คลังเก็บหมวดหมู่: พรรณิฐา พรรณจันทร์แม้น

“Apple” เตรียมกระโจนเข้าสู่ตลาดรถขับเคลื่อนด้วยตนเอง ขณะที่ “Tesla” มีแผนเปิดตัวรถเก๋งกึ่งกระบะ


A display inside a Tesla Model 90D during a demonstration of self-driving car technology on Capitol Hill in Washington, March 15, 2016.

Apple ได้รับอนุญาตให้ทดสอบเทคโนโลยีรถขับเคลื่อนด้วยตนเอง

หน่วยงานขนส่งของรัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่า บริษัท “Apple” ได้รับอนุญาตให้ทดลองเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับตามถนนสาธารณะได้แล้ว

มีรถยนต์สามคันจะใช้ทดลอง ซึ่งล้วนเป็นรถ SUV พลังงานไฮบริดของบริษัท Lexus และมีผู้โดยสาร 6 คนที่ได้รับอนุญาตให้นั่งร่วมไปด้วย

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองได้ต้องมีคนขับนั่งไปด้วย เนื่องจากทางการต้องการให้มีการควบคุมโดยมนุษย์หากเกิดเหตุผิดพลาด

Tesla มีแผนเปิดตัวรถยนต์กึ่งกระบะ

ซีอีโอของบริษัทรถยนต์หรูพลังงานไฟฟ้า “Tesla” นาย Elon Musk กล่าวเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า มีแผนเปิดตัวรถยนต์กึ่งกระบะภายใน 24 เดือน

คำประกาศนี้ถูกส่งผ่านบนสื่อทวิตเตอร์ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งมีผู้ติดตามข่าวของ Tesla จำนวนหนึ่งต้องการทราบว่า รถกึ่งกระบะจะมีเทคโนโลยีควบคุมการขับด้วยตนเองหรือไม่

ปัจจุบัน Tesla มีรถสี่ประตูที่เรียกว่า Model S และรถอเนกประสงค์หรือ SUV ที่เรียกว่า Model X

และในปีนี้ Tesla มีกำหนดเปิดตัวรถรุ่นที่ราคาย่อมเยากว่า Model S and X เพื่อเจาะตลาดใหม่

ที่มา : http://www.voathai.com/a/tech-auto/3812900.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1420611124670369

ชมภาพดาวฤกษ์เกิดใหม่ชนกันในกลุ่มดาวโอไรออน

ดาวฤกษ์,ดอกไม้ไฟแห่งห้วงอวกาศImage copyrightALMA (ESO/NAOJ/NRAO), J. BALLY/H. DRASS ET AL.
คำบรรยายภาพภาพนี้เดินทางมาจากห้วงอวกาศในอดีตเมื่อ 500 ปีที่แล้ว

นักดาราศาสตร์เผยภาพที่กล้องโทรทรรศน์วิทยุอัลมา (Atacama Large Millimeter/submillimeter Array – ALMA) ในประเทศชิลีสามารถบันทึกไว้ได้ โดยเป็นภาพการระเบิดครั้งใหญ่หลังดาวฤกษ์อายุน้อยสองดวงในกลุ่มดาวโอไรออนชนประสานงากัน จนทำให้ฝุ่นละอองและก๊าซจำนวนมหาศาลกระจายไปในอวกาศ จนดูเหมือนกับการจุดดอกไม้ไฟขนาดยักษ์

มีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวในวารสาร Astrophysical Journal โดยระบุว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตราว 500 ปีที่แล้ว โดยดาวทั้งสองอยู่ในกลุ่มดาวโอไรออนหรือกลุ่มดาวนายพราน ซึ่งห่างจากโลกออกไปราว 1,500 ปีแสง การชนกันครั้งนี้ทำให้มีการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา ในระดับที่มากกว่าดวงอาทิตย์จะผลิตได้ในระยะเวลา 10 ล้านปี

ดาวฤกษ์,ดอกไม้ไฟแห่งห้วงอวกาศImage copyrightESO/C.MALIN
คำบรรยายภาพกล้องโทรทรรศน์วิทยุอัลมาตั้งอยู่บนที่ราบในเทือกเขาแอนดีสของชิลี

