คลังเก็บหมวดหมู่: พรรณิฐา พรรณจันทร์แม้น

IBM สร้างโมเลกุลยักษ์ มีความสามารถในการกำจัดไวรัสได้หลายชนิด

บริษัท IBM ร่วมกับสถาบัน Institute of Bioengineering and Nanotechnology (IBN) ในประเทศสิงคโปร์ ได้เผยถึงงานวิจัยในการสร้างโมเลกุลยักษ์ (macromolecule) ให้มีความสามารถในการตรวจจับและกำจัดไวรัสได้หลายชนิด โดยปัจจุบันประสบความสำเร็จในการกำจัดไวรัสอีโบล่า ไข้เด็งกี่ ไข้หวัดใหญ่ ชิคุนกุนย่า และอื่นๆ ในห้องทดลอง

โมเลกุลยักษ์ พร้อมความสามารถในการกำจัดไวรัสหลายชนิด

งานวิจัยนี้เผยแพร่ในวารสาร Macromolecules โดยทีมนักวิจัยได้สร้างโมเลกุลยักษ์ให้มีเป้าหมายไปที่ไกลโคโปรตีน ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวนอกของไวรัสและมีความสามารถในการไปจับกับเซลล์ภายในร่างกายได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้เซลล์ของเราติดเชื้อและกลายเป็นโรคได้ในที่สุด

ขั้นตอนในการกำจัดไวรัสของโมเลกุลยักษ์นี้คือ

  1. เข้าไปจับกับไกลโคโปรตีนบนผิวนอกของไวรัส ทำให้ไวรัสไม่สามารถไปจับกับตัวรับ (receptor) บนผิวเซลล์มนุษย์เพื่อให้เกิดการติดเชื้อได้
  2. มีน้ำตาลที่เรียกว่า mannose ที่สามารถไปแย่งไวรัสจับกับตัวรับบนผิวเซลล์มนุษย์ได้เลยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  3. ถ้าไวรัสรอดจาก 2 วิธีข้างบนไปได้ โมเลกุลยักษ์จะมีท่าไม้ตายคือ จะทำให้ภายในเซลล์มนุษย์มีความเป็นเบสมากขึ้น ทำให้ไม่เอื้อต่อการจำลองตัวเองของไวรัส

แบบภาพแสดง โมเลกุลยักษ์ กำจัดไวรัส

นักวิจัยกลุ่มนี้ไม่ได้สร้างโมเลกุลยักษ์ให้มีเป้าหมายไปที่ RNA หรือ DNA ของไวรัส ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการต้านไวรัสแบบอื่นๆ เนื่องจากไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย ทำให้ยากต่อการกำหนดเป้าหมายที่แน่นอนของโมเลกุลที่จะสร้างขึ้น

โมเลกุลยักษ์นี้เข้าใกล้ความจริงแค่ไหนแล้ว

การทดลองภายในแลป โมเลกุลยักษ์นี้ประสบความสำเร็จในการต้านไวรัสบางชนิด ซึ่งรวมถึงไวรัสอีโบล่า โรคมาร์บูร์ก ไข้เด็งกี ไข้หวัดใหญ่ ชิคุนกุนย่า และไวรัสอื่นๆ ที่ทีมนักวิจัยคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ ทำให้งานวิจัยนี้ดูมีความหวังในอนาคต แต่ก็ยังคงต้องอาศัยการทดลองอื่นๆ อีกมาก ก่อนที่จะนำมาทดลองใช้ในมนุษย์

ภาพจากกล้องอิเล็กตรอนแบบส่องกราด ลงสีจำลอง แสดงให้เห็นเซลล์ VERO E6 (สีเหลือง) ติดเชื้อไวรัสอีโบล่า (สีน้ำเงิน)
ภาพจากกล้องอิเล็กตรอนแบบส่องกราด ลงสีจำลอง แสดงให้เห็นเซลล์ VERO E6 (สีเหลือง) ติดเชื้อไวรัสอีโบล่า (สีน้ำเงิน)

อ้างอิง: Popular Science, Fast Company

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1357796357618513

เครื่องพิมพ์แบบสามมิติเป็นหนทางที่ดีสำหรับการสร้างแม่เหล็ก

2D-Printer-VS-3D-Printer-1024x478

แม่เหล็กกำลังสูงนั้นอยู่รอบๆตัวเรา พวกมันสามารถถูกพบได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ลำโพงไปจนกระทั่งฮาร์ดไดรฟ์ในคอมพิวเตอร์ พวกมันยังเป็นกุญแจสำคัญของหลายๆมอเตอร์ที่ช่วยให้ลิฟท์หรือรถยนต์ทำงานได้ และพวกมันมีความต้องการที่สูงมากในเกือบทุกๆที่ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรพยายามหาทางที่จะพัฒนาพวกมัน และในตอนนี้ กลุ่มของนักวิจัยได้ค้นพบหนทางใหม่ พวกเขาสร้างพวกมันขึ้นจากการพิมพ์แบบสามมิติ

