คลังเก็บหมวดหมู่: ศุภัสพร สัจจมาศ

พบดาวเคราะห์ขนาดระดับโลกเจ็ดดวงในระบบสุริยะเดียว

วันนี้ องค์การนาซาได้แถลงข่าวใหญ่ โดยกล่าวว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับดาวเคราะห์ต่างระบบ นั่นคือ กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซาพบระบบสุริยะใหม่ที่มีดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงโลกถึงเจ็ดดวง ในจำนวนนี้มีดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ในเขตเอื้ออาศัยถึงสามดวง นับเป็นการค้นพบดาวเคราะห์ต่างระบบในเขตเอื้ออาศัยของระบบสุริยะเดียวกันเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา  

คำว่าเขตเอื้ออาศัย (habitable zone) หมายถึงบริเวณรอบดาวฤกษ์ที่อยู่ในระยะพอเหมาะ ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวเกินไป หากมีดาวเคราะห์หินโคจรอยู่ในบริเวณนี้ ก็เป็นไปได้ว่าจะมีน้ำที่อยู่ในสถานะของเหลวไหลรินอยู่บนพื้นผิว 

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ดังนั้นดาวเคราะห์ที่อยู่ในเขตเอื้ออาศัยจึงเป็นเป้าหมายสำคัญหากต้องการมองหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก

ระบบสุริยะใหม่ที่ค้นพบในครั้งนี้คือ ระบบสุริยะของ ดาวแทรปพิสต์-1 (TRAPPIST-1) ชื่อดาวตั้งชื่อตามกล้องแทรปพิสต์ (TRAPPIST–The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope) ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์ค้นหาดาวหางและดาวเคราะห์ต่างระบบอัตโนมัตของเบลเยียมที่ตั้งอยู่ในหอดูดาวลาซียา ประเทศชิลี

ดาวแทรปพิสต์-1 อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ มีมวลเพียง เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1/8 ของดวงอาทิตย์ อุณหภูมิพื้นผิว 2,800 เคลวิน เป็นดาวฤกษ์ชนิดที่เรียกว่า ดาวแคระแดง ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ประเภทที่มีมากที่สุดในเอกภพ ดาวฤกษ์ราว 70 เปอร์เซ็นต์เป็นดาวฤกษ์ชนิดนี้

ความน่าสนใจอีกอย่างของดาวแทรปพิสต์-1 ก็คือ ระบบสุริยะนี้ห่างจากโลกเราเพียง 39 ปีแสงเท่านั้น ซึ่งถือว่าใกล้มาก

การค้นพบ

การค้นพบดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดของดาวแทรปพิสต์-1 ไม่ได้เกิดขึ้นในคราวเดียว เรื่องเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เมื่อมีการประกาศการค้นพบดาวเคราะห์สามดวงรอบดาวดวงนี้โดยใช้กล้องแทรปพิสต์ หลังจากนั้นจึงมีการสำรวจเพิ่มเติมโดยกล้องอื่น ทั้งกล้องโทรทรรศน์อวกาศอย่างกล้องสปิตเซอร์และกล้องภาคพื้นดินอย่างกล้องวีแอลที ข้อมูลจากกล้องสปิตเซอร์ยืนยันว่าสองดวงในจำนวนนั้นเป็นดาวเคราะห์จริง นอกจากนั้นยังพบเพิ่มอีกห้าดวง รวมทั้งสิ้นเป็นเจ็ดดวง

ดาวเคราะห์ของแทรปพิสต์-1 ทั้งเจ็ดดวง ได้รับการตั้งชื่อตามหลักการตั้งชื่อดาวเคราะห์ต่างระบบ โดยเรียงตามลำดับของวงโคจรจากในสู่นอก ดังนี้คือ แทรปพิสต์-1 บีแทรปพิสต์-1 ซีแทรปพิสต์-1 ดีแทรปพิสต์-1 อีแทรปพิสต์-1 เอฟแทรปพิสต์-1 จี และ แทรปพิสต์-1 เอช โดยสามดวงที่อยู่ในเขตเอื้ออาศัยคือ แทรปพิสต์-1 อี, แทรปพิสต์-1 เอฟ และ แทรปพิสต์-1 จี

ดาวแทรปพิสต์-1 อี มีขนาดใกล้เคียงโลกมาก ได้รับแสงจากดาวในระดับความเข้มใกล้เคียงกับที่โลกรับจากดวงอาทิตย์ อุณหภูมิก็น่าจะใกล้เคียงโลกด้วย 
ดาวแทรปพิสต์-1 เอฟ มีขนาดใกล้เคียงโลกเช่นกัน โคจรรอบดาวฤกษ์รอบละ วัน ได้รับแสงจากดาวในระดับใกล้เคียงกับที่ดาวอังคารได้รับจากดวงอาทิตย์
ดาวแทรปพิสต์-1 จี มีขนาดใหญ่ที่สุดในดาวเคราะห์ทั้งเจ็ด ใหญ่กว่าโลกประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ ได้รับแสงจากดาวฤกษ์น้อยกว่าที่ดาวอังคารได้รับจากดวงอาทิตย์ แต่มากกว่าที่ดาวเคราะห์น้อยแถบหลักได้รับ

ดาวเคราะห์แก๊สหรือดาวเคราะห์หิน

ข้อมูลจากสปิตเซอร์ให้ข้อมูลทั้งมวลและขนาดของดาวเคราะห์แต่ละดวง (ยกเว้นดวงที่เจ็ด) จึงทราบความหนาแน่นของดาวเคราะห์ด้วย ซึ่งแสดงว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดน่าจะเป็นดาวเคราะห์หินเช่นเดียวกับโลก ส่วนดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดที่ยังวัดมวลไม่ได้ นักดาราศาสตร์คาดว่าน่าจะเป็นดาวเคราะห์น้ำแข็ง อย่างไรก็ตามต้องมีการสำรวจเพิ่มเติมต่อไปจึงจะยืนยันได้

