คลังเก็บหมวดหมู่: ภัทรวดี กุลวงศ์

VERA V1 รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ไทย

VERA AUTOMOTIVE เตรียมเปิดตัว VERA V1 รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ไทย ในวันพรุ่งนี้ (13/1/60) กับสนนราคาค่าตัว 945,000 บาท ณ อาคาร Zero Energy สำนักปฏิบัติธรรมสอาดจิตต์ธรรมสถาน ซอยร่มเกล้า 19/1

VERA V1 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่พัฒนาโดยคนไทย (แม้จะยืมโครงตัวถังมาจาก GEELY GX2 ก็เถอะ) เป็นรถแฮทช์แบ็ค 5 ประตูไซส์มินิ สามารถวิ่งได้ไกลสุด 180 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ความเร็วคงที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 50-70 สตางค์ต่อกิโลเมตร (ค่าไฟ 4 บาท/กิโลวัตต์) สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และปลอดภัยด้วยระบบเบรค ABS และถุงลมนิรภัยคู่หน้า

ในส่วนของราคาที่สูงเกือบ 1 ล้านบาทนั้น นายวันชัย มีศิริ ผู้ร่วมก่อตั้ง VERA AUTOMOTIVE ให้เหตุผลว่า เพราะแบตเตอรี่ที่ใช้ใน VERA V1 เป็นแบตฯ ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LiFePO4) ขนาด 22kWh ซึ่งยังมีราคาสูงในปัจจุบัน คิดเป็น 50% ของราคารถ ขณะที่นโยบายจากภาครัฐก็ยังไม่ชัดเจนและยังไม่พร้อมจะให้การสนับสนุนใดๆ เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าจนกว่าจะถึงปี 2564 นอกจากนี้ชิ้นส่วนหลักของตัวรถยังต้องเสียภาษีนำเข้าปกติ ทั้งหมดทำให้ VERA V1 มีต้นทุนในการผลิตสูง ส่งผลให้ราคาจำหน่ายสูงตามไปด้วย

ด้านการตลาด เบื้องต้น VERA AUTOMOTIVE โฟกัสลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรักษ์สิ่งแวดล้อม รักเทคโนโลยีสมัยใหม่ กลุ่มวิจัยและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า และสำคัญที่สุดคือกลุ่มคนรักยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้ายอดขายเอาไว้เพียงหลักร้อยคันเท่านั้น

ชมรถตร.ซูเปอร์คาร์ของดูไบที่เป็นรถตร.ที่เร็วสุดในโลกค่ะ

ชมรถตร.ซูเปอร์คาร์ของดูไบที่เป็นรถตร.ที่เร็วสุดในโลกค่ะ ตร.ดูไบยังใช้ซูเปอร์คาร์อื่นๆอีกหลายรุ่นด้วย :o

เอมิเรตส์247 – อับดุลเลาะห์ คาลิฟา อัลมาร์รี ผู้บัญชาการตำรวจดูไบ ได้รับมองใบรับรองจากกินเนสบุ๊คออฟเวิลด์ เรคอร์ด สำหรับการเป็นสายตรวจเร็วที่สุดในโลก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลย เพราะพวกเขาใช้ซูเปอร์คาร์บูกัตติ เวย์รอน เป็นยานพาหนะ

พิธีมอบใบรับรองเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยกินเนสบุ๊คออฟเวิลด์ เรคอร์ด ยกให้สายตรวจของตำรวจดูไบที่ใช้รถสปอร์ต บูกัตติ เวย์รอน เป็นหน่วยลาดตระเวนเร็วที่สุดในโลก ด้วยรถยนต์รุ่นนี้มีสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 407 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำลายสถิติเดิมของรถตำรวจลาดตระเวนของกองกำลังตำรวจสหรัฐฯที่ใช้รถสปอร์ตแลมโบกินี ที่ทำความเร็วได้สูงสุด 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การนำ บูกัตติ เวย์รอน เข้าประจำการเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเสริมความเข้มแข็งแก่สายตรวจดูไบ หลังจากก่อนหน้านี้มีรถสมรรถภาพสูงอยู่ในประจำการหลายรุ่นหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นแมคลาเรน MP4-12C, แลมโบกินี อเวนทาดอร์, เฟอร์รารี เอฟเอฟ, เมอร์เซเดส SLS AMG, Roush มัสแตง, เบนทต์ลีย์ Continental GT, ออดี R8 V01 Plus, แอสตัน มาร์ติน วัน-77, นิสสัน GTR และเมอร์เซเดส SL36 AMG

ตำรวจดูไบเผยว่าการเสริม บูกัตติ เวย์รอน เข้าประจำการในกองกำลัง มีขึ้นพร้อมกับเป้าหมายเสริมประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ อย่างเช่นตึกคาลิฟาและอื่นๆ


โดย MGR Online

อ้างอิง http://www.manager.co.th

https://web.facebook.com/rmutphysics/videos/1417861988278616/

 

สุดล้ำกับนวัตกรรม !! เพียงใช้นิ้วสัมผัสบนแท็บเล็ต ก็สามารถควบคุมรถบรรทุกได้ดั่งใจ

บริษัท ZF Friedrichshafen AG (ZF) ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับรถบรรทุกมายาวนาน ได้แสดงรถบรรทุกนวัตกรรมใหม่ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ในงานแถลงข่าวการค้าระหว่างประเทศ ที่ศูนย์ทดสอบ Aldenhoven ประเทศเยอรมนี

