คลังเก็บหมวดหมู่: ศิวัชญา ศิริสุทธิ์

นักวิทย์ประชุมปรับเข็มนาฬิกา “วันสิ้นโลก” ใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น

นักวิทย์ประชุมปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น

ร่วมติดตามการประชุมพิจารณาปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก หรือ Doomsday Clock คาดอาจเข้าใกล้เที่ยงคืนเพิ่มอีก 1 นาที

นาฬิกาวันสิ้นโลก หรือ Doomsday Clock คือนาฬิกาเชิงสัญลักษณ์ ที่แสดงออกถึงการนับถอยหลังเข้าสู่วันสิ้นโลก จากปัจจัยคุกคามต่างๆ และภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามนิวเคลียร์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดให้เวลาเส้นตายคือเวลาเที่ยงคืน

ขณะนี้ปัจจุบันเข็มนาฬิกาถูกกำหนดไว้ที่ 3 นาทีก่อนเที่ยงคืน แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์ประกาศว่า พวกเขากำลังเตรียมที่จะประชุมกัน เพื่อพิจารณาว่าอาจปรับเข็มนาฬิกานี้ ให้เข้าใกล้ช่วงเวลาเที่ยงคืนมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้จะประกอบด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และผู้ได้รับรางวัลโนเบลอีก 15 คน โดยการประชุมที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์นี้ จะถูกถ่ายทอดสดผ่าน Live Stream บนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่าเข็มนาฬิกาอาจถูกปรับเพิ่มไปอีก 1 นาที

ปกติแล้วทีมนักวิทยาศาสตร์จะมีการประชุมหารือกัน ปีละสองครั้ง เพื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนั้นๆที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของโลก และมนุษยชาติ และสรุปผลว่าเข็มนาฬิกาควรถูกเปลี่ยนแปลงหรือไม่

สำหรับการปรับเข็มนาฬิกาครั้งล่าสุดนั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ในตอนนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์ตัดสินใจปรับเข็มนาฬิกาเพิ่มอีก 2 นาที จากเดิมซึ่งอยู่ที่เวลา 5 นาทีก่อนเที่ยงคืน อันเป็นผลมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ , ขยะจากพลังงานนิวเคลียร์ และการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของอาวุธนิวเคลียร์

รายงานจากเว็บไซต์ The Bulletin ผู้ก่อตั้งนาฬิกาดังกล่าวระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะพิจารณาในประเด็นต่างๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของแนวคิดชาตินิยมในหลายประเทศ, ความคิดเห็นของโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีต่อประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

 

ที่มา: http://www.posttoday.com/world/news/477719

ความจำของคุณมีสไตล์แบบไหน?

การจดจำรายละเอียดในอดีตได้อย่างแม่นยำหรือการจำได้เพียงเหตุการณ์จริงคร่าวๆนั้น มันสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบที่แท้จริงของสมอง

download

รูปของซีกสมอง 2 แบบที่แสดงให้เห็นเส้นทางของความจำที่แตกต่างกัน

ส่วนที่มีสีชี้ให้เห็นถึงพื้นที่ของสมองที่ถูกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยสมองกลีบขมับส่วนใน (medial temporal lobes) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สำคัญสำหรับการเก็บความทรงจำที่มีสไตล์ของความจำที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล บริเวณพื้นที่สีน้ำเงิน/เขียว/ม่วง จะเกี่ยวข้องกับความทรงจำแบบ semantic memory ซึ่งจะจำได้เฉพาะเหตุการณ์จริงๆ ในขณะที่พื้นที่สีแดง/ส้ม/เหลืองนั้นจะเกี่ยวข้องกับความทรงจำแบบ episodic memory ที่จะจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์ได้ด้วยที่มาของรูปภาพ: Rotman Research Institute

 

ทำไมบางคนถึงสามารถจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างแม่นยำ (episodic memory) ในขณะที่บางคนจำได้เฉพาะเหตุการณ์จริงคร่าวๆโดยจำรายละเอียดไม่ได้เลย (semantic memory)

คณะวิจัยจากสถาบัน Rotman Research Institute ที่ Baycrest Health Sciences ได้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า การจดจำเรื่องราวในอดีตที่แตกต่างกันนั้นมันมีส่วนมาจากรูปแบบการเชื่อมโยงภายในสมองที่ต่างกัน ซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะแต่ละบุคคลและอาจจะสื่อไปถึงความทรงจำในระยะยาวได้อีกด้วย

งานวิจัยได้ถูกตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ในวารสาร Cortex