หลังจากการประกาศการค้นพบในเดือนพฤษภาคม นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลสำรวจติดตามระบบสุริยะนี้ด้วย โดยมุ่งเป้าไปที่ดาวเคราะห์สี่ดวง เพื่อค้นหาร่องรอยของบรรยากาศไฮโดรเจนและฮีเลียมซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของดาวเคราะห์แก๊สประเภทดาวเนปจูน จนถึงขณะนี้ฮับเบิลยืนยันได้แน่นอนแล้วว่าดาวเคราะห์สองดวงในไม่พบร่องรอยของแก๊สไฮโดรเจน นี่เป็นหลักฐานหนึ่งที่บ่งชี้ว่าดาวเคราะห์สองดวงนี้เป็นดาวเคราะห์หิน

ครอบครัวใหญ่ แต่บ้านเล็ก

ดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดดวงของแทรปพิสต์-1 โคจรอยู่ใกล้ดาวฤกษ์แม่มาก แม้แต่ดวงที่เจ็ดที่อยู่ห่างที่สุดก็ยังมีวงโคจรเล็กกว่าของดาวพุธ การที่เป็นระบบสุริยะขนาดกะทัดรัด ดาวเคราะห์แต่ละดวงจึงอยู่ใกล้กันมาก หากมีใครไปยืนอยู่ที่ดาวเคราะห์ดวงในดวงหนึ่งในระบบสุริยะนี้ เขาก็จะมองเห็นดาวเคราะห์ดวงถัดกันเป็นดวงกลมโตที่มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดวงจันทร์ที่มองเห็นจากโลก สังเกตเห็นรายละเอียดต่าง ๆ บนพื้นผิวหรือแม้แต่เมฆบนดาวเคราะห์ดวงนั้นได้เลยทีเดียว 

ลักษณะเด่นของระบบสุริยะของดาวแทรปพิสต์-1 อีกอย่างหนึ่งก็คือ ดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดดวงนี้อาจถูกตรึงโดยความโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ หมายความว่าทั้งหมดจะหันด้านเดียวเข้าหาดาวฤกษ์ตลอดเวลา ทำนองเดียวกับที่ดวงจันทร์หันด้านเดียวเข้าหาโลกตลอดเวลา ผลของปรากฏการณ์นี้ทำให้ดาวเคราะห์มีด้านใดด้านหนึ่งเป็นกลางวันตลอดกาล และด้านตรงข้ามก็เป็นกลางคืนชั่วนิรันดร์ ด้วยเหตุนี้รูปแบบของสภาพลมฟ้าอากาศบนดาวเคราะห์เหล่านี้ย่อมแตกต่างไปจากบนโลกอย่างสิ้นเชิง

ขณะนี้กล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ ยอดนักค้นหาดาวเคราะห์ต่างระบบอีกกล้องก็กำลังสำรวจระบบสุริยะของแทรปพิสต์-1 เช่นกัน เคปเลอร์อาจจะช่วยให้นักดาราศาสตร์ทราบสมบัติต่าง ๆ เกี่ยวกับดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดนี้มากขึ้น หรืออาจค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะนี้เพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้ ผลการสำรวจจากเคปเลอร์จะเผยออกมาในต้นเดือนมีนาคมนี้

ที่มา:

พัลซาร์สายพันธุ์ใหม่ เกิดจากดาวแคระขาว

พัลซาร์ คือแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุในอวกาศเป็นช่วงสั้น ๆ ค้นพบเป็นครั้งแรกในปี 2510 โดยโจเซลิน เบลล์ และ แอนโทนี ฮีวิช การศึกษาในเวลาต่อมาทำให้ทราบว่า พัลซาร์เกิดจากดาวนิวตรอนที่หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว รังสีจากดาวถูกบีบให้พุ่งออกมาเป็นลำแคบ ๆ ตามแนวขั้ว เมื่อขั้วนั้นกวาดไปเข้าสายตาใคร ผู้นั้นก็จะสังเกตเห็นเป็นพัลซาร์ 

เพราะพัลซาร์กับดาวนิวตรอนสัมพันธ์กันโดยตรง นั่นคือพัลซาร์เกิดจากดาวนิวตรอน และดาวนิวตรอนทำให้เกิดพัลซาร์ ทำให้บางครั้งนักดาราศาสตร์ใช้คำสองคำนี้แทนกันได้ 

แต่ต่อจากนี้นักดาราศาสตร์อาจต้องระวังมากขึ้นหากจะทำแบบนั้น เพราะนักดาราศาสตร์ ทอม มาร์ช และ ศ. บอรีส แกนซิกเคอ จากมหาวิทยาลัยวอร์วิก และ ดร.เดวิด บักลีย์ จากหอดูดาวเอสเอเอ พบว่าพัลซาร์ดวงหนึ่งไม่ได้เกิดจากดาวนิวตรอน แต่เกิดจากดาวแคระขาว

ดาวแคระขาวดวงนี้อยู่ในระบบดาวคู่คู่หนึ่ง ชื่อ เออาร์แมงป่อง (AR Scorpii) ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 380 ปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวแมงป่อง 

ระบบดาวคู่เออาร์แมงป่องประกอบด้วยดาวแคระขาวหนึ่งดวงกับดาวแคระแดงหนึ่งดวง ทั้งสองโคจรรอบกันเองด้วยคาบ 3.6 วันด้วยระยะห่าง 1.4 ล้านกิโลเมตร หรือราวสามเท่าของระยะโลก-ดวงจันทร์ ตัวดาวแคระขาวหมุนรอบตัวเองครบรอบทุก นาที ทุกรอบที่หมุน จะสาดลำของรังสีฟาดไปยังดาวสหายซึ่งรังสีจะกระตุ้นอิเล็กตรอนในบรรยากาศให้มีพลังงานสูงขึ้นมาก ทำให้ความสว่างเปลี่ยนแปลงไปเป็นคาบตามการหมุนของดาวแคระขาว

“เออาร์แมงป่องเป็นเหมือนกับไดนาโมยักษ์ มีแม่เหล็กถาวรขนาดเท่าโลกที่มีความเข้มราว 10,000 เท่าของแม่เหล็กที่เข้มที่สุดที่มนุษย์สร้างได้ในห้องทดลอง เมื่อดาวแคระขาวดวงนี้หมุนด้วยความเร็วสูง จึงเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลขึ้นภายในดาวแคระแดง ซึ่งทำให้ความเข้มแสงผันแปรไปดังที่เราสังเกตได้” ศ.แกนซิกเคออธิบาย