รถบรรทุกสุดล้ำนวัตกรรมนี้ขับเคลื่อนด้วยการควบคุมจาก โปรแกรมบนแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ระบบแอนดรอยด์ ผ่านบลูทูธในรัศมีไม่เกิน 72 เมตร สามารถปรับระดับความเร็วของการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและถอยหลังได้ 3 ระดับ โดยความเร็วระดับสูงสุดทำได้ที่ 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เฟรดดริก สเตดท์เลอร์ รองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยียานยนต์เพื่อการขนส่ง ของบริษัท(ZF) เปิดเผยว่า “เราให้ความสำคัญกับศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ ผู้ใช้งานเพียงวางนิ้วลงบนแท็บเล็ต และควบคุมรถบรรทุกได้ตามใจต้องการ เมื่อหยุดใช้นิ้วควบคุม รถก็จะหยุดขับเคลื่อนตามไปด้วย เทคโนโลยีดังกล่าวได้ดัดแปลงมาจากระบบรถบรรทุกขับเคลื่อนอัตโนมัติของหน่วยงาน automotive world เมื่อประมาณ 10 เดือนก่อน แม้ยังไม่มีบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุกเข้ามาร่วมทดสอบกับเทคโนโลยีนี้ แต่บริษัท ZF พร้อมปรับแต่งเทคโนโลยีดังกล่าวให้รองรับการใช้งานสำหรับบริษัทผลิตรถบรรทุกที่สนใจในอนาคต”

ด็อกเตอร์ สเตฟาน ซอมเมอร์ ประธานกรรมการบริษัท ZF เปิดเผยว่า “นวัตกรรมของรถบรรทุกนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเทคโนโลยีอันล่าสุดของเรา เราสามารถสร้างระบบฟังก์ชั่นที่มีประสิทธิภาพอย่างน่าเหลือเชื่อ ง่ายต่อการใช้งาน นับว่าเป็นทางออกของการดำเนินธุรกิจขนส่งเชิงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี”
 
          ทีมงานของบริษัท ZF ได้ สร้างสรรค์เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนถ่ายสินค้าบริเวณลานกว้าง หรือพื้นที่อื่นๆที่สามารถใช้งานได้ ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพของการขนถ่ายสินค้าได้เร็วยิ่งขึ้น เมื่อผู้ขับนำรถบรรทุกเข้ามายังคลังเพื่อขนถ่ายสิ้นค้า ระหว่างที่รอการเคลื่อนย้ายสินค้า ผู้ขับสามารถเปิดระบบเทคโนโลยีดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการจัดเก็บสินค้าได้ควบคุมรถ เพื่อนำรถลากส่วนพ่วงท้ายที่บรรจุสินค้าไปไว้ในบริเวณคลังเก็บสินค้า จากนั้นปล่อยส่วนพ่วง แล้วทำหัวรถไปลากส่วนพ่วงอื่นขนย้ายสินค้าต่อไป หรือนำหัวลากไปทำภารกิจอื่นๆขณะที่ผู้ขับรถไปเบรค เมื่อผู้ขับกลับมาการขนย้ายสินค้าก็จะเสร็จสมบูรณ์พอดี พร้อมต่อการขนส่ง
 
          โอล์ริค เวนแมนน์ ผู้จัดการโครงการวิศกรรมและการทดสอบบริษัท ZG แถลงการเสริมว่า “นอกจากนี้เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีประโยชน์ด้านความปลอดภัย โดยช่วยดำเนินงานขนส่งในพื้นที่เต็มไปด้วยสินค้า และช่วยแบ่งเบาภาระของพนักงานขับรถได้มาก ผู้ขับสามารถลงจากรถและเปิดระบบควบคุมด้วยนิ้วมือผ่านแท็บเล็ต เพื่อนำรถเข้าไปจอดในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ”
 
          รถบรรทุกที่ใช้เทคโนโลยีนี้  จะติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ TraXon ไฮบริด โดยผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 120 กิโลวัตต์  พร้อมการติดตั้งดราย คลัทช์ เพื่อเปิด-ปิด การทำงานของระบบไฮบริด และแบตเตอรี่ที่ผลิตแรงไฟฟ้าสำหรับเปลี่ยนเกียร์ สามารถปรับระบบเกียร์ TraXon ได้ทำงานปกติได้ยามต้องการ
นอกจากนี้ยังติดตั้ง ระบบ ZF-Servotwin เพื่อช่วยควบคุมการเลี้ยว สำหรับรถพาณิชย์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าประกอบการใช้งานช่วยเครื่องยนต์หลัก อีกทั้งยังลดการปล่อยมลภาวะด้วย
 
            ความเร็วและการควบคุมรถจะปรากฏข้อมูลบนแท็บเล็ต สามารถปรับการใช้งานได้ด้วยระบบสัมผัส เพียงแค่นำนิ้ววางลงบนส่วนต่างๆของตัวรถที่แสดงอยู่บนหน้าจอ ระบบก็จะควบคุมไปยังตัวรถให้เคลื่อนไหวตามที่เราสั่งการ หากต้องการเลี้ยวซ้ายหรือขวาสามารถทำได้ง่ายเพียงเลื่อนนิ้วมือไปทางซ้ายหรือขวาเท่านั้น หากระบบขาดการเชื่อมต่อระหว่างควบคุม รถบรรทุกก็จะหยุดเคลื่อนที่โดยอัติโนมัติเพื่อความปลอดภัย
 
