คลังเก็บหมวดหมู่: ศุภัสพร สัจจมาศ

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

เผยการค้นพบครั้งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ หากเป็นไปตามทฤษฎีที่คาด เชื่อจะพัฒนาเทคโลยีความเร็วสูงในอนาคตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประสบความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นโลหะ เรียกว่า โลหะไฮโดรเจน หรือ เมทัลลิคไฮโดรเจน (metallic hydrogen) นับว่าเป็นการปฏิวัติหลักทฤษฎีทางเทคโนโลยีของโลก อันนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีความเร็วสูงในอนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และยานยนต์บินได้ รวมไปถึงการช่วยให้มนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศาสตราจารย์ไอแซค ซิลเวอร์รา ผู้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ ร่วมกับ ดร.รังกา ไดแอส กล่าวว่า นี่คือตัวอย่างชิ้นแรกของโลหะไฮโดรเจนบนโลก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นบนโลกของเรามาก่อน โดยในขณะนี้ ชิ้นโลหะตัวอย่างนี้สามารถมองเห็นได้แค่เพียงผ่านทางเพชร 2 ชิ้น ที่ถูกนำมาใช้บดกับไฮโดรเจนเหลวในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และใช้ปริมาณแรงดันมหาศาล มากกว่าแรงดันที่พบที่จุดศูนย์กลางของโลก

อย่างไรก็ดีความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินการวิจัยขั้นต่อไปของทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ นั่นคือ โลหะที่ถูกเปลี่ยนสภาพมาจากไฮโดรเจนนี้ จะคงสภาพเดิมอยู่หรือไม่ในอุณหภูมิและความดันที่เป็นปกติ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

จากการอ้างอิงตามทฤษฎีหนึ่ง ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ราคาดว่า เมทัลลิคไฮโดรเจนจะคงรูปเดิมในอุณหภูมิห้อง นั่นหมายความว่า หากกำจัดความดันออกจนหมด มันจะยังคงสภาพเป็นโลหะ ในลักษณะที่คล้ายกับเพชรกราไฟต์ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกราไฟต์ภายใต้ความร้อนและความดันสูง และสามารถกลับกลายมาเป็นเพชรได้ เมื่อกำจัดความร้อนและความดันออกไป โดยคาดว่าใน 2-3 สัปดาห์หน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะกำจัดความดันออกอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้หากทฤษฎีดังกล่าวเป็นไปตามที่ทางทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ คุณสมบัติของโลหะดังกล่าวนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมากมาย โดยโลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนนี้ จะช่วยเปลี่ยนความพยายามของมนุษย์ในการสำรวจระบบสุริยะโดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงจรวดอย่างทุกวันนี้ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่า โลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนดังกล่าว พื้นผิวจะไม่เสถียร และจะค่อย ๆ สลายตัวไป ขณะที่ด้าน ศาสตราจารย์ซิลเวอร์รา เผยว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการคาดเดาใด ๆ แต่มีความตั้งใจที่จะทดลองอย่างมุ่งมั่นถึงความสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

นาซา พบระบบสุริยะใหม่ TRAPPIST-1 มีดาวเคราะห์ 7 ดวง อาจมีสิ่งมีชีวิต

นาซ่า

          เปิดก้าวสำคัญของมวลมนุษยชาติ นาซา ค้นพบระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ประกอบด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวง และดาวเคราะห์ 7 ดวง โดยในจำนวนนี้ 3 ดวง มีโซนที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ได้จัดงานแถลงข่าว ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ เปิดเผยรายงานค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโลก จำนวนทั้งหมด 7 ดวง โคจรรอบดาวฤษ์ 1 ดวง (ลักษณะคล้ายกับระบบสุริยะที่เราอาศัยอยู่ขณะนี้) โดยอยู่ห่างจากโลกออกไป 40 ปีแสง หรือประมาณ 378 ล้านล้านกิโลเมตร ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

ระบบสุริยะใหม่

ระบบดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ซึ่งมาจากชื่อของกล้องโทรทรรศน์ The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST) ในประเทศชิลี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2559 นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ชื่อของ TRAPPIST ประกาศเรื่องการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 3 ดวง ก่อนจะมีการยืนยัน การมีอยู่แค่ 2 ใน 3 และหลังจากนั้นได้ค้นพบเพิ่มอีก 5 ดวง รวมทั้งหมดเป็น 7 ดวง โดยแต่ละดวงให้ใช้ชื่อไล่ไปตั้งแต่  TRAPPIST-1b, TRAPPIST-1c…, TRAPPIST-1h โดยในจำนวนทั้งหมด 7 ดวงนี้ มี 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต หรือมีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัย พอที่จะมีน้ำเป็นของเหลวอยู่ได้

โธมัส เซอร์บูเชน รองผู้บริหารกรมภารกิจวิทยาศาสตร์ ของนาซา ในกรุงวอชิงตันเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้ใกล้ความจริงเกี่ยวกับปริศนาเรื่องการค้นพบสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้นอกโลกของเรา เริ่มตอบคำถามที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกของเราหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นจำนวนมาก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนมากที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถระบุขนาดของดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ได้ครบทั้ง 7 ดวงแล้ว รวมทั้งสามารถคำนวณมวลและความหนาแน่นของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้ถึง 6 ดวง ซึ่งจากการวิเคราะห์แล้วคาดว่าเป็นดาวเคราะห์ลักษณะเดียวกับโลก