ผศ. ดร. Signy Sheldon จากภาควิชาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัย McGill และเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนี้ได้กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่งานวิจัยที่เกี่ยวกับความจำและการทำงานของสมองเกือบทั้งหมดได้อยู่บนสมมติฐานที่ว่า  แต่ละคนโดยเฉลี่ยมีลักษณะรูปแบบการทำงานเหมือนกันหมด ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเรารู้ได้จากประสบการณ์และการเปรียบเทียบความสามารถในการจดจำของพวกเราเองและคนอื่นๆ แนวทางหรือเส้นทางความจำของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน การศึกษาของพวกเราได้แสดงให้เห็นว่า ลักษณะความทรงจำที่ต่างกันมีการตอบสนองมาจากการทำงานของสมองที่แตกต่างกัน ดังที่ปรากฏให้เห็น โดยถึงแม้ว่าพวกเราไม่ได้ถูกกระตุ้นหรือถูกถาม เพื่อให้แสดงความทรงจำเหล่านั้นออกมาในระหว่างการทดสอบ”

ในการศึกษาในผู้ใหญ่ที่มีอายุโดยเฉลี่ย 24 ปี ที่มีสุขภาพดี รวมทั้งสิ้น 66 ราย โดยอาศัยการทำแบบสอบ-ถามที่เกี่ยวกับความทรงจำส่วนบุคคล โดยการให้อธิบายว่าพวกเขามีความจำดีแค่ไหนในการจดจำเรื่องราวในอดีตและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในอดีตของแต่ละคน ซึ่งคำตอบจะอยู่ระหว่างกลุ่มที่มีความจำเรื่องราวได้อดีตได้อย่างดีเยี่ยม และกลุ่มที่ความจำไม่ดี ผลการศึกษานี้เป็นที่มาของการศึกษาความแตกต่างของความสามารถในการจดจำเรื่องในอดีต ที่พบได้ในคนทั่วไป

หลังจากการทำแบบสอบถามแบบออนไลน์ ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 66 รายจะถูกสแกนสมองที่ Baycrest ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสภาวะที่สมองคลายตัว ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการจำลองรูปแบบของการเชื่อมโยงติดต่อภายในสมอง หรือเป็นเทคนิคที่สามารถบอกได้ว่าสมองสามารถทำงานที่เชื่อมโยงข้ามระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ในสมองได้อย่างไร

คณะวิจัยได้มุ่งความสนใจไปที่การเชื่อมต่อระหว่างสมองกลีบขมับส่วนในกับบริเวณอื่นของสมอง สมองกลีบขมับส่วนในนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่า มันมีหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ผู้คนที่มีความจำดีในรายละเอียดของเหตุการณ์ในอดีต มักจะมีการเชื่อมต่อของสมองกลีบขมับส่วนในกับส่วนพื้นที่ด้านหลังของสมองที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นในระดับสูง ในขณะที่ผู้ที่มีแนวโน้มจะจำเหตุการณ์ในอดีตได้เฉพาะเหตุการณ์ ไม่สามารถจดจำรายละเอียดได้มักจะแสดงการเชื่อมโยงของสมองกลีบขมับส่วนในกับพื้นที่ส่วนหน้าของสมองที่ทำหน้าที่ในการจัดระเบียบและความมีเหตุผลในระดับที่สูง

การค้นพบเหล่านี้ได้กระตุ้นคำถามที่น่าสนใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ทางด้านการรับรู้ของสมอง ซึ่งเชื่อมโยงกับอายุและสุขภาพของสมอง หนึ่งในคำถามที่น่าดึงดูดมากกว่าข้ออื่น ๆ คือ มันจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่ความจำหนึ่งจะทำหน้าที่ปกป้องหรือชะลอการแสดงอาการความจำเสื่อมหรือความสามารถในการจดจำที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น

ดร. Brian Lavine ผู้เขียนหลักของการศึกษานี้และเป็นนักวิจัยอาวุโสของสถาบัน Rotman Research Institute ที่ Baycrest Health Sciences และยังเป็นศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัย Toronto ได้กล่าวว่า “การเผชิญกับโรคจิตเสื่อมในระยะแรกเมื่ออายุเพิ่มขึ้น สิ่งแรก ๆ ที่ผู้คนสามารถสังเกตเห็นได้คือ ความยากลำบากในการฟื้นฟูความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตให้กลับคืนมา” ในขณะนี้ยังไม่เคยมีผู้ใดให้ความสนใจว่าสิ่งเหล่านี้มันได้เกี่ยวข้องกับเส้นทางความทรงจำได้อย่างไร ผู้คนที่เคยฟื้นความจำในรายละเอียดในอดีตได้อาจจะถูกกระตุ้นได้ง่าย ซึ่งส่งผลให้ถูกกระตุ้นได้ง่ายและเกิดการเปลี่ยนแปลงความทรงจำเมื่อพวกเขาแก่ตัวลง ในขณะที่อีกกลุ่มที่จำได้เฉพาะข้อเท็จจริงในอดีตอาจจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้