            เวนแมนน์  ได้กล่าวปิดท้ายว่า “ในแง่มุมด้านเทคนิค มันเป็นไปได้ที่รถบรรทุกจะเคลื่อนย้ายเพื่อขนถ่ายสินค้าหรือเข้าที่จอดได้ด้วยตัวตนเอง โดยปราศจากการควบคุมผ่านรีโมทหรือสื่อกลางอื่นๆ แต่มันเป็นทัศนวิสัยในอนาคตโดยขึ้นกับปัจจัยอื่นๆด้วย

Toyota เตรียมใช้ซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink ของ Ford เพื่อเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนกับรถยนต์

โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน เดินหน้าใช้ SmartDeviceLink ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สของฟอร์ด สำหรับเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนกับรถยนต์

รวมถึง QNX Software Systems และ UIEvolution ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อนำมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของพวกเขา และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดังอย่าง พีเอสเอ เปอโยต์ ซีตรอง ฮอนด้า ซูบารุและมาสด้า กำลังศึกษามาตรฐานของซอฟท์แวร์ดังกล่าวเช่นกัน เช่นเดียวกันกับระบบ  SYNC® AppLink™ ในรถฟอร์ด ระบบ SmartDeviceLink ในรถยนต์จากค่ายอื่นๆ ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้งานแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนอย่าง Spotify Glympse  iHeartRadio และอื่นๆ อีกมากมายโดยสั่งงานจากคำสั่งเสียงและแผงหน้าปัดรถยนต์

ที่งาน Consumer Electronics Show 2016 (CES) ในลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และบริษัทซัพพลายเออร์กลุ่มแรก นำโดย โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ได้เริ่มนำซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink ของฟอร์ดมาใช้ ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมมอบตัวเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภคในการเชื่อมต่อและควบคุมแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนในระหว่างการเดินทาง

 

SmartDeviceLink เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่สร้างขึ้นจากแพลตฟอร์ม SYNC® AppLin  k™ ของฟอร์ด เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบายในการเชื่อมต่อและควบคุมแอพพลิเคชั่นโปรดบนสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่โดยผ่านการสั่งงานด้วยเสียง พร้อมกันนี้บริษัทซัพพลายเออร์อย่าง QNX Software Systems และ UIEvolution เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและแผนการเพื่อนำมาปรับใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเช่นกัน

 

การใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวของฟอร์ด นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่บรรดาค่ายรถยนต์และบริษัทซัพพลายเออร์ได้ช่วยกันยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนที่สามารถใช้งานภายในรถยนต์ ซึ่งการที่อุตสาหกรรมใช้แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink เหมือนๆ กัน จะช่วยให้นักพัฒนามุ่งเน้นในการพัฒนาซอฟต์แวร์บนแพลตฟอร์มเดียวกันในการมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของค่ายรถยนต์ต่างๆ

 

“ประโยชน์ที่แท้จริงของการใช้อินเตอร์เฟสเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นสมารท์โฟนกับรถยนต์ที่เหมือนกันนั้น เป็นการสร้างให้อุตสาหกรรมยานยนต์มีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ซึ่งในขณะเดียวกันยังมอบอิสระให้แก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ในการสร้างความโดดเด่นให้แก่แบรนด์ของตนเองเช่นกัน” มร. ดอน บัตเลอร์  ผู้อำนวยการบริหารของฟอร์ด ฝ่ายเชื่อมต่อสื่อสารและการให้บริการ กล่าว “ฟอร์ดได้สร้างซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว”

 

ซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink และ AppLink เป็นส่วนหนึ่งของแผนการสัญจรอัจฉริยะของฟอร์ด ซึ่งจะช่วยนำพาบริษัทไปสู่อีกขั้นของความสำเร็จในเรื่องการเชื่อมต่อสื่อสาร การสัญจร รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ขับขี่ รวมทั้งการบริหารจัดการฐานข้อมูลและการนำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ในเชิงลึก

 

การที่อุตสาหกรรมยานยนต์ใช้มาตรฐานเดียวกันให้ประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างไร

รถยนต์ที่ติดตั้งด้วยซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนยอดนิยมผ่านการควบคุมจากหน้าจอแสดงผล ปุ่มใช้งาน และ/หรือ คำสั่งเสียง ซึ่งผู้ใช้ AppLink ของฟอร์ด สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นเพลงยอดฮิตอย่าง Spotify และ iHeartRadio หรือ แอพพลิเคชั่นที่ให้ข้อมูลและให้ความรู้อย่าง AccuWeather และ MLB รวมทั้งแอพพลิเคชั่นร้านค้าชั้นนำอย่าง Domino’s และแอพพลิเคชั่นอื่นๆ อีกมากมายจากทั่วโลก

 

งานแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนที่สามารถใช้ในรถยนต์ที่ติดตั้งด้วยซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink ได้มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้พัฒนาได้เล็งเห็นจำนวนรถยนต์ที่ใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น สำหรับค่ายรถยนต์และบริษัทซัพพลายเออร์ การใช้ SmartDeviceLink จะช่วยมอบตัวเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภคในการเชื่อมต่อและควบคุมแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนในระหว่างการเดินทาง ซึ่งการนำซอฟต์แวร์ที่เหมือนกันมาใช้ยังช่วยเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ เพราะได้รับความร่วมมือในการพัฒนาจากหลายผู้ผลิตในอุตสาหกรรม

 

