คลังเก็บหมวดหมู่: ศิวัชญา ศิริสุทธิ์

สุดล้ำ แพทย์จีนปลูกหูเทียมชั่วคราวที่แขนคนไข้!!!

สุดล้ำ ! แพทย์จีนปลูกหูเทียมชั่วคราวที่แขนคนไข้

  แพทย์จากประเทศจีนประสบความสำเร็จ หลังผ่าตัดหูเทียมเชื่อมกับแขนของคนไข้ ก่อนนำมาศัลยกรรมเชื่อมบริเวณศีรษะซึ่งไร้หูขวาได้อย่างสมบูรณ์

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 เว็บไซต์ ซีคิวซีบี เผยเรื่องราวสุดล้ำของวงการแพทย์จีน เมื่อพวกเขาปลูกถ่ายหูเทียมไว้ที่แขนของคนไข้ได้สำเร็จ ก่อนจะนำไปศัลยกรรมต่อเติมใบหน้าในเวลาต่อมา

  เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีคนไข้รายหนึ่งประสบอุบัติเหตุบริเวณใบหน้า ซึ่งแม้ทีมแพทย์จะช่วยชีวิตเอาไว้ได้ แต่ก็โชคร้ายที่ไม่สามารถกู้คืนหูข้างขวาที่ขาดกลับคืนมาได้ อย่างไรก็ดี กู้ ฉู่-จง ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียนเจียวทง ก็ไม่ลดละความพยายามในการช่วยคนไข้รายนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ขาดความมั่นใจเวลาเข้าสังคม

 

สุดล้ำ ! แพทย์จีนปลูกหูเทียมชั่วคราวที่แขนคนไข้

         
ดังนั้น พวกเขาจึงได้มีการทดลองปลูกถ่ายหูเทียมขึ้นมา โดยได้ใช้กระดูกอ่อนที่นำมาดัดเป็นรูปทรงใบหู ฝังลงไปในแขนขวาของคนไข้ และมีการนำหลอดเลือดไปใส่ไว้เพื่อให้อวัยวะนี้มีผิวหนังเหมือนกับของจริง

หลังจากนั้น ทางทีมแพทย์ได้ทำการผ่าตัดโดยนำหูเทียมที่แขนออกมา แล้วนำไปศัลยกรรมกับศีรษะข้างขวาของคนไข้ ซึ่งผลที่ออกมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และถือเป็นความก้าวหน้าใหม่ ๆ ของวงการแพทย์จีนอย่างแท้จริง

สุดล้ำ ! แพทย์จีนปลูกหูเทียมชั่วคราวที่แขนคนไข้
ที่มา: https://hilight.kapook.com/view/144825

พาราเซตามอล (paracetamol) รักษาปวดได้ทุกอย่างจริงหรือ?

ยาพาราเซตามอล (paracetamol) หรือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) เป็นยาแก้ปวดลดไข้ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายหาซื้อได้ง่าย เป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกวิธี

พาราเซตามอลสามารถบรรเทาปวดจากสาเหตุต่างๆได้หลากหลาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดจากข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ เคล็ด ขัด ยอก หลายท่านจึงมีติดตู้ยาที่บ้านและมักเป็นยาที่นึกถึงเป็นขนานแรกเมื่อมีอาการปวด เมื่อใช้ในรูปแบบยาเดี่ยว พาราเซตามอลมีฤทธิ์ลดอาการปวดจำกัด รักษาได้เพียงอาการปวดขั้นอ่อนถึงปานกลางเท่านั้น

อาการปวดที่ยาพาราเซตามอลใช้ได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผล

แม้พาราเซตามอลจะมีฤทธิ์บรรเทาปวดได้หลายอย่างจนเหมือนจะรักษาปวดได้ครอบจักรวาล แต่อย่างไรก็ตามมีอาการปวดบางชนิดที่พาราเซตามอลไม่มีผลรักษาหรืออาจไม่ใช่ยาที่เหมาะสม เช่น

  • อาการปวดขั้นรุนแรงเช่นปวดจากแผลผ่าตัดใหญ่ หรือจากมะเร็ง วิธีการประเมินความปวดอย่างง่ายวิธีหนึ่งคือการให้คะแนนความปวดจาก 0 ถึง 10 ให้เลข 0 แทนความรู้สึกที่ไม่มีอาการปวดแต่อย่างใดและเลข 10 แทนความรู้สึกปวดมากที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ หากประเมินแล้วตัวเลขตกอยู่ในช่วง 7-10 นั่นหมายถึงการมีอาการปวดขั้นรุนแรง ยาพาราเซตามอลแต่เพียงขนานเดียวไม่สามารถรักษาได้แม้ว่าจะใช้เกินขนาดไปเท่าใดก็ตาม ดังนั้นผู้ป่วยที่มีความปวดระดับดังกล่าวห้ามใช้พาราเซตามอลเกินขนาดที่แนะนำเพื่อหวังผลลดปวดและควรพบแพทย์เพื่อรับยาที่เหมาะสมต่อไป
  • อาการปวดที่มีลักษณะอาการแบบแปลกๆอาการปวดโทยทั่วไปที่พาราเซตามอลมีผลรักษาเช่น ปวดตื้อ หรือ กดเจ็บ จากเนื้อเยื่อที่มีการอักเสบ หรือปวดศีรษะทั่วไป แต่มีอาการบวดบางแบบที่พบได้ในผู้ป่วยเช่น ปวดแสบปวดร้อน เสียวแปลบเป็นพักๆ ปวดเหมือนเข็มเล็กๆทิ่มแทง ปวดเหมือนไฟช๊อต ปวดร้าวไปที่บริเวณอื่นๆ อาการปวดเหล่านี้อาจบ่งถึงอาการปวดจากการที่เส้นประสาททำงานผิดปกติ ปวดร่วมกับอาการชา ยาพาราเซตามอลมีผลน้อยมากในการรักษาอาการดังกล่าว ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเส้นประสาทมักมีอาการเรื้อรังจึงอาจใช้ยาพาราเซตามอลเองเป็นระยะเวลานานซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของตับ หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
  • อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งการใช้ยาพาราเซตามอลรักษาอาการปวดศีรษะบ่อยๆ โดยเฉพาะการใช้ยามากกว่า 15 วันต่อเดือนประมาณ 2-3 เดือนติดต่อกันจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิด “โรคปวดศีรษะเหตุใช้ยาเกิน (medication overuse headache)” ดังนั้นผู้ที่อาการปวดศีรษะบ่อยครั้ง เช่นปวดศีรษะไมเกรนมากกว่าเดือนละ 3-4 ครั้ง หรือปวดศีรษะจากความเครียดที่มีลักษณะอาการปวดเหมือนศีรษะถูกบีบรัดมากกว่า 15 วันต่อเดือน ควรปรึกษาบุคคลากรทางการแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนและอาจจำเป็นต้องรับยาอื่นที่ไม่ใช่พาราเซตามองเพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะต่อไป

