คลังเก็บหมวดหมู่: ศิวัชญา ศิริสุทธิ์

25 สิ่งประดิษฐ์ไอเดียสุดเจ๋ง ที่จะทำให้ชีวิตคุณสบายขึ้น!

สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมใหม่ๆ มักจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนโลก และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วันนี้เราลองมาดู 25 สิ่งประดิษฐ์สุดเจ๋ง ที่เปลี่ยนของใกล้ตัวให้เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เห็นแล้วคุณจะต้องอยากได้กันเชียวล่ะ

 

1. โต๊ะรองรีดผ้า ที่พลิกขึ้นมา สามารถใช้ส่องกระจกได้ รีดเสร็จก็ลองใส่เลย

1

2. เก้าอี้นั่งกลางแจ้ง ถ้าตากฝนเปียก ก็หมุนด้านแห้งขึ้นมานั่งซะ

2.1 2.2

3. ไฟจราจรนาฬิกาทราย รถติดนานแค่ไหน ก็รอได้ชิลๆ

3.1 3.2

4. กระดาษห่อของขวัญ Crossword กระดาษใบเดียว มีชื่อครบทุกเทศกาล แค่เอาปากกาวงเอา (คุณเห็นคำไหนบ้างเอ่ย?)

4.1 4.2

5. ร่มด้ามจับเป็นที่วางแก้ว

5.1 5.2

6. ที่บีบยาสีฟัน

6

7. รถเข็นเด็กแบบมีล้อสเก็ต พ่อแม่ได้มันกันล่ะทีนี้

7.1 7.2

8. ที่เช็ดกระจกสุดเก๋

8.1 8.2

9. ไม้สำหรับกะปริมาณสปาเก็ตตี้ให้พอเหมาะกับแต่ละคน

9

10. ปลั๊กไฟต่อได้แบบเลโก้ แถมหมุดได้ 360 องศา

10.1 10.2 10.3

11. ที่ฉีดน้ำผลไม้ แค่ปักแล้วฉีด ไม่ต้องคั้นน้ำให้เมื่อย

11

12. โต๊ะที่ใช้เก็บเสื้อผ้าได้แจ่มไม่แพ้ตู้เสื้อผ้า

12

13. กรรไกรตัดพิซซ่า

13

14. โต๊ะวางของบนที่พักแขนโซฟา

14

15. CATable โต๊ะบ้านแมว หมดปัญหาแมวกวนเวลาทำงาน

15

16. ซ้อมที่มีปลายงอ ยึดเส้นไม่มีหลุด

16

17. หมวกสระผมสำหรับเจ้าตัวเล็ก

17

18. ที่เก็บกุญแจเลโก้

18

19. เก้าอี้เปลแมว

19

20. แก้วล็อคได้ กันคนอื่นมาใช้แก้วของเรา

20

21. ที่ยึดหัวหอม ยึดง่าย ได้ชิ้นสวย

21

22. แหวนที่เปิดขวด

22.1 22

23. ร่มกระเป๋า พับเก็บเป็นกระเป๋าได้ ไม่เกะกะ

23

24. ปลาน้อย สำหรับแยกไข่แดง

24

25. เทียนไข แท่งเดียว ใช้ได้เป็นปี

25

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1422308661167282

 

ส่ง ‘อสุจิ’ ออกนอก ถึงเป็นเจ้าของก็ผิด

NjpUs24nCQKx5e1BbCsACWs0zCSlqpOW1XqCEZYoPPY

ผอ.รพ.ขอนแก่น เผยผลตรวจของเหลว 6 หลอด ในถังไนโตรเจน เป็นเชื้ออสุจิมนุษย์ แต่ต้องตรวจดีเอ็นเอเพื่อเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สามารถนำไปตรวจเปรียบเทียบหาเจ้าของที่แท้จริง คาดอีก 2-3 วันรู้ผล ขณะที่ ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะฟันธง แม้เจ้าของอสุจิหากนำออกนอกประเทศมีความผิดตามมาตรา 41พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรหนองคายจับกุมนายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 114 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ พร้อมถังไนโตรเจนบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด ขณะลักลอบนำออกนอกประเทศที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมาทำการเปรียบเทียบปรับในความผิด พ.ร.บ.ศุลกากร แล้วปล่อยตัวไป ขณะที่สาธารณสุขหนองคาย เตรียมส่งถังไนโตรเจนไปตรวจที่รพ.ขอนแก่น เพื่อเป็นหลักฐานดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 เพราะเชื่อว่าการขนอสุจิไปลาวเป็นการทำเพื่อการค้าเพื่อเลี่ยงกฎหมายของไทย

ความคืบหน้าเมื่อตอนสายวันที่ 22 เม.ย. นายพิชิต ลีลาศ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ด้านอาหารและยาประจำสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคายเปิดเผยว่า ได้ส่งถังไนโตรเจนถึง รพ.ขอนแก่นเพื่อตรวจพิสูจน์ว่าภายในหลอดเป็นสิ่งใด รวมทั้งตรวจดีเอ็นเอด้วย หลังทราบผลจะรวบรวมรายงานส่งส่วนกลางเพื่อพิจารณาดำเนินคดีกับนายนิธินนทน์ และผู้จ้างวานต่อไป ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 โดยมาตรา 40 ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใดสร้าง เก็บรักษา ขาย นำเข้า ส่งออก หรือใช้ประโยชน์ซึ่งตัวอ่อนที่มีสารพันธุกรรมของมนุษย์มากกว่าสองคนขึ้นไป หรือตัวอ่อนที่มีเซลล์หรือส่วนประกอบของเซลล์มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นรวมกันอยู่ ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 41 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ เสนอซื้อ ขาย นำเข้าหรือส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือ ตัวอ่อน ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ต่อมาเวลา 18.30 น. ที่หน้าห้องประชาสัมพันธ์ รพ.ขอนแก่น นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการ รพ.ขอนแก่น พร้อมทีมแพทย์ แถลงผลตรวจของเหลว 6 หลอดบรรจุในถังไนโตรเจน ว่าแพทย์ได้ตรวจโดยการใช้น้ำยาพิเศษ ทำการละลายอสุจิที่แช่แข็ง หลังจากนั้นก็นำมาส่องกล้องจุลทรรศน์พบว่าเป็นน้ำอสุจิมนุษย์ทั้ง 6 หลอด แต่จำเป็นต้องมีการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน เพราะหากมีผู้ต้องสงสัยก็จะได้ตรวจสอบได้ว่าดีเอ็นเอตรงกับอสุจิหรือไม่คาดว่าจะรู้ผลภายในวันที่ 24-25 เม.ย.นี้ จากนั้นจะแจ้งผลการตรวจทั้งหมดไปยังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)ต่อไป ส่วนการนำอสุจิบรรจุในถังไนโตรเจน ผู้ที่ทำต้องเป็นผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการผสมเทียม ไม่ยืนยันว่าเป็นแพทย์ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ก็สามารถทำได้ ส่วนแหล่งที่มาของอสุจิเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องทำการตรวจสอบต่อไป