เทคโนโลยี AppLink ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ SYNC ของฟอร์ด สามารถใช้งานได้ในรถยนต์ฟอร์ดกว่า 5 ล้านคันทั่วโลก โดยคาดว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถเข้าถึงรถยนต์มากกว่า 28 ล้านคัน ภายในปี 2020

 

การใช้ SmartDeviceLink อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์จะช่วยให้เทคโนโลยีดังกล่าวกระจายไปถึงกลุ่มตลาดในประเทศใหม่ๆ อาทิ ประเทศไทย จีน ไต้หวันและนิวซีแลนด์

 

ในปีนี้ ฟอร์ดจะแนะนำ AppLink รุ่นถัดไปที่สร้างขึ้นจากซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้แอพพลิเคชั่นนำทางโปรดผ่านหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสบนรถยนต์เหมือนการใช้งานบนหน้าจอสมาร์ทโฟน การพัฒนาครั้งนี้จะช่วยนำแอพพลิเคชั่นนำทางในสมาร์ทโฟนสู่การใช้งานในรถยนต์ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก

 

การเติบโตของกลุ่มรถยนต์ที่สามารถเชื่อมต่อสื่อสารกันได้

ด้วยการทำซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink ให้เป็นโอเพนซอร์ส ฟอร์ดได้ให้แนวทางแก่อุตสาหกรรมในการรักษาความเป็นเอกลัษณ์ จุดเด่นในการให้ความบันเทิงของค่ายรถแต่ละยี่ห้อ และประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อสื่อสารที่ตอบโจทย์ความคาดหวังการเชื่อมต่อการใช้งานแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนใดๆ

 

Lovio ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของฟอร์ด เดินหน้าจัดโปรเจ็คท์โอเพนซอร์สดังกล่าวกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ร่วมใช้ซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink เพื่อพัฒนาอินเตอร์เฟสเชื่อมต่อที่สมบูรณ์สำหรับรถยนต์แต่ละคัน

 

“การพัฒนาบริการการเชื่อมต่อสมารท์โฟนภายในรถยนต์ที่ปลอดภัยกว่าและเหมาะกับฟีเจอร์ของรถยนต์แต่ละคันนั้นมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สามารถมอบให้ลูกค้าได้” มร. ชิเกคิ เทราชิ ผู้จัดการอาวุโส โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน กล่าว “เราหวังว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ค่ายอื่นจะเล็งเห็นความสำคัญและพร้อมร่วมมือกันในการใช้ SmartDeviceLink”

 

ระบบซอฟต์แวร์ของ QNX จากประเทศแคนาดาซึ่งเป็นบริษัทสาขาภายใต้แบล็คเบอร์รี่ ที่ให้บริการข้อมูลแบบครบวงจรของสาระบันเทิง เทเลแมติกส์ ความปลอดภัยและโซลูชั่นด้านเสียงนั้น ได้รับการนำไปใช้ในรถยนต์กว่า 60 ล้านคันทั่วโลก

 

โรงงานผลิตรถยนต์กว่า 40 แห่งรวมทั้งฟอร์ดได้นำระบบซอฟต์แวร์ QNX มาใช้ โดยฟอร์ดใช้ QNX เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับ SYNC 3 ยิ่งไปกว่านั้น QNX ยังวางแผนติดตั้งซอฟต์แวร์ SmartDeviceLink ในแพลตฟอร์ม QNX CAR™ สำหรับมอบสาระบันเทิง โดยแพลตฟอร์มนี้พร้อมรองรับระบบที่หลากหลายจากผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้อินเตอร์เฟสการเชื่อมต่อกับรถยนต์จำนวนมากมายทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว


อ้างอิง https://www.motorexpo.co.th

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1388344504563698/

ล้ำมาก! นวัตกรรมใหม่ในอนาคต “รถบิน” ให้คุณได้ขับจากบ้านไปที่ทำงานได้สบาย

บริษัท Terrafugia ของสหรัฐ โปรโมทรถยนต์ที่สามารถบินได้ TF-X เป็นรถยนต์โดยสาร 4 ที่นั่ง พร้อมขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และสามารถเปลี่ยนสถานะรถยนต์เป็นเครื่องบินได้ทันที โดยเครื่องยนต์สามารถขับเคลื่อนได้รวดเร็วทันใจเป็นอย่างมาก

บริษัท Terrafugia ระบุว่า พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ขับเคลื่อนมาจากการส่งถ่ายพลังงานของใบพัด ขับด้วยความเร็วสูงถึง 322 กม./ชม. ระยะทางได้ไกล 805 กม. นั่งโดยสารได้ 4 คน สามารถขับด้วยระบบคนขับอัตโนมัติได้อีกด้วย เพียงแค่ใส่สถานที่ที่ต้องการจะไป เครื่องก็จะบินออโต้ไพล็อทไปส่งได้ถึงสถานที่ปลายทาง

พวกเขากล่าวว่า หวังว่าวันนึงจะทำให้รถบินได้สามารถจอดไว้ในโรงจอดรถได้เช่นเดียวกับรถยนต์ทั่วๆไป

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มีการโปรโมทรถยนต์บินได้รุ่น the Transition ที่สามารถโดยสารได้ 2 ที่นั่ง ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 270,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.9 ล้านบาท คาดว่าจะวางจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้

ผู้ที่สามารถเป็นเจ้าของรถบินเช่นนี้ได้ จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และใบอนุญาตขับเครื่องบินอีกด้วย โดยจะต้องมีชั่วโมงบินมาแล้วอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 20 ชม. จึงจะสามารถขับรถคันนี้ได้