ทั้งนี้ การระเบิดรุนแรงในห้วงอวกาศ มักเกิดจากซูเปอร์โนวาหรือการระเบิดเมื่อดาวฤกษ์ตายลง แต่การระเบิดในภาพที่เผยแพร่นี้เกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์เพิ่งเกิดใหม่และยังมีอายุน้อย โดยยังอยู่ในระยะก่อตัวและกำลังดึงมวลสารจากกลุ่มเมฆโมเลกุลนายพราน (Orion Molecular Cloud) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดดาวมาเป็นของตัวเองอยู่ ซึ่งขั้นตอนการก่อตัวของดาวฤกษ์ในระยะต้นนี้อาจกินเวลาราว 1 ล้านปี

แรงดึงดูดทำให้ดาวฤกษ์เกิดใหม่สองดวงเกิดชนกันเข้า โดยแรงระเบิดจากการชนกันทำให้เศษฝุ่นละอองและก๊าซพุ่งออกไปในอวกาศรอบทิศทางด้วยความเร็วกว่า 150 กิโลเมตรต่อวินาที

ที่มา http://www.bbc.com/thai/international-39543665

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1407639529300862

ซาโต้จับมือมหาวิทยาลัยมีในญี่ปุ่น ทำวิจัย เครื่องอ่านสายรัดข้อมือ UFH RFID อัจฉริยะเพิ่มความปลอดภัยผู้ป่วย

ซาโต้ ผู้นำของโลกด้านโซลูชั่นออโต้ไอดีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรและผู้ผลิต ประกาศลงทุนทำวิจัยด้านคลินิกครั้งแรกเกี่ยวกับป้ายที่ใช้เทคโนโลยี UHF RFID ร่วมกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมี (Mie University) ของญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาสายรัดข้อมือที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีความปลอดภัย
ซาโต้จับมือมหาวิทยาลัยมีในญี่ปุ่น ทำวิจัย เครื่องอ่านสายรัดข้อมือ UFH RFID อัจฉริยะเพิ่มความปลอดภัยผู้ป่วยซาโต้จับมือมหาวิทยาลัยมีในญี่ปุ่น ทำวิจัย เครื่องอ่านสายรัดข้อมือ UFH RFID อัจฉริยะเพิ่มความปลอดภัยผู้ป่วย

 

โดยในขั้นแรก ทั้งสองจะร่วมกันวิจัยผลกระทบจากเครื่องอ่าน UHF RFID แบบพกพาที่มีต่ออุปกรณ์การแพทย์ที่ฝังในตัวผู้ป่วย เช่น เครื่องกระตุ้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยการทำวิจัยด้านคลินิกในครั้งนี้จะครอบคลุมผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยจะเริ่มวิจัยตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2561

ระบบบาร์โค้ดที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับการให้ยาแก่ผู้ป่วย การเก็บตัวอย่างเลือด โดยมีการครวจสอบข้อมูลถึง 3 จุด โรงพยาบาลต้องการพัฒนาระบบเพื่อปิดจุดอ่อนของระบบเช่น การที่ต้องปลุกผู้ป่วยขึ้นมากลางดึก หรือการที่เครื่องอ่านไม่สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์หรือคลาดเคลื่อนจากความจริงเป็นครั้งคราว เนื่องจากสายรัดข้อมือหักพับ ทำให้อ่านข้อมูลไม่ได้หรือไม่ถูกต้อง

การนำป้าย UHF RFID ของซาโต้เฮลท์แคร์มาใช้ จะทำให้สามารถเรียกดูข้อมูลได้ในระบบทางไกล ทำให้ไม่จำเป็นต้องหยิบจับเครื่องอ่านโดยตรง ในการทดสอบการใช้เครื่องก่อนที่จะเริ่มมีการวิจัยชิ้นนี้ พบว่าสามารถเรียกดูข้อมูลได้สะดวกแม้ว่าจะมีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวเครื่องอ่านและชิปที่บันทึกข้อมูล เช่น มีผ้าห่มคลุมตัวผู้ป่วย เป็นต้น ดังนั้นการวิจัยชิ้นนี้จะช่วยทำให้สามารถเรียกดูและยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ป้ายและสายรัดข้อมือแบบ UHF RFID ยังมีต้นทุนต่ำกว่าป้ายแบบ HF และมีระยะห่างที่สามารถอ่านข้อมูลจากป้ายได้ไกลกว่า จากรายงานของกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าเครื่องอ่านที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ก็จะไม่ส่งผลเสียต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (pacemaker) หรือเครื่องกระตุกหัวใจ (defibrillator) ไม่ว่าระยะห่างระหว่างเครื่องอ่านและอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวจะเป็นเท่าไร