อุปกรณ์แม่เหล็กเหล่านี้ไม่เหมือนกับแม่เหล็กที่พวกเราใช้ติดหน้าตู้เย็น แม่เหล็กเหล่านี้ทำจากวัตถุ rare earth ซึ่งเป็นกลุ่มของธาตุโลหะที่มีแนวโน้มหาได้ยากและยากต่อการทำเหมืองในปริมาณมาก จึงทำให้มีมูลค่าที่สูงมาก ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์อยากที่จะหาวิธีการใช้งานธาตุในกลุ่มนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Parans Paranthaman เป็นนักวัสดุศาสตร์จาก Oak Ridge National Laboratory ใน Tennessee กลุ่มของเขาทำการค้นหาหนทางเพื่อจะสร้างแม่เหล็กที่มีพลังงานสูงในรูปแบบหรือขนาดใดๆก็ตาม นักวิจัยเหล่านี้ใช้การผลิตแบบพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการพิมพ์แบบสามมิติที่เครื่องมือสามารถทำการพิมพ์วัสุดของแข็งโดยการสร้างตัวมันเองเป็นชั้นๆ จากล่างขึ้นบน

อุปกรณ์ชนิดใหม่นี้บ่อยครั้งต้องการรูปแบบของแม่เหล็กที่สั่งทำจำเพาะ หนึ่งในข้อดีของการพิมพ์แบบสามมิติคือมันทำให้พวกเราออกแบบรูปแบบของแม่เหล็กได้ตามที่เราต้องการ

“ด้วยการผลิตรูปแบบนี้ทำให้คุณสามารถสร้างแม่เหล็กเหล่านี้ได้ในรูปแบบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นมากกว่าเครื่องมือแบบปกติทั่วไป” Randy Bowman กล่าว เขาทำการศึกษาแม่เหล็กที่ NASA’s Glenn Research Center ใน Cleveland, Ohio และเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาในครั้งนี้

Paranthaman และทีมวิจัยของเขาทำการพิมพ์แม่เหล็กที่เชื่อมต่อกัน นั่นหมายถึงพวกเขาบรรจุผงแม่เหล็กลงไปด้วยกันกับพอลิเมอร์ การรวมวัสดุที่เป็นแม่เหล็กลงไปบางส่วนในพอลิเมอร์นั้นหมายถึงแม่เหล็กที่เชื่อมต่อกันนั้นจะไม่ถูกทำลายได้ง่ายๆเหมือนกับแม่เหล็กเดี่ยวๆ

แม่เหล็กที่เชื่อมกันนั้นโดยปกติจะถูกทำขึ้นมากจากเทคนิคที่เรียกว่าการขึ้นรูปแบบอัดฉีด กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับความร้อนที่ทำให้วัสดุแม่เหล็กนั้นหลอมจนกลายเป็นของเหลวหลังจากนั้นจะใช้แรงอัดให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ เมื่อของเหลวถูกทำให้เย็นตัวลง มันจะแข็งตัวและอยู่ในรูปแบบที่ต้องการ การขึ้นรูปแบบอัดฉีดมีประโยชน์อย่างมากต่อการขึ้นรูปแม่เหล็กจำนวนมากที่มีลักษณะรูปร่างเหมือนกัน แต่มันไม่เหมาะกับการผลิตแม่เหล็กที่มีปริมาณน้อย นั่นเป็นเพราะว่ามันต้องใช้เวลา เงิน และวัสดุในการสร้างแบบ ก่อนที่แม่เหล็กชิ้นแรกจะถูกทำขึ้น การสร้างแบบสำหรับการทำการอัดฉีดขึ้นรูปนั้นมีราคาที่สูงมากเทียบได้กับการทำเครื่องถ่ายเอกสารหนึ่งเครื่องเพื่อทำการคัดลอกกระดาษหนึ่งแผ่น

“แม่เหล็กถาวรยังสามารถที่จะทำได้โดยผ่านกระบวนการ sintering อนุภาคของโลหะจะถูกทำให้ร้อนขึ้นและบีบอัดเข้าด้วยกันจนกระทั่งพวกมันรวมติดกัน ซึ่งกระบวนการนี้จะมีการตัดแต่งให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ” Paranthaman กล่าวว่า “กระบวนการ sintering ก่อให้เกิดของเสียได้มากถึงครึ่งหนึ่งของวัตถุดิบ”

อย่างไรก็ตามการพิมพ์แบบสามมิตินั้นเหมาะกับการผลิตในขนาดเล็ก กระบวนการนี้ทำให้ผู้ผลิตสามารถพิมพ์แม่เหล็กและทำการทดสอบพวกมันได้ การทดสอบเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาหาได้ว่ารูปแบบที่ดีที่สุดของแม่เหล็กก่อนที่จะทำการสร้างแบบเพื่อลดปัญหาต่างๆเป็นอย่างไร การพิมพ์แบบสามมิติยังมีประโยชน์ต่อบริษัทที่ต้องการสร้างแม่เหล็กในจำนวนน้อยๆเท่านั้นอีกด้วย และเนื่องจากการพิมพ์แบบสามมิตินั้นสามารถสร้างวัสดุที่มีรูปแบบนั้นๆได้โดยตรง การสูญเสียวัตถุดิบจะมีน้อยมาก

ในการที่จะสร้างกระบวนการผลิตแบบพิมพ์สามมิติ Paranthaman และทีมวิจัยของเขาใช้เวลากว่าสองปีในการทดสอบ ในตอนนี้พวกเขาได้ทำการสร้างรูปแบบของการขึ้นรูปแม่เหล็กขึ้น