ดร. Lavine กล่าวว่า “เส้นทางของความจำของแต่ละบุคคลสามารถเป็นตัวช่วยที่นำไปสู่การรักษาความจำในผู้สูงอายุได้หรือไม่ ยังเป็นคำถามที่การค้นพบของ The Rotman ได้เปิดประตูไปสู่ความเป็นไปได้ที่น่าตื่นเต้นที่ต้องการการศึกษาค้นคว้าต่อไปในอนาคต การศึกษาต่อมาในขณะนี้ได้เกี่ยวกับเส้นทางของความจำในสมองกับบุคลิกภาพ/นิสัย/สภาวะทางจิต เช่น ความกดดัน ความหดหู่ เป็นต้น รวมไปถึงการแสดงออกถึงกระบวนการรับรู้ และกรรมพันธุ์”

งานวิจัยนี้เป็นหนึ่งในหัวข้อที่กำลังเป็นที่จับตามองเกี่ยวกับความแตกต่างของโครงสร้างของสมองและการทำงานที่ควบคุมอยู่ภายในคนที่มีสุขภาพดี มันถือได้ว่าเป็นการศึกษาครั้งแรกที่เชื่อมโยงความต่างของสมองเข้ากับความแตกต่างในการทำงานของความทรงจำด้านอัตชีวประวัติในแต่ละวันของมนุษย์อีกด้วย

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/503966

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1346884115376404

เพียงแค่เราคิดว่า จะทำได้ดีขึ้น ก็จะทำได้ดีขึ้นอย่างที่เราคิด!!

คำกล่าวที่ว่า “คิดอะไรก็ได้อย่างนั้น” มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย เมื่อนักวิจัยได้ค้นพบว่า การบอกกับตัวเองว่า เราจะทำได้ดีขึ้น นั้นมีผลทางจิตวิทยา ทำให้สามารถทำให้ดีขึ้นได้จริง ๆ

ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้คนกว่า 44,000 คน เข้าร่วมการทดลองเพื่อหาว่าวิธีการสร้างแรงกระตุ้นตัวเองวิธีใดที่ได้ผล โดยโจทย์ที่นำมาทดสอบในการศึกษาครั้งนี้คือการเพิ่มคะแนนในการเล่นเกมออนไลน์

นักวิจัยศึกษาว่า วิธีการกระตุ้นวิธีใดที่มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่ากัน โดยวิธีที่นำมาทดสอบในครั้งนี้ได้แก่ การพูดกับตัวเอง การจินตนาการ และการวางแผน”ถ้า-แล้ว” โดยใช้วิธีการเหล่านี้ในขั้นตอนของการแข่งขัน ซึ่งขั้นตอนของการแข่งขันได้แก่ การประมวลผล ผลลัพท์ ควบคุม และ คำสั่ง

ผลการศึกษาชี้ว่า กลุ่มที่พูดกับตัวเอง เช่นพูดว่า “เราจะทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป” จะทำได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม

โดยกลุ่มที่ทำคะแนนได้ดีได้แก่ กลุ่มที่พูดกับตัวเองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี (บอกตัวเองว่า “เราจะทำคะแนนให้ได้มากกว่าครั้งก่อนๆ”) กลุ่มที่พูดกับตัวเองเพื่อให้ได้กระบวนการที่ดี (บอกตัวเองว่า “เราจะทำได้เร็วกว่าครั้งก่อนๆ”) กลุ่มที่จินตนาการว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี (จินตนาการว่าได้เล่นเกมและทำคะแนนได้ดีกว่าครั้งก่อนๆ) และจินตนาการว่าจะได้กระบวนการที่ดี (จินตนาการว่าได้เล่นและทำได้เร็วกว่าครั้งก่อนๆ)

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้พบว่า การดูวิดีโอสร้างแรงบันดาลใจสามารถช่วยทำให้ผลงานออกมาดีได้ด้วย โดยผู้เข้าร่วมการทดลองที่ได้ดูวิดีโอก่อนเกมออนไลน์สามารถทำภารกิจได้ดีขึ้น ซึ่งวิดีโอในการศึกษาครั้งนี้คือวิดีโอของไมเคิล จอร์แดน นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก 4 สมัย ที่พูดถึงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจนอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมทางร่างกาย

ส่วนกลุ่มที่สร้างแรงบันดาลใจด้วยการวางแผน “ถ้า-แล้ว” เป็นกลุ่มที่ได้คะแนนน้อยที่สุด แม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ได้ผลในชีวิตประจำวันหลายๆงาน

งานวิจัยนี้เป็นของศาสตราจารย์แอนดรูว์ เลน ในสหราชอาณาจักร ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Frontiers in Psychology โดยจุดเด่นคือการรวบรวมอาสาสมัครได้กว่า 44,000 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 12 กลุ่มและกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม ในขณะที่งานวิจัยทางจิตวิทยาในลักษณะนี้มักจะมีผู้เข้าร่วมการทดลองประมาณ 300 คนและแบ่งออกเป็น 2-3 กลุ่มเท่านั้น