ระบบสุริยะใหม่

สำหรับดาวฤกษ์ในระบบ TRAPPIST-1 นี้ จัดเป็นดาวประเภทดาวแคระเย็นจัด (ultra-cool dwarf) ซึ่งแตกต่างจากดวงอาทิตย์ ด้วยความเย็นจัดนี้ ทำให้น้ำเหลวสามารถคงอยู่บนดาวเคราะห์ได้ แม้ว่าจะอยู่ใกล้มาก ซึ่งดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ทั้ง 7 ดวง ล้วนอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ดวงนี้มากกว่า ดาวพุธ ที่เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะเสียอีก นอกจากนี้ดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบ TRAPPIST-1 ก็อยู่ใกล้กันมาก เทียบว่า หากยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ก็สามารถมองเห็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านดวงอื่น ได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะเดียวกับที่เรามองเห็นดวงจันทร์จากโลก แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์และสามารถมองเห็นไปจนถึงพื้นผิวทางธรณีวิทยา หรือเมฆบนชั้นบรรยากาศของดวงเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้เลยทีเดียว

ระบบสุริยะใหม่

ด้วยระยะห่างที่ดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากเช่นนี้ ส่งผลให้อาจเกิดสภาวะ ดาวเคราะห์หันหน้าด้านเดียวไปหาดาวฤกษ์เสมอ นั่นหมายความว่า ด้านหนึ่งของดาวเคราะห์จะเผชิญกับแสงของดาวฤกษ์ตลอดเวลา เป็นกลางวันที่ไม่มีวันมืด ขณะเดียวกันอีกด้านก็จะไม่มีโอกาสได้เผชิญกับแสง เป็นกลางคืนที่มืดมิดตลอดเวลา รวมไปถึงสภาพอากาศอาจจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โดยหลังจากการค้นพบครังสำคัญนี้ ทางทีมนักวิทยาศาสตร์เตรียมการติดตามผล ในการศึกษาและสำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 รวมทั้งประเมินผลของดาวเคราะห์ 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงโอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิตบนดาวเหล่านี้ต่อไป

ระบบสุริยะใหม่
ภาพสมมุติ : หากเรายืนอยู่บนดาวเคราะห์ TRAPPIST-1f

และเนื่องในวันสำคัญแห่งการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเช่นนี้ ทาง Google ก็ได้เปลี่ยนโลโก้ doodle ฉลองให้กับการค้นพบครั้งนี้ด้วย โดยทำออกมาเป็นภาพแอนิเมชั่นตัวการ์ตูนน่ารัก ๆ เป็นรูปโลกและมีกล้องโทรทรรศน์ ส่องออกไปพบกับระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ที่ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวงที่เป็นศูนย์กลางของระบบ และดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารอีก 7 ดวง

พบหลักฐานของดาวเคราะห์ในวงแหวนดาวฤกษ์

เมื่อ 17 ปีก่อน นักดาราศาสตร์ได้สำรวจดาว HD 141569A ด้วยดาวเทียมไอราส พบว่าดาวดวงนี้มีการแผ่รังสีอินฟราเรดมากผิดปรกติ คาดกันว่ารังสีอินฟราเรดส่วนเกินนี้เกิดจากฝุ่นก๊าซในจานพอกพูนมวล (accreation disc) ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบในการสร้างดาวเคราะห์ล้อมรอบดาวอยู่ ดังนั้นดาวดวงนี้จึงเป็นที่คาดหมายว่าน่าจะมีดาวเคราะห์เป็นบริวารอยู่ด้วยนับแต่นั้นมา 

ต่อมาในปี 2542 กล้องนิกมอสที่ติดอยู่บนกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ได้ถ่ายภาพดาว HD 141569A อีกครั้ง และพบว่าดาวดวงนี้มีวงแหวนล้อมรอบ วงแหวนแบ่งออกเป็นสองชั้นโดยมีแถบมืดอยู่ระหว่างกลางคล้ายกับวงแหวนดาวเสาร์ นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่าแถบสีดำนี้เป็นบริเวณที่ฝุ่นเบาบางกว่าส่วนอื่น เนื่องจากเป็นทางผ่านของดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ในวงแหวน 

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2545 กล้องเอซีเอสบนกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้ถ่ายภาพดาวดวงนี้อีกครั้งซึ่งเป็นปฏิบัติการในโครงการสำรวจจานล้อมรอบดาวลำดับหลัก ภาพใหม่ที่ได้แสดงวงแหวนสองชั้นดังที่เคยถ่ายได้ เป็นการยืนยันหลักฐานเดิมว่าดาวฤกษ์ดวงนี้อาจมีดาวเคราะห์เป็นบริวารอยู่จริง 

นอกจากกล้องเอซีเอสจะถ่ายภาพวงแหวนสองชั้นได้แล้วยังพบลวดลายรูปเกลียวบนวงแหวนนั้นด้วย และมีแขนสองแขนเหยียดยาวออกไปคล้ายกับดาราจักรแบบก้นหอย แขนข้างหนึ่งเหยียดไปทางดาวคู่คู่หนึ่ง ชื่อ HD 141569BC ซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อว่าดาวทั้งสามดวงนี้เป็นระบบดาวเดียวกัน นอกจากนี้นักดาราศาสตร์ยังพบว่าดาว HD 141569A ไม่ได้อยู่ตำแหน่งศูนย์กลางของวงแหวนพอดี แต่เยื้องศูนย์ไปประมาณ 25 หน่วยดาราศาสตร์ มาร์ก แคลมพิน จากสถาบันกล้องโทรทรรศน์อวกาศเชื่อว่าโครงสร้างที่แปลกประหลาดบนวงแหวนรวมทั้งการเยื้องศูนย์เกิดขึ้นจากอันตรกิริยาที่เกิดจากดาวคู่มากกว่าที่จะเกิดจากดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ 

