คลังเก็บหมวดหมู่: พรรณิฐา พรรณจันทร์แม้น

ผู้ป่วยอัมพาตขยับมือได้อีกครั้ง ด้วยการฝังชิปลงในสมอง

ชาย อัมพาตขยับมือได้ อีกครั้ง

เป้าหมายของนักวิจัยทางการแพทย์หลายๆ คนในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา มีเป้าหมายที่จะฟื้นสภาพผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาต หลอดเลือดในสมอง หรือได้รับอุบัติเหตทางสมองให้กลับมาใช้ชีวิต เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างปกติอีกครั้ง และเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับการแพทย์สมัยใหม่ โดยในไม่กี่ปีมานี้ นักวิจัยทั้งหลายได้นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปลูกถ่ายเข้าไปในสมอง มันสามารถสร้างคลื่นประสาทเทียมทำให้ขยับกล้ามเนื้อหรือส่วนอื่นๆ และในครั้งล่าสุดนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้ชายผู้เป็น อัมพาตขยับมือได้ อีกครั้ง ซึ่งนี่อาจเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการการแพทย์เลยก็ว่าได้

ก่อนจะกลายเป็นอัมพาต

นาย Burkhart เมื่ออายุ 18 ปี ได้ไปเที่ยวในวันหยุดกับเพื่อนๆ แต่โชคไม่ดีที่เขาประสบอุบัติเหตุทำให้เส้นประสาทไขสันหลังได้รับความเสียหาย กลายเป็นอัมพาตตั้งแต่หน้าอกลงไป

แต่โชคก็ยังเข้าข้างเมื่อทีมนักวิจัยจากสถาบัน Ohio State และ Battelle Memorial กำลังหาผู้ป่วยที่ต้องการจะทดลองระบบที่พวกเขากำลังพัฒนาขึ้น และนั่นทำให้ Burkhart ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้อย่างไม่ลังเล

เขากลับมาขยับมืออีกครั้งได้อย่างไร

การทำให้เส้นประสาทกลับมาทำงานได้อีกครั้งเกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3 ชิ้นที่ทำงานร่วมกันนั่นคือ

  1. ชิปขนาดเล็ก ฝังเข้าไปในสมองซีกซ้ายเพื่อทำหน้าที่รับคลื่นจากสมองผ่าน Microelectrode
  2. คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัลกอลิธึมทำหน้าที่ในการแปลสัญญาณจากสมอง
  3. แผ่นส่งคลื่นไฟฟ้าชนิดพิเศษ ที่เอาไว้แปะโดยรอบแขน ทำหน้าที่ในการกระตุ้นกล้ามเนื้อ

ในขั้นตอนแรกนั้นคือการฝังชิปลงไปในสมองของ Burkhart เพื่อตรวจสอบว่าบริเวณไหนในสมองที่ทำหน้าที่ในการควบคุมความเคลื่อนไหวของมือ โดยทีมนักวิจัยได้ใช้เครื่อง MRI ในการประเมินผลการตอบสนองของสมอง ในระหว่างที่ Burkhart คิดถึงความเคลื่อนไหวของมือ และนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลผลที่คอมพิวเตอร์

จากนั้นคอมพิวเตอร์จะประมวลผล (decode) สัญญาณที่เกิดขึ้นโดยใช้อัลกอลิธึมและส่งข้อมูลต่อไปที่แผ่นชนิดพิเศษที่พันรอบแขนของเขาเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อขยับตามการเคลื่อนไหวที่สมองคิด

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ Burkhart จะพยายามเคลื่อนไหวแขนของเขาได้นั้น เขาได้ใช้เวลาในการฝึกจินตนาการการเคลื่อนไหวต่างๆ ของแขนในหลายๆ รูปแบบก่อนเพื่อให้คอมพิวเตอร์ได้บันทึกข้อมูลไว้ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือนหลังการผ่าตัดฝังชิป ทีมนักวิจัยจึงได้เริ่มการทดลองในขั้นตอนขยับมือจริงๆ เป็นครั้งแรก

fingers_flex_Burkhart

ในช่วงแรกนั้นนาย Burkhart ขยับได้เพียงแค่นิ้วมือ หลังจากนั้นจึงสามารถหยิบจับมือถือและถือช้อนได้แล้ว ซึ่งในการฝึกขยับนิ้วมือนั้นเขาเล่นได้เกม Frets on Fire ที่มีลักษณะคล้าย Guitar Hero แต่ดัดแปลงให้เล่นได้ด้วยมือเดียว

Burkhart playing Frets on Fire

การฝึกฝนที่ต้องใช้เวลา อนาคตของการทดลอง

“เขาไม่เพียงแต่ยกวัตถุต่างๆ ได้เท่านั้น แต่เขายังสามารถจัดการกับวัตถุต่างๆ ในชีวิตได้มากขึ้น เช่น ในระหว่างที่เขาหยิบแก้วด้วยมือข้างหนึ่ง เขาสามารถใช้มืออีกข้างหนึ่งหยิบแท่งคน และยังสามารถใช้มือทำงานที่ละเอียดอ่อนได้มากขึ้นอีกด้วย” Chad Bouton นักประสาทวิทยาแห่งสถาบัน Feinstein เพื่อการวิจัยทางการแพทย์ ผู้เป็นหนึ่งในทีมวิจัยกล่าว

fingers_flex_Burkhart 2

เป็นครั้งแรกของโลก ที่มนุษย์สามารถกลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกครั้งหลังจากกลายเป็นอัมพาต มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่มากในวงการการแพทย์

แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเริ่มขยับมือเพื่อทำงานที่ยากและซับซ้อนขึ้นได้ แต่เขายังไม่ได้สามารถใช้นิ้วในการพิมพ์คีย์บอร์ด (เพราะต้องมีการแผ่นิ้วมือวางลงบนแป้นพิมพ์) เนื่องจากว่าชิปขนาดเล็กที่ฝันลงไปในสมองของเขานั้น ประกอบด้วย electrode เพียง 96 ชิ้น ไม่เพียงพอต่อการแปลข้อมูลได้มากพอเมื่อต้องทำงานที่ต้องอาศัยความแม่นยำ แต่ทีมนักวิจัยก็มีแผนว่าจะเพิ่ม electrode เป็น 1-2 พันชิ้น และกำจัดสายไฟที่ต่อออกมาจากสมองให้หมด หันไปใช้อุปกรณ์แบบ wireless แทนในอนาคต

อย่างไรก็ตามระบบนี้ยังอยู่ในขั้นทดลอง จึงยังไม่อาจทราบราคาหากนำมาใช้จริงได้ แต่มันจะไม่ได้มีราคาถูกอย่างแน่นอน และในการฝังชิปขนาดเล็กนี้ลงไปในสมองนั้นยังต้องมีการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนชิปใหม่ทุกๆ 5 ปี

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ การรักษาด้วยวิธีนี้จึงอาจยังไม่พร้อมที่จะใช้ในวงการแพทย์ทั่วไปจริงๆ ในเร็วๆ นี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านาย Burkhart จะเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่จะได้รับการรักษา โดยในขณะนี้ได้มีคนไข้รายที่ 2 อยู่ในระหว่างรอเข้ารับการทดลองในช่วงฤดูร้อนที่จะถึงนี้แล้ว นั่นหมายความว่าการรักษาแบบนี้ยังคงได้รับการพัฒนาในขั้นต่อๆ ไป

ที่มา : https://soscity.co/news/biology/now-a-human-with-paralysis-can-move-his-hands-again

อ้างอิง: Discovery News, Mashable, The Verge

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1386245624773586

 

รื้อไฟล์เก่า! ทริคง่ายๆ ให้คุณชาร์จแบตไอโฟนเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว

ทุกวันนี้เราได้เห็นฟีเจอร์ชาร์จแบตเตอรีเร็วปรากฏในมือถือแอนดรอยด์มากมายหลายรุ่น ที่ชูจุดขายว่าสามารถชาร์จแบตฯ ได้ถึง 50% ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง แต่ขณะเดียวกันทางฝั่ง Apple นั้นยังไม่ได้เปิดตัวเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมดังกล่าวบนไอโฟนบ้างเลย อย่างไรก็ตาม วันนี้เรามีทริคดีๆ มาให้สาวกผลไม้ไปปรับใช้เพื่อชาร์จแบตไอโฟนของคุณได้ไวขึ้นกว่าเดิมได้เช่นกัน

เคล็ดลับอย่างแรกเลยคือการเปลี่ยนมาใช้อแดปเตอร์ของไอแพดมาชาร์จกับไอโฟนของคุณ ซึ่งตัวอแดปเตอร์แปลงไฟของไอแพดนั้นมีขนาด 12 วัตต์ (แบบ 2.1 แอมป์) มากกว่าอแดปเตอร์ของไอโฟนที่มีขนาด 5 วัตต์ (1 แอมป์) โดยในเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ Apple นั้นระบุว่าไว้ว่าอแดปเตอร์ขนาด 10 และ 12 วัตต์นี้สามารถใช้ชาร์จกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Apple อย่าง ไอโฟน หรือ Apple Watch รวมทั้งอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัย (แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นอุปกรณ์ของแท้ของ Apple เท่านั้น)

วิธีต่อมาคือชาร์จแบตฯ ไอโฟนให้เร็วขึ้นด้วยการเปิด Airplane Mode ระหว่างชาร์จแบตเตอรี ซึ่ง Michael Potuck คอลัมนิสต์ของเว็บไซต์ 9to5Mac ก็ได้ทดสอบใช้ iPhone 7 Plus ของเขาทำการชาร์จทั้ง 2 วิธีและพบว่าชาร์จแบตฯ ได้รวดเร็วขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว โดยสามารถชาร์จแบตฯ iPhone 7 Plus ให้เต็มได้ภายใน 2 ชั่วโมง ด้วยอแดปเตอร์ไอแพด 12 วัตต์ จากเดิมที่ชาร์จอแดปเตอร์ไอโฟน 5 วัตต์ นั้นต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมงจึงจะชาร์จได้เต็ม

ที่มา : https://www.beartai.com/news/itnews/155652

แบตฯ แบบใหม่ จุไฟได้มากกว่าเดิม 3 เท่า ชาร์จเติมภายในเวลาไม่กี่นาที ถูกคิดค้นโดยลุงวัย 94

แบตฯ แบบใหม่ จุไฟได้มากกว่าเดิม 3 เท่า ชาร์จเติมภายในเวลาไม่กี่นาที ถูกคิดค้นโดยลุงวัย 94

ชายอายุ 94 ปี นาม John B. Goodenough ไม่ใช่บุคคล No name ในวงการแบตเตอรี่แต่อย่างใด เขาเป็นศาสตร์ตราจารย์ผู้ทรงเกียรติคุณ ประจำแผนกวิชาวิศวกรรมแห่งมหาวิทยาลัย Texas และผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ของเขาที่คนทั้งโลกต้องยอมคารวะคือ เขาเป็นผู้คิดค้นแบตเตอรี่แบบ lithium-ion (Li-ion) แบตเตอรี่ขนาดเล็กๆ จุพลังงานไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก ที่มีใช้กันอยู่ในเครื่องสมาร์ทโฟนของเรานั่นเอง ซึ่งถ้าคุณลุง John ไม่คิดค้นแบตเตอรี่แบบ Li-ion ก็สุดจะคาดเดาว่า เราจะมีสมาร์ทโฟนเครื่องเล็กๆ ใช้กันในทุกวันนี้หรือไม่