ดาวนิวตรอนเป็นซากที่หลงเหลือจากการระเบิดของดาวฤกษ์มวลสูง ส่วนดาวแคระขาวเป็นแก่นของดาวฤกษ์มวลระดับดวงอาทิตย์หลังจากที่ดาวฤกษ์นั้นสลัดเปลือกนอกออกไปเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ ดาวแคระขาวส่วนใหญ่มีขนาดใกล้เคียงกับโลก แต่ดาวนิวตรอนมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรเท่านั้นแม้จะมีมวลมากกว่าดาวแคระขาวหลายเท่า

ดาวแคระขาวของเออาร์แมงป่องมีขนาดใกล้เคียงกับโลก แต่มีมวลมากกว่าถึง 200,000 เท่า และมีสนามแม่เหล็กเข้มข้นกว่าโลก 100 ล้านเท่า แสงจากดาวเออาร์แมงปองมีโพลาไรเซชันรุนแรง แสดงถึงอิทธิพลจากสนามแม่เหล็กเข้มข้นที่มีต่อการแผ่รังสีของทั้งระบบ

ที่มา:

หลักฐานเพิ่มเติมของดาวเคราะห์หมายเลขเก้า

เมื่อปีที่แล้ว มีการค้นพบระดับเขย่าโลกเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อ ไมค์ บราวน์ และ คอนสแตนติน บาทีจิน นักดาราศาสตร์จากคาลเทค พบหลักฐานว่ามีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งอยู่ที่ระบบสุริยะรอบนอก มีมวลมากกว่าโลกถึงสิบเท่า หลักฐานนี้หนักแน่นจนถึงกับมีการตั้งชื่อดาวเคราะห์ให้ล่วงหน้าว่า ดาวเคราะห์หมายเลขเก้า (Planet 9) หลังจากที่มีการเผยแพร่รายงานการวิจัยนี้ออกมา ความพยายามค้นหาดาวเคราะห์หมายเลขเก้าก็เริ่มขึ้น แม้จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการพบดาวเคราะห์หมายเลขเก้านี้จริง ๆ แต่ก็มีการพบหลักฐานเพิ่มเติมมากขึ้นที่ช่วยเสริมความน่าจะเป็นว่ามีดาวเคราะห์นี้อยู่จริง 

หลักฐานชิ้นใหม่ล่าสุด มาจากวัตถุพ้นดาวเนปจูนรอบนอก (ETNO–Extreme Trans Neptunian Object) สองดวง ชื่อ 2004 วีเอ็น 112 (2004 VN112) และ 2013 อาร์เอฟ 98 (2013 RF98)

คณะนักวิจัยที่นำโดย ฌูลียา เดอ ลียง จากสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์คะเนรี ได้ใช้กล้องกรานเทคานสำรวจวัตถุสองดวงนี้ พบว่าสเปกตรัมของทั้งสองใกล้เคียงกันมาก เป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามีต้นกำเนิดทางกายภาพร่วมกัน ซึ่งก็คือเคยเป็นวัตถุคู่ที่โคจรรอบกันเองพร้อมกับโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่ต่อมาได้เฉียดใกล้วัตถุขนาดใหญ่ดวงหนึ่ง ทำให้วงโคจรเริ่มไม่เสถียรและค่อย ๆ แยกจากกันจนกระทั่งเป็นอิสระต่อกันดังเช่นปัจจุบัน

ในการพิสูจน์สมมุติฐานนี้ คณะของเดอลียงได้สร้างแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ขึ้นมาจำนวนหลายพันแบบเพื่อดูว่าจะมีเหตุใดบ้างที่ทำให้วัตถุทั้งสองแยกออกจากกัน 

แบบจำลองหนึ่งให้ผลว่า 2004 วีเอ็น 112 และ 2013 อาร์เอฟ 98 เคยเป็นวัตถุคู่กัน  แต่เมื่อราว 5-10 ล้านปีก่อน ได้เข้าใกล้วัตถุดวงหนึ่งที่มีมวลระหว่าง 10-20 เท่าของโลก และโคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 300-600 หน่วยดาราศาสตร์ อันตรกิริยาด้านความโน้มถ่วงระหว่างกันทำให้วัตถุคู่นี้เริ่มแยกจากกันจนเป็นดังเช่นปัจจุบัน

ทั้งมวลและวงโคจรของวัตถุลึกลับที่ได้จากแบบจำลองนั้นช่างสอดคล้องกับสมบัติของดาวเคราะห์หมายเลขเก้าที่งานวิจัยของบราวน์กับบาทีจินได้คาดการณ์ไว้อย่างเหมาะเจาะ

งานวิจัยนี้นอกจากจะช่วยสนับสนุนว่ามีดาวเคราะห์หมายเลขเก้าอยู่จริงแล้ว ยังช่วยระบุตำแหน่งที่น่าจะพบดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

กล้องกรานเทคาน เป็นกล้องโทรทรรศน์เชิงแสงที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน มีกระจกปฐมภูมิเส้นผ่านศูนย์กลาง 10.4 เมตร ตั้งอยู่ที่หมู่เกาะคะเนรี ประเทศสเปน

ที่มา:

ดวงจันทร์มีบรรยากาศ

บรรยากาศที่แสนจะเบาบางของดวงจันทร์นั้น อาจเป็นกุญแจดอกสำคัญสำหรับการตัดสินใจตั้งอาณานิคมบนดวงจันทร์ในอนาคต จากการศึกษาข้อมูลจากเครื่องมือ STICS ของยาน WIND ขององค์การนาซา นักดาราศาสตร์ได้พบว่า ในบรรยากาศของดวงจันทร์ประกอบด้วย ซิลิกอน อะลูมีนัม และออกซิเจน และมีความกดอากาศประมาณหนึ่งในร้อยล้านล้าน (1014) เท่าของความกดอากาศบนโลก ออกซิเจนในบรรยากาศดวงจันทร์นี้อาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการสะสมน้ำแข็ง ที่เชื่อว่ามีอยู่ที่ขั้วทั้งสองของดวงจันทร์ โมเลกุลของน้ำจากดาวหางที่พุ่งเข้าชนดวงจันทร์อาจจะถูกกักไว้ในบรรยากาศอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะไปรวมตัวสะสมอยู่ที่แอ่งน้อยใหญ่บริเวณขั้วทั้งสอง และถูกความเย็นรักษาไว้ที่นั่น “ถ้าดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว ก็ไม่น่าจะมีการสะสมตัวของน้ำและน้ำแข็งเกิดขึ้น” Antoinette Galvin ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์อธิบาย 