คำแนะนำการใช้ยาพาราเซตามอลในการระงับปวดให้ปลอดภัย

  • รับประทานยาอย่างเคร่งครัดตามที่ได้รับการแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ หรือห้ามใช้เกินขนาดที่แนะนำขนาดยาพาราเซตามอลโดยทั่วไปเมื่อใช้ในการรักษาความปวดเบื้องต้นในผู้ใหญ่คือ 500 มิลลิกรัมครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ใน 1 วัน (24 ชั่วโมง) ไม่เกิน 8 เม็ด (4,000 มิลลิกรัม) จากขนาดยาดังกล่าวสังเกตว่าหากรับประทานครั้งละ 2 เม็ดทุก 4 ชั่วโมง จะเท่ากับ 6,000 มิลลิกรัมซึ่งเกิน 4,000 มิลลิกรัม ให้ระมัดระวังการใช้ยาในขนาดสูงดังกว่า ขนาดยาที่แนะนำในผู้ใหญ่นี้ ใช้สำหรับรักษาความปวดเบื้องต้น แนะนำให้รับประทานติดต่อกันไม่เกิน 5-7 วัน หากจำเป็นต้องใช้นานกว่านี้ควรปรึกษาแพทย์
  • หากใช้ยาบางชนิดร่วมด้วยต้องใช้พาราเซตามอลภายใต้การดูแลของแพทย์ยาบางชนิดอาจทำให้พิษต่อตับของยาพาราเซตามอลเพิ่มขึ้นเช่น ยารักษาวัณโรค เช่น rifampin หรือยารักษาโรคลมชักเช่น phenytoin, carbamazepine และ phenobarbital หรือการดื่มสุราจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน พาราเซตามอลอาจเพิ่มฤทธิ์ของยาบางชนิด เช่น warfarin ซึ่งเป็นยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด หากได้รับยาดังกล่าวควรใช้ยาพาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดทุกชนิดภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ตรวจสอบชื่อสามัญทางยาของยาที่ใช้อยู่ให้ถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดในกรณีที่ผู้ป่วยใช้ยาอยู่หลายขนานให้ทำการตจาวลสอบชื่อสามัญทางยาว่ามี พาราเซตามอล (paracetamol) หรือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) อยู่ในยาแต่ละขนานอย่างซ้ำซ้อนหรือไม่ เพราะมียาหลายชื่อการค้าที่มีพาราเซตามอลแฝงอยู่โดยเฉพาะยาสูตรผสมแก้หวัด เช่น Tiffy® Decolgen®, Pharcold® และ Apracur® และยาสูตรผสมแก้ปวด เช่น Norgesic®, Ultracet® และ Tylenol with codeine® การได้รับยาเหล่านี้ซ้ำซ้อนกันหลายชนิดอาจเป็นเหตุให้ได้รับยาพาราเซตามอลเกิดขนาดโดยไม่ตั้งใจได้ หากไม่แน่ใจในขนาดยารวมของพาราเซตามอลที่ใช้ให้ปรึกษาเภสัชกร

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/136/พาราเซตามอล-paracetamol-รักษาปวดได้ทุกอย่างจริงหรือ/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1387111224687026

 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ยาลดความอ้วน Phentermine

โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาวได้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง หรือโรคเบาหวาน  การรักษาโรคอ้วนสามารถทำได้โดยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการผ่าตัด  ปัจจุบันพบว่าการรักษาด้วยวิธีการรับประทานยานั้นเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือผู้หญิงที่มีค่านิยมในการอยากผอม การใช้ยาลดความอ้วนอย่างถูกต้องเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วและมีประสิทธิภาพดี  แต่ในปัจจุบันมีการใช้ยาลดความอ้วนอย่างผิดๆ ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในกลไกการออกฤทธิ์ อาการข้างเคียง และวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง รวมถึงประชาชนบางกลุ่มที่ไปแสวงหายาลดความอ้วนมาใช้โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลหรือตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองจากการใช้ยาซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพตามมาเป็นอย่างมาก
600_45

อย่างไรจึงเรียกว่า“อ้วน”

มาตรฐานสำคัญที่ใช้บ่งชี้ว่าบุคคลใดมีภาวะอ้วนหรือไม่นั้น ในปัจจุบันนิยมใช้ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index; BMI) ซึ่งคำนวณได้จาก

ดัชนีมวลร่างกาย (BMI) = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม
(ส่วนสูงเป็นเมตร) 2

 

หลังจากนั้นจึงนำค่า BMI ที่คำนวณได้มาแปลผล ดังนี้

ภาวะ

ค่าที่คำนวณได้

ผอม

ต่ำกว่า18.5

ปกติ

18.5 – 23

น้ำหนักเกิน รูปร่างท้วม

23 – 27.5

อ้วน

27.5 ขึ้นไป

หมายเหตุ- การคำนวณวิธีนี้ ไม่ใช้กับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต สตรีมีครรภ์ และนักกีฬา

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานอีกชนิดหนึ่งที่ใช้บ่งชี้ถึงความอ้วนได้ คือ เส้นรอบเอว (waist circumference) ซึ่งมาตรฐานรอบเอว (waist circumference) สำหรับคนไทย คือ

– ผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้วหรือ 90 ซม.

– ผู้หญิงไม่เกิน 32 นิ้ว หรือ 80 ซม.

 

วิธีการวัดเส้นรอบเอว ควรวัดรอบพุงให้ทำในช่วงเช้า ขณะยังไม่ได้รับประทานอาหาร

ตำแหน่งที่วัดไม่ควรมีเสื้อผ้าปิด โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. อยู่ในท่ายืน
  2. ใช้สายวัด วัดรอบเอวโดยวัดผ่านสะดือ
  3. วัดในช่วงหายใจออก(ท้องแฟบ) โดยให้สายวัดแนบกับลำตัวไม่รัดแน่นและ ให้ระดับของสายวัดที่วัดรอบเอววางอยู่ในแนวขนานกับพื้น

 

ยาชุดลดความอ้วน : ใช้ผิดมีสิทธิ์ตาย

จากการสำรวจของกองควบคุมวัตถุเสพติดพบว่ายาชุด “ยาลดน้ำหนัก” หรือ “ยาลดความอ้วน” มักจะประกอบไปด้วยยาหลายชนิดเพื่อช่วยเสริมผลในการลดน้ำหนัก เช่น ยาลดความอยากอาหาร ชื่อ เฟนเทอร์มีน (phentermine) ยาธัยรอยด์ฮอร์โมน ยาขับปัสสาวะ และยาระบาย ซึ่งยาเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้หากมีการใช้ผิดวิธี เช่น

– การใช้ยาขับปัสสาวะเป็นการลดน้ำหนักโดยทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลงเท่านั้น ซึ่งผลเสียคือ ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุที่จำเป็นในการทำงานของร่างกายออกไปกับปัสสาวะด้วย ทำให้มีอาการผิดปกติของหัวใจ-สมองซึ่งทำให้หัวใจวายหรือหมดสติได้