และในเวลานี้ คุณลุง John ได้ร่วมกับงานกับนักวิจัยนาม Maria Helena Braga เพื่อดูแลทีมนักวิจัยในโครงการประดิษฐ์คิดค้นแบตเตอรี่แบบก้อนแข็ง (Solid-state battery) รูปแบบใหม่ ที่ปลอดภัยกว่า และมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบตฯ Li-ion

แบตเตอรี่รูปแบบใหม่ ใช้สาร โซเดียม หรือลิเธียม ที่ถูกห่อหุ้มด้วยชั้นแก้วอิเล็กโทรไลต์ (อิเล็กโทรไลต์ คือสารที่สามารถนำไฟฟ้าได้เมื่ออยู่ในสภาวะของเหลว) คุณสมบัติอันน่าทึ่งของแบตเตอรี่แบบใหม่นี้คือ สามารถชาร์จพลังงานให้เต็มได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เทียบกับแบตฯ Li-ion ของสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่ใช้เวลาชาร์จเป็่นชั่วโมง และแบตเตอรี่แบบใหม่นี้ยังมีความทนทานต่ออุณหภูมิ สามารถใช้งานในสภาวะเยือกแข็ง หรือในสภาพอากาศร้อนได้เป็นอย่างดี (-20 ถึง 60 องศาเซลเซียส) โดยการทดสอบในเบื้องต้น พบว่าแบตฯ แบบใหม่นี้ รองรับรองการชาร์จได้สูงถึง 1,200 รอบ สูงกว่าแบตฯ Li-ion และจุดเด่นของ แบตเตอรี่แบบใหม่นี้คือ ไม่มีส่วนประกอบที่อาจทำให้แบตเตอรี่ลุกไหม้ได้ ทำให้แบตฯ แบบใหม่ของลุง John โดดเด่นกว่าแบตฯ แบบ Li-ion อย่างชัดเจน ในเรื่องของความปลอดภัย

ลุง John กล่าวว่า “เทคโนโลยีแบบใหม่นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยแบตฯ รูปแบบใหม่ที่ราคาถูกลง ปลอดภัยกว่า แถมยังจุพลังไฟได้มากกว่าเดิม และเรื่องจำนวนรอบการชาร์จที่แบตฯ สามารถรองรับได้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับการยอมรับมากขึ้น และเชื่อว่าการค้นพบใหม่ของเรา สามารถแก้ปัญหาของระบบแบตเตอรี่ในปัจจุบันได้”

โดยในช่วงเวลานี้ แบตเตอรี่รูปแบบใหม่อยู่ในขั้นตอนของห้องปฏิบัติการ และยังคงต้องมีการพัฒนาต่อไปจนกว่าจะถึงจุดที่เทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานได้อย่างจริงจัง จึงจะเริ่มมีการมองหาบริษัทเอกชนเพื่อการผลิตออกวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไปครับ
ที่มา : www.digitaltrends.com , th.wikipedia.org ,https://news.thaiware.com/9762.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1373655816032567

 

แอมดอกซ์เอาใจคนรุ่นใหม่ เปิดตัวระบบจัดการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน

แอมดอกซ์เอาใจคนรุ่นใหม่ เปิดตัวระบบจัดการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน

บริษัท แอมดอกซ์ (Amdocs) ผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านซอฟต์แวร์ระบบบริการลูกค้า ประกาศเปิดตัว การให้บริการระบบจัดการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน หรือ Amdocs Mobile Financial Services Solution ซึ่งรองรับการใช้งานของผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน เช่น การสื่อสาร การค้าปลีกและการบริการทางการเงิน โดยสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่บริการ Mobile Wallet มีระบบสะสมแต้มเพื่อใช้เป็นส่วนลดหรือเงินทุนหมุนเวียน และสำหรับลูกค้าที่ไม่มีบัญชีธนาคารสามารถใช้บัตรเหล่านี้ในการใช้จ่ายในร้านค้า รวมถึงถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มและซื้อสินค้าออนไลน์ได้อีกด้วย
ระบบการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟนจาก “แอมดอกซ์” สามารถใช้งานบนระบบคลาวด์ได้อย่างรวดเร็ว มีความปลอดภัยสูง โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นของบริการนี้คือ
– มีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ใบเดียวก็สามารถจัดการด้านการเงินได้ทั้งหมด เช่น เงินเดือน สวัสดิการ บัตรเครดิต บัตรเดบิต คูปอง เงินโอน และธุรกรรมการธนาคารชุมชน (micro-banking) ต่างๆ เช่นเงินกู้ เงินประกัน ตลอดจนการสะสมแต้ม และการจ่ายเติมเงินต่างๆ
– มีการนำเสนอบริการทางการเงินใหม่ๆได้อย่างรวดเร็วทันใจ เช่น ระบบการชำระเงินหรือซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของกลุ่มลูกค้า และสนับสนุนบริการทางการเงินที่หลากหลายได้อย่างครบวงจร
– สามารถรวมการจ่ายและชำระค่าบริการของพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถรับชำระหรือชำระค่าบริการกับพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น บริษัทบัตรเครดิต องค์กรสาธารณูปโภค บริษัทผู้ว่าจ้างเป็นไปอย่างราบรื่น
– สามารถสร้างความมั่นใจในเชิงปฏิบัติการ  โดยบริษัทแอมดอกซ์มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบบริหารจัดการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟนให้กับบริษัทผู้ใช้บริการตลอดการใช้งาน ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเชิงเทคนิค การวางระบบ และการเริ่มเปิดใช้ ไปจนถึงการใช้งานในแต่ละวัน
– ช่วยในการเร่งขับเคลื่อนและมุ่งเน้นความเติบโตทางธุรกิจ โดยเน้นที่การออกแบบการใช้งานและผลตอบรับทางการตลาดสำหรับบริการใหม่ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้ ไปจนถึงการสร้างแนวคิด จัดทำตัวต้นแบบ วิเคราะห์ความพร้อมของตลาด และการวางกลยุทธ์เพื่อเจาะตลาด
จากผลวิจัยทางการตลาดของบริษัทแอมดอกซ์ พบว่าประชากรราว 2.5 พันล้านคนทั่วโลกไม่มีบัญชีธนาคาร แต่ประชาชนประมาณ 1.7 พันล้านคนในกลุ่มนี้กลับมีโทรศัพท์มือถือ ย่อมแสดงให้เห็นถึงโอกาสทางการตลาดสำหรับผู้ปฏิบัติงานเครือข่าย และธนาคาร ที่จะสร้างความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการทางด้านการเงินในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ภาพจาก  http://www.dgmasia.com/articles/42314217/AmdocsCMS.html
ที่มาของข้อมูล
[1]Amdocs เปิดตัว ระบบจัดการด้านบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน, [อินเทอร์เน็ต]. 2560 (เข้าถึงเมื่อ 23 มกราคม 2560). เข้าได้จาก: http://tech.mthai.com/it-news/62480.html
[2]“แอมดอกซ์” เปิดตัวระบบจัดการด้านการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน (Mobile Financial Services Card) , [อินเทอร์เน็ต]. 2560 (เข้าถึงเมื่อ 23 มกราคม 2560). เข้าได้จาก: http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9590000114438