ที่มา:

สเปซเอกซ์เตรียมส่งมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์ปีหน้า

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เอลอน มัสก์ ผู้บริหารระดับสูงของสเปซเอกซ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการบินอวกาศเอกชน เปิดเผยถึงแผนขององค์การในการส่งมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งในปลายปีหน้า นี่จะเป็นการไปดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ในรอบ 45 ปี

เที่ยวบินของสเปซเอกซ์นี้ไม่ใช่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์หรือสำรวจอวกาศ แต่เป็น “ทัวร์ชมดวงจันทร์” โดยเที่ยวบินแรกจะมีผู้โดยสารอวกาศสองคน เดินทางไปกับยาน ดรากอน ที่พุ่งทะยานด้วยพลังขับของจรวดฟอลคอนเฮฟวี  

ยานดรากอน เป็นยานขนส่งมนุษย์อวกาศ สามารถลงจอดบนพื้นโลกได้ทั้งทางทะเลและบนบก ขนส่งมนุษย์ได้คราวละเจ็ดคน ยานดรากอน จะถูกนำออกใช้งานครั้งแรกในกลางปีหน้าโดยการนำนักบินอวกาศของนาซาไปปฏิบัติหน้าที่บนสถานีอวกาศนานาชาติ 

จรวดฟอลคอนเฮฟวี เป็นจรวดขับดันที่ทรงพลังที่สุดรองจากแซทเทิร์นของนาซาที่ใช้ในการนำมนุษย์ไปดวงจันทร์ โครงสร้างพื้นฐานคือจรวดฟอลคอน สามลำยึดติดกันเพื่อให้พลังขับดันสูงสุด

จนถึงขณะนี้  สเปซเอกซ์ยังไม่เปิดเผยว่าผู้โดยสารอวกาศสองคนนั้นเป็นใคร ลักษณะการเดินทางของเที่ยวบินทัศนาจรดวงจันทร์ของดรากอนนี้จะคล้ายกับของอะพอลโล มาก เป็นการวนรอบดวงจันทร์โดยไม่มีการลงจอด ระบบต่าง ๆ ในยานเป็นระบบอัตโนมัตเกือบทั้งหมด ผู้โดยสารไม่ต้องบังคับหรือควบคุมยานแต่อย่างใด หน้าที่มีเพียง นั่ง แล้วมองไปนอกหน้าต่าง มีเรื่องที่ต้องฝึกฝนบ้างก็คือการเตรียมความพร้อมร่างกายและเรียนรู้ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับเกิดเหตุผิดพลาดขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีชี้ว่าการประกาศครั้งนี้ของสเปซเอกซ์ถือว่าท้าทายตัวเองเป็นอย่างมาก จนกังวลว่าสเปซเอกซ์อาจทำไม่ได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้ ในอดีตที่ผ่านมาแผนพัฒนาของสเปซเอกซ์ก็มักล่าช้ากว่ากำหนดหลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่น สเปซเอกซ์ได้ประกาศสร้างจรวดฟอลคอนเฮฟฟีมาตั้งแต่ปี 2548 แต่กว่าจะเริ่มสร้างจริงก็ล่วงมาถึงปี 2558 และจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่เคยมีการปล่อยจรวดฟอลคอนเฮฟวีเลย จรวดนี้จะใช้งานได้จริงหรือไม่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้

ที่มา:

แบบจำลองคอมพิวเตอร์ของเส้นเสียงและกล่องเสียง

ในที่สุดก็เป็นครั้งแรกที่สามารถทำการจำลองได้ว่าเส้นเสียงสามารถสร้างโน๊ตที่ต่ำและสูงสำหรับการร้องเพลงได้อย่างไร

แบบจำลองแสดงให้เห็นถึงชั้นของเนื้อเยื่อภายในเส้นเสียง ซึ่งตอบสนองต่อการยืดตัวโดยกล้ามเนื้อของกล่องเสียง ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่รู้จักกันดีอยู่แล้วที่ทำให้พวกเราสามารถร้องเพลงในระดับเสียงที่แตกต่างกันได้

“ในสัตว์และมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ คุณไม่สามารถศึกษาเส้นเสีย และสำรวจเนื้อเยื่อของมันว่ามันประพฤติตัวอย่างไรได้ ดังนั้นพวกเราจึงจำลองเส้นเสียงขึ้นมา” ผู้เขียนงานวิจัยร่วม ดอกเตอร์ Tobias Riede จาก Midwestern University ใน Arizona กล่าว

“แม้ว่าเราจะรู้อยู่แล้วมาตั้งแต่ปี 1970 ว่าเส้นเสียงนั้นประกอบขึ้นด้วยชั้นของเนื้อเยื่อ แต่หน้าที่ของมันนั้นยากที่จะทำการศึกษา” เขากล่าว

ดอกเตอร์ Riede และทีมวิจัยของเขาได้พัฒนาระบบจำลองคอมพิวเตอร์สำหรับเส้นเสียงและทำการจำลองแบบจำลองกว่าล้านแบบเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างของเส้นเสียงที่มีความซับซ้อนว่าสามารถสร้างระดับเสียงในช่วงกว้างได้อย่างไร

พวกเขาพบว่า เมื่อเส้นเสียงถูกยืดออกโดยกล้ามเนื้อของกล่องเสียง บางส่วนของชั้นเนื้อเยื่อจะเริ่มแข็งและหยุดการสั่น และปล่อยให้ชั้นที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าเกิดการสั่นและก่อให้เกิดเสียง

ยิ่งทำการยืดมากเท่าไหร่ จำนวนของชั้นเนื้อเยื่อที่มีความแน่นจะมากขึ้น และชั้นเนื้อเยื่อที่เกิดการสั่นจะน้อยลง ซึ่งส่งผลให้เส้นเสียงนั้นบางลงและทำให้เกิดเสียงที่อยู่ในช่วงเสียงระดับสูง