อีกหลักฐานหนึ่งที่สนับสนุนว่าดาวดวงนี้มีดาวเคราะห์โคจรรอบอยู่คือ ภาพถ่ายในย่านความถี่อินฟราเรด ซึ่งแสดงว่าที่ระยะห่างจากดาวฤกษ์ 4.5 พันล้านกิโลเมตรภายในดาวมีฝุ่นจางกว่าส่วนอื่น ซึ่งอาจเกิดจากดาวเคราะห์ที่โคจรที่ระยะนี้ได้กวาดเอาฝุ่นไป

ดาวเบเทลจุสเคยเป็นดาวคู่

ดาวเบเทลจุส หรือดาวแอลฟานายพราน เป็นดาวที่เป็นที่รู้จักกันดีมากที่สุดดวงหนึ่งบนท้องฟ้า มีความน่าสนใจหลายด้าน เป็นดาวที่สว่างเป็นอันดับ 10 บนท้องฟ้า มีสีแดงโดดเด่นสะดุดตา ในมุมมองของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ดาวดวงนี้โดดเด่นเพราะเป็นดาวประเภทที่เรียกว่าดาวยักษ์ใหญ่แดง (red supergiant) ซึ่งเกือบเป็นระยะสุดท้ายของวงจรชีวิตของดาวฤกษ์ เป็นดาวที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของดาวที่พร้อมจะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาในเร็ว ๆ นี้ แต่หลายคนก็จดจำดาวดวงนี้ได้จากชื่อที่แปลกหูอ่านยาก

นอกจากชื่อจะแปลกเรียกยากแล้ว พฤติกรรมบางอย่างก็ยังแปลกอีกด้วย 

นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสติน นำโดย เจ. เคร็ก วีเลอร์ พบว่า ดาวยักษ์ใหญ่ดวงนี้หมุนรอบตัวเองเร็วมาก มีความเร็วที่เส้นศูนย์สูตรถึง 15 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าที่ควรจะเป็นถึง 150 เท่า

วีเลอร์อธิบายว่า เมื่อดาวฤกษ์ขยายใหญ่ขึ้นเป็นดาวยักษ์แดง จะหมุนรอบตัวเองช้าลงตามหลักของการสงวนโมเมนตัม ทำนองเดียวกับที่นักสเก็ตน้ำแข็งที่หมุนรอบตัวเองช้าลงเมื่อเหยียดแขนกางออก

แล้วเหตุใดเบเทลจุสไม่เป็นเช่นนั้น?

ในการหาคำอธิบาย วีเลอร์ตั้งทฤษฎีว่า เบเทลจุสอาจไม่ใช่ดาวฤกษ์เดี่ยวตั้งแต่ต้น แต่เคยมีดาวสหายดวงหนึ่งโคจรรอบดาวเบเทลจุสด้วยรัศมีวงโคจรใกล้เคียงกับรัศมีของดาวเบเทลจุสในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อดาวเบเทลจุสขยายขนาดขึ้นเป็นดาวยักษ์แดง ก็กลืนดาวสหายนี้ไป

“เมื่อดาวสหายถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของดาวเบเทลจุสแล้ว จะถ่ายเทโมเมนตัมเชิงมุมจากการโคจรเดิมของดาวไปยังเนื้อดาวชั้นนอกของดาวเบเทลจุส ทำให้ดาวเบเทลจุสหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น” วีเลอร์อธิบาย

วีเลอร์ประเมินว่า ดาวสหายของดาวเบเทลจุสน่าจะมีมวลใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์จึงจะเพียงพอที่จะทำให้ดาวมีความเร็วในการหมุนรอบตัวเองดังที่เป็นในปัจจุบันนี้ได้

ทฤษฎีนี้มีหลักฐานสนับสนุน การกลืนดาวสหายของดาวเบเทลจุสไม่ใช่กระบวนการเงียบ ๆ ไร้ร่องรอย อันตรกิริยาระหว่างดาวฤกษ์ทั้งสองทำให้ดาวเบเทลจุสพ่นสสารจำนวนหนึ่งออกสู่อวกาศ หากทราบความเร็วของสสารที่พ่นออกมาจากดาวเบเทลจุส นักดาราศาสตร์ย่อมคำนวณได้ว่าก้อนสสารที่พ่นออกมานั้นอยู่ห่างจากดาวเท่าใดในปัจจุบัน

ย้อนหลังไปในปี 2555 นักดาราศาสตร์จากเบลเยียมคนหนึ่งได้ศึกษาดาวเบเทลจุสโดยถ่ายภาพในย่านความถี่อินฟราเรดด้วยกล้องเฮอร์เชล ภาพถ่ายแสดงสิ่งที่คล้ายกำแพงโค้งที่ด้านหนึ่งของดาวเบเทลจุส นักดาราศาสตร์ได้ตั้งสมมุติฐานไปต่าง ๆ นานาถึงที่มาของสิ่งนั้น บ้างอธิบายว่ากำแพงนั้นคือคลื่นกระแทกโค้ง (bow shock) ที่เกิดขึ้นจากบรรยากาศของดาวเบเทลจุสผลักดันสสารระหว่างดาวขณะที่ดาวเคลื่อนที่ไปในอวกาศรอบดาราจักร แต่วีเลอร์มองว่า กำแพงนี้เป็นผลจากความอลหม่านบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อราว 100,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นเวลาที่ดาวเบเทลจุสกำลังขยายขนาดเป็นดาวยักษ์ใหญ่แดง ซึ่งก็อาจจะเป็นการกลืนดาวนั่นเอง