กระบวนการสร้างแม่เหล็กของพวกเขาเริ่มจากเม็ดแม่เหล็ก สิ่งนี้ประกอบไปด้วยธาตุ ไอรอน โบรอน และนีโอไดเมี่ยม ในรูปแบบผง นีโอไดเมี่ยมเป็นเหล็กที่มีความนุ่ม มันเป็นส่วนหนึ่งของธาตุกลุ่ม rare earth และในเม็ดเหล่านี้ยังมีไนลอนอยู่ด้วย ในระหว่างที่ทำการพิมพ์ เครื่องมือจะทำการให้ความร้อนเม็ดแม่เหล็กเหล่านี้ ซึ่งมันจะหลอมกลายเป็นของเหลว ของเหลวจะเคลื่อนผ่านหัวรูเข็มที่เรียกว่าตัวอัดฉีด มันจะเคลื่อนตัวทั้งไปข้างหน้าถอยหลัง และด้านซ้ายด้านขวา หัวรูเข็มจะทำการปล่อยของเหลวออกมาในแต่ละชั้นเพื่อทำการสร้างรูปแบบที่ถูกต้อง

สิ่งท้าทายสำหรับการพิมพ์แม่เหล็กนั้นยังมีอยู่ สิ่งท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคืออุณหภูมิ ที่อุณหภูมิสูงเมื่อมอเตอร์ทำงานอยู่นั้น สนามแม่เหล็กจะเริ่มอ่อนลง ดังนั้นเป้าหมายของเขาคือการออกแบบแม่เหล็กที่มีประสิทธิภาพสูงที่ทำงานได้แม้ว่าจะอยู่ในอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็ตาม

ที่มา: L. Li et al. Big area additive manufacturing of high performance bonded NdFeB magnets. Scientific Reports. Published online Oct. 31, 2016. doi: 10.1038/srep36212.

 

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1357792457618903

​อัลกอริทึมที่รับรู้อารมณ์คนได้จากสีหน้า

จะดีแค่ไหน หากว่าสักวันหนึ่งเรามีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถรับรู้ได้ว่าเรากำลังมีความสุข โกรธ หรือแสดงออกถึงอารมณ์อื่นๆ วันนั้นเราอาจจะมีเกมคอมพิวเตอร์ที่สนุกและรับมือกับอารมณ์ของเราได้มากขึ้น

การตรวจจับอารมณ์จากสีหน้าอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินความจริงอีกต่อไป เมื่อล่าสุด นักวิจัยของเวียดนาม ร่วมมือกับทางเกาหลีใต้ สามารถพัฒนาระบบที่ตรวจจับอารมณ์ได้แม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์ และได้รายงานการค้นพบนี้ในวารสารวิชาการ International Journal of Computational Vision and Robotics แล้ว

เช ฮยุง-อิล แห่งมหาวิทยาลัยซูงซิล เกาหลีใต้ ร่วมมือกับ นาน ธี เชา, อัน ฮัว ทอน ธัท แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม นครโฮจิมินห์ พัฒนาระบบนี้ขึ้นมา โดยอธิบายว่าสามารถตรวจจับอารมณ์ของผู้เล่นในขณะที่เล่นวิดีโอเกมได้ ซึ่งอาจจะนำไปต่อยอดเช่น ถ่ายทอดอารมณ์ให้กับอวาตาร์ หรือส่งต่อข้อมูลอารมณ์ให้กับคนอื่น ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ในการเรียนการศึกษาได้ด้วย

ทีมวิจัยพัฒนาระบบให้ง่าย ทำงานได้รวดเร็ว แต่สามารถรู้จักอารมณ์ของใบหน้าทดสอบหลายพันใบหน้าได้แม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์

โดยหลักการแล้ว ระบบจะประมวลผลดูตำแหน่งของคิ้ว การเปิดตา รูปร่างของปาก และปัจจัยอื่น ๆ แล้วนำไปเชื่อมโยงกับอารมณ์พื้นฐานของคน ได้แก่ โกรธ รังเกียจ กลัว สนุก เศร้า ตกใจ และใบหน้าธรรมชาติ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถทำงานได้กับภาพความละเอียดต่ำ ถึงระดับแค่ 48 ตารางพิกเซลก็สามารถรู้จำอารมณ์ได้

การรู้จำการแสดงออกทางสีหน้าเป็นหัวข้อวิจัยที่ได้รับความนิยมในหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจุบันเราได้เห็นอุปกรณ์ต่าง ๆมากมายที่มีความล้ำสมัยมากขึ้นในระบบการสื่อสาร การสร้างแอนิเมชัน และเกมคอมพิวเตอร์

“เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้เล่นเกมได้ ผู้เล่นอาจจะเจอกับเกมที่แตกต่างออกไป ทำให้เกมนั้นน่าสนใจมากขึ้น”

อ้างอิง: Inderscience Publishers. (2016, April 27). Emotion detector: Facial expression recognition to improve learning, gaming. ScienceDaily. Retrieved April 30, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/04/160427103627.htm

งานวิจัย: Nhan Thi Cao, An Hoa Ton-That, Hyung-Il Choi. An effective facial expression recognition approach for intelligent game systems. Int. J. Computational Vision and Robotics, 2016