ด้าน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิก 2 แห่งจาก 4 แห่งที่ถูกกล่าวอ้างไปนั้น เบื้องต้นไม่พบอะไรผิดปกติ และอีก 2 แห่ง จะตรวจในสัปดาห์หน้า การลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อดูมาตรฐานของคลินิกแต่ละแห่งประเด็นของเรื่องนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะสังคมอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจาก 1. การตรวจสอบว่าเป็นเชื้ออสุจิหรือไม่ และเป็นของใครก็เพื่อให้ทราบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนถังที่บรรจุอสุจิออกนอกประเทศหรือไม่เพื่อตรวจสอบว่าคลินิกมีส่วนรู้เห็นกับการส่งออกนอกประเทศหรือไม่ หากมีก็จะมีความผิดที่ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ ขายนำเข้า ส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน และ 2. สังคมอาจเข้าใจว่ามีการเชื่อมโยงว่านำอสุจิไปอุ้มบุญที่ต่างประเทศหรือไม่เพราะประเทศไทยมีกฎหมายเข้มงวด เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเป็นการอุ้มบุญและอาจกระทบต่อประเทศไทยในแง่ความเข้าใจสับสนกับเรื่องการรักษาภาวะมีบุตรยากได้

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 41 ระบุชัดว่า ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ เสนอซื้อขาย นำเข้า หรือส่งออกซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 51 คือ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่เจ้าของอสุจิเอง หากมีการรีดน้ำเชื้อในไทยจะนำอสุจิไปใช้ที่คลินิกหรือสถานพยาบาลใดที่ถูกกฎหมายในประเทศ ไทยก็ได้ แต่หากมีการนำออกนอกประเทศไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือใครก็ตามจะมีความผิดทั้งนั้น เนื่องจากในมาตรา 41 มีการระบุข้อห้ามไว้ชัดเจน

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/920441

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1422278164503665

 

ปฏิวัติการบินด้วย “ชุดไอรอนแมน” ที่สร้างขึ้นจริง!! ชมคลิป

 

128E226F6B7D43AABFE2687717D2EE47น้องใหม่ปฏิวัติการบิน ด้วย   ชุดไอรอนแมน

The Daedalus ผลงานจากนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบของไอรอนแมน ชุดไอรอนแมนจากภาพยนตร์ The Avengers เป็นอะไรที่เท่สุดๆ และล้ำสมัยอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้คนไม่น้อยใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นเจ้าของมันในชีวิตจริง (จินตนาการดูเอาว่าคุณสวมชุดนี้แล้วเหาะไปทำงานเพื่อหนีรถติด เพื่อนๆร่วมงานของคุณจะอิจฉาขนาดไหน) และขณะนี้ก็มีอัจฉริยะนักประดิษฐ์รายหนึ่งสามารถสร้างแบบจำลองของชุดดังกล่าวนี้ได้แล้ว แม้ว่าตัวเขาจะไม่ใช่มหาเศรษฐีแบบโทนี สตาร์กก็ตาม

Richard Browning นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษคือโทนี สตาร์กในโลกแห่งความเป็นจริง ผลงานชุดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอรอนแมนนี้มีชื่อว่า The Daedalus โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Gravity บริษัทสตาร์ทอัพที่ตัวเขาเพิ่งจะก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมาด้วยเป้าประสงค์ที่จะสร้างยุคใหม่ของการเดินทางด้วยการบินแห่งอนาคต 4CE457ED37CA447890448C75AEFD50F6–ไอรอนแมน ซุปเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวล ขวัญใจใครหลายคนผู้มาพร้อมกับความฉลาด และเก่งกาจ–

Browning และทีมงานร่วมกันพัฒนาชุดดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2016 ด้วยกระบวนการทดลอง และพัฒนาไปเรื่อยๆ ดังที่คุณผู้อ่านจะเห็นได้จากคลิปวิดีโอข้างล่าง ตัวเขานั้นพัฒนาชุดของตนเองตั้งแต่การติดเครื่องยนต์เจ็ทขนาดกะทัดรัด2 เครื่องที่ใช้พลังงานจากน้ำมันก๊าด ตามมาด้วย 3 และ 4 เครื่องตามลำดับ 2 เครื่องที่ใช้พลังงานจากน้ำมันก๊าด ตามมาด้วย 3 และ 4 เครื่องตามลำดับ Browning ทดลองติดเครื่องยนต์ตามส่วนต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็นขา แขน ข้อเท้า และหลัง จนในที่สุดเขาก็ได้ความลงตัวของชุดที่เครื่องยนต์เจ็ทจำนวน 6 เครื่อง

อัจฉริยะผู้คลั่งการ์ตูนนี้ให้สัมภาษณ์กับ Red Bull ว่า ตัวเขาคาดหวังให้ชุด The Daedalus นี้สามารถบินได้ด้วยความเร็วหลายไมล์ต่อชั่วโมง และบินที่ความสูงเหนือพื้นดินหลายพันฟุตจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อเป็นการปฏิวัติระบบการบิน อย่างไรก็ดีทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพียงแผนระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันชุดของเขาสามารถบินสูงจากพื้นดินได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น (ซึ่งก็นับเป็นความก้าวหน้าอันดี ตลอดช่วงระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา ในการพัฒนาชุดดังกล่าว)

2660E608C9204A3DA516C57AEC282992–หน้าตาของระบบชุด The Daedalus ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เจ็ท และกระเป๋าน้ำมันก๊าดให้พลังงาน–

สำหรับวิธีการบังคับชุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย Browning บรรยายว่ามันเสมือนกับการปั่นจักรยานแบบ 3 มิติเลยทีเดียว นอกจากนั้นผู้ใช้ยังต้องมีร่างกายที่แข็งแรงมากทีเดียว จึงจะสามารถบังคับทิศทางของ The Daedalus ได้