ที่มา : http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6103:2017-02-21-03-51-00&Itemid=297

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1373064842758331

 

“Nimb”แหวนนิรภัย ขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน

IBM สร้างโมเลกุลยักษ์ มีความสามารถในการกำจัดไวรัสได้หลายชนิด

บริษัท IBM ร่วมกับสถาบัน Institute of Bioengineering and Nanotechnology (IBN) ในประเทศสิงคโปร์ ได้เผยถึงงานวิจัยในการสร้างโมเลกุลยักษ์ (macromolecule) ให้มีความสามารถในการตรวจจับและกำจัดไวรัสได้หลายชนิด โดยปัจจุบันประสบความสำเร็จในการกำจัดไวรัสอีโบล่า ไข้เด็งกี่ ไข้หวัดใหญ่ ชิคุนกุนย่า และอื่นๆ ในห้องทดลอง

โมเลกุลยักษ์ พร้อมความสามารถในการกำจัดไวรัสหลายชนิด

งานวิจัยนี้เผยแพร่ในวารสาร Macromolecules โดยทีมนักวิจัยได้สร้างโมเลกุลยักษ์ให้มีเป้าหมายไปที่ไกลโคโปรตีน ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวนอกของไวรัสและมีความสามารถในการไปจับกับเซลล์ภายในร่างกายได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้เซลล์ของเราติดเชื้อและกลายเป็นโรคได้ในที่สุด

ขั้นตอนในการกำจัดไวรัสของโมเลกุลยักษ์นี้คือ

  1. เข้าไปจับกับไกลโคโปรตีนบนผิวนอกของไวรัส ทำให้ไวรัสไม่สามารถไปจับกับตัวรับ (receptor) บนผิวเซลล์มนุษย์เพื่อให้เกิดการติดเชื้อได้
  2. มีน้ำตาลที่เรียกว่า mannose ที่สามารถไปแย่งไวรัสจับกับตัวรับบนผิวเซลล์มนุษย์ได้เลยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  3. ถ้าไวรัสรอดจาก 2 วิธีข้างบนไปได้ โมเลกุลยักษ์จะมีท่าไม้ตายคือ จะทำให้ภายในเซลล์มนุษย์มีความเป็นเบสมากขึ้น ทำให้ไม่เอื้อต่อการจำลองตัวเองของไวรัส

แบบภาพแสดง โมเลกุลยักษ์ กำจัดไวรัส

นักวิจัยกลุ่มนี้ไม่ได้สร้างโมเลกุลยักษ์ให้มีเป้าหมายไปที่ RNA หรือ DNA ของไวรัส ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการต้านไวรัสแบบอื่นๆ เนื่องจากไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย ทำให้ยากต่อการกำหนดเป้าหมายที่แน่นอนของโมเลกุลที่จะสร้างขึ้น

โมเลกุลยักษ์นี้เข้าใกล้ความจริงแค่ไหนแล้ว

การทดลองภายในแลป โมเลกุลยักษ์นี้ประสบความสำเร็จในการต้านไวรัสบางชนิด ซึ่งรวมถึงไวรัสอีโบล่า โรคมาร์บูร์ก ไข้เด็งกี ไข้หวัดใหญ่ ชิคุนกุนย่า และไวรัสอื่นๆ ที่ทีมนักวิจัยคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ ทำให้งานวิจัยนี้ดูมีความหวังในอนาคต แต่ก็ยังคงต้องอาศัยการทดลองอื่นๆ อีกมาก ก่อนที่จะนำมาทดลองใช้ในมนุษย์

ภาพจากกล้องอิเล็กตรอนแบบส่องกราด ลงสีจำลอง แสดงให้เห็นเซลล์ VERO E6 (สีเหลือง) ติดเชื้อไวรัสอีโบล่า (สีน้ำเงิน)
ภาพจากกล้องอิเล็กตรอนแบบส่องกราด ลงสีจำลอง แสดงให้เห็นเซลล์ VERO E6 (สีเหลือง) ติดเชื้อไวรัสอีโบล่า (สีน้ำเงิน)