ถ้าคุณมีใบขับขี่อย่างที่ว่าพร้อมกับเงิน 8.9 ล้าน ก็สามารถเป็นเจ้าของรถบินได้ ชีวิตคงสะดวกขึ้นเยอะเลย

สำหรับรถบินรุ่นล่าสุด TF-X คาดว่าจะต้องใช้เวลาค้นคว้าวิจัยอีกประมาณ 8 ถึง 12 เดือน

ถ้ารถแบบนี้ได้ออกมาวางขายและเปิดให้ใช้ได้จริง เหมือนชีวิตจะดูสะดวกสบายขึ้นเยอะเลย

เข้าไปชมคลิปวิดีโอที่โชว์นวัตกรรมของรถบินคันนี้กันเลย

ถ้ามีรถแบบนี้ใช้ในเมืองไทย ปัญหารถติดก็ไม่รู้จะลดน้อยลงรึเปล่านะ อาจจะต้องมีระบบการจัดระเบียบสัญจรทางอากาศแทนเหมือนเครื่องบิน แต่ก็ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ล้ำมาก เหลือเชื่อจริงๆ อย่าลืมแชร์ไปให้เพื่อนๆดู ตามเทรนด์ให้ทัน!

ที่มา : http://www.manyum.com/post/detail/127895.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1357253634339452

BMW VISION THE NEXT 100 YEARS ยานยนต์ในอนาคตสุดมหัศจรรย์

เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี BMW Group แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน ฉลองความสำเร็จครบรอบ 100 ปี ภายใต้แนวคิด ‘100 ปีแห่งอนาคต’ (THE NEXT 100 YEAR) ในปี 2559 โดยที่ผ่านมา BMW ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมียมมาโดยตลอด ทั้งนี้ ความสำเร็จของ BMW เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของทีมงานที่แข็งแกร่งและมีความสนใจอย่างลึกซึ้งในนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนทุกการเดินทาง

ภารกิจที่เป็นหัวใจหลักของ BMW Group คือการหาคำตอบที่ดีที่สุดของทุกความท้าทาย โดยเป้าหมายนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนิยามความเป็น BMW และยังเป็นพลังที่ขับเคลื่อนการทำงานของบริษัทแห่งนี้ในทุกระดับ สะท้อนให้เห็นผ่านวัฒนธรรมขององค์กรและแนวทางการปฏิบัติงานของผู้บริหาร มร. ฮาราลด์ ครูเกอร์ ประธานคณะกรรมการบริหาร มร. ฮาราลด์ ครูเกอร์ ประธานคณะกรรมการบริหาร BMW Group กล่าวในงานฉลองครบรอบ 100 ปีของบริษัทที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

สิ่งสำคัญ 3 ประการที่ทำให้ BMW Group แตกต่างจากแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น คือ ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการมีความรับผิดชอบต่อสังคม การดำเนินธุรกิจของ BMW ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการเรียนรู้อย่างรวดเร็วและความกล้าหาญในการทำสิ่งยิ่งใหญ่ของบริษัท สำหรับในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี BMW Group ให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของยานยนต์ส่วนบุคคลที่อาจเกิดขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน BMW Group ได้สร้างยานยนต์แห่งอนาคตอันล้ำสมัยเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยแนวคิดที่ว่ายานยนต์ระดับพรีเมียมของ BMW จะต้องมอบความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบ สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่แต่ละรายได้อย่างครบครัน จากในปัจจุบันที่เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับกันอย่างจริงจัง BMW จึงคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้รถยนต์ส่วนใหญ่จะสามารถขับเคลื่อนตัวเองด้วยระบบอัตโนมัติบนทุกเส้นทางท่ามกลางเมืองใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่าในทุกวันนี้

ในโลกอนาคต เวลาจะกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ผู้คนต่างขาดแคลนแต่ในขณะเดียวกัน การเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์จะมีความแพร่หลายมากขึ้นและเทคโนโลยีต่างๆก็สามารถเรียนรู้จากมนุษย์ได้ ยานยนต์ในอนาคตจะเชื่อมทุกมิติของชีวิตมนุษย์เข้าด้วยกัน และ BMW เชื่อว่านวัตกรรมยานยนต์ต้นแบบอนาคตในทิศทางนี้ จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ขึ้นมากมายให้กับวงการรถยนต์ระดับพรีเมียม…


อ้างอิง : อาคม รวมสุวรรณ

E-Mail chang.arcom@thairath.co.th

Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/597472

‘The Flying Passenger’ การทดสอบการใช้งานจริงชุดใหม่จากวอลโว่ ทรัคส์สาธิตประสิทธิภาพการทำงานของระบบส่งกำลังที่โดดเด่นผ่านการแสดงร่มร่อนผาดโผนอันน่าตื่นเต้น

  วอลโว่ ทรัคส์กลับมาอีกครั้งพร้อมกับการทดสอบการใช้งานจริงอันน่าตื่นเต้น รถบรรทุก Volvo FH จะลากนักเล่นร่มร่อนให้ลอยเหนือเส้นทางภูเขาที่ลาดชัน รวมถึงขับลอดผ่านช่องว่างโล่งแคบของสะพานแขวน การขับขี่ผ่านพื้นที่จำกัดต้องอาศัยทักษะการควบคุมรถด้วยความเร็วคงที่อย่างแม่นยำ การทดสอบชุดล่าสุดนี้ถ่ายทำขึ้นเพื่อสาธิตประสิทธิภาพระบบส่งกำลังจากวอลโว่ ทรัคส์ ซึ่งติดตั้งด้วยเกียร์ I-Shift แบบคลัตช์คู่ที่มอบประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการประหยัดเชื้อเพลิงลงอย่างมาก