มร. โยชิโนริ อาซูมิ รองประธานฝ่ายข้อมูลทางการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมี อธิบายว่า “ป้าย UFH ที่นี่จะให้ตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยต้นทุนที่ถูกมาก ทำให้เรามีโอกาสเพิ่มในอนาคต เนื่องจากพยาบาลและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะมีภาระลดลงในการตรวจสอบข้อมูล

“ป้ายผู้ป่วยแบบสายรัดข้อมือจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้ป่วย พร้อมทั้งยังให้ความสะดวกสบายได้อย่างมาก เพราะเครื่องนี้จะสามารถอ่านข้อมูลได้ในระยะไกล ผู้ดูแลผู้ป่วยก็ไม่จำเป็นต้องปลุกหรือย้ายหรือขยับตัวผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นเมื่อต้องการอ่านข้อมูลบนป้ายสายรัดข้อมูล ระบบนี้นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าทึ่งและสามารถให้ทั้งความถูกต้องและความสะดวกสบาย” มร. ฮิโรยูกิ โคนูมะ ประธานซาโต้ เฮลธ์แคร์ กล่าว

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2625984

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1398794260185389

Google Maps ออกฟีเจอร์ใหม่ แชร์ตำแหน่งของเราไปให้เพื่อนได้แบบเรียลไทม์

Google Maps ออกฟีเจอร์ใหม่ แชร์ตำแหน่งของเราไปให้เพื่อนได้แบบเรียลไทม์

ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บ smartphones.gadgethacks.com

มันเจ๋งมาก กับฟีเจอร์ใหม่ของแอพฯ แผนที่ยอดนิยมอย่าง Google Maps ที่เปิดโอกาสให้คุณสามารถแชร์ตำแหน่งแบบเรียลไทม์ของคุณ กับเพื่อน ผู้ร่วมงาน หรือสมาชิกในครอบครัวของคุณได้เลย มันมีประโยชน์มากในกรณีที่เรากำลังขับรถตามกันไปในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แล้วเกิดเพื่อนถามว่าเราขับรถไปถึงไหนแล้ว แทนที่เราจะต้องพูดบรรยายให้เพื่อนฟัง ก็ใช้งานฟีเจอร์นี้เลยง่ายกว่า หรือในสถานการณ์ที่เรานัดเจอเพื่อนในร้านอาหารแห่งใหม่ นั่งรอแล้วรอเล่าเพื่อนก็ไม่โผล่หน้ามาซะที จนเราไม่แน่ใจว่าเพื่อนหลงทางหรือเปล่า หรือว่ามาถูกไหม ก็ใช้งานฟีเจอร์ใหม่ Share location แชร์ตำแหน่งของเราไปให้เพื่อนได้เลย

Google Maps ออกฟีเจอร์ใหม่ แชร์ตำแหน่งของเราไปให้เพื่อนได้แบบเรียลไทม์

รูปแบบการใช้งานก็ง่ายมากครับ เพียงแค่แตะที่คำสั่ง Share location จากนั้นเลือกว่าจะแชร์ให้เพื่อนคนไหน ต่อมาจะมีตัวเลือกให้ว่า เราจะแชร์ตำแหน่งให้เพื่อนคนนี้เป็นระยะเวลายาวนานขนาดไหน (เลือกได้ในช่วง 15 นาที ถึง 3 วัน) หรือแชร์ไปแบบยาวๆ จนกว่าเราจะมากดยกเลิกก็ยังได้ จากนั้นก็ส่งการแชร์ไป มันก็จะไปขึ้นแจ้งเตือนการแชร์ตำแหน่งบนหน้าจอสมาร์ทโฟนของเพื่อน พอเขาเปิดดูการแจ้งเตือน ก็จะมีการแสดงตำแหน่งของเราบนแผนที่ Google Maps เลยครับ

โดยฟีเจอร์การแชร์ตำแหน่งผ่าน Google Maps จะเปิดให้ใช้งานได้ทั่วโลกผ่านแอพฯ บนระบบ iOS, Android รวมถึงบนเครื่อง PC ในเร็วๆ นี้ครับ
ที่มา : www.digitaltrends.com