– การใช้ยาธัยรอยด์ฮอร์โมนเพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย มีผลทำให้เพิ่มการทำลายโปรตีนของกล้ามเนื้อ ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นต้น

– ยาลดความอยากอาหาร “เฟนเทอร์มีน”(phentermine) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางและมีผลทำให้เกิดอาการติดยาได้ ดังนั้นจึงถูกจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 ซึ่งต้องมีการควบคุมการซื้อขายไว้สำหรับโรงพยาบาลหรือคลินิกเพื่อจ่ายให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสมแล้วเท่านั้นซึ่ง phentermine มีข้อบ่งชี้ในการรักษาโรคอ้วนโดยตรงแต่ให้ใช้ในระยะสั้นเท่านั้น เช่น ไม่ควรเกิน 3-6 เดือน ข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตจากการรับประทานยา phentermine ยังคงมีให้เห็นอยู่เป็นระยะและไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป

Phentermine เป็นยาลดความอ้วนที่ใช้เสริมกับวิธีการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดย phentermine จะทำหน้าที่ลดการทำงานของศูนย์ควบคุมความหิวบริเวณด้านข้างของสมองส่วนไฮโปธาลามัส ทำให้มีการเพิ่มปริมาณสารสื่อประสาท 2 ชนิด คือ นอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine; NE) และ โดปามีน (dopamine; DA)ถที่สมอง จึงมีผลทำให้ลดความอยากอาหารลงอย่างมาก อย่างไรก็ดีสารสื่อประสาทเหล่านี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารแล้วยังส่งผลกระทบอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพชีวิตได้ เช่น ทำให้นอนไม่หลับ กระวนกระวาย มีอาการเคลิ้มฝัน ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปากแห้ง เหงื่อออก คลื่นไส้ ท้องผูก มองเห็นภาพไม่ชัด มองเห็นสีผิดปกติไปจากเดิม และผลจากการเพิ่มสารสื่อประสาทโดปามีนอาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อจิตประสาท เช่น หงุดหงิด หวาดระแวง หูแว่ว เห็นภาพหลอน และเกิดอาการติดยาได้

เมื่อรับประทานยา phentermine ติดต่อกันไประยะหนึ่ง อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการซึมเศร้าได้ และอาจรับประทานยามากกว่าเดิม เนื่องจากยาไปมีผลทำให้ระดับ NE และ DA ลดน้อยลงอย่างมาก ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะเบื่ออาหารอย่างมาก (anorexia)จนทำให้ภูมิต้านทานลดลงจากการขาดสารอาหาร ซึ่งอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

นอกจากนี้ ในกรณีที่หยุดรับประทานยาผิดวิธีก็อาจทำให้เกิดภาวะถอนยาได้อีกเช่นกัน ซึ่งอาการถอนยาที่เกิดขึ้น ได้แก่ มีอาการอ่อนเพลีย ง่วงซึม ไม่มีแรง ซึมเศร้า และหลับเป็นเวลานาน จะเห็นได้ว่าการใช้ phentermine ผิดวิธีสามารถก่อให้เกิดปัญหาได้มากและมีมอันตรายสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว เช่น

– ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

– ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ

– ผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดอุดตัน

– ผู้ป่วยโรคต้อหิน (glaucoma)

– ผู้ป่วยที่มีภาวะต่อมธัยรอยด์ทำงานมากเกิน

– ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติการใช้ยาในทางที่ผิด

– ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคจิต หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ

– ผู้ป่วยขณะที่กำลังได้รับยากลุ่ม  monoamine oxidase inhibitors (MAOI)รวมทั้งที่   เคยได้รับ  MAOI  มาก่อนหน้านี้ไม่เกิน  14  วัน

ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ถือเป็นข้อห้ามใช้ของยา phentermineเนื่องจากผลข้างเคียงจากยาจะมีผลทำให้โรคประจำตัวของผู้ป่วยมีสภาวะเลวลง

 

ดังนั้นการไปหาซื้อยาชุดหรือยาลดความอ้วนมาใช้เอง ทั้งจากคลินิกและสถานเสริมความงามที่ไม่มีแพทย์ที่มักไม่มีการตรวจร่างกายผู้ป่วยอย่างละเอียด รวมถึงจากร้านขายยาที่ลักลอบนำมาขาย อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

การใช้ยา phentermine ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ?

1. ไม่มีการไปแสวงหายานี้มาใช้โดยไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง

2. แพทย์ต้องเป็นผู้ที่สั่งจ่ายเท่านั้น และยานี้ห้ามจำหน่ายในร้านยา

3. แพทย์ควรประเมินว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นจะต้องได้รับยาลดความอ้วนหรือไม่

โดยอ้างอิงตามเกณฑ์ข้อบ่งใช้ของยาลดความอ้วน คือ

– BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 30 กก/ม2
– BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27 กก/ม2 ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงเช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงผิดปกติ

4. ถ้าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการใช้ยาลดความอ้วน ผู้ป่วยต้องไม่มีข้อห้าม

ของการใช้ยา phentermine

5. ควรเริ่มด้วยขนาดยาต่ำๆ ก่อน เช่น 7.5 mg ในตอนเช้า ไม่เกิน 9.00 น. เพราะถ้าใช้

ยาในช่วงกลางวันอาจทำให้นอนไม่หลับได้ จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นเป็น 15

mg อย่างช้าๆ

6. มีการติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

7. ไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน เพราะมีโอกาสทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้

8. ต้องระวังปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้นได้กับ phentermine

ข้อมูลจากการศึกษาและคำแนะนำจากองค์กรต่างๆ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) หรือ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (USFDA) แนะนำให้ใช้ phentermine ในระยะสั้นเท่านั้น (ไม่เกิน 3เดือน) และต้องมีความระมัดระวังในการรับประทานอาหารหรือยาอื่นๆ ร่วมกับ phentermine เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา หรือที่เรียกว่า “ยาตีกัน” และส่งผลให้ผู้ที่รับประทานได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงหรือความเป็นพิษของยาได้ในที่สุด

การรักษาโรคอ้วนที่ดี ประหยัด และปลอดภัยที่สุด คือ การลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารอย่างถูกวิธี การออกกำลังกาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ปัจจัยหลายประการ เช่น การตามใจปาก ความเกียจคร้าน ภาระงานที่รัดตัว การขาดความมั่นใจในรูปร่าง ทำให้ผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วนไม่มีเวลา หรือไม่กล้าที่จะปฏิบัติตามวิธีการรักษาดังกล่าว ทำให้การใช้ยาลดความอ้วนเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับบุคคลเหล่านั้น อย่างไรก็ดีแม้ว่าการใช้ยาลดความอ้วนจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีและเห็นผลเร็ว แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจรับประทานยาลดความอ้วนหรือยาใดๆ ตาม ควรศึกษาวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องและข้อมูลความปลอดภัยของยาจากเภสัชกร หรือเข้ารับคำปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาที่เหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ทางด้านอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อ หรือโภชนวิทยา จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาได้มากที่สุด

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/7/-Phentermine

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1382601478471334

ออกกำลังกายอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ดีที่สุด ?