ภาพจาก: techradar.com

 ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504778
https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1349268745137941

สดร.เปิดตารางดาราศาสตร์ปีนี้ -11 ก.พ.ประเดิม “จันทรุปราคาเงามัว”

 ชวนคนไทยติดตามเรื่องดาราศาสตร์ในปี 2560 มีครบทั้งฝนดาวตกคืนวันแม่ 12-13 ส.ค.นี้ เดือนพ.ย. ปรากฎการณ์ดาวเคราะห์ชุมนุม ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก พร้อมชวนติดตามภารกิจยานแคสสินีสำรวจดาวเสาร์
วันนี้( 19 ม.ค. 2560) รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือสดร. พร้อมด้วย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการ และ ดร.พฤทธิ์ เจริญจิตติชัย นักวิจัย ร่วมกันแถลง 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2560 ได้แก่ วันที่ 7-8 เม.ย.นี้ ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก โดยดาวพฤหัสบดีมีความสุกสว่างมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปรากฏบนท้องฟ้ายาวนานตลอดทั้งคืน หากมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ก็จะเห็นแถบเมฆบนดาวพฤหัสบดีได้อย่างชัดเจน ส่วนวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ดาวเสาร์ใกล้โลก โดยมองเห็นดาวเสาร์พร้อมวงแหวนที่มีความสว่างมาก ปรากฏบนท้องฟ้ายาวนานตลอดทั้งคืนปรากฎการณ์ จันทรุปราคาในไทย และสุริยุปราคาในต่างประเทศ โดยจันทรุปราคาเงามัว เกิดขึ้นวันที่ 11 ก.พ.นี้ และ จันทรุปราคาบางส่วน วันที่ 7-8 ส.ค.นี้ โดยประเทศไทย สุริยุปราคา วงแหวน จะเกิดวันที่ 26 ก.พ.นี้ ส่วน และสุริยุปราคาเต็มดวงเต็มดวง วันที่ 22 ส.ค.นี้ จะไม่เห็นในประเทศไทย 

นอกจากนี้ยังมีฝนดาวตก มีให้ชมอย่างต่อเนื่องเกือบทุกเดือน ที่น่าติดตามในปีนี้ ได้แก่ ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ หรือฝนดาวตกวันแม่ วันที่ 12-13 ส.ค.นี้ และฝนดาวตกเจมินิดส์ วันที่ 13-14 ธ.ค.นี้ ขณะที่ยังมีปรากฎการณ์ ดาวเคราะห์ชุมนุม เป็นการกลับมาเคียงคู่กันอีกครั้งของดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีในช่วงเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 13 พ.ย.นี้ ส่วนปรากฏ การณ์และกิจกรรมดาราศาสตร์อื่นๆ ที่น่าติดตาม อาทิ ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก เป็นต้น

 

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ บอกอีกว่า ทั้งนี้อยากให้มีการติดตามความก้าวหน้าภารกิจยานอวกาศ โดยเริ่มจากการสำรวจดาวเสาร์ของยานแคสสินี ใกล้จะสิ้นสุดและทำลายตัวเองในเดือนก.ย.นี้ ส่วนการสำรวจดาวพฤหัสบดีของยานสำรวจอวกาศ จูโน การสำรวจดาวศุกร์ของยาน Akatsuki ขององค์การอวกาศญี่ปุ่น และหลากหลายยานสำรวจอวกาศที่มุ่งสู่ดาวอังคาร

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/259639

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1338889366175879

โนโรไวรัส : นักฆ่าแห่งฤดูหนาว

norovirus_cov

ช่วงนี้ หลายคนอาจจะเห็นข่าว หรือได้รับเรืองราวที่แชร์ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้ระวังโรคอาหารเป็นพิษ หรือโรคท้องร่วง จากการติดเชื้อโรคชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า “โนโรไวรัส” ที่ระบาดอยู่ในตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่เชื้อก่อท้องเสียไก่กาธรรมดาๆ เพราะเชื้อตัวนี้มีความสามารถพิเศษสามารถทนความร้อนได้สูง และที่สำคัญสามารถมีชีวิตรอดจากน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่นแอลกอฮอล์เจลได้ด้วย !!!

norovirus-faq
(ภาพจาก : cruisecritic.com)

Norovirus คืออะไร?

โนโรไวรัสเป็นเชื้อไวรัสแบบ Singla Strand – RNA ชนิดหนึ่งในวงศ์ Caliciviridae เดิมมีชื่อว่า Norwalk-like viruses ซึ่งพบการระบาดครั้งแรกที่เมือง Norwalk รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1968 และมักมีการระบาดรุนแรงในฤดูหนาว จึงมีอีกชื่อนึงว่า Snow Moutain Virus, Winter Vomiting Bug หรือ Winter Superbug

norovirus-life-cycle
วงจรชีวิตของ โนโรไวรัส (ภาพจาก : Nature Reviews Microbiology)

ลักษณะพิเศษของโนโรไวรัส

อย่างที่กล่าวไปตอนแรกว่า เจ้านี่ ไม่ใช่ไวรัสธรรมดาๆ แต่มันมีไอเทมพิเศษที่ทำให้เราไม่สามารถกำจัดมันได้ง่ายๆ ได้แก่