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1395487377182744

ผู้ป่วยอัมพาตขยับมือได้อีกครั้ง ด้วยการฝังชิปลงในสมอง

ชาย อัมพาตขยับมือได้ อีกครั้ง

เป้าหมายของนักวิจัยทางการแพทย์หลายๆ คนในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา มีเป้าหมายที่จะฟื้นสภาพผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาต หลอดเลือดในสมอง หรือได้รับอุบัติเหตทางสมองให้กลับมาใช้ชีวิต เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างปกติอีกครั้ง และเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับการแพทย์สมัยใหม่ โดยในไม่กี่ปีมานี้ นักวิจัยทั้งหลายได้นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปลูกถ่ายเข้าไปในสมอง มันสามารถสร้างคลื่นประสาทเทียมทำให้ขยับกล้ามเนื้อหรือส่วนอื่นๆ และในครั้งล่าสุดนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้ชายผู้เป็น อัมพาตขยับมือได้ อีกครั้ง ซึ่งนี่อาจเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการการแพทย์เลยก็ว่าได้

ก่อนจะกลายเป็นอัมพาต

นาย Burkhart เมื่ออายุ 18 ปี ได้ไปเที่ยวในวันหยุดกับเพื่อนๆ แต่โชคไม่ดีที่เขาประสบอุบัติเหตุทำให้เส้นประสาทไขสันหลังได้รับความเสียหาย กลายเป็นอัมพาตตั้งแต่หน้าอกลงไป

แต่โชคก็ยังเข้าข้างเมื่อทีมนักวิจัยจากสถาบัน Ohio State และ Battelle Memorial กำลังหาผู้ป่วยที่ต้องการจะทดลองระบบที่พวกเขากำลังพัฒนาขึ้น และนั่นทำให้ Burkhart ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้อย่างไม่ลังเล

เขากลับมาขยับมืออีกครั้งได้อย่างไร

การทำให้เส้นประสาทกลับมาทำงานได้อีกครั้งเกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3 ชิ้นที่ทำงานร่วมกันนั่นคือ

  1. ชิปขนาดเล็ก ฝังเข้าไปในสมองซีกซ้ายเพื่อทำหน้าที่รับคลื่นจากสมองผ่าน Microelectrode
  2. คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัลกอลิธึมทำหน้าที่ในการแปลสัญญาณจากสมอง
  3. แผ่นส่งคลื่นไฟฟ้าชนิดพิเศษ ที่เอาไว้แปะโดยรอบแขน ทำหน้าที่ในการกระตุ้นกล้ามเนื้อ

ในขั้นตอนแรกนั้นคือการฝังชิปลงไปในสมองของ Burkhart เพื่อตรวจสอบว่าบริเวณไหนในสมองที่ทำหน้าที่ในการควบคุมความเคลื่อนไหวของมือ โดยทีมนักวิจัยได้ใช้เครื่อง MRI ในการประเมินผลการตอบสนองของสมอง ในระหว่างที่ Burkhart คิดถึงความเคลื่อนไหวของมือ และนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลผลที่คอมพิวเตอร์

จากนั้นคอมพิวเตอร์จะประมวลผล (decode) สัญญาณที่เกิดขึ้นโดยใช้อัลกอลิธึมและส่งข้อมูลต่อไปที่แผ่นชนิดพิเศษที่พันรอบแขนของเขาเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อขยับตามการเคลื่อนไหวที่สมองคิด

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ Burkhart จะพยายามเคลื่อนไหวแขนของเขาได้นั้น เขาได้ใช้เวลาในการฝึกจินตนาการการเคลื่อนไหวต่างๆ ของแขนในหลายๆ รูปแบบก่อนเพื่อให้คอมพิวเตอร์ได้บันทึกข้อมูลไว้ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือนหลังการผ่าตัดฝังชิป ทีมนักวิจัยจึงได้เริ่มการทดลองในขั้นตอนขยับมือจริงๆ เป็นครั้งแรก

fingers_flex_Burkhart

ในช่วงแรกนั้นนาย Burkhart ขยับได้เพียงแค่นิ้วมือ หลังจากนั้นจึงสามารถหยิบจับมือถือและถือช้อนได้แล้ว ซึ่งในการฝึกขยับนิ้วมือนั้นเขาเล่นได้เกม Frets on Fire ที่มีลักษณะคล้าย Guitar Hero แต่ดัดแปลงให้เล่นได้ด้วยมือเดียว

Burkhart playing Frets on Fire

การฝึกฝนที่ต้องใช้เวลา อนาคตของการทดลอง

“เขาไม่เพียงแต่ยกวัตถุต่างๆ ได้เท่านั้น แต่เขายังสามารถจัดการกับวัตถุต่างๆ ในชีวิตได้มากขึ้น เช่น ในระหว่างที่เขาหยิบแก้วด้วยมือข้างหนึ่ง เขาสามารถใช้มืออีกข้างหนึ่งหยิบแท่งคน และยังสามารถใช้มือทำงานที่ละเอียดอ่อนได้มากขึ้นอีกด้วย” Chad Bouton นักประสาทวิทยาแห่งสถาบัน Feinstein เพื่อการวิจัยทางการแพทย์ ผู้เป็นหนึ่งในทีมวิจัยกล่าว

fingers_flex_Burkhart 2

เป็นครั้งแรกของโลก ที่มนุษย์สามารถกลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกครั้งหลังจากกลายเป็นอัมพาต มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่มากในวงการการแพทย์

แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเริ่มขยับมือเพื่อทำงานที่ยากและซับซ้อนขึ้นได้ แต่เขายังไม่ได้สามารถใช้นิ้วในการพิมพ์คีย์บอร์ด (เพราะต้องมีการแผ่นิ้วมือวางลงบนแป้นพิมพ์) เนื่องจากว่าชิปขนาดเล็กที่ฝันลงไปในสมองของเขานั้น ประกอบด้วย electrode เพียง 96 ชิ้น ไม่เพียงพอต่อการแปลข้อมูลได้มากพอเมื่อต้องทำงานที่ต้องอาศัยความแม่นยำ แต่ทีมนักวิจัยก็มีแผนว่าจะเพิ่ม electrode เป็น 1-2 พันชิ้น และกำจัดสายไฟที่ต่อออกมาจากสมองให้หมด หันไปใช้อุปกรณ์แบบ wireless แทนในอนาคต

อย่างไรก็ตามระบบนี้ยังอยู่ในขั้นทดลอง จึงยังไม่อาจทราบราคาหากนำมาใช้จริงได้ แต่มันจะไม่ได้มีราคาถูกอย่างแน่นอน และในการฝังชิปขนาดเล็กนี้ลงไปในสมองนั้นยังต้องมีการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนชิปใหม่ทุกๆ 5 ปี

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ การรักษาด้วยวิธีนี้จึงอาจยังไม่พร้อมที่จะใช้ในวงการแพทย์ทั่วไปจริงๆ ในเร็วๆ นี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านาย Burkhart จะเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่จะได้รับการรักษา โดยในขณะนี้ได้มีคนไข้รายที่ 2 อยู่ในระหว่างรอเข้ารับการทดลองในช่วงฤดูร้อนที่จะถึงนี้แล้ว นั่นหมายความว่าการรักษาแบบนี้ยังคงได้รับการพัฒนาในขั้นต่อๆ ไป

ที่มา : https://soscity.co/news/biology/now-a-human-with-paralysis-can-move-his-hands-again

อ้างอิง: Discovery News, Mashable, The Verge

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1386245624773586

 

รื้อไฟล์เก่า! ทริคง่ายๆ ให้คุณชาร์จแบตไอโฟนเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว

ทุกวันนี้เราได้เห็นฟีเจอร์ชาร์จแบตเตอรีเร็วปรากฏในมือถือแอนดรอยด์มากมายหลายรุ่น ที่ชูจุดขายว่าสามารถชาร์จแบตฯ ได้ถึง 50% ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง แต่ขณะเดียวกันทางฝั่ง Apple นั้นยังไม่ได้เปิดตัวเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมดังกล่าวบนไอโฟนบ้างเลย อย่างไรก็ตาม วันนี้เรามีทริคดีๆ มาให้สาวกผลไม้ไปปรับใช้เพื่อชาร์จแบตไอโฟนของคุณได้ไวขึ้นกว่าเดิมได้เช่นกัน

เคล็ดลับอย่างแรกเลยคือการเปลี่ยนมาใช้อแดปเตอร์ของไอแพดมาชาร์จกับไอโฟนของคุณ ซึ่งตัวอแดปเตอร์แปลงไฟของไอแพดนั้นมีขนาด 12 วัตต์ (แบบ 2.1 แอมป์) มากกว่าอแดปเตอร์ของไอโฟนที่มีขนาด 5 วัตต์ (1 แอมป์) โดยในเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ Apple นั้นระบุว่าไว้ว่าอแดปเตอร์ขนาด 10 และ 12 วัตต์นี้สามารถใช้ชาร์จกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Apple อย่าง ไอโฟน หรือ Apple Watch รวมทั้งอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัย (แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นอุปกรณ์ของแท้ของ Apple เท่านั้น)