อ้างอิง: Popular Science, Fast Company

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1357796357618513

เครื่องพิมพ์แบบสามมิติเป็นหนทางที่ดีสำหรับการสร้างแม่เหล็ก

2D-Printer-VS-3D-Printer-1024x478

แม่เหล็กกำลังสูงนั้นอยู่รอบๆตัวเรา พวกมันสามารถถูกพบได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ลำโพงไปจนกระทั่งฮาร์ดไดรฟ์ในคอมพิวเตอร์ พวกมันยังเป็นกุญแจสำคัญของหลายๆมอเตอร์ที่ช่วยให้ลิฟท์หรือรถยนต์ทำงานได้ และพวกมันมีความต้องการที่สูงมากในเกือบทุกๆที่ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรพยายามหาทางที่จะพัฒนาพวกมัน และในตอนนี้ กลุ่มของนักวิจัยได้ค้นพบหนทางใหม่ พวกเขาสร้างพวกมันขึ้นจากการพิมพ์แบบสามมิติ

อุปกรณ์แม่เหล็กเหล่านี้ไม่เหมือนกับแม่เหล็กที่พวกเราใช้ติดหน้าตู้เย็น แม่เหล็กเหล่านี้ทำจากวัตถุ rare earth ซึ่งเป็นกลุ่มของธาตุโลหะที่มีแนวโน้มหาได้ยากและยากต่อการทำเหมืองในปริมาณมาก จึงทำให้มีมูลค่าที่สูงมาก ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์อยากที่จะหาวิธีการใช้งานธาตุในกลุ่มนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Parans Paranthaman เป็นนักวัสดุศาสตร์จาก Oak Ridge National Laboratory ใน Tennessee กลุ่มของเขาทำการค้นหาหนทางเพื่อจะสร้างแม่เหล็กที่มีพลังงานสูงในรูปแบบหรือขนาดใดๆก็ตาม นักวิจัยเหล่านี้ใช้การผลิตแบบพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการพิมพ์แบบสามมิติที่เครื่องมือสามารถทำการพิมพ์วัสุดของแข็งโดยการสร้างตัวมันเองเป็นชั้นๆ จากล่างขึ้นบน

อุปกรณ์ชนิดใหม่นี้บ่อยครั้งต้องการรูปแบบของแม่เหล็กที่สั่งทำจำเพาะ หนึ่งในข้อดีของการพิมพ์แบบสามมิติคือมันทำให้พวกเราออกแบบรูปแบบของแม่เหล็กได้ตามที่เราต้องการ

“ด้วยการผลิตรูปแบบนี้ทำให้คุณสามารถสร้างแม่เหล็กเหล่านี้ได้ในรูปแบบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นมากกว่าเครื่องมือแบบปกติทั่วไป” Randy Bowman กล่าว เขาทำการศึกษาแม่เหล็กที่ NASA’s Glenn Research Center ใน Cleveland, Ohio และเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาในครั้งนี้

Paranthaman และทีมวิจัยของเขาทำการพิมพ์แม่เหล็กที่เชื่อมต่อกัน นั่นหมายถึงพวกเขาบรรจุผงแม่เหล็กลงไปด้วยกันกับพอลิเมอร์ การรวมวัสดุที่เป็นแม่เหล็กลงไปบางส่วนในพอลิเมอร์นั้นหมายถึงแม่เหล็กที่เชื่อมต่อกันนั้นจะไม่ถูกทำลายได้ง่ายๆเหมือนกับแม่เหล็กเดี่ยวๆ

แม่เหล็กที่เชื่อมกันนั้นโดยปกติจะถูกทำขึ้นมากจากเทคนิคที่เรียกว่าการขึ้นรูปแบบอัดฉีด กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับความร้อนที่ทำให้วัสดุแม่เหล็กนั้นหลอมจนกลายเป็นของเหลวหลังจากนั้นจะใช้แรงอัดให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ เมื่อของเหลวถูกทำให้เย็นตัวลง มันจะแข็งตัวและอยู่ในรูปแบบที่ต้องการ การขึ้นรูปแบบอัดฉีดมีประโยชน์อย่างมากต่อการขึ้นรูปแม่เหล็กจำนวนมากที่มีลักษณะรูปร่างเหมือนกัน แต่มันไม่เหมาะกับการผลิตแม่เหล็กที่มีปริมาณน้อย นั่นเป็นเพราะว่ามันต้องใช้เวลา เงิน และวัสดุในการสร้างแบบ ก่อนที่แม่เหล็กชิ้นแรกจะถูกทำขึ้น การสร้างแบบสำหรับการทำการอัดฉีดขึ้นรูปนั้นมีราคาที่สูงมากเทียบได้กับการทำเครื่องถ่ายเอกสารหนึ่งเครื่องเพื่อทำการคัดลอกกระดาษหนึ่งแผ่น

“แม่เหล็กถาวรยังสามารถที่จะทำได้โดยผ่านกระบวนการ sintering อนุภาคของโลหะจะถูกทำให้ร้อนขึ้นและบีบอัดเข้าด้วยกันจนกระทั่งพวกมันรวมติดกัน ซึ่งกระบวนการนี้จะมีการตัดแต่งให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ” Paranthaman กล่าวว่า “กระบวนการ sintering ก่อให้เกิดของเสียได้มากถึงครึ่งหนึ่งของวัตถุดิบ”

อย่างไรก็ตามการพิมพ์แบบสามมิตินั้นเหมาะกับการผลิตในขนาดเล็ก กระบวนการนี้ทำให้ผู้ผลิตสามารถพิมพ์แม่เหล็กและทำการทดสอบพวกมันได้ การทดสอบเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาหาได้ว่ารูปแบบที่ดีที่สุดของแม่เหล็กก่อนที่จะทำการสร้างแบบเพื่อลดปัญหาต่างๆเป็นอย่างไร การพิมพ์แบบสามมิติยังมีประโยชน์ต่อบริษัทที่ต้องการสร้างแม่เหล็กในจำนวนน้อยๆเท่านั้นอีกด้วย และเนื่องจากการพิมพ์แบบสามมิตินั้นสามารถสร้างวัสดุที่มีรูปแบบนั้นๆได้โดยตรง การสูญเสียวัตถุดิบจะมีน้อยมาก