92125322 (1)

ปัจจุบันการออกกำลังกายได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นจากคนเกือบทุกเพศทุกวัย จุดประสงค์ในการออกกำลังกายก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางท่านออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ในขณะที่บางท่านออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ วิธีการออกกำลังกายของสองเป้าหมายนี้ต่างกันหรือไม่? แล้วโดยทั่วไปควรออกกำลังกายอย่างไร?

“การออกกำลังกายแบบแอโรบิค” และ “การออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิค” ต่างกันเช่นไร

หลายๆคนคงเคยได้ยินคำเหล่านี้ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าทั้งสองคำมีความแตกต่างกันอย่างไร

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค หมายถึง การออกกำลังกายที่มีการใช้พลังงานโดยอาศัยออกซิเจนในร่างกาย โดยลักษณะจะเป็นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงมากแต่มีความต่อเนื่องเช่นเดินวิ่งเหยาะๆ ถีบจักรยาน กระโดดเชือก หรือ เต้นแอโรบิก เป็นต้นจึงเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง

การออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิค หมายถึง การออกกำลังกายที่มีการใช้พลังงานโดยไม่อาศัยออกซิเจน แต่จะอาศัยสารเคมีในร่างกายแทน ลักษณะจะเป็นการออกกำลังกายใช้แรงมากเช่น วิ่งระยะสั้น ยกน้ำหนัก เทนนิส เป็นต้นจึงเป็นการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และให้สามารถออกแรงได้มากในชั่วระยะเวลาสั้นๆ

ออกกำลังกายมาก-น้อย แค่ไหนจึงจะมีประโยชน์ต่อหัวใจ

การออกกำลังกายที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหัวใจและปอด คือ ออกกำลังกายมากพอที่จะทำให้หัวใจเต้น(หรือชีพจร)มีค่าระหว่าง 60-80% ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจของบุคคลนั้นๆ ซึ่งอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ เท่ากับ 220-อายุ(ปี)

ตัวอย่าง  เช่น คนอายุ 50 ปี มีอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ เท่ากับ 220-50 = 170 ครั้งต่อนาที ดังนั้นการออกกำลังกายที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหัวใจ คือ ออกกำลังกายแล้วหัวใจเต้นได้ 60-80% ของ 170 ครั้งต่อนาที เทียบเท่ากับ ระหว่าง 119-136 ครั้งต่อนาที

บางครั้งการจับชีพจรขณะออกกำลังกายอาจไม่สะดวก ผู้ออกกำลังกายสามารถใช้การสังเกตความรู้สึกเหนื่อยจากการออกกำลังกายแทนได้

§  ออกกำลังกายระดับหนัก หมายถึง ออกกำลังกายจนรู้สึกเหนื่อยมากโดยหายใจแรงและเร็ว หรือหอบขณะออกแรง/ออกกำลังกายไม่สามารถคุยกับคนข้างเคียงได้จนจบประโยค

§  ออกกำลังกายระดับปานกลาง หมายถึง การออกกำลังกายหรืออกแรงจนทำให้รู้สึกค่อนข้างเหนื่อยหรือเหนื่อยกว่าปกติพอควรโดยหายใจเร็วกว่าปกติเล็กน้อย หรือหายใจกระชั้นขึ้นไม่ถึงกับหอบ หรือขณะออกกำลังกายหรือออกแรง ยังสามารถพูดคุยกับคนข้างเคียงได้จนจบประโยคและรู้เรื่อง

§  ออกกำลังกายในระดับน้อย  หมายถึง  การออกกำลังกายหรืออกแรงน้อย ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อมากกว่าปกติ

แนวทางการออกกำลังกาย(Physical Activity Guidelines 2007 – American College of Sports Medicine and the American Heart Association)

สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงอายุ 18 ถึง 65 ปี

ออกกำลังกายแบบแอโรบิคระดับปานกลางนาน 30 นาทีต่อวันสัปดาห์ละ 5 วัน

หรือ ออกกำลังกายแบบแอโรบิคระดับหนักนาน 20 นาทีต่อวันสัปดาห์ละ 3 วัน

โดยทั้งสองแบบควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิคเพื่อเพิ่มแรงและความทนทานของกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วันที่ไม่ใช่วันติดกัน

สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงอายุเกิน 65 ปี (หรือ อายุ 50-64 ปีที่มีภาวะเรื้อรังซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวหรือความแข็งแรงของร่างกาย เช่น โรคข้ออักเสบ)

ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง* นาน 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วัน

หรือ ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับหนัก** นาน 20 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3 วัน

* ในกรณีนี้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง หมายถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจนทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น

**ในกรณีนี้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับหนัก  หมายถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจนทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจเพิ่มขึ้นมาก

ทั้งนี้ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิคเพื่อเพิ่มแรงและความทนทานของกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วันที่ไม่ใช่วันติดกันหากมีความเสี่ยงของการหกล้ม ควรหลีกเลี่ยงวิธีการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และควรจัดทำแผนกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างละอียดและเหมาะสม

นอกจากการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเรื้อรังและอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่สำคัญการออกกำลังกายช่วยลดและป้องกันภาวะความเครียดทางอารมณ์ได้อีกด้วย ดังนั้นหันมาออกกำลังกายกันเถอะค่ะ

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/26/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1385565894841559

 

กลูต้าไธโอน (glutathione) ทำให้ขาวจริงหรือ??

 

sdfwe

กลูตาไธโอน (glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกายด้วย

ในทางการแพทย์พบว่ามีการนำกลูตาไธโอนมาทดลองใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ซึ่งยังไม่ได้รับการอนุมัติข้อบ่งใช้จากองค์การอาหารและยา เช่น ภาวะเป็นหมันในเพศชาย ปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก วิธีการรักษามักทำโดยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือเข้าที่กล้ามเนื้อ ผลข้างเคียงอย่างหนึ่งที่น่าแปลกใจ คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉีดกลูตาไธโอนนั้นมีสีผิวที่ขาวขึ้น เนื่องมาจากกลูตาไธโอนสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ได้ และส่งผลให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้พยายามนำผลข้างเคียงของยามาใช้ในการทำให้ผิวขาวขึ้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นการนำยามาใช้ในทางที่ผิดอีกรูปแบบหนึ่ง โดยในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาที่น่าเชื่อถือยืนยันหรือรับรองประสิทธิภาพและประโยชน์ของกลูตาไธโอนในการทำให้ผิวขาวได้อย่างแท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจที่กลูตาไธโอนไม่ผ่านการรับรองข้อบ่งใช้โดยองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับทำให้ผิวขาว

ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนที่พบในท้องตลาดส่วนใหญ่นั้นเอยู่ในรูปยาเม็ดหรือผงละลายน้ำสำหรับรับประทาน ซึ่ง กลูตาไธโอนนี้สามารถถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์ ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานกลูตาไธโอนในรูปแบบของยารับประทานนั้นแทบจะไม่มีเลย ที่ผ่านมาจึงพบว่ามีผู้พยายามนำกลูตาไธโอนในรูปแบบยาฉีดมาใช้แทนการรับประทานกันมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่ากลูตาไธโอนชนิดฉีดนั้นมีประสิทธิภาพในการทำให้ผิวขาวได้ดีกว่าและเห็นผลเร็วกว่ากลูตาไธโอนชนิดรับประทาน

ประเด็นสำคัญของการใช้ยาฉีดกลูตาไธโอนโดยเฉพาะการฉีดเข้าหลอดเลือดดำนั้น คือ ความปลอดภัยจากการฉีดยา เนื่องจากผิวที่ขาวขึ้นจากกลูตาไธโอนนั้นเป็นผลข้างเคียงของยาที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการให้ผลคงอยู่ไปตลอดจำเป็นต้องได้รับการฉีดซ้ำเป็นระยะ ทำให้มีการสะสมยาในร่างกายมากขึ้น และอาจก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาวได้ นอกจากนี้การฉีดยาจำเป็นต้องกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการให้ยา เช่น การฉีดยาในอัตราที่เร็วเกินไป การติดเชื้อในกระแสเลือดจากเครื่องมือที่ไม่สะอาดเ การเกิดฟองอากาศอุดตันหลอดเลือดเนื่องจากผู้ฉีดยาไล่ฟองอากาศในเข็มฉีดยาไม่หมด เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ที่ได้รับยาจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว
ถึงแม้ว่ากลูตาไธโอนเป็นสารที่ร่างกายสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ กลูตาไธโอนชนิดฉีดหรือชนิดรับประทานเพื่อให้ผิวขาวใสนั้นยังไม่มีการพิสูจน์ผลที่ชัดเจน ความปลอดภัยในการใช้ยาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง และพึงระลึกไว้เสมอว่า “ ไม่มียาชนิดใดในโลกที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ ” ดังนั้นก่อนการใช้ยาใดๆ ก็ตามควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดเสียก่อนเพื่อความปลอดภัยของตนเอง

 

6v

 

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/6/glutathione

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1375779962486819

ง่วงนอนบ่อยๆ สัญญาณ 6 โรคอันตรายที่คุณอาจกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว

ง่วงนอนบ่อยๆ สัญญาณ 6 โรคอันตรายที่คุณอาจกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว

ง่วงนอนบ่อยๆ สัญญาณ 6 โรคอันตรายที่คุณอาจกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว

หลายๆ คน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ พอตกบ่ายก็เริ่มตาปรือ สัปหงก หรือบางทีก็ต้องลุกไปชงกาแฟดื่มแก้ ถ้านานๆ ทีง่วงทีก็พอจะเข้าใจได้ แต่ถ้าง่วงมันทุกวันเนี่ย ต้องลองเช็คสุขภาพแล้วล่ะค่ะ เพราะคุณอาจกำลังเป็นโรคบางอย่างหรือเปล่า จะมีโรคอะไรบ้าง ตาม Sanook! Health มาหาคำตอบกันค่ะ

1. โรคนอนไม่หลับ

ก็เพราะนอนไม่หลับ ก็เลยง่วง ลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่าที่นอนไม่หลับ หรือนอนดึกมากๆ เนี่ย เป็นเพราะทำงานหนัก งานเยอะ หรือเครียดจนนอนไม่หลับหรือเปล่า ถึงทำให้วันต่อมาง่วงนอน เพราะนอนไม่เคยพอสักวัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรคลายเครียด ลดการทำงานในตอนกลางคืน หรือปรึกษาแพทย์ได้นะคะ

 

2. โรคอ่อนเพลีย /ล้าเรื้อรัง

เป็นขั้นกว่าของโรคนอนไม่หลับ ซึ่งก็หมายถึงการนอนไม่หลับติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานนั่นเอง เมื่อร่างกายสะสมความอ่อนเพลียหนักขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุจากการบริโภคอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลมากเกินไป จนส่งผลให้มีอาการเพลีย ล้า ง่วงนอน ความจำไม่ค่อยดี ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และหลับไม่สนิท นอนเท่าไรก็ไม่พอ และกลุ่มวัยทำงานมีความเสี่ยงสูงที่สุด

 

3. โรคเบาหวาน

จากที่บอกไปแล้วว่าการบริโภคแป้ง และน้ำตาลสูงทำให้เกิดอาการง่วงนอนได้ นอกจากจะเป็นโรคล้าเรื้อรังแล้ว ยังอาจเป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย เพราะเลือดมีปริมาณน้ำตาลสูง และอาการง่วงนอนเป็นสัญญาณแรกๆ ที่แสดง หรือเตือนให้ร่างกายทราบว่ากำลังอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง นำไปสู่โรคเบาหวานได้ในอนาคตอันใกล้

 

4. โรคลมหลับ

อันนี้เป็นโรคง่วงนอนแบบจริงจังแล้วนะ คือง่วงนอนมากในตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนกลับตาแป๋ว นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท หรือพอได้นอนปุ๊บก็ฝันทันที ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าเป็นเด็กอาจถูกมองว่าเป็นเด็กขี้เกียจ พัฒนาการสมองช้า เรียนไม่เก่ง หรือถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็อาจมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หรือแม้กระทั่งเป็นอันตรายต่อการใช่ชีวิต เช่น ง่วงระหว่างขับรถ หรือใช้เครื่องจักรกลต่างๆ นอกจากนี้ยังส่งผลถึงสุขภาพจิตที่อาจกลายเป็นคนหงุดหงิดงุ่นง่านง่าย จากการพักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย

 

5. โรคโลหิตจาง

ยิ่งผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ง่าย เพราะสาเหตุอาจมาจากการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ไม่เพียงพอ (เพราะผู้หญิงเลือกกินมากกว่า) นอกจากนี้ยังสูญเสียโลหิตจากการมีประจำเดือนอีกด้วย ส่วนสาเหตุอื่นยังมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืดบ่อย เหนื่อยง่าย และเชื่องช้า เซื่องซึม ไม่สดใส จึงทำให้รู้สึกง่วงนอนบ่อยๆ นั่นเอง

 

6. เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรืออวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

การสูญเสียเลือดในปริมาณมากๆ บ่อยๆ เช่น มีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาจจะสูญเสียเลือดจากการเป็นโรคริดสีดวงทวารบ่อยๆ อาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลีย หรืออยู่ในภาวะโลหิตจางเรื้อรัง เลยแสดงอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมง่าย อ่อนแรง และง่วงหงาวหาวนอนได้เช่นกัน
แต่ละโรคไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยว่าไหมคะ ทางที่ดี หากลองปรับนาฬิกาชีวิตให้เป็นปกติ นอนให้เร็ว ตื่นให้เช้า  เพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นก็ได้ค่ะ

Sanook!สนับสนุนเนื้อหา

ที่มา: http://health.sanook.com/2477/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1373067322758083

อาการกระตุก…ขณะนอนหลับ!!!