  • แพร่ระบาดง่ายและรวดเร็ว

ธรรมชาติของเชื้อนี้ เป็นเชื้อที่แพร่กระจายได้รวดเร็ว อีกทั้งการศึกษาทางจุลชีววิทยายังพบว่า มันเป็นเชื้อที่มี Infectious Dose ต่ำ หมายความว่า การติดเชื้อปริมาณน้อย เพียงแค่ไม่ถึง 100 ตัว ก็สามารถก่อโรคได้แล้ว

  • ช่องทางการติดเชื้อ

นับว่าโชคดีที่มัน ไม่ใช่เชื้อที่แพร่เชื้อทางอากาศ (Airbourne) ซึ่งเป็นช่องทางการแพร่เชื้อที่รุนแรงที่สุดได้ ทำให้เชื้อไม่ได้แพร่กระจายรุนแรงเหมือนพวกไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่เชื้อนี้ก็สามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายของเราได้ทางอาหารและน้ำที่มีเชื้อปนอยู่ (Fecal-oral Route) เช่น อาหารที่ปรุงไม่สุก รวมถึงสารคัดหลั่งต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งแม้ช่องทางนี้จะรุนแรงน้อยกว่า แต่ก็เป็นช่องทางที่ติดได้ไม่ยากนัก จึงต้องระมัดระวังในการรับประทานอาหารด้วย

  • ความทนทานของเชื้อ

เชื้อนี้สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีมาก ทนความร้อนได้สูงถึง 60 องศาเซลเซียสและมีชีวิตรอดที่จุดเยือกแข็งได้ และสามารถเกาะอยู่บนพื้นผิวสิ่งของ (นอก Host) ได้นานหลายวัน ซึ่งเชื้อไวรัสปกติไม่ถึกทนขนาดนี้ และที่สำคัญ เชื้อนี้ทนต่อสารชำระล้างและน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ นั่นหมายความว่า การล้างมือด้วยสบู่ที่ไม่นานพอ และการล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล ไม่สามารถฆ่าเชื้อชนิดนี้ได้ การฆ่าเชื้อให้หมดจำเป็นต้องใช้คลอรีนที่เข้มข้นตั้งแต่ 10 ppm ขึ้นไป ซึ่งเข้มข้นค่อนข้างมากและใช้ไม่ได้กับผลิตภัณฑ์อาหาร

ImageSource=RCSB PDB; StructureID=1ihm; DOI=http://dx.doi.org/10.2210/pdb1ihm/pdb;
X-ray crystallographic structure ของโนโรไวรัส (ภาพจาก wikipedia.org)

 

พันธุกรรมมนุษย์กับการติดเชื้อ

จากการศึกษาการติดเชื้อในระดับยีน มีการค้นพบว่า ในมนุษย์อย่างเราบางคน ก็มียีนต้านทานเชื้อโนโรไวรัสนี้อยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ในที่นี้จะขอเล่าเพียงคร่าวๆ ให้พอเข้าใจนะครับ โดยในคนเราบางคนจะมียีนชนิดหนึ่งซึ่งจะสร้างโปรตีนไปจับกับ Histo-blood Group Antigen ในหมู่เลือดต่างๆ ซึ่งในคนที่มียีนนี้จะสามารถต้านทานโนโรไวรัสบางสายพันธุ์ได้ ส่วนคนที่ไม่มียีนนี้จะไม่มีภูมิต้านทาน  แต่หากมีการกลายของยีนก็อาจจะสร้างโปรตีนชนิดนี้ได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยีนที่สร้างโปรตีนต้านทานไวรัสนี้จะทำงานมีประสิทธิภาพได้ดีไม่เท่ากันในแต่ละหมู่เลือด อีกทั้งยีนนี้ก็ไม่สามารถต้านทานโนโรไวรัสบางสายพันธุ์ได้ ดังนั้น จึงควรเฝ้าระวังเชื้อไวรัสชนิดนี้ ซึ่งพันธุกรรมกับการติดเชื้อโนโรไวรัสยังคงอยู่ในระยะศึกษาเพื่อหาวัคซีนป้องกันต่อไป

(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Personalized genetic testing and norovirus susceptibility และ wikipedia.org)

norovirus-map
แผนที่การระบาดของอาการท้องเสียจากโนโรไวรัส 2014 (ภาพจาก the lancet)

การระบาดและอาการของโรค

ไวรัสชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบเฉียบพลัน หรือที่รู้จักในชื่อ ไวรัสลงกระเพาะ/ลำไส้  มีอาการปวดท้อง อาเจียนและท้องเสีย อาจปวดศีรษะและมีไข้ร่วมด้วย มีกลุ่มเสี่ยงคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มักจะมีอาการภายใน 12-48 ชั่วโมงหลังติดเชื้อ

norovirus-symtomp
ระยะอาการของโรค (ภาพจาก Dr Deena’s Daily Dose)