นับว่าทฤษฎีกลืนดาวของวีเลอร์อธิบายได้ทั้งสาเหตุของอัตราการหมุนรอบตัวเองที่เร็วผิดปกติและที่มาของกำแพงแก๊สข้างดาวเบเทลจุส

ที่มา:

สดร. ชี้กรณีนาซาพบดาวเคราะห์ 7 ดวง น่าตื่นเต้น แม้ยังไม่เจอสิ่งมีชีวิต

พบระบบสุริยะใหม่

          ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา เผย การที่นาซาแถลงค้นพบดาวเคราะห์หิน 7 ดวงใกล้เคียงกับโลก ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นแม้ยังไม่เจอสิ่งมีชีวิต แต่ถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้รู้ว่ามีที่ใดบ้างที่เหมือนกับโลกวันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2560)  ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา  รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า จากกรณีที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา แถลงข่าวการค้นพบดาวเคราะห์หินถึง 7 ดวงที่ใกล้เคียงกับโลก โคจรรอบดาวแคระแดงแทรพพิสท์-วัน (TRAPPIST-1) ซึ่งห่างจากโลก 39 ปีแสง อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะที่ผ่านมาไม่เคยค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีขนาดคล้ายโลกพร้อม ๆ กัน ถึง 7 ดวง  ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจ เพราะบ่งบอกว่ายังมีอะไรให้เราค้นพบและศึกษาอีกมาก
พบระบบสุริยะใหม่

ทั้งนี้ ในอนาคตการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศขึ้นไป เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์อินฟาเรดที่นาซาวางแผนส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2561 มีภารกิจในการสังเกตการณ์วัตถุอันห่างไกลในเอกภพ ก็จะสามารถศึกษาบรรยากาศของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้ และเมื่อเราทราบองค์ประกอบสำคัญ เช่น ก๊าซออกซิเจน มีเทน หรือ โมเลกุลสำคัญอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดจากสิ่งมีชีวิต จะทำให้เราทราบว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบหรือยืนยัน แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่นักดาราศาสตร์จะได้ค้นพบระบบสุริยะขนาดเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากโลก และอาจทำให้เราเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ในเอกภพได้ดียิ่งขึ้น ว่ามีที่ใดบ้างที่เหมือนกับโลกของเรา

ด้าน นายมติพล ตั้งมติธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า ข่าวการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (exoplanet) มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากย้อนกลับไปจะพบว่ามีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรกเมื่อ 25 ปี ที่ผ่านมา ปัจจุบันเรามีดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ยืนยันแล้ว 3,449 ดวง และรอการยืนยันอีกกว่า 4,696 ดวง ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ค้นพบส่วนมากจัดเป็นประเภทดาวยักษ์แก๊ส และในจำนวนนี้เป็นดาวเคราะห์หินใกล้เคียงกับโลกมากกว่า 348 ดวง

การค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเหล่านี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตอาจจะไม่ใช่สิ่งที่หายากและมีเพียงแค่บนโลกของเราอีกต่อไป และการค้นพบระบบอื่นและโลกอื่นที่มีดาวเคราะห์หินโคจรอยู่ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่อาจจะมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งในไม่ช้าเราอาจจะค้นพบดาวเคราะห์หินที่มีหลักฐานของสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

สำหรับการค้นพบครั้งนี้ นาซาเปิดเผยว่า นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์หินที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกถึง 7 ดวงโคจรอยู่ในระบบดาวฤกษ์ดวงเดียว ซึ่งยังพบอีกว่าดาวเคราะห์ 3 ดวงในดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงนี้อยู่ในช่วงที่เรียกว่า “habitable zone” หรือโซนที่เอื้อต่อการมีชีวิต

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับองค์ประกอบของดาวเคราะห์เหล่านี้ที่จะบอกได้ว่ามีน้ำหรือชีวิตบนดาวเคราะห์เหล่านั้น และด้วยระยะทางที่ไกลถึง 39 ปีแสง มนุษย์ยังไม่มีแผนที่จะเดินทางไปยังระบบดาวเคราะห์นี้ในเร็ววันนี้ หากเราสามารถเดินทางได้เร็วเท่ากับแสง ต้องใช้เวลาถึง 39 ปี และหากพยายามจะเดินทางไประบบดาวเคราะห์นี้ด้วยความเร็วของเครื่องบินเจ็ท จะต้องใช้เวลาถึงกว่าสี่ล้านปี

ภาพจาก NASA/JPL-Caltech

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1399274290137386

พบดาวเคราะห์ขนาดระดับโลกเจ็ดดวงในระบบสุริยะเดียว

วันนี้ องค์การนาซาได้แถลงข่าวใหญ่ โดยกล่าวว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับดาวเคราะห์ต่างระบบ นั่นคือ กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซาพบระบบสุริยะใหม่ที่มีดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงโลกถึงเจ็ดดวง ในจำนวนนี้มีดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ในเขตเอื้ออาศัยถึงสามดวง นับเป็นการค้นพบดาวเคราะห์ต่างระบบในเขตเอื้ออาศัยของระบบสุริยะเดียวกันเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา  