วิธีต่อมาคือชาร์จแบตฯ ไอโฟนให้เร็วขึ้นด้วยการเปิด Airplane Mode ระหว่างชาร์จแบตเตอรี ซึ่ง Michael Potuck คอลัมนิสต์ของเว็บไซต์ 9to5Mac ก็ได้ทดสอบใช้ iPhone 7 Plus ของเขาทำการชาร์จทั้ง 2 วิธีและพบว่าชาร์จแบตฯ ได้รวดเร็วขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว โดยสามารถชาร์จแบตฯ iPhone 7 Plus ให้เต็มได้ภายใน 2 ชั่วโมง ด้วยอแดปเตอร์ไอแพด 12 วัตต์ จากเดิมที่ชาร์จอแดปเตอร์ไอโฟน 5 วัตต์ นั้นต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมงจึงจะชาร์จได้เต็ม

ที่มา : https://www.beartai.com/news/itnews/155652

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1396826600382155

 

แบตฯ แบบใหม่ จุไฟได้มากกว่าเดิม 3 เท่า ชาร์จเติมภายในเวลาไม่กี่นาที ถูกคิดค้นโดยลุงวัย 94

แบตฯ แบบใหม่ จุไฟได้มากกว่าเดิม 3 เท่า ชาร์จเติมภายในเวลาไม่กี่นาที ถูกคิดค้นโดยลุงวัย 94

ชายอายุ 94 ปี นาม John B. Goodenough ไม่ใช่บุคคล No name ในวงการแบตเตอรี่แต่อย่างใด เขาเป็นศาสตร์ตราจารย์ผู้ทรงเกียรติคุณ ประจำแผนกวิชาวิศวกรรมแห่งมหาวิทยาลัย Texas และผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ของเขาที่คนทั้งโลกต้องยอมคารวะคือ เขาเป็นผู้คิดค้นแบตเตอรี่แบบ lithium-ion (Li-ion) แบตเตอรี่ขนาดเล็กๆ จุพลังงานไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก ที่มีใช้กันอยู่ในเครื่องสมาร์ทโฟนของเรานั่นเอง ซึ่งถ้าคุณลุง John ไม่คิดค้นแบตเตอรี่แบบ Li-ion ก็สุดจะคาดเดาว่า เราจะมีสมาร์ทโฟนเครื่องเล็กๆ ใช้กันในทุกวันนี้หรือไม่

และในเวลานี้ คุณลุง John ได้ร่วมกับงานกับนักวิจัยนาม Maria Helena Braga เพื่อดูแลทีมนักวิจัยในโครงการประดิษฐ์คิดค้นแบตเตอรี่แบบก้อนแข็ง (Solid-state battery) รูปแบบใหม่ ที่ปลอดภัยกว่า และมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบตฯ Li-ion

แบตเตอรี่รูปแบบใหม่ ใช้สาร โซเดียม หรือลิเธียม ที่ถูกห่อหุ้มด้วยชั้นแก้วอิเล็กโทรไลต์ (อิเล็กโทรไลต์ คือสารที่สามารถนำไฟฟ้าได้เมื่ออยู่ในสภาวะของเหลว) คุณสมบัติอันน่าทึ่งของแบตเตอรี่แบบใหม่นี้คือ สามารถชาร์จพลังงานให้เต็มได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เทียบกับแบตฯ Li-ion ของสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่ใช้เวลาชาร์จเป็่นชั่วโมง และแบตเตอรี่แบบใหม่นี้ยังมีความทนทานต่ออุณหภูมิ สามารถใช้งานในสภาวะเยือกแข็ง หรือในสภาพอากาศร้อนได้เป็นอย่างดี (-20 ถึง 60 องศาเซลเซียส) โดยการทดสอบในเบื้องต้น พบว่าแบตฯ แบบใหม่นี้ รองรับรองการชาร์จได้สูงถึง 1,200 รอบ สูงกว่าแบตฯ Li-ion และจุดเด่นของ แบตเตอรี่แบบใหม่นี้คือ ไม่มีส่วนประกอบที่อาจทำให้แบตเตอรี่ลุกไหม้ได้ ทำให้แบตฯ แบบใหม่ของลุง John โดดเด่นกว่าแบตฯ แบบ Li-ion อย่างชัดเจน ในเรื่องของความปลอดภัย

ลุง John กล่าวว่า “เทคโนโลยีแบบใหม่นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยแบตฯ รูปแบบใหม่ที่ราคาถูกลง ปลอดภัยกว่า แถมยังจุพลังไฟได้มากกว่าเดิม และเรื่องจำนวนรอบการชาร์จที่แบตฯ สามารถรองรับได้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับการยอมรับมากขึ้น และเชื่อว่าการค้นพบใหม่ของเรา สามารถแก้ปัญหาของระบบแบตเตอรี่ในปัจจุบันได้”