การรักษา

เนื่องจากเป็นการติดเชื้อไวรัส ซึ่งไม่มียารักษาโดยตรง ให้รักษาตามอาการ ดื่มน้ำเกลือแร่โออาร์เอสเพื่อทดแทนการเสียน้ำและเกลือแร่ หรืออาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ร่วมกับการทานยาตามอาการ เช่นยาแก้ปวด/ลดไข้ อาการจะดีขึ้นและหายเองใน 2-3 วัน ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการให้ชัดเจนก่อนซื้อยามาทาน เพราะท้องเสียอาจมีทั้งเกิดจากไวรัส และแบคทีเรีย ซึ่งใช้ยารักษาต่างกัน

การทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) จะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น เพราะยาปฏิชีวนะจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น การติดเชื้อไวรัสไม่ต้องทาน แต่ใช้การรักษาตามอาการ การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อจะทำให้เชื้อเกิดการดื้อยาในการป่วยครั้งต่อๆ ไป

การป้องกันโรค

  • ก่อนทานอาหารควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ อย่างน้อย 1 นาที หรือนานเท่ากับร้องเพลงช้าง จบ 1 รอบ (ตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ) เพราะการล้างมือที่ไม่นานพออาจทำให้เชื้อถูกชะล้างออกไปไม่หมด
  • ปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนสูง ประมาณ 70-75 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ไปก่อนในช่วงนี้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับราวบันได เสารถไฟฟ้าและลูกบิดประตู หากสัมผัสควรล้างมือให้สะอาดด้วย
  • เฝ้าระวังในเด็กและผู้สูงอายุ หากมีอาการต้องสงสัย ควรพบแพทย์ทันที และไม่ควรซื้อยามาทานเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกรเพื่อป้องกันการรักษาไม่ตรงอาการและการดื้อยา

อ้างอิง: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, Centers for Diseases Control and Prevention (USA)กรมประมง, โรงพยาบาลธนบุรี, โรงพยาบาลสมิติเวช, Hfocus.org, NCBI, delish.com

ประโยชน์ของน้ำมันพืชกับการผลิตพลาสติกไฟเบอร์

พ่อครัวบ่อยครั้งจะมีการเติมน้ำมันมะกอกเข้าไปในสปาเก็ตตี้เพื่อช่วยให้ปรุงอาหารได้ง่ายขึ้นและช่วยเพิ่มรสชาติ การศึกษาในตอนนี้ค้บพบว่า น้ำมันมะกอกและน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ นั้นยังสามารถช่วยทำให้พลาสติกมีความแข็งแรงมากขึ้นในรูปแบบของไฟเบอร์อีกด้วย โดยไฟเบอร์เหล่านี้เหมาะที่จะใช้กับผลิตภัณฑ์จำพวกเสื้อกันกระสุนหรือเชือกที่ใช้ยึดกับสมอของหัวเจาะน้ำมัน

พลาสติกทุกชนิดนั้นจะเป็นโมเลกุลที่มีสายโซ่ยาวคล้ายกับเส้นสปาเก็ตตี้ ซึ่งเราเรียกว่า พอลิเมอร์ มีอยู่พอลิเมอร์ชนิดหนึ่งที่มีความยาวของสายโซ่มากเป็นพิเศษ ซึ่งก็คือ พอลิเอททิลลีนหรือ PE ชื่อทางเคมีของมันแบบเต็มๆ คือ ultra high molecular weight polyethylene ซึ่งโมเลกุลของพลาสติกชนิดนี้จะมีมากกว่าชนิดอื่นๆของมันเกือบ 20 เท่า

“มันเป็นโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่มาก” Theo Tervoort กล่าว เขาเป็นนักวัสดุศาสตร์ซึ่งทำงานให้กับโครงการหนึ่งที่ Swiss Federal Institute of Technology ในซูริค

โมเลกุลที่มีขนาดยาวมาก ๆ นี้มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก แต่กระบวนการผลิตนั้นทำให้มันพันกัน โมเลกุลที่มีความยาวแบบนี้ต้องถูกดึงและยืดออกก่อนที่จะนำไปทำเป็นไฟเบอร์และถักถอในรูปแบบของเส้นใยหรือมัดให้เป็นเชือก ซึ่งน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ นั้นสามารถช่วยได้

ถ้าพวกเราต้องการที่จะคลายเกลียวของสปาเก็ตตี้ คุณก็แค่วางเส้นในหม้อใส่น้ำขนาดใหญ่ ปมที่มัดกันไว้ก็จะเริ่มคลายตัว ในโรงงานที่ผลิตไฟเบอร์จากสายโซ่โมเลกุลที่ยาวของ PE ก็ทำในลักษณะเดียวกัน แต่แทนที่มันจะเป็นน้ำ พวกเขาใช้ตัวทำละลายที่ระเหยได้อย่างรวดเร็วแทน

การผสม PE ลงในตัวทำละลายทำให้สายโซ่พอลิเมอร์ไม่พันกัน หลังจากนั้นสายโซ่ของ PE จะถูกให้ความร้อนและยืดออก ในระหว่างที่ทำการยืด สายโซ่ทั้งหมดจะมีทิศทางเพียงทางเดียว ซึ่งนั่นทำให้ได้พลาสติกที่มีความแข็งแรง จนถึงขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ตัวทำละลายก็จะค่อย ๆ ระเหยออกไปเอง