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/505278

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1338419362889546

พบวายร้ายตัวใหม่! Fruitfly มัลแวร์ตัวแรกของปี 2017 บนระบบ macOS

พบวายร้ายตัวใหม่! Fruitfly มัลแวร์ตัวแรกของปี 2017 บนระบบ macOS

ยังคงมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการติดมัลแวร์ หรือที่เราชอบเรียกรวมๆ ว่า “ไวรัส (Virus)” ของผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ macOS บางคน ที่คิดว่าเครื่องของตนไม่มีทางติดหรอก แมคไม่มีไวรัส ซึ่งตามความเป็นจริง เจ้าแมคตัวโปรดของเราก็สามารถติดไวรัสได้ไม่ต่างกับเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows เพียงแต่เปอร์เซ็นต์การติดไวรัสมีน้อยกว่าเท่านั้นเอง

วายร้ายตัวใหม่บนแมค! Fruitfly มัลแวร์ตัวแรกของปี 2017 ที่ทำงานบนระบบ macOS

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา Malwarebytes บริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Anti-malware และ Anti-exploit ชั้นนำของโลก เผยข้อมูลการค้นพบมัลแวร์ “Fruitfly วายร้ายตัวใหม่ ที่พวกเขาระบุว่ามันเป็นมัลแวร์ตัวแรกของปีนี้ ที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ macOS โดยบริษัทพบมันจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบเครือข่ายขาออกบนเครื่องแมคเครื่องหนึ่ง

มัลแวร์ SX.Backdoor.Quimitchi หรือ Fruitfly ตัวนี้ ทำงานโดยสื่อสารกับ เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ควบคุมการทำงาน 2 เครื่อง และตัวมัลแวร์จะบรรจุโค้ดที่เก่ามากๆ เก่าถึงขนาดที่ระบบ OS X ไม่รู้จัก มาใช้ในการทำงาน รวมถึงซ่อนตัวเอง ไม่ให้ระบบตรวจพบ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราติดเจ้ามัลแวร์ตัวนี้ ตามรายงานระบุว่ามันสามารถควบคุมและใช้งานแป้นพิมพ์ เว็บแคม บันทึกภาพหน้าจอ หรือเลื่อนคลิกเคอร์เซอร์เมาส์ของเราได้ นอกจากนี้มันยังสามารถแพร่ไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ที่พยายามจะเชื่อมต่อบนระบบเน็ตเวิร์กได้อีกด้วย ซึ่งบริษัทคาดว่ามันอาจจะถูกใช้ในการโจมตีและขโมยข้อมูลในสถาบันทางการแพทย์พบวายร้ายตัวใหม่! Fruitfly มัลแวร์ตัวแรกของปี 2017 บนระบบ macOS

แม้ว่าเจ้ามัลแวร์ตัวนี้จะดูไม่อันตราย และตอนนี้แอปเปิ้ลก็ได้ออกตัวอัพเดตมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว แต่เราก็ไม่ควรประมาท เพราะว่ายังมัลแวร์อีกหลายตัวที่พร้อมจะสร้างตั้งแต่ความรำคาญเล็กๆ ไปจนถึงความเสียหายขนาดใหญ่กับคุณได้ เพื่อความปลอดภัยผมแนะนำให้คุณหาโปรแกรมสแกนไวรัสมาติดตั้งบนเครื่องไว้บ้าง และหมั่นสแกน อัพเดตโปรแกรม รวมถึงระบบของเครื่องบ่อยๆ อย่างน้อยวิธีการง่ายๆ เหล่านี้ก็พอช่วยลดความเสี่ยงที่คุณจะโดนพวกมันเล่นงานได้

ที่มา : http://news.thaiware.com/9425.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1330886873642795

iPhone 8 จะใช้หน้าจอ OLED แบบโค้ง และเทคโนโลยีรองรับแรงสัมผัสแบบใหม่

เว็บไซต์ The Korea Herald ได้รายงานว่า iPhone 8 รุ่นไฮเอนด์ของ Apple จะใช้หน้าจอ OLED แบบโค้งแทนการใช้หน้าจอแบนแบบเดิม และอาจมีเทคโนโลยีการรองรับแรงสัมผัสแบบใหม่อีกด้วย

หลายแหล่งข่าวเคยอ้างว่า Apple มีแผนจะสร้าง iPhone 8 รุ่นพรีเมี่ยมที่มีหน้าจอ OLED ขนาด 5.5 นิ้ว และรายงานล่าสุดก็ได้ระบุว่า Apple มีความประสงค์จะใช้หน้าจอแบบโค้งเหมือนกับที่ Samsung ใช้ใน Galaxy S7 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในตอนนี้