นักวิจัยค้นพบว่า แบบจำลองสามารถช่วยอธิบายได้ว่าทำไมสัตว์อื่นเช่น เสือ ลิงวอก หนูและกวางถึงสามารถสร้างช่วงของเสียงที่แตกต่างกันออกไปได้

การค้นพบในครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ PLoS Computational Biology

ในขณะเดียวกัน ช่วงของเสียงในแต่ละบุคคลนั้นเกิดขึ้นมาจากพันธุกรรมด้วย การศึกษาแนะว่า การออกกำลังเสียงสามารถที่จะช่วยขยายและรักษาระดับของเสียงได้

“กรรมพันธุ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญอีกด้วย ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนสามารถที่จะเป็น Joan Sutherland ได้” ดอกเตอร์ Riede กล่าว

“แต่แน่นอน การออกกำลังเสียงสามารถช่วยได้”

เขากล่าวว่า “ชั้นของเส้นเสียงในครูที่ใช้เสียงทุก ๆ วันจะมีความแตกต่างกับกลุ่มที่แทบจะไม่ได้พูดเลย”

ดอกเตอร์ Riede กล่าวว่า “การค้นพบครั้งใหม่นี้สามารถช่วยฟื้นความสามารถทางเสียงในกลุ่มคนที่กล่องเสียงได้รับบาดเจ็บจากโรคร้ายได้เช่นโรคมะเร็ง”

ในบางครั้งอาการบาดเจ็บก็รุนแรงมากเกินไปที่จะทำการซ่อมแซมได้

ด้วยความเข้าใจลักษณะโครงสร้างและการทำงานของมันได้เป็นอย่างดีจากแบบจำลองนี้ แทนที่เราจะทำการซ่อมเส้นเสียงที่ถูกทำลายไปนั้น การศัลยกรรมอาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะเข้ามาแทนที่ในจุดนี้ได้

“เส้นเสียงและกล่องเสียงนั้นเป็นอวัยวะที่มีความเฉพาะตัวอย่างมาก” เขากล่าว

ที่มา: http://www.abc.net.au/news/2016-06-17/how-the-human-voice-produces-notes-over-a-large-range/7517254

​เครื่องบินโซลาร์เซลล์ข้ามแอตแลนติกสู่เซบีย่าสำเร็จแล้ว

เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ที่ไม่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุดได้ลงจอดที่เมืองเซบีย่า ประเทศสเปนแล้วหลังจากบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกว่า 70 ชั่วโมง จ่อสร้างประวัติศาสตร์บินรอบโลกครบรอบในเร็วๆนี้

หลังจากเริ่มออกเดินทางจากนครอาบูดาบี อาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเดือนมีนาคม 2015 ไปทางตะวันออกเรื่อยๆ เครื่องบินลำนี้ได้ปฏิบัติภารกิจที่ 15 ในการบินจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาลงจอดที่เมืองเซบีย่า ประเทศสเปนได้สำเร็จ ใช้เวลาในการบินช่วงนี้กว่า 70 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยเริ่มออกจากนิวยอร์กตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกนั้นเครื่องบินมีกำหนดที่จะลงจอดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อตามรอยภารกิจของชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก วีรบุรุษนักบินที่บินเดี่ยวโดยไม่หยุดพัก ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากนิวยอร์กไปปารีส เมื่อปี 1927 แต่กลับกลายเป็นว่าในครั้งนี้สภาพอากาศที่ปารีสไม่เป็นใจ มีลมพายุแรง จึงได้เปลี่ยนจุดหมายมาลงจอดที่เซบีย่าแทนเพราะเป็นจุดหมายที่ปลอดภัยที่สุด

หลังจากลงจอดที่สนามบินเซบีย่า เบอร์ทรานด์ ปิคคาร์ด นักบินประจำเครื่อง แถลงว่า “มหาสมุทรแอตแลนติกเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวจากโลกเก่าไปสู่โลกใหม่”

“ทุกคนพยายามจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ด้วยเรือใบ เรือกลไฟ เรือเหาะ เครื่องบิน มีแม้กระทั่งใช้เรือพายหรือไคท์เซิร์ฟ ทุกวันนี้ เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ก็สามารถทำได้แล้ว โดยไม่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ก่อมลภาวะ บินด้วยไฟฟ้าล้วนๆ”

ในปี 2015 เครื่องบินลำนี้บินจากนครอาบูดาบี ไปยังฮาวาย โดยบินถึง 8 เที่ยวบินด้วยกัน หนึ่งในนั้นมีเที่ยวบินที่ใช้เวลานานถึง 4 วันกับอีก 21 ชั่วโมง ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก นับเป็นการบินแบบไม่พักจอดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การบินเลยทีเดียว แต่การบินในครั้งนี้ทำให้เครื่องเกิดความเสียหายที่แบตเตอรี ต้องหยุดซ่อมนานถึง 10 เดือนเลย รวมถึงต้องรอให้ถึงช่วงเวลาที่ระยะกลางวันในซีกโลกเหนือกินเวลานาน

แผงสุริยะ หรือโซลาร์เซลล์ของเครื่องบินลำนี้มีเซลล์อยู่ทั้งหมด 17,000 เซลล์ นำพลังไปปั่นมอเตอร์ไฟฟ้าของเครื่องบินโดยตรง รวมถึงนำพลังงานไฟฟ้าไปชาร์จแบตเตอรีลิเธียมไอออน ที่ทำให้เครื่องบินสามารถบินต่อในช่วงไม่มีแสงได้นานถึง 9 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็ไม่นับว่าจะเป็นต้นแบบของการบินในอนาคต แต่เหมือนเป็นการสาธิตว่าพลังงานแสงอาทิตย์ก็สามารถนำมาใช้งานได้หลากหลาย รวมถึงวงการการบินได้เช่นกัน