ในการที่จะสร้างกระบวนการผลิตแบบพิมพ์สามมิติ Paranthaman และทีมวิจัยของเขาใช้เวลากว่าสองปีในการทดสอบ ในตอนนี้พวกเขาได้ทำการสร้างรูปแบบของการขึ้นรูปแม่เหล็กขึ้น

กระบวนการสร้างแม่เหล็กของพวกเขาเริ่มจากเม็ดแม่เหล็ก สิ่งนี้ประกอบไปด้วยธาตุ ไอรอน โบรอน และนีโอไดเมี่ยม ในรูปแบบผง นีโอไดเมี่ยมเป็นเหล็กที่มีความนุ่ม มันเป็นส่วนหนึ่งของธาตุกลุ่ม rare earth และในเม็ดเหล่านี้ยังมีไนลอนอยู่ด้วย ในระหว่างที่ทำการพิมพ์ เครื่องมือจะทำการให้ความร้อนเม็ดแม่เหล็กเหล่านี้ ซึ่งมันจะหลอมกลายเป็นของเหลว ของเหลวจะเคลื่อนผ่านหัวรูเข็มที่เรียกว่าตัวอัดฉีด มันจะเคลื่อนตัวทั้งไปข้างหน้าถอยหลัง และด้านซ้ายด้านขวา หัวรูเข็มจะทำการปล่อยของเหลวออกมาในแต่ละชั้นเพื่อทำการสร้างรูปแบบที่ถูกต้อง

สิ่งท้าทายสำหรับการพิมพ์แม่เหล็กนั้นยังมีอยู่ สิ่งท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคืออุณหภูมิ ที่อุณหภูมิสูงเมื่อมอเตอร์ทำงานอยู่นั้น สนามแม่เหล็กจะเริ่มอ่อนลง ดังนั้นเป้าหมายของเขาคือการออกแบบแม่เหล็กที่มีประสิทธิภาพสูงที่ทำงานได้แม้ว่าจะอยู่ในอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็ตาม

ที่มา: L. Li et al. Big area additive manufacturing of high performance bonded NdFeB magnets. Scientific Reports. Published online Oct. 31, 2016. doi: 10.1038/srep36212.

 

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1357792457618903

​อัลกอริทึมที่รับรู้อารมณ์คนได้จากสีหน้า

จะดีแค่ไหน หากว่าสักวันหนึ่งเรามีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถรับรู้ได้ว่าเรากำลังมีความสุข โกรธ หรือแสดงออกถึงอารมณ์อื่นๆ วันนั้นเราอาจจะมีเกมคอมพิวเตอร์ที่สนุกและรับมือกับอารมณ์ของเราได้มากขึ้น

การตรวจจับอารมณ์จากสีหน้าอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินความจริงอีกต่อไป เมื่อล่าสุด นักวิจัยของเวียดนาม ร่วมมือกับทางเกาหลีใต้ สามารถพัฒนาระบบที่ตรวจจับอารมณ์ได้แม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์ และได้รายงานการค้นพบนี้ในวารสารวิชาการ International Journal of Computational Vision and Robotics แล้ว

เช ฮยุง-อิล แห่งมหาวิทยาลัยซูงซิล เกาหลีใต้ ร่วมมือกับ นาน ธี เชา, อัน ฮัว ทอน ธัท แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม นครโฮจิมินห์ พัฒนาระบบนี้ขึ้นมา โดยอธิบายว่าสามารถตรวจจับอารมณ์ของผู้เล่นในขณะที่เล่นวิดีโอเกมได้ ซึ่งอาจจะนำไปต่อยอดเช่น ถ่ายทอดอารมณ์ให้กับอวาตาร์ หรือส่งต่อข้อมูลอารมณ์ให้กับคนอื่น ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ในการเรียนการศึกษาได้ด้วย

ทีมวิจัยพัฒนาระบบให้ง่าย ทำงานได้รวดเร็ว แต่สามารถรู้จักอารมณ์ของใบหน้าทดสอบหลายพันใบหน้าได้แม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์

โดยหลักการแล้ว ระบบจะประมวลผลดูตำแหน่งของคิ้ว การเปิดตา รูปร่างของปาก และปัจจัยอื่น ๆ แล้วนำไปเชื่อมโยงกับอารมณ์พื้นฐานของคน ได้แก่ โกรธ รังเกียจ กลัว สนุก เศร้า ตกใจ และใบหน้าธรรมชาติ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถทำงานได้กับภาพความละเอียดต่ำ ถึงระดับแค่ 48 ตารางพิกเซลก็สามารถรู้จำอารมณ์ได้

การรู้จำการแสดงออกทางสีหน้าเป็นหัวข้อวิจัยที่ได้รับความนิยมในหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจุบันเราได้เห็นอุปกรณ์ต่าง ๆมากมายที่มีความล้ำสมัยมากขึ้นในระบบการสื่อสาร การสร้างแอนิเมชัน และเกมคอมพิวเตอร์

“เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้เล่นเกมได้ ผู้เล่นอาจจะเจอกับเกมที่แตกต่างออกไป ทำให้เกมนั้นน่าสนใจมากขึ้น”

อ้างอิง: Inderscience Publishers. (2016, April 27). Emotion detector: Facial expression recognition to improve learning, gaming. ScienceDaily. Retrieved April 30, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/04/160427103627.htm

งานวิจัย: Nhan Thi Cao, An Hoa Ton-That, Hyung-Il Choi. An effective facial expression recognition approach for intelligent game systems. Int. J. Computational Vision and Robotics, 2016

ภาพจาก: techradar.com

 ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504778
https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1349268745137941

สดร.เปิดตารางดาราศาสตร์ปีนี้ -11 ก.พ.ประเดิม “จันทรุปราคาเงามัว”