แต่มันมีปัญหาอยู่คือ การหายใจเอาไอระเหยของตัวทำละลายเข้าไปสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับปอดของพนักงานหรือก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้ รวมไปถึงโรคมะเร็งด้วย ไอระเหยยังสามารถช่วยให้เกิดหมอกควันที่เป็นพิษอีกด้วย ดังนั้นโรงงานต้องทำการเก็บไอระเหยเหล่านี้และทำการรีไซเคิลตัวทำละลายด้วย

ทั้ง ๆ ที่มีปัญหานี้อยู่ แต่ตัวทำละลายนี้ก็ถูกใช้ในกระบวนการผลิตไฟเบอร์ของ PE มาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว

แรงบันดาลใจ

Tervoort และทีมวิจัยของเขาได้บังเอิญค้นพบการใช้น้ำมันกับพลาสติกในขณะที่เขาพยายามจะทำการพัฒนาชนิดของขี้ผึ้งที่ใช้บนแผ่นสกี การใช้ขี้ผึ้งเหลวนั้นช่วยให้สกีนั้นเคลื่อนตัวได้อย่างง่ายได้บนหิมะ แต่การทาขี้ผึ้งนั้นยากและวุ่นวายมาก กลุ่มของ Tervoort จึงใส่บางส่วนของโมเลกุล PE ที่มีสายโซ่ยาวนี้เข้าไปในขี้ผึ้งด้วย พวกเขาคิดว่าน่าพวกเขาสามารถทำให้ขี้ผึ้งให้เป็นแผ่นฟิล์มได้ ซึ่งทำให้นำไปแปะบนสกีได้ง่ายขึ้น และที่น่าแปลกใจคือ ขี้ผึ้งสามารถทำให้โมเลกุลของ PE ที่พันกัน ยืดตรงออกได้

ขี้ผึ้งนั้นเป็นน้ำมันชนิดหนึ่ง ดังนั้นกลุ่มวิจัยนี้ได้ลองใช้น้ำมันแทนที่จะเป็นตัวทำละลายที่ทำให้ไฟเบอร์ของ PE นั้นยืดตัวออกมา น้ำมันมะกอกและน้ำมันถั่วก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งสารเคมีส่วนใหญ่ในน้ำมันคือ stearic acid ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบได้มากในไขมันที่มาจากพืชและสัตว์

นักวิจัยได้อธิบายการค้นพบของพวกเขาไว้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ใน Macromolecule

น้ำมันที่ได้จากพืชนั้นปลอดภัยกว่าและดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าตัวทำละลายที่ใช้กันอยู่ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย PE นั้นถูกยืดออกได้มากกว่าในระหว่างกระบวนการผลิตและทำได้ไฟเบอร์ที่มีขนาดที่ยาวกว่าเช่นกัน “คุณจะได้ไฟเบอร์คุณภาพดีกว่า” Tervoort กล่าว ทีมวิจัยสามารถผลิตไฟเบอร์ของ PE ที่มีความแข็งแรงมากกว่าไฟเบอร์ PE อื่น ๆ ที่ใช้ตัวทำละลายเกือบสองเท่า

ยังไม่ชัดเจนว่าทำไมน้ำมันพืชสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี หนึ่งในความคิดคือ บางทีมันอาจจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึกของ PE ในขณะที่เปลี่ยนเป็นของแข็ง “นั่นเป็นสิ่งที่พวกเรากำลังค้นหาคำตอบกันอยู่” Tervoort กล่าว

ที่มา: https://student.societyforscience.org/article/olive-oil-untangles-plastic

อ่านเพิ่มเติม

Original Journal Source: R Schaller et al. High-performance polyethylene fibers “al dente:” improved gel-spinning of ultrahigh molecultar weight polyethylene using vegetable oils. Macromolecules. Vol. 48, November 30, 2015, p. 8877. doi: 10.1021/acs.macromol.5b02211.

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504307
https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1321102454621237

 

​การเพิกเฉยต่อสิ่งต่างๆนั้นทำให้เรามีประสิทธิภาพมากขึ้น

คงไม่มีใครอยากจะคิดว่าตัวเองนั้นเป็นคนที่ไม่สนใจสิ่งต่างๆ แต่กลับกลายเป็นว่าในบางครั้ง การไม่สนใจต่อสิ่งต่างๆนั้นก็อาจจะมีประโยชน์ได้ ซึ่งเป็นการอ้างอิงจากงานวิจัยใหม่ชิ้นหนึ่ง

นักวิจัยในสหรัฐฯได้พบว่าเวลาที่คนนั้นที่ถูกขอให้เพิกเฉยหรือไม่สนใจข้อมูลบางอย่างนั้นช่วยทำให้พวกเขามีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำงานบางอย่างที่ต้องใช้การมองเห็น ซึ่งเช่นเดียวกับการที่เรารู้ว่าเราต้องการจะหาอะไรนั้นช่วยให้เราหาของเจอได้เร็วขึ้น ในทางกลับกัน การรู้ว่าอะไรที่ไม่ต้องให้ความสนใจก็ช่วยให้เกิดผลเช่นเดียวกัน