คำว่าเขตเอื้ออาศัย (habitable zone) หมายถึงบริเวณรอบดาวฤกษ์ที่อยู่ในระยะพอเหมาะ ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวเกินไป หากมีดาวเคราะห์หินโคจรอยู่ในบริเวณนี้ ก็เป็นไปได้ว่าจะมีน้ำที่อยู่ในสถานะของเหลวไหลรินอยู่บนพื้นผิว 

น้ำเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ดังนั้นดาวเคราะห์ที่อยู่ในเขตเอื้ออาศัยจึงเป็นเป้าหมายสำคัญหากต้องการมองหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก

ระบบสุริยะใหม่ที่ค้นพบในครั้งนี้คือ ระบบสุริยะของ ดาวแทรปพิสต์-1 (TRAPPIST-1) ชื่อดาวตั้งชื่อตามกล้องแทรปพิสต์ (TRAPPIST–The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope) ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์ค้นหาดาวหางและดาวเคราะห์ต่างระบบอัตโนมัตของเบลเยียมที่ตั้งอยู่ในหอดูดาวลาซียา ประเทศชิลี

ดาวแทรปพิสต์-1 อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ มีมวลเพียง เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1/8 ของดวงอาทิตย์ อุณหภูมิพื้นผิว 2,800 เคลวิน เป็นดาวฤกษ์ชนิดที่เรียกว่า ดาวแคระแดง ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ประเภทที่มีมากที่สุดในเอกภพ ดาวฤกษ์ราว 70 เปอร์เซ็นต์เป็นดาวฤกษ์ชนิดนี้

ความน่าสนใจอีกอย่างของดาวแทรปพิสต์-1 ก็คือ ระบบสุริยะนี้ห่างจากโลกเราเพียง 39 ปีแสงเท่านั้น ซึ่งถือว่าใกล้มาก

การค้นพบ

การค้นพบดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดของดาวแทรปพิสต์-1 ไม่ได้เกิดขึ้นในคราวเดียว เรื่องเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เมื่อมีการประกาศการค้นพบดาวเคราะห์สามดวงรอบดาวดวงนี้โดยใช้กล้องแทรปพิสต์ หลังจากนั้นจึงมีการสำรวจเพิ่มเติมโดยกล้องอื่น ทั้งกล้องโทรทรรศน์อวกาศอย่างกล้องสปิตเซอร์และกล้องภาคพื้นดินอย่างกล้องวีแอลที ข้อมูลจากกล้องสปิตเซอร์ยืนยันว่าสองดวงในจำนวนนั้นเป็นดาวเคราะห์จริง นอกจากนั้นยังพบเพิ่มอีกห้าดวง รวมทั้งสิ้นเป็นเจ็ดดวง

ดาวเคราะห์ของแทรปพิสต์-1 ทั้งเจ็ดดวง ได้รับการตั้งชื่อตามหลักการตั้งชื่อดาวเคราะห์ต่างระบบ โดยเรียงตามลำดับของวงโคจรจากในสู่นอก ดังนี้คือ แทรปพิสต์-1 บีแทรปพิสต์-1 ซีแทรปพิสต์-1 ดีแทรปพิสต์-1 อีแทรปพิสต์-1 เอฟแทรปพิสต์-1 จี และ แทรปพิสต์-1 เอช โดยสามดวงที่อยู่ในเขตเอื้ออาศัยคือ แทรปพิสต์-1 อี, แทรปพิสต์-1 เอฟ และ แทรปพิสต์-1 จี

ดาวแทรปพิสต์-1 อี มีขนาดใกล้เคียงโลกมาก ได้รับแสงจากดาวในระดับความเข้มใกล้เคียงกับที่โลกรับจากดวงอาทิตย์ อุณหภูมิก็น่าจะใกล้เคียงโลกด้วย 
ดาวแทรปพิสต์-1 เอฟ มีขนาดใกล้เคียงโลกเช่นกัน โคจรรอบดาวฤกษ์รอบละ วัน ได้รับแสงจากดาวในระดับใกล้เคียงกับที่ดาวอังคารได้รับจากดวงอาทิตย์
ดาวแทรปพิสต์-1 จี มีขนาดใหญ่ที่สุดในดาวเคราะห์ทั้งเจ็ด ใหญ่กว่าโลกประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ ได้รับแสงจากดาวฤกษ์น้อยกว่าที่ดาวอังคารได้รับจากดวงอาทิตย์ แต่มากกว่าที่ดาวเคราะห์น้อยแถบหลักได้รับ

ดาวเคราะห์แก๊สหรือดาวเคราะห์หิน

ข้อมูลจากสปิตเซอร์ให้ข้อมูลทั้งมวลและขนาดของดาวเคราะห์แต่ละดวง (ยกเว้นดวงที่เจ็ด) จึงทราบความหนาแน่นของดาวเคราะห์ด้วย ซึ่งแสดงว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดน่าจะเป็นดาวเคราะห์หินเช่นเดียวกับโลก ส่วนดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดที่ยังวัดมวลไม่ได้ นักดาราศาสตร์คาดว่าน่าจะเป็นดาวเคราะห์น้ำแข็ง อย่างไรก็ตามต้องมีการสำรวจเพิ่มเติมต่อไปจึงจะยืนยันได้