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าในอนาคต บริษัท Gravity จะสามารถพัฒนาชุดของเขาจนมีความเร็วหลายร้อยไมล์ต่อชั่วโมง เพื่อใช้ปฏิวัติการบินทางอากาศได้หรือไม่ (แน่นอนว่าเราไม่อาจเชื่อได้ ตราบใดที่ยังไม่เห็นด้วยตาตนเอง)คงน่าตื่นเต้นไม่น้อยหากในอนาคตการเดินทางในอากาศนั้นกลายเป็นเรื่องส่วนบุคคล ธุรกิจการบินอาจไม่พอใจนัก แต่ที่แน่ๆสองพี่น้องตระกูลไรต์ผู้สร้างเครื่องบินลำแรกของโลกคงปลื้มใจจนน้ำตาไหลเป็นแน่ ที่ไอเดียของพวกเขาถูกต่อยอดสร้างสรรค์จนมาไกลได้ถึงขนาดนี้0249BE3E30014E91B015D3D06841F674

เมื่อประกอบเข้าชุดแล้ว The Daedalus มีความเท่ไม่น้อยไปกว่าไอรอนแมนเลยทีเดียว

 

ที่มา: http://www.posttoday.com/digital/488292

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1408703089194506/

เซอร์ไพรส์วงการวิทย์! นักวิทยาศาสตร์ประกาศพบอวัยวะใหม่ในมนุษย์ ชื่อ “Mesentery”

เป็นเรื่องสุดเซอร์ไพรส์ในวงการวิทยาศาสตร์เลยก็ว่าได้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบอวัยวะใหม่ที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์เรานี่เอง

โดยอวัยวะดังกล่าวมีชื่อว่าMesentery พบในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ ซึ่งทำหน้าที่ในการยึดลำไส้เล็กให้ติดกับผนังช่องท้อง

แต่จะเรียกว่าเป็นเรื่องใหม่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เนื่องจากเป็นส่วนที่ค้นพบมานานกว่า 100 ปีแล้ว แต่ถูกเข้าใจมาตลอดว่าเป็นเนื้อเยื่อช่วยยึดผนังลำไส้เท่านั้น แต่งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Gastroenterology & Hepatology แสดงให้เห็นว่ามันคืออวัยวะชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเนื้อเยื่อ

“ในงานวิจัยที่เรามีการทบทวนและประเมินดีแล้ว เราสามารถพูดได้เลยว่าเรามีอวัยวะหนึ่งในร่างกายที่ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอวัยวะ จนกระทั่งวันนี้” เจ คาลวิน คอฟฟีย์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรงพยาบาลลิเมอริก ในประเทศไอร์แลนด์ ผู้ซึ่งเป็นคนแรกที่ค้นพบว่า Mesentery เป็นอวัยวะ ระบุ

“คำอธิบายทางกายวิภาคที่ผ่านมากว่า 100 ปีค่อนข้างไม่ตรงกับความจริงนัก เนื่องจากอวัยวะนี้ยังห่างไกลจากความเป็นเนื้อเยื่อ และเป็นโครงสร้างที่มีความซับซ้อนโครงสร้างหนึ่งเลยทีเดียว” นายคอฟฟีย์ระบุ

ทั้งนี้ หนังสือกายวิภาคศาสตร์ชื่อดังอย่าง Grey′s Anatomy ได้อัพเดตเรื่องของอวัยวะใหม่นี้ลงในอีดิชั่นของปี 2017 แล้ว

คำอธิบายชิ้นแรกๆ เกี่ยวกับ Mesentery ทำขึ้นโดยลีโอนาร์โด ดาวินชี ซึ่งหลายศตวรรษที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีใครให้ความสนใจกับมันนัก จนเมื่อศตวรรษที่ผ่านมา เหล่าแพทย์ที่ศึกษาเกี่ยวกับ Mesentery จึงสันนิษฐานว่ามันเป็นเนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้มันดูไม่สำคัญเท่าใดนัก จนกระทั่งในปี 2012 ที่นายคอฟฟีย์และทีมงานทำการศึกษา Mesentery อย่างจริงจัง โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ปี ในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอผลงานวิชาการทางการแพทย์ครั้งนี้

ซึ่งถึงแม้ว่าการค้นพบครั้งนี้จะไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างภายในร่างกายคุณแต่ก็เป็นการจัดอันดับอวัยวะใหม่ที่จะเป็นข้อมูลใหม่ของวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งจะช่วยพัฒนาการรักษาต่อไปในอนาคต

“ตอนนี้เรามีความเข้าใจในเชิงกายวิภาคและเชิงโครงสร้างแล้ว สเต็ปต่อไปคือการหากลไกการทำงานของมัน ซึ่งหากเข้าใจแล้วก็จะทำให้คุณสามารถบ่งชี้การทำงานที่ผิดปกติ และหากมีโรคเกี่ยวกับอวัยวะนี้ ก็จะเป็นการช่วยเปิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ทางการแพทย์ด้วย” นายคอฟฟีย์ระบุ

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1483600883

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1399275303470618

 

สุดล้ำ แพทย์จีนปลูกหูเทียมชั่วคราวที่แขนคนไข้!!!

สุดล้ำ ! แพทย์จีนปลูกหูเทียมชั่วคราวที่แขนคนไข้

  แพทย์จากประเทศจีนประสบความสำเร็จ หลังผ่าตัดหูเทียมเชื่อมกับแขนของคนไข้ ก่อนนำมาศัลยกรรมเชื่อมบริเวณศีรษะซึ่งไร้หูขวาได้อย่างสมบูรณ์

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 เว็บไซต์ ซีคิวซีบี เผยเรื่องราวสุดล้ำของวงการแพทย์จีน เมื่อพวกเขาปลูกถ่ายหูเทียมไว้ที่แขนของคนไข้ได้สำเร็จ ก่อนจะนำไปศัลยกรรมต่อเติมใบหน้าในเวลาต่อมา

  เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีคนไข้รายหนึ่งประสบอุบัติเหตุบริเวณใบหน้า ซึ่งแม้ทีมแพทย์จะช่วยชีวิตเอาไว้ได้ แต่ก็โชคร้ายที่ไม่สามารถกู้คืนหูข้างขวาที่ขาดกลับคืนมาได้ อย่างไรก็ดี กู้ ฉู่-จง ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียนเจียวทง ก็ไม่ลดละความพยายามในการช่วยคนไข้รายนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ขาดความมั่นใจเวลาเข้าสังคม

 

สุดล้ำ ! แพทย์จีนปลูกหูเทียมชั่วคราวที่แขนคนไข้

         
ดังนั้น พวกเขาจึงได้มีการทดลองปลูกถ่ายหูเทียมขึ้นมา โดยได้ใช้กระดูกอ่อนที่นำมาดัดเป็นรูปทรงใบหู ฝังลงไปในแขนขวาของคนไข้ และมีการนำหลอดเลือดไปใส่ไว้เพื่อให้อวัยวะนี้มีผิวหนังเหมือนกับของจริง

หลังจากนั้น ทางทีมแพทย์ได้ทำการผ่าตัดโดยนำหูเทียมที่แขนออกมา แล้วนำไปศัลยกรรมกับศีรษะข้างขวาของคนไข้ ซึ่งผลที่ออกมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และถือเป็นความก้าวหน้าใหม่ ๆ ของวงการแพทย์จีนอย่างแท้จริง

สุดล้ำ ! แพทย์จีนปลูกหูเทียมชั่วคราวที่แขนคนไข้
ที่มา: https://hilight.kapook.com/view/144825

พาราเซตามอล (paracetamol) รักษาปวดได้ทุกอย่างจริงหรือ?