เคยมั๊ยคะ….นอนหลับอยู่ดี ๆ ก็มีอาการ แขนกระตุก  ขากระตุก   อาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้บางครั้งเราก็รู้ตัว   และบ่อยครั้งเราก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน   นอกจากจะได้ยินได้ฟังจากคนใกล้ชิด   อาการดังกล่าวนี้เราเรียกว่า  “อาการกระตุกขณะนอนหลับ”   หรือ “hypnic jerks”

รูป05

อาการกระตุกขณะนอนหลับ   เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อเป็นระยะในขณะนอนหลับ  ซึ่งอาจมีระดับความรุนแรงที่มากน้อยแตกต่างกัน  เช่น  บางคนมีอาการกระดิกนิ้วหัวแม่เท้า  กระดิกเท้า  หรือกระดิกนิ้วมือเป็นระยะ ๆ   บางคนมีอาการรุนแรงถึงขั้นเตะถีบ  ฟาดแขนฟาดขา  หรือแม้กระทั่งกระตุกทั้งตัว  ซึ่งอาการกระตุกทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วผู้ที่กระตุกอาจจะรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ได้  แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่รู้สึกตัว  โดยมักจะตื่นเพียงเล็กน้อยแล้วนอนหลับต่อ  ซึ่งหากมีอาการกระตุกรุนแรง  และบ่อยครั้ง  ก็อาจส่งผลทำให้รู้สึกนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอในตอนเช้าและง่วงในเวลากลางวันได้

รูป02
ส่วนสาเหตุของอาการกระตุกขณะหลับนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด  แต่ส่วนใหญ่มักสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความเครียด  ความวิตกกังวลก่อนการนอนหลับ  การอดนอน  และเกิดจากโรคบางชนิด  เช่น  เบาหวาน  ไต  โรคเส้นเลือดในสมองตีบ  หรือการได้รับยาบรรเทาอาการซึมเศร้า  นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานว่าอาการกระตุกขณะนอนหลับอาจเกิดจากปฏิกิริยาที่สับสนของสมอง  โดยเมื่อร่างเข้าสู่ภาวะนอนหลับ  ระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายก็เริ่มปรับตัวทำงานน้อยลง  เช่น  หัวใจเต้นช้าลง  หายใจช้าลง  กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ก็ปรับตัวสู่การทำงานที่ช้าลงเช่นกัน  โดยกล้ามเนื้อจะได้รับสัญญาณจากสมองเพื่อให้คลายตัวลงพร้อม ๆ กัน  เพื่อเตรียมพร้อมสู่การนอนหลับ

แต่ในบางครั้ง  เมื่อกล้ามเนื้อได้รับสัญญาณให้คลายตัวลงพร้อม ๆ กัน  อาจทำให้สมองเกิดความสับสนว่าเราตกจากที่สูงลงมาหรือไม่  เนื่องจากไม่มีการทำงานของกล้ามเนื้อเพื่อให้ร่างกายยืน นอน นั่ง  สมองจึงตอบสนองด้วยการให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวและกระตุกอย่างรวดเร็ว  ในบางครั้งสมองจึงอาจสร้างความรู้สึกคล้ายกับว่าเราตกจากที่สูงร่วมด้วยนั่นเอง

 

รูป03
อาการกระตุกขณะนอนหลับนับเป็นปัญหาในการหลับอย่างหนึ่งที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย  โดยเฉพาะผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไป   เมื่อมีอายุมากขึ้นก็พบว่ามักมีอาการกระตุกขณะหลับมากขึ้น   นอกจากนี้อาการกระตุกขณะหลับยังสามารถเกิดขึ้นกับสัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้อีกด้วย

อาการกระตุกขณะนอนหลับนั้น  สามารถพบได้ในอวัยวะหลายส่วน  แต่พบบ่อยได้ที่บริเวณขา  จนมีชื่อเรียกเฉพาะว่า  โรคภาวะขากระตุกขณะนอนหลับ (Periodic limb movement disorder:PLMD)  คือจะมีอาการขากระตุกเป็นพัก ๆ ทำให้การนอนหลับไม่ต่อเนื่อง  มักเกิดขึ้นทุก ๆ 20-90 นาที และผู้ที่กระตุกจะไม่รู้สึกตัวเพราะเกิดในช่วงสั้นมาก

รูป01

นอกจากนี้ยังมีโรคซึ่งมีลักษณะของกลุ่มอาการคล้ายกับโรคภาวะขากระตุกขณะนอนหลับ (PLMD)  คือ กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome:RLS)  คือผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรคลาน  ไต่  หรือกวนอยู่ที่ขา  เช่น  รู้สึกว่ามีแมลงหรือหนอนไต่อยู่ที่ขา  หรือรู้สึกว่าบางสิ่งคืบคลานอยู่ในกล้ามเนื้อขา  ทำให้รู้สึกต้องขยับขาอยู่บ่อย ๆ  และมักเป็นในเวลาเข้านอน  ซึ่งเกือบทั้งหมดของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการกระตุกของขาขณะนอนหลับ  ซึ่งต่างจากโรค PLMD ที่จะกระตุกขาขณะนอนหลับ แต่ไม่ได้รู้สึกมีอะไรมาไต่ขา  หรืออยากจะขยับขา

รูป04

 

การรักษาอาการกระตุกขณะนอนหลับนั้น  หากรู้สาเหตุที่แน่ชัดสามารถทำได้โดยรักษาที่สาเหตุของโรคนั้น  แต่ถ้าไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด  หรือมีอาการกระตุกอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ  อาจรักษาได้โดยรับประทานยา  เพื่อช่วยลดอาการกระตุกและทำให้สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น

85345158_f9f59f6ec0

เมื่อเรารู้จักที่มาที่ไปและลักษณะอาการของโรคแล้ว  ก็อย่าลืมพยายามหมั่นสังเกตอาการนอนของตัวเอง  เพื่อที่เราจะได้รู้จักตัวเองได้ดียิ่งขึ้น  และสามารถป้องกันและรักษาอาการโรคได้อย่างทันท่วงทีด้วยค่ะ

เพราะฉะนั้นคืนนี้อย่าลืมลองสังเกตอาการนอนของตัวเองกันบ้างนะคะ……^^

ที่มา: http://www.vcharkarn.com/varticle/58359

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1390018427729639

 

“คอลลาเจน” ช่วยให้ขาวขึ้นจริงหรือ?

สำหรับยุคสมัยนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องการดูแลหน้าตาผิวพรรณนั้นค่อนข้างเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจและหันมาดูแลกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเพศใด วัยใด ก็ตาม ปัจจุบัน จึงมีการโฆษณาครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องดื่มต่าง ๆ จำนวนนับไม่ถ้วน ที่ชูสรรพคุณการช่วยสร้างความสวยใสอ่อนเยาว์ หนึ่งในนั้นคืออาหารเสริมที่มีสารที่ชื่อว่าคอลลาเจน (collagen)” รวมอยู่ด้วย คุ้นๆ ใช่ไหมคะ? ก่อนที่คุณจะจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านั้น เรามาทำความรู้จักกับเจ้า “คอลลาเจน” กันก่อนดีกว่า

คอลลาเจน เป็นโปรตีนในผิวหนังที่ร่างกายสร้างขึ้นเองโดยธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยพยุงและเป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะ โดยประมาณ 1 ใน 3 ของส่วนประกอบของโปรตีนทั้งหมดในร่างกายคนเรานั้นคือคอลลาเจน ซึ่งพบใน กระดูก กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อในอวัยวะต่างๆ โดยในผิวของคนเรานั้น มีคอลลาเจน เคราติน และอิลาสติน ที่ช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น แต่อย่างไรก็ตาม อัตราการสร้างคอลลาเจนจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ผู้หญิงจะมีอัตราการผลิตคอลลาเจนที่น้อยกว่าผู้ชาย โดยผิวจะสูญเสียคอลลาเจนโดยเฉลี่ย ปีละ 1% นั่นหมายความว่า ในอายุ 50 ปี ผู้หญิงจะเสียคอลลาเจนไปเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว สาเหตุการลดลงนั้นมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น แสงแดด สารอาหาร การที่ผิวถูกทำลาย สารพิษหรือมลพิษการสูบบุหรี่ เมื่อคอลลาเจนลดลง ผิวหนังจะเกิดการสูญเสียความยืดหยุ่น ความกระชับเรียบเนียน จะเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยได้ง่าย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อกระดูกด้วย ดังจะเห็นจากโครงสร้างของกะโหลก ของคนที่อายุต่างกันคือวัยหนุ่มสาว(ซ้าย) และวัยแก่ชรา(ขวา)

อาหารเสริมคอลลาเจนมักมีการกล่าวถึงสรรพคุณมากมาย ดังนี้ ลดเลือนริ้วรอย ลดอายุผิว ทำให้ผิวตึงกระชับ เต่งตึง และ ยืดหยุ่น แต่ในความเป็นจริงนั้น ยังไม่มีหลักฐานหรือผลการวิจัยที่พิสูจน์ได้ว่า อาหารเสริมหรือเครื่องดื่มเหล่านั้นสามารถแสดงสรรพคุณได้จริง คอลลาเจน เป็นเพียงโปรตีนชนิดหนึ่งที่เมื่อถูกย่อยด้วยระบบการย่อยอาหารก็จะกลายเป็นกรดอะมิโนเพื่อรอเซลล์นำไปใช้ แต่เมื่อมีผู้ผลิตผลิตภัณฑ์และอาหารเสริมคอลลาเจนหลายรายมากขึ้นอย่างฉับพลัน จึงเป็นเรื่องง่ายที่ผู้บริโภคจะหลงเชื่อโดยไม่มีหลักฐานใดๆ เลยที่พิสูจน์ได้ว่า อาหารเสริมคอลลาเจนเหล่านั้นมีผลต่อสุขภาพผิวและรูปลักษณ์ภายนอก ไม่มีการยืนยันว่าการดื่มเครื่องดื่มคอลลาเจนจะทำให้มีผลดีต่อผิวกว่าการบริโภคแหล่งโปรตีนเช่น เนื้อสัตว์ ชีส ไข่ หรือถั่ว

สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ผสมคอลลาเจน ซึงโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูป โลชั่น ครีม หรือเจล ขนาดโมเลกุลก็ใหญ่เกินกว่าที่จะซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ จึงทำได้เพียงแค่เคลือบอยู่บนผิวเท่านั้น ถึงแม้จะมีผู้ผลิตบางยี่ห้อที่พยายามผลิตคอลลาเจนจนได้อนุภาคขนาดไมโครเมตรเพื่อให้เล็กพอที่จะซึมซาบลงสู่ผิวได้ แต่เซลล์ผิวหนังก็ไม่สามารถจะใช้ประโยชน์จากอนุภาคของคอลลาเจนขนาดไมโครนี้ได้อยู่ดี นอกจากนี้คอลลาเจนยังต้องถูกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจัดการในฐานะผู้บุกรุกอีกด้วย ซึ่งอาจจะแสดงออกมาในรูปแบบของอาการแพ้หรือถูกเม็ดเลือดขาวทำลายก่อนที่จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อไป

ถึงแม้ว่าการบริโภคหรือการบำรุงผิวด้วยคอลลาเจนอาจจะไม่ช่วย ชะลอ หรือ ลดริ้วรอยแต่คุณเองก็สามารถช่วยยับยั้งการลดลงของคอลลาเจนในผิวของคุณได้ สิ่งแรกที่คุณควรทำคือการปกป้องผิวจากแสงแดด เพราะมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการปกป้องผิวจากแสงแดดช่วยชะลอการเหี่ยวย่นของผิวได้ การสูบบุหรี่ก็เช่นเดียวกัน จากการศึกษาพบว่าการสูบบุหรี่สามารถทำลายคอลลาเจน และยังมีผลการศึกษาว่าการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอนั้นมีผลเสียต่อสุขภาพผิวอีกด้วย

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ซึ่งเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักและผลไม้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างคอลลาเจน ผักผลไม้สีสดใสเช่นมะเขือเทศ เกรปฟรุ๊ต และแตงโม ซึ่งประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี “ไลโคปีน (lycopene)” ที่ชะลอการสลายตัวของคอลลาเจน ผลไม้จำพวก ส้ม สตรอเบอรรี่ และ พริก มีวิตามินซีในปริมาณสูง ที่ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี บล็อกเคอลี่ และผักใบเขียวเป็นแหล่งของ “กลูโคไซโนเลต (glucosinolates)” หนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกัน อีกหนึ่งอาหารผิวที่สำคัญคือ โอเมกา 3 ซึ่งเป็นที่รู้กันในชื่อ กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaenoic Acid : EPA) สารที่สามารถต้านอนุมูลอิสระพร้อมทั้งช่วยป้องกันการติดเชื้อ เพื่อปกป้องและรักษาผิวหนัง โอเมกา 3 ถูกพบในน้ำมันปลา และ สาหร่ายสไปรูลิน่า นอกจากนี้คุณควรหลีกเลี่ยง อาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาล ซึ่งเป็นการช่วยลดการติดเชื้อที่ไปรบกวนกระบวนการผลิตคอลลาเจนตามธรรมชาติได้

ที่มา: http://www.vcharkarn.com/varticle/19560

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1377520122312803

นาซา ค้นพบดาวเคราะห์ขนาดคล้ายโลก 7 ดวง อาจมีสิ่งมีชีวิตนอกโลก ชมคลิป!