–โฆษณา–

ทาง The Korea Herald ได้รายงานว่า หน้าจอ OLED แบบใหม่ของ iPhone 8 นั้น จะเป็นพลาสติก (ไม่ใช่กระจก) ซึ่งผลิตโดย Samsung Display จำนวนไม่น้อยกว่า 100 ล้านชิ้น แต่อาจจะยังไม่เพียงพอ เนื่องจาก Apple มียอดขาย iPhone ประมาณ 200 ล้านเครื่องต่อปี

แหล่งข่าวยังได้รายงานอีกว่าจะยังไม่มี iPhone แบบพับได้ในปี 2017 นี้ แต่อาจจะมีเทคโนโลยีการรองรับแรงสัมผัสแบบใหม่ที่จะตอบสนองการใช้งานต่อผู้ใช้ได้ ไม่ว่าสัมผัสส่วนใดของตัวเครื่องก็ตาม แต่แหล่งข่าวยังระบุอีกว่าท้ายที่สุด Apple อาจจะตัดสินใจไม่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ก็เป็นได้

นอกจากนี้ก็ยังมีข่าวลืออีกว่า iPhone 8 จะรองรับการชาร์จไร้สาย, มีบอดี้กระจก, ไม่มีปุ่ม Home และหน้าจอแบบไร้ขอบที่ได้รับการติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือและกล้องไว้ภายในหน้าจอ

ข้อมูลอ้างอิง : macrumors.com

ที่มา : https://www.beartai.com/news/mobilenews/139513

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1324756147589201

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังนวนิยายผีชีวะ Frankenstein

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังนวนิยายผีชีวะ Frankenstein

ภาพโปรโมทภาพยนตร์ Frankenstein สวมบทโดย Boris Karloff นักแสดงภาพยนตร์เขย่าขวัญ

ถึงเวลาพลบค่ำของวันหนึ่งในฤดูร้อนปี 1816 ที่ปราสาท Villa Diodati ของท่าน Lord Byron ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบ Geneva ในสวิสเซอร์แลนด์ ภายในห้องรับแขกของปราสาทที่มีเตาผิง และเปลวไฟลุกโชนให้ความอบอุ่นไปทั่วห้อง แต่ภายนอกปราสาทมีพายุที่กำลังพัดรุนแรง และฟ้าส่งเสียงคำรามน่ากลัว เด็กสาววัย 18 ปีชื่อ Mary Wollstonecraft Godwin กับสามี Percey Bysshe Shelley ที่เพิ่งแต่งงานกัน กำลังนั่งสนทนากับ Lord Byron ซึ่งเป็นกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง กับชู้รักของท่าน Lord ชื่อ Claire Claremont และแพทย์ประจำตัวของ Byron ชื่อ John William Polidovi โดย Shelly ได้เอ่ยถึงทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin และการทดลองของ Eramus Darwin ให้ทุกคนรู้ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับวิทยาการด้านการแพทย์ รวมถึงเรื่องศพ ให้ทุกคนฟังอย่างดื่มด่ำ ในขณะที่บรรยากาศนอกบ้านกำลังน่าสะพรึงกลัว

เมื่อการสนทนาสิ้นสุด ทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอน และปรารภว่า ในวันรุ่งขึ้นเหตุการณ์ที่เกิดในค่ำวันนี้จะเป็นแรงดลใจให้ทุกคนเขียนนวนิยายเรื่องผี

ในเช้าวันต่อมา มีแต่ Mary Shelley คนเดียวเท่านั้นที่ได้รับแรงบันดาลใจมากพอจะจรดปากกาเขียนนวนิยายได้ เพราะในคืนวันนั้น เธอฝันเห็นศพที่เดินได้ มีร่างกายสูงใหญ่ ตาสีเหลือง และเวลาเดินแขนจะแกว่งไปมา ความน่าเกลียดของใบหน้าที่มีลักษณะเหมือนปีศาจทำให้เธอนอนไม่หลับ จึงบอกสามีและเพื่อนทุกคนว่า เธอได้เค้าเรื่องของนวนิยายที่จะเขียนใหม่แล้ว และนี่ก็คือต้นกำเนิดของอมตะนวนิยายชื่อ Frankenstein ซึ่งเป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์เชิงจินตนาการเรื่องแรกของโลกที่ได้โจมตีวิทยาศาสตร์ยุคใหม่อย่างรุนแรง

ผลงานการประพันธ์ชิ้นนี้เกิดจากสมองที่สร้างสรรค์ของ Mary ซึ่งเข้าใจวิทยาศาสตร์ดี อีกทั้งมีพรสวรรค์ด้านการประพันธ์ อันเป็นมรดกที่เธอได้จากแม่ชื่อ Mary Wollstonecraft ผู้เป็นนักเขียนที่เสียชีวิตหลังจากที่ Mary ลืมตาดูโลกได้ 10 วัน ส่วนบิดา William Godwin เป็นนักปรัชญาและนักประพันธ์นวนิยาย ผู้มีเพื่อนเป็นนักเคมีและไฟฟ้าชื่อ Humphrey Davy และ William Nicholson ด้านสามี Shelley ที่เป็นกวีก็มีความรู้วิทยาศาสตร์บ้างจากการเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย Oxford แต่ถูกไล่ออกเพราะประกาศตนไม่นับถือพระเจ้า บุคคลเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อจินตนาการของ Mary ในการประพันธ์เรื่อง Frankenstein ไม่มากก็น้อย