หลังจากการประกาศการค้นพบในเดือนพฤษภาคม นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลสำรวจติดตามระบบสุริยะนี้ด้วย โดยมุ่งเป้าไปที่ดาวเคราะห์สี่ดวง เพื่อค้นหาร่องรอยของบรรยากาศไฮโดรเจนและฮีเลียมซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของดาวเคราะห์แก๊สประเภทดาวเนปจูน จนถึงขณะนี้ฮับเบิลยืนยันได้แน่นอนแล้วว่าดาวเคราะห์สองดวงในไม่พบร่องรอยของแก๊สไฮโดรเจน นี่เป็นหลักฐานหนึ่งที่บ่งชี้ว่าดาวเคราะห์สองดวงนี้เป็นดาวเคราะห์หิน

ครอบครัวใหญ่ แต่บ้านเล็ก

ดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดดวงของแทรปพิสต์-1 โคจรอยู่ใกล้ดาวฤกษ์แม่มาก แม้แต่ดวงที่เจ็ดที่อยู่ห่างที่สุดก็ยังมีวงโคจรเล็กกว่าของดาวพุธ การที่เป็นระบบสุริยะขนาดกะทัดรัด ดาวเคราะห์แต่ละดวงจึงอยู่ใกล้กันมาก หากมีใครไปยืนอยู่ที่ดาวเคราะห์ดวงในดวงหนึ่งในระบบสุริยะนี้ เขาก็จะมองเห็นดาวเคราะห์ดวงถัดกันเป็นดวงกลมโตที่มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดวงจันทร์ที่มองเห็นจากโลก สังเกตเห็นรายละเอียดต่าง ๆ บนพื้นผิวหรือแม้แต่เมฆบนดาวเคราะห์ดวงนั้นได้เลยทีเดียว 

ลักษณะเด่นของระบบสุริยะของดาวแทรปพิสต์-1 อีกอย่างหนึ่งก็คือ ดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดดวงนี้อาจถูกตรึงโดยความโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ หมายความว่าทั้งหมดจะหันด้านเดียวเข้าหาดาวฤกษ์ตลอดเวลา ทำนองเดียวกับที่ดวงจันทร์หันด้านเดียวเข้าหาโลกตลอดเวลา ผลของปรากฏการณ์นี้ทำให้ดาวเคราะห์มีด้านใดด้านหนึ่งเป็นกลางวันตลอดกาล และด้านตรงข้ามก็เป็นกลางคืนชั่วนิรันดร์ ด้วยเหตุนี้รูปแบบของสภาพลมฟ้าอากาศบนดาวเคราะห์เหล่านี้ย่อมแตกต่างไปจากบนโลกอย่างสิ้นเชิง

ขณะนี้กล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ ยอดนักค้นหาดาวเคราะห์ต่างระบบอีกกล้องก็กำลังสำรวจระบบสุริยะของแทรปพิสต์-1 เช่นกัน เคปเลอร์อาจจะช่วยให้นักดาราศาสตร์ทราบสมบัติต่าง ๆ เกี่ยวกับดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดนี้มากขึ้น หรืออาจค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะนี้เพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้ ผลการสำรวจจากเคปเลอร์จะเผยออกมาในต้นเดือนมีนาคมนี้

ที่มา:

พัลซาร์สายพันธุ์ใหม่ เกิดจากดาวแคระขาว

พัลซาร์ คือแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุในอวกาศเป็นช่วงสั้น ๆ ค้นพบเป็นครั้งแรกในปี 2510 โดยโจเซลิน เบลล์ และ แอนโทนี ฮีวิช การศึกษาในเวลาต่อมาทำให้ทราบว่า พัลซาร์เกิดจากดาวนิวตรอนที่หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว รังสีจากดาวถูกบีบให้พุ่งออกมาเป็นลำแคบ ๆ ตามแนวขั้ว เมื่อขั้วนั้นกวาดไปเข้าสายตาใคร ผู้นั้นก็จะสังเกตเห็นเป็นพัลซาร์ 

เพราะพัลซาร์กับดาวนิวตรอนสัมพันธ์กันโดยตรง นั่นคือพัลซาร์เกิดจากดาวนิวตรอน และดาวนิวตรอนทำให้เกิดพัลซาร์ ทำให้บางครั้งนักดาราศาสตร์ใช้คำสองคำนี้แทนกันได้ 

แต่ต่อจากนี้นักดาราศาสตร์อาจต้องระวังมากขึ้นหากจะทำแบบนั้น เพราะนักดาราศาสตร์ ทอม มาร์ช และ ศ. บอรีส แกนซิกเคอ จากมหาวิทยาลัยวอร์วิก และ ดร.เดวิด บักลีย์ จากหอดูดาวเอสเอเอ พบว่าพัลซาร์ดวงหนึ่งไม่ได้เกิดจากดาวนิวตรอน แต่เกิดจากดาวแคระขาว

ดาวแคระขาวดวงนี้อยู่ในระบบดาวคู่คู่หนึ่ง ชื่อ เออาร์แมงป่อง (AR Scorpii) ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 380 ปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวแมงป่อง 

ระบบดาวคู่เออาร์แมงป่องประกอบด้วยดาวแคระขาวหนึ่งดวงกับดาวแคระแดงหนึ่งดวง ทั้งสองโคจรรอบกันเองด้วยคาบ 3.6 วันด้วยระยะห่าง 1.4 ล้านกิโลเมตร หรือราวสามเท่าของระยะโลก-ดวงจันทร์ ตัวดาวแคระขาวหมุนรอบตัวเองครบรอบทุก นาที ทุกรอบที่หมุน จะสาดลำของรังสีฟาดไปยังดาวสหายซึ่งรังสีจะกระตุ้นอิเล็กตรอนในบรรยากาศให้มีพลังงานสูงขึ้นมาก ทำให้ความสว่างเปลี่ยนแปลงไปเป็นคาบตามการหมุนของดาวแคระขาว