ยาพาราเซตามอล (paracetamol) หรือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) เป็นยาแก้ปวดลดไข้ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายหาซื้อได้ง่าย เป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกวิธี

พาราเซตามอลสามารถบรรเทาปวดจากสาเหตุต่างๆได้หลากหลาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดจากข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ เคล็ด ขัด ยอก หลายท่านจึงมีติดตู้ยาที่บ้านและมักเป็นยาที่นึกถึงเป็นขนานแรกเมื่อมีอาการปวด เมื่อใช้ในรูปแบบยาเดี่ยว พาราเซตามอลมีฤทธิ์ลดอาการปวดจำกัด รักษาได้เพียงอาการปวดขั้นอ่อนถึงปานกลางเท่านั้น

อาการปวดที่ยาพาราเซตามอลใช้ได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผล

แม้พาราเซตามอลจะมีฤทธิ์บรรเทาปวดได้หลายอย่างจนเหมือนจะรักษาปวดได้ครอบจักรวาล แต่อย่างไรก็ตามมีอาการปวดบางชนิดที่พาราเซตามอลไม่มีผลรักษาหรืออาจไม่ใช่ยาที่เหมาะสม เช่น

  • อาการปวดขั้นรุนแรงเช่นปวดจากแผลผ่าตัดใหญ่ หรือจากมะเร็ง วิธีการประเมินความปวดอย่างง่ายวิธีหนึ่งคือการให้คะแนนความปวดจาก 0 ถึง 10 ให้เลข 0 แทนความรู้สึกที่ไม่มีอาการปวดแต่อย่างใดและเลข 10 แทนความรู้สึกปวดมากที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ หากประเมินแล้วตัวเลขตกอยู่ในช่วง 7-10 นั่นหมายถึงการมีอาการปวดขั้นรุนแรง ยาพาราเซตามอลแต่เพียงขนานเดียวไม่สามารถรักษาได้แม้ว่าจะใช้เกินขนาดไปเท่าใดก็ตาม ดังนั้นผู้ป่วยที่มีความปวดระดับดังกล่าวห้ามใช้พาราเซตามอลเกินขนาดที่แนะนำเพื่อหวังผลลดปวดและควรพบแพทย์เพื่อรับยาที่เหมาะสมต่อไป
  • อาการปวดที่มีลักษณะอาการแบบแปลกๆอาการปวดโทยทั่วไปที่พาราเซตามอลมีผลรักษาเช่น ปวดตื้อ หรือ กดเจ็บ จากเนื้อเยื่อที่มีการอักเสบ หรือปวดศีรษะทั่วไป แต่มีอาการบวดบางแบบที่พบได้ในผู้ป่วยเช่น ปวดแสบปวดร้อน เสียวแปลบเป็นพักๆ ปวดเหมือนเข็มเล็กๆทิ่มแทง ปวดเหมือนไฟช๊อต ปวดร้าวไปที่บริเวณอื่นๆ อาการปวดเหล่านี้อาจบ่งถึงอาการปวดจากการที่เส้นประสาททำงานผิดปกติ ปวดร่วมกับอาการชา ยาพาราเซตามอลมีผลน้อยมากในการรักษาอาการดังกล่าว ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเส้นประสาทมักมีอาการเรื้อรังจึงอาจใช้ยาพาราเซตามอลเองเป็นระยะเวลานานซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของตับ หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
  • อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งการใช้ยาพาราเซตามอลรักษาอาการปวดศีรษะบ่อยๆ โดยเฉพาะการใช้ยามากกว่า 15 วันต่อเดือนประมาณ 2-3 เดือนติดต่อกันจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิด “โรคปวดศีรษะเหตุใช้ยาเกิน (medication overuse headache)” ดังนั้นผู้ที่อาการปวดศีรษะบ่อยครั้ง เช่นปวดศีรษะไมเกรนมากกว่าเดือนละ 3-4 ครั้ง หรือปวดศีรษะจากความเครียดที่มีลักษณะอาการปวดเหมือนศีรษะถูกบีบรัดมากกว่า 15 วันต่อเดือน ควรปรึกษาบุคคลากรทางการแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนและอาจจำเป็นต้องรับยาอื่นที่ไม่ใช่พาราเซตามองเพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะต่อไป

คำแนะนำการใช้ยาพาราเซตามอลในการระงับปวดให้ปลอดภัย

  • รับประทานยาอย่างเคร่งครัดตามที่ได้รับการแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ หรือห้ามใช้เกินขนาดที่แนะนำขนาดยาพาราเซตามอลโดยทั่วไปเมื่อใช้ในการรักษาความปวดเบื้องต้นในผู้ใหญ่คือ 500 มิลลิกรัมครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ใน 1 วัน (24 ชั่วโมง) ไม่เกิน 8 เม็ด (4,000 มิลลิกรัม) จากขนาดยาดังกล่าวสังเกตว่าหากรับประทานครั้งละ 2 เม็ดทุก 4 ชั่วโมง จะเท่ากับ 6,000 มิลลิกรัมซึ่งเกิน 4,000 มิลลิกรัม ให้ระมัดระวังการใช้ยาในขนาดสูงดังกว่า ขนาดยาที่แนะนำในผู้ใหญ่นี้ ใช้สำหรับรักษาความปวดเบื้องต้น แนะนำให้รับประทานติดต่อกันไม่เกิน 5-7 วัน หากจำเป็นต้องใช้นานกว่านี้ควรปรึกษาแพทย์
  • หากใช้ยาบางชนิดร่วมด้วยต้องใช้พาราเซตามอลภายใต้การดูแลของแพทย์ยาบางชนิดอาจทำให้พิษต่อตับของยาพาราเซตามอลเพิ่มขึ้นเช่น ยารักษาวัณโรค เช่น rifampin หรือยารักษาโรคลมชักเช่น phenytoin, carbamazepine และ phenobarbital หรือการดื่มสุราจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน พาราเซตามอลอาจเพิ่มฤทธิ์ของยาบางชนิด เช่น warfarin ซึ่งเป็นยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด หากได้รับยาดังกล่าวควรใช้ยาพาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดทุกชนิดภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ตรวจสอบชื่อสามัญทางยาของยาที่ใช้อยู่ให้ถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดในกรณีที่ผู้ป่วยใช้ยาอยู่หลายขนานให้ทำการตจาวลสอบชื่อสามัญทางยาว่ามี พาราเซตามอล (paracetamol) หรือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) อยู่ในยาแต่ละขนานอย่างซ้ำซ้อนหรือไม่ เพราะมียาหลายชื่อการค้าที่มีพาราเซตามอลแฝงอยู่โดยเฉพาะยาสูตรผสมแก้หวัด เช่น Tiffy® Decolgen®, Pharcold® และ Apracur® และยาสูตรผสมแก้ปวด เช่น Norgesic®, Ultracet® และ Tylenol with codeine® การได้รับยาเหล่านี้ซ้ำซ้อนกันหลายชนิดอาจเป็นเหตุให้ได้รับยาพาราเซตามอลเกิดขนาดโดยไม่ตั้งใจได้ หากไม่แน่ใจในขนาดยารวมของพาราเซตามอลที่ใช้ให้ปรึกษาเภสัชกร