ในความเป็นจริง วงการวรรณกรรมโลกเคยมีนวนิยายที่เขียนเกี่ยวกับศพคืนชีพมาก่อน ตั้งแต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 คือในปี 1580 Jehuda Ben Bezale ผู้เป็นนักบวชที่ Prague ได้เขียนเรื่องหุ่นที่มีชีวิต ซึ่งมีต้นกำเนิดจากโคลนแม่น้ำ และ Paracelsus เขียนนวนิยายเกี่ยวกับการชุบชีวิตคนตาย โดยการกรอกปากศพด้วยสารเคมี ส่วน Albertus Magnus ซึ่งเป็นนักมายากลชาวเดนมาร์กก็ได้เขียนนวนิยายเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่สามารถสนทนาได้

ทว่าผลงานของนักเขียนเหล่านี้มีความแตกต่างจากของ Mary Shelley เพราะเธอใช้เทคโนโลยีที่เพิ่งพบใหม่ในการทำให้ศพมีชีวิต นั่นคือการใช้กระแสไฟฟ้าจากไดนาโมที่ Michael Faraday เพิ่งพบก่อนนั้นไม่นาน

หลังจากที่ได้พยายามเขียนนวนิยายเรื่องนี้เป็นเวลานาน 2 ปี เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1818 นวนิยายของเธอก็ได้รับการตีพิมพ์ และผู้อ่านให้การต้อนรับที่ดีมาก เพราะทุกคนรู้สึกผวากลัวศพที่มีชีวิต และพากันกลัวนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องชื่อ Victor Frankenstein ซึ่งเป็นผู้ชุบชีวิตอสุรกายตัวร้าย และได้พยายามแสดงความรับผิดชอบต่อผลงานด้านทำลายล้างที่ตนคิดขึ้นมา

หลังการอ่านผู้อ่านทุกคนต้องการจะรู้จักนักประพันธ์ของเรื่องนี้ หลายคนคิดว่า กวี Percey Shelley คือ ผู้เขียน เพราะเขาเป็นคนที่เขียนคำนิยมในหนังสือ แต่ไม่ใช่ เพราะผู้เขียนชื่อ Mary Shelley

Mary Godwin (ชื่อเดิมของ Mary Shelley) เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ.1797 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และกำพร้ามารดาตั้งแต่อายุยังน้อย บิดาจึงต้องทำหน้าที่ดูแล Mary แต่เพียงผู้เดียว ครอบครัวนี้มีหัวก้าวหน้า เช่น เห็นด้วยและสนับสนุนสตรีให้มีบทบาทในสังคม และให้แสดงความคิดเห็น เมื่ออายุ 17 ปี Mary ได้ตกหลุมรักกับ Percey Shelley ผู้มีภรรยาแล้ว จึงไม่สามารถแต่งงานกับเขาได้จนกระทั่งภรรยาของ Shelley เสียชีวิต หลังการแต่งงานทั้งสองได้เดินทางไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่สวิตเซอร์แลนด์ และได้ไปพำนักที่ปราสาทของ Lord Byron

เมื่ออายุ 25 ปี Mary ตกพุ่มพ่าย เพราะสามีจมน้ำเสียชีวิตที่อิตาลี เธอจึงใช้ชีวิตเป็นนักประพันธ์ และเลี้ยงดูบุตรเป็นซิงเกิ้ลมัม แต่เมื่อถึงช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต เธอป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมอง และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1851 สิริอายุ 53 ปี

ในนวนิยายเรื่อง Frankenstein ที่เธอเขียนนั้น มีตัวเอกชื่อ Victor Frankenstein ซึ่งเป็นหนุ่มวัย 17 ปีแห่งมหาวิทยาลัย Ingolstadt ใน Bavaria ผู้ต้องการใช้วิทยาศาสตร์ในการศึกษาความลี้ลับของธรรมชาติ และคิดจะใช้กระแสไฟฟ้าสร้างชีวิตจากสิ่งไม่มีชีวิต ดังที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนในยุคนั้นคิดว่า ไฟฟ้าของ Faraday สามารถทำให้ศพของนักโทษคืนชีวิตได้ จึงทดลองปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านหลายศพ กลับไม่ปรากฏผลสำเร็จใดๆ

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังนวนิยายผีชีวะ Frankenstein