          เปิดก้าวสำคัญของมวลมนุษยชาติ นาซา ค้นพบระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ประกอบด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวง และดาวเคราะห์ 7 ดวง โดยในจำนวนนี้ 3 ดวง มีโซนที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ได้จัดงานแถลงข่าว ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ เปิดเผยรายงานค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโลก จำนวนทั้งหมด 7 ดวง โคจรรอบดาวฤษ์ 1 ดวง (ลักษณะคล้ายกับระบบสุริยะที่เราอาศัยอยู่ขณะนี้) โดยอยู่ห่างจากโลกออกไป 40 ปีแสง หรือประมาณ 378 ล้านล้านกิโลเมตร ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

ระบบสุริยะใหม่

ระบบดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ซึ่งมาจากชื่อของกล้องโทรทรรศน์ The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST) ในประเทศชิลี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2559 นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ชื่อของ TRAPPIST ประกาศเรื่องการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 3 ดวง ก่อนจะมีการยืนยัน การมีอยู่แค่ 2 ใน 3 และหลังจากนั้นได้ค้นพบเพิ่มอีก 5 ดวง รวมทั้งหมดเป็น 7 ดวง โดยแต่ละดวงให้ใช้ชื่อไล่ไปตั้งแต่  TRAPPIST-1b, TRAPPIST-1c…, TRAPPIST-1h โดยในจำนวนทั้งหมด 7 ดวงนี้ มี 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต หรือมีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัย พอที่จะมีน้ำเป็นของเหลวอยู่ได้

โธมัส เซอร์บูเชน รองผู้บริหารกรมภารกิจวิทยาศาสตร์ ของนาซา ในกรุงวอชิงตันเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้ใกล้ความจริงเกี่ยวกับปริศนาเรื่องการค้นพบสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้นอกโลกของเรา เริ่มตอบคำถามที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกของเราหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นจำนวนมาก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนมากที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถระบุขนาดของดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ได้ครบทั้ง 7 ดวงแล้ว รวมทั้งสามารถคำนวณมวลและความหนาแน่นของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้ถึง 6 ดวง ซึ่งจากการวิเคราะห์แล้วคาดว่าเป็นดาวเคราะห์ลักษณะเดียวกับโลก

ระบบสุริยะใหม่

สำหรับดาวฤกษ์ในระบบ TRAPPIST-1 นี้ จัดเป็นดาวประเภทดาวแคระเย็นจัด (ultra-cool dwarf) ซึ่งแตกต่างจากดวงอาทิตย์ ด้วยความเย็นจัดนี้ ทำให้น้ำเหลวสามารถคงอยู่บนดาวเคราะห์ได้ แม้ว่าจะอยู่ใกล้มาก ซึ่งดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ทั้ง 7 ดวง ล้วนอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ดวงนี้มากกว่า ดาวพุธ ที่เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะเสียอีก นอกจากนี้ดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบ TRAPPIST-1 ก็อยู่ใกล้กันมาก เทียบว่า หากยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ก็สามารถมองเห็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านดวงอื่น ได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะเดียวกับที่เรามองเห็นดวงจันทร์จากโลก แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์และสามารถมองเห็นไปจนถึงพื้นผิวทางธรณีวิทยา หรือเมฆบนชั้นบรรยากาศของดวงเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้เลยทีเดียว

ระบบสุริยะใหม่

ด้วยระยะห่างที่ดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากเช่นนี้ ส่งผลให้อาจเกิดสภาวะ ดาวเคราะห์หันหน้าด้านเดียวไปหาดาวฤกษ์เสมอ นั่นหมายความว่า ด้านหนึ่งของดาวเคราะห์จะเผชิญกับแสงของดาวฤกษ์ตลอดเวลา เป็นกลางวันที่ไม่มีวันมืด ขณะเดียวกันอีกด้านก็จะไม่มีโอกาสได้เผชิญกับแสง เป็นกลางคืนที่มืดมิดตลอดเวลา รวมไปถึงสภาพอากาศอาจจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โดยหลังจากการค้นพบครังสำคัญนี้ ทางทีมนักวิทยาศาสตร์เตรียมการติดตามผล ในการศึกษาและสำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 รวมทั้งประเมินผลของดาวเคราะห์ 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงโอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิตบนดาวเหล่านี้ต่อไป

ระบบสุริยะใหม่
ภาพสมมุติ : หากเรายืนอยู่บนดาวเคราะห์ TRAPPIST-1f
ที่มา: https://hilight.kapook.com/view/149575
ที่มาคลิป: https://www.youtube.com/watch?v=Bx5dfKir3Ls

 

นักวิทย์ประชุมปรับเข็มนาฬิกา “วันสิ้นโลก” ใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น

นักวิทย์ประชุมปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น

ร่วมติดตามการประชุมพิจารณาปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก หรือ Doomsday Clock คาดอาจเข้าใกล้เที่ยงคืนเพิ่มอีก 1 นาที

นาฬิกาวันสิ้นโลก หรือ Doomsday Clock คือนาฬิกาเชิงสัญลักษณ์ ที่แสดงออกถึงการนับถอยหลังเข้าสู่วันสิ้นโลก จากปัจจัยคุกคามต่างๆ และภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามนิวเคลียร์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดให้เวลาเส้นตายคือเวลาเที่ยงคืน

ขณะนี้ปัจจุบันเข็มนาฬิกาถูกกำหนดไว้ที่ 3 นาทีก่อนเที่ยงคืน แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์ประกาศว่า พวกเขากำลังเตรียมที่จะประชุมกัน เพื่อพิจารณาว่าอาจปรับเข็มนาฬิกานี้ ให้เข้าใกล้ช่วงเวลาเที่ยงคืนมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้จะประกอบด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และผู้ได้รับรางวัลโนเบลอีก 15 คน โดยการประชุมที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์นี้ จะถูกถ่ายทอดสดผ่าน Live Stream บนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่าเข็มนาฬิกาอาจถูกปรับเพิ่มไปอีก 1 นาที

ปกติแล้วทีมนักวิทยาศาสตร์จะมีการประชุมหารือกัน ปีละสองครั้ง เพื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนั้นๆที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของโลก และมนุษยชาติ และสรุปผลว่าเข็มนาฬิกาควรถูกเปลี่ยนแปลงหรือไม่

สำหรับการปรับเข็มนาฬิกาครั้งล่าสุดนั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ในตอนนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์ตัดสินใจปรับเข็มนาฬิกาเพิ่มอีก 2 นาที จากเดิมซึ่งอยู่ที่เวลา 5 นาทีก่อนเที่ยงคืน อันเป็นผลมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ , ขยะจากพลังงานนิวเคลียร์ และการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของอาวุธนิวเคลียร์

รายงานจากเว็บไซต์ The Bulletin ผู้ก่อตั้งนาฬิกาดังกล่าวระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะพิจารณาในประเด็นต่างๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของแนวคิดชาตินิยมในหลายประเทศ, ความคิดเห็นของโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีต่อประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

 

ที่มา: http://www.posttoday.com/world/news/477719