ทั้งนี้ นักบิน ปิคคาร์ด ไม่ได้บินคนเดียว แต่มี อังเดร บอร์ชเบิร์ก อดีตนักบินของกองทัพอากาศสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้ร่วมบินด้วย และจะบินต่อในเที่ยวบินถัดไป ข้ามมหาสมุทรเมดิเตอเรเนียน และคาดว่าน่าจะบินต่ออีก 2 เที่ยวบินเพื่อให้ไปถึงนครอาบูดาบี ทั้งนี้ การบินจากเซบีย่าก็ถือว่าง่ายกว่าบินจากปารีส โดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมการจราจรทางอากาศ

“หากเราบินไปที่ปารีสดังที่หวังไว้จริงๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมกขึ้นเพราะเราจะต้องรอสัญญาณจากหน่วยควบคุมการบิน แต่จากเซบีย่า หากเราบินไปตามแอฟริกาตอนเหนือ ผมคิดว่าคงจะไม่มีอุปสรรคอะไรมาก นอกจากเหตุผลทางการทหาร” อีฟ อังเดร ฟาเซล ผู้ประสานงานด้านการควบคุมการจราจรทางอากาศของโครงการเผย

ปิคคาร์ด และ บอร์ชเบิร์ก สองนักบินประจำเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์

ส่วนประกอบ และเปรียบเทียบเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์กับเครื่องบินพาณิชย์ในปัจจุบัน

เส้นทางการบินนับตั้งแต่มีนาคม 2015 จากนครอาบูอาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แหล่งข่าว: BBC (http://www.bbc.com/news/science-environment-36598140)

​หุ่นยนต์อัตโนมัติแบบนิ่มตัวแรกของโลก

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอหุ่นยนต์ที่เรียกว่า “หุ่นยนต์นิ่ม” อย่างแท้จริงตัวแรก โดยจุดเด่นอยู่ที่การทำงานอัตโนมัติ ไร้สายควบคุม แถมยังไร้วงจรอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย

หุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อว่า “ออกโตบอต” (octobot) ถือว่าเป็นหุ่นยนต์อัตโนมัติรุ่นใหม่ที่เกิดจากผลงานการสร้างสรรค์ของนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องพิมพ์สามมิติ วิศวกรรมเครื่องกลและระบบของไหลระดับไมโคร โดยงานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature แล้ว

“หุ่นยนต์นิ่ม” ถือว่าเป็นแนวคิดการสร้างหุ่นยนต์รูปแบบใหม่ให้ได้หุ่นยนต์ที่อ่อน แนวคิดนี้อาจจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรได้ แต่ที่ผ่านมา นักวิจัยยังไม่สามารถสร้างหุ่นยนต์ที่เป็น “หุ่นยนต์นิ่ม” ได้จริงๆ เพราะยังถือว่าวงจรไฟฟ้าและวงจรควบคุม เช่น แบตเตอรี่ แผงวงจร ติดอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นของแข็ง หรือแม้แต่หุ่นยนต์แบบอ่อนที่มีออกมาก็มักจะมีสายโยงเชื่อมเข้ากับวงจรไฟฟ้าที่แข็งส่วนอื่น ๆ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นำโดย โรเบิร์ต วู้ด จึงได้รวบรวมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมที่ออกแบบมาจากชีววิทยา มาเพื่อสร้างหุ่นยนต์แบบใหม่นี้

“วิสัยทัศน์ระยะยาวของงานวิจัยสาขาหุ่นยนต์นิ่มนี้คือการสร้างหุ่นยนต์ที่อ่อนทั้งตัว แต่ว่าการที่จะแทนที่ส่วนประกอบที่แข็งอย่างเช่นแบตเตอรี่และวงจรอิเล็กทรอนิกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันยิ่งเป็นเรื่องยาก” วู้ดอธิบาย

“งานวิจัยของเราบอกว่า เราสามารถผลิตองค์ประกอบพื้นฐานออกมาได้อย่างง่าย จากนั้นก็ประกอบขึ้นมาเป็นหุ่นยนต์นิ่มได้ ซึ่งหุ่นยนต์แบบนี้จะกลายเป็นรากฐานในการสร้างระบบที่ซับซ้อนต่อไปได้”

“เราใช้วิธีการประกอบแบบไฮบริด เริ่มจากการพิมพ์ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อสร้างขึ้นมาเป็นร่างกาย เป็นที่เก็บของเหลว เก็บพลังงานของหุ่นยนต์ ออกโตบอทเป็นหุ่นยนต์เราทำออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง เพื่อบ่งบอกว่าวิธีการออกแบบ การประกอบของเราเพื่อใส่ความอัตโนมัติเข้าไปนั้น เป็นไปได้จริง”

ทั้งนี้ ตัวหมึกนั้นเป็นแรงบันดาลใจสำหรับงานวิจัยออกแบบซอฟต์โรบอทมานานแล้ว โดยสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีทั้งความแข็งแรงและความคล่องแคล่ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีโครงสร้างกระดูกอยู่ภายในเลย

ส่วนออกโตบอทของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนี้ใช้กำลังอัดของอากาศเป็นหลัก โดยได้รับพลังงานจากแก๊สที่มีความดัน ปฏิกิริยาภายในหุ่นยนต์จะเปลี่ยนของเหลว (hydrogen peroxide) ไปเป็นแก๊สที่มีปริมาณมากขึ้น และแก๊สก็จะไหลไปที่แขนของออกโตบอท ทำให้พองคล้ายกับหุ่นยนต์

“แหล่งพลังงานของซอฟต์โรบอทส่วนใหญ่มักทำมาจากส่วนประกอบที่แข็ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับ hydrogen peroxide นั้นคือว่า ปฏิกิริยาง่ายๆระหว่างสารเคมีกับตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งก็คือ แพลตินัม ทำให้เราแทนที่แหล่งพลังงานที่เป็นของแข็งได้ในที่สุด”

ในการควบคุมปฏิกิริยานั้น ทีมวิจัยใช้วงจรตรรกะที่ทำจากการไหลของของเหลวระดับไมโคร วงจรนี้จะควบคุมว่าเมื่อไหร่ hydrogen peroxide จะย่อยสลายไปเป็นแก๊สในออกโตบอท

“ระบบทั้งหมดจึงถือว่าประกอบง่ายมาก ใช้วิธีการประกอบแบบ การพิมพ์หิน การปั้น และการพิมพ์แบบสามมิติ ซึ่งเราสามารถประกอบได้อย่างรวดเร็ว” ไรอัน ทรูบี้ นักวิจัยร่วมเผย

ซึ่งความง่ายในขั้นแรกนี้จะช่วยปูทางไปสู่การออกแบบระบบที่ซับซ้อนในขั้นต่อไป และทีมวิจัยที่ฮาร์วาร์ดก็หวังว่าต่อไป ออกโตบอทจะสามารถคลาน ว่ายน้ำ และมีอันตรกิริยากับสิ่งแวดล้อมได้

“งานวิจัยนี้เป็นการพิสูจน์แนวคิด เราหวังว่าวิธีการสร้างเป็นซอฟต์โรบอทของเราจะช่วยจุดประกายนักวิจัยหุ่นยนต์ นักวิทยาศาสตร์วัสดุ และนักวิจัยระดับแนวหน้าได้”

อ้างอิง: Harvard John A. Paulson School of Engineering and Applied Sciences. (2016, August 24). The first autonomous, entirely soft robot: Powered by a chemical reaction controlled by microfluidics, 3-D-printed ‘octobot’ has no electronics. ScienceDaily. Retrieved August 31, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/08/160824135032.htm

งานวิจัย: Michael Wehner, Ryan L. Truby, Daniel J. Fitzgerald, Bobak Mosadegh, George M. Whitesides, Jennifer A. Lewis, Robert J. Wood. An integrated design and fabrication strategy for entirely soft, autonomous robots.Nature, 2016; 536 (7617): 451 DOI: 10.1038/nature19100

รอยสักกับการผสมผสานแฟชั่นและเทคโนโลยีไว้ด้วยกัน

คุณอยากที่จะทำให้รอยสักชั่วคราวของคุณนั้นทำอะไรได้มากกว่าแค่แสดงถึงแฟชั่นหรือเปล่า นักวิจัยได้สร้างอุปกรณ์ชนิดใหม่ที่สามารถรับรู้ถึงการสัมผัส เช่น การแตะหรือการลากนิ้วผ่าน จุดประสงค์ก็คือ มันจะทำให้คุณสามารถควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้โดยไม่ต้องมีสายไฟใดๆ

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับการสวมใส่นั้นไม่ใช่สิ่งใหม่ อุปกรณ์สำหรับสุขภาพที่ใช้ติดกับผิวสามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับของน้ำตาลในเลือด และลักษณะอื่นๆ ของร่างกายได้ ตัวตรวจวัดเหล่านั้นมีความบางอย่างมาก อีกทั้งสามารถที่จะยืดได้ ซึ่งช่วยให้อุปกรณ์เหล่านั้นไม่หลุดร่วงออกมาเมื่อผิวหนังของเราเกิดการยืด แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ค่อยสวยงามและมีแนวโน้มว่าจะมีราคาแพงขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ทางด้านคอมพิวเตอร์สามคนที่ Massachusetts Institute of Technology ในแคมบริดจ์ ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เหล่านั้น หนึ่งในนั้นคือ Cindy Kao ซึ่งเธอเป็นศิลปิน การออกแบบรอยสักจึงไม่เพียงแค่มีฟังก์ชั่นการทำงาน แต่มันยังมีความล้ำสมัยและสามารถใช้งานได้ง่ายอีกด้วย

ในการสร้างสิ่งนี้ เธอและทีมวิจัยของเธอซึ่งประกอบไปด้วย Andres Calvo และ Chris Schmandt ได้ร่วมมือกับทีมวิจัยที่ Microsoft Research ที่ Redmond ก้าวแรกของพวกเขาคือทำการหาวัสดุที่ปลอดภัยต่อผิวและสามารถนำไฟฟ้าได้ ซึ่งนั่นก็คือแผ่นทองคำเปลว แผ่นโลหะนี้จริงๆ แล้วไม่ใช่ทองคำจริงๆ ส่วนประกอบหลักของพวกมันเป็นทองแดง ซึ่งสามารถนำกระแสไฟฟ้าได้เป็นอย่างดีและร้านที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะทั่วๆ ไปขายสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

หลังจากนั้น นักวิจัยจาก MIT ทั้งสามได้ทำการพัฒนากระบวนการที่ใช้ในการสร้างรอยสัก พวกเขาตัดแบบจากแผ่นชีทบางๆ ที่ทำมาจากไวนิลกลายเป็นลายฉลุ หลังจากนั้นติดชั้นของแผ่นทองคำเปลวหลายๆ ชั้นบนกระดาษรอยสักโดยใช้ลายฉลุที่ทำขึ้นเป็นแนวทาง ขั้นตอนสุดท้ายคือการเพิ่มชั้นบนสุดของกระดาษรอยสักเข้าไป รอยสักนี้จะยึดติดกับผิวหนังได้โดยการใช้น้ำ ซึ่งคล้ายคลึงกับรอยสักชั่วคราว

สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างรอยสักกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้น นักวิจัยได้เพื่มอุปกรณ์สำหรับการสื่อสารเข้าไป อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อด้วยบลูทูธใช้คลื่นวิทยุในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสองอุปกรณ์ที่อยู่ห่างกันประมาณ 100 เมตร

อีกวิธีการหนึ่ง คือการติดแถบ NFC เข้าไป โดยแถบนี้สร้างคลื่นแม่เหล็กขนาดเล็กเพื่อใช้ในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สองเครื่อง แต่การแบ่งปันข้อมูลนั้นจะต้องข้ามผ่านระยะทางสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเกิน 4 เซนติเมตร

Kao ได้เพิ่มความสามารถในการสื่อสารเข้าไปในรอยสักโดยการตัดให้มีรูขนาดเล็กในกระดาษรอยสัก สำหรับรอยสักที่ใช้บลูทูธได้นั้น เธอได้สอดสองสายไฟขนาดเล็กเข้าไปภายใน ที่ปลายสุดของสายไฟเส้นหนึ่งจะสัมผัสกับแผ่นทองคำเปลว และอีกเส้นหนึ่งจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์บลูทูธที่ผู้ส่วมใส่สามารถซ่อนมันไว้ใต้เสื้อผ้าได้ สำหรับแถบ NFC จะถูกเพิ่มเข้าไปแบบเดียวกัน แต่แถบนี้จะเป็นแบบไร้สาย Kao ได้แทรกปลายของแถบทั้งสองทางไว้กับแผ่นทองคำเปลว ซึ่งทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น

เทคโนโลยีนี้ทำงานได้อย่างไร

ทีมวิจัยของ MIT ได้ทำการเลือกคนที่จะมาทดลองรอยสักใหม่ชนิดนี้ ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า Duoskin ในการทดสอบความคงทน อาสาสมัคร 10 คน ทำการสวมใส่รอยสักนี้บนแขนของพวกเขาตลอด 8 ชั่วโมงการทำงานหรือในโรงเรียน พวกเขายังต้องสวมแถบเทปทองแดงและชิ้นส่วนของด้ายที่นำไฟฟ้าอีกด้วย และเมื่อจบวันนั้น ด้ายและเทปมักจะร่วงหลุดออกจากอาสาสมัคร มีเพียงรอยสักเท่านั้นที่ยังคงอยู่บนแขนของอาสาสมัครทั้ง 10 คน

ทีมวิจัยทำการทดสอบเทคโนโลยีบลูทูธโดยให้ผู้สวมใส่ทำการควบคุมการเล่นเพลงโดยใช้รอยสัก รอยสักจะมีปุ่ม ตัวเลื่อน และแผ่นสัมผัสพร้อมมาให้อยู่แล้ว ผู้ใช้สามารถที่จะทำการเปลี่ยนเพลงหรือปรับเสียงด้วยการแตะหรือปาดนิ้ว นักวิจัยยังทดสอบความสามารถของรอยสักและสมาร์ทโฟนในการเชื่อมต่อด้วยระบบ NFC อีกด้วย มือถือที่อยู่ใกล้ในระดับ 1.4 เซนติเมตรกับรอยสักสามารถตรวจจับความถี่ของแถบ NFC ได้

ในวันหนึ่ง อุปกรณ์แฟชั่นที่สามารถทำการควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะถูกใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่ทางการแพทย์จนกระทั่งถึงทางการสื่อสารและการบันเทิง

ที่มา: Meeting: C.H.-L. Kao et al. DuoSkin: Rapidly prototyping on-skin user interfaces using skin-friendly materials. International Symposium on Wearable Computers 2016. September 12-16, 2016. Heidelberg, Germany. ACM, New York City. doi: 10.1145/2971763.2971777.

เทียบสเป็ค Honda Civic 2017 โฉมซีดานและแฮทช์แบ็คต่างกันตรงไหนบ้าง?

เทียบสเป็ค Honda Civic 2017 โฉมซีดานและแฮทช์แบ็คต่างกันตรงไหนบ้าง?

เทียบสเป็ค Honda Civic 2017 โฉมซีดานและแฮทช์แบ็คต่างกันตรงไหนบ้าง?

Sanook! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

 

     Honda Civic Hatchback 1.5 Turbo ใหม่ ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเป็นที่เรียบร้อย กับราคาที่ต่ำกว่า Civic RS อยู่เล็กน้อย หลายคนจึงเกิดความสงสัยว่าทั้งสองรุ่นนี้ต่างกันอย่างไรบ้าง?

     ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ค ใหม่ มีวางจำหน่ายเพียงรุ่นเดียว คือ Hatchback Turbo ซึ่งระดับราคาจะอยู่ระหว่างรุ่น Turbo และ Turbo RS ในเวอร์ชั่นซีดาน จึงทำให้ใครหลายคนลังเลว่าจะเลือกรุ่นไหนดี บางคนก็เอนเอียงไปทางรุ่นแฮทช์แบ็ค แต่ก็เสียดายอ็อพชั่นในรุ่น Turbo RS ที่มีมาให้มากกว่า หรือบางคนที่กำลังจะซื้อรุ่น Turbo ก็กังวลว่าจะมีอะไรแตกต่างไปจากตัวแฮทช์แบ็คบ้าง

205

217

     Sanook! Auto จึงขอเปรียบเทียบให้ดูว่าทั้ง 3 รุ่นมีความแตกต่างกันอย่างไร

 

ภายนอก

214

     Civic Hatchback Turbo และ Civic Turbo RS จะถูกติดตั้งไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED มาให้ รวมถึงรุ่น Hatchback จะมีสปอยเลอร์หลังในตัวพร้อมไฟเบรก LED ขณะที่รุ่น Turbo RS จะถูกติดตั้งเสริมมาให้ ส่วนที่ปัดน้ำฝนด้านหลังจะมีให้เฉพาะุรุ่น Hatchback

 

ภายใน

215

     ภายในห้องโดยสารของ Civic Hatchback Turbo และ Civic Turbo RS จะมีแป้น Paddle Shift มาให้ ขณะที่กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ, ระบบนำทาง และชุดคันเร่งแบบสปอร์ต จะมีให้เฉพาะรุ่น Turbo RS เท่านั้น นอกนั้นให้มาเหมือนกันแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางฝั่งผู้ขับ และ 4 ทิศทางฝั่งผู้โดยสาร เครื่องเสียงแบบ Advance Touch พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว เป็นต้น

 

ระบบความปลอดภัย

219

     ระบบแสดงภาพมุมอับสายตา Honda LaneWatch จะมีให้เฉพาะรุ่น Turbo RS เท่านั้น ขณะที่ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมจะมีให้ในรุ่น Hatchback Turbo และ Turbo RS นอกนั้นมีมาให้เหมือนกับแทบทั้งหมด

     จะเห็นได้ว่า Honda Civic ใหม่ทั้ง 3 รุ่น มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน รวมถึงราคาจำหน่ายที่ต่างกันอยู่หลายหมื่นบาทเลยทีเดียว ก็ขึ้นอยู่กับคุณผู้อ่านแล้วว่าจะชอบคันไหนมากกว่ากัน

204

ราคาจำหน่าย Honda Civic 2017 ทั้ง 3 รุ่น มีดังนี้

Honda Civic 1.5 Turbo ราคา 1,099,000 บาท
Honda Civic Hatchback 1.5 Turbo ราคา 1,169,000 บาท
Honda Civic 1.5 Turbo RS ราคา 1,199,000 บาท