“เออาร์แมงป่องเป็นเหมือนกับไดนาโมยักษ์ มีแม่เหล็กถาวรขนาดเท่าโลกที่มีความเข้มราว 10,000 เท่าของแม่เหล็กที่เข้มที่สุดที่มนุษย์สร้างได้ในห้องทดลอง เมื่อดาวแคระขาวดวงนี้หมุนด้วยความเร็วสูง จึงเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลขึ้นภายในดาวแคระแดง ซึ่งทำให้ความเข้มแสงผันแปรไปดังที่เราสังเกตได้” ศ.แกนซิกเคออธิบาย

ดาวนิวตรอนเป็นซากที่หลงเหลือจากการระเบิดของดาวฤกษ์มวลสูง ส่วนดาวแคระขาวเป็นแก่นของดาวฤกษ์มวลระดับดวงอาทิตย์หลังจากที่ดาวฤกษ์นั้นสลัดเปลือกนอกออกไปเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ ดาวแคระขาวส่วนใหญ่มีขนาดใกล้เคียงกับโลก แต่ดาวนิวตรอนมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรเท่านั้นแม้จะมีมวลมากกว่าดาวแคระขาวหลายเท่า

ดาวแคระขาวของเออาร์แมงป่องมีขนาดใกล้เคียงกับโลก แต่มีมวลมากกว่าถึง 200,000 เท่า และมีสนามแม่เหล็กเข้มข้นกว่าโลก 100 ล้านเท่า แสงจากดาวเออาร์แมงปองมีโพลาไรเซชันรุนแรง แสดงถึงอิทธิพลจากสนามแม่เหล็กเข้มข้นที่มีต่อการแผ่รังสีของทั้งระบบ

ที่มา:

หลักฐานเพิ่มเติมของดาวเคราะห์หมายเลขเก้า

เมื่อปีที่แล้ว มีการค้นพบระดับเขย่าโลกเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อ ไมค์ บราวน์ และ คอนสแตนติน บาทีจิน นักดาราศาสตร์จากคาลเทค พบหลักฐานว่ามีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งอยู่ที่ระบบสุริยะรอบนอก มีมวลมากกว่าโลกถึงสิบเท่า หลักฐานนี้หนักแน่นจนถึงกับมีการตั้งชื่อดาวเคราะห์ให้ล่วงหน้าว่า ดาวเคราะห์หมายเลขเก้า (Planet 9) หลังจากที่มีการเผยแพร่รายงานการวิจัยนี้ออกมา ความพยายามค้นหาดาวเคราะห์หมายเลขเก้าก็เริ่มขึ้น แม้จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการพบดาวเคราะห์หมายเลขเก้านี้จริง ๆ แต่ก็มีการพบหลักฐานเพิ่มเติมมากขึ้นที่ช่วยเสริมความน่าจะเป็นว่ามีดาวเคราะห์นี้อยู่จริง 

หลักฐานชิ้นใหม่ล่าสุด มาจากวัตถุพ้นดาวเนปจูนรอบนอก (ETNO–Extreme Trans Neptunian Object) สองดวง ชื่อ 2004 วีเอ็น 112 (2004 VN112) และ 2013 อาร์เอฟ 98 (2013 RF98)

คณะนักวิจัยที่นำโดย ฌูลียา เดอ ลียง จากสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์คะเนรี ได้ใช้กล้องกรานเทคานสำรวจวัตถุสองดวงนี้ พบว่าสเปกตรัมของทั้งสองใกล้เคียงกันมาก เป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามีต้นกำเนิดทางกายภาพร่วมกัน ซึ่งก็คือเคยเป็นวัตถุคู่ที่โคจรรอบกันเองพร้อมกับโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่ต่อมาได้เฉียดใกล้วัตถุขนาดใหญ่ดวงหนึ่ง ทำให้วงโคจรเริ่มไม่เสถียรและค่อย ๆ แยกจากกันจนกระทั่งเป็นอิสระต่อกันดังเช่นปัจจุบัน

ในการพิสูจน์สมมุติฐานนี้ คณะของเดอลียงได้สร้างแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ขึ้นมาจำนวนหลายพันแบบเพื่อดูว่าจะมีเหตุใดบ้างที่ทำให้วัตถุทั้งสองแยกออกจากกัน 

แบบจำลองหนึ่งให้ผลว่า 2004 วีเอ็น 112 และ 2013 อาร์เอฟ 98 เคยเป็นวัตถุคู่กัน  แต่เมื่อราว 5-10 ล้านปีก่อน ได้เข้าใกล้วัตถุดวงหนึ่งที่มีมวลระหว่าง 10-20 เท่าของโลก และโคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 300-600 หน่วยดาราศาสตร์ อันตรกิริยาด้านความโน้มถ่วงระหว่างกันทำให้วัตถุคู่นี้เริ่มแยกจากกันจนเป็นดังเช่นปัจจุบัน

ทั้งมวลและวงโคจรของวัตถุลึกลับที่ได้จากแบบจำลองนั้นช่างสอดคล้องกับสมบัติของดาวเคราะห์หมายเลขเก้าที่งานวิจัยของบราวน์กับบาทีจินได้คาดการณ์ไว้อย่างเหมาะเจาะ