โดยในช่วงเวลานี้ แบตเตอรี่รูปแบบใหม่อยู่ในขั้นตอนของห้องปฏิบัติการ และยังคงต้องมีการพัฒนาต่อไปจนกว่าจะถึงจุดที่เทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานได้อย่างจริงจัง จึงจะเริ่มมีการมองหาบริษัทเอกชนเพื่อการผลิตออกวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไปครับ
ที่มา : www.digitaltrends.com , th.wikipedia.org ,https://news.thaiware.com/9762.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1373655816032567

 

แอมดอกซ์เอาใจคนรุ่นใหม่ เปิดตัวระบบจัดการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน

แอมดอกซ์เอาใจคนรุ่นใหม่ เปิดตัวระบบจัดการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน

บริษัท แอมดอกซ์ (Amdocs) ผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านซอฟต์แวร์ระบบบริการลูกค้า ประกาศเปิดตัว การให้บริการระบบจัดการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน หรือ Amdocs Mobile Financial Services Solution ซึ่งรองรับการใช้งานของผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน เช่น การสื่อสาร การค้าปลีกและการบริการทางการเงิน โดยสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่บริการ Mobile Wallet มีระบบสะสมแต้มเพื่อใช้เป็นส่วนลดหรือเงินทุนหมุนเวียน และสำหรับลูกค้าที่ไม่มีบัญชีธนาคารสามารถใช้บัตรเหล่านี้ในการใช้จ่ายในร้านค้า รวมถึงถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มและซื้อสินค้าออนไลน์ได้อีกด้วย
ระบบการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟนจาก “แอมดอกซ์” สามารถใช้งานบนระบบคลาวด์ได้อย่างรวดเร็ว มีความปลอดภัยสูง โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นของบริการนี้คือ
– มีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ใบเดียวก็สามารถจัดการด้านการเงินได้ทั้งหมด เช่น เงินเดือน สวัสดิการ บัตรเครดิต บัตรเดบิต คูปอง เงินโอน และธุรกรรมการธนาคารชุมชน (micro-banking) ต่างๆ เช่นเงินกู้ เงินประกัน ตลอดจนการสะสมแต้ม และการจ่ายเติมเงินต่างๆ
– มีการนำเสนอบริการทางการเงินใหม่ๆได้อย่างรวดเร็วทันใจ เช่น ระบบการชำระเงินหรือซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของกลุ่มลูกค้า และสนับสนุนบริการทางการเงินที่หลากหลายได้อย่างครบวงจร
– สามารถรวมการจ่ายและชำระค่าบริการของพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถรับชำระหรือชำระค่าบริการกับพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น บริษัทบัตรเครดิต องค์กรสาธารณูปโภค บริษัทผู้ว่าจ้างเป็นไปอย่างราบรื่น
– สามารถสร้างความมั่นใจในเชิงปฏิบัติการ  โดยบริษัทแอมดอกซ์มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบบริหารจัดการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟนให้กับบริษัทผู้ใช้บริการตลอดการใช้งาน ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเชิงเทคนิค การวางระบบ และการเริ่มเปิดใช้ ไปจนถึงการใช้งานในแต่ละวัน
– ช่วยในการเร่งขับเคลื่อนและมุ่งเน้นความเติบโตทางธุรกิจ โดยเน้นที่การออกแบบการใช้งานและผลตอบรับทางการตลาดสำหรับบริการใหม่ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้ ไปจนถึงการสร้างแนวคิด จัดทำตัวต้นแบบ วิเคราะห์ความพร้อมของตลาด และการวางกลยุทธ์เพื่อเจาะตลาด
จากผลวิจัยทางการตลาดของบริษัทแอมดอกซ์ พบว่าประชากรราว 2.5 พันล้านคนทั่วโลกไม่มีบัญชีธนาคาร แต่ประชาชนประมาณ 1.7 พันล้านคนในกลุ่มนี้กลับมีโทรศัพท์มือถือ ย่อมแสดงให้เห็นถึงโอกาสทางการตลาดสำหรับผู้ปฏิบัติงานเครือข่าย และธนาคาร ที่จะสร้างความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการทางด้านการเงินในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ภาพจาก  http://www.dgmasia.com/articles/42314217/AmdocsCMS.html
ที่มาของข้อมูล
[1]Amdocs เปิดตัว ระบบจัดการด้านบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน, [อินเทอร์เน็ต]. 2560 (เข้าถึงเมื่อ 23 มกราคม 2560). เข้าได้จาก: http://tech.mthai.com/it-news/62480.html
[2]“แอมดอกซ์” เปิดตัวระบบจัดการด้านการบริการทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟน (Mobile Financial Services Card) , [อินเทอร์เน็ต]. 2560 (เข้าถึงเมื่อ 23 มกราคม 2560). เข้าได้จาก: http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9590000114438