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/136/พาราเซตามอล-paracetamol-รักษาปวดได้ทุกอย่างจริงหรือ/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1387111224687026

 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ยาลดความอ้วน Phentermine

โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาวได้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง หรือโรคเบาหวาน  การรักษาโรคอ้วนสามารถทำได้โดยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการผ่าตัด  ปัจจุบันพบว่าการรักษาด้วยวิธีการรับประทานยานั้นเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือผู้หญิงที่มีค่านิยมในการอยากผอม การใช้ยาลดความอ้วนอย่างถูกต้องเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วและมีประสิทธิภาพดี  แต่ในปัจจุบันมีการใช้ยาลดความอ้วนอย่างผิดๆ ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในกลไกการออกฤทธิ์ อาการข้างเคียง และวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง รวมถึงประชาชนบางกลุ่มที่ไปแสวงหายาลดความอ้วนมาใช้โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลหรือตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองจากการใช้ยาซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพตามมาเป็นอย่างมาก
600_45

อย่างไรจึงเรียกว่า“อ้วน”

มาตรฐานสำคัญที่ใช้บ่งชี้ว่าบุคคลใดมีภาวะอ้วนหรือไม่นั้น ในปัจจุบันนิยมใช้ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index; BMI) ซึ่งคำนวณได้จาก

ดัชนีมวลร่างกาย (BMI) = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม
(ส่วนสูงเป็นเมตร) 2

 

หลังจากนั้นจึงนำค่า BMI ที่คำนวณได้มาแปลผล ดังนี้

ภาวะ

ค่าที่คำนวณได้

ผอม

ต่ำกว่า18.5

ปกติ

18.5 – 23

น้ำหนักเกิน รูปร่างท้วม

23 – 27.5

อ้วน

27.5 ขึ้นไป

หมายเหตุ- การคำนวณวิธีนี้ ไม่ใช้กับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต สตรีมีครรภ์ และนักกีฬา

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานอีกชนิดหนึ่งที่ใช้บ่งชี้ถึงความอ้วนได้ คือ เส้นรอบเอว (waist circumference) ซึ่งมาตรฐานรอบเอว (waist circumference) สำหรับคนไทย คือ

– ผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้วหรือ 90 ซม.

– ผู้หญิงไม่เกิน 32 นิ้ว หรือ 80 ซม.

 

วิธีการวัดเส้นรอบเอว ควรวัดรอบพุงให้ทำในช่วงเช้า ขณะยังไม่ได้รับประทานอาหาร

ตำแหน่งที่วัดไม่ควรมีเสื้อผ้าปิด โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. อยู่ในท่ายืน
  2. ใช้สายวัด วัดรอบเอวโดยวัดผ่านสะดือ
  3. วัดในช่วงหายใจออก(ท้องแฟบ) โดยให้สายวัดแนบกับลำตัวไม่รัดแน่นและ ให้ระดับของสายวัดที่วัดรอบเอววางอยู่ในแนวขนานกับพื้น

 

ยาชุดลดความอ้วน : ใช้ผิดมีสิทธิ์ตาย

จากการสำรวจของกองควบคุมวัตถุเสพติดพบว่ายาชุด “ยาลดน้ำหนัก” หรือ “ยาลดความอ้วน” มักจะประกอบไปด้วยยาหลายชนิดเพื่อช่วยเสริมผลในการลดน้ำหนัก เช่น ยาลดความอยากอาหาร ชื่อ เฟนเทอร์มีน (phentermine) ยาธัยรอยด์ฮอร์โมน ยาขับปัสสาวะ และยาระบาย ซึ่งยาเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้หากมีการใช้ผิดวิธี เช่น

– การใช้ยาขับปัสสาวะเป็นการลดน้ำหนักโดยทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลงเท่านั้น ซึ่งผลเสียคือ ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุที่จำเป็นในการทำงานของร่างกายออกไปกับปัสสาวะด้วย ทำให้มีอาการผิดปกติของหัวใจ-สมองซึ่งทำให้หัวใจวายหรือหมดสติได้

– การใช้ยาธัยรอยด์ฮอร์โมนเพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย มีผลทำให้เพิ่มการทำลายโปรตีนของกล้ามเนื้อ ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นต้น

– ยาลดความอยากอาหาร “เฟนเทอร์มีน”(phentermine) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางและมีผลทำให้เกิดอาการติดยาได้ ดังนั้นจึงถูกจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 ซึ่งต้องมีการควบคุมการซื้อขายไว้สำหรับโรงพยาบาลหรือคลินิกเพื่อจ่ายให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสมแล้วเท่านั้นซึ่ง phentermine มีข้อบ่งชี้ในการรักษาโรคอ้วนโดยตรงแต่ให้ใช้ในระยะสั้นเท่านั้น เช่น ไม่ควรเกิน 3-6 เดือน ข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตจากการรับประทานยา phentermine ยังคงมีให้เห็นอยู่เป็นระยะและไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป

Phentermine เป็นยาลดความอ้วนที่ใช้เสริมกับวิธีการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดย phentermine จะทำหน้าที่ลดการทำงานของศูนย์ควบคุมความหิวบริเวณด้านข้างของสมองส่วนไฮโปธาลามัส ทำให้มีการเพิ่มปริมาณสารสื่อประสาท 2 ชนิด คือ นอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine; NE) และ โดปามีน (dopamine; DA)ถที่สมอง จึงมีผลทำให้ลดความอยากอาหารลงอย่างมาก อย่างไรก็ดีสารสื่อประสาทเหล่านี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารแล้วยังส่งผลกระทบอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพชีวิตได้ เช่น ทำให้นอนไม่หลับ กระวนกระวาย มีอาการเคลิ้มฝัน ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปากแห้ง เหงื่อออก คลื่นไส้ ท้องผูก มองเห็นภาพไม่ชัด มองเห็นสีผิดปกติไปจากเดิม และผลจากการเพิ่มสารสื่อประสาทโดปามีนอาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อจิตประสาท เช่น หงุดหงิด หวาดระแวง หูแว่ว เห็นภาพหลอน และเกิดอาการติดยาได้

เมื่อรับประทานยา phentermine ติดต่อกันไประยะหนึ่ง อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการซึมเศร้าได้ และอาจรับประทานยามากกว่าเดิม เนื่องจากยาไปมีผลทำให้ระดับ NE และ DA ลดน้อยลงอย่างมาก ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะเบื่ออาหารอย่างมาก (anorexia)จนทำให้ภูมิต้านทานลดลงจากการขาดสารอาหาร ซึ่งอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

นอกจากนี้ ในกรณีที่หยุดรับประทานยาผิดวิธีก็อาจทำให้เกิดภาวะถอนยาได้อีกเช่นกัน ซึ่งอาการถอนยาที่เกิดขึ้น ได้แก่ มีอาการอ่อนเพลีย ง่วงซึม ไม่มีแรง ซึมเศร้า และหลับเป็นเวลานาน จะเห็นได้ว่าการใช้ phentermine ผิดวิธีสามารถก่อให้เกิดปัญหาได้มากและมีมอันตรายสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว เช่น

– ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

– ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ

– ผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดอุดตัน

– ผู้ป่วยโรคต้อหิน (glaucoma)

– ผู้ป่วยที่มีภาวะต่อมธัยรอยด์ทำงานมากเกิน

– ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติการใช้ยาในทางที่ผิด

– ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคจิต หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ

– ผู้ป่วยขณะที่กำลังได้รับยากลุ่ม  monoamine oxidase inhibitors (MAOI)รวมทั้งที่   เคยได้รับ  MAOI  มาก่อนหน้านี้ไม่เกิน  14  วัน

ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ถือเป็นข้อห้ามใช้ของยา phentermineเนื่องจากผลข้างเคียงจากยาจะมีผลทำให้โรคประจำตัวของผู้ป่วยมีสภาวะเลวลง

 

ดังนั้นการไปหาซื้อยาชุดหรือยาลดความอ้วนมาใช้เอง ทั้งจากคลินิกและสถานเสริมความงามที่ไม่มีแพทย์ที่มักไม่มีการตรวจร่างกายผู้ป่วยอย่างละเอียด รวมถึงจากร้านขายยาที่ลักลอบนำมาขาย อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

การใช้ยา phentermine ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ?

1. ไม่มีการไปแสวงหายานี้มาใช้โดยไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง

2. แพทย์ต้องเป็นผู้ที่สั่งจ่ายเท่านั้น และยานี้ห้ามจำหน่ายในร้านยา

3. แพทย์ควรประเมินว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นจะต้องได้รับยาลดความอ้วนหรือไม่

โดยอ้างอิงตามเกณฑ์ข้อบ่งใช้ของยาลดความอ้วน คือ

– BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 30 กก/ม2
– BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27 กก/ม2 ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงเช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงผิดปกติ

4. ถ้าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการใช้ยาลดความอ้วน ผู้ป่วยต้องไม่มีข้อห้าม

ของการใช้ยา phentermine

5. ควรเริ่มด้วยขนาดยาต่ำๆ ก่อน เช่น 7.5 mg ในตอนเช้า ไม่เกิน 9.00 น. เพราะถ้าใช้

ยาในช่วงกลางวันอาจทำให้นอนไม่หลับได้ จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นเป็น 15

mg อย่างช้าๆ

6. มีการติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

7. ไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน เพราะมีโอกาสทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้

8. ต้องระวังปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้นได้กับ phentermine

ข้อมูลจากการศึกษาและคำแนะนำจากองค์กรต่างๆ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) หรือ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (USFDA) แนะนำให้ใช้ phentermine ในระยะสั้นเท่านั้น (ไม่เกิน 3เดือน) และต้องมีความระมัดระวังในการรับประทานอาหารหรือยาอื่นๆ ร่วมกับ phentermine เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา หรือที่เรียกว่า “ยาตีกัน” และส่งผลให้ผู้ที่รับประทานได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงหรือความเป็นพิษของยาได้ในที่สุด

การรักษาโรคอ้วนที่ดี ประหยัด และปลอดภัยที่สุด คือ การลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารอย่างถูกวิธี การออกกำลังกาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ปัจจัยหลายประการ เช่น การตามใจปาก ความเกียจคร้าน ภาระงานที่รัดตัว การขาดความมั่นใจในรูปร่าง ทำให้ผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วนไม่มีเวลา หรือไม่กล้าที่จะปฏิบัติตามวิธีการรักษาดังกล่าว ทำให้การใช้ยาลดความอ้วนเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับบุคคลเหล่านั้น อย่างไรก็ดีแม้ว่าการใช้ยาลดความอ้วนจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีและเห็นผลเร็ว แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจรับประทานยาลดความอ้วนหรือยาใดๆ ตาม ควรศึกษาวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องและข้อมูลความปลอดภัยของยาจากเภสัชกร หรือเข้ารับคำปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาที่เหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ทางด้านอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อ หรือโภชนวิทยา จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาได้มากที่สุด

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/7/-Phentermine

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1382601478471334

ออกกำลังกายอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ดีที่สุด ?

92125322 (1)

ปัจจุบันการออกกำลังกายได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นจากคนเกือบทุกเพศทุกวัย จุดประสงค์ในการออกกำลังกายก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางท่านออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ในขณะที่บางท่านออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ วิธีการออกกำลังกายของสองเป้าหมายนี้ต่างกันหรือไม่? แล้วโดยทั่วไปควรออกกำลังกายอย่างไร?

“การออกกำลังกายแบบแอโรบิค” และ “การออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิค” ต่างกันเช่นไร

หลายๆคนคงเคยได้ยินคำเหล่านี้ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าทั้งสองคำมีความแตกต่างกันอย่างไร

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค หมายถึง การออกกำลังกายที่มีการใช้พลังงานโดยอาศัยออกซิเจนในร่างกาย โดยลักษณะจะเป็นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงมากแต่มีความต่อเนื่องเช่นเดินวิ่งเหยาะๆ ถีบจักรยาน กระโดดเชือก หรือ เต้นแอโรบิก เป็นต้นจึงเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง

การออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิค หมายถึง การออกกำลังกายที่มีการใช้พลังงานโดยไม่อาศัยออกซิเจน แต่จะอาศัยสารเคมีในร่างกายแทน ลักษณะจะเป็นการออกกำลังกายใช้แรงมากเช่น วิ่งระยะสั้น ยกน้ำหนัก เทนนิส เป็นต้นจึงเป็นการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และให้สามารถออกแรงได้มากในชั่วระยะเวลาสั้นๆ

ออกกำลังกายมาก-น้อย แค่ไหนจึงจะมีประโยชน์ต่อหัวใจ

การออกกำลังกายที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหัวใจและปอด คือ ออกกำลังกายมากพอที่จะทำให้หัวใจเต้น(หรือชีพจร)มีค่าระหว่าง 60-80% ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจของบุคคลนั้นๆ ซึ่งอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ เท่ากับ 220-อายุ(ปี)

ตัวอย่าง  เช่น คนอายุ 50 ปี มีอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ เท่ากับ 220-50 = 170 ครั้งต่อนาที ดังนั้นการออกกำลังกายที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหัวใจ คือ ออกกำลังกายแล้วหัวใจเต้นได้ 60-80% ของ 170 ครั้งต่อนาที เทียบเท่ากับ ระหว่าง 119-136 ครั้งต่อนาที

บางครั้งการจับชีพจรขณะออกกำลังกายอาจไม่สะดวก ผู้ออกกำลังกายสามารถใช้การสังเกตความรู้สึกเหนื่อยจากการออกกำลังกายแทนได้

§  ออกกำลังกายระดับหนัก หมายถึง ออกกำลังกายจนรู้สึกเหนื่อยมากโดยหายใจแรงและเร็ว หรือหอบขณะออกแรง/ออกกำลังกายไม่สามารถคุยกับคนข้างเคียงได้จนจบประโยค

§  ออกกำลังกายระดับปานกลาง หมายถึง การออกกำลังกายหรืออกแรงจนทำให้รู้สึกค่อนข้างเหนื่อยหรือเหนื่อยกว่าปกติพอควรโดยหายใจเร็วกว่าปกติเล็กน้อย หรือหายใจกระชั้นขึ้นไม่ถึงกับหอบ หรือขณะออกกำลังกายหรือออกแรง ยังสามารถพูดคุยกับคนข้างเคียงได้จนจบประโยคและรู้เรื่อง

§  ออกกำลังกายในระดับน้อย  หมายถึง  การออกกำลังกายหรืออกแรงน้อย ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อมากกว่าปกติ

แนวทางการออกกำลังกาย(Physical Activity Guidelines 2007 – American College of Sports Medicine and the American Heart Association)

สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงอายุ 18 ถึง 65 ปี

ออกกำลังกายแบบแอโรบิคระดับปานกลางนาน 30 นาทีต่อวันสัปดาห์ละ 5 วัน

หรือ ออกกำลังกายแบบแอโรบิคระดับหนักนาน 20 นาทีต่อวันสัปดาห์ละ 3 วัน

โดยทั้งสองแบบควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิคเพื่อเพิ่มแรงและความทนทานของกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วันที่ไม่ใช่วันติดกัน

สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงอายุเกิน 65 ปี (หรือ อายุ 50-64 ปีที่มีภาวะเรื้อรังซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวหรือความแข็งแรงของร่างกาย เช่น โรคข้ออักเสบ)

ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง* นาน 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วัน

หรือ ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับหนัก** นาน 20 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3 วัน

* ในกรณีนี้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง หมายถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจนทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น

**ในกรณีนี้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับหนัก  หมายถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจนทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจเพิ่มขึ้นมาก

ทั้งนี้ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิคเพื่อเพิ่มแรงและความทนทานของกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วันที่ไม่ใช่วันติดกันหากมีความเสี่ยงของการหกล้ม ควรหลีกเลี่ยงวิธีการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และควรจัดทำแผนกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างละอียดและเหมาะสม

นอกจากการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเรื้อรังและอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่สำคัญการออกกำลังกายช่วยลดและป้องกันภาวะความเครียดทางอารมณ์ได้อีกด้วย ดังนั้นหันมาออกกำลังกายกันเถอะค่ะ

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/26/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1385565894841559

 

กลูต้าไธโอน (glutathione) ทำให้ขาวจริงหรือ??

 

sdfwe

กลูตาไธโอน (glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกายด้วย

ในทางการแพทย์พบว่ามีการนำกลูตาไธโอนมาทดลองใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ซึ่งยังไม่ได้รับการอนุมัติข้อบ่งใช้จากองค์การอาหารและยา เช่น ภาวะเป็นหมันในเพศชาย ปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก วิธีการรักษามักทำโดยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือเข้าที่กล้ามเนื้อ ผลข้างเคียงอย่างหนึ่งที่น่าแปลกใจ คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉีดกลูตาไธโอนนั้นมีสีผิวที่ขาวขึ้น เนื่องมาจากกลูตาไธโอนสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ได้ และส่งผลให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้พยายามนำผลข้างเคียงของยามาใช้ในการทำให้ผิวขาวขึ้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นการนำยามาใช้ในทางที่ผิดอีกรูปแบบหนึ่ง โดยในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาที่น่าเชื่อถือยืนยันหรือรับรองประสิทธิภาพและประโยชน์ของกลูตาไธโอนในการทำให้ผิวขาวได้อย่างแท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจที่กลูตาไธโอนไม่ผ่านการรับรองข้อบ่งใช้โดยองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับทำให้ผิวขาว

ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนที่พบในท้องตลาดส่วนใหญ่นั้นเอยู่ในรูปยาเม็ดหรือผงละลายน้ำสำหรับรับประทาน ซึ่ง กลูตาไธโอนนี้สามารถถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์ ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานกลูตาไธโอนในรูปแบบของยารับประทานนั้นแทบจะไม่มีเลย ที่ผ่านมาจึงพบว่ามีผู้พยายามนำกลูตาไธโอนในรูปแบบยาฉีดมาใช้แทนการรับประทานกันมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่ากลูตาไธโอนชนิดฉีดนั้นมีประสิทธิภาพในการทำให้ผิวขาวได้ดีกว่าและเห็นผลเร็วกว่ากลูตาไธโอนชนิดรับประทาน