ภาพเหมือน Mary Shelley โดย Richard Rothwell

แต่ Mary ใช้วิธีใหม่คือให้ฟ้าผ่าศพ แล้วจากนั้นอสุรกายที่ Victor Frankenstein สร้างก็ได้ออกอาละวาดเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยม เหยื่อในที่นี้รวมถึงน้องชายของ Victor ด้วย ครั้นเมื่อ Victor ถูกกล่าวหาว่า ฆ่าน้อง เขาจึงต้องหลบหนีตำรวจไปซ่อนตัวอยู่ที่เมือง Chamonix ซึ่งอยู่ที่พรมแดนฝรั่งเศส-สวิสเซอร์แลนด์ และตัดสินใจกำจัดอสรุกาย แต่ตนเองก็ถูกอสุรกายบีบคอจนตาย และอสุรกายก็ได้ตายตามไปด้วยในกองเพลิง จุดมุ่งหมายหลักของนวนิยายเรื่องนี้สามารถสรุปเป็นคำสอนได้ว่า คนทุกคนต้องรับผิดชอบในผลที่ตนกระทำ

คำถามที่คนรุ่นหลังสนใจใคร่จะรู้คำตอบคือ Mary Shelley เขียนนวนิยายบันลือโลกเรื่องนี้ โดยมีใครเป็นคนให้แนวคิด ใครช่วยเขียน และขณะเขียนหนังสือเล่มนี้ วิถีชีวิตของเธอเป็นเช่นไร

ในส่วนของคำถามประเด็นหลังสุดนั้น เราทุกวันนี้รู้ว่า ณ เวลาที่เขียน จิตใจของเธอสับสนมาก เพราะสามี Percey เป็นหนี้มากมายจนต้องหลบหนีเจ้าหนี้อย่างหัวซุกหัวซุน ด้าน Claire Claremont ซึ่งเป็นพี่สาวบุญธรรมของเธอ และเป็นชู้รักของ Lord Byron ก็กำลังถูก Byron สลัดรัก ส่วน Fanny ซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดาของเธอก็ได้ฆ่าตัวตาย และเธอเองกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ กับ Percey ด้วย การมีชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาเช่นนี้ ทำให้ Mary ต้องเผชิญโลกและประพันธ์นวนิยายคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว ในทำนองเดียวกับ Victor Frankenstein แต่ในที่สุดผลงานของเธอก็ประสบความสำเร็จ เพราะได้ทำให้ผู้อ่านกลัววิทยาศาสตร์ ในประเด็นว่าถ้าวิทยาศาสตร์ฝ่าฝืนธรรมชาติได้ นักวิทยาศาสตร์ต้องรับผิดชอบในผลที่เกิดตามมา

นอกจากเรื่อง Frankenstein ที่ปรากฏในรูปของหนังสือแล้ว ยังมีการนำเรื่องนี้ไปแสดงเป็นละครโอเปราด้วยภายใต้ชื่อ Presumption: The Fate of Frankenstein โดยได้เปิดการแสดงที่ London ในปี 1823 คนดูที่เป็นสตรีหลายคนกลัวจนเป็นลมหมดสติ ผู้สร้างละครจึงแนะผู้ดูไม่ให้นำภรรยา ลูกสาว หรือแม่ไปดู นอกจากนี้ก็มีการนำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์และบัลเลต์ด้วย

Richard Holmes เป็นนักวรรณคดีวิเคราะห์ที่ได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของนวนิยายเรื่องนี้ และได้รายงานในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2016 ว่า Mary Shelley ได้ปรับแต่งนวนิยายของเธอหลายต่อหลายครั้ง โดยครั้งแรกในปี 1816-1817 หลังจากนั้นคือในปี 1818 สามีเธอได้ช่วยปรับสำนวนการเขียนบ้าง และฉบับที่ตีพิมพ์ในปี 1831 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้าย Mary คือผู้เขียนคนเดียว เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการปรับปรุงแต่ละครั้ง แม้เนื้อหาหลักของเรื่องจะไม่เปลี่ยน แต่เนื้อหาประกอบได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และละเอียดขึ้น เช่น นายแพทย์ Polidori ซึ่งเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Edinburgh และทำวิทยานิพนธ์เรื่อง การเดินละเมอ ชอบอ่านนวนิยายผีสยองขวัญ อีกทั้งศรัทธาผลการทดลองของนักฟิสิกส์ชาวอิตาเลียนชื่อ Giovanni Aldini (หลานของ Luigi Galvani ผู้มีชื่อเสียง) ก็คงได้เล่าเรื่องการทดลองของ Galvani ให้ Mary ฟังว่า ไฟฟ้าสร้างชีวิตได้

ในวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.1816 Mary Shelley ขณะนั้นกำลังพักอยู่ที่ Chanonix ได้ทอดสายตาดูยอดเขา Mont Blanc ที่สูงเสียดฟ้า และเธอได้ใช้ความตระหง่านของยอดเขาเป็นฉากหลังในการเผชิญหน้าระหว่าง Victor Frankenstein กับอสุรกายที่เขาสร้าง

