ้นเรื่อยๆ (แต่สำหรับเมืองไทยคนต้องนานหน่อยกว่าจะมีรถประเภทนี้บนท้องถนน)

ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายมุ่งมั่นกับการผลิตรถ Self-driving และคาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ รถประเภทนี้ก็จะโดนแฮกได้ในที่สุด เหมือนอย่างที่รถ Connected car โดนแฮกมาเรียบร้อยแล้ว และเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนอย่างแท้จริง ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลายไม่ควรที่จะมุ่งมั่นเพียงการผลิตรถยนต์ฉลาดๆ ออกสู่ท้องตลาด แต่ควรมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ของรถให้มีช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ที่มา : https://news.thaiware.com/7901.html

Samsung Galaxy S8 จะมีเวอร์ชั่น Microsoft Edition ขายด้วย

10028_170331180145g6

 

ในระยะหลัง Samsung จะมีการเพิ่มแอพฯ ของ Microsoft เข้ามาในเฟิร์มแวร์ของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตหลายแอพฯ เลยล่ะ เช่น Skype, OneDrive หรือ OneNote เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึง Samsung Galaxy S8 เรือธงรุ่นล่าสุดของบริษัท ความสัมพันธ์ของทั้งสองบริษัทดูจะมีความแน่นแฟ้นมากขึ้นกว่าเดิม เพราะล่าสุดได้มีการเปิดให้สั่งจอง Samsung Galaxy S8 และ Samsung Galaxy S8+ Microsoft Edition แล้ว

Samsung Galaxy S8/S8+ Microsoft Edition จะมีเฟิร์มแวร์ที่แตกต่างจากรุ่นปกติตรงที่มีแอพฯ และบริการของ Microsoft ใส่เข้ามาให้ อย่างเช่น Cortana ระบบ Virtual assistant ของ Microsoft เป็นต้น

ทั้งนี้ทาง Microsoft ได้เผยว่า ผู้ที่เลือกซื้อ Galaxy S8/S8+ เวอร์ชั่นนี้มาใช้งาน เมื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi ในครั้งแรก จะได้รับการแจ้งเตือนให้ดาวน์โหลดแอพฯ ในทันที ประกอบไปด้วย แอพฯ Office, Cortana, Excel, Outlook, OneDrive, One Note, Bing, Groove, Skype, MSN News และอื่นๆ อีกหลายอย่าง

ใครที่สนใจ Samsung Galaxy S8/S8+ Microsoft Edition สินค้าจะเริ่มวางขายที่ Microsoft Store ในวันที่ 21 เมษายน ที่จะถึงนี้ ส่วนในประเทศไทยเงอ ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะมีการนำเข้ามาวางจำหน่ายหรือไม่

ที่มา : https://www.engadget.com/2017/03/30/samsung-galaxy-s8-microsoft-edition/