ประเด็นสำคัญของการใช้ยาฉีดกลูตาไธโอนโดยเฉพาะการฉีดเข้าหลอดเลือดดำนั้น คือ ความปลอดภัยจากการฉีดยา เนื่องจากผิวที่ขาวขึ้นจากกลูตาไธโอนนั้นเป็นผลข้างเคียงของยาที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการให้ผลคงอยู่ไปตลอดจำเป็นต้องได้รับการฉีดซ้ำเป็นระยะ ทำให้มีการสะสมยาในร่างกายมากขึ้น และอาจก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาวได้ นอกจากนี้การฉีดยาจำเป็นต้องกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการให้ยา เช่น การฉีดยาในอัตราที่เร็วเกินไป การติดเชื้อในกระแสเลือดจากเครื่องมือที่ไม่สะอาดเ การเกิดฟองอากาศอุดตันหลอดเลือดเนื่องจากผู้ฉีดยาไล่ฟองอากาศในเข็มฉีดยาไม่หมด เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ที่ได้รับยาจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว
ถึงแม้ว่ากลูตาไธโอนเป็นสารที่ร่างกายสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ กลูตาไธโอนชนิดฉีดหรือชนิดรับประทานเพื่อให้ผิวขาวใสนั้นยังไม่มีการพิสูจน์ผลที่ชัดเจน ความปลอดภัยในการใช้ยาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง และพึงระลึกไว้เสมอว่า “ ไม่มียาชนิดใดในโลกที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ ” ดังนั้นก่อนการใช้ยาใดๆ ก็ตามควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดเสียก่อนเพื่อความปลอดภัยของตนเอง

 

6v

 

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/6/glutathione

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1375779962486819

ง่วงนอนบ่อยๆ สัญญาณ 6 โรคอันตรายที่คุณอาจกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว

ง่วงนอนบ่อยๆ สัญญาณ 6 โรคอันตรายที่คุณอาจกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว

ง่วงนอนบ่อยๆ สัญญาณ 6 โรคอันตรายที่คุณอาจกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว

หลายๆ คน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ พอตกบ่ายก็เริ่มตาปรือ สัปหงก หรือบางทีก็ต้องลุกไปชงกาแฟดื่มแก้ ถ้านานๆ ทีง่วงทีก็พอจะเข้าใจได้ แต่ถ้าง่วงมันทุกวันเนี่ย ต้องลองเช็คสุขภาพแล้วล่ะค่ะ เพราะคุณอาจกำลังเป็นโรคบางอย่างหรือเปล่า จะมีโรคอะไรบ้าง ตาม Sanook! Health มาหาคำตอบกันค่ะ

1. โรคนอนไม่หลับ

ก็เพราะนอนไม่หลับ ก็เลยง่วง ลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่าที่นอนไม่หลับ หรือนอนดึกมากๆ เนี่ย เป็นเพราะทำงานหนัก งานเยอะ หรือเครียดจนนอนไม่หลับหรือเปล่า ถึงทำให้วันต่อมาง่วงนอน เพราะนอนไม่เคยพอสักวัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรคลายเครียด ลดการทำงานในตอนกลางคืน หรือปรึกษาแพทย์ได้นะคะ

 

2. โรคอ่อนเพลีย /ล้าเรื้อรัง

เป็นขั้นกว่าของโรคนอนไม่หลับ ซึ่งก็หมายถึงการนอนไม่หลับติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานนั่นเอง เมื่อร่างกายสะสมความอ่อนเพลียหนักขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุจากการบริโภคอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลมากเกินไป จนส่งผลให้มีอาการเพลีย ล้า ง่วงนอน ความจำไม่ค่อยดี ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และหลับไม่สนิท นอนเท่าไรก็ไม่พอ และกลุ่มวัยทำงานมีความเสี่ยงสูงที่สุด

 

3. โรคเบาหวาน

จากที่บอกไปแล้วว่าการบริโภคแป้ง และน้ำตาลสูงทำให้เกิดอาการง่วงนอนได้ นอกจากจะเป็นโรคล้าเรื้อรังแล้ว ยังอาจเป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย เพราะเลือดมีปริมาณน้ำตาลสูง และอาการง่วงนอนเป็นสัญญาณแรกๆ ที่แสดง หรือเตือนให้ร่างกายทราบว่ากำลังอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง นำไปสู่โรคเบาหวานได้ในอนาคตอันใกล้

 

4. โรคลมหลับ

อันนี้เป็นโรคง่วงนอนแบบจริงจังแล้วนะ คือง่วงนอนมากในตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนกลับตาแป๋ว นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท หรือพอได้นอนปุ๊บก็ฝันทันที ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าเป็นเด็กอาจถูกมองว่าเป็นเด็กขี้เกียจ พัฒนาการสมองช้า เรียนไม่เก่ง หรือถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็อาจมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หรือแม้กระทั่งเป็นอันตรายต่อการใช่ชีวิต เช่น ง่วงระหว่างขับรถ หรือใช้เครื่องจักรกลต่างๆ นอกจากนี้ยังส่งผลถึงสุขภาพจิตที่อาจกลายเป็นคนหงุดหงิดงุ่นง่านง่าย จากการพักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย

 

5. โรคโลหิตจาง

ยิ่งผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ง่าย เพราะสาเหตุอาจมาจากการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ไม่เพียงพอ (เพราะผู้หญิงเลือกกินมากกว่า) นอกจากนี้ยังสูญเสียโลหิตจากการมีประจำเดือนอีกด้วย ส่วนสาเหตุอื่นยังมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืดบ่อย เหนื่อยง่าย และเชื่องช้า เซื่องซึม ไม่สดใส จึงทำให้รู้สึกง่วงนอนบ่อยๆ นั่นเอง

 

6. เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรืออวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

การสูญเสียเลือดในปริมาณมากๆ บ่อยๆ เช่น มีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาจจะสูญเสียเลือดจากการเป็นโรคริดสีดวงทวารบ่อยๆ อาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลีย หรืออยู่ในภาวะโลหิตจางเรื้อรัง เลยแสดงอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมง่าย อ่อนแรง และง่วงหงาวหาวนอนได้เช่นกัน
แต่ละโรคไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยว่าไหมคะ ทางที่ดี หากลองปรับนาฬิกาชีวิตให้เป็นปกติ นอนให้เร็ว ตื่นให้เช้า  เพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นก็ได้ค่ะ

Sanook!สนับสนุนเนื้อหา

ที่มา: http://health.sanook.com/2477/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1373067322758083