 ชวนคนไทยติดตามเรื่องดาราศาสตร์ในปี 2560 มีครบทั้งฝนดาวตกคืนวันแม่ 12-13 ส.ค.นี้ เดือนพ.ย. ปรากฎการณ์ดาวเคราะห์ชุมนุม ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก พร้อมชวนติดตามภารกิจยานแคสสินีสำรวจดาวเสาร์
วันนี้( 19 ม.ค. 2560) รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือสดร. พร้อมด้วย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการ และ ดร.พฤทธิ์ เจริญจิตติชัย นักวิจัย ร่วมกันแถลง 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2560 ได้แก่ วันที่ 7-8 เม.ย.นี้ ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก โดยดาวพฤหัสบดีมีความสุกสว่างมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปรากฏบนท้องฟ้ายาวนานตลอดทั้งคืน หากมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ก็จะเห็นแถบเมฆบนดาวพฤหัสบดีได้อย่างชัดเจน ส่วนวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ดาวเสาร์ใกล้โลก โดยมองเห็นดาวเสาร์พร้อมวงแหวนที่มีความสว่างมาก ปรากฏบนท้องฟ้ายาวนานตลอดทั้งคืนปรากฎการณ์ จันทรุปราคาในไทย และสุริยุปราคาในต่างประเทศ โดยจันทรุปราคาเงามัว เกิดขึ้นวันที่ 11 ก.พ.นี้ และ จันทรุปราคาบางส่วน วันที่ 7-8 ส.ค.นี้ โดยประเทศไทย สุริยุปราคา วงแหวน จะเกิดวันที่ 26 ก.พ.นี้ ส่วน และสุริยุปราคาเต็มดวงเต็มดวง วันที่ 22 ส.ค.นี้ จะไม่เห็นในประเทศไทย 

นอกจากนี้ยังมีฝนดาวตก มีให้ชมอย่างต่อเนื่องเกือบทุกเดือน ที่น่าติดตามในปีนี้ ได้แก่ ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ หรือฝนดาวตกวันแม่ วันที่ 12-13 ส.ค.นี้ และฝนดาวตกเจมินิดส์ วันที่ 13-14 ธ.ค.นี้ ขณะที่ยังมีปรากฎการณ์ ดาวเคราะห์ชุมนุม เป็นการกลับมาเคียงคู่กันอีกครั้งของดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีในช่วงเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 13 พ.ย.นี้ ส่วนปรากฏ การณ์และกิจกรรมดาราศาสตร์อื่นๆ ที่น่าติดตาม อาทิ ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก เป็นต้น

 

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ บอกอีกว่า ทั้งนี้อยากให้มีการติดตามความก้าวหน้าภารกิจยานอวกาศ โดยเริ่มจากการสำรวจดาวเสาร์ของยานแคสสินี ใกล้จะสิ้นสุดและทำลายตัวเองในเดือนก.ย.นี้ ส่วนการสำรวจดาวพฤหัสบดีของยานสำรวจอวกาศ จูโน การสำรวจดาวศุกร์ของยาน Akatsuki ขององค์การอวกาศญี่ปุ่น และหลากหลายยานสำรวจอวกาศที่มุ่งสู่ดาวอังคาร

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/259639

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1338889366175879

โนโรไวรัส : นักฆ่าแห่งฤดูหนาว

norovirus_cov

ช่วงนี้ หลายคนอาจจะเห็นข่าว หรือได้รับเรืองราวที่แชร์ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้ระวังโรคอาหารเป็นพิษ หรือโรคท้องร่วง จากการติดเชื้อโรคชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า “โนโรไวรัส” ที่ระบาดอยู่ในตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่เชื้อก่อท้องเสียไก่กาธรรมดาๆ เพราะเชื้อตัวนี้มีความสามารถพิเศษสามารถทนความร้อนได้สูง และที่สำคัญสามารถมีชีวิตรอดจากน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่นแอลกอฮอล์เจลได้ด้วย !!!

norovirus-faq
(ภาพจาก : cruisecritic.com)

Norovirus คืออะไร?

โนโรไวรัสเป็นเชื้อไวรัสแบบ Singla Strand – RNA ชนิดหนึ่งในวงศ์ Caliciviridae เดิมมีชื่อว่า Norwalk-like viruses ซึ่งพบการระบาดครั้งแรกที่เมือง Norwalk รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1968 และมักมีการระบาดรุนแรงในฤดูหนาว จึงมีอีกชื่อนึงว่า Snow Moutain Virus, Winter Vomiting Bug หรือ Winter Superbug

norovirus-life-cycle
วงจรชีวิตของ โนโรไวรัส (ภาพจาก : Nature Reviews Microbiology)

ลักษณะพิเศษของโนโรไวรัส

อย่างที่กล่าวไปตอนแรกว่า เจ้านี่ ไม่ใช่ไวรัสธรรมดาๆ แต่มันมีไอเทมพิเศษที่ทำให้เราไม่สามารถกำจัดมันได้ง่ายๆ ได้แก่

  • แพร่ระบาดง่ายและรวดเร็ว

ธรรมชาติของเชื้อนี้ เป็นเชื้อที่แพร่กระจายได้รวดเร็ว อีกทั้งการศึกษาทางจุลชีววิทยายังพบว่า มันเป็นเชื้อที่มี Infectious Dose ต่ำ หมายความว่า การติดเชื้อปริมาณน้อย เพียงแค่ไม่ถึง 100 ตัว ก็สามารถก่อโรคได้แล้ว

  • ช่องทางการติดเชื้อ

นับว่าโชคดีที่มัน ไม่ใช่เชื้อที่แพร่เชื้อทางอากาศ (Airbourne) ซึ่งเป็นช่องทางการแพร่เชื้อที่รุนแรงที่สุดได้ ทำให้เชื้อไม่ได้แพร่กระจายรุนแรงเหมือนพวกไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่เชื้อนี้ก็สามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายของเราได้ทางอาหารและน้ำที่มีเชื้อปนอยู่ (Fecal-oral Route) เช่น อาหารที่ปรุงไม่สุก รวมถึงสารคัดหลั่งต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งแม้ช่องทางนี้จะรุนแรงน้อยกว่า แต่ก็เป็นช่องทางที่ติดได้ไม่ยากนัก จึงต้องระมัดระวังในการรับประทานอาหารด้วย