งานวิจัยนี้นอกจากจะช่วยสนับสนุนว่ามีดาวเคราะห์หมายเลขเก้าอยู่จริงแล้ว ยังช่วยระบุตำแหน่งที่น่าจะพบดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

กล้องกรานเทคาน เป็นกล้องโทรทรรศน์เชิงแสงที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน มีกระจกปฐมภูมิเส้นผ่านศูนย์กลาง 10.4 เมตร ตั้งอยู่ที่หมู่เกาะคะเนรี ประเทศสเปน

ที่มา:

ดวงจันทร์มีบรรยากาศ

บรรยากาศที่แสนจะเบาบางของดวงจันทร์นั้น อาจเป็นกุญแจดอกสำคัญสำหรับการตัดสินใจตั้งอาณานิคมบนดวงจันทร์ในอนาคต จากการศึกษาข้อมูลจากเครื่องมือ STICS ของยาน WIND ขององค์การนาซา นักดาราศาสตร์ได้พบว่า ในบรรยากาศของดวงจันทร์ประกอบด้วย ซิลิกอน อะลูมีนัม และออกซิเจน และมีความกดอากาศประมาณหนึ่งในร้อยล้านล้าน (1014) เท่าของความกดอากาศบนโลก ออกซิเจนในบรรยากาศดวงจันทร์นี้อาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการสะสมน้ำแข็ง ที่เชื่อว่ามีอยู่ที่ขั้วทั้งสองของดวงจันทร์ โมเลกุลของน้ำจากดาวหางที่พุ่งเข้าชนดวงจันทร์อาจจะถูกกักไว้ในบรรยากาศอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะไปรวมตัวสะสมอยู่ที่แอ่งน้อยใหญ่บริเวณขั้วทั้งสอง และถูกความเย็นรักษาไว้ที่นั่น “ถ้าดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว ก็ไม่น่าจะมีการสะสมตัวของน้ำและน้ำแข็งเกิดขึ้น” Antoinette Galvin ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์อธิบาย 

ที่มา:

สเปซเอกซ์เตรียมส่งมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์ปีหน้า

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เอลอน มัสก์ ผู้บริหารระดับสูงของสเปซเอกซ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการบินอวกาศเอกชน เปิดเผยถึงแผนขององค์การในการส่งมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งในปลายปีหน้า นี่จะเป็นการไปดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ในรอบ 45 ปี

เที่ยวบินของสเปซเอกซ์นี้ไม่ใช่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์หรือสำรวจอวกาศ แต่เป็น “ทัวร์ชมดวงจันทร์” โดยเที่ยวบินแรกจะมีผู้โดยสารอวกาศสองคน เดินทางไปกับยาน ดรากอน ที่พุ่งทะยานด้วยพลังขับของจรวดฟอลคอนเฮฟวี  

ยานดรากอน เป็นยานขนส่งมนุษย์อวกาศ สามารถลงจอดบนพื้นโลกได้ทั้งทางทะเลและบนบก ขนส่งมนุษย์ได้คราวละเจ็ดคน ยานดรากอน จะถูกนำออกใช้งานครั้งแรกในกลางปีหน้าโดยการนำนักบินอวกาศของนาซาไปปฏิบัติหน้าที่บนสถานีอวกาศนานาชาติ 

จรวดฟอลคอนเฮฟวี เป็นจรวดขับดันที่ทรงพลังที่สุดรองจากแซทเทิร์นของนาซาที่ใช้ในการนำมนุษย์ไปดวงจันทร์ โครงสร้างพื้นฐานคือจรวดฟอลคอน สามลำยึดติดกันเพื่อให้พลังขับดันสูงสุด

จนถึงขณะนี้  สเปซเอกซ์ยังไม่เปิดเผยว่าผู้โดยสารอวกาศสองคนนั้นเป็นใคร ลักษณะการเดินทางของเที่ยวบินทัศนาจรดวงจันทร์ของดรากอนนี้จะคล้ายกับของอะพอลโล มาก เป็นการวนรอบดวงจันทร์โดยไม่มีการลงจอด ระบบต่าง ๆ ในยานเป็นระบบอัตโนมัตเกือบทั้งหมด ผู้โดยสารไม่ต้องบังคับหรือควบคุมยานแต่อย่างใด หน้าที่มีเพียง นั่ง แล้วมองไปนอกหน้าต่าง มีเรื่องที่ต้องฝึกฝนบ้างก็คือการเตรียมความพร้อมร่างกายและเรียนรู้ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับเกิดเหตุผิดพลาดขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีชี้ว่าการประกาศครั้งนี้ของสเปซเอกซ์ถือว่าท้าทายตัวเองเป็นอย่างมาก จนกังวลว่าสเปซเอกซ์อาจทำไม่ได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้ ในอดีตที่ผ่านมาแผนพัฒนาของสเปซเอกซ์ก็มักล่าช้ากว่ากำหนดหลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่น สเปซเอกซ์ได้ประกาศสร้างจรวดฟอลคอนเฮฟฟีมาตั้งแต่ปี 2548 แต่กว่าจะเริ่มสร้างจริงก็ล่วงมาถึงปี 2558 และจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่เคยมีการปล่อยจรวดฟอลคอนเฮฟวีเลย จรวดนี้จะใช้งานได้จริงหรือไม่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้

ที่มา: