คลังเก็บหมวดหมู่: ศุภัสพร สัจจมาศ

Mitsubishi เตรียมเผยโฉม SUV ปริศนาคู่ปรับ Toyota C-HR และ Honda HR-V ?​

Mitsubishi เตรียมเผยโฉม SUV ปริศนาคู่ปรับ Toyota C-HR และ Honda HR-V ?​

รถใหม่ Mitsubishi

          Mitsubishi เตรียมเซอร์ไพรส์ในงาน Geneva Motor Show 2017 เปิดตัว SUV ทรงสปอร์ตแบบรถคูเป้โมเดลใหม่ล่าสุด ซึ่งอาจจะกลายเป็นคู่แข่ง Toyota C-HR และ Honda HR-V อีกราย

Mitsubishi ดูกระตือรือร้นมากที่จะได้คืนชีพและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากรับยาดีจาก Nissan ซึ่งล่าสุดก็ได้ปล่อยภาพรถ SUV ปริศนาโมเดลใหม่แกะกล่องเพื่อสร้างเซอร์ไพรส์รอเปิดตัวในงานเจนีวา มอเตอร์ โชว์ 2017 ที่กำลังจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-19 มีนาคมนี้

โดย Mitsubishi ยืนยันว่ารถ SUV คันนี้ไม่ใช่หรือไม่ได้มาแทน Mitsubishi Outlander และ Outlander Sport (Mitsubishi ASX/ Mitsubishi RVR) แต่จะทำตลาดควบคู่กันไป ดังนั้นมีความเป็นไปได้อย่างมากว่ารถ SUV คันนี้ น่าจะมาเป็นคู่แข่งอีกรายของ Toyota C-HR และ Honda HR-V

รถใหม่ Mitsubishi
รถใหม่ Mitsubishi

แน่นอนว่านอกจากภาพนี้แล้วยังไม่มีรายละเอียดที่เป็นทางการจาก Mitsubishi มากนัก ซึ่งระบุไว้แค่เพียงว่า รถ SUV รุ่นใหม่นี้จะมาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตใกล้เคียงกับรถคูเป้ แต่แข็งแกร่ง อเนกประสงค์ และมีความสามารถในการลุยได้เหมือนรถขับเคลื่อน 4 ล้อ จริง ๆ (ตรงนี้แหละที่น่าจะต่างจาก Toyota C-HR และ Honda HR-V ที่เน้นไลฟ์สไตล์สำหรับชีวิตคนเมืองเป็นหลักแต่ลุยได้บ้างนิดหน่อย) เพื่อใช้กวาดต้อนกลุ่มลูกค้าใหม่ให้กับ Mitsubishi

รถใหม่ Mitsubishi

 

รถใหม่ Mitsubishi

 

สำหรับดีไซน์ของ Mitsubishi SUV ใหม่ (มีการคาดเดาว่า Mitsubishi จะนำชื่อรถสปอร์ตขนาดเล็กในอดีต Eclipse มาใช้กับรถรุ่นนี้) จะมีรูปทรงลิ่มมหาเสน่ห์ ชวนมอง เส้นสายเฉียบคม แนวเส้นขอบหน้าต่างล่าง (Belt-Line) เฉียงขึ้นไปยังท้ายรถทำมุมกับเสา C ที่ออกแบบให้หักศอกเป็น V-Line แยกส่วนกับบังโคลนหลังที่เป็นลอนกล้ามดูมีพลัง หรือเอาง่าย ๆ จะบอกว่านี่คือเวอร์ชั่นผลิตจริงของรถแนวคิดอย่าง Mitsubishi Concept XR-PHEV II ที่เคยโชว์ตัวในงาน Geneva Motor Show 2015 ก็ชัดเจน

รถใหม่ Mitsubishi

รถใหม่ Mitsubishi

รถใหม่ Mitsubishi
ภาพจาก indiansautoblog.com

อย่างไรก็ตามในส่วนของขุมพลังทาง Mitsubishi ไม่ได้พูดถึงตอนนี้ แต่เป็นไปได้ที่จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ ที่ให้กำลังสูงสุดประมาณ 120 แรงม้า และแรงบิด 210 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร ที่จะมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีดให้เลือก รวมถึงเวอร์ชั่นไฮบริดนั้นจะมีด้วยหรือไม่คงยังไม่มีอะไรแน่นอนจนกว่าจะเปิดตัว ส่วนระบบขับเคลื่อนหลักน่าจะเป็นแบบ 4 ล้อ แต่อาจจะมีรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าให้เลือกด้วยเช่นกัน

          อย่างไรก็ตามต้องรอความชัดเจนอีกครั้งต้นเดือนมีนาคมนี้ ว่ารถ SUV คันใหม่ของ Mitsubishi จะมีรายละเอียดและหน้าตาที่แท้จริงอย่างไร รวมถึงใช่คู่แข่งของ Toyota C-HR และ Honda HR-V หรือไม่ รู้กันแน่นอน

อ้างอิง:https://car.kapook.com/view165000.html

ยีนส์ดัดแปลง CRISPR–Cas9 เริ่มทดลองใช้กับมนุษย์เป็นครั้งแรกแล้ว ในผู้ป่วยมะเร็งปอด

banner_short

นักวิทยาศาสตร์จากจีนเริ่มทดลองฉีดยีนส์ดัดแปลง CRISPR–Cas9 เข้าสู่มนุษย์เป็นครั้งแรก โดยครั้งนี้เป็นการทดสอบกับผู้ป่วยมะเร็งปอดขั้นรุนแรง เพื่อทดสอบความสามารถในการรักษาโรคมะเร็ง

CRISPR คืออะไร

CRISPR เป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้นักพันธุศาสตร์และนักวิจัยทางการแพทย์มีความสามารถในการแก้ไขจีโนม (ยีนส์และโครโมโซม) ของสิ่งมีชีวิต ด้วยการตัดต่อ เพิ่ม หรือเรียงลำดับของ DNA ใหม่ ซึ่งเทคนิค CRISPR นี้มีความง่าย แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ซึ่งในอนาคตอาจนำไปใช้ในคน สัตว์ หรือพืชได้

ยีนส์ดัดแปลง CRISPR-Cas9 เริ่มทดลองในมนุษย์

ทีมนักวิจัยนำโดยคุณ Lu You นักเนื้องอกวิทยาจากมหาวิทยาลัย Sichuan University เมืองเฉิงตู ประเทศจีน นำเทคนิค CRISPR-Cas9 ซึ่งเป็นการดัดแปลงเซลล์ที่ประกอบด้วยเอนไซม์ที่มีความสามารถในการตัด DNA และ RNA ที่ทำหน้าที่ในการชี้เป้าหมายในการตัด DNA ให้กับเอนไซม์ ฉีดเข้าไปในร่างกายมนุษย์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นผู้ช่วยมะเร็งปอดขั้นรุนแรง หลังผ่านการรับรองจากคณะกรรมการด้านจริยธรรมแล้ว เพื่อทดสอบการรักษาโรคมะเร็งและความปลอดภัยของการใช้เทคนิค CRISPR ในมนุษย์

ขั้นตอนการทำงานของ Cas9
ขั้นตอนการทำงานของ Cas9

ความหวังของทีมนักวิจัยคือ เซลล์ที่ทำการตัดต่อแก้ไขด้วยเทคนิค CRISPR นี้ ปราศจากโปรตีนชื่อ PD-1 (Programmed Death-1) ที่ทำหน้าที่ในการเปิดการทำงานของ T-cell ให้ไปกำจัดเซลล์แปลกปลอม จะสามารถเอาชนะเซลล์มะเร็งได้

อนาคตในการรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคนิค CRISPR

คุณ Lu You กล่าวว่า ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะตัดสินว่า การรรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคนิค CRISPR นี้จะเป็นวิธีที่ดีกว่าการใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (เช่น การใช้ T-cell) ไปกำจัดเซลล์มะเร็ง

แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นครั้งแรกของการนำเทคนิค CRISPR ในมนุษย์ ซึ่งยังต้องมีการศึกษาและทดลองอีกมากมาย

“ผมคิดว่าเทคนิค CRISPR นี้จะเป็นเสมือน Sputnik เวอร์ชั่น 2.0 ที่จะนำไปสู่ยุคการแข่งขันด้านการชีวการแพทย์ระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งการแข่งขันนี้จะมีความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากเทคนิค CRISPR อย่างแน่นอน”

(Sputnik คือดาวเทียมดวงแรกของโลก จากรัสเซีย – ผู้เขียน)

อ้างอิง: Nature, MIT Technology Reviewyourgenome.orgวิชาการ.คอม

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1331214700276679

​พลูโตอาจมีมหาสมุทรฝังอยู่ใต้น้ำแข็ง

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์อย่าง “พลูโต” น่าจะมีมหาสมุทรถูกฝังอยู่ภายใต้พื้นน้ำแข็ง

นับตั้งแต่ยานนิวฮอไรซันขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซ่า ได้สำรวจดาวพลูโตมาตั้งแต่ปลายปีก่อน ก็มีหลักฐานมาอย่างต่อเนื่องว่าดาวดวงนี้อาจจะมีมหาสมุทรอยู่ภายใต้เปลือกน้ำแข็งของมัน ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้สร้างแบบจำลองเพื่อประมาณว่าชั้นของน้ำที่เป็นของเหลวที่อยู่ภายใต้นั้นควรจะมีความหนาเท่าใด

งานวิจัยนี้นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แบรนดอน จอห์นสัน นักธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Geophysical Research Letters โดยเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่ชั้นมหาสมุทรใต้เปลือกของดาวพลูโตอาจจะมีความหนาถึง 100 กิโลเมตร โดยอาจจะมีความเค็มในระดับเดียวกับทะเลสาบเดดซีของโลก

“แบบจำลองอุณหภูมิภายในดาวพลูโตและหลักฐานทางธรณีวิทยาแปรสัณฐานชี้ว่า มหาสมุทรอาจจะมีอยู่จริง แต่เราก็ไม่สามารถทราบขนาดกันได้ง่าย ๆ ” ดร.จอห์นสัน ชี้

“แต่ตอนนี้ เราเริ่มได้ข้อมูลเกี่ยวกับความหนาและองค์ประกอบของดาวพลูโตแล้ว”

ในการวิจัยครั้งนี้ นักวิจัยมุ่งไปที่การศึกษาบริเวณที่ชื่อ Sputnik Planum ของดาวพลูโต อันเป็นแอ่งขนาด 900 กิโลเมตรทางตะวันตกของดาวที่มองเห็นเป็นรูปหัวใจในช่วงที่ยานนิวฮอไรซันโคจรผ่าน แอ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากการชนของวัตถุขนาด 200 กิโลเมตรหรือใหญ่กว่า

เหตุผลที่สนใจบริเวณนี้ เพราะบริเวณนี้มีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของดาวพลูโต คือ ดวงจันทร์ชารอน ดวงจันทร์บริวารดวงนี้ถูกล็อกเข้ากับดาวพลูโตด้วยแรงไทดัล จึงหันหน้าเข้าหากันด้านเดียวตลอดเวลาในช่วงที่โคจรรอบกัน และบริเวณ Sputnik Planum นี้ก็ถือว่าเป็นใจกลางที่เชื่อมทั้งสองโลกเข้าด้วยกัน

บริเวณนี้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ความผิดปกติของมวลในเชิงบวก หมายถึง การที่บริเวณดังกล่าวมีมวลมากกว่าเปลือกแข็งทั่วไปของดาวพลูโต และในขณะที่แรงดึงดูดของดวงจันทร์ชารอนดึงดาวพลูโตนั้น แรงตรงบริเวณที่มีมวลมากก็จะมีมากกว่า จนทำให้ดาวพลูโตเอียงไปเอียงมา จนกระทั่งเริ่มปรับเข้าสู่แกนแรงดึงดูดได้

ซึ่งความผิดปกติของมวลในเชิงบวกนี้ นับว่าเป็นจุดที่แปลกของบริเวณ Sputnik Planum นี้เลย

“ปกติแล้ว การชนกันกับวัตถุยักษ์มักจะทำให้เกิดหลุมที่พื้น นั่นหมายถึงว่ามีการกระจายตัวของมวลสารออกไป และมวลก็น่าจะลดน้อยลงไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Sputnik Planum นั้นไม่ใช่เลย จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มสงสัยว่า ความผิดปกติของมวลเชิงบวก หรือการได้มวลเพิ่มมานี้ เป็นไปได้อย่างไร”

ดร.จอห์นสัน ให้คำตอบว่า หลังจากที่เกิดการชนจนเกิดเป็นแอ่ง แอ่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยไนโตรเจนแข็ง ไนโตรเจนเหล่านี้ช่วยเติมมวลให้กับแอ่ง แต่ก็ยังไม่หนามากพอที่จะทำให้บริเวณ Sputnik Planum มีมวลมากกว่าที่อื่น”

ดังนั้น มวลที่เหลืออาจจะเกี่ยวข้องกับ น้ำที่ไหลอยู่ข้างใต้พื้นผิว ที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยกันอยู่

เปรียบเทียบคือ เมื่อลูกโบลลิ่งตกลงไปที่เตียงผ้าใบ แรงกระแทกทำให้เกิดแอ่งที่พื้นผิวของดาว ตามมาด้วยการกระดอนขึ้นมา การกระดอนขึ้นจะดึงเอามวลสารที่อยู่ใต้ผิวของดาวขึ้นมา หากมวลสารที่อยู่ใต้ผิวดาวนั้นมีความหนาแน่นมากกว่าสิ่งที่หลุดออกไปเนื่องจากการกระแทก สุดท้ายแล้ว บริเวณที่โดนกระแทกก็จะมีมวลเท่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธรณีวิทยาเรียกว่า isostatic compensation

และแน่นอนว่าน้ำย่อมมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำแข็ง ดังนั้น ถ้ามีน้ำอยู่ใต้พื้นผิวน้ำแข็งของดาวพลูโต น้ำก็อาจจะไหลขึ้นมาหลังจากการกระแทกที่บริเวณ Sputnik Planum แต่เนื่องจากว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ดาวพลูโต เมื่อบริเวณแอ่งนั้นเริ่มต้นจากการมีมวลปกติ ไนโตรเจนที่ปกคลุมดาวพลูโตอยู่จะไปจับกับน้ำที่ไหลขึ้นมา จนทำให้บริเวณนี้มีมวลมากขึ้นได้

“ต้องบอกว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีมหาสมุทรแบบเหลวเท่านั้น ในการศึกษาครั้งนี้ เราอยากจะสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เราได้ทราบว่าความผิดปกติของมวลเชิงบวกนี้ค่อยข้างแปรไปตามความหนาของชั้นมหาสมุทรและความเค็มของมหาสมุทร เนื่องจากปริมาณเกลือนั้นมีผลกับความหนาแน่นของน้ำ″

ในแบบจำลองนั้น ได้มีการจำลองบริเวณ Sputnik Planum ในช่วงที่เกิดวัตถุขนาดยักษ์ชนดาวความเร็วสูง จากแบบจำลองทำให้ทราบว่าชั้นของน้ำที่อยู่ใต้ผิวดาวนั้นมีความหลากหลาย ตั้งแต่ไม่มีน้ำเลยจนไปถึงหนา 200 กิโลเมตร

“สิ่งที่บอกเราคือ ถ้า Sputnik Planum มีมวลมากกว่าปกติจริง ซึ่งที่จริงก็เป็นเช่นนั้น บริเวณนี้ก็น่าจะมีมหาสมุทรหนาสัก 100 กิโลเมตรอยู่ ซึ่งถือว่าน่าทึ่งทีเดียวเพราะในบริเวณที่ไกลจากดวงอาทิตย์ระดับนี้ยังมีน้ำที่เป็นของเหลวอยู่”

อ้างอิง: Brown University. (2016, September 24). Pluto’s ‘heart’ sheds light on possible buried ocean. ScienceDaily. Retrieved September 30, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/09/160924222428.htm

งานวิจัย: Brandon C. Johnson, Timothy J. Bowling, Alexander J. Trowbridge, Andrew M. Freed. Formation of the Sputnik Planum basin and the thickness of Pluto’s subsurface ocean.. Geophysical Research Letters, 2016; DOI:10.1002/2016GL070694

​ยูเรนัสอาจมีดวงจันทร์เพิ่มอีก 2 ดวง

แม้ยานวอยเอเจอร์ 2 จะบินผ่านดาวยูเรนัสไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อนแล้ว แต่นักวิจัยยังคงวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้อยู่กระทั่งปัจจุบันนี้ ล่าสุด นักวิจัยชี้ว่า ดาวยูเรนัสอาจจะมีดวงจันทร์อีก 2 ดวงขนาดเล็กที่เรายังไม่เคยค้นพบมาก่อน ใกล้ ๆ กับวงแหวนของดาวยูเรนัส

ร็อบ คานเชีย นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยไอดาโฮ สหรัฐอเมริกา สังเกตเห็นรูปแบบบางอย่างในบริเวณวงแหวนของดาวในขณะที่วิเคราะห์ดูภาพถ่ายตั้งแต่ปี 1986 จากยานวอยเอเจอร์ เขาได้สังเกตว่าแถบวงแหวนแอลฟา อันเป็นแถบวงแหวนที่สว่างที่สุดของดาวยูเรนัส มีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงเป็นคาบ ๆ และยังพบรูปแบบที่คล้าย ๆ กันที่บางส่วนของแถบวงแหวนเบตาอีกด้วย

“ถ้าคุณดูรูปแบบในแต่ละบริเวณของวงแหวน คุณจะพบว่าความยาวคลื่นที่ได้นั้นแตกต่างกัน ซึ่งหมายความว่า ในขณะที่คุณเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ วงแหวน ก็มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปด้วย เป็นบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงความสมมาตร” ผศ.แม็ตต์ เฮดแมน นักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยไอดาโฮ เผย โดยผลงานวิจัยกำลังจะได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ The Astronomical Journal

คานเชีย และเฮดแมน เป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านวงแหวนของดาวเคราะห์ โดยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลจากยานแคสซินีขององค์การบริเวณการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ซึ่งปัจจุบันยานนี้ยังอยู่ที่ดาวเสาร์ ข้อมูลจากยานแคสซินีก็จะทำให้นักวิจัยได้ไอเดียว่าวงแหวนนั้นควรจะมีพฤติกรรมอย่างไร

เมื่อได้รับทุนสนับสนุนจากนาซา คานเชียและเฮดแมนจึงได้ศึกษาข้อมูลจากยานวอยเอเจอร์ 2 โดยได้วิเคราะห์ลักษณะการบดบังคลื่นวิทยุในช่วงที่วอยเอเจอร์ 2 ส่งสัญญาณวิทยุผ่านวงแหวนกลับมายังโลก และศึกษาการบดบังคลื่นจากดวงดาว เมื่อยานกำลังวัดแสงของดาวที่อยู่เบื้องหลังผ่านวงแหวนของยูเรนัส ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ทราบข้อมูลว่าวัสดุที่ประกอบขึ้นมาเป็นวงแหวนของยูเรนัสนั้นมีอะไรบ้าง

นักวิจัยได้พบว่า รูปแบบในวงแหวนของดาวยูเรนัสมีลักษณะคล้ายกับโครงสร้างวงแหวนของดาวเสาร์ซึ่งดวงจันทร์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เรียกว่า moonlet wake

และนักวิจัยก็ได้ประเมินไว้ว่า moonlet หรือดวงจันทร์จิ๋วในวงแหวนของของดาวยูเรนัสนั้นอาจจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงแค่ 4 ถึง 14 กิโลเมตร เล็กเหมือนกับที่พบที่ดาวเสาร์ แต่ก็ถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับดวงจันทร์ดวงอื่น ๆ ที่เคยพบมาของดาวยูเรนัส ซึ่งปกติแล้วดวงจันทร์ของดาวยูเรนัสก็ตรวจพบได้ยากอยู่แล้วเพราะพื้นผิวถูกปกคลุมไปด้วยวัสดุมืด

“เรายังไม่ได้เห็นดวงจันทร์หรอก แต่แนวคิดของเราคือดวงจันทร์ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้จะต้องเล็กมาก ๆ และอาจจะถูกมองข้ามไปได้ง่าย ภาพจากวอยเอเจอร์ไม่ได้ละเอียดพอที่จะหาดวงจันทร์เหล่านี้เจอได้ง่าย ๆ”

นอกจากนี้ การค้นพบครั้งนี้ยังช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดวงแหวนของดาวยูเรนัสจึงมีลักษณะแคบกว่าเมื่อเทียบกับดาวเสาร์ ซึ่งหากมีดวงจันทร์แฝงอยู่ในวงแหวนจริง ดวงจันทร์ดวงนี้ก็ทำหน้าที่เหมือนสุนัขเลี้ยงแกะที่คอยทำให้วงแหวนไม่กระจายออกไป โดยดวงจันทร์ 2 ดวงจาก 27 ดวงของยูเรนัสที่เราพบมาก่อนหน้านี้ก็ทำหน้าที่เป็นสุนัขเลี้ยงแกะมาด้วยเช่นกัน

“ปัญหาของการรักษาวงแหวนให้แคบนั้นเป็นสิ่งที่เราค้นพบมากับยูเรนัสตั้งแต่ปี 1977 และยังคงเป็นจริงในหลาย ๆ ปี ผมจะดีใจมากหากว่าดวงจันทร์จิ๋วในแถบวงแหวนนี้เป็นเรื่องจริง และเราสามารถใช้ดวงจันทร์เหล่านี้เป็นกุญแจไขปริศนาต่อไปได้”

แม้ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันจากกล้องโทรทรรศน์หรือยานอวกาศว่าดวงจันทร์ที่พบใหม่ทั้งสองนั้นมีจริงหรือไม่ แต่นักวิจัยทั้งสองก็เชื่อว่าการศึกษารูปแบบของวงแหวนดาวยูเรนัสจะทำให้ช่วยไขปริศนาได้อีกมากมาย

“เหลือเชื่อมากที่ข้อมูลจากยานวอยเอเจอร์ 2 ยังคงทำให้เราได้รู้อะไรใหม่ ๆ จนถึงทุกวันนี้” เอ็ด สโตน นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการวอยเอเจอร์ เผย

อ้างอิง: NASA/Jet Propulsion Laboratory. (2016, October 25). Uranus may have two undiscovered moons. ScienceDaily. Retrieved October 29, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/10/161025115158.htm

งานวิจัย: R. O. Chancia, M. M. Hedman. Are there moonlets near Uranus’ alpha and beta rings? The Astronomical Journal, 2016; (accepted) [link]