  • ความทนทานของเชื้อ

เชื้อนี้สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีมาก ทนความร้อนได้สูงถึง 60 องศาเซลเซียสและมีชีวิตรอดที่จุดเยือกแข็งได้ และสามารถเกาะอยู่บนพื้นผิวสิ่งของ (นอก Host) ได้นานหลายวัน ซึ่งเชื้อไวรัสปกติไม่ถึกทนขนาดนี้ และที่สำคัญ เชื้อนี้ทนต่อสารชำระล้างและน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ นั่นหมายความว่า การล้างมือด้วยสบู่ที่ไม่นานพอ และการล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล ไม่สามารถฆ่าเชื้อชนิดนี้ได้ การฆ่าเชื้อให้หมดจำเป็นต้องใช้คลอรีนที่เข้มข้นตั้งแต่ 10 ppm ขึ้นไป ซึ่งเข้มข้นค่อนข้างมากและใช้ไม่ได้กับผลิตภัณฑ์อาหาร

ImageSource=RCSB PDB; StructureID=1ihm; DOI=http://dx.doi.org/10.2210/pdb1ihm/pdb;
X-ray crystallographic structure ของโนโรไวรัส (ภาพจาก wikipedia.org)

 

พันธุกรรมมนุษย์กับการติดเชื้อ

จากการศึกษาการติดเชื้อในระดับยีน มีการค้นพบว่า ในมนุษย์อย่างเราบางคน ก็มียีนต้านทานเชื้อโนโรไวรัสนี้อยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ในที่นี้จะขอเล่าเพียงคร่าวๆ ให้พอเข้าใจนะครับ โดยในคนเราบางคนจะมียีนชนิดหนึ่งซึ่งจะสร้างโปรตีนไปจับกับ Histo-blood Group Antigen ในหมู่เลือดต่างๆ ซึ่งในคนที่มียีนนี้จะสามารถต้านทานโนโรไวรัสบางสายพันธุ์ได้ ส่วนคนที่ไม่มียีนนี้จะไม่มีภูมิต้านทาน  แต่หากมีการกลายของยีนก็อาจจะสร้างโปรตีนชนิดนี้ได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยีนที่สร้างโปรตีนต้านทานไวรัสนี้จะทำงานมีประสิทธิภาพได้ดีไม่เท่ากันในแต่ละหมู่เลือด อีกทั้งยีนนี้ก็ไม่สามารถต้านทานโนโรไวรัสบางสายพันธุ์ได้ ดังนั้น จึงควรเฝ้าระวังเชื้อไวรัสชนิดนี้ ซึ่งพันธุกรรมกับการติดเชื้อโนโรไวรัสยังคงอยู่ในระยะศึกษาเพื่อหาวัคซีนป้องกันต่อไป

(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Personalized genetic testing and norovirus susceptibility และ wikipedia.org)

norovirus-map
แผนที่การระบาดของอาการท้องเสียจากโนโรไวรัส 2014 (ภาพจาก the lancet)

การระบาดและอาการของโรค

ไวรัสชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบเฉียบพลัน หรือที่รู้จักในชื่อ ไวรัสลงกระเพาะ/ลำไส้  มีอาการปวดท้อง อาเจียนและท้องเสีย อาจปวดศีรษะและมีไข้ร่วมด้วย มีกลุ่มเสี่ยงคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มักจะมีอาการภายใน 12-48 ชั่วโมงหลังติดเชื้อ

norovirus-symtomp
ระยะอาการของโรค (ภาพจาก Dr Deena’s Daily Dose)

การรักษา

เนื่องจากเป็นการติดเชื้อไวรัส ซึ่งไม่มียารักษาโดยตรง ให้รักษาตามอาการ ดื่มน้ำเกลือแร่โออาร์เอสเพื่อทดแทนการเสียน้ำและเกลือแร่ หรืออาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ร่วมกับการทานยาตามอาการ เช่นยาแก้ปวด/ลดไข้ อาการจะดีขึ้นและหายเองใน 2-3 วัน ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการให้ชัดเจนก่อนซื้อยามาทาน เพราะท้องเสียอาจมีทั้งเกิดจากไวรัส และแบคทีเรีย ซึ่งใช้ยารักษาต่างกัน

การทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) จะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น เพราะยาปฏิชีวนะจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น การติดเชื้อไวรัสไม่ต้องทาน แต่ใช้การรักษาตามอาการ การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อจะทำให้เชื้อเกิดการดื้อยาในการป่วยครั้งต่อๆ ไป

การป้องกันโรค

  • ก่อนทานอาหารควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ อย่างน้อย 1 นาที หรือนานเท่ากับร้องเพลงช้าง จบ 1 รอบ (ตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ) เพราะการล้างมือที่ไม่นานพออาจทำให้เชื้อถูกชะล้างออกไปไม่หมด
  • ปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนสูง ประมาณ 70-75 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ไปก่อนในช่วงนี้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับราวบันได เสารถไฟฟ้าและลูกบิดประตู หากสัมผัสควรล้างมือให้สะอาดด้วย
  • เฝ้าระวังในเด็กและผู้สูงอายุ หากมีอาการต้องสงสัย ควรพบแพทย์ทันที และไม่ควรซื้อยามาทานเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกรเพื่อป้องกันการรักษาไม่ตรงอาการและการดื้อยา

อ้างอิง: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, Centers for Diseases Control and Prevention (USA)กรมประมง, โรงพยาบาลธนบุรี, โรงพยาบาลสมิติเวช, Hfocus.org, NCBI, delish.com