“ผู้ที่สามารถเพิกเฉยต่อข้อมูลที่ทำให้สับสนนั้นจะมีประสิทธิภาพในการค้นหาทางด้านสายตาที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นความสามารถที่สำคัญสำหรับนักค้นหามืออาชีพเช่นแพทย์รังสีวิทยาและผู้ตรวจค้นกระเป๋าเดินทางที่สนามบิน” Corbin A. Cunningham ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิจัยจาก Johns Hopkins University กล่าว “งานชิ้นนี้นั้นมีความสามารถที่จะช่วยอาชีพที่อาศัยการค้นหาด้วยสายตาด้วยโปรแกรมการฝึกฝนต่างๆในอนาคต”

ในขณะที่งานวิจัยในอดีตนั้นพบว่าการป้อนข้อมูลที่ไม่จำเป็นนั้นทำให้การค้นหาช้าลง งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ชี้ว่าเวลาเมื่อเรามีเวลาเพียงพอที่จะเรียนรู้ว่าเราควรเพิกเฉยต่ออะไรบ้างแล้วล่ะก็ มันจะช่วยให้เราค้นหาได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในที่สุด

เพื่อที่จะทดสอบทฤษฎีดังกล่าว นักวิจัยได้ขอให้ผู้เข้าร่วมนั้นหาตัวหนังสือบางตัวจากกองตัวหนังสือที่ฉายอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งในการทดสอบบางครั้งนั้นก็มีการบอกใบ้ผู้เข้าร่วมเช่นสีที่พวกเขาไม่ควรให้ความสนใจ แต่ในบางครั้งก็ไม่มีการบอกใบ้ใดๆเลย

การค้นพบครั้งนี้ได้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Psychological Science ได้แสดงให้เห็นว่าเวลาที่ผู้เข้าร่วมถูกบอกใบ้สีที่ไม่ต้องสนใจแล้วล่ะก็จะส่งผลให้พวกเขาค้นหาได้ช้าลงในช่วงแรก แต่หลังจากถูกบอกให้ไม่สนใจสีดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดการทดสอบหลายๆครั้ง (ประมาณ 100 ครั้ง) พวกเขาเริ่มที่จะระบุตัวอักษรเป้าหมายได้เร็วขึ้นกว่าผู้ที่ไม่ได้ถูกบอกว่าต้องมองข้ามสีอะไรบ้างระหว่างการค้นหาเป็นอย่างมาก

“ความสนใจนั้นมักถูกมองว่าเป็นอะไรที่เพิ่มคุณภาพการประมวลผลวัตถุต่างๆที่สำคัญในโลก” Howard Egeth ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาในทีมกล่าว “การวิจัยครั้งนี้ได้เน้นความสำคัญของการจำกัดสิ่งเร้าต่างๆที่แข่งกันแย่งความสนใจของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นด้านมืดของความสนใจ”

อีกความหมายหนึ่งก็คือ ความสามารถในการเพิกเฉยต่อสิ่งต่างๆนั้นมีส่วนสำคัญของความสามารถของเราในการให้ความสนใจกับสิ่งที่สำคัญจริงๆได้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิจัยได้สนใจด้านดังกล่าวของวิทยาศาสตร์สมอง ซึ่งในปีที่ผ่านมานั้น มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ค้นพบว่าสมองของเรานั้นสามารถปล่อยปละละเลยได้อย่าง “มีประสิทธิภาพที่สุด” เวลาที่เราสามารถเพิกเฉยต่อสิ่งต่างๆเช่นความรู้สึกเจ็บปวด “นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกลไกที่สมองเลือกใช้เพื่อกีดกันสิ่งก่อกวนต่างๆในสิ่งแวดล้อม” นักวิจัยกล่าว

นักวิทยาศาสตร์นั้นคิดว่าความสามารถในการกีดกันข้อมูลส่วนเกินนั้นสำคัญต่อวิธีการที่เราประมวลผลข้อมูลต่างๆ โดยงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งโดยนักวิจัยที่ US National Institute of Neurological Disorders and Stroke เมื่อปีที่แล้วได้ทำแผนที่วงจรต่างๆในสมองของหนูซึ่งเชื่อว่าจะมีส่วนรับผิดชอบต่อการเพิกเฉยต่อสิ่งก่อกวนต่างๆที่มีมากเกินไป

ซึ่งถ้าวงจรเหล่านี้หยุดทำงานไปล่ะก็ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเราก็จะไม่รู้ว่าเราควรเพิกเฉยกับอะไร และเราก็จะไม่รู้ว่าเราควรจะให้ความสนใจกับอะไรด้วย

“เรามักใช้สิ่งเร้าทางประสาทที่เข้ามาหาเราเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์จากทั้งหมดเพื่อชี้นำพฤติกรรมของเรา แต่ในอาการผิดปกติทางระบบประสาทหลายอย่างนั้นสมองต้องแบกรับภาระมากเกินไป” หนึ่งในนักวิจัยกล่าว “สมองได้รับข้อมูลที่ไม่ได้ถูกควบคุมเป็นอย่างดีเพราะหน้าที่การกรองของสมองนี้อาจมีข้อผิดพลาดก็เป็นได้”

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่มีใครบอกว่าคุณกำลังไม่ได้ใส่ใจนั้นก็ลองคิดว่ามันเป็นคำชมดูก็เป็นได้

ที่มา : www.sciencealert.com/getting-better-at-ignoring-things-makes-you-more-efficient-study-finds

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504418