ที่มา : http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6103:2017-02-21-03-51-00&Itemid=297

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1373064842758331

 

“Nimb”แหวนนิรภัย ขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน

IBM สร้างโมเลกุลยักษ์ มีความสามารถในการกำจัดไวรัสได้หลายชนิด

บริษัท IBM ร่วมกับสถาบัน Institute of Bioengineering and Nanotechnology (IBN) ในประเทศสิงคโปร์ ได้เผยถึงงานวิจัยในการสร้างโมเลกุลยักษ์ (macromolecule) ให้มีความสามารถในการตรวจจับและกำจัดไวรัสได้หลายชนิด โดยปัจจุบันประสบความสำเร็จในการกำจัดไวรัสอีโบล่า ไข้เด็งกี่ ไข้หวัดใหญ่ ชิคุนกุนย่า และอื่นๆ ในห้องทดลอง

โมเลกุลยักษ์ พร้อมความสามารถในการกำจัดไวรัสหลายชนิด

งานวิจัยนี้เผยแพร่ในวารสาร Macromolecules โดยทีมนักวิจัยได้สร้างโมเลกุลยักษ์ให้มีเป้าหมายไปที่ไกลโคโปรตีน ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวนอกของไวรัสและมีความสามารถในการไปจับกับเซลล์ภายในร่างกายได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้เซลล์ของเราติดเชื้อและกลายเป็นโรคได้ในที่สุด

ขั้นตอนในการกำจัดไวรัสของโมเลกุลยักษ์นี้คือ

  1. เข้าไปจับกับไกลโคโปรตีนบนผิวนอกของไวรัส ทำให้ไวรัสไม่สามารถไปจับกับตัวรับ (receptor) บนผิวเซลล์มนุษย์เพื่อให้เกิดการติดเชื้อได้
  2. มีน้ำตาลที่เรียกว่า mannose ที่สามารถไปแย่งไวรัสจับกับตัวรับบนผิวเซลล์มนุษย์ได้เลยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  3. ถ้าไวรัสรอดจาก 2 วิธีข้างบนไปได้ โมเลกุลยักษ์จะมีท่าไม้ตายคือ จะทำให้ภายในเซลล์มนุษย์มีความเป็นเบสมากขึ้น ทำให้ไม่เอื้อต่อการจำลองตัวเองของไวรัส

แบบภาพแสดง โมเลกุลยักษ์ กำจัดไวรัส

นักวิจัยกลุ่มนี้ไม่ได้สร้างโมเลกุลยักษ์ให้มีเป้าหมายไปที่ RNA หรือ DNA ของไวรัส ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการต้านไวรัสแบบอื่นๆ เนื่องจากไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย ทำให้ยากต่อการกำหนดเป้าหมายที่แน่นอนของโมเลกุลที่จะสร้างขึ้น

โมเลกุลยักษ์นี้เข้าใกล้ความจริงแค่ไหนแล้ว

การทดลองภายในแลป โมเลกุลยักษ์นี้ประสบความสำเร็จในการต้านไวรัสบางชนิด ซึ่งรวมถึงไวรัสอีโบล่า โรคมาร์บูร์ก ไข้เด็งกี ไข้หวัดใหญ่ ชิคุนกุนย่า และไวรัสอื่นๆ ที่ทีมนักวิจัยคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ ทำให้งานวิจัยนี้ดูมีความหวังในอนาคต แต่ก็ยังคงต้องอาศัยการทดลองอื่นๆ อีกมาก ก่อนที่จะนำมาทดลองใช้ในมนุษย์

ภาพจากกล้องอิเล็กตรอนแบบส่องกราด ลงสีจำลอง แสดงให้เห็นเซลล์ VERO E6 (สีเหลือง) ติดเชื้อไวรัสอีโบล่า (สีน้ำเงิน)
ภาพจากกล้องอิเล็กตรอนแบบส่องกราด ลงสีจำลอง แสดงให้เห็นเซลล์ VERO E6 (สีเหลือง) ติดเชื้อไวรัสอีโบล่า (สีน้ำเงิน)

อ้างอิง: Popular Science, Fast Company

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1357796357618513