Holmes คิดว่า Mary Shelley ยังได้อ่านเรื่องการสำรวจขั้วโลกที่ George Anson เขียนในหนังสือ Voyage Round the World และรู้ความแตกต่างระหว่างเคมีกับวิทยาการเล่นแร่แปรธาตุที่ Davy เขียนใน Elements of Chemical Philosophy รวมถึงได้อ่านนวนิยาย Paradise Lost ของ John Milton ที่เขียนเกี่ยวกับการเป็นบุคคลที่สังคมไม่ต้องการด้วย แล้วเธอก็ได้ใช้ข้อมูลกับองค์ความรู้เหล่านี้ในการเรียบเรียงเป็นนวนิยายรูปแบบใหม่ซึ่งปัจจุบันเราเรียกว่า จินตนิยายเชิงวิทยาศาสตร์ (science fiction)

ในนวนิยายที่พิมพ์ครั้งแรก เธอเขียนว่า Victor Frankenstein รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบว่า วิทยาศาสตร์เป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้มนุษย์เข้าใจความลึกลับของธรรมชาติ และในการพิมพ์ครั้งต่อมา เธอได้เพิ่มรายละเอียดของการเผชิญหน้าระหว่างอสุรกายกับผู้สร้างที่ Mer de Glace ว่า อสุรกายได้ขอให้ Victor Frankenstein สร้างอสุรกายเพศหญิงเพื่อให้เป็นคู่ครองของตน

ในเบื้องต้น Victor Frankenstein คิดจะตอบสนองความต้องการของอสุรกาย แต่เมื่อนึกถึงบาปกรรมที่จะตามมา เขาจึงทำลายอสุรกายตัวเมียก่อนที่จะมีชีวิต ซึ่งได้ทำให้อสุรกายตัวผู้ผิดหวังมาก และผลักดันให้มันคิดแก้แค้น

นวนิยายเรื่องนี้จึงไม่เพียงแค่บรรยายเรื่องการสร้างชีวิต แต่ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม รวมถึงผลกระทบที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดตามมาด้วย ในทำนองเดียวกับพลังงานปรมาณู GMO และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้

ข้อสังเกตหนึ่งเกี่ยวกับอสุรกายที่ Mary Shelley ใช้เป็นตัวเอกในเรื่อง Mary ได้เขียนให้มันมีความเป็นมนุษย์ โดยการแสดงออกด้วยคำพูด การร้องขอความยุติธรรม ความสงสาร ความเข้าใจ และตอกย้ำให้ Victor Frankenstein ตระหนักว่า มันคือ ความรับผิดชอบ 100% ของผู้สร้าง ความทุกข์ที่ได้ทำให้มันเป็นมารร้าย แต่ถ้าเขาทำให้มันมีความสุข มันก็จะกลับเป็นคนดีได้อีก

ที่มา http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9590000129805

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1318346334896849

7 ม.ค.นี้เปิดจำหน่ายภาพ“ Super Full Moon เหนือพระที่นั่งดุสิต

 

 7 ม.ค.นี้เปิดจำหน่ายภาพ“ Super Full Moon เหนือพระที่นั่งดุสิต
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำไปรษณียบัตรภาพพร้อมส่งชุด “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดา ราศาสตร์” นำภาพ “ดวงจันทร์เต็มดวงเหนือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” บันทึกไว้ในปีประ วัติศาสตร์แห่งความอาลัยของคนไทยทั้งชาติ ร่วมเป็นหนึ่งใน 5 ภาพถ่ายดาราศาสตร์สุดพิเศษที่ควรค่าแก่การสะสม พร้อมเปิดตัว 7 ม.ค. นี้“ภาพดวงจันทร์เต็มดวงเหนือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” ในคืนวันลอยกระทง 14 พ.ย. 2559 บันทึกไว้ในปีแห่งความอาลัยของคนไทยทั้งแผ่นดิน เป็นคืนดวงจันทร์เต็มดวงปรากฏในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบ 68 ปี (356,511 กม.) หรือเรียกกันว่า Super Full Moon

ถือเป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นต้อนรับปีใหม่ ที่จัดทำโดยไปรษณีย์ไทย 1 ชุด มี 5 แบบ พร้อมพิมพ์แสตมป์ภาพเดียวกัน ส่งได้เลยทั่วประเทศไม่ต้องผนึกแสตมป์เพิ่ม ราคาชุดละ 90 บาท จำ หน่ายวันแรก 7 ม.ค. นี้  สนใจติดต่อสอบถาม สดร. โทร. 081-8854353 สั่งซื้อได้ทาง Line ID : NARITThailand หรือ Inbox www.facebook.com/NARITpage

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/259287