Image

“การขับขี่ด้วยเกียร์สูงและการเปลี่ยนเกียร์อย่างราบรื่น คือปัจจัยสำคัญในการประหยัดเชื้อเพลิง เกียร์ I-Shift แบบคลัตช์คู่ช่วยให้การขับขี่ราบรื่นทั้งในระหว่างการใช้เกียร์สูงและระหว่างรอบเครื่องต่ำ″ สตาฟเฟ่น เวนเดอแบร์ก ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ FH and Long Haul ที่วอลโว่  ได้พูดถึงวอลโว่ทรัคส์ คันนี้

นอกจากนี้ ระบบเกียร์ที่โดดเด่นส่งผลต่อประสิทธิผลอีกด้วย เกียร์ I-Shift แบบคลัตช์คู่นั้นมอบการเปลี่ยนเกียร์ที่ทรงพลัง เพื่อรับประกันว่าเครื่องยนต์จะไม่สูญเสียแรงบิดในระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ภายใต้สภาพการขับขี่

559000012495702

 

“การทำงานให้เสร็จได้ตามกำหนดและการลดการใช้เชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับต่ำแม้ในระหว่างการขับขี่ขึ้นเขาหรือผ่านเส้นทางคดเคี้ยว คือองค์ประกอบสำคัญเพื่อความสำเร็จของลูกค้าจำนวนมาก การทดสอบครั้งนี้คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบเพื่อท้าทายความสามารถของระบบส่งกำลังรุ่นล่าสุดของเรา ‘The Flying Passenger’ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านการทำงานจริง ว่าอะไรคือประสิทธิภาพการใช้งานและสมรรถนะการขับขี่ของ วอลโว่ ทรัคส์” เคลย์ส นิลส์สัน, ประธานของวอลโว่ ทรัคส์กล่าว

‘The Flying Passenger’ คือบททดสอบล่าสุดจากชุดภาพยนตร์การทดสอบการใช้งานจริงของวอลโว่ ทรัคส์ สำหรับภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก ได้แก่ ‘The Epic Split’, ‘The Hamster Stunt’ และ ‘Look Who’s Driving’ ภาพยนตร์

การทดสอบดังกล่าวถ่ายทำที่บริเวณเทือกเขาไดนาริกแอลป์ในประเทศโครเอเชีย
โดยใช้เส้นทางที่ปิดการจราจรและมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

Image111

ข้อมูลเกี่ยวกับระบบส่งกำลังที่ปรับปรุงใหม่จากวอลโว่ ทรัคส์: การปรับปรุงสำหรับเครื่องยนต์ Euro 6
รายการปรับปรุงบางชุดสำหรับเครื่องยนต์ Euro 6 (13 ลิตร, คอมมอนเรล) ประกอบด้วย

– ระบบฉีดแบบคอมมอนเรลสำหรับทุกระดับกำลัง

– การปรับปรุงด้านการบีบอัดสำหรับเครื่องยนต์ D13 รุ่น 420 และ 460 แรงม้า

– ระบบเทอร์โบที่ปรับปรุงใหม่สำหรับเครื่องยนต์ D13 รุ่น 500 และ 540 แรงม้า

– ลดแรงเสียดทานภายในระบบ

– ซอฟต์แวร์และระบบควบคุมเครื่องยนต์ที่ปรับปรุงใหม่

– การลดน้ำหนักเครื่องยนต์

ระบบเกียร์ I-Shift แบบคลัตช์คู่ของวอลโว่ ทรัคส์

– ระบบเกียร์ I-Shift แบบคลัตช์คู่ช่วยรักษาแรงบิดระหว่างการเปลี่ยนเกียร์

– ระบบการเปลี่ยนเกียร์แบบอัตโนมัติโดยสมบูรณ์ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและ
การประหยัดเชื้อเพลิงระหว่างขับขี่

– แพคเกจซอฟต์แวร์จะปรับรูปแบบการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะกับสภาพการใช้งาน

– ตัวเลือกการเลือกเกียร์ด้วยตัวเอง

– น้ำหนักที่ลดลง ด้วยรูปแบบการออกแบบที่กะทัดรัดและตัวเรือนอลูมิเนียม

วอลโว่ ทรัคส์ เหลือเชื่อแต่ทำได้ (ชมคลิป)

เกี่ยวกับการทดสอบนี้

– การทดสอบทั้งหมดใช้เวลาถ่ายทำในประเทศโครเอเชีย

– รถบรรทุกที่ใช้สำหรับการทดสอบ คือรถบรรทุก Volvo FH 540 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ D13 รุ่นปรับปรุงและเกียร์ I-Shift แบบคลัตช์คู่

– ผู้ขับรถบรรทุกใน ‘The Flying Passenger’ คือ หลุยส์ แมร์เรียต จากนิวซีแลนด์

– นักเล่นร่มร่อนในการทดสอบ ‘The Flying Passenger’ คือ กิลเลียม กัลวานี จากฝรั่งเศส

– การแสดงผาดโผนนี้เป็นการแสดงชุดแรกที่ใช้รถบรรทุกร่วมกับนักเล่นร่มร่อน นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่มีการใช้รถบรรทุกเพื่อลากนักเล่นร่มร่อนผ่านอุโมงค์อีกด้วย


อ้างอิงhttp://www.manager.co.th

https://web.facebook.com/rmutphysics/videos/1343930645671751/

 

ชมดีไซน์เต็มๆ! BMW 3.0 CSL Hommage

ค่ายดัง BMW นำรถต้นแบบรุ่นใหม่นามว่า บีเอ็มดับเบิลยู 3.0ซีเอสแอล ฮอมเมจ (BMW 3.0CSL Hommage) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถสปอร์ต 2 ประตู ชื่อดังในยุค 70 มาอวดโฉมในงาน Concorso d’Eleganza Villa d’Este  ซึ่งเป็นงานแสดงรถโบราณชื่อดังจากอิตาลี

16814899861817306771_610-481x300

 

รูปลักษณ์ภายนอก BMW 3.0 CSL Hommage เป็นเช่นใด ?

ในส่วนของการดีไซน์ BMW 3.0 CSL Hommage นี้มีการออกแบบพัฒนาเพื่อให้เข้ายุคเข้าสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป มาดูด้านหน้ากันก่อนเริ่มตั่งแต่ กระจังหน้ามาทรงไตคู่ขนาดใหญ่พิเศษดีไซน์เข้ากับไฟหน้า LED ขนาดเล็กแนวยาว และกระจกมองข้างดีไซน์ปีกเครื่องบินพร้อมระบบกล้องมองหลังทั้ง 2 ข้าง

และในส่วนของบั้นท้ายนั้น โดดเด่นด้วยไฟท้าย LED ดีไซน์ล้ำสมัย เข้ากับสปอยเลอร์หลังดีไซน์ขนาดใหญ่เป็นอย่างดี

11172879991364979766_610-399x300

ส่วนด้านข้างจะเห็นได้ว่าติดชุดสเกริ์ตรอบคันเลย ที่ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด พร้อมสวมล้ออัลอยด์ขนาด 21 นิ้ว

137775816924753154_610-458x300

ภายใน BMW 3.0 CSL Hommage มีอะไรเป็นความสปอร์ตบ้าง ?

การตกแต่งภายในจัดเต็มความสปอร์ตด้วย เบาะนั่งทรงสปอร์ต 2 ที่นั่งในแบบรถแข่ง ที่มีการตัดเย็บแบบเฉียบคม พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบ 6 จุด และใส่พวงมาลัยทรงล้ำยุค อีกทั้งชุดคันเร่งแป้นเบรคทำจากอะลูมิเนียม

xQcoBiyFeZz2rGljUtopM_1jCIxAq69F0B7BFBcK+N0_yJ+xC17i21knDZ+rG_Esjlvg4jtKMO5889bCsWmp_g-400x300

ปิดท้ายด้วยขุมพลังเครื่งยนต์ของรถต้นแบบ BMW 3.0CSL Hommage รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ แถวเรียงพร้อมระบบ eBoost technology แต่จะผลิตและจำหน่ายเมื่อไรต้องรอติดตามดูนะจ๊ะ

เพื่อนๆสามารถติดตามเรื่องราวของรถยนต์คันอื่นๆจากค่าย BMW เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

จองด่วน! BMW 435i  ZHP Edition
ที่สุดของความประหยัด BMW 320d EfficientDynamics !!
กำลังจะมา BMW X2 ใหม่ !!
โคตรเท่ห์ !! BMW M9  Concept
เพื่อนๆ สามารถติดตามข่าวสารการเปิดตัวรถยนต์ และนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงสาระดีๆเกี่ยวกับการดูแลและขับขี่รถอย่างปลอดภัย การจัดแสดงรถยนต์อื่นๆ ได้ที่ Thaicarlover.com ครับ

อ้างอิงThaicarlover.com

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1343461192385363

2018 Toyota Camry: Made in America, great again

เปิดตัว 2018 Toyota Camry ใหม่ ปรับภาพลักษณ์สปอร์ตเต็มพิกัด

2018 Toyota Camry เวอร์ชั่นอเมริกาเหนือใหม่ ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วที่งานดีทรอยต์มอเตอร์โชว์ 2017 ปรับดีไซน์ใหม่หมดจดเพิ่มความสปอร์ตทะลุพิกัด

2018 โตโยต้า คัมรี่ ใหม่ ที่เปิดตัวในงานดังกล่าวเป็นเวอร์ชั่นสำหรับวางจำหน่ายในอเมริกาเหนือ ซึ่งไทยเองก็ได้นำรุ่นที่แล้วเข้ามาจำหน่ายในชื่อ Camry Esport ขณะที่รุ่นใหม่ถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์ม TNGA – Toyota New Global Architecture โดยโครงสร้างตัวถังมีการเพิ่มวัสดุที่มีความแข็งแรงสูง พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีอัดฉีดโลหะเพื่อเพิ่มความแข็งแรง โดยไม่ทำให้น้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้นมากเกินไป

aHR0cDovL3AzLmlzYW5vb2suY29tL2F1LzAvdWQvMTEvNTY2MjUvMDEuanBn

 

108

คัมรี่ ใหม่ จะมีวางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่ LE, XLE, SE และ XSE โดยรุ่น SE และ XSE จะได้รับการตกแต่งในดีไซน์สปอร์ต ทั้งกันชนด้านหน้าพร้อมช่องดักลมขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยสีดำ กระจังหน้าที่ออกแบบรับกับชุดไฟหน้า กระจกมองข้างติดตั้งบริเวณตัวถังประตู แนวขอบประตูออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น พร้อมไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบให้มีคิ้วเชื่อมลงมาบริเวณกันชนดูแปลกตา กันชนท้ายมีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ในตัว พร้อมปลายท่อไอเสียแบบ 4 ท่อ อีกทั้งยังมาพร้อมหลังคาสีดำ

112

 

ด้านขุมพลัง 2018 คัมรี่ ที่วางจำหน่ายในอเมริกาเหนือติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร Dynamic Force Engine ที่ปรับให้ลูกสูบมีระยะชักยาวขึ้น และมีกำลังอัดมากขึ้น พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVT-iE ใหม่ล่าสุด (Variable Valve-Timing-intelligent Electric) ซึ่งถึงขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขกำลังสูงสุดออกมา นอกจากนั้น ยังมีเครื่องยนต์บล็อกใหญ่แบบ V6 ความจุ 3.5 ลิตร ที่คาดว่าจะยกมาจาก Highlander และ Sienna นั่นเอง เครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ล่าสุด

ขณะที่ Camry Hybrid จะถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ที่ถูกปรับปรุงใหม่ พร้อมย้ายตำแหน่งแบตเตอรี่ไปวางไว้ใต้เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระท้ายมากขึ้น

103

ห้องโดยสารภายในถูกออกแบบแผงคอนโซลเน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางมากขึ้น สามารถเลือกติดตั้ง ‘Human Machine Interface’ ที่มาพร้อมหน้าจอมาตรวัดความเร็วขนาด 7 นิ้ว หน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาดใหญ่พร้อมระบบ Entune 3.0 ที่ปรับอินเตอร์เฟซให้ดูใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟนมากขึ้น สามารถเลือกระบบกระจายสัญญาณ Wi-Fi และระบบเสียงเซอร์ราวด์จาก JBL เป็นออพชั่นเสริมได้

ส่วนบ้านเราคงต้องรออีกสักระยะ

อ้างอิง http://auto.sanook.com/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1339294032802079

Chevrolet Bolt 2017 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็ก ที่ให้ทั้งความทันสมัย และความสนุกในการเดินทาง

Chevrolet Bolt 2017 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็ก ที่ให้ทั้งความทันสมัยและความสนุกในการเดินทาง

Chevrolet เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด All-New Chevrolet Bolt 2017 ในรูปแบบรถต้นแบบโฉมจำหน่ายจริงครั้งแรกในงาน Consumer Electronics Show 2016 (CES 2016)

1452136954
All-New Chevrolet Bolt 2017

 

Chevrolet Bolt 2017 รถแฮทช์แบ็คขนาดคอมแพ็คคาร์รุ่นแรกของค่ายที่มาในรูปแบบขับเคลื่อนไฟฟ้า และเป็นรุ่นที่สองของรถยนต์ขับเคลื่อนไฟฟ้าจากค่ายต่อจาก Chevrolet Volt โดยมีขนาดที่กระทัดรัด ให้ความคล่องตัวในการเดินทางภายในเมืองพร้อมตัวถังที่ออกแบบมาให้ลู่ลมสูงสุดเพื่อดึงประสิทธิภาพในการขับขี่ ไฟท้าย LED ดีไซน์สวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ, ล้ออัลลอย 15 นิ้วกำลังดี

1452136984
ภายในของ Chevrolet Bolt 2017

ด้านการออกแบบภายในจะเน้นความทันสมัยและให้ความสนุกในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นจอมาตรวัดแบบดิจิตอลทั้งหมด, จออินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัส ขนาด 10.2 นิ้ว ที่บรรจุระบบ Chevrolet My Link ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ให้สั่งการได้ง่ายขึ้น ไปจนถึงอาจสามารถสั่งการได้ด้วยการปัดผ่านหน้าจอ พร้อมบรรจุระบบเทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่มาในรูปแบบการทำสถิติเพื่อแข่งการขับประหยัดพลังงานกับคนอื่น ที่คาดว่าจะเก็บสถิติแบบออนไลน์ และเบาะนั่งด้านหลังที่สามารถพับแบบ 40:60 โดยพับแบบจังหวะเดียว

1452136978
ที่ชาร์จไฟ

ส่วนข้อมูลทางเทคนิคที่สำคัญนั้นยังไม่มีการเผยออกมา โดยเฉพาะระบบขับเคลื่อน แต่ได้เผยว่าขุมพลังไฟฟ้าและแบตเตอรี่นั้นจะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 200 ไมล์ หรือ ราวๆ 320 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง รวมไปถึงออกแบบแบตเตอรี่ให้มีความราบเรียบกับพื้นรถเพื่อเพิ่มพื้นที่วางขาตรงกลางของที่นั่งแถวหลังโดยเฉพาะ

1452136972
ไฟท้ายพร้อมสัญลักษณ์

All-New Chevrolet Bolt 2017 ได้เผยราคาจำหน่ายมาแล้ว โดยระบุว่าอยู่ที่ 37,500 เหรียญสหรัฐฯ แต่ลูกค้าที่ซื้อจะได้รับส่วนลดยกเว้นภาษีตามนโยบายของรัฐอีก 7,500 เหรียญสหรัฐฯ จึงทำให้ผู้ซื้อสามารถจับจองได้ในราคาเพียง 30,000 เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น


เขียนโดย: boytaku boxza

อ้างอิง:http://car.boxzaracing.